END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 28 : [ The Strom Starts ] Junhui x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 456
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    3 ธ.ค. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 25
[ The Strom Starts ]

Junhui x Woozi

#junhoon  #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

“งั้นวันนี้พอแค่นี้มั้ยหมิงห่าว” คนตัวสูงหันไปถามน้องชายที่นั่งหอบหายใจอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนพื้น เขาขยี้ผมน้องด้วยความเอ็นดู

ระยะหลังๆ มานี้หมิงห่าวมีอาการบาดเจ็บที่หลังเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถร่วมซ้อมกับเมมเบอร์อย่างเต็มที่ได้ ดังนั้นพอได้เวลาพักและคิดว่าตัวเองไหวก็จะชวนเขาออกมาซ้อมเต้นกัน

“กลับไปนอนพัก อย่าลืมกินยาแล้วก็บริหาร เดี๋ยวเจ็บหลังมากกว่านี้จะแย่เอา” น้องชายพยักหน้า เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วบิดตัวยืดเส้น

“แล้วนี่จุนเกอจะกลับหอเลยมั้ยครับ”

“ยังหรอก ว่าจะขึ้นไปหาจีซุนข้างบนน่ะ เห็นเซิงเช่อเกอบอกว่าไม่ได้ออกมาสักพักแล้ว มาที่บริษัททีไรก็เห็นขลุกอยู่ในห้องตลอด ก็เลยจะเอาขนมไปให้ แล้วก็คุยด้วยนิดหน่อย เราจะขึ้นไปด้วยหรือเปล่า หรือว่าจะกลับหอเลย”

“กลับเลยดีกว่าครับ ผมอยากอาบน้ำนอนแล้ว”

“กลับคนเดียวได้ใช่มั้ย ให้ฉันไปส่งก่อนมั้ย”

“เกอเดินกลับไปส่งผม แล้วก็ค่อยมาที่บริษัทอีกเหรอครับ ไม่ตลกไปหน่อยเหรอ ไม่เป็นไรหรอก ผมกลับเองได้ นอนยืดหลังสักพักหนึ่งก็ดีขึ้นแล้ว แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวเรียกใครมารับก็ได้ครับ เกอขึ้นไปหาจีซุนเกอเถอะครับ”

จุนย่อตัวลง มือสวยยกขึ้นขยี้ผมน้องชายอีกรอบ

“ถึงหอแล้วบอกด้วยนะ”

“ครับผม”




หลังจากสั่งน้องชายไปอีกประมาณสิบนาที เขาก็ออกมาจากห้องซ้อม คนตัวสูงเดินขึ้นไปชั้นสอง มือใหญ่ก็รื้อของในกระเป๋าพยายามหาว่าขนมที่อุตส่าห์พกมาด้วยยังอยู่หรือเปล่า

จวิ้นฮุยหยุดชะงักเมื่อเห็นใครบางคนเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องทำงาน

คนตัวสูงผมสว่าง หน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับกำลังคิดไม่ตก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่อยากให้คนในห้องได้ยินเสียงฝีเท้าจึงเดินวนไปมาเหมือนกับย่อง

“เฮ้ โฮชิ” แฮมเตอร์ตัวยักษ์ตกใจจนเกือบลื่นล้ม นัยน์ตาชี้ๆ หันมามองด้วยความตกใจ จริงๆ ถ้ามีหูมีหางก็คงชี้ตั้งไปหมดแล้ว

“โอ้ย จุน ตกใจหมด”

“อะไรของนาย แล้วทำไมต้องกระซิบด้วย”

“นายนั่นแหละ พูดดังไปแล้ว” เขาเริ่มขมวดคิ้วตามเพื่อน

“แล้วทำไมมาเดินวนไปวนมาแบบนี้ มาหาอูจีอย่างนั้นเหรอ ทำไมไม่เข้าไปล่ะ ปกติห้องก็ไม่ได้ล็อคนี่นา” ควอนซูนยองเกาหัวแกรกๆ ด้วยสีหน้าคิดไม่ตก เขาเอียงคอมอง เพิ่งสังเกตเห็นว่าในมือของอีกคนมีถุงอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังที่โปรดิวเซอร์ตัวเล็กชอบอยู่ด้วย

“ก็ เอ่อ นายมาทำอะไรน่ะ”

“คุปส์ฮยองบอกว่าอูจีอยู่ในห้องมานานไปแล้วน่ะ ฉันก็เลยแวะมาดู เอาขนมมาให้ด้วย แล้วนายล่ะ”

“พอดีเลย อ่ะ นายเอานี่เข้าไปให้อูจีหน่อยสิ” มือใหญ่ยัดทั้งถุงทั้งแก้วน้ำมาให้ เขารับมาด้วยความงุนงง

“แล้วทำไมไม่เอาเข้าไปให้เองล่ะ ทำไมต้องให้ฉันเอาเข้าไปให้ แค่เปิดประตูห้องไปก็เจอแล้ว”

“อูจียุ่งมากพอแล้ว ฉันไม่อยากเอาเรื่องของฉันไปให้หมอนั่นยุ่งอีกน่ะ นายเอาเข้าไปเถอะ ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าฉันซื้อมา บอกแค่ว่านายเอามาให้ อีกอย่างหนึ่งเหมือนซึงกวานจะบอกว่าหมอนั่นยังไม่ได้กินกาแฟ ถ้านายว่างก็ฝากไปซื้อที่ร้านข้างล่างให้หน่อย หมอนั่นชอบกิน”

จวิ้นฮุยได้แต่ขมวดคิ้ว ภายในสมองกำลังประมวลผล

กว่าจะคิดอะไรออก โฮชิก็หมุนตัวเดินห่างไปหลายก้าวแล้ว

“เดี๋ยวสิ เดี๋ยว กลับมาก่อน”

“อะไรเล่า”

“นายคิดอะไรอยู่น่ะ”

“ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละ” จุนวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะก่อนจะกลอกตาไปมา จริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากยุ่งกับเรื่องของชาวบ้าน แต่ทำไมคนพวกนี้ถึงชอบทำตัวผิดสังเกตจนคนอื่นเห็นได้หมดนะ

ซึ่งคนที่เห็นก็ไม่ใช่คนที่ควรจะเห็นด้วยนะ จะมีพิรุธกันทั้งทีก็ไปมีพิรุธต่อหน้าเจ้าตัวสิ มาทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าเขาไปทำไม ทั้งเจ้าเพื่อนขี้กลัว แล้วยังน้องขี้หวงนั่นอีก

“ไม่คิดจะให้เจ้าตัวรู้หน่อยเหรอ” ควอนซูนยองส่ายหัว “กำแพงไม่ได้สูงขนาดนั้น ทำไมไม่คิดจะปีนขึ้นไปหน่อย อย่างน้อยพยายามให้เห็นบ้าง ไม่ใช่มาแอบทำอยู่แบบนี้”

“จะปีนไปทำไม ในเมื่อเจ้าตัวเขาไม่เคยอยากให้ปีนเลยนี่นา สู้เอาเวลาพยายามปีนขึ้นไป มาหาทางอยู่นอกกำแพงแล้วมีความสุขไปกับคนในกำแพงไม่ดีกว่าเหรอ”

“ไม่อยากให้เขารู้เหรอ”

“ไม่ล่ะ ฉันอยากอยู่แบบนี้มากกว่า”

“แบบนี้ฉันเรียกว่ากลัวนะ” อีกฝ่ายหันมามอง นัยน์ตาคู่นั้นแม้จะเต็มไปความเหงาหงอยแต่ก็แน่วแน่

“นายจะเรียกว่ากลัวหรืออะไรก็ช่างเถอะ สำหรับฉันแล้วสิ่งเดียวที่ต้องการก็คือความสุขของหมอนั่น เพราะฉะนั้นถ้าการปีนข้ามกำแพงไปของฉัน ทำให้รอยยิ้มหายไป ฉันยินดีจะมองผ่านกำแพงหนาๆ นั่นดีกว่า”

“นายจะเอาแบบนี้จริงๆ ดิ”

“จริง ฉันตัดสินใจแล้ว จะไม่ก้าวข้ามเส้นที่หมอนั่นขีดไว้เด็ดขาด” จุนถอนหายใจยาว แต่ก่อนเพื่อนจะเดินหายไป เขาก็ตัดสินใจถามไปอีกหนึ่งประโยค

“แล้วถ้าสุดท้าย กำแพงที่นายคิดว่ามี มันไม่มีล่ะ นายจะไม่เสียใจเหรอ” โฮชิหยุดเดิน “นายอาจจะคิดว่าหมอนั่นสร้างกำแพงไว้ แต่จริงๆ กำแพงนั้นอาจจะไม่ใช่สำหรับนายก็ได้ หมอนั่นอาจจะไม่ได้ขีดเส้นอะไรไว้เลย มีแต่นายที่คิดไปเองแล้วถอยออกมา ถ้าทุกอย่างเป็นแบบนั้นนายจะไม่เสียใจเหรอ”

“นายก็พูดได้นี่จวิ้นฮุย นายไม่ได้เห็นกำแพงที่หมอนั่นสร้างมานี่”

“แล้วนายเห็นเหรอ”

“ใช่ ฉันเห็นมันเต็มสองตาเลย นายเข้าใจหรือยัง” แล้วไม่ต่อความอะไรอีก ลีดเดอร์แห่งเพิร์พทีมรีบเดินหนีไปทันที เขาได้แต่ยืนถอนหายใจยาว นัยน์ตาก็มองตามทางที่เพื่อนเดินไป

....กำแพงอย่างนั้นเหรอ…

เขาหันไปเก็บของทั้งหมดบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้

...โฮชิที่ไม่เคยคิดจะก้าวข้ามความเป็นเพื่อนไป กับอูจีที่ไม่รู้ว่าเพื่อนคิดอะไรกับตัวเอง สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บที่สุดก็คือคนที่รู้สึกแต่ไม่พูดนั่นแหละ เพราะอูจีไม่รู้…

ชายจากแผ่นดินใหญ่หยุดขา รู้สึกวูบไปทั้งร่างกาย

ประตูห้องทำงานของโปรดิวเซอร์ตัวน้อยเปิดแง้มอยู่




จุนผลักประตูห้องเข้าไปแผ่วเบา พีดีนิมใส่หูฟังอันโปรดนั่งหันหลังให้ประตูเช่นเคย ดูเหมือนเจ้าตัวจะจมอยู่ในสมาธิของตัวเองโดยไม่มีอะไรมารบกวน

เขาถอนหายใจยาว

ถ้าใส่หูฟังอยู่ แสดงว่าอูจีคงไม่ได้ยินคำพูดระหว่างเขากับโฮชิ

“อูจีอ่า” ไม่มีเสียงตอบ คนตัวสูงเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับวางของลงบนโต๊ะ เจ้าของห้องกำลังง่วนอยู่กับการคลิกโปรแกรมบนหน้าจอ “เฮ้ อูจีอ่า” คนตัวเล็กยังคงเงียบ เขาจึงดึงหูฟังออก

คนโดนกระทำหันมามอง

“โอ้ จุนนี่นา”

“ฉันเรียกตั้งนานแล้ว นายทำงานเพลินอีกแล้วล่ะสิ” อีกฝ่ายเพียงแต่ขยับรอยยิ้มรับก่อนจะเอนตัวลงไปพิงเบาะ นัยน์ตามองถุงกระดาษมากมายที่เขาหิ้วเข้ามา

“อะไรน่ะ”

“เบอร์เกอร์...ไง”

“นายซื้อมาเหรอ” เขาพยักหน้ารับแกนๆ “เบอร์เกอร์อะไรน่ะ”

“...เนื้อ” ...น่าจะเนื้อ อูจีชอบกินเนื้อ

เพื่อนตัวเล็กพยักหน้าไปมา มือก็คว้าถุงเข้ามาใกล้ ใบหน้าใสเปลี่ยนสีไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจวางถุงลงบนโต๊ะตามเดิม “นี่นายมีอะไรหรือเปล่า”

“ก็ไม่มีหรอก พอดีเพิ่งซ้อมเสร็จนะ คุปส์ฮยองบอกว่าช่วงนี้นายไม่ค่อยได้ออกจากห้องอัดเลย ฉันก็เลยแวะเข้ามาหา คิดว่านายน่าจะไม่ได้กินอะไรดีๆ มาสักพักแล้ว แต่จริงๆ พวกฟาสต์ฟู้ดพวกนี้ก็ไม่ได้ค่อยดีเท่าไร”

“อ่าเหรอ นั่นสินะ ไม่ได้กินอะไรดีๆ มาสักพักแล้ว อ่า” โปรดิวเซอร์ตัวน้อยหมุนตัวกลับไปคลิกอะไรอีกสองสามที “งานเสร็จพอดีเลย นายว่างอยู่หรือเปล่า ออกไปหาอะไรดีๆ กินกันมั้ย”

...แปลก…

“นายไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ย”

“ไม่นี่ ไม่ได้เป็นอะไร นายว่างใช่มั้ยล่ะ งั้นเดี๋ยวไปด้วยกันนะ ขอฉันไปเข้าห้องน้ำแปบหนึ่ง” พูดแล้วไม่รอคำตอบจากเขา เจ้าของห้องหมุนเก้าอี้ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไป เขามองตามไปด้วยความไม่เข้าใจ

คนที่ติดห้องทำงานแบบอีจีฮุน จะมีน้อยครั้งนักที่เจ้าตัวอยากจะออกไปทานอะไรข้างนอก ส่วนใหญ่แล้วจะชอบโทรเรียกเขาหรือเมมเบอร์ให้ซื้ออาหารเข้ามาฝากเสมอ

นี่เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

มีเสียงของบางอย่างตก

เขาหันไปมองก็เห็นหูฟังของเพื่อนหล่นอยู่บนพื้น จุนถอนหายใจยาว ร่างสูงเดินเข้าไปหยิบสายยาวที่ขมวดกันเป็นก้อนขึ้นมา

...เอ้ะ…

นัยน์ตากลมมองไปตามสายไฟยาว ปลายของมันควรจะเสียบอยู่ที่ CPU คอมพิวเตอร์ ทว่ามันกลับหล่นอยู่ที่พื้นห้อง ข้างกระเป๋าสีแดงใบโตของเพื่อนตัวเล็ก


อูจีใส่หูฟัง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เสียบสาย

ท่าทางที่แปลกประหลาดจนสังเกตได้

รวมไปถึงประตูห้องที่แง้มอยู่

...ไม่น่า...

เขาถลากลับไปที่ถุงกระดาษบนโต๊ะ มือใหญ่เปิดดู ก่อนที่หัวใจจะหล่นวูบไปอยู่ที่พื้น ภายในหัววิ่งหมุนราวกับเครื่องกล เขาพยายามรวบรวมความคิดว่าเมื่อครู่บอกว่าตัวเองซื้อเบอร์เกอร์อะไรมา

เขาไม่ได้บอกหมอนั่นว่าซื้อ เบอร์เกอร์เนื้อ มาใช่มั้ย?

เพราะเจ้าเบอร์เกอร์ในมือของเขา คือเบอร์เกอร์เนื้อหมู

จวิ้นฮุยถอนหายใจแบบหมดเรี่ยวแรง สมองประมวลผลอะไรไม่ทันแล้ว สิ่งเดียวที่คิดออกตอนนี้ก็คือ อูจีได้ยินบทสนทนาของเขากับเพื่อนคนนั้นหมดทุกประโยคแน่นอน




ร้านดีๆ ที่พีดีนิมคนเก่งพูดถึงก็คือร้านโพจังมารา...ร้านอาหารข้างทางแถวๆ ย่านที่บริษัทตั้งอยู่ โชคดีที่วันนี้คนค่อนข้างน้อย พวกเขาจึงเลือกเข้าไปนั่งด้านในสุด

คุณป้าเจ้าของร้านดูคุ้นเคยกับอูจีดี ในขณะที่เขาเคยเข้าร้านนี้อยู่แค่สองสามรอบได้ บางทีเพื่อนตัวเล็กอาจจะมากับลีดเดอร์ตัวยักษ์บ่อย

จริงๆ เขาก็อยากจะถามคนที่กำลังสั่งอาหารเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนกันว่าสิ่งที่กำลังพูดเป็นอาหารดีๆ ตรงไหน แต่ก็ได้แต่ยั้งปากไว้ ยิ่งพอคนปากแข็งสั่งโซจูมาสี่ขวดแล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาว

...พรุ่งนี้มีตารางงานมั้ยนะ…

“นายเอาอะไรเพิ่มมั้ยอ่ะ” เขาส่ายหน้า อีกฝ่ายเลยหันไปส่งรอยยิ้มหวานให้เจ้าของอีกที ดูจากสีหน้าของคุณป้าคนสวยแล้ว คงจะอยากหยิบแก้มคนตัวเล็กสักหลายๆ ที แต่สำหรับเขาแล้ว ท่าทีที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่กำลังฝืนเลยแม้แต่น้อย

“นี่คืออะไรดีๆ ที่นายอยากกินเหรอ” สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะถาม อีจีฮุนไม่ตอบอะไร มือสวยหยิบขวดโซจูขึ้นมารินใส่แก้วของเขา

“นายดื่มโซจูได้ใช่มั้ย”

“มาถามหลังจากสั่งไปแล้วนี่นะ”

“ฉันก็ถามไปงั้นแหละ กินสิ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” จุนถอนหายใจยาวอีกรอบ

เขายกแก้วขึ้นมา ทว่า...กลับซดไม่ลง นัยน์ตากลมมองเพื่อนที่เริ่มเทแก้วที่สอง...แก้วที่สาม อาหารยังมาไม่ถึงเลยสักจาน หมอนี่ก็ยกโซจูซดไปแล้ว...สี่แก้ว

จนพอโซจูจะหมดขวด มือใหญ่ก็ยกขึ้นไปขวางไว้

“เดี๋ยวสิ อูจี อาหารยังไม่มาเลยนะ”

“นายก็รู้นี่นาว่าฉันคอแข็ง แค่นี้เอง”

“คอแข็งแค่ไหน แต่นายล่อดื่มทั้งๆ ที่ไม่มีอาหารลงท้องไม่ได้นะ อีกอย่าง ตั้งแต่เช้านายได้กินอะไรหรือยัง กระเพาะอาหารพังพอดี หยุดก่อนเลย!” จุนดึงขวดทั้งหมดมาใกล้ตัว อูจีเพียงแต่ยักไหล่แล้วมองออกไปนอกเต้นท์สีส้มอย่างเหม่อลอย

“มาแล้วจ้า แหม โซจูหมดไปขวดหนึ่งแล้วเหรอ เร็วจังเลยนะ” คุณป้าคนสวยยกอาหารมาตั้งบนโต๊ะ อีจีฮุนยังคงส่งรอยยิ้มหวานไปให้

“ฉันดื่มต่อได้หรือยัง”

“กินเข้าไปก่อนเลย นายชอบกินไส้กรอกเลือดไม่ใช่เหรอ โอเด้งด้วย ต๊อกโบกีด้วย กินเข้าไปเยอะๆ เลย” เขามองเพื่อนที่เบะปากลงแล้วจิ้มอาหารสีเข้มเข้าปาก ดูจากใบหน้าและท่าทางแล้ว เขาคิดว่าแอลกอฮอล์ที่ซดลงไปตอนท้องว่างคงเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

เขาควรจะปล่อยให้ดื่มต่อไปหรือห้ามดี แต่ปกติแล้วอูจีไม่ใช่คนที่จะชวนเพื่อนออกมาดื่ม อีกอย่างช่วงนี้เป็นช่วงที่หมอนั่นกำลังทำงานอย่างหนักด้วย ไม่มีทางที่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวขนาดนี้

นัยน์ตากลมหรี่ต่ำ คิดถึงบทสนทนาของเพื่อนที่คุยกันหน้าห้อง นี่ยังไม่รวมไปถึงเจ้าน้องชายตัวสูงที่แสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจน

อีจีฮุนเป็นคนที่แข็งภายนอก แต่ภายในนั้นอบอุ่นยิ่งกว่าใครๆ เจ้าตัวเข้มแข็งเพราะภาพลักษณ์ที่พยายามสร้าง จริงๆ ข้างในอ่อนแอไม่ต่างไปจากพวกเขา แล้วยังเป็นคนที่รักวงมากกว่าใครๆ … อูจีตัวน้อย เสาหลักของเซเว่นทีน

เจ้าตัวเล็กอาจจะจับสัมผัสทุกอย่างได้แล้ว และกำลังคิดมากกับทุกเรื่อง รวมไปถึงบทสนทนาที่ไม่ควรได้ยิน...เจ้าตัวก็คงได้ยินจนหมด

“นายจะเทให้ฉันได้หรือยัง” จุนหลุดจากภวังค์ เขาขยับรอยยิ้มหวาน

...เพราะไม่รู้จะจัดการกับสิ่งที่อยู่ข้างในใจยังไงสินะ นายถึงทำแบบนี้ เอาเถอะ ถ้าทำให้ประคองสติไม่ได้ ก็อาจจะพูดอะไรออกมา คงต้องปล่อยให้ดื่มให้พอ จะได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาให้หมด ส่วนเขา ก็อย่าเผลอดื่มไปด้วยจนเมาก็แล้วกัน…

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเงียบกริบ คนหนึ่งก็เฝ้าสังเกต ส่วนอีกคนก็เอาแต่ยกแก้วเล็กๆ ขึ้นดื่มสลับไปกับการโดนยัดเยียดให้กินอาหารบนโต๊ะ

จนเขาเปิดโซจูขวดที่สาม คนตัวเล็กถึงเอ่ยปากขึ้นมา

“ทำไมไม่เห็นนายดื่มเลย”

“นายดื่มเถอะ ฉันไม่ค่อยชอบโซจู”

“แล้วทำไมไม่บอก สั่งเบียร์มั้ยล่ะ จะได้ดื่มไปด้วยกัน” จุนส่ายหน้า มือใหญ่เอื้อมไปลดมือเพื่อนที่กำลังจะเรียกคุณป้าลง อูจีหันมามองด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าใสๆ แดงเรื่อด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

“ฉันดูนายดื่มก็พอแล้ว ช่างเถอะๆ” แม้จะดูหงุดหงิดนิดหน่อย แต่อูจีก็จิ้มต๊อกโบกีเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ราวกับเด็ก เขาเอียงคอมอง ก่อนจะเริ่มภารกิจของตัวเอง

มือใหญ่ขยับไปจับมือเพื่อนไว้ เขาบีบมือที่วางอยู่บนโต๊ะแน่น

คนไม่ชอบสกินชิปเบนสายตามาสบตรงๆ ทว่าไม่ได้ชักมือออก

“มีอะไรอยากพูดกับฉันมั้ย จีฮุน” นัยน์ตาประสานนัยน์ตา จุนได้แต่ระบายรอยยิ้มเพราะรู้ดีว่า นัยน์ตาที่มองมา ไม่ได้กำลังมองเขา เพียงแต่กำลังคิดไปไกล...ไกลเกินกว่าที่เขาจะรู้

“นายเคยต้องตัดสินใจเลือกอะไรสักอย่างมั้ย จุนอ่า…”

“เคยสิ คนเราก็ต้องเลือกบางสิ่งบางอย่างทุกวันแหละ ทุกอย่างในชีวิตของเราต้องเลือกอยู่แล้ว”

“อย่างนั้นเหรอ” อูจีขยับมือขึ้นหงาย มือสวยกำลังจับมือตอบ “แล้วถ้าสิ่งที่ทำให้นายต้องตัดสินใจเลือก มันคือความสุขของตัวเอง กับความสุขของวงล่ะ ถ้าเป็นนาย นายจะเลือกอะไร”

เขานิ่งงันไป

...อย่าบอกนะว่า...

ภาพรอยยิ้มเศร้าๆ ของควอนซูนยอง กับ ภาพใบหน้าหงอยๆ ของคิมมินกยูปรากฏขึ้นในความทรงจำ 

...หรือมันไม่ใช่ความคิดแค่ข้างเดียวอย่างนั้นเหรอ…

“แล้วความสุขของวง กับความสุขของนายไม่ใช่สิ่งเดียวกันอย่างนั้นเหรอ” เพื่อนตัวน้อยส่ายหัวไปมา “นายเอามันมารวมกันไม่ได้เลยเหรอ” อูจียังคงส่ายหัว

“ถ้าเลือก…ให้ตัวเองมีความสุข ฉันอาจจะเป็นคนทำลายความสุขของวงไปก็ได้ แต่ถ้าเลือกความสุขของวง…” คนพูดกลืนน้ำลายลงคอ นัยน์ตาหลุบต่ำ มือที่บีบมือของเขาอยู่นั้นสั่นระริกจนทำให้คนฟังแทบจะหยุดหายใจ

...การเลือกความสุขของวงมากกว่าความสุขของตัวเอง อาจจะทำให้นายพังทลายได้อย่างนั้นสินะ…

“นายคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันจะเป็นแบบนั้น” คนตัวเล็กก็ยังคงส่ายหัว

“ฉันถามอะไรที่ไม่ควรหน่อยได้มั้ยอ่าจุน”

“ถามมาเถอะ”

“อะไรทำให้นายทิ้งบ้านเกิดมาที่นี่เหรอ อะไรทำให้นายเลือกทิ้งทุกอย่างแล้วมาแสวงหาความฝันของตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไร แต่นายก็ทิ้งทุกอย่างมา” เขายิ้ม มือใหญ่เอื้อมไปลูบผมทุยๆ ของอีกฝ่าย

“ฉันไม่ได้เลือกทิ้งทุกอย่างนี่นา ฉันจากบ้านเกิดมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะคว้าความฝันก็จริง แต่ฉันไม่ได้คิดว่านั่นคือการทิ้ง ฉันหอบทุกอย่างของบ้านเกิดมาด้วยต่างหาก ช่วงขณะที่ฉันไขว่คว้าความฝัน ก็คือช่วงที่ฉันได้เผยแพร่วัฒนธรรมที่คนที่ไม่รู้” อูจีเงยหน้าขึ้นมามอง นัยน์ตาเล็กคลอไปด้วยน้ำใส...ที่เขาไม่อยากเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว

“แล้วถ้านายต้องเลือกล่ะ เลือกระหว่างความสุขของวง กับความสุขของตัวเอง นายจะเลือกอะไร”

“ฉันไม่บอกนายหรอก” เศษเสี้ยวของความไม่เข้าใจวิ่งผ่าน จุนยังคงยิ้ม “ถ้าฉันบอกนาย นายก็จะไม่ตัดสินใจด้วยความรู้สึกของตัวเอง จิตใจของคนที่กำลังอ่อนแอมักจะเอนเอียงไปตามคำแนะนำอยู่แล้ว ถ้าฉันบอกว่านายว่าฉันเลือกอะไร นายก็จะยึดสิ่งนั้นไว้ในใจ และไม่กล้าตัดสินใจ”

“แต่ว่า…” เขาส่ายหัว

“ฟังฉันนะอูจี มันไม่ผิดถ้านายจะเลือกความสุขของตัวเองแล้วละเลยความสุขของวงบ้าง เช่นเดียวกัน การที่นายเลือกละเลยความสุขของตัวเองแล้วยึดความสุขของวงไว้ ก็ไม่ผิดเหมือนกัน นายเลือกได้ทุกอย่าง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ทุกคนก็พร้อมสนับสนุน ไม่มีใครโทษนาย คนที่โทษนายก็มีแต่ตัวนายเองนั่นแหละ”

อีจีฮุนเงียบ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน

แม้จะดูเข้มแข็งกว่าใครๆ แต่ผู้ชายคนนี้ก็อายุแค่ 21 ปี และยังไม่เคยมีความรักแบบจริงๆ จังๆ 

“สิ่งเดียวที่นายควรบอกกับใจตัวเองเสมอมีแค่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ขออย่างเดียวพอนะอูจี อย่าเลือกทางที่ทำให้ตัวเองเสียใจ” ความเว้าวอนผ่านนัยน์ตาหวานยิ่งทำให้หัวใจคนมองสั่นไหว เขานึกสงสารเพื่อนตัวเองจับใจ “ก่อนจะตัดสินใจอะไรก็ตาม ถามตัวเองก่อนว่าถ้าเลือกทางนี้ไปแล้วเกิดอะไรขึ้นมา นายจะเฝ้าบอกตัวเองมั้ยว่า ทำไมตอนนั้นถึงเลือกแบบนี้ ทำไมตอนนั้นไม่เลือกอีกอย่างหนึ่ง ถ้านายมีความคิดแบบนี้เมื่อไร นั่นคือนายเลือกผิด”

“จะซ้ายจะขวาจะอะไรก็ตาม ไม่มีใครว่าเลย แต่ถ้าการเลือกนั้นทำให้นายย้ำคิดย้ำทำว่าทำไมถึงเลือกแบบนี้ นั่นแหละ คือนายเลือกผิดแล้ว ฉันบอกนายได้แค่นี้จริงๆ”

“จุน...ฉัน...ฉัน….”

และก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาให้เขาเห็น โซจูยี่สิบแก้วก็ออกฤทธิ์ 

อีจีฮุนฟุบลงกับโต๊ะเสียงดัง

ชายหนุ่มจากแผ่นดินใหญ่ถอนหายใจยาว มือใหญ่ยังคงวนเวียนลูบอยู่บนเรือนผมนุ่ม

...แล้วคนที่ทำให้นายกังวลกับการตัดสินใจขนาดนี้คือใครกันนะอูจี ใครคือคนที่นายเลือกอย่างนั้นเหรอ หืม?...




จุนขยับตัวประคองคนบนหลังไม่ให้ร่วงหล่นลงไป นัยน์ตากลมก็เหลือบมองคนตัวเล็กที่หลับปุ๋ยด้วยความเอ็นดู คนที่บอกว่าจะเลี้ยงกลับฟุบหลับไปทั้งๆ ที่เหลือโซจูอยู่อีกขวด สุดท้ายเขาก็ได้แต่กินอาหารให้หมด แล้วขอโทษขอโพยเจ้าของร้านเพื่อคืนโซจูที่เหลือ โชคดีที่คุณป้าคนสวยใจดี และก็เป็นโชคดีอีกที่เขาพกเงินมาพอ

ยังคิดถึงคำพูดของคุณป้าที่บอกว่า ปกติไม่เห็นอีกฝ่ายทานจนเมาฟุบแบบนี้ พอเขาถามว่ามาทานกับใคร เธอก็บอกว่ามากับเพื่อนตาสวยๆ กับตาชี้ๆ

บางทีลีดเดอร์ไลน์ก็คงมีเรื่องบางเรื่องให้ปรับทุกข์กันบ่อยๆ 

เขาขยับคนบนหลังอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนตัวเล็กตัวเบากว่าที่คิดไว้หน่อย

อูจีไม่ค่อยปีนขึ้นหลังของเขาเหมือนอย่างซอกมินกับมินกยู สองคนนั้นแทบจะเป็นขาคู่ที่สองและสามของพีดีนิมแห่งเซเว่นทีนแล้ว 

หรือเพราะช่วงนี้ทำงานหนักก็เลยไม่ค่อยได้กินเยอะเหมือนทุกที บางทีอาจจะไม่ได้กินเลยด้วยซ้ำ เพราะด้วยปริมาณการกินของอีจีฮุนนั้น ไม่มีทางที่เจ้าตัวจะน้ำหนักเท่านี้ได้เลย

...จะว่าไป นี่กี่โมงแล้วนะ…

นึกอยากจะยกนาฬิกาขึ้นมาดูก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่มองท้องฟ้า มองดวงดาว ซึ่งก็ไม่ได้ให้คำตอบกับเขาอยู่ดี

ไม่รู้ว่าป่านนี้คนที่หอหลับกันไปหรือยัง เขาไม่อยากให้ใครเห็นว่าอูจีเมาเลย เดี๋ยวจะพาลห่วงกันไปเปล่าๆ เขาจำไม่ได้ว่าก่อนแยกกับมยอนโฮได้บอกไปหรือเปล่าว่าจะกลับกี่โมง ไม่รู้ว่าจะยังนั่งกลิ้งเล่นนอนเล่นรอเขาที่ห้องนั่งเล่นเหมือนทุกทีหรือเปล่า

แต่จริงๆ แล้วคนที่ไม่ควรให้เห็นว่าหมอนี่เมาที่สุดก็คงไม่พ้น…

“อือ….คุปส์ฮยองด่าแน่เลย”

ใช่แล้ว นั่นแหละคนที่จะด่า

“ตื่นแล้วเหรอ”

“ก็นายเดินไม่ดีอ่ะ…” จุนขำ

ตามปกติแล้ว พวกเขาไม่ค่อยได้มีประเด็นอะไรกับเรื่องการดื่มเท่าไร พอบรรลุนิติภาวะ คุปส์ฮยองก็ปล่อยให้ทุกคนดื่มตามสบาย แต่ว่าเจ้าตัวมักจะเตือนให้ไปดื่มด้วยกันเป็นกลุ่มๆ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ไปดื่มกันลีดเดอร์คนนั้นจะไปด้วยเสมอ หรือถ้ามีครั้งไหนที่ไปด้วยไม่ได้ พวกเขาก็จะบอกก่อน

แต่คราวนี้ไม่ได้บอก แถมอูจียังเมากลับไปอีกต่างหาก ไม่รู้ว่าจะโดนบ่นจนไม่ได้นอนหรือเปล่า

ไม่สิ หรืออาจจะไม่โดนด่า

จุนเหลือบมองเพื่อนที่ยังนอนหลับตาสบายใจอยู่บนหลังของตัวเอง ทุกครั้งที่พวกเขาไปดื่มด้วยกันก็จะคอยดูแลกันและกันเสมอ ดังนั้นจะไม่มีใครเมาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาจึงไม่เคยเห็นอูจีในสภาพที่ไร้การป้องกันตัวแบบนี้มาก่อน

ถ้าคุปส์ฮยองด่า ก็จับขังไว้กับอูจีสักสิบนาที มีหวังแพ้ราบคาบ

“อือ...จุนอ่า” น้ำเสียงหวานออดอ้อนที่เอาจริงๆ เขาก็ไม่คุ้นเลย “ปวดหัว”

“ก็ใครใช้ให้นายดื่มเข้าไปซะเยอะแบบนั้น ถึงโซจูสามขวดจะไม่เคยทำอะไรนายได้ แต่เล่นดื่มพรวดๆ เข้าไปหนึ่งขวดตอนท้องว่าง ก็น็อคคนได้นะ”

“ไม่เอา ไม่ให้ด่า ไม่ให้บ่น ห้ามบ่น”

ต่อให้เป็นคนใจแข็งขนาดไหน มาเจอแบบนี้ก็คงแพ้ไปทุกราย

เขาถอนหายใจยาว

“ไม่ได้บ่น ก็แค่ปกติไม่เห็นนายเป็นแบบนี้นี่นา”

“ก็พวกนายอ่ะ พวกนาย” ดูเหมือนว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ นอกจากจะทำให้คนนิ่งๆ กลายเป็นคนขี้อ้อนราวกับลูกแมวตัวน้อยแล้ว จะทำให้กลายเป็นคนกล้าพูดทุกอย่างในใจออกมาด้วย “พวกนายเข้ามายุ่งกับภายในจิตใจของฉันทำไมกันเล่า ฉันไม่รู้จะทำยังไง จะไปทางไหน พอตั้งใจจะเคลียร์ได้สักเรื่อง ก็มีอีกคนเข้ามาอีก”

“ไหน ใครกัน ใครกล้าทำให้พีดีนิมของพวกเราคิดมาก หืม”

“ก็ไอเจ้าบ้าคิมมินกยู!” เขานึกอยากจะหันไปบอกเพื่อนให้เบาเสียงลงหน่อย แต่ก็พูดไม่ออก “แล้วยังเจ้าควอนซูนยองอีก อยู่กันแบบธรรมดาไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาทำให้คิดมาก ทำไมต้องมาทำให้อึดอัดกันด้วย”

อูจีขยับซบใบหน้าลงกับไหล่ของเขา จุนอ้าปากจะต่อบทสนทนา แต่ดูเหมือนคนที่พ่นทุกอย่างออกมา จะยังไม่พอใจ

“แล้วยัง…” เขาขมวดคิ้ว “เจ้ามักเน่บ้า อีชานนั่นอีก….”

ชายจากแผ่นดินใหญ่เกือบทำเพื่อนตกลงไปกลิ้งที่พื้น

...ดีโน่ด้วยอย่างนั้นเหรอ…

“ฉันมีดีตรงไหนเหรอจุน ทำไมต้องมาคิดอะไรแบบนั้นกับฉันด้วย ฉันเป็นคนที่น่าเดทด้วยที่ไหนกัน วันๆ ก็รู้จักแต่กับงาน เพลง เกม รู้จักอยู่แค่นี้ มีอะไรน่าสนใจตรงไหนกัน ทำไมแค่เป็นเพื่อน เป็นน้องชายธรรมดาไม่ได้ ทำไมกันอ่ะ…”

“ความรักมันห้ามกันได้หรือยังไง”

“ก็ห้ามสิ ทำไมไม่ห้ามกัน ถ้ารักกันแล้ววงมันพังจะทำยังไงเล่า”

“นายพูดอย่างกับนายห้ามความรู้สึกของตัวเองได้อย่างนั้นแหละ นายห้ามให้ตัวเองไม่รักใครได้อย่างนั้นเหรอ” ราวกับได้ยินเสียงสูดน้ำมูก พร้อมกับที่มือขาวๆ ของเพื่อนรั้งกอดเข้าที่คอ 

เขาชะงักขา

“ก็ทำอยู่นี่ไงล่ะ ก็เพราะว่าทำอยู่ถึงได้ปวดใจขนาดนี้ยังไงเล่า!”

“แสดงว่า หนึ่งในคนที่ทำให้นายปวดหัวใจ มีใครคนหนึ่งที่นายรู้สึกมากกว่าคนอื่นอย่างนั้นเหรอ อูจี” ไม่มีเสียงตอบกลับมา พีดีนิมตัวน้อยเงียบไปเหมือนกับหลับไปอีกรอบแล้ว

แต่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายแค่ต่อต้านการตอบคำถามที่ไม่อยากตอบ

เขายิ้มแล้วก้าวเดินไปข้างหน้า

“ฉันอยู่ตรงนี้ข้างๆ นายเสมอนะจีฮุน ไม่ว่านายจะเลือกอะไร จะทำแบบไหน ถ้านายอยากได้คนให้กำลังใจและจับมือนายไว้ ฉันอยู่ข้างๆ นายตรงนี้แหละ” อ้อมแขนกระชับแน่นกว่าเดิม “ขอแค่อย่างเดียว ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไรก็ตาม อย่าเลือกทางที่ทำให้ตัวเองเสียใจก็พอ”

“ขอบใจนะจุน”

“เพื่อนกัน ก็ต้องอยู่ข้างกันเวลานี้แหละ อีกอย่างหนึ่งนะ เซเว่นทีนก็คือเพื่อนของนาย เพราะฉะนั้นไม่ว่านายจะตัดสินใจอะไร เพื่อนไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว เข้าใจนะ”

ไม่มีคำตอบเช่นเคย

จวิ้นฮุยได้แต่มองไปข้างหน้า เขารู้ว่าเพื่อนดื้อมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นคงต้องปล่อยให้ทำตามที่เจ้าตัวตัดสินใจ แล้วถ้ามันทำให้อ่อนล้าจนล้มลง

เขาขยับตัวคนบนหลัง

วันนั้นเขาจะรีบเข้าไปประคองหมอนี่ไว้เอง

-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 25 What? ค่ะ

วันนี้เป็นพาร์ทของจุน

บทบาทของจุนในเรื่องนี้ถือว่าเป็นตัวสำคัญอยู่เลยค่ะ เพราะคอยซัพพอร์ตอูจีมาตลอด
เราวางตัวให้เป็นเพื่อนสนิทที่คอยรับฟังทุกเรื่องของพีดีนิมเลย
เพราะฉะนั้น นอกจากลีดเดอร์ไลน์แล้ว ก็น่าจะมีจุนที่อูจีพอจะกล้าเล่าเรื่องได้บ้าง

ใกล้ไคลแมกซ์ของเรื่องแล้วค่ะ ฮา
ตอนนี้ก็แอบหน่วง จริงๆ ไม่แอบสิ เพราะหน่วงมาก 5555
เขียนเองยังสงสารอูจีเองเลย ปัญหารุมเร้า
ใกล้เวลาที่จะค่อยๆ เคลียร์ปัญหาให้จบไปแล้วค่ะ
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพีดีนิมตัวน้อยจะแก้ปัญหาอะไรยังไงเนอะ
แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ตอนจบของเรื่องก็ต้องมีคนเสียใจ พอคิดแล้วก็สงสารจัง
...แต่การแกล้งทุกคนทำให้เราสนุกมากเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

หายไปหลายวันอีกแล้ว
หายไปลง ซูนฮุน มา // โดนต่อย
จริงๆ แค่เหนื่อยๆ ค่ะ งานเยอะ เลยพิมพ์ฟิคได้แต่วันเสาร์อาทิตย์ตลอดเลย ฮือๆๆ
หวังว่าฟิคเรื่องนี้จะจบก่อนปีใหม่นะคะ 5555
ได้ข่าวว่าเล่นฟิคโทเบอร์ 55555555 นี่ดีเซมเบอร์แล้วมั้ยล่ะ

วันก่อนสเตจ mama ผีมากเลยค่ะ ขออนุญาตบ่น
สเตจ heaven ดีมากจนจะร้องไห้เลย แต่มุมกล้องแย่มาก ฮือออออออ
อยากให้ปีหน้าน้องกับพี่ๆ นิวอิสได้คอลแลบกันอีก
คงต้องสวดมนต์ภาวนาต่อท้องฟ้า
แต่อย่างน้อย น้องๆ ก็หอบรางวัลกลับเกาหลีตั้งสองรางวัลแหน่ะค่ะ!!
เรากรี้ดลั่นเลย ฮืออออออ
มีความภูมิใจในตัวน้องมาก ถึงจะเสียดายที่มุมกล้องไม่ดี แต่น้องเก่งมาก เราภูมิใจ!!
เสียดายอีกอย่างก็ที่ไม่ได้ไปงาน MMA 
สเตจปีที่แล้วดีมากจนอยากดูเลยค่ะ เสียดายจัง

อ้าว บ่นเยอะเฉย ไปดีกว่า ฮา

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #58 mypiepeach (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2560 / 22:22
    อึดอัดแทนฮุนอยู่เหมือนกันต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทำไมรู้สึกเหมือนหมามิงจะวินนะ?อิพี่ซูนคือโคตรเฟรนโซนจริงๆยอมแพ้หรอจะยอมแพ้จริงๆหรอวะ พอใกล้จะจบแบบนี้หวั่นใจยังไม่รู้ㅠㅠชอบนะทีพี่ซูนเลือกที่จะอยู่ในที่ๆทำให้คนที่ตัวเองรักสบายใจ แต่ชอบคำพี่จุนมากถ้าเกิดว่าฮุนไม่ได้ขีดกีดกั้นอะไรไม่ได้มีกำแพงอย่างที่คิดอิพี่ซูนจะเสียใจที่ไม่ได้พูดคำนั้นออกไปถ้าไม่บอกใครเขาจะไปรู้จริงมั๊ย?เจ็บแทนอิพี่ซูนอยู่เหมือนกันที่เป็นได้แค่เพื่อนทั้งๆที่รักแท้ๆแต่ก็ไม่อยากให้ฮุนคิดมากอยากอยู่ในจุดที่คิดว่าดีแล้วจุดที่คิดว่าฮุนสบายใจ ถ้าอิพี่ซูนเลือกแบบนี้เราก็เข้าใจแหละ แต่เสียดายจริงๆถ้าลองรุกหนักกว่านี้เข้าหามากกว่านี้หมามิงคือเบๆมากอ้ะอยากได้อิพี่ซูนโหมดเกรี้ยวกราดเว้ยยย
    ถ้าหมามิงวินจริงๆก็ต้องยอมเขาอ้ะรุกซะคนอ่านยังเขินเลอะะ ><
    รอไรท์สาเมออออออออออออ จุ้บ
    #58
    1
    • #58-1 kakujo59(จากตอนที่ 28)
      7 ธันวาคม 2560 / 21:07
      เป็นอูจีนี่มันลำบากใจจัง 55555555
      พิซูนแกเลือกที่จะปกป้องทั้งตัวเองปกป้องทั้งอูจีค่ะ ก็เลยได้แต่ยืนเอานิ้วจิ้มกำแพงไปมา
      ส่วนพิเค้าจะเกรี้ยวกราดมั้ย จะยังไง จะเบอร์ไหน ก็ต้องรอดูกันค่ะ
      ส่วนหมามิงก็ หายไปหลายตอนแล้ว 5555
      #58-1
  2. #55 wa_rin (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 15:26
    ขอบคุณนะจุน ^^
    #55
    1
    • #55-1 kakujo59(จากตอนที่ 28)
      4 ธันวาคม 2560 / 20:21
      จุนคนดีของกะรัตต > v <)
      #55-1