END [SVT] All x Woozi [ Leaves Are Falling ] #octoberwithwoozi

ตอนที่ 23 : [ The Sound of Rain Needs No Translation ] Dokyeom x Woozi

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    20 พ.ย. 60

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 23
[ The Sound of Rain Needs No Translation ]

Dokyeom x Woozi
#seokhoon #ลัทธิออลจีฮุน

#OctoberwithWoozi

-------------------------------------------------------------------------------------------------

อูจีตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เขาลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับขยี้ตาตัวเองไปมา รู้สึกปวดหัวไปหมดเพราะนอนไม่พอ

จากตารางงานที่แสนจะวุ่นวาย นอกจากจะต้องบินไปมาเพื่อทัวร์คอนเสิร์ตแล้ว ยังต้องเตรียมตัวคัมแบคอีก ทำให้ในหนึ่งวันต้องทำอะไรมากกว่าทุกที พอผสานเข้ากับความเครียด และการเดินทางข้ามไทม์โซนไปมาแล้ว การทำงานของร่างกายก็ผิดเพี้ยนไปจนหมด รู้ตัวอีกทีจากที่เคยนอนหลับอย่างง่ายดายก็กลายเป็นหลับๆ ตื่นจนนอนแทบไม่พอ

เขาหันซ้ายหันขวา ภายในห้องนอนเงียบสงบ เตียงฝั่งตรงข้ามถูกเก็บเรียบร้อยสวยงาม คนตัวเล็กกระพริบตาปริบๆ ยังคงจับต้นชนปลายไม่ได้ว่านี่คือที่ไหน และวันนี้ต้องทำอะไร

พอหันไปมองนาฬิกาก็เห็นว่าสายมากแล้ว

...ทำไมวันนี้ถึงไม่มีคนมาปลุกนะ...

เขาลงจากเตียง มีเสียงดังมาจากด้านนอกห้อง พอเปิดประตูออกไปก็เห็นเมมเบอร์กำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัวออกไปข้างนอก จุนที่ยืนจัดเสื้ออยู่ไม่ไกลเป็นคนหันมาเห็นเขาก่อน เพื่อนตัวยาวส่งรอยยิ้มมาให้

“ตื่นแล้วเหรอ” เขาได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก “ห้องน้ำยังไม่ว่างนะ วอนอูใช้อยู่น่ะ” เขาผงกหัวอีกรอบ นัยน์ตาเล็กก็กวาดไปมา เหล่าเมมเบอร์เต็มไปด้วยความอิดโรยจนสังเกตได้ ใบหน้าแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง ทว่าความเหนื่อยล้าฉายชัด

“พวกนายจะไปไหนกันน่ะ วันนี้มีตารางงานอะไรเหรอ”

“เพิร์พทีมจะไปซ้อมท่าเต้นเพลงใหม่น่ะ มีบางส่วนที่ยังไม่ลงตัว”

“แล้วฉันล่ะ” จุนมองกลับมาด้วยสายตาขบขันปนเอ็นดู มือใหญ่ยกขึ้นตบผมที่ยังยุ่งๆ ของเขาปุๆ

“ตื่นหรือยังเนี่ยอูจี”

“ตื่นแล้ว”

“แล้วงงอะไร วันนี้ไม่มีตารางงานเป็นพิเศษ พวกเราแยกยูนิตกันไปทำงานไง” เขากระพริบตาปริบๆ บนโซฟาตัวใหญ่มีเมมเบอร์สองสามคนนั่งเบียดกันอยู่ ทุกคนกำลังซดข้าวต้มในมือพร้อมกับมองทีวี และในห้องครัวก็มีซอกมินกับมินกยูที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าหม้อ

“อ๋อ…”

เพราะใกล้จะคัมแบคเต็มทีแล้ว เมื่อวานพวกเขาเลยตกลงกันว่าจะไปจัดการงานของแต่ละยูนิตให้เรียบร้อย เพิร์พทีมก็มีท่าเต้นที่ต้องเก็บรายละเอียด ส่วนฮิปฮอปทีมก็ต้องซ่อมเพลงกันใหม่ มีแต่โวคอลทีมที่เสร็จทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลยได้พักผ่อนโดยไม่มีใครกวน

อย่างนั้นก็หมายความว่าวันนี้เขาว่างน่ะสิ

“ขอทางหน่อยสิอูจีอ่า” หนึ่งในพี่ใหญ่ของวงบอกเขาที่ยืนเกาะขอบประตูอยู่ จองฮันฮยองที่ตัวหอมฉุยไปด้วยกลิ่นแชมพูเดินสวนเขาเข้าไป

“นี่ฮยองจะไปไหนเหรอครับ” พี่ชายที่ปกติมีความสดใสอยู่ตลอดเวลาก็ยังมีแววตาเหนื่อยๆ นิดหน่อย

“หืม ก็วันนี้โวคอลทีมว่างนี่นา ฉันเลยชวนซึงกวานนี่ไปจัดการเพลง Flower ให้เสร็จๆ น่ะ เดี๋ยวพอช่วงบ่ายพวกที่เหลือก็จะมาสมทบ ถ้าจัดการงานของยูนิตตัวเองเสร็จหมดแล้ว พวกเราจะได้ไปทุ่มงานของวงกันให้เต็มที่ไปเลย”

อูจียืนงงอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะตัดสินใจหมุนตัวออกมาจากห้องเมื่อเห็นจองฮันฮยองเริ่มถอดกางเกงนอน

“ตื่นแล้วเหรออูจีอ่า มาๆ มากินข้าวด้วยกันสิ” เขาหันไปมองตามเสียงเรียก บนโซฟาเหลือเพียงแต่โจชัวฮยองที่เพิ่งทานข้าวต้มในมือไปได้แค่หนึ่งในสี่ของชาม เขาเดินไปนั่งข้างๆ บนโต๊ะเหลือแต่เครื่องเคียงที่เด็กๆ ทานเหลือกัน

“อันนี้ครับ ของอูจีฮยอง” คนตัวสูงปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับข้าวต้มชามใหญ่ “ผมใส่ไข่เข้าไปให้ด้วย ฮยองชอบใช่มั้ยครับ”  โปรดิวเซอร์ตัวน้อยยังคงตั้งสติไม่ได้ มินกยูจึงวางชามลงบนโต๊ะกลางหน้าโซฟา

“เป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย” เป็นพี่ชายที่ถามขึ้นมา เขาส่ายหัวไปมาแล้วหยิบชามข้าวขึ้นมาใกล้

เจ้าหมาน้อยเดินกลับไปที่ครัวแล้ว ภายในห้องนั่งเล่นเงียบกริบ มีเพียงแต่เสียงทีวี เมมเบอร์ที่กำลังแต่งตัวกันวุ่นวายก็กลับเข้าห้องไปเตรียมตัวกันหมด

“วันนี้ชัวฮยองไปไหนหรือเปล่าครับ”

“อือ ไป เดี๋ยวจะตามฮิปฮอปทีมไปแก้เสียงน่ะ” เขาหันไปมองด้วยความงุนงง “ไปรอเวอร์นอนน่ะ ไหนๆ วันนี้ก็ไม่มีกิจกรรมของวงอยู่แล้ว ฉันก็อยากจัดการเพลงของตัวเองให้เสร็จๆ ไป อูจีล่ะ”

“ไม่ได้ไปไหนครับ” ...เพิร์พทีม ฮิปฮอปทีม จองฮันฮยอง จีซูฮยอง ซึงกวาน ทุกคนมีตารางงานหมด แสดงว่าวันนี้จะเหลือแค่เรากับซอกมิน

“ได้พักผ่อนก็ดีแล้ว ฉันยังอยากพักผ่อนเลย เดินทางไปๆ มาๆ เตรียมตัวคัมแบคแล้วพลังแทบจะหมดถังอยู่แล้ว”

“จีซูฮยองเหนื่อยเหรอครับ”

“ก็น่าจะเหนื่อยๆ กันทุกคนแหละ เมื่อกี้ก่อนที่อูจีจะตื่น ดีโน่กับเวอร์นอนเดินงัวเงียชนกันจนล้มโครมด้วย ดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร” เขามองข้าวต้มในมือนิ่ง

...ขนาดเขาที่ปกติทำงานแบบเป็นบ้ายังเหนื่อยเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นในวง ต้องเหนื่อยมากแน่ๆ…

“นี่ครับ ฮยอง มินกยูลืมยกนี่มาให้ด้วย” หนึ่งในพ่อครัวประจำวงยกชามผักดองและซุปกิมจิมาวางบนโต๊ะ ใบหน้าคมคายนั้นประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างตามแบบฉบับแฮปปี้ไวรัสของเซเว่นทีน

...ซุปกิมจิเหรอ... 

กลิ่นหอมหวนของมันทำให้รู้สึกหิวกว่าเดิม อีกทั้งยังทำให้คิดถึงอะไรบางอย่าง

...คิดถึงตอนที่ได้ไปพักผ่อนที่เกาะยอซอจังเลยนะ ถึงตอนนั้นจะเหนื่อยจะวุ่นวาย แต่ทุกคนก็มีความสุขดี แถมอาหารก็อร่อย จริงสินะ อาหาร…

เขาเงยหน้าขึ้นไปมองน้องชาย คนตัวสูงกำลังยืนกัดผักดองดูทีวีอยู่

ถ้าทุกคนได้ทำอาหารด้วยกัน ได้ทานอาหารที่เหมือนตอนอยู่ที่เกาะยอซอ ทุกคนจะมีความสุขและได้ชาร์จพลังกันบ้างมั้ยนะ?

“โอ้ ตื่นแล้วเหรอ อูจีอ่า” ลีดเดอร์ที่แต่งตัวเสร็จแล้วเดินเข้ามาใกล้ คนตัวใหญ่ทิ้งตัวเบียดลงมาบนโซฟา มือก็หยิบผักดองขึ้นมากินบ้าง “ผักดองนี่อร่อยจังเลยน้า ซอกมินนี่ทำอาหารเก่งขึ้นเรื่อยๆ เลยแฮะ ขนาดแค่ผักดองยังอร่อยเลย”

“อยู่ดีๆ ก็มาชมกันแบบนี้ ผมขนลุกนะครับ”

“ชมก็ไม่ได้เรอะ”

“อ่า อย่าสนใจที่ผมพูดเลยดีว่าครับ” พอเอสคุปส์ยกมือขึ้นทำท่ามะเหงก คนทะเล้นก็หัวเราะคิกคักแล้วเข้าไปเก็บของในครัว

“แล้วนี่จะนั่งมองชามข้าวไปถึงไหน วันนี้จะกินข้าวช้ากว่าจีซูอย่างนั้นเหรอ อูจีอ่า” เขาหันไปมองพี่ชาย ดูเหมือนว่าคนทานช้าทานเกือบจะหมดแล้ว “เป็นอะไรหรือเปล่า”

อีจีฮุนหันกลับมามอง ใบหน้าของลีดเดอร์คนเก่งดูซูบๆ ไปนิดหน่อย

...แม้กระทั่งซึงชอลฮยองก็ดูเหนื่อยๆ แฮะ...

“มีอะไรจะคุยกับฉันใช่มั้ย งั้นก็รีบๆ กินให้เสร็จ เดี๋ยวฉันต้องออกไปทำงานแล้ว”




“เป็นอะไรหรือเปล่า?” สุดท้ายพี่ใหญ่ของวงก็ลากเขาเข้ามาในห้องนอนตามลำพัง เขานั่งกระพริบตาปริบๆ อยู่บนเตียงตัวเอง สมองยังคงประมวลผลไม่ออกไปครู่ใหญ่ “ว่าไง”

“อ่า ผมแค่รู้สึกว่า เมมเบอร์ดูเหนื่อยๆ น่ะครับ”

“ตอนนี้นายดูเหนื่อยสุดเลย”

“ผมเหรอครับ ไม่ใช่แค่ผมหรอกครับ ทุกคนดูเหนื่อยจริงๆ น่ะ ทั้งเตรียมคัมแบค ทั้งเดินทางทัวร์คอนเสิร์ต แล้วยังอะไรหลายๆ อย่างอีก ผมเลยรู้สึกว่าเมมเบอร์ทุกคนดูเนือยๆ เหนื่อยๆ ก็เลยรู้สึกว่าอยาก...เอ่อ...อยาก”

“อยากให้ทุกคนได้พักใช่มั้ย”

“ใช่ครับ แต่ว่าทุกคนก็มีตารางงาน จะให้มาพักทั้งวันก็คงลำบาก ก็เลย…เอ่อ…”

“มีอะไรที่คิดไว้ในหัวใช่มั้ยล่ะ” เขาพยักหน้า “งั้นก็บอกมาสิ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ฉันเคยว่าอะไรจีฮุนที่ไหนล่ะ” พอพี่ชายเรียกด้วยชื่อจริงแล้ว ความเกร็งที่มีก็หายไปนิดหน่อย

“แค่คิดว่าถ้าได้ทำกิจกรรมด้วยกัน หรือทำอะไรที่ทำให้นึกถึงวันดีๆ ที่ได้ชาร์จพลังในช่วงที่ผ่านมา ทุกคนอาจจะสดใสขึ้นน่ะครับ เช่น ทำอาหาร ตั้งแต่กลับมาจากเกาะยอซอ พวกเราก็ไม่ได้ช่วยกันทำอาหารอีกเลย จริงๆ ตอนนั้นก็เหนื่อยนะครับ แต่อาหารที่พวกเราทำเองมันอร่อยมากเลย ผมคิดว่ามันคงทำให้พวกเราสดใสกันขึ้นมาบ้าง อีกอย่างหนึ่ง…” พอเห็นนัยน์ตาสวยๆ มองนิ่งมาด้วยความรู้สึกบางอย่าง เขาก็นิ่งไป

“พูดต่อสิ”

“ก็คุปส์ฮยองมองผมแบบนั้นทำไมน่ะครับ”

“เปล่า แค่คิดว่า ถ้าจีฮุนพูดแบบนี้กับน้องๆ บ้าง ทุกคนก็คงเข้าใจเราเหมือนที่ฉันเข้าใจนายนั่นแหละ แต่นั่นแหละ เมื่อกี้จะพูดอะไร พูดต่อสิ”

“ก็แค่คิดว่าถ้าได้มาทำอาหารด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน พวกเราจะได้คุยกันด้วยครับ เหมือนจะไม่ได้คุยเรื่องราวต่างๆ กันมานานแล้ว” ลีดเดอร์ตบเข่าตัวเอง

“เอาสิ ฉันอนุญาต วันนี้เราอยู่หอกับซอกมินใช่มั้ยล่ะ ก็เดี๋ยวช่วงเย็นทุกคนน่าจะว่าง อืม มินกยูน่าจะว่างตั้งแต่บ่ายๆ นะ ฉันกับวอนอูต้องไปทำเพลง Flower ต่อ ส่วนเวอร์นอนก็ไปกับจีซู เดี๋ยวฉันให้มินกยูกลับมาช่วยพวกนาย แล้วก็จะไปขอเจ้าของตึกเปิดดาดฟ้า วันนี้ขึ้นไปทานข้าวด้วยกันข้างบน”

“ได้ครับ” 

“ส่วนคนอื่น ฉันไม่รู้ว่าเพิร์พทีมมีตารางงานยังไง แต่โวคอลทีมก็น่าจะว่างแค่ซอกมิน เพราะที่เหลือก็มาทำเพลงกับฮิปฮอปทีมใช่มั้ยล่ะ มยอนโฮกับดีโน่ก็มากับฉัน เหลือแค่โฮชิกับจุน ต้องลองถามแล้วแหละ” พูดจบคนตัวโตก็เปิดประตูห้องนอน เรือนผมสีสันสดใสปรากฏขึ้นมาก่อนที่ร่างจะถลาพรวดลงไปกองกับพื้น

นัยน์ตาสองคู่มองไปที่แขกที่ไม่ได้รับเชิญ ควอนซูนยองเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นแล้วยิ้มกว้างกลบเกลื่อน

“ฉันกับจุนจะไปคุยเรื่องท่าเต้นกับอาจารย์น่ะ แต่ก็น่าจะกลับมาทันข้าวเย็นนะ”

“ส่วนผมก็ว่างครับ เดี๋ยวสายๆ จะออกไปซื้อของกับอูจีฮยองเอง คุปส์ฮยองไม่ต้องห่วงนะครับ” เจ้าแฮปปี้ไวรัสโผล่หน้าออกมาอีกคน ลีดเดอร์ของวงถอนหายใจยาว

“โอเค ก็ตามนั้นน่ะ อย่าเถลไถลๆ เล่นจนทำตัวเองบาดเจ็บอีกล่ะ”




“นายออกไปกับซอกมินตามลำพังได้ใช่มั้ยน่ะ” โซฟายวบลงพร้อมกับคำถาม เขาไม่ได้หันไปมอง เพียงแต่ส่งเสียงอือในลำคอ นัยน์ตายังคงจ้องหน้าจอมือถือ นิ้วก็จิ้มเกมโดยไม่สนใจคนที่เข้ามาวอแว

จริงๆ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่มาถามคือใคร

“เฮ้ คุยกับคนอื่นก็มองกันหน่อยสิ” จอมโวยวายแบบนี้มีอยู่คนเดียว

“อะไรกันเล่า แล้วทำไมฉันจะออกไปข้างนอกกับซอกมินตามลำพังไม่ได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย”

“อะไรนะ ไม่ใช่ครั้งแรกเรอะ!” เขายังคงส่งเสียงตอบในลำคอ การต่อสู้ตรงหน้าติดพันอยู่ ถ้าเสียสมาธิจะตายเอาได้ “จีฮุนอ่า หันมาคุยกันหน่อยซี่”

“ก็คุยอยู่นี่ไง อะไรของนายเนี่ยควอนซูนยอง”

“ก็นายเคยออกไปด้วยกันตอนไหนเล่า”

“ตั้งนานแล้ว ก่อนเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตอีก” คนมาถามทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เขาไม่สนใจ ยังคงตั้งสมาธิกับเกมตรงหน้า

ผ่านไปสักพักถึงรู้สึกประหลาด หลังจากเกมในมือถือจบจึงหันไปมองข้างกาย ใบหน้าของเพื่อนกำลังมองนิ่งมาที่เขา นัยน์ตาชี้ๆ คู่นั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง

สายตาประสานสายตา ก่อนที่ลีดเดอร์เพิร์พทีมจะหันหนีในเสี้ยววินาที

หัวใจกระตุกแรงไปครั้งหนึ่ง

“อะไรกันเล่า…”

“เปล่า ไม่มีอะไร นายออกไปกับซอกมินได้ก็ดีแล้ว ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปเล่นซนจนบาดเจ็บกลับมา หมอนั่นยิ่งซนๆ อยู่ เข้าใจนะ” คงเป็นเพราะภาพเมื่อครู่เลยทำให้เขาต่อบทสนทนาไม่ได้ ควอนซูนยองส่งรอยยิ้มกว้างมาให้ ในแววตานั้นยังเต็มไปด้วยสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

“สั่งกันเป็นเด็กเลยนะ”

“ก็นายเด็กกว่าฉันนี่ จริงๆ ถ้าไม่ติดว่ามีตารางงานก็อยากออกไปด้วยหรอก”

“แค่ซื้อของเอง พวกนายจะกังวลอะไรมากมายไปทำไม ถ้านายอยากห่วงก็ไปห่วงซอกมินเถอะ ฉันถนัดเรื่องทำอาหารที่ไหนกัน” โฮชิถอนหายใจยาว มือใหญ่ยกขึ้นพร้อมกับยื่นเข้ามาใกล้ เขาเอนตัวหนีด้วยสัญชาตญาณ

ควอนซูนยองขยับรอยยิ้ม

“นั่นน่ะสินะ นายไม่ถนัดทำอาหารนี่นา เอาล่ะ ฉันไปดีกว่า ฮิปฮอปทีมออกไปแล้วใช่มั้ย”

“เหลือแต่เพิร์พทีมกับฉันแล้วก็ซอกมินน่ะ ที่เหลือออกไปหมดแล้ว จองฮันฮยองกับซึงกวานออกไปพร้อมกับคุปส์ฮยองน่ะ”

“อือ งั้นฉันไปนะ เดี๋ยวเจอกันเย็นนี้” พูดจบแล้วอีกฝ่ายก็ลุกแล้วเดินไป มีเสียงตะโกนเรียกคนในทีมให้รีบออกจากหอได้แล้ว พร้อมกับเสียงตอบรับ

เขาหันกลับมาที่มือถืออีกรอบ ทว่ายังไม่ทันจะได้กดเริ่มเกมก็มีเสียงเรียกอีก

“เดี๋ยวอูจีฮยองจะออกไปข้างนอกกับโดคยอมฮยองใช่มั้ยครับ” ดีโน่ยืนยิ้มกว้างพร้อมกับร่มในมือ “เมื่อเช้าผมออกไปเก็บผ้า เห็นท้องฟ้าครึ้มเชียวครับ อย่าลืมพกร่มไปด้วยนะครับ เดี๋ยวโดนฝนแล้วจะไม่สบายเอา”

“อื้อ...ขอบคุณนะ” น้องเล็กวางของในมือลงข้างตัวเขา

“งั้นผมไปแล้วนะครับ แล้วจะรีบกลับมาช่วยนะครับ” อูจีกระพริบตาปริบๆ ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรคนตัวเล็กก็รีบวิ่งไปที่หน้าประตู

….

...ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ…

“ฮยองครับ ไหนๆ ทุกคนก็กำลังจะออกจากหอหมดแล้ว พวกเราก็ออกไปด้วยมั้ยครับ เดี๋ยวบ่ายๆ ฝนตกขึ้นมาจะเป็นเรื่อง”

“อื้อ ได้สิ”

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

“เปล่าๆ เดี๋ยวฉันไปหยิบเสื้อก่อน นายพร้อมออกแล้วใช่มั้ย” เมนโวคอลของเซเว่นทีนพยักหน้า เขาถอนหายใจยาว พยายามสลัดอะไรยุ่งๆ ในหัวออกไป “งั้นเดี๋ยวมานะ แปบหนึ่ง”




อากาศข้างนอกขมุกขมัวอย่างที่ดีโน่ว่าไว้ พวกเขาเดินเคียงข้างกันเงียบๆ ไม่มีบทสนทนาใดๆ

คงเป็นเพราะอากาศเลยทำให้บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบเหงา

“อากาศไม่ค่อยดีเลยนะครับวันนี้ ผมออกมาข้างนอกกับฮยองทีไร อากาศไม่ดีทุกที” ซอกมินเอ่ยทำลายความเงียบ เขาขยับรอยยิ้มกว้าง นึกถึงวันที่อีกฝ่ายพาเขาออกมาเที่ยวเล่น วันนั้นก็ฝนตกจนต้องไปหลบในเกมเซ็นเตอร์

“นั่นสินะ นอกจากเป็นแฮปปี้ไวรัสของเซเว่นทีนแล้ว นายยังเป็นตัวเรียกฝนหรือเปล่า”

“โห อีซอกมินแห่งเซเว่นทีนมีประโยชน์ขนาดนี้เลยเหรอครับเนี่ย! ถ้าอย่างนั้นวันไหนที่ร้อนๆ ผมต้องวิ่งออกมาเพื่อเรียกฝนให้อากาศเย็นลงใช่มั้ยครับ” อูจีเพียงแต่อมยิ้มไม่ตอบอะไร “อ่า ไม่ต้องสนใจคำพูดของผมก็ได้นะครับ”

เขาระเบิดหัวเราะออกมา

“เย่ ฮยองหัวเราะแล้ว”

“อ่า โทษทีๆ ฉันมัวแต่ขมวดคิ้วสินะ”

“ใช่แล้วครับ ผมเห็นแล้วอยากขมวดคิ้วตามเลย มีเรื่องให้คิดอย่างนั้นเหรอครับ”

“ไม่ใช่หรอก ไม่ได้คิดอะไรเยอะแยะหรอก แค่รู้สึกแปลกๆ เฉยๆ น่ะ แต่คงไม่มีอะไร เดี๋ยวก็ดีขึ้นนั่นแหละ”

“ไม่ดีนะครับแบบนี้”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจัดการได้น่า” เด็กหนุ่มทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ทว่าสายฝนก็หยดลงมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน เขาขมวดคิ้วพร้อมกับรีบกางร่มในมือ

...แต่กลับกางไม่ออก

อีซอกมินที่กางร่มของตัวเองแล้ว ยืนมองเขาซึ่งกำลังทุลักทุเลกับร่มในมือ มือใหญ่ยื่นเข้ามาช่วย ทว่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

“นี่ฮยองเอาร่มมาจากไหนน่ะครับ”

“ไม่รู้สิ ดีโน่หยิบมาให้น่ะ ฉันไม่รู้หรอกว่าร่มในหอเราเก็บไว้ไหน”

“ผมว่าหมอนั่นไปหยิบมาจากในห้องเก็บของแน่เลย มันมีร่มอันหนึ่งที่พังอยู่น่ะครับ ผมว่าผมเก็บไว้ลึกๆ แล้วนา ยังอุตส่าห์ไปหยิบมาได้อีก เฮ่อ ช่างมันเถอะครับ โชคดีที่ร่มของผมอันใหญ่ มาใช้อันเดียวกันนี่แหละครับ ฝนตกไม่หนัก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก”

สุดท้ายเด็กหนุ่มก็เอาร่มพังๆ ฝากไว้กับคุณป้าร้านขายของที่คุ้นเคย ก่อนจะกอดไหล่เขาให้เดินเข้ามาใต้ร่มเดียวกัน

“เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะครับ คลุมไว้หน่อยดีกว่า” น้องชายดึงหมวกฮู้ดขึ้นมาคลุมหัวให้ “ช่วงนี้พวกเราพักผ่อนกันไม่ค่อยพออยู่แล้ว ถ้าเจออากาศไม่ค่อยดีเข้าไป มีหวังต้องนอคกันเป็นแถบๆ แน่นอน”

“แล้วนายล่ะ ไม่หาอะไรคลุมหัวไว้หน่อย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกเรามีร่มนี่นา” เขาถอนหายใจยาวก่อนจะปลดกระเป๋าสะพายออก โชคดีที่เขาเก็บหมวกใบโปรดติดกระเป๋าไว้เสมอ

“เอ้า ใส่ไว้หน่อยเถอะ ฝนก็ตก ลมก็แรง” แฮปปี้ไวรัสยิ้มกว้าง

“หมวกของอูจีฮยองเล็กจังเลยนะครับ”

“นายหัวโตเกินไปต่างหากเล่า ยังจะพูดมากอีก เดี๋ยวฟาดเลย” โดคยอมหัวเราะแล้วไม่ตอบอะไร 

ทั้งสองเดินไหล่ชนกันเงียบๆ สายตาทั้งสองคู่จ้องมองไปเบื้องหน้า ฝนยังคงตกลงมาเรื่อยๆ ดูท่าแล้วคงจะตกยาวเป็นชั่วโมง ยิ่งช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้แล้วก็คงตกปรอยๆ ไปจนเย็น

หวังว่าจะหยุดก่อนจะถึงมื้อเย็นคืนนี้นะ

“ฮยองครับ ผมขอถามอะไรไม่ได้ความหน่อยได้มั้ยครับ”

“เรื่องอะไรล่ะ”

“คิดซะว่าพวกเราคุยเล่นกันปกติแล้วกันเนอะ ไหนๆ ก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันแล้ว” อูจีเหลือบตาไปมอง น้องชายยังคงจ้องไปที่ทางเดินด้านหน้า “ฮยองคิดยังไงกับเรื่องความรักอย่างนั้นเหรอครับ”

“ความรักอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ครับ ถ้ามีความรักหรือได้รักใครสักคนขึ้นมา ฮยองคิดว่าตัวเองจะเป็นยังไงเหรอครับ จะรักแบบไม่ลืมหูลืมตา จะรักแบบกลัวๆ กล้าๆ หรือจะรักแบบยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเขาคนนั้นคนเดียว”

“อือ ไม่รู้สินะ” ครานี้น้องหันกลับมา “ฉันก็ไม่เคยมีความรักจริงๆ จังๆ ด้วย พวกนายก็รู้ดีว่าฉันไม่เคยมีเดทเลยสักครั้ง ตั้งแต่เริ่มทำเพลงก็รู้จักแต่เพลง เพื่อนผู้หญิงสักคนก็ไม่มี แต่ถ้าถามว่าตัวเองจะมีความรักแบบไหนเหรอ ก็คงเป็นความรักแบบเพลง 20 ล่ะมั้ง”

“หมายถึงท่อนไหนเหรอครับ ท่อนที่บอกว่า ‘ถ้าหากคุณต้องการผม ผมสามารถให้คุณได้ทุกอย่าง’ เหรอครับ” เขาส่ายหน้า

“ไม่ใช่หรอก ท่อนนี้ต่างหาก ‘I wanna be your morning baby’ กับ ‘I want u to be my night’ ต่างหาก ความรักของฉันคงเป็นเหมือนทั้งกลางวันและกลางคืนของเขาน่ะ”

“แสดงว่า ฮยองไม่ได้คิดจะเป็นรักที่ให้ได้ทุกอย่างใช่มั้ยครับ” ราวกับมีอะไรบางอย่างวิ่งเข้าสู่หัวใจ เขาหยุดเดิน

“นายหมายความว่ายังไง”

“ผมก็แค่สงสัยน่ะครับ ว่าถ้าอูจีฮยองมีความรักขึ้นมา จะทิ้งทุกอย่างเพื่อคว้าความรักไว้หรือเปล่า”

“ความรักที่ต้องทิ้งแม้กระทั่งความเป็นตัวเองไป ฉันไม่คิดว่านั่นคือความรักหรอกนะซอกมิน เพราะฉะนั้นถ้าต้องคว้าความรักไว้แล้วทิ้งทุกคน ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ฉันจะขอเลือกทิ้งความรักดีกว่า”

ฝนหยุดลงแล้ว

เขาขยับตัวหนีออกจากอ้อมแขนน้องชาย คนตัวเล็กก้าวเดินไปข้างหน้า

“แม้ว่าความรักจะสู้และอยากคว้าตัวฮยองไว้ ฮยองก็เลือกที่จะสะบัดทิ้งอย่างนั้นเหรอครับ” เขาหันกลับไปมอง สายตาที่ทอดมองมานั้นแฝงไปด้วยนัยยะบางอย่าง

นัยยะที่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้หมายถึงตัวเอง

แต่เขาไม่อยากจะรับรู้ว่ามันหมายถึงใคร

“ใช่ ถ้าคิดว่าจะสู้เพื่อให้ฉันทิ้งทุกคนไว้ล่ะก็ ฉันไม่สู้หรอกนะ”




“ฮยองอยากกินอะไรบ้างอ่ะครับ” บรรยากาศประหลาดระหว่างเดินทางมาหายไปแล้ว พวกเขาเข้ามาในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เต็มไปด้วยผู้คน 

“ฉันคิดถึงตอนที่พวกเราไปเกาะยอซอด้วยกันน่ะ ตอนนั้นพวกเราทำอะไรหลายอย่างเลย แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกอ่ะ นึกออกแต่ต้มยำทะเลของนาย ไปเดินดูของก่อนได้มั้ย เผื่อจะคิดออก”

“ฮยองชอบต้มยำทะเลขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ใช่ อร่อยมากเลย นายต้องทำให้ได้เหมือนเดิมนะ” ซอกมินหัวเราะ คนตัวสูงลากรถเข็นออกมาจากที่เก็บ

“ยากแล้วล่ะครับ ถ้าต้องทำให้เหมือนเดิม สู้ผมเทผงปรุงรสรามยอนไปไม่ดีกว่าเหรอครับ” คำว่ารามยอนทำให้ภาพวันแรกที่ไปถึงเกาะยอซอปรากฏขึ้นมาในหัว

เด็กหนุ่มผู้เป็นทุกอย่างของวงที่แม้จะบ่นทุกอย่างแต่ก็ทำอาหารออกมาอย่างเอร็ดอร่อย

“รามยอน…”

“ครับ?”

“รามยอนใส่กิมจิใส่ข้าว” ...ฝีมือมินกยู

“อยากทานแบบนั้นเหรอครับ ปกติพวกเราก็ทานแบบนั้นกันอยู่แล้วนี่นา มันไม่ได้พิเศษอะไรเลย หรือว่าฮยองคิดถึงวันแรกที่เราไปถึงเกาะกัน” เขาพยักหน้า “ก็ได้ครับ ก็มีต้มยำทะเล รามยอนคลุกข้าว แล้วอะไรอีกครับ”

อูจีทำปากยื่น นัยน์ตาเล็กมองซ้ายขวา พวกเขากำลังหยุดอยู่โซนผักสด

“ต้มยำก็ต้องมี ไชเท้า แล้วก็ผัก…” น้องชายเดินเข้าไปแถวตระกร้าผักใบเขียวแล้ว เขายืนจับรถเข็นมองอยู่ด้านนอก ตรงหน้าของเขามีผักประเภทหัวเรียงรายอยู่

มือสวยหยิบหอมใหญ่ขึ้นมา

“แค่นี้น่าจะพอมั้งครับ เราทานกันแค่สิบสามคนเอง ไม่ต้องทำต้มยำหม้อใหญ่มาก ยังไงก็มีกับข้าวอีกหลายอย่าง” ซอกมินหอบผักกลับมาหนึ่งอ้อมแขน “อยากทานหัวหอมเหรอครับ”

เขาส่ายหน้า

“จาจังแห้ง….” เสี้ยววินาทีนั้นเขาเห็นอะไรบางอย่างในนัยน์ตาของน้องชาย ทว่ามันกลับหายไปอย่างรวดเร็ว แฮปปี้ไวรัสแห่งเซเว่นทีนยิ้มกว้าง

“ครับผม จาจังแห้งคลุกข้าวเนอะ งั้นก็ต้องมีมันฝรั่งกับซอสจาจังด้วยนะครับ”

หลังจากยืนเลือกผักอีกสองสามอย่าง พวกเขาก็มาถึงโซนเนื้อสัตว์ กลิ่นคาวปลาทำให้นึกถึงบรรยากาศบนเกาะยอซอเข้าไปอีก

โดคยอมยืนเอาที่คีบจิ้มปลาในถาดอยู่

“ปลาที่นี่คงไม่สดเท่าที่นั่นนะครับ ผมว่าอาหารมันอาจจะไม่ได้อร่อยมากเท่าตอนนั้น แต่ถ้าอยากให้ได้บรรยากาศก็ต้องซื้ออาหารทะเลไปเยอะ อ่า คิดถึงตอนที่มินกยูต้องตัดหัวปลาครั้งแรกเลยแฮะ คราวนี้ซื้อกลับไปให้หมอนั่นหั่นอีกดีกว่า เราทำปลาย่างด้วยดีมั้ยครับ หรือจะเป็นปลาทอดดี”

“ปลาย่างดีกว่า ฉันอยากกินไก่ทอดด้วย”

คำว่าไก่ทอดทำให้เด็กหนุ่มหลุดขำออกมา ภาพวันที่แกะกล่องกระดาษออกมาแล้วภายในเป็นไก่ดิบปรากฏขึ้นมาในหัว พวกเขายังจำได้ดีว่าวันนั้นรู้สึกยังไง

และก็จำได้ด้วยว่าไก่ทอดฝีมือมินกยูอร่อยมากแค่ไหน บางทีอาจจะอร่อยกว่าไก่ที่ได้ทานตามร้านอาหารด้วยซ้ำ

“ไม่ได้คิดเลยนะครับว่าหมอนั่นก็ทำไก่ทอดอร่อยน่ะ”

“นั่นน่ะสินะ หมอนั่นทำอะไรก็อร่อยไปหมดเลย”

“คิมมินกยูไม่ได้มีดีแค่เรื่องอาหารนะครับ” นัยน์ตาคู่สวยหันมามอง “ฮยองก็รู้นี่เนอะ” เขาเบนสายตาหนี ใบหน้าใสมองไปยังโซนที่อยู่ไกลๆ

“เอาหมูสามชั้นด้วยดีกว่า ฝนตกพรำๆ แบบนี้ คืนนี้อากาศคงเย็นๆ ได้ย่างหมูกะทะบนเตาก็คงทำให้อบอุ่นดี”

“ได้ครับผม”




“สุดท้ายก็ซื้อมาซะเยอะเลย ถ้ากินไม่หมดจะทำยังไงดีครับเนี่ย” เขาก้มมองลังกระดาษในมือตัวเอง ก่อนจะหันไปมองลังกระดาษในมือน้องชาย

“หมดแหละ พวกเรากินจุจะตาย หรือถ้ากินไม่หมดก็เก็บไว้กินวันอื่นก็ได้มั้ง ข้าวเช้าอะไรพวกนี้”

“โห ฮยองคิดว่าใครจะตื่นมาทำอะไรยากๆ ทานล่ะครับ ทุกวันนี้ผมก็ขี้เกียจตื่นมาทำอาหารเต็มทีแล้ว”

“ก็ซอกมินทำอาหารอร่อยนี่นา พวกเราจะติดใจอาหารเราก็ไม่แปลก”

“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวซะหน่อย ถ้าวันนี้ทานไม่หมด พรุ่งนี้ฮยองต้องตื่นมาช่วยผมทำอาหารด้วยเลย ถือว่าลงโทษที่ซื้อของกันเยอะไป” เขาหัวเราะในลำคอ

“ถ้าปลุกฉันขึ้นมาได้ ก็เอาเลย”

“อ้าว ฮยองอ่า รู้นี่ครับว่าตัวเองตื่นยากน่ะ วันหลังตื่นให้ง่ายกว่านี้หน่อยสิคร้าบ พวกผมปลุกกันลำบากนะ” อูจียักไหล่พร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาให้น้อง “นี่ฮยองรู้มั้ยครับว่าเมื่อวานซึงกวานปลุกจนยอมแพ้ไปเลย นี่ถ้าไม่ใช่ว่าคุปส์ฮยองปลุกฮยองได้ก่อนนะ มินกยูจะอุ้มฮยองเข้าห้องน้ำแล้วนะครับ”


“เมื่อวานเหรอ?”

“ครับ เราปลุกกันอยู่เกือบ 20 นาทีแหน่ะ ปลุกไม่ตื่นจนเราคิดว่าฮยองไม่สบายแล้วด้วยซ้ำ ตอนที่ฮยองตื่นขึ้นมาคือจองฮันฮยองเดินไปเรียกมินกยูแล้วนะครับ นั่นน่ะ”

เขาขมวดคิ้ว แต่ก่อนจะอ้าปากพูดต่อก็เดินชนอะไรบางอย่าง

พอหันไปมองก็เห็นปะทะเข้ากับแผ่นอกของใครสักคน พร้อมกับน้ำหนักของกล่องในมือที่หายไป 

อูจีเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าคมคายก้มลงมาอยู่แล้วพร้อมกับยิ้มกว้าง

“ซื้ออะไรกันมาครับ เยอะแยะไปหมดเลย” เด็กหนุ่มตัวสูงแย่งกล่องไปถือเองแล้ว เขายังคงยืนนิ่ง

“นี่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ” เป็นน้องชายคนข้างๆ ถามขึ้นมาแทน มินกยูพยักหน้าพร้อมกับเหลือบตาลงไปมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

“ก็บ่ายมากแล้วนี่นา พอซ่อมเสียงจัดการทุกอย่างเสร็จฉันก็ขอคุปส์ฮยองออกมาเลย นี่คนที่เหลือก็ไปทำธุระของตัวเองต่อ เหมือนว่าวันนี้เวอร์นอนกับโจชัวฮยองแล้วก็บอมซูฮยองจะยึดห้องทำงานของฮยองไปนะครับ” ครานี้คนตัวสูงหันมาคุยกับเขา

“อ่า ใช่ เห็นบอกว่าจะจัดการเพลง Rocket ให้เสร็จน่ะ”

“อ๋อ โชคดีนะครับ ที่เพลง Hello ของผมเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้ก็คงไม่ว่างมาช่วย ถ้ายังไงพวกเรากลับหอกันมั้ยครับ ของเยอะขนาดนี้มีหวังใช้เวลานานแน่เลย”

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเรียกแท็กซี่ให้นะ”

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมขับรถมา พอบอกเมเนฮยองว่าจะมารับอูจีฮยองกับซอกมิน ฮยองเขาก็ให้ยืมรถมาน่ะครับจะได้ไม่ลำบาก ผมจอดอยู่ด้านหลังนี่เอง ไปครับ เรารีบกลับกันดีกว่า”




“อ่า นี่จะทำอะไรกันบ้างครับเนี่ย” มินกยูถามขณะที่เอาของออกมาจากกล่อง “มันฝรั่ง หัวหอม หัวไชเท้า...ผักใบเขียว ซอส...จาจังเหรอครับ? แล้วนี่ก็ต้มยำทะเล ปลา...ปลาย่าง ไก่….เดี๋ยวนะครับ นี่คือจะทำเมนูแบบเดียวกับที่อยู่เกาะยอซอเหรอครับ?” เขาพยักหน้า “นี่นึกอะไรกันครับเนี่ย”

“อูจีฮยองคิดถึงตอนที่เราอยู่เกาะยอซอด้วยกันน่ะ ก็เลยอยากทำอาหารแบบตอนนั้น”

“คิดถึงอาหารตอนนั้นเหรอครับ” เขาเบนสายตาหนีดวงตาคู่สวย มือก็หยิบมันฝรั่งขึ้นมามอง

“ก็ช่วงนี้ฉันเห็นทุกคนเหนื่อยนี่ ก็แค่คิดว่าถ้าได้กินอาหารที่ทำด้วยกันเหมือนตอนนั้น ก็คงจะฟื้นพลังกายกันขึ้นมาได้เยอะอยู่”

เขาไม่ได้หันไปมองหน้าคนฟัง แต่ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายทำหน้ายังไงอยู่

“ถ้าอย่างนั้นมาเริ่มกันมั้ยครับ มีกันแค่สามคนแบบนี้ กว่าจะเสร็จคงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลย”




สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร ซอกมินกับมินกยูแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ส่วนเขาก็ได้แต่ทำอะไรง่ายๆอย่างเช่นการนั่งปอกกระเทียมอยู่หน้าจอทีวี

สิ่งที่กำลังฉายอยู่คือการ์ตูนเรื่องโปรด เพราะฉะนั้นมือจึงขยับช้ากว่าที่ควร นัยน์ตาเล็กๆ มัวแต่จับจ้องภาพที่ขยับไปมา จนกระเทียมถูกแกะไปนิดเดียว

การ์ตูนจบไปแล้ว เขาหลุดจากภวังค์ เพิ่งรู้สึกตัวว่าปอกกระเทียมค้างไว้

แต่พอก้มลงมามองก็เห็นว่าบนโต๊ะว่างเปล่า สิ่งที่เหลืออยู่คือกระเทียมหนึ่งหัวในมือของเขา


คนตัวเล็กเดินเข้าไปในห้องครัว เมนโวคอลกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำซอสต้มยำ ในขณะที่อีกคนก็กำลังง่วนอยู่กับการ...หั่นกระเทียม ข้างๆ เขียงนั้นคือเปลือกกระเทียมที่กองสูง

เขากระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยเก็บขยะบนเคาน์เตอร์เงียบๆ 

นัยน์ตาสวยหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง

“ให้ทำอะไรต่ออ่ะ”

“ปอกหัวหอมกับมั่นฝรั่งมั้ยครับ ผมยกหน้าที่ในการทำวัตถุดิบจาจังให้ฮยองเลย” เขาพยักหน้ารับ มือทั้งสองข้างก็คว้ากะละมังใส่หัวหอมกับมันฝรั่งกลับไปที่ห้องนั่งเล่น

คราวนี้เขาปิดทีวีแล้วตั้งใจทำงาน

เพราะฉะนั้นใช้เวลาเท่ากับการ์ตูนหนึ่งตอน เขาก็ปอกหัวหอมกับมันฝรั่งเรียบร้อย พอเดินกลับเข้าไปในครัวอีกที ภายในก็หอมฉุยไปด้วยกลิ่นซอสต้มยำ

“แล้วยังไงต่อ ให้หั่นเลยมั้ยอ่ะ”

“ฮยองหั่นเป็นใช่มั้ยครับ” ซอกมินเป็นฝ่ายหันมาถาม เขาชะงัก หัวอยู่ในท่าที่จะส่ายหน้าก็ไม่ใช่ จะผงกก็ไม่เชิง น้องชายอารมณ์ดีหัวเราะร่าแล้วผละมือจากหม้อต้มมาหา “เดี๋ยวผมบอกนะ หั่นแบบนี้” มือใหญ่บรรจงหยิบหอมใหญ่มาหั่นให้ดู

เขามองอย่างตั้งใจ

“ลองดูครับ”

“ระวังมือด้วยนะครับ” มีเสียงดังมาจากคนที่กำลังผสมแป้งทอด เขาพยักหน้ารับก่อนจะพยายามทำตามที่น้องสอน ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว ผลงานที่ออกมานั้นค่อนข้างที่จะแย่

“ไม่เป็นไรครับ มือใหม่ก็แบบนี้แหละ ตอนที่ผมหัดทำอาหารใหม่ๆ ก็หั่นแบบนี้เหมือนกัน สู้เค้านะครับฮยอง” เขาถอนหายใจยาวแล้วก้มหน้าก้มตาหั่นผักในมือเงียบๆ 

ในห้องครัวไม่มีเสียงพูดคุย มีเพียงแต่เสียงหั่นฉับๆ กับเสียงน้ำในหม้อเดือดปุดๆ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ

“ฮยองครับ” อูจีหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะผงะเมื่อเห็นหลอดพลาสติกตรงหน้า เขากระพริบตาปริบๆ พอเห็นว่าคนที่ยื่นแก้วน้ำพร้อมหลอดมาตรงหน้าคือมินกยูก็เผลองับหลอดด้วยสัญชาตญาณ

ความเย็นซ่าของโคล่าไหลผ่านลำคอ

“หิวน้ำสินะครับ ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้กินน้ำเลยนี่นา โอ้ หั่นสวยขึ้นแล้วนี่ครับ” เขาเหลือบตากลับมามองมั่นฝรั่งที่บิดๆ เบี้ยวๆ ก่อนจะหันกลับไปมองน้องชาย มินกยูยิ้มมาให้อีกหนึ่งทีแล้วหันไปมองเพื่อน

“ซอกมินอ่า กินน้ำมั้ย”


ก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย

ไม่ได้มีอะไรทั้งนั้นแหละ

“จริงสิครับ คุปส์ฮยองบอกว่าติดต่อเจ้าของตึกไว้แล้วว่าจะขอใช้ดาดฟ้า เดี๋ยวผมขึ้นไปดูข้างบนให้ก่อนว่าเป็นยังไงบ้างนะครับ ฝนน่าจะหยุดแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าพื้นเปียกมากหรือเปล่า” เสียงพูดค่อยๆ ห่างออกไป

เขายังคงก้มหน้าก้มตาหั่นมันฝรั่ง เช่นเดียวกับซอกมินที่กำลังวุ่นวายกับการหั่นปลา

“ฮยองครับ”

“หืม?”

“ไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอครับ” เสียงมีดกระทบเขียงดังกว่าเดิม นัยน์ตาเล็กยังคงจับจ้องอยู่ที่มือตัวเอง มีดก็ยังคงอยู่ที่เดิม มีเพียงแต่หัวใจที่กระตุกวูบจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

ไม่

ไม่มีอะไรทั้งนั้น

“นายกำลังพูดถึงอะไรอยู่เหรอ” คนตัวเล็กเริ่มหั่นต่อ เสียงมีดกระทบเขียงดังต๊อกแต๊กไม่เป็นจังหวะ

“ฮยองก็รู้ว่าผมพูดถึงอะไร ฮยองรู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อเช้าผมหมายถึงอะไร”

ในห้องครัวยังมีแต่เสียงมีดเหมือนเคย

“ไม่”

“ไม่...จริงๆ เหรอครับ”

“ใช่ ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น” เขาหันหน้าไปมองด้านหลัง เด็กหนุ่มกำลังมองมาเช่นกัน นัยน์ตาคู่นั้นทอดมองมาด้วยความจริงใจและจริงจัง เขาไม่ได้ส่งรอยยิ้มกลับไป เพียงแต่ยืนยันให้อีกฝ่ายได้ยิน “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ อีซอกมิน”

คราวนี้ห้องครัวเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรอีกเลย

ทั้งสองจ้องตากันเงียบๆ

อีจีฮุนไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าน้องชายจะต่อบทสนทนา ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ แต่เจ้าแฮปปี้ไวรัสคนนั้นกลับยิ้มกว้าง ยิ้มทั้งตาทั้งปาก

“เมื่อเช้าผมถามฮยองไปใช่มั้ยครับ ว่าสำหรับฮยองแล้วความรักคืออะไร” เขาพยักหน้า “แล้วฮยองรู้มั้ยครับว่าสำหรับผมแล้ว ความรักคืออะไร”

“อะไรล่ะ”

“ถ้าหากผมเลือกแล้ว ต่อให้เป็นตายร้ายดียังไง ผมก็ไม่มีวันปล่อยมือครับ”

“แม้ว่านายจะต้องทิ้งทุกอย่างอย่างนั้นเหรอ”

“ความรักยิ่งใหญ่มากก็จริง แต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้ใหญ่เกินกว่าอ้อมแขนของคน เพราะฉะนั้นถ้าเลือกแล้ว ผมก็จะกอดความรักของผมและทุกอย่างไว้ด้วยกันครับ”

“โลภมากจังนะ”

“ก็ถ้าโลภมากแล้วไม่ต้องเสียทุกอย่างไป ผมก็ยอมเป็นคนโลภมากครับ”


เขาหันหน้ากลับมา

...แต่โลกนี้ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่นายว่าหรอกนะ อีซอกมิน...

-------------------------------------------------------------------------------------------------

= TALK =

สวัสดีค่า คุโจค่ะ!
หัวข้อวันที่ 23 You don’t say? ค่ะ
คำนี้เป็นคำอุทานค่ะ ประมาณว่า จริงๆ เหรอ? อะไรเทือกนี้
เลยเป็นที่มาของบทสนทนาในตอนนี้ค่ะ

ขอโทษที่หายไปหลายวันเลยนะคะ ยอมรับว่าเครียดจนแต่งฟิคไม่ออก
จริงๆ ตอนนี้ก็แต่งไม่ค่อยออกค่ะ เป็นฟิลเขียนไปเรื่อยๆ มากกว่าเพราะรู้สึกมือมันแข็งๆ 
แต่ก็ออกมายาวกว่าที่คิดไว้

จริงๆ ตอนแรกวางภาพไว้ว่าเป็นตอนเด่นๆ ของซอกมิน แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นแบบนี้ไปเฉย ฮา

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ ยอมรับว่ามีช่วงที่ท้อๆ อยู่เหมือนกัน
แต่จะพยายามฮีลลิ่งตัวเองแล้วเข็นฟิคเรื่องนี้ออกมาจนจบน้า > v <)

แวะมาคุยมาทักทายกันได้นะคะ

#kakujofic

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

81 ความคิดเห็น

  1. #43 icelovely_110 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 16:12
    ไม่มีอะไรจริงๆ เหรอฮุน

    #43
    1
    • #43-1 kakujo59(จากตอนที่ 23)
      21 พฤศจิกายน 2560 / 21:33
      นั่นสินะคะ!! ไม่มีอะไรจริงๆ เหรอ!
      #43-1
  2. #42 mypiepeach (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 13:45
    พี่ซูนเริ่มมีอาการแล้วนะ น้องชานก็เริ่มรุกบ้างแต่มิงนี่เสมอต้นเสมอปลายเว่อร์ เชียร์พี่ซูนได้มั๊ย ชอบความหึงหวงแต่เจ็บปวดความfriend zone ทำไงดีไรท์เรื่องนี้จะจบเศร้าไม่เอานะT^T //โบกป้ายไฟซูนฮุน
    ฮุนไม่เคยมีความรักไม่แปลกที่จะคิดแบบนั้นแต่ควรเปิดใจถึงว่าสถานะทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแต่คนเราต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงนะ ไม่งั้นฮุนก็ไม่รู้หรอกว่าตวามรักมันสวยงามแค่ไหน^^
    #42
    3
    • #42-1 kakujo59(จากตอนที่ 23)
      21 พฤศจิกายน 2560 / 21:32
      พี่ซูนอาการเริ่มมาค่ะ อีกนิดอาจจะเป็นละครตบจูบ (?) 55555
      น้องชายยังเด็กค่ะ รุกได้แค่นี้ แต่เดี๋ยวคงจะกล้ารุกพี่มากขึ้น (แต่ก็ใกล้จบแล้ว 5555)
      ยัยมิงนี่มีคะแนนติดลบเพราะเราหมั่นไส้ค่ะ 555555

      สุดท้ายแล้วอูจีก็จะค่อยๆ เรียนรู้เองว่า สิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิต ตัวเองจะคว้าไว้หรือว่าทำยังไง :)
      #42-1
    • #42-3 kakujo59(จากตอนที่ 23)
      22 พฤศจิกายน 2560 / 23:39
      ยังไม่บอกค่ะ! 55555555
      #42-3
  3. #41 wa_rin (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 21:40
    น่าติดตามไปอีก
    #41
    1
    • #41-1 kakujo59(จากตอนที่ 23)
      21 พฤศจิกายน 2560 / 21:31
      เย่ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ!
      #41-1