THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 41 : The Freak Out ll ep.7 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 90
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 เม.ย. 61

THE FREAK OUT ll
회 7




-อาณาจักร Tenebrae เมื่อ 20 ปีที่แล้ว-

ณ วิหารแห่งจอมเทพ (วิหารต้องห้าม)

ในคืนแห่งวันมงคล วันที่ราชวงศ์ฟลอร์เรท ได้ให้กำเนิดสายเลือดแห่งเทพธิดาองค์ใหม่ของ อาณาจักร Tenebrae

ในคืนนั้น ราชินีลิมินเฟย์เทพธิดาแห่ง Tenebrae  ได้ให้ประสูติพระธิดาผู้งดงามซึ่งให้นามว่า 

วีเด้นส์ น็อกซ์ ฟลอร์เรท   พระธิดาผู้สูบทอดพลังแห่ง Oracle จากพระมารดา

...และนั้นก็คือสิ่งที่ผู้คนได้ทราบกันทั่วไป


แต่ว่า...
ในคืนวันมงคลนั้น ...ก็ยังมีหนึ่งความลับที่ยิ่งใหญซ่อนอยู่

หนึ่งความลับที่ว่านั้นก็คือ...
เรื่องพระโอรสอีกพระองค์ที่ได้ประสูติมาในค่ำคืนเดียวกับพระธิดา ผู้ซึ่งได้นามว่า

ยอน น็อกซ์ ฟลอร์เรท พระโอรสผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งจอมเทพ

 
นั้นคือความลับที่ไม่มีใครรู้  ว่าแท้ที่จริงราชินีลิมินเฟย์ได้ให้กำเนิดสายเลือดแห่งราชวงศ์
เป็นทายาทแฝด หญิง-ชาย

แต่นั่น เพราะว่าเป็นลิขิตแห่งโชคชะตาของพระโอรสองค์น้อย 
ผู้ที่มีพลังแห่งจอมเทพ เป็นดั่งเช่นคำสาป
พระโอรสจักไม่สามารถมีชีวิตเติบโตได้ หากว่าอยู่ที่ Tenebrae

ดังนั้น ราชินีลิมินเฟย์จึงต้องตัดสินใจ 
ยกพระโอรสองค์น้อยผู้เป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์แห่งจอมเทพ ให่แก่องค์ราชันย์เฮอร์เมส กษัตริย์แห่งอาณาจักร Lucis (พระบิดาของเอ็น)  
ให้เป็นผู้ดูแลพระโอรสผู้เป็นหนึ่งในอนาคตของผู้ที่จะช่วยนำพาแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลก

องค์ราชันย์เฮอร์เมสรับทราบในเจตนาของราชินีลิมินเฟย์
จึงได้ตกลงรับพระโอรส ยอน น็อกซ์ ฟลอร์เรท มาอยู่ภายใต้การปกครองของท่าน
โดยได้ให้นามใหม่กับพระโอรสว่า

ยอน อินลูสตริส

 และมอบหมายให้ คิมแจจุง รับหน้าที่เป็นบิดา
ค่อยเลี้ยงดูพระโอรสอยู่ในกรุงอินซอมเนีย เรื่อยมา....




          "นั้นแหละความจริงของท่านล่ะ เจ้าชาย" แจจุงเรียกยอนว่า เจ้าชาย ตามฐานันดรเดิมของยอน

          "ท่านพ่อ..." ยอนมีน้ำตาคลอทันที เมื่อได้เห็นแจจุงท่านพ่อคนที่เค้าเคารพรักและเทิดทูนมาตลอด 20 ปี ยอมก้มหัวให้เค้าและยังเรียกเค้าว่าเจ้าชาย แบบนั้น...อยู่ๆมันก็อยากร้องไห้ขึ้นมา

          เลโอที่ไม่เคยเห็นท่าทางของยอน ที่เหมือนจะล้มลงไปได้ทุกเมื่ออย่างนั้น ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นห่วงยอนขึ้นมาเป็นอย่างมาก จนทนไม่ไหว เลโอจึงเดินเข้าไปยืนข้างๆยอน แล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบรวบไหล่บางของยอนเอาไว้หลวมๆ อย่างต้องการเป็นที่พึ่งพิงให้กับยอนที่เวลานี้ดูเหมือนจะสับสนและอ่อนแอลงจนน่าเป็นห่วง เพราะแบบนั้นเลโอก็เลยเป็นห่วง เลยอยากให้กำลังใจ อยากปลอบโยน และปกป้องยอนของเค้าด้วย


           "อ่ะ ...เลโอ?"ยอนหันไปมองหน้าเลโออย่างงงๆ ที่อยู่ๆเลโอก็เดินเข้ามาโอบไหล่ตัวเองเอาไว้แบบนี้ อย่างไม่เข้าใจ เพราะเลโอไม่เคยทำแบบนี้กับเค้ามาก่อนเลย

          "ไม่เป็นไรนะ" เลโอพูดกับยอนเบาๆ ด้วยสีหน้าเป็นห่วง และก็ยังคงโอบกอดยอนเอาไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย


          "อื้ม ไม่เป็นไร" ยอนพยักหน้าพร้อมทั้งยิ้มบางให้เลโอ และค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเลโอ แล้วจากนั้นก็หันกับไปพูดกับแจจุงอีกครั้ง "เออ ท่านพ่อครับ ถึงความจริงแล้วมันจะเป็นเช่นไร... แต่ผมขอเรียกท่านว่า ท่านพ่อ อย่างนี้ต่อไป...จะได้รึเปล่าครับ?"

          "หือ ? อ่า ได้สิ  ถ้านั่นคือความต้องการของลูก" แจจุงยิ้มรับอย่างยินดี

          "ขอบคุณครับท่านพ่อ" ยอนเองก็ยิ้มออกมาอย่างรู้สึกโล่งใจด้วยเช่นกัน 

          "เอาหล่ะ ถึงคราวที่จะต้องแยกกันจริงๆนะ" แจจุงหันไปพูดกับเด็กๆทุกคน แล้วจึงหันกลับมายื่นของบางอย่างให้เลโอเก็บไว้ "นี่ เก็บนี่ไว้ มันเป็นกุญแจที่สามารถไขประตูสุสานได้ทุกอัน"

          "อ่า ครับ" เลโอพยักหน้ารับทราบ แล้วจึงเก็บกุญแจใส่กระเป๋าเอาไว้

          "ตามหาพวกเขาให้เจอ แล้วรับเอาพลังเหล่านั้นมาไว้ ท่านต้องใช้มัน" แจจุงบอกกำชับเลโออย่างจริงจัง "ถ้าเจอได้ซักสามสี่ชิ้น ชั้นคงเบาใจได้บ้าง"

          "เข้าใจหล่ะ และสิ่งที่ท่านอาจะไปทำล่ะ์?" เลโอถามแจจุงบ้าง

          "จับตาดูพวกจักรวรรดิมันน่ะ ไม่รู้ว่าพวกมันจะทำอะไรกันต่อ เลยต้องไปเช็คดูซักหน่อย" แจจุงบอกพร้อมทั้งหันหลังเดินออกไปด้วย

          " ระวังตัวนะครับ ท่านพ่อ" ยอนรีบหันไปบอกกับแจจุงด้วยความเป็นห่วงทันที

          "อ่า พวกท่านเองก็มุ่งหน้าทำหน้าที่ของตัวเองไป" แจจุงหันหน้ากลับมาชี้มือมาทางเลโออย่างกำชับให้สนใจแค่การตามหาพลังของกษัตริย์ก็พอ ส่วนเรื่องอื่นเค้าจะจัดการแทนเอง

          "รับทราบ ระวังตัวด้วยนะ" เลโอบอกลาแจจุง และคนอื่นก็พยักหน้าตาม 



-หลังจากแจจุงแยกตัวออกไปแล้ว-

          "เอาหล่ะ ทีนี้เราก็เข้าไปหาสุสานกษัตริย์ที่อยู่ด้านในกันเถอะ" คาร์ดิสพูดขึ้น

          "เอ่อ ใช่แล้ว ไปเร็ว" เลโอบอกกับทุกคนแล้วรีบเดินนำหน้าทุกคนเข้าไปในอุโมงค์มืดทันที

          "มีประตูด้วย" คาร์ดิสบอกสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ข้างหน้า 

          "นี่มันที่อะไรเหรอ ?" วาร์โรถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อพวกเค้าได้เดินเข้ามาในอุโมงค์เรื่อยๆ แล้วเจอประตูกงเหล็กตรงระหว่างทางเดิน

          "มันคือที่หลบภัย" ยอนตอบ

          "มีคนอยู่ในนั้นเหรอ?" วาร์โรคงถามต่อ อย่างเป็นเด็กขี้สงสัย

          "น่าจะหลบภัยจากสงครามที่ท่านพ่อเล่าให้ฟังก่อนหน้านั่นแหละ" ยอนบอก

          "คงเป็นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเค้า" วาร์โรทำหน้าคิด "อืม สงสัยจัง ว่ายังจะมีใครอยู่อีกมั้ย ?"

          "ไม่รู้สิ" เลโอตอบ

          "หือ? อะไรน่ะ? สายเคเบิล...." วาร์โรชี้ลงไปที่พื้น ที่มีสายไฟเส้นใหญ่วางยาวไปตามพื้นข้างหน้า แล้วทำเสียงหลอนๆว่า "สงสัยจังว่ามันนำไปสู่อะไร?"

          "ไปดูก่อนล่ะกันว่ามันนำทางเราไปที่ไหน" ยอนบอก แล้วจากนั้นเลโอก็วิ่งนำทุกคนไปตามสายเคเบิล

          วิ่งตามสายไฟนั้นเข้าไปซักพัก ก็มาถึงจุดต้นตอของมัน

          "เอ๋ เครื่องปั้นไฟงั้นเหรอ?" วาร์โรพูดขึ้นก่อนใคร เมื่อเข้ามาเจออุปกรณ์ทำไฟต่างๆวางกองกันอยู่ตรงด้านหน้าพวกเค้า

          "งั้นลองเปิดมันดูหน่อยมั้ย?" ยอนถามความเห็นทุกคน

          "อื้ม มันอาจยังคงทำงานอยู่..." วาร์โรพูดอย่างไม่มั่นใจเท่าไหรนัก

          เลโอไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงแค่เดินเข้าไปเปิดเครื่องมันดู


          พรืบ!!


          "โอ๊ะ เยี่ยมเลย มันทำงานแล้ว!" วาร์โรร้องขึ้นอย่างดีใจ ที่ไม่ต้องอยู่ในที่มืดๆกับไฟฉายอันเล็กนี่อีกแล้ว

          "แล้วก็มีแสงสว่างซักที" ยอนเอ่ยขึ้นเรียบๆ

          "โอ้~มนุษย์~ ชั้นชอบเลยเกินนน ที่ที่มีแสงสว่าง" วาร์โรพูดเสียงฟิน ที่ตอนนี้ในอุโมงค์มีไฟสว่างแล้ว

          จากนั้นเลโอ ก็เดินนำทุกคนเข้าไปตามทางในอุโมงค์ เพื่อมุ่งหน้าสุสานต่อไป

          "Temper, temper. ...อะไรมันจะลึกลับขนาดนั้น" ยอนพูดขึ้นมา เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆในอุโมงค์

          ปึก! แกร๊ก แกร๊ก....!

          "เฮ้ย! นั่นเสียงอะไรน่ะ?" วาร์โรพูดเสียงตื่นๆ เมื่อวิ่งๆอยู่ก็เกิดเสียงแปลกๆขึ้นระหว่างทาง

          "เอ่อ โทษที คือชั้นเผลอไปเตะกระป๋องเข้าน่ะ" คาร์ดิสหันไปขอโทษวาร์โร ที่เผลอทำให้วาร์โรตกใจ

          "โอยย นายจะฆ่าชั้นที่นี่เหรอ คาร์ดิส ? ...หัวใจเกือบวายแล้ว" วาร์โรหันไปงอแงใส่คาร์ดิสพร้อมทั้งเอามือลูบอกตัวเองไปด้วย

          "น่าๆ ก็มันมองไม่เห็นนี่...โทษทีๆ" คาร์ดิสเดินเข้าไปลูบหลังวาร์โรเบาๆ อย่างขอโทษ

          "ชั้นเกลียดเสียงดัง" วาร์โรบอกเสียงอ่อน ที่มืดๆกับเสียงดังแบบนี้ โคตรเกลียดเลยจริงๆ

          "อะไร บรรยากาศในนี้เกินไปสำหรับนายงั้นเหรอ?" คาร์ดิสถามอย่างเป็นห่วงวาร์โร แต่ก็แอบขำไปด้วยเล็กน้อย เฮ้อ... เจ้าเด็กนี่ขี้งอแงชะมัด 

          "อ่า มันจะถล่มไหมเนี่ย...ฉันไม่อยากถูกฝั่งทั้งเป็น" วาร์โรบ่นขึ้น

          "ใช่ งั้นเราก็ควรรีบไป" ยอนบอก

          "ชั้นรู้สึกว่ามีใครมองเราอยู่......ถ้าเราหันหลังกลับล่ะก็....โดนแน่ๆ !!!"  วาร์โรที่สติแตกก็พูดหลอนตัวไปเรื่อย

          "อย่ากลัวไปเลยน่า เนี่ย..พวกชั้นก็อยู่" คาร์ดิสหันไปบอกวาร์โร

          พวกเลโอเริ่มเข้ามาถึงส่วนที่อุโมงค์มีการปูผนังกำแพงด้วยอิฐและก็ช่องประตูกงเหล็กที่มีเยอะเช่นกัน

          ปึง

          "มันเปิดไม่ได้..." เลโอลองเปิดประตูแบบทึบที่อยู่ตรงระหว่างทางดู แต่มันก็เปิดเข้าไปไม่ได้ มันคงถูกล็อคนั่นแหละ

          "ปิดไม่ได้เหรอ? งั้นเราก็ไปทางอื่น" คาร์ดิสพูด แล้วเลโอก็เดินนำทุกคนออกไปตามเดินทางข้างหน้าต่อ

          "อืม...สวัสดี~" จู่ๆวาร์โรก็พูดขึ้น เมื่อเลโอพาทุกคนเดินเลี้ยวเข้ามาในอีกแยกหนึ่ง ที่มันสามารถเดินเข้าไปได้

          เมื่อเดินลงไปได้ไปไม่ไกลนัก ก็เจอประตูกงเหล็กปิดทางอยู่ เลโอจึงเดินเข้าไปผลักเปิดประตูดูก็ปรากฏว่ามันล็อคเปิดไม่ได้

          "เอ๋? ประตูล็อค...โคตรน่าแปลกใจ" วาร์โรพูดเสียงยานค้าง

          "เฮ้ เดี๋ยวสิ ถ้ามันล็อคอยู่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีสิ่งสำคัญอยู่...พวกสิ่งคุ้มค่ากับการล็อค" เลโอพูดขึ้นบ้าง

          "มันคุ้มค่าที่จะเอาออกมา" คาร์พูดตาม

          "อืม เพื่อการไล่ล่า" วาร์โรพูด

          "ชั้นไม่รังเกียจมันหรอก" ยอนพูด

          "ยอมแพ้...แล้ว?" คาร์ดิสถาม

          พอเดินเข้ามาในอีกแยกหนึ่งที่มันยังเป็นทางขุดแคบๆพอให้เดินเข้าไปได้เรื่อยๆ ก็ดันกลายเป็นทางตัน

          "เอ๋ ทางตันซะแล้วเหรอ?" วาร์โรถามขึ้น

          พรืบ!

          "The hell?"  คาร์ดิสพูดขึ้นเบาๆ

          "เฮ้ย! ไฟดับ.." เลโอพูดเสียงมึนๆ

          "บ้าเอ้ย ใครก็ได้...เปิดไฟที!"วาร์โรร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆไฟในอุโมงค์มันเกิดดับไปซะเฉยๆ 

          "สิ่งสุดท้ายที่ชั้นต้องการเลย" เลโอพูด

          "Eyes peeled, mouth closed." วาร์โรบอก

          "พวกก็อบลินงั้นเหรอ!"

          แล้วทุกคนก็ต้องต่อสู้กับพวกก็อบลินที่มันเข้ามาจู่โจมพวกเค้าเข้ามาตรงทางตันนั้น

          "ให้ตายสิ ที่นี่มันตวัดดาบลำบากเป็นบ้าเลย" คาร์ดิสพูดขึ้นอย่างหัวเสียง เพราะต้องมาสู้กันในพื้นที่ห้องแคบๆแบบนี้ แขว้งดาบขึ้นทีก็ชนกับเพดาน ต้องมาคอยระวังบ้าบอนี่อีก โธ่เว้ย

          บึ๊มม!
          เลโอร่ายเวทมนตร์ ปล่อยเวทย์ไฟเผาใส่พวกก็อบลิน พรึ่บบ

          "เฮ้ย อย่าเพิ่งโดนชั้น!"  เลโอพูดกับก็อบลินตัวหนึ่งที่มันตามมาเล่นงานไม่ปล่อย

          "Leo rules!" วาร์โรตะโกนมาจากอีกมุม

          "No big deal." เลโอหันไปบอกวาร์โร อย่างชิลๆ แค่นี้โอเค สบายมากเพื่อน " Nothing to it."

          "ทำงานทั้งวันเลยจริงๆ" คาร์ดิสบ่นออกมา แล้วก็เดินตามหลังเลโอและคนอื่นๆกลับออกไปอีกทาง

          "รู้สึกไม่ค่อยดีเลย..." วาร์โรบ่นขึ้น

          "หา...เฮ้ย!"

          คลึ่งงง ตึงๆๆ

          จู่ๆหินด้านบนก็ถล่มลงมาชุดหนึ่งตรงปากทางเดิน พอดีกับจังหวัะเดียวกันกับที่เลโอ ยอน และวาร์โรกำลังเดินผ่านพอดี 

          เลโอรีบดึงตัวยอนให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง เพื่อหลบออกจากหินก้อนใหญ่ ที่มันตกลงมาได้ทันอย่างหวุดหวิด

          "เกือบไปแล้ว" เลโอพูดเสียงอย่างโล่งใจที่ช่วยยอนหลบออกมาจากก้อนหินก้อนนั้นได้ทันเวลา

          "ไม่เห็นต้องทำแบบนี้ก็ได้" ยอนก้มหน้าหลบสายตาจากเลโอ ขณะที่พูดประโยคนั้น ...ไม่เห็นจำเป็นต้องดึงตัวเราเข้าไปกอดเอาไว้จนแน่นแบบนี้ก็ได้...เลโอนี่นะ "ปะ ปล่อยได้แล้ว"

          "หา? อ่า ...ไม่เป็นไรนะ" เลโอปล่อยตัวยอนเป็นอิสระแล้วก็ยังคงยื่นหน้าเข้าไปถามยอนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เป็นห่วง

          "ไม่" ยอนสายหัวให้เลโอ แล้วจึงรีบหันไปทางด้านหลังที่มีวาร์โรและคาร์ดิส และจึงถามทั้งสองคนอย่างเป็นห่วงว่า "นายสองคนไม่เป็นไรกันใช่มั้ย?"

          "ก็โดนนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร" วาร์โรตอบ

          "ชั้นไม่โดนหรอก" คาร์ดิส พร้อมทั้งเดินข้ามกองหินพวกนั้นออกไปหายอนกับเลโอ พร้อมวาร์โรด้วย
          .

          .

          .

          "เอ๋? เครื่องปั้นไฟ...ใช้งานไม่ได้แล้วงั้น?" วาร์โรยังคงพูดถึงเครื่องปั้นไฟอีกครั้ง อย่างต้องการให้มันกลับมาทำงานปกติอีกครั้ง เค้าไม่อยากอยู่กับที่มืดๆแคบๆแบบนี้จริงๆนะ

          "น่า เดินต่อไปเถอะ" คาร์ดิสบอกกับวาร์โรว่าถึงจะบ่นไปมันก็เท่านั้นแหละ เลิกบ่น เลิกงอแงซักที

          "ทุกคนต่างก็ต้องพบเจอสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา" ยอนพูดขึ้นเรียบๆ

          "ใช่ เพราะงั้นรีบไปกันได้แล้ว" เลโอพยักหน้าเห็นด้วยกับยอน แล้วจึงรีบเดินนำทุกคนไปตามทางที่ยังคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ

          เลโอพาทุกคนเดินตามทางที่มีสายไฟลากยาวอยู่พื้นทางเดินเข้าไปเรื่อยๆจนมาถึงประตูทึบห้องหนึ่ง

          "เจอประตูล่ะ" วาร์โรพูดขึ้น ส่วนเลโอก็เป็นคน(ลอง)ผลักประตูบานนั้นเข้าไปเหมือนเดิม

          "โอ๊ะ คราวนี้เปิดได้แหะ" ว่าแล้วทุกคนก็เดินตามหลังเลโอเข้าไปในห้องนั้นกันอย่างระมัดระวังทันที 

          "ต้องระวังไว้นะ ไม่รู้ว่าเข้าไปข้างในแล้วจะต้องเจอกับอะไรอีก" ยอนเตือนเพื่อนๆให้ระวังตัว

          พรึ่บๆๆ

           นั่นไงมันออกมาดักทางพวกเราอีกแล้ว ก็อบลิม !

          ไม่รอช้า ทุกคนต่างรีบเอาอาวุธของตัวเองออกมาสู้กับพวกก็อบลินห้าหกตัวตรงหน้านั้นทันที

          เพียงแค่แป๊ปเดียวพวกเค้าก็สามารถจัดการพวกมันได้จนหมด

          "Done in a minute ?" คาร์ดิสถามขึ้นเล่นๆ(คุยกับเลโอ)

          "With time to spare." เลโอก็ตอบกลับอย่างไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน 

          "The prince of pain!"  คาร์ดิสบอกเลโอ

          "Yup." เลโอก็พยักหน้ารับกลับไป ...สองคนนี้...แข่งกันล่าMonster?

          "เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากนัก" ยอนพูดขึ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักว่าควรต้องรีบ

          "อ่า Let's go." เลโอพยักหน้ารับทราบ แล้วเดินเข้าไปในกงเหล็กที่มุมห้อง ที่ข้างในนั้นมีเครื่องปั้นไฟอยู่

          "แน่นอน" ยอนตอบเลโอ การรีบไปทำภาระกิจให้สำเร็จคือสิ่งที่ควรทำที่สุด

          พรึ่บ แล้วอุโมงค์ก็กลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง

          

          เลโอพาทุกคนมุดรอดเข้าไปในช่องหินแคบตรงมุมหนึ่งในห้องถัดมาที่พวกเค้าเปิดประตูเข้าไปได้

          "มันชวนให้ขนลุกจริงๆ" วาร์โรยังคงบ่นกับเส้นทางในอุโมงค์ที่บรรยากาศมันชวนให้ขนลุกได้อยู่ตลอดเวล

          "หือ? ขนาดนั้นเลยเหรอ?" คาร์ดิสพูดกับวาร์โร

          "โอ๊ะ..." ในที่สุดเลโอเดินเข้ามาถึงหน้าประตูสุสานกษัตริย์ที่พวกเค้าตามหาเจอแล้ว

          "ถึงที่หมายแล้วนะเลโอ" ยอนพูดกับเลโออย่างยินดีด้วย

          "อ่า" เลโอหันไปยิ้มบางๆให้ยอนก่อน แล้วจึงหยิบเอากุญแจที่แจจุงให้ไว้ เอาออกมาไขประตูตรงหน้าทันที

          แกร๊ก คลื้นน...นนน  (ประตูที่ค่อยๆเปิดออก)

          เลโอเดินเข้าไปที่ใจกลางของสุสานที่มีแท่นโลงพระวิญญาณนอนอยู่พร้อมกับศาสตราวุธที่เป็นรูปขวานสองหน้า

          แล้วก็เป็นเหมือนศาตร์ตราวุธชิ้นแรก ที่เมื่อเลโอยื่นมือออกไปหา ศาสตราวุธก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นมา แล้วลอยตัวขึ้นไปอยู่ตรงกลางห้อง จากนั้นก็พุ่งเสียบเข้าไปที่กลางอกของเลโอ แล้วก็สถิตพลังอยู่ในตัวของเลโอตลอดไป

          "อ่า เลโอได้รับพลังของบรรพบุรุษแล้วสินะ" วาร์โรพูดขึ้น หลังจากแสงสว่างที่ออกมาจากศาสตราวุธที่เข้าไปอยู่ในตัวของเลโอได้ดับแสงลงแล้ว

          "มากหรือน้อย...แต่อีกไม่นาน เลโอก็คงจะสามารถรับมรดกของแม่มาได้จนหมดนั้นแหละ" ยอนพูดขึ้นอย่างให้กำลังใจ

          "The Copycat King !" คาร์ดิสพูด

          "Out of line." 

          "พอลองใช้จริงแล้วเป็นบ้าง?" ยอนถาม

          "อ่า มันก็ประยุกต์ได้หลายอย่างนะ" เลโอตอบ

          "ให้มันได้อย่างที่พูดละกัน" คาร์ดิส

          "จากนี้ไปก็ต้องเริ่มเรียนรู้ละหน่ะ" ยอนพูดปิดท้าย แล้วเลโอก็เดินนำทุกคนออกไปจากสุสาน กลับออกไปที่ด้านหน้าอุโมงอีกครั้ง....

.

.

.

-ที่หน้าทางเข้าอุมงค์-

          ตื้ดดดด ตื้ดดดด

          "ครับ" เลโอกดรับบสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามา

          [ในที่สุดก็รับสายจนได้นะ นึกว่าจะต้องสูญเสียกษัตริย์ไปอีกคนซะแล้ว] แจจุงบอกขึ้นอย่างโล่งใจ แอบแฝงไปด้วยความเป็นห่วงและความภูมิใจ

          "ก็ยุ่งอยู่กับการตามหาพลังของผมไง"เลโอตอบ

          [ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น] แจจุงพูดเสียงพอใจ แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นว่า [อ่า ชั้นมีงานอยากให้ท่านช่วย]

          "งาน?"

          [จักรวรรดิเริ่มสร้างฐานใหม่ตามแนวถนนไปทางตะวันตกสู่เมือง Duscae   ...ชั้นต้องการให้ท่านไปพังฐานทัพมันก่อนที่มันจะเสร็จ หากปล่อยไว้ละก็...จะไม่สามารถไปสุสานกษัตริย์ที่อยู่เส้นทางตะวันตกได้] แจจุงอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้เลโอฟัง [น่าจะได้เจอกับโมนิกาแล้ว เธอสามารถบอกข้อมูลท่านในรายละเอียดที่เหลือได้ ..ไปเจอเธอ]

          "รับทราบ" เลโอตอบรับทราบ แล้วจึงเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าเหมือนเดิม

          "ว่าไง?"  วาร์โรเดินเข้ามาถาม เมื่อเห็นเลโอเก็บโทรศัพท์ลงแล้ว

          "สงสัยจะได้ออกไปเผาฐานทัพพวกมันซักหน่อย" เลโอบอก "ไปเจอโมนิกาที่จุดพักรถกัน" พูดจบเลโอก็เริ่มเดินนำทุกคนออกจากอุโมงค์ เพื่อไปยังที่หมายใหม่ทันที

          "มาลองคิดดูแล้ว เราเหมือนสอดแนมโครงสร้างขนาดใหญ่เลยนะ" ยอนพูดขึ้น พร้อมทั้งเดินตามหลังเลโอออกไป

          "เฮ้อ ใช่ ยากที่จะพลาดในสิ่งที่เป็นลางไม่ดีเช่นนี้" เลโอพูด เฮ้อ พวกน่ารำคาญนั้นหน่ะ ต้องจัดการให้หมด

          "ให้ไปถล่มฐานที่มั่นของพวกมัน..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ" คาร์ดิสพูดอย่างต้องการให้ทุกคนได้ตระหนักคิดในสิ่งที่กำลังจะไปทำ

          "เราสามารถทำเช่นนั้นได้จริงหรอ?" วาร์โรถามเสียงไม่มั่นใจ อย่างพวกเค้าจะไหวแน่หรอ?

          "ท่านนายพลเชื่อว่าเราสามารถทำได้ ท่านถึงไม่ถามเรา ...ดังนั้น เราต้องไปฟังรายละเอียดก่อนไงล่ะ" ยอนบอก

          "นั่นแหละ ตอนนี้ก็รีบกลับไปที่จุดพักรถก่อน" 


.

.

.

-เวลาต่อมา-

          และทั้งสี่คนก็พากันกลับมาถึงที่จุดพักรถ

          "โอ๊ะ! ได้เห็นแสงไฟแบบนี้แล้ว รู้สึกค่อยยังชั่ว" วาร์โรพอเห็นแสงไปตรงจุดพัพรถ ก็รีบวิ่งนำคนอื่นไปอย่างดีใจทันนี

          "แน่นอน พวกเขาไม่ปล่อยให้เดม่อนเข้ามาที่นี่หรอก" ยอนบอก พร้อมทั้งเดินนำทุกคนตามหาคุณโมนิกา ที่คงน่าจะกำลังรอพวกเค้าอยู่แถวๆนี่


          ตึก ตึก ตึก พวกเค้าพากันเดินไปที่ด้านหลังโกงดังเก่าที่อยู่ท้ายสุดของจุดพักรถ แล้วก็ได้เจอคุณโมนิกาที่กำลังยืนรออยู่ตรงนั้นพอดี

          "โมนิกา" เลโอเรียกเธอพร้อมทั้งเดินเข้าไปหาใกล้ๆด้วย

          "ฝ่าบาท กำลังรออยู่เลยค่ะ" โมนิกาโค้งให้เลโอก่อน แล้วถึงได้เริ่มเล่ารายละเอียดให้กับเลโอฟัง "ท่านนายพลวางแผนไว้แล้ว ...เราเจอประตูด้านหลังที่ทะลุไปยังฐานทัพมันได้ ดิชั้นจะมาร์คจุดไว้ให้ในแผนที่แล้วค่ะ เส้นทางนี้เราตรวจสอบมากแล้วว่ามันปลอดภัย ท่านต้องได้เปรียบ"

          "อ่า ขอบใจนะ" เลโอรับแผนที่มาเก็บไว้

          "หลังจากนี้ ดิชั้นจะย้ายไปรออยู่ที่นั่น ถ้าเตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็ตามมาสมทบนะคะ" โมนิกาพูดจบก็ขอตัวออกไป


-หลังจากคุณโมนิกาไปแล้ว-

          "เลโอ" ยอนสะกิดเรียกเลโอขึ้นด้านหลัง

          "หือ?" เลโอหันกลับไปมองยอนอย่างตั้งคำถาม

          "ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เราควรจะพักกันก่อนนะ" ยอนเสนอ เพราะตั้งแต่ออกจากที่ท่าเรือกลาดินมา พวกเค้าก็ยังไม่ได้พักกันเลย  และไหนจะการต่อสู้ที่พึ่งจะผ่านมานั้นอีก ถ้าจะต้องออกเดินทางไปลุยฐานทัพศัตรูตอนนี้เลย คงได้แย่กันแน่ๆ

          "ก็จริง จะเอาแต่ออกไปสู้อย่างเดียวไม่ได้ ยังไงร่างกายก็ต้องการพักผ่อนบ้าง" คาร์ดิสพูดอย่างมีเหตุผล

          "งั้นเราไปตั้งแค้มป์กันเถอะ" วาร์โรบอก

          "อื้ม ตามนั้น ชั้นเองก็เหนียวตัวไปหมดแล้วเนี่ย" เลโอพยักตกลง 

          "ได้เวลาอาบแล้ว~~ว" วาร์โรพูดเสียงว่าตอนนี้ต้องอาบน้ำเท่านั้นนะ ชั้นจะได้อาบน้ำแล้วดีใจจัง

          แล้วจากนั้นทุกคนก็พากันเดินไปที่จุดตั้งแค้มป์ และเตรียมตัวพักผ่อนก่อนที่จะต้องออกไปเริ่มภารกิจใหม่ในวันรุ่งขึ้น


-เช้าวันต่อมา-

          "ชั้นพร้อมลุยแล้ว!" วาร์โรพูดขึ้นด้วยเสียงอันร่าเริ่งของเค้าหลังจากที่ทุกคน ได้ทานมื้อเช้าจากฝีมือท่านเจ้าชายยอนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          "อืม แต่ชั้นยังง่วงอยู่เลย" เลโอบอกเสียงขี้เกียจอย่างเคย

          "เฮ้อ.." ยอนแอบถอนหายใจพร้อมทั้งส่ายหน้าเบา ให้กับความเลโอ

          "เดี๋ยวก็คุ้นเคยนั่นหล่ะ" คาร์ดิสพูดกับยอน แล้วเดินตามเด็กง่วง(เลโอ)กับเด็กร่าเริง(วาร์โร)ไปที่รถของพวกเค้าที่จอดอยู่ด้านลงตรงทางด้านหน้าของจุดพัดรถ



-ระหวางที่กำลังขับรถออกไป-

          "เธอเป็นคนหนึ่งที่ท่านพ่อชั้นไว้ใจ เช่นเดียวกับดัสตินที่ค่อยปกป้องน้องสาวชั้น" คาร์ดิสพูดถึงโมนิกาขึ้นมา เมื่อยอนได้ขับรถพาพวกเค้ามาถึงยังจุดที่จะต้องไปพบโมนิกา ที่จุดนัดพบแล้ว

          "ดีใจที่รู้ว่ายังมีคนที่พึ่งพาได้ในเมืองอยู่" เลโอพูดมันจากความรู้ในใจ ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วก้าวลงไปจากรถเพื่อเดินเข้าไปยังที่หมาย(จุดนัดพบ)

          ยอนจอดรถทิ้งช่วงห่างจากจุดที่พวกเค้าจะไปไว้ไกลอยู่พอสมควร ในระยะปลอดภัย แล้วพวกเค้าวิ่งลัดเลาะตามต้นไม้และโขดหินใหญ่เข้าไปตามแผนที่ที่โมนิกาได้มาร์คจุดไว้ให้

          "เฮ้ เลโอ ทางนี้!" คาร์ดิสเลโอขึ้นเมื่อเห็นว่าเลโอวิ่งเลยออกไปจากจุดที่เป็นทางลัด

          "โอ้!" เลโอรีบขานรับและวิ่งกลับไปหาคาร์ดิสทันที 

          จากนั้นพวกเค้าทั้งสี่คนก็ค่อยๆเดินเข้าไปตามช่องแคบของซอกโขดหินเข้าไปหาโมนิกาที่รออยู่ตรงด้านในทันที


          "จากตรงนี้ไป เราต้องแยกเป็นสองกลุ่ม" โมนิกาพูดถึงแผนการให้ทุกคนฟังอีกครั้ง "ประมุขน้อยเลโอไปช่วยท่านนายพลที่ด้านหน้า ส่วนท่านคาร์ดิสกับดิชั้นจะคอยเบี่ยงเบนความสนใจศัตรูเองค่ะ"

          "...(งั้นเรากับท่านอาสินะ...ฮะ?)" เลโอนิ่งคิดอยู่ครู่เดียว แล้วจึงหันกับไปหาเพื่อนๆที่ยืนอยู่ด้านหลังแล้วพูดขึ้นกับเพื่อนๆว่า "แล้วเจอกันนะ"

          "เอ่อ นายไปส่งพวกมันลงนรก พวกเราก็จะไปส่งพวกมันลงนรกเหมือนกัน" คาร์ดิสพูดด้วยรอยยิ้มที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

          "อื้ม" เลโอหันไปมองวาร์โร และจึงหันไปสบตากับยอนอย่างสื่อความว่าให้ 'ดูแลตัวเองด้วยนะ' ยอมรับทราบจึงส่งยิ้มกลับมาให้เลโอเช่นกัน 

          แล้วจากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันไปตามแผนการที่วางไว้


          เลโอเดินแทรกข้างเข้าไปตามรอยแยกแคบๆของโขดหินที่จะทะลุออกไปยังที่ที่แจจุงรออยู่

          ชีวิตเจ้าชายเลโอ...กับที่มืดและช่องแคบ 

          นี่หรือคือความลับ? คือต้องมาแทรกตัว เดินกะดึ๊บๆไปตามซอกหลืบเพื่อที่จะไม่ให้ศัตรูรู้ตัว เจอแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ  

          "เฮ้อ...." ออกมาพ้นซักทีนะไอ่ช่องแคบ!

          เลโอเดินหลุดผ่านออกมาจากช่องแคบได้แล้ว ก็รีบเดินขึ้นไปตามทางข้างหน้า ที่เริ่มมองเห็นพวกสิ่งก่อส้างอยู่บ้างแล้ว

          ตึก ตึก ตึก

          แจจุงเดินเข้ามาหาเลโอที่กำลังเดินขึ้นไป

          "พอเราเข้าไปด้านในแล้วเราจะซุ้มโจมตีมัน ดันพวกมันออกไป ในขณะที่ฝั่งก็ดันพวกมันเข้ามา โจมตีจากสองทิศทางแล้วกำจัดศัตรูให้มากที่สุด" แจจุงบอกแผนให้กับเลโออีกครั้ง พร้อมทั้งเดินนำเลโอเข้าไปด้านในด้วย

          แจจุงเดินนำเลโอเข้ามาเรื่อยๆจนมาถึงประตูทางเข้า เค้าก็หยุดเดินแล้วให้เกียร์ติเลโอเป็นคนเปิดประตูเดินนำเข้าไปก่อน

          ตึก ตึก ตึก 

          เพียงแค่เปิดประตูเดินเข้ามาได้ไม่ทันไร ก็เจอทหารเฝ้ายามของจักรวรรดิเล็งปืนมาเตรียมยิงใส่อย่างไม่รอให้ตั้งตัวแล้ว

ปัง ปัง ปัง

          "ฮึด!" เลโอรีบกระโดดม้วนตัวหลบจากวิถีทางของกระสุนปืนได้อย่างหวุดหวิด และไม่รอช้าซักปืนตัวเองออกมาหาจังหวัะเล็งเป้า และยิ่งโต้กลับศัตรูทันที

          "โปรดจำไว้ว่า กษัตริย์ต่อสู้กับศักดิ์ศรี" แจจุงเอ่ยบอกกับเลโอ

          "ผมเข้าใจเรื่องนี้ดีน่า" เลโอตอบ ก่อนจะเขวี้ยงดาบวาร์ปขึ้นไปตีกับศัตรูที่อยู่ชั้นบน

          เลโอเลิกใช้ปืน แล้วกลับมาใช้ดาบประจำตัวต่อสู้กับพวกศัตรูตรงหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการโจมตีแบบ WARP-STRIKE !

          การโจมตีแบบ WARP_STRIKE นั้นมีเพียงแค่เลโอคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้ เพราะว่าเลโอมีพลังเวทย์มนตร์ที่ได้สืบทอดมาจากองค์ราชันย์ผู้เป็นแม่ ดังนั้น การต่อสู่ของเลโอจึงค่อนข้างได้เปรียบศัตรู

          พอจัดการกับพวกศัตรูที่อยู่ชั้นบนเสร็จ ก็ต้องรีบลงไปจัดการกับศัตรูที่อยู่ข้างล่างต่อ

          เลโอเปลี่ยนอาวุธจากดาบของตัวเอง ไปลองใช้ศาตร์ตราวุธของกษัตริย์ วาร์ปเข้าไปฟันเจ้าหุ้นยนต์ดัดแปลงที่กำลังเข้าสมทบทันที


          "มีท่านอาอยู่ด้วยเนี่ย ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย" เลโอพูดขึ้นหลังจากจัดการพวกศัตรูที่อยู่ตรงนั้นได้หมดแล้ว

          "อย่าเลย -ชั้นอาจจะหายไปก่อนที่ท่านจะรู้" แจจุงพูดเตือนเลโอ อย่างต้องการให้เลโอรู้ตัวไว้เสมอว่า วันที่ไม่มีเค้าอาจจะมาถึงเหมื่อไหร่ก็ได้

          "ผมจะสนุกกับมันในตอนที่ผมสามารถ" เลโอพูด พร้อมทั้งรีบวิ่งไปยังที่ประตูตรงทางด้านหน้า 

          เลโอค่อยผลักเปิดประตูเข้าไปด้านในอย่างระวัง

          ตึง

          "มันอยู่ข้างบนเรา!" แจจุงรีบร้องบอกเลโอทันที ที่เค้าสังเกตเห็นพวกศัตรูอีกกลุ่มที่เฝ้าอยู่

          "ได้เลย" พูดจบเลโอก็วาร์ปขึ้นไปสู้กับศัตรูที่เฝ้ายามอยู่ด้านบนทันทีอย่างไม่ให้ศัตรูทันรู้ตัว

          ตึง ตึง ตึง 

          "ง่ายเหมือนเดินผ่านสวนสาธารณะ" เลโอพูดเปรียบเปรย

          "ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ ก็คงเป็นตัวถ่วงเพื่อนแล้วล่ะ" แจจุงพูด

          "หือ? แค่ผมก็เหลือเฟือหน่า" ท่านอาไม่รู้หรอกว่าผมโคตรเก่งสุดๆ (ความมั่นหน้าของเจ้าชายเลโอ ...เฮ้อ)

          "อย่ามั่นใจเพียงตัวคนเดียวเสมอไปหล่ะ ฝ่าบาท" แจจุงเตือน

          "คร้าบ" 

          เลโอเปิดประตูเข้าไปอีกห้อง แล้วก็เจอกับศัตรูอีกกลุ่มที่เฝ้าอยู่ตามคาด เลโอกับแจจุงก็ตั้งรับและโจมตีกลับไปอย่างรวดเร็ว จนไม่นานก็จัดการกับศัตรูได้หมด

          เมื่อสู้กับกลุ่มตรงนั้นเสร็จเลโอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่า 

          "คนอื่นๆจะปลอดภัยกันมั้ยเนี่ย" เลโอพูดถึงเพื่อนๆที่ต่อสู่กันอยู่อีกด้าน

          "อย่ากังวลไป มันจะทำให้ท่านขาดสติ" แจจุงบอก

          "คร้าบ คร้าบ" ท่านอากับยอนเนี่ย...จริงจัง(ดุ)เหมือนกันเลย เฮ้อ..



-เวลาต่อมา-

          เลโอกับแจจุงสู้กับศัตรูด้านในจนออกมาถึงที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้าออกฐานทัพ

          กึก คลึ้งง....ง

          ประตูใหญ่ค่อยๆเลื่อนเปิดทางออกจนสุด

          อีกด้านของประตูที่เลโอมองเห็นคือ ยอน วาร์โร และคาร์ดิสที่ยืนเรียงหน้ากันอยู่ และบนพื้นถนนตรงที่พวกเขาทั้งสามคนยืนอยู่ก็เต็มไปด้วยร่างของทหารจักรวรรดิที่โดนจัดการไปแลัว นอนเกลื่อนพื้นเต็มไปหมด


          "เลโอ!" วาร์โรโบกมือเรียกเลโออย่างดีใจที่ได้เจอกัน แล้วทั้งสามคนก็พากันเดินเข้ามาหาเลโอกับแจจุงที่ยืนรออยู่

          "ท่านพ่อ ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งครับ" ยอนพูดพร้อมทั้งรีบเดินเข้าไปหาใกล้ๆด้วยความดีใจ

          "ราบรื่นดีรึเปล่า?" เลโอถามเพื่อนๆ

          "เรียบร้อย พวกมันไม่ละสายตาจากเราเลย" คาร์ดิสตอบ

          "คงต้องบอกว่าทำงานได้ดีมากหล่ะนะ" แจจุงพูดชมและให้กำลังใจ


          ในขณะนั้นเอง....

          [หยุดอยู่ตรงนั้นเลย เจ้าพวกบุกรุก] -เสียงพูดดังลงจากบนยานที่ลอยลำอยู่น่านฟ้าของพวกจักรวรรดิ 

          [เอ๋ นั่นมันแจจุงผู้เป็นอมตะนี่นา? เจ้ารอดจากที่เมืองมาได้ใช่ไหมหล่ะ คงจะเบื่อกับฉายานั่นแล้วสินะ งั้นก็ตายซะที่นี่ ถึงเวลาจบตำนานแล้ว!]

          จบจากการพูดเองเออเองคนเดียวของหัวหน้าทัพของจักรวรรดิผู้ที่อยู่ๆก็โผล่ออกมา หัวหน้าทัพคนนั้นของจักรวรรดิพูดจบก็ขับหุ่นยนต์ลงมาจากยาน ลงมาสู้กับพวกเลโอที่อยู่ข้างล่างตรงนั้นทันที


          ตึง!

          หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ลงมาอยู่ตรงหน้าพวกเค้าแล้ว


          "มันมาแล้ว ระวังตัวกันด้วยล่ะ" แจจุงพูดเตือนเด็กพร้อมทั้งเดินขึ้นไปอยู่ด้านหน้าของเลโอด้วย

          "ครับ" ทุกคนรับทราบ

          "ไม่หลบหนีนะ คาร์ดิส" แจจุงพูด

          "ไม่เหมือนผมจะมีโอกาส" คาร์ดิสบอก

          "มีกลยุทธ์อะไรรึเปล่า?" แจจุงหันไปถามยอนบ้าง

          "ไม่ครับ นี่ไม่ควรใช้กลยุทธ์มาก" ยอนตอบ

          แล้วการต่อสู้ครั้งใหม่ก็ได้เริ่มขึ้น  โดยคราวนี้ นอกจากหัวหน้าของพวกมันที่ขับหุ่นยนต์ลงมาสู้ ก็ยังมีพวกทหารกลอีกประมาณสามสิบตัวที่ถูกส่งลงมาเพิ่มในการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย

          เลโอออกตัวก่อนใคร รีบวาร์ปขึ้นไปจัดการพวหทหารกลที่มันอยู่ด้านบนตามหลังตู้คอนเทนเนอร์ที่ตั้งเรียงอยู่บริเวณนั้นก่อน เพื่อจะได้ง่ายต่อการจัดการกับพวกศัตรูที่อยู่ด้านล่าง 

          เลโอรับหน้าที่โจมตีจุดสูง และทุกคนที่เหลือก็คอยจัดการเก็บกวาดด้านล่างตามพื้นที่ราบ

          เลโอจัดการกับพวกทหารกลเสร็จ ก็วาร์ปตัวเข้าไปโจมตีหุ่นยนต์ของหัวหน้าพวกมันด้วยดาบและศาตร์ตราวุธที่ได้รับมาทั้งหมด เข้าโจมตีฟาดฟันใส่หุ่นยนต์ตัวนั้นอย่างไม่ยั้ง

          ทั้งเสียงดาบ เสียงปืน ดังแทรกกันรัวๆอย่างไม่มีการหยุดพัก

          ตู๊ม ตู๊ม ตู๊ม

          "เฮ้ย ระวัง มันยิงมิสไซ!"  เลโอร้องเตือนเพื่อนๆให้ระวัง พร้อมทั้งวิ่งหลบมิสไซไปทางวาร์โร ที่กำลังกลิ้งหลบศัตรูไปมาอยู่แถวนั้น

          "วาร์โร ลุกขึ้น!" เลโอบอกวาร์โรเมื่อตัวเองได้ล่อศัตรูเข้ามาใกล้

          "รับทราบ" วาร์โรรีบลุกขึ้นเล็งปืนยิงใส่ศัตรูที่เลโอล่อมาให้ทันที ปัง ปัง ปัง "ฮะฮ้า เรียบร้อย~" วาร์โรพูดเสียงสบาย

          [อย่าได้ใจให้มันมากนัก!] เสียงพูดจากหัวหน้าทัพที่อยู่ในหุ่นยนต์

          "มันไปทางนั้นแล้ว ระวัง" ยอนตระโกนบอกเลโอให้ระวังหุ่นยนต์มันเดินไปทางเลโอแล้ว แต่ทว่าเลโอยังหันหลังสู้กับทหารกลสองตัวอยู่

          "ขออภัย" เลโอหันไปขอโทษแจจุงที่เผลอปล่อยให้ศัตรูหลุดไป

          "ไม่เป็นไร โฟกัสไปที่การต่อสู้" แจจุงพูด

          "ครับ" เลโอขานรับ พร้อมทั้งขึ้นไปสู้กับหุ่นยนต์อีกครั้ง

          เลโอวาร์ปเข้าไปฟันที่แขนซ้ายของหุ่นยนต์อย่างแรง จนมันทรุดตัวลงไปข้างหนึ่ง

          ปัง ปัง ปัง วาร์โรเห็นมันล้มลงก็รีบรัวปืนใส่ทันที เช่นเดียวกับยอนและคาร์ดิสที่ถนัดโจมตีระยะใกล้  ทั้งสองคนต่างก็พร้อมใจกันแทงดาบฟาดฟันเข้าที่จุดต่างๆ ที่คิดว่าสามารถทำลายหุ่นยนต์ตัวนี้ได้ พวกเค้าก็จัดให้เต็มที่เช่นกัน

          "คาร์ดิส!" เลโอเรียกคาร์ดิสให้เข้าไปจัดการกับขาขวาของมันด้วยดาบใหญ่

          "รับทราบ!" คาร์ดิสขานรับแล้ววิ่งเข้าไปฟันเข้าที่ขาขวามันเต็มแรง 

          "ท่านอา!" เลโอหันไปเรียกแจจุงทันที หลังจากที่คาร์ดิสฟันดาบไปแล้ว

          แจจุงวิ่งกวาดดาบเข้าไปหาหุ่นยนต์ด้วยความเร็ว แล้วตวัดดาบใส่หุ่นยนต์เต็มแรง

          "ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับชั้น ก็ขึ้นอยู่กับท่านนะ ฝ่าบาท" แจจุงบอกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เลโอต้องเป็นคนตัดสินใจ

          "ครับ"

          "ท่านจะได้รับประสบการณ์" แจจุงบอกอีกครั้ง

          "ระวังมันโจมตีอีกแล้ว" คาร์ดิสบอกให้ทุกคนหลบจากมิสไซ

          "ยอน พาเจ้าชายหนีไป" แจจุงบอกยอนที่อยู่ใกล้กับเลโอที่สุด

          "ครับ ท่านพ่อ!" ยอนรีบพาเลโอหลบออกไปอีกด้าน ทุกคนเหลือต่างก็พากันหลบไปตั้งหลัก

          "ขอบใจนะ" เลโอหันไปยิ้มขอบคุณยอน

          "อย่าประมาทสิ" ยอนบอกเสียงเรียบ แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงไม่ปิด

          "รับทราบ" เลโอบอกเสียงขันแข็ง ยอนจึงเผลอหลุดยิ้มออกมา

          "How we holding up?" วาร์โรพูดขึ้นระหว่างที่เข้าไปหลบมิสไซกับคาร์ดิสและแจจุง

          "แค่นี้มันไม่ทำให้ชั้นตกใจหรอก" คาร์ดิสพูดอย่างนั้นแล้วก็วิ่งฝ่ามิสไซออกไปสู้กับหุ่นยนต์อีกรอบ

          "วาร์โร ยิงตรงนั้น!"  เลโอหันไปบอกตำแหน่งให้วาร์โรยิง

          ปัง ปัง ปัง

          "ทำได้ดีนี่ วาร์โร!" เลโอชม

          "เล็กน้อยน่า" วาร์โรอย่างมั่นใจ

          "อา ความประมาทของชั้นแท้ๆ" ยอนโดนถูกโจมตี

          "ยอน!" เลโอวิ่งเข้าไปหายอน แล้วประคองยอนให้ลุกขึ้น

          "ขอบใจ ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องกังวล" ยอนบอกเสียงแน่น

          "อื้ม" เลโอพยักหน้ารับทราบ แล้วจึงมองหาจุดอ่อนของศัตรู แล้วจากนั้นวาร์ปเข้าไปโจมตีกับศัตรูต่อ

          "ยอน วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้คืออะไร?" คาร์ดิสหันไปถามยอน อย่างต้องการรู้วิธีที่จัดการมันให้เร็วขึ้น

          "ชั้นไม่แน่ใจ เลโอ! นายสามารถมองเข้าไปในนี้ได้มั้ย?" ยอนตอบคาร์ดิส แล้วรีบหันไปบอกเลโอให้เล็งเป้าเข้าไปที่จุดที่ตัวเองติดว่าคือจุดที่สามารถทำลายหุ่นยนต์ได้

          "อ่า ตรงนั้นเหรอ โอเค" เลโอมองเล็งเข้าไปตรงจุดที่ยอนบอกได้แล้ว ก็ไม่รอช้า WARP-STRIKE แทงดาบเข้าไปจุดนั้นทันที

          วาร์ป-ฉึก!


          [แบบนี้ไม่ดีแล้ว ข้าจะแพ้ไม่ได้!] เสียงพูดจากหัวหน้าทัพที่อยู่ในหุ่นยนต์

          "หุปปาก แล้วก็หลับไปซะ!" เลโอพูดเสียงรอดฟันขึ้นในจังหวัะที่วาร์ปขึ้นไปแทงดาบเข้าไปที่จุดตายของหุ่นยนต์  

          [ขอจักรวรรดิจงเจริญ!]

          เบิ๊มม!!!


          เรียบร้อย หุ่นยนต์ระเบิดไปแล้ว

          จบการต่อสู้



          "น่าประทับใจ" แจจุงพูดขึ้นเมื่อทุกคนเดินออกมาจากที่ต่อสู้ มาอยู่ที่หน้าประตูทางออกฐานทัพ 

          "เห็นท่านเก่งแบบนี้แล้ว ผมคงไม่ต้องห่วงแล้วหล่ะ" แจจุงพูดกับเลโอด้วยสีหน้าเบาใจ "ผมจะกลับไปจับตาดูพวกจักรวรรดิต่อ ไว้เจอกันนะ ดูแลตัวเองด้วยนะ ฝ่าบาท และทุกคนด้วย"

          "ขอบคุณครับ ท่านอาเองก็ดูแลตัวด้วยนะครับ" เลโอขอบคุณและบอกลาแจจุงด้วยเช่นกัน

          หลังจากบอกลากันเสร็จแจจุงก็เดินแยกตัวออกไปอีกทาง

          เลโอเองก็เดินนำเพื่อนๆออกไปอีกทางด้วยเช่นกัน

          เส้นทางทอดยาวออกไปด้านหน้ากับทั้งท้องนภาที่ปลอดโปล่ง เผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์  กับชุดสีดำที่ทั้งขาดและเปื้อนฝุ่นต่างๆที่ติดมาจากการต่อสู้...เจ้าชายผู้ที่แบกรับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่กำลังเดินตามทางทอดยาวสายนั้น ออกไปช้าๆ

          "พอชินกับที่นี่แล้วมันก็ไม่เลวนะ" คาร์ดิสเดินขึ้นไปพูดกับเลโอเองที่เดินนำหน้า

          "มีสิ่งที่พวกเรายังไม่เห็นรออยู่เยอะเลย" วาร์โรก็วิ่งเข้าไปพูดกับเลโอด้วยเช่นกัน

          "สิ่งที่เราต้องทำก็เช่นกัน" ยอนขับรถขึ้นมาหาทุกคนช้าๆ

          "อ่อออ" วาร์โรลากเสียงยาว พร้อมทั้งหันไปหันหายอนที่นั่งขับรถอยู่ข้างๆตัวเอง

          "เอาหน่า ที่มันเพิ่งเริ่มต้นเอง" คาร์ดิสพูด แล้วทุกคนก็นำเลโอออกไปข้างหน้า

          "...." เลโอหยุดนิ่งคิดอะไรอยู่กับที่อยู่ซักพัก แล้วจึงตอบรับกับเพื่อนๆออกมาสั้นว่า "อ่า"

         แล้วจากนั้น เลโอก็เดินตามไปหาเพื่อนๆที่หยุดรอเค้าอยู่ตรงทางด้านหน้า 

          เลโอเดินเข้าไปหาทุกคน แล้วพวกเค้าก็ยิ้มออกมาให้กันและกัน อย่างให้กำลังใจและยังเป็นการช่วยเติมเต็มพลังให้พวกเค้า สำหรับการเดินทางที่จะเริ่มต่อจากนี้

          "ทุกคน...ขอบใจนะ" 





-Gralea, Niflheim-

          "ดังนั้น เจ้าชายมันหลบหนีความตายไปได้ ..แล้วแหวนล่ะ อยู่ไหน?" จักรพรรดิของจักรวรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พูดขึ้นกับทหารชั้นผู้ใหญ่ของเค้าที่ยืนเรียงกันอยู่ตรงหน้า

          "เจ้าหญิงวีเด้นส์เอาติดตัวไปด้วยพะยะค่ะ" รีวุสตอบ

          "ตามหาและฆ่านางซะ แหวนวงนั้นคือชิ้นส่วนสุดท้าย" จักรพรรดิพูดอย่างไม่ปราณี

          "เราอาจจะจับนางมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ พลังของหกเทพนั้นมันมีอำนาจเกินกว่าจินตนาการของเรา นางเป็นกุญแจสำคัญของราชันย์เลยล่ะ" เสนาบดีเวิร์สเทลพูด

          รีวุสเพียงแค่ยืนนิ่งๆและเงียบฟังคำพิพากษาของน้องสาวอย่างไม่แสดงออกท่าทางอาการใดๆ

          "นางจึงยังเป็นมากในการไขความลับมากมาย...ใช่มั้ยท่านผบ.รีวุส?" เสนาบดีเวิร์สเทลหันไปพูดประโยคสุดท้ายกับรีวุสที่ยืนอยู่ข้างๆกัน ด้วยรอยยิ้มที่ขนให้ขนลุกและไม่น่ายินดี

          "กองทัพจักรวรรดิอยู่ในมือท่านแล้ว...ใช่มั้ยล่ะ" เสนาบดีเวิร์สเทลยังคงพูดกดดันรีวุส

          "ประเด็นที่น่าสงสัยในขณะที่ผู้ลี้ภัยยังคงมีอยู่" รีวุสหันไปตอบเสนาบดีเวิร์สเทลอย่างมีเหตุผล แล้วจึงหันกลับไปบอกกับจักรพรรดิว่า "ข้าและคนของข้าจะตามหาเจ้าชายและเจ้าหญิงต่อไปพะยะค่ะ"

          "อ่า ช่างงดงามเหลือเกิน ....คริสตัส...ของข้า" จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นไปพูดกับคริสตัลที่ส่องประกายแสงอยู่ด้านบน เหนือจากแท่นบัลลังก์ขึ้นไป







-คฤหาสน์ตระกูลอี ณ ประเทศเกาหลีใต้-


          "ท่านผู้นำขอรับ จดหมายจาก Lucis ขอรับ" พ่อบ้านประจำตระกูลอี เดินเข้ามาหา อีแจฮวานที่นั่งอยู่ในห้องทำงาน และมีคิมวอนชิกที่ยืนพิงขอบโต๊ะอ่านหนังสืออะไรสักอยู่ข้างๆด้วยกัน

      “จาก Lucis งั้นเหรอ..” แจฮวานเงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่กำลังเซ็นอยู่ตรงหน้า หันไปพูดกับพ่อบ้านที่นำจดหมายเข้ามาให้ด้วยน้ำเสียงเตรียมใจ

      “ทำไม ทำเสียงแบบนั้นหล่ะ ?” วอนชิกที่ยืนพิงอยู่ที่ข้างโต๊ะทำงานของแจฮวาน หันไปถามแจฮวานอย่างสงสัยทันที

      “นี่ขอรับ ท่านผู้นำ” พ่อบ้านนำจดหมายสีดำที่ถืออยู่ นำมาวางบนโต๊ะให้แจฮวานตรงหน้า

      “ขอบคุณครับ พ่อบ้านฮงมีอะไร ก็กลับไปต่อเถอะ” แจฮวานหยิบเอาจดหมายนั้นขึ้นมาพร้อมทั้งบอกให้พ่อบ้านกลับออกไปได้

      “ขอรับ” พ่อบ้านโค้งให้แจฮวานอย่างนอบน้อม แล้วจึงเดินกลับออกไป


      “เฮ้อ...” แจฮวานแอบถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะเปิดซองเอาจดหมายที่อยู่ข้างออกมาอ่าน



-ข้อความของจดหมาย-

ถึง Knight อีแจฮวาน

กรุงอินซอมเนีย ถูกโจมตีโดยกองทัพของจักรวรรดิ จึงเป็นเหตุทำให้ องค์ราชันย์เอ็น สวรรคต พร้อมทั้ง Knight อีฮงบิน และประมุขฮันซังฮยอก ...

ดังนั้น ท่านฮันรีเธีย ผู้เป็นทายาทสืบสายเลือดของประมุขฮันซังฮยอก จะขึ้นรับตำแหน่งประมุขคนใหม่ Zea’die’to ทันทีเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย

จาก นายพล คิมแจจุง




“ฮยอง...” วอนชิกค่อยๆใช้หัวแม่มือเกลี่ยเช็ดน้ำตาที่มันไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้นของแจฮวานเบาอย่างทะนุถนอม ด้วยความรู้สึกที่สุดแสนจะเป็นห่วง

“วอนชิกอา...พวกเค้าจากเราไปหมดแล้ว” แจฮวานพูดเสียงเบาหวิวพร้อมทั้งเอนหัวซบหน้าพิงเข้ากับตัวของวอนชิกอย่างอ่อนแรงทั้งน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจจะห้าม

“...ครับ” วอนชิกซุกหน้าลงไปซบที่ศรีษะของแจฮวานพร้อมทั้งกอดแจฮวานเอาไว้แน่น จากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็ร้องไห้ด้วยกันเงียบๆ



-เวลาต่อมา-

          "ตอนนนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์(Lucis) ที่เอ็นฮยองยอมเสียสละตน เพื่อปกป้องความผาสุขของประชาชนชาวลูเซียนไว้มานานหลายปี ...แล้ววันนี้ก็มาถึง วันนี้ Lucis ถูกทำลาย" 

          แจฮวานเล่าขึ้นหลังจากทำใจเลิกร้องไห้แล้ว

          "นานแล้วที่ชั้นไปพบเอ็นที่ปราสาท เมื่อครั้งที่สูญเสียแทคอุนฮยอง... ที่ห้องพักของประมุขน้องเลโอ เอ็นฮยองได้บอกกับชั้นไว้ว่า"



'แจฮวาน ดูเขาสิ ชั้นสงสารเขาเหลือเกิน
โชคชะตาของเลโอนั้น...มันทำให้ชั้นรู้สึกเศร้าและเจ็บปวด

แทคอุนเองก็เช่นกัน โชคชะตาของเขา...ที่ถูกลิขิตให้มาพบเจอกับชั้น
เขาต้องพบเจอแต่เรื่องที่ทำให้เขาร้องไห้ กลัวและเสียใจ
เพราะชั้นคนนี้มาตลอด

ชั้นรู้ว่าสักวันมันจะต้องเกิดขึ้น 
แต่ถึงกระนั้น...ฉันก็ไม่สามารถช่วยเขาเอาไว้ได้
ชั้น...ชั้นได้แต่กอดลูกเอาไว้ และมองดูเขาจากไป
เจ็บ...ชั้นเจ็บปวดเหลือเกินแจฮวาน

โชคชะตาที่ถูกลิขิตมาเช่นนี้ ...ชั้นจะเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้เหรอ?
ตราบใดที่ชั้นยังอยู่...ชั้นจะปกป้องเขา
จะปกป้องเลโอลูกของชั้นเอาไวให้นานที่สุด'



          "ในตอนนั้น ชั้นก็ยังไม่ได้เข้าใจ ในสิ่งที่เอ็นฮยองพยายามจะบอกนักหรอก เพราะชั้นคิดตื้นๆเพียงว่า มันคงไม่มีอะไรมาก เอ็นฮยองเสียใจที่ไม่สามารถช่วยแทคอุนฮยองเอาไว้ได้ เอ็นฮยองก็เลยปฏิญาณตนออกมาอย่างนั้น"

          แจฮวานพูดนึกถึงในวันเวลาเก่าๆที่ผ่าน

          "เอ็นฮยองก็เป็นอย่างนี้ ชอบเก็บเงียบไว้คนเดียว" วอนชิกพูด

          "ใช่ เขาเป็นแบบนั้นแหละเอ็นฮยองน่ะ เราไม่มีทางรู้อะไรเลย ไม่รู้เลยว่าการที่เอ็นฮยองขึ้นรับสืบทอดราชบัลลังก์ จากฝ่าบาท(เฮอร์เมส)มันจะเป็นการ...แลกด้วยชีวิตแบบนั้น" 

          แจฮวานเริ่มน้ำตามซึมขึ้นมาอีกหน

          "เลโอก็เช่นกัน เกิดมาในช่วงสงคราม...ต้องหลบซ่อนตัวจากภัยสงครามอยู่แต่ในฐานทัพใต้ดินตั้งแต่เกิดจนอายุเกือบสามขวบ ถึงได้ออกมาสัมผัสโลกบนดิน แล้วจากนั้นก็ย้ายเข้าไปอยู่ในปราสาทแห่งราชวงศ์ Lucis  ...จนอายุได้ห้าขวบ จึงถึงเวลาที่เลโอจะได้พบกับพ่อของเขาเฝ้ารอคอย" แจฮวานเล่า

          "เลโอเป็นเด็กอดทนเก่ง เหมือนพ่อเขา...แทคอุนฮยอง" วอนชิกพูด

          "น้อยครั้งที่จะเห็นเลโอร้องไห้ เฮ้อ...ตอนนี้คิดไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นยังไงบ้าง สูญเสียทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งบ้านเมือง...ชั้นรู้สึกเป็นห่วงเขาเหลือเกิน กษัตริย์น้อยของชั้น" แจฮวานพูดเสียงเศร้า

          "แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่เลโอหรอกนะที่ต้องสูญเสีย" วอนชิกพูดขึ้นพร้อมทั้งเดินเข้ากุมมือของแจฮวานขึ้นมาไว้อย่างให้กำลังใจด้วย

          "รีเธียเองก็สูญเสียทั้งพ่อและแม่ของเธอไปด้วยเช่นกัน ...หลานสาวที่น่ารักของชั้น หวังว่าเธอคงยังสามารถเป็นเด็กน้อยผู้น่ารัก ร่าเริ่ง สดใสของทุกคนได้เช่นเดิม" แจฮวานพูดขึ้นอย่างเป็นห่วงกังวลใจถึงหลานสาวของตัวเองจากใจ

          "เพราะฮงบินไม่อยากทิ้งเอ็นฮยองผู้เป็นองค์ราชันย์ของเขาให้อยู่ที่ Lucis โดยไร้ Knight ที่คอยปกป้องอยู่เคียงข้าง จึงตัดสินใจกลับไปอยู่ที่ Lucis หลังจากแต่งงานและให้กำเนินทายาทเป็นลูกสาวแสนน่ารักชื่อว่า รีเธีย เพียงแค่สองปี
          ฮงบินพาลูกสาวไปอยู่ที่อาณาจักร Lucis ในเมืองหลวงกรุงอินซอมเนีย โดยที่ซังฮยอกก็ตามฮงบินและลูกสาวของตัวเองไปอยู่ที่คฤหาสน์ที่พวกเค้าได้ซื้อเอาไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานกัน 
          ซังฮยอกไม่ได้อยู่ประจำกับฮงบินและลูก นานเกินครั้งละสี่ถึงห้าเดือน เพราะว่าหน้าที่ของประมุขใหญ่ของ Zea'die'to ที่ซังฮยอกต้องรับผิดอยู่ จึงทำให้ซังฮยอกต้องย้ายไปย้ายมา ระหว่างกรุงอินซอมเนียกับกรุงโซล" แจฮวานเล่า

          "ตกใจอยู่เหมือนกันนะ ที่พวกเค้าแต่งงานกัน" วอนชิกว่า

          "ซังฮยอกนะ เขามองแค่ฮงบินมาตั้งแต่ตอนเด็กแล้วน่ะ" แจฮวานบอก

          "อย่างนั้นเหรอ?" วอนชิกเสียงไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง

          "ใช่ ซังฮยอกนะชอบฮงบินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ที่เห็นว่าทำเฉยอยู่อย่างนั้น ก็เพราะเขารู้ว่าฮงบินชอบเอ็นฮยองพี่ชายของเขา ดังนั้น ซังฮยอกจึงทำเพียงแค่แอบมองฮงบินอยู่คนเดียวเงียบๆยังไงล่ะ

          "น่าเหลือเชื่อ" 

          "ซังฮยอกเหรอ?"

          "เปล่า" วอนชิกส่ายหน้าเบาๆแล้วจึงพูดขึ้นต่อว่า "ผมเหลือเชื่อ อีแจฮวาน คนนี้ต่างหาก"

          "ชั้น...งั้นเหรอ?" แจฮวานชี้นิ้วขึ้นมาที่หน้าตัวเองอย่างงงๆ

          "ใช่ ฮยองนั้นแหละ ...จริงๆก็เคยคิดนะ แต่ทว่า ก็ไม่คิดว่าฮยองจะรู้และเก็บความลับมากมายของหลายคนเอาไว้จริงๆเช่นนี้" วอนชิกบอก

          "ก็นะ บางสิ่งบางอย่างที่เรารู้มา...มันก็ดีกว่า หากเราจะทำเพียงแค่รู้ไว้ ไม่ต้องพูดมันออกมา เพราะมันอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อใครก็เป็นได้" แจฮวานบอก

          "เพราะแบบนี้ไงล่ะ ...ผมถึงได้ชอบฮยอง อีแจฮวาน" วอนชิกพูดเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินในประโยคสุดท้าย


          เพราะแจฮวานผูกหัวใจทั้งใจไว้กับฮัคยอนเพียงผู้เดียวไปแล้ว แจฮวานจึงไม่สามารถตอบรับความรักที่วอนชิกมีให้เขาได้
          แจฮวานกับวอนชิกอยู่ด้วยกันในฐานะคนสนิท 
          แจฮวานรู้ว่าวอนชิกรู้สึกอย่างไรกับตัวเอง และแจฮวานเองก็ได้บอกกับวอนชิกไปตามความจริงแล้วว่า 


'ชั้นรู้ว่านายคิดยังไง รู้สึกยังไงกับชั้น
และชั้นก็แค่อยากขอโทษนาย ที่ฉันคงไม่สามารถตอบรับนายได้
ทั้งหมดหัวใจของชั้น มันเป็นของเอ็นฮยองไปตั้งแต่แรกแล้ว
และมันก็ไม่สามารถเปลี่ยนจากเอ็นฮยองเป็นใครได้อีกแล้วด้วย

ชั้นจะไม่บอกให้นายหยุดความรู้สึกของนายหรอกนะ วอนชิก
ถ้าหากนายยอมรับได้ในข้อนี้ ...ชั้นก็จะไม่ไล่นายไป'


'การรักใครสักคน ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีทางสมหวังหรอก
แต่เราก็ยังไม่สามารถตัดใจ หยุดรักเค้าได้เนี่ย
มันเจ็บปวดนะ แต่มันก็มีความสุขที่ได้รักเค้า
มันแปลกดีนะว่ามั้ย?
ความรัก' 



 







~~~~~~~~

O'er rotted soil, under blighted sky, 
A dread Plague the Wicked has wrought
In the Light of the Gods, Sword-Sworn at his Side,
'Gainst the Dark the King's Battle is fought
From the Heavens high, to the Blessed below.
Shines the Beam of a Peace long besought

"Long live thy Line and these Stones divine,
For the Night when All comes to Naught"

-Cosmogony 15:2, "Nadir"- 

~~~~~~~~~~



To be continued....


         

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น