THE FREAK OUT ! [fic vixx leon]

ตอนที่ 40 : The Freak Out ll ep.6 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 มี.ค. 61


THE FREAK OUT ll
회 6




วันต่อมา ท่าเทียบเรือกลาดิน

          ในวันนี้สภาพอากาศโดยทั่วไป ค่อนข้างมีหมอกหนาปกคลุม จึงทำให้ในวันนี้ท้องฟ้าไม่สดใสปลอดโปล่งอย่างเช่นทุกวัน

          ณ ห้องพักที่รีสอร์ทของกลาดิน

          เลโอที่พึ่งจะตื่นนอน ก็ลุกขึ้นมานั่งทำหน้าง่วง ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหน้าลูบตาให้ตัวหายง่วง

          "โอ๊ะ....ตื่นแล้วเหรอ" น้ำเสียงคล้ายคนที่มีความกังวลใจอะไรอยู่ของวาร์โรเอ่ยทักขึ้น เมื่อเห็นเลโอลุกขึ้นมานั่งมึนๆอยู่ข้างเตียง

          " ..... " เลโอที่ยังคงรู้สึกมึนๆง่วงๆก็ลุกออกจากเตียง เพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัว ล้างหน้าล้างตาให้ตัวเองสดชื่นกว่านี้

          พอลุกเดินออกมาจากเตียงนอน ก็เห็นวาร์โรกับคาร์ดิสยืนอยู่กันคนละมุม

          "ยอนหล่ะ?" เลโอถามหายอนทันทีที่ไม่เห็นอยู่ในห้องด้วย

          "เดี๋ยวก็คงมานั่นแหล่ะ" คาร์ดิสตอบ

          จากนั้นเลโอก็ไปจัดการธุระส่วนตัว เสร็จแล้วก็ออกมารอยอนที่ออกไปข้างนอกยังไงกลับเข้ามาสักที



          ผ่านไปพักใหญ่

          แกร๊ก...

          ประตูหน้าห้องพักของพวกเค้าก็ถูกเปิดเข้ามาจากคนที่หายออกไปแต่เช้า

          พอดีได้ยินเสียงประตูเปิด เลโอที่ยืนมองวิวทะเลอยู่ ก็รีบหันกลับเข้ามาที่หน้าประตูห้องทันที

          ร่างสูงโปร่งของยอนเดินเข้ามาในห้องช้าๆ พร้อมทั้งถือหนังสือพิมพ์เข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วเมื่อเดินเข้าอยู่ในห้องแล้ว ก็หันไปมองหน้าเลโออย่างลำบากใจทันที

          "อะไร ทำไมต้องมองชั้นแบบนั้นด้วย ?" เลโอถามขึ้นอย่างสงสัยทันที

          " .... " ยอนยังคงไม่ได้พูดอะไรทันที เค้ามาหาคาร์ดิสที่ยืนอยู่ใกลๆแล้วจึงยื่นหนังสือพิมพ์ที่ถือเข้ามาด้วยส่งให้คาร์ดิส แล้วจึงพูดประโยคแรกขึ้นมาว่า "ไม่ว่าสำนักพิมพ์ไหนๆก็เหมือนกัน"

          "เรื่องอะไร ?" เลโอถาม

          "อินซอมเนีย....ล่มสลาย" วาร์โรยื่นหน้าเข้าไปอ่านหัวข้อข่าวที่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่คาร์ดิสถืออยู่

          "อะ...หา?!!!!" เลโอพูดคำว่าหาเสียงหลงทันที ที่ได้ยินคำพูดของวาร์โร ก่อนจะขมวดคิ้วเครียดแล้วพูดออกไปว่า "พูดบ้าอะไรหน่ะ!?"

          "ใจเย็นๆ แล้วฟังก่อน เลโอ" ยอนหันมาพูดกับเลโอ

  •           "จะให้ชั้นใจเย็นงั้นเหรอ!?" เลโอพูดพร้อมเดินเข้าไปหายอนอย่างต้องการคำอธิบายในเรื่องบ้าๆที่เค้าได้ยิน ว่าให้มันเป็นเพียงการล้อเล่น

          "ดูเหมือนว่าอินซอมเนีย...ถูกทัพจักรวรรดิ...เข้าโจมตีหน่ะ" ยอนอธิบายอย่างใจเย็น

          "เมื่อวาน เกิดความอลหม่านขึ้นระหว่างพิธีลงนาม" คาร์ดิสอ่านข่าวที่เขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ "ทัพจักรวรรดิเข้าถล่มเมืองหลวง....ส่วนองค์ราชันย์นั้น...สวรรคต"

          เลโอหลบสายตาลงต่ำอย่างไม่สามารถทำใจเชื่อและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งภาพและรายละเอียดของข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ 




          เลโออึ้งช็อคอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยพูดอย่างไม่ยอมเชื่อว่า "เฮ้ย เดี๋ยวก่อนสิ"

          "ทรงเก็บเงียบไว้เลยนะ" ยอนพูดพร้อมเดินก้มหน้าออกไปเล็กน้อย

          "หมายความว่าไง ?" เลโอหันไปถามยอนทันที

          "เมื่อวานมีพิธีลงนาม แล้วอินซอมเนียก็..." ยอนเอ่ยขึ้น

          "อย่าบอกนะว่าที่ให้เราไปหาวีเด้นส์ที่อัลทิสเซียก็..." เลโอพูดเสียงเครียดเมื่อเริ่มจะเข้าใจ สิ่งที่ยอนจะพูด

          "ทรงคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว !" ยอนหันหน้าไปพูดกับเลโอจริงจัง "ถึงอย่างงั้น ข่าวกลับลงว่าเป็นการโจมตีแบบไม่คาดคิด ...ทุกฉบับจากในเมืองลงไว้อย่างนั้น"

          "โกหกน่า...." เลโอทำหน้าช็อค จนแทบทำอะไรต่อไปไม่ถูก

          "แบบนั้น..." วาร์โร ที่ยืนหันหลังก้มหน้ากุมมืออย่างคนคิดไม่ตกอยู่อีกมุมพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ "มัน..."

          เสียงถอนหายใจออกมาอย่างอึดอัด เมื่อทุกคนต่างเริ่มคิดหนักกับสถานการณ์  เลโอค่อยๆเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟาที่ห่างออกไป เพราะตอนนี้เค้าไม่สามารถจะยืนอยู่อย่างนั้นต่อไปได้อีกแล้ว เรื่องที่รับรู้...มันหนักหนาเกินไป ที่จะทำใจยอมรับได้ในตอนนี้

          "อืม...แล้วรู้อะไรอีกไหม?" คาร์ดิสทิ้งมือข้างที่ถือหนังสือพิมพ์ลง แล้วจึงหันหน้าไปถามยอนที่ยังคงนิ่งอยู่ที่เดิม

          " .... " ยอนส่ายหน้าปฏิเสธว่าเค้ารู้มาก็มีเท่านี้

          "อืม ก็มีแต่จะต้องไปดูกับตาตัวเองเท่านั้นสินะ" คาร์ดิสพูดขึ้น

          "ถ้างั้น เรากลับอินซอมเนียกันเถอะ" วาร์โรรีบหันกลับมาบอกกับทุกคน

          "มันยังอันตรายเกินไปนะ" ยอนพยายามจะบอกให้ทุกคนคิดและใจเย็นก่อน

          "อยู่ที่นี่ก็คงไม่ต่างกันหรอกเหรอ?" วาร์โรถามกลับ

          พอวาร์โรถามแบบนั้นขึ้น ทุกก็เงียบไปทันที

          "ว่าไง เลโอ ?" เมื่อทุกคนต่างเงียบ คาร์ดิสก็เลยต้องหันไปถามเลโอผู้ที่ควรเป็นคนตัดสินใจ 
      แล้วทุกคนก็มองมาที่เลโออย่างรอคอยคำตอบ ที่เลโอจะต้องเป็นคนเลือกตัดสินใจว่าพวกเค้าควรจะไปทางไหนต่อ กับสถานการณ์ในตอนนี้

          " .... " เลโอก้มหน้านิ่งคิดอยู่นาน แล้วจึงค่อยเงยหน้าขึ้นไปหาทุกคน แล้วจึงเอ่ยบอกกับทุกคนว่า "เอ่อ ...เราจะกลับไป"



-ระหว่างทางกลับไปกรุงอินซอมเนีย-

          ยอนขับรถพาทุกคนออกจากกลาดิน แล้วขับรถย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อกลับไปที่เมืองหลวงอินซอมเนีย

          ระหว่างทาง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้ม และมีฝนตกลงมาปรอยๆตลอดเส้นทาง 

          "เฮ้อ....ทุกคน ปลอดภัยรึเปล่านะ ?" วาร์โรถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างนึกเป็นห่วงคนในเมือง

          "เฮ้อ จะปลอดภัยได้ไงเล่า" เลโอพูดเสียงจนใจกับเรื่องแบบนั้น

          "ยังไม่รู้หรอก" ยอนพูดเพื่อไว้ อย่างคนใจเย็นและมีสติอยู่ตลอดเวลา

          "หา? ปราสาทกับเมืองถูกถล่มไปแล้วนะ !" เลโอร้องขัดขึ้นอย่างคนที่ยังทำใจเย็นไม่ได้ในสถานการณ์ตอนนี้

          "ใจเย็นน่า" คาร์ดิสหันไปเตือนเลโอ ที่เหมือนจะสติแตกขึ้นมา ให้ใจเย็นลง

          "ท่านแม่ก็ปล่อยให้มันหลอกซะได้" เลโอพูดอย่างแค้นใจ

          "เฮ้ย พอได้แล้ว!" คาร์ดิสพูดเสียงดุเข้มกับเลโอ

          "ถูกจักรวรรดิ...หักหลังสินะ" วาร์โรพูดเดาสิ่งที่ตัวเองคิดอย่างกังวล

          "ก็เพราะไม่รู้ความจริงเป็นยังไง ถึงต้องกลับไปนี่ไง" ยอนยังคงเอ่ยพูดอย่างใจเย็น ให้ทุกคนได้ตระหนักว่า ยังไม่ควรที่จะด่วนตัดสินอะไร ตอนนี้

          "บ้าบอสิ้นดี ...สงบศึกบ้าอะไรกัน" เลโอยังคงพูดออกมาด้วยความโกรธแค้นเคืองไม่หาย

          บนน่านฟ้าเหนือหลังคารถขึ้นไป ก็มียานบินรบลำใหญ่ของจักรวรรดิสามลำ กำลังลอยผ่านรถพวกเค้า เข้าไปในเมืองหลวง


          "ดูนั่นสิ" คาร์ดิสชี้นิ้วออกไปด้านนอกบนน่านฟ้า ที่กำลังมียานบินรบลอยนำพวกเค้าไปข้างหน้าอยู่

          "ยานรบจักรวรรดิ" ยอนบอก "เอาไว้ขนทหารกับพวกหุ่นจักรกล"

          "หุ่นยนต์เหรอ ?" เลโอถาม

          "อ่า เป็นหุ่นแบบมนุษย์ที่ผลิตขึ้นจำนวนมากน่ะ" ยอนอธิบายเพิ่ม

          "สนธิสัญญาล่มไปซะแล้ว" วาร์โรยังคงพูดเสียงอ่อนอย่างไร้ความร่าเริงเช่นปกติ ก่อนจะชี้มือออกไปตรงหน้าพร้อมทั้งร้องบอกทุกคนด้วยเสียงตกใจที่ดังขึ้นว่า "เฮ้ ดูนั่นสิ !"

          "....." ยอนรีบหยุดรถทันที เมื่อเห็นว่าที่ทางด้านหน้า ตรงประตูเข้าเมืองด้านหน้า ที่มันห่างออกไปเกือบประมาน 2 ไมล์ มีทหารของพวกจักรวรรดิตั้งด่านตรวจรถที่เข้าเมืองอยู่

          "ทางเข้าเมืองถูกปิดแล้วงั้นเหรอ" ยอนพูดขึ้น

          "ไปต่อไม่ได้แล้ว ..งั้นก็ไปทางอื่น" คาร์ดิสบอก 

          "อืม" ยอนถอยรถกลับออกมาที่แยกที่เค้าขับผ่านมาก่อนหน้า แล้วจึงขับเลี้ยวไปอีกทาง ที่เป็นทางขึ้นเขาแทน


          ยอนขับรถเข้ามาตามทางเลี่ยงเขาแคบๆอยู่ 2-3 ไมล์ ก็มาถึงกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก 

          "เลยเข้าไปอีกนิด ก็จะถึงจุดที่มองเห็นเมืองได้แล้วล่ะ" ยอนจอดรถแล้ว จึงได้บอกกับทุกคน

          แกร๊ก... เลโอเปิดประตูรถลงมาเป็นคนแรก ตามด้วยยอน คาร์ดิส และวาร์โร

          "ไปกันเถอะ" เลโอบอกกับทุกคน แล้วจึงวิ่งนำทุกคนขึ้นไปตามช่องทางแคบๆที่ค่อนข้างรกร้างเพราะเป็นเขตที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามา

          วิ่งไปตามทางที่ยอนบอกกันอยู่สักพัก ทั้งสี่คนก็สามารถออกมาถึงตรงลานกว้างบนหลังเขาที่มันสามารถมองออกไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำเข้าเมืองหลวงได้พอดี



-รายงานข่าว-
เกี่ยวกับสัญญาสงบของสองอาณาจักรที่ล่มไปแล้วนั้น
หลังเหตุในครั้งนี้ ก็ได้มีประกาศยึดครองออกมาแล้วครับ
นอกเหนือจากการสวรรคตขององค์ราชันย์เอ็น
ประมุขน้อยเลโอ และเจ้าหญิงวีเด้นส์ เทพธิดาจากราชวงศ์ฟลอร์เรทของ Tenebrae 
ล้วนถูกยืนยันว่าทุกท่านถึงแก่---

         


          วาร์โรทนฟังรายงานข่าวที่ตัวเองเปิดในมือถือต่อไปไม่ได้ จึงปิดมันทันที

          "เปิดต่อสิ!" คาร์ดิสให้กลับไปบอกวาร์โรที่ยืนมือสั่นอยู่ด้านหลัง ให้เปิดข่าวต่อ

          "ฮะ อะ...ข ...ขอโทษ"  ตอนนี้วาร์โรเป็นเหมือนคนที่ไร้สติ ทำอะไรไม่ถูกไปหมด แม้แต่โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือ เค้าก็ยังทำมันหลุดออกจากมือตกลงพื้นไปเลย ตอนที่กำลังจะเปิดข่าวในนั้นอีกครั้ง

          ตุบ 

          "อะ อ่ะ.." วาร์โรชะงักค้างทันทีในท่าที่กำลังจะลงไปเก็บโทรศัพขึ้นมา เพราะเสียงพูดของเลโอที่หันมาบอกว่า

          "ไม่จำเป็นหรอกน่า!" เลโอหันมาบอกนิ่งๆแล้วจากนั้นก็หันไปมองที่ทางเมืองหลวงอีกครั้ง

          "อ่า..." วาร์โรพยักเข้าใจแล้วนั่งลง  ยอนที่ยืนเช็คข่าวในโทรศัพท์ของเค้าอยู่ข้างๆกับวาร์โร ก็ขยับตัวลงไปเก็บโทรศัพท์ของวาร์โรขึ้นมายื่นให้วาร์โร ที่ยังมีท่าทางไม่โอเคเท่าไหร่

          ตื๊ดดด ตื๊ดดด

          เลโอล่วงเอาโทรศัพท์ที่มันสั่นเพราะสายเรียกเข้าออกมาจากในกระเป๋ากางเกง ขึ้นมากดรับ

          เลโอกดรับสายโทรเข้า "ฮะ ฮัลโล ...ท่านอาแจจุง?" 

          [ยังปลอดภัยดีสินะ] แจจุงพูดเสียงโล่งใจ

          "มันยังไงกันครับ ?" เลโอถามขึ้นทันที

          [ตอนนี้อยู่ที่ไหน?] แจจุงถาม

          "นอกเมืองสิครับ กลับเข้าไปไม่ได้เลย !"

          [อ่า]

          "อ่า? อ่าอะไรเล่า?" เลโอผู้ร้อนใจเหวี่ยงใส่แจจุงทันที "นี่มันเรื่องอะไร? พวกผมควรจะทำยังไงดี !? ท่านแม่หล่ะ ? วีเด้นส์หล่ะ ?" เลโอทั้งพูดทั้งเดินวกวนกลับไปกลับมาอยู่ตรงนั้นอย่างคนที่ไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้กับสถานการณ์ในตอนนี้

          "ที่ว่าประมุขน้อยตายแล้วเนี่ยมันยังไง? อธิบายมาสิครับ!" เลโอพูดเสียงดัง

          [ชั้นกำลังจะออกจากนี่ แล้วไป Hammerhead] แจจุงบอกเพียงแค่สิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ได้ตอบอธิบายอะไรที่เลโอถาม

          "หา?" เลโอหาเสียงสูงทันที ที่ได้ยินท่านอาของตัวตอบกลับมาแบบนั้น

          [เรื่องฝ่าบาทหน่ะ...คือความจริง] แจจุงพูดเสียงเผ่วเบาป่นมาด้วยความเศร้าเจ็บปวด

          " ....!!! " เลโอเบิกตากว้าง แล้วหันหน้ากลับเข้าไปมองที่เมืองหลวงอีกครั้ง

          [เดี๋ยวชั้นจะเล่าเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง] แจจุงกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอีกครั้ง 

          " ...... " เลโอยังคงจ้องมองออกไปในเมืองหลวง พร้อมทั้งรับฟังสิ่งที่ท่านอาพูดด้วย

          [ก่อนอื่น ออกมาจากตรงนั้นก่อน แล้วมาหาชั้น...รู้ใช่มั้ยว่าที่ไหน?]

          "ครับ..."

          [อืม ไว้เจอกันนะ]

          "อืม" แล้วเลโอก็ค่อยๆทิ้งแขนข้างที่ยกโทรศัพท์ลงมาไว้ที่ข้างลำตัวช้าๆอย่างอ่อนแรง

          "ท่านนายพลเหรอ?" ยอนเดินเข้าไปถามเลโอว่าคนที่โทรเข้ามานั้นคือท่านพ่อของเค้าใช่รึเปล่า " ท่านว่ายังไงบ้าง? "

          "บอกว่ากำลังไป Hammerhead"  เลโอตอบเพียงสั้นๆด้วยน้ำเสียงที่พยายามอย่างที่สุด ...ที่จะไม่ให้มันสั่นเคืองมากไปกว่านี้

          "เอ่อ..." คาร์ดิสเดินเข้าไปหาเลโอบ้าง "แล้วฝ่าบาทหล่ะ?"

          " ..... " เลโอเงียบไปตอบอะไร เพียงแต่มองออกไปตรงหน้า ที่เป็นเมืองหลวง...ที่ที่มันเคยเป็นบ้านที่สงบสุขของเค้า ...ที่ที่มัน....

          แต่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนๆก็เห็นแต่หมอกควัน กลุ่มควันที่เกิดจากระเบิดมันยังคงลอยขึ้นมาตามจุดต่างๆอยู่ทั่วเมือง 

          เพียงเท่านั้น...ทุกคนก็เข้าใจได้แล้ว





-ประตูทางเข้า-ออกเมืองเก่า ร้างคนเฝ้ายามแห่งหนึ่ง-

          ตึก ตึก ตึก

          เจ้าหญิงวีเด้นส์เดินออกไปหาสุนัขสีขาวกับสุนัขสีดำของเธอทั้งสองตัวที่วิ่งเข้ามาหาเธอ

          เธอนั่งคุกเข่าลงไปจับหัวลูบตัวสุนัขทั้งสองตัวของเธอด้วยความคิดถึงอยู่ซักพัก แล้วเธอจึงแกะเอาของบางอย่างที่ผูกติดอยู่ที่ตัวสุนัขสีดำออกมา

          สิ่งที่เธอหยิบขึ้นมาคือ สมุดบันทึกเล่นหนึ่งของเธอ ที่เธอเคยส่งไปให้เลโอเมื่อหลายวันก่อน

          เธอจ้องมองสมุดบันทึกที่ถืออยู่ด้วยสีหน้าดีใจและโล่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าและทุกข์ใจ

          ตึก ตึก ตึก

          เสียงรองเท้าของผู้หญิงอีกคนเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ เจ้าหญิงเงยหน้าขึ้นไปมองเธอที่มาใหม่ แล้วจึงลุกขึ้นยืน

          เจ้าหญิงล่วงมือเข้าไปเอาของบางที่เก็บอยู่ในกระเป๋าขึ้นมากำเอาไว้แนบอกก่อนครู่หนึ่ง แล้วจากนั้นเจ้าหญิงจึงค่อยยื่นมือข้างนั้นออกไปด้านหน้าของผู้หญิงสวยผู้มีบุคลิกสงบเย็นที่ยืนอยู่ตรงหน้า แล้วจึงแบมือที่กำอยู่ออกให้ผู้หญิงคนนั้นดูสิ่งที่อยู่ในมือของเธอ

          ผู้หญิงชุดดำผู้มีบุคลิกดูสงบเย็นหลับตาพยักหน้ายิ้มบางให้เจ้าหญิงช้าๆ อย่างรับทราบ เมื่อได้เห็นแหวนอันทรงพลังของ Lucii อยู่ในมือของเจ้าหญิง

          เมื่อเธอคนนั้นรับทราบแล้ว เจ้าหญิงก็กำแหวนกลับเข้ามาแนบอกไว้ แล้วจึงหลับตาก้มหน้าลงเพื่อนึกภาวนาถึงบางสิ่งอีกครั้ง









-กลับไป Hammerhaed-


          "หน่วยองค์รักษ์คงเป็นอดีตไปแล้วสินะ" คาร์ดิสพูดน้ำเสียงเศร้า

          "อ่า ท่านพ่อถึงได้ออกมาข้างนอกนี่ไง" ยอนบอก

          "ในเมือง จะเป็นยังไงกันนะ" วาร์โรยังคงพูดถึงเมืองหลวงด้วยความเป็นห่วง

          "เรื่องนั้นเดี๋ยวเมื่อถึงเวลาก็คงรู้เองนั่นแหละ" ยอนบอกวาร์โร

          "เล่นเอาปั่นป่วนกันไปหมดเลยนะเนี่ย" คาร์ดิสว่า

          "แล้วจากนี้พวกเราจะเอายังไง?" วาร์โรถามขึ้นอย่างกังวล

          "ตอนนี้ไป Hammerhead แล้วส่วนเรื่องอื่นไว้ค่อยคิดทีหลัง" คาร์ดิสบอก "มีข้อความมาจากรีเธียหล่ะ บอกว่ากำลังไปเลสทัลลัมกับคนอื่นๆ"

          "อื้ม น้องสาวปลอดภัยสินะ" วาร์โรพูดเสียงดีใจกับคาร์ดิสเรื่องน้องสาวของคาร์ดิส

          "อ่า แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะโชคดีอะไรที่หนีออกมาได้หล่ะนะ" คาร์ดิสพูดอย่างอดนึกสงสัยไม่ได้ เพราะตอนเกิดเหตุ...น้องสาวของเค้าอยู่ในเมือง...แต่ว่าหนีออกมาได้แบบมันก็เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อยเลย แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว

          "ต้องขอบใจที่ลงข่าวว่าเลโอตายแล้ว" ยอนพูดขึ้น "ตอนเดินทางก็คงจะไม่เป็นที่สะดุดตามาก" 

          "ถึงจะกลับไม่ได้...แต่การเดินทางยังคงไม่สิ้นสุด" วาร์โรพูด ในขณะเดียวกับที่ยอนเลี้ยวรถเข้าไปในปั้มของ Hammerhead พอดี

          "นั่นสินะ" เลโอพูด "ไปกันเถอะ"

          เป็นเลโออีกครั้งที่เปิดประตูลงมาจากรถก่อนใคร


          "โย่!" คาร์ดิสยกมือทักทายชิโดนิที่ออกมายืนรออยู่ตรงนั้น

          "ยินดีต้อนรับ" ชิโดนิพูด

          "เออ...อา" วาร์โรยืนออ้ำอึ้งพูดอะไรออกมาไม่ถูกอยู่ตรงหน้าชิโดนิ

          "อากาศก็ไม่ดีเลย ลำบากกันหน่อยนะ" ชิโดนิพูด เมื่อเห็นเลโอกับยอนเดินอ้อมมาจากอีกฝั่งของรถ

          "รบกวนด้วย" ยอนพูดกับเธออย่างสุภาพเหมือนเดิม

          "ท่านนายพลล่ะ?" เลโอถามเธอ

          "อ่า ท่านบอกว่ามีธุระ ก็เลยออกไปแล่วน่ะ"  ชิโดนิบอก "แต่เห็นว่าท่านฝากข้อความไว้กับปู่ด้วยนะ"

          "อืม" เลโอพยักหน้าเข้าใจ

          "ได้ยินมาแล้ว... เป็นห่วงแทบแย่" เธอพูดก่อนที่เลโอจะเดินเข้าไปหาปู่ของเธอ




-ด้านในอู่-


          "...คริสตัลกับแหวน คือเป้าหมายของพวกจักรวรรดิมันหล่ะ" ลุงซิตส์เล่าสรุปเหตุการณ์ที่พอรู้มาให้พวกเลโอฟัง

          "ดังนั้น การพูดคุยเรื่องสันติสุขก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น" ยอนพูดขึ้นหลังจากที่ได้ฟังลุงซิตส์เล่า

          "พวกมันทำเหมือนท่านแม่เป็นคนโง่..." เลโอกัดฟันพูดอย่างแค้นใจ

          "พูดเป็นเด็กไปได้!" ลุงซิตส์พูดดุเลโอ ที่เลโอพูดแบบนั้นออกมา "เอ็นไม่ได้เพิ่งเกิดมาเมื่อวานนี้... Lucis เสียบเปรียบกว่า...แม่ขอท่านเองก็พยายามสุดความสามารถ...เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น แล้วเขาก็ไม่อยากแพ้ทั้งที่ไม่ได้สู้ แต่ว่า...ในที่สุดแล้ว...มันก็ยังไม่พอ"

          ลุงซิตส์เล่าจบก็ก้มหน้านิ่งจมไปกับความคิดของตัวเอง ร่วมถึงพวกเลโอที่ยืนฟังทุกอย่างด้วยกัน ต่างก็นิ่งซึมและเศร้าเสียใจกับเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นไปแล้วนั้น

          นานอยู่พักหนึ่ง ที่ทุกคนต่างพากันเงียบปล่อยตัวเองจมไปกับความรู้สึกเศร้าหดหู่ ลุงซิตส์ถึงได้เอ่ยพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า 

          "ถ้าต้องการข้อมูลอะไรอีก ท่านไปคุยกันแจจุงเถอะ" ลุงซิตส์บอกกับเลโอที่ยืนมองอยู่ แล้วจึงลุกเตรียมจะเดินออกไปข้างนอกอู่ แต่ก่อนจะเดินออกไปก็ยังได้บ่นขึ้นมาอีกว่า "ชั้นแทบจำไม่ได้แล้วล่ะ ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เจอเอ็นนั้นตอนไหน...อ่า มันรู้สึกเหมือนชาติที่แล้วเลย"

          เลโอมองตามหลังลุงซิตส์ที่เดินบ่นออกไป แล้วก็หันกลับมามองกรอบเล็กๆที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะข้างโซฟาของลุงซิตส์ ที่เป็นรูปถ่ายเก่าๆของผู้ชายสี่คน ที่มีท่านแม่ ท่านอาแจจุง ลุงซิตส์ และผู้ชายอีกคน 
          ภาพถ่ายใบนั้นดูๆแล้ว คงถ่ายกันไว้นานมากแล้ว คงน่าจะเป็นตั้งแต่สมัยที่ท่านแม่ของเลโอ อายุเท่าๆกับเลโอในตอนนี้แน่เลย ก็ทุกคนในรูปยังดูเป็นเด็กหนุ่มกันอยู่เลย

          ยืนมองรูปนั้นกันอยู่สักพัก แล้วทั้งสี่คนก็เดินออกมาหาลุงซิตส์ที่นั่งอยู่กับชิโดนิตรงเก้าอี้พักหน้าอู่

          "แจจุงฝากบอกว่า จะคอยอยู่ที่สุสานกษัตริย์" ลุงซิตส์บอกกับเลโออีกครั้ง เมื่อเลโอเดินออกมาหา

          "สุสานกษัตริย์ ?" วาร์โรพูดตามอย่างสงสัย

           "สุสานกษัตริย์อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ระหว่าทางมีจุดพักรถอยู่ ลองไปที่นั่นดูก่อนละกัน" ลุงซิตส์บอกข้อมูลเพิ่ม

          "เข้าใจแล้ว ขอบคุณครับ" ยอนเป็นคนเอ่ยรับ พร้อมทั้งโค้งขอบคุณและลาลุงซิตส์ไปตามหาท่านพ่อของเค้าทันที

          "ไปแล้วนะครับ" วาร์โรบอกและโค้งลา คาร์ดิสเองก็โค้งลาตามมารยาทเช่นกัน แต่ส่วนเลโอนั้น...เขาได้วิ่งนำทุกคนไปที่รถก่อนใคร ตั้งแต่จบคำพูดสุดท้ายของลุงซิตส์นั่นแหล่ะ


          แกร๊ก..ปึก ปึก

          บรื้นน นนนน

          ยังคงเป็นยอนอีกเช่นเคย ที่ทำหน้าที่ขับรถพาทุกคนออกไปยังหนทาง แห่งสถานที่ต่อไปของพวกเค้า....

          ถึงตอนนี้ฝนจะหยุดตกแล้วไปก็จริง แต่ว่า... ไม่ว่าจะมองออกไปดูที่ไหนๆ มันดูเศร้า...ดูหมองหม่อนไปเสียหมด..เหมือนกับว่า สิ่งมีชีวิตที่เคยทำให้มีความสุข ทำให้สดใส รื่นเริง และเบิกบานใจ มันได้หายไปแล้ว ณ ตอนนี้


          "ตอนนี้พวกเขาคงจะปิดเมืองไว้หมดแล้วหล่ะ" ยอนเอ่ยขึ้น

          "คิดว่าในเมืองจะเป็นไงบ้างนะ?" วาร์โรถามขึ้น

          "ชั้นไม่รู้หรอก...ก็รู้เท่านายนั่นแหล่ะ" เลโอบอกเสียงขี้เกียจ

          "เมื่อถึงเวลาก็รู้เองนั่นแหล่ะ" คาร์ดิสบอก

          "นั่นสินะ ...คำถามคือเมื่อไหร่? เฮ้อ.." ยอนพูดถอนหายใจสั้นๆ

          "ไม่อยากเชื่อเลยว่า...คริสตัลหายไปแล้ว" วาร์โรพูดเสียงใจหาย

          "เจ้าพวกนั่น มันเอาไปหมด!" คาร์ดิสพูดเสียงเจ็บใจ

          "งั้นเราก็ไปเอาคืนมา" เลโอพูดนิ่งๆ 

          "อ้า!" คาร์ดิสรับคำเสียงหนักแน่น

          "จุดจบยังอีกยาวไกล" ยอนบอกขึ้นอย่างต้องการให้ทุกคนเตรียมใจ


-ผ่านไปพักใหญ่-


          "พระอาทิตย์ตกแล้ว" ยอนพูดขึ้น "ถึงเวลาที่เราต้องหาที่พักกันแล้วล่ะ"

          "ฉันเห็นด้วย!" คาร์ดิสเองก็เห็นควรอย่างนั้น ฟ้าใกล้มืดแล้ว ควรต้องรีบหาที่พักกันดีกว่า เพราะการเดินทางในตอนกลางคืนมันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่

          "เลโอ" วาร์โรเอี่ยวตัวหันหน้ามาพูดกับเลโอที่นั่งอยู่เบาะหลัง

          "อะไรเหรอ?" เลโอถามกลับ

          "ทำไมเราไม่ไปพักที่นั่นล่ะ" วาร์โรเสนอ

          "ทาไม? ที่นั่นมีอะไรพิเศษอย่างนั้นเหรอ?" เลโอถามอีก

          "ก็เป็นที่ปลอดภัยของพวกเราไง ...เดี๋ยวถ้ามืดแล้ว พวกปีศาจนั่นต้องออกมาแน่" วาร์โรบอก

          "เอ่อ งั้นก็ตามใจ" เลโอพยักหน้าตกลง

          "โอเค! ได้ยินแล้วนะ ยอน" วาร์โรยกมือให้เลโอ แล้วจึงหันกลับมาบอกยอน

          "อืม ได้ยินชัดแล้ว" ยอนตอบวาร์โร แล้วขับไปมุ่งหน้าไปยังที่ที่พวกเค้าตกลงกันทันที


          ขับรถมาอีกซักพักก็มาถึงจุดพักรถที่พวกเขาตั้งใจมา 

          ยอนเลี้ยวรถเข้ามาจอดไว้ที่ข้างทางตรงพื้นที่ว่างๆแถวนั้น แล้วจากนั้นทุกคนก็ลงจากรถ แล้วจึงพากันเดินเข้าไปตรงที่พักด้านในทันที

          "ที่นี่อาจจะเป็นจุดพักรถที่ลุงซิตส์พูดถึงรึเปล่า?" ยอนพูดขึ้นเมื่อมองดูรอบๆ

          "มันดูเหมือนซุ้มนักล่ามากกว่า" คาร์ดิสว่า ก็มองไปข้างในก็เห็นแต่พวกฮันเตอร์อยู่กันนี่นา

          "บางทีพวกเขาอาจจะรู้อะไรก็ได้" วาร์โรพูด


          เลโอเดินนำทุกคนเข้าไปด้านใน ก็เจอกับฮันเตอร์หลายคน ที่ทั้งยืน และนั่งคุยกันอยู่ตามโต๊ะ ตามมุมห้อง พวกเค้าก็คงแวะเข้ามาพักที่นี่เช่นกัน 
          และเมื่อได้เดินผ่านกลุ่มนักล่าพวกนั้นเข้าไปด้านในอีกหน่อย เลโอก็ได้เจอกับทหารองค์รักษ์ที่เป็นผู้หญิงท่านหนึ่งยืนรออยู่ตรงนั้นด้วย

          ทหารหญิงคนนั้น เมื่อได้เห็นเลโอเดินเข้ามาหา เธอก็รีบนั่งเข่าคุกลงข้างหนึ่งในท่าที่เหล่าองค์รักษ์จะต้องปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้ากษัตริย์ เพื่อเป็นการแสดงถึงความเคารพและความจงรักษภักดี

          "ฝ่าบาท ดีเหลือเกินที่ท่านปลอดภัย" เธอเอ่ยพูดกับเลโอด้วยสีหน้าโล่งใจ

          "อืม" เลโอพยักหน้าให้เธอลุกขึ้นได้

          "โมนิก้า คนที่เหลือไปไหน?" คาร์ดิสถามขึ้นทันทีเมื่อเธอยืนขึ้น

          "ทหารป้องกันเมืองส่วนใหญ่ไม่รอด" เธอพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเศร้าๆ "พวกองค์รักษ์พาท่านรีเธียหนีออกจากเมืองทันอย่างหวุดหวิด... ตอนนี้ท่านรีเธียอยู่กับดัสติน แต่ก็หว่งอยู่ว่าจะไปถึงเลสทัลลัมปลอดภัยรึเปล่า"

          "อ่า ผมเป็นหนี้พวกคุณครั้งใหญ่" คาร์ดิสพูดอย่างขอบคุณโมนิก้าจากใจที่ได้ช่วยน้องสาวของเค้าไว้ได้

          "ท่านนายพลล่วงหน้าไปรอที่สุสานกษัตริย์แล้วค่ะ ฝ่าบาท" เธอหันมาบอกกับเลโอ

          "อืม ขอบใจ" เลโอพยักหน้ารับทราบแล้วจึงเดินนำทุกคนออกไปที่ประตูทางด้านหลัง




-เสียงรายงานข่าวจากวิทยุ-

ได้มีการนำดอกแห่งซิลล์จาก Tenebrae มาตกแต่งในหลายสถานที่ด้วยกันค่ะ
ที่นครอัลทิสเซียมีผู้คนมากมายต่างหลั่งไหล ไปชมชุดแต่งงานของเจ้าหญิงวีเด้นส์
ถือเป็นของดูต่างหน้าของเจ้าหญิง ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่พบร่างของเจ้าหญิงเลยค่ะ

ผู้คนที่มาต่างเฝ้าอธิฐาน บ้างก็เชื่อว่าเจ้าหญิงยังมีชีวิตอยู่
แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันในเรื่องนี้เลยค่ะ...



          เลโอและทุกคนต่างพากันรีบวิ่งไปยังทางสุสานกษัตริย์ ที่นายพลแจจุงรออยู่

          ตึกๆ ตึกๆ

          "ไม่พักไม่ผ่อนกันเลยนะ" คาร์ดิสวิ่งขึ้นไปพูดกับเลโอข้างๆ

          "ตอนแรกก็เมืองหลวง ...มา Hammerhead ...แล้วก็ต่อด้วยสุสานกษัตริย์" วาร์โรพูด

          "คงไม่มีอารมณ์จะมาพักแล้วล่ะ" ยอนพูด "ท่านพ่อผู้มีฉายาว่า แจจุงผู้เป็นอมตะ"

          "ใช่ ฉายา แจจุงผู้เป็นอมตะ เนี่ยก็ไม่ได้มีไว้เท่ๆด้วยล่ะนะ" คาร์ดิสว่า

          "แต่ค่อยยังชั่วนะ ที่ท่านนายพลปลอดภัย" วาร์โรหันไปพูดกับยอน

          "อื้ม"ยอนพยักหน้าให้วาร์โร

          "โชคจะเข้าข้างคนกล้าหาญเสมอ" เลโอบอก

          "ความฉลาดจะทำให้เค้ารอด" ยอนพูดตาม

          "คิดว่ามันบังเอิญเหรอ ที่เค้ารอดออกมาจากการโจมตีได้น่ะ ?" คาร์ดิสพูด "ท่านนายพลเป็นหัวหน้าองค์กรลับนะ เค้าย่อมมีความสามารถที่เก่งกาจสมฉายาของเค้าแน่นอน"

          "แต่สงสัยว่าเค้ามาสุสานทำไม?" วาร์โรว่า 

          "อยากมาดูหลุมศพของกษัตริย์ Lucis เหรอ?" ยอนเดา

          "มีทางเดียวที่จะรู้คือไปถามจากเค้าเอง" เลโอบอก  "นั่นไง เรามาถึงแล้ว.." เลโอพูดขึ้น เมื่อวิ่งเข้ามาถึงปากทางเข้าหน้าซุ้มประตูสุสาน

          "เนี่ยหรอสุสานกษัตริย์ ?" วาร์โรวิ่งนำเลโอขึ้นไปดูอย่างตื่นเต้น

          "ท่านนายพลรออยู่ข้างในสินะ" คาร์ดิสว่า เมื่อมองดูด้านนอกแถวนี้ไม่เห็นมีใครเลย

          เลโอเดินลงบันไดไปที่หน้าประตูบานใหญ่ทางเข้าที่ปิดอยู่ แล้วไม่รอช้า รีบดันมือผลักประตูเข้าไปด้านในทันที  ตึง....



-ในสุสานกษัตริย์-

          ร่างสูงโปร่งผู้น่าเกรงขามในชุดเครื่องแบบสีดำยืนหันหลังอยู่ที่ข้างแท่นโลงพระวิญญาณทรงสูง ค่อยๆหันหน้ากลับมาที่ทางหน้าประตู เมื่อมีคนพลักประตูเปิดเข้ามา....

          "ท่านอา" เลโอเรียกคนที่ยืนรออยู่ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา 

          "มาจนได้นะ ประมุขน้อย" แจจุงเอ่ยทักเลโอด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่ก็แฝงเป็นด้วยความโล่งอก ที่ได้เห็นว่าเด็กๆทั้งสี่คนปลอดภัยกันดี

           เลโอมองดูรูปปั้นวิญญาณกษัตริย์ที่นอนอยู่ในโลงที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง แล้วจึงถามแจจุงด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตึงๆอยู่ว่า  "ใช่...อยากบอกอะไรหน่อยมั้ย ว่าทำไมผมต้องมาที่นี่ ?"

          "วิญญาณที่นอนอยู่ตรงหน้านี่คือพลังแห่งกษัตริย์ ...จากอดีตไปสู่ยุคใหม่ผ่านพันธะสัญญาของวิญญาณ" แจจุงกล่าวถึงแท่นโลงพระวิญญาณที่ตั้งอยู่ตรงด้านหน้าของทุกคนให้เลโอได้รับรู้ถึงเจตนาที่เค้าต้องมาอยู่ที่นี่ "หนึ่งวิญญาณดังกล่าวตั้งอยู่ข้างหน้าท่าน เพื่ออ้างสิทธิอำนาจของบรรพบุรุษของท่าน นี่คือสิทธิและหน้าที่ของท่านในฐานะกษัตริย์"

          "หน้าที่ของกษัตริย์อะไรกันล่ะ?" เลโอพูดเสียงตัดพ้อ เมื่อได้รับฟังสิ่งที่แจจุงพูดมา  

          มาพูดเรื่องสิทธิ เรื่องหน้าที่ของกษัตริย์อะไรกันตอนนี้ 

          "...หึ หน้าที่ทั้งที่ไร้แผ่นดินเนี่ยนะ" เลโอพูดสมเพชตัวเองขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความขมขืน และความรู้สึกมากมายที่เกิดจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่....ครั้งนี้ 

          ยอนที่ยืนอยู่ข้างๆ เลโอก็ได้แต่หันมามองเลโอด้วยสายตาเจ็บปวดเห็นใจ คาร์ดิสและวาร์โรที่ยืนกันอยู่ข้างหลังเลโอก็ด้วย ทุกคนต่างเห็นใจและรู้สึกเจ็บปวดกับเลโอไม่ต่างกัน

          "ก็เข้าใจนะ แต่ว่าตอนนี้หน่ะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งคำถาม" แจจุงพูดขึ้นอย่างเข้าใจความรู้สึกของเลโอที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ แต่ตัวเค้าเองก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกัน "กษัตริย์สาบานว่าจะปกป้องประชาชนคนของเขา"

          "แล้ว...เขาเลือกที่จะปกป้องลูกชายเพียงคนเดียว..." เลโอยังคงพูดอย่างตัดพ้อ ถึงผู้เป็นแม่ที่ตัดสิ้นใจทำแบบนั้น โดยที่ไม่ยอมบอกอะไรกับคนที่เป็นลูกเลยอย่างไม่เข้าใจ "บ้าไปแล้วรึไง? ทอดทิ้งประชาชนเป็นล้าน เพื่อลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเอง?"

          "ประมุขน้อย จะเอาแต่ถูกปกป้องไปจนถึงเมื่อไหร่? กษัตริย์ทรงมอบบทบาทของผู้พิทักษ์ให้แก่ท่านแล้ว" แจจุงพูดเสียงเข้มกับเลโอ หวังอยากให้เลโอได้เข้าใจสถานะและหน้าที่ที่เลโอต้องรับผิดชอบในฐานะสายเลือดของกษัตริย์

          "มอบหมายให้ผม?" เลโอถามขึ้นอย่างเจ็บปวด ก่อนจะเริ่มทนความอัดอั้นตันใจเอาไว้ไม่ไหว จึงได้ระเบิดมันออกมาเสียงดังว่า "ทำไมท่านแม่ไม่บอกผมตรงๆ ทำไมตอนนั้นถึงได้ออกมาบอกลากันด้วยรอยยิ้มเหมือนว่าได้ไม่มีอะไรเลย! ทำไมล่ะ? ทำไมกัน !!!"

          เลโอพูดความในใจที่มันทั้งเจ็บปวด ทั้งเสียใจ กับสิ่งต่างๆที่มันปะเดปะดังเข้ามาในชีวิตของเค้า อย่างไม่ให้เค้าเตรียมตัวตั้งรับอะไรก่อนเลยเช่นนี้ เกินไป...มันโหดร้ายเกินไป...มันรับไม่ไหวจริงๆ 

          เลโอยันมือทั้งสองข้างลงไปค้ำไว้กับกรอบข้างของแท่นโลงพระวิญญาณตรงหน้าเอาไว้อย่างต้องการหาที่ยึด เพราะตอนนี้เค้ารู้สึกอ่อนแรงเหลือเกิน 
      เลโอยังก้มหน้าลงเม้นปากปิดตาแน่นอย่างพยายามจะเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้ ไม่ให้มันไหลออกมาอย่างที่สุด 

          วาร์โรยิ่งได้รับรู้ ยิ่งได้เห็นเพื่อนที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นเลยสักครั้งอย่างเลโอ ในตอนนี้เพื่อนคนนั้นของเค้ากำลังอ่อนแอ... วาร์โรที่มีพื้นฐานความรู้สึกที่อ่อนไหวได้ง่ายกว่าใคร ก็ไม่สามารถที่จะทนมองเพื่อนที่กำลังก้มหน้ากลั้นตาอย่างเจ็บปวดแบบนั้นได้ต่อไป เค้าจึงต้องรีบหันหลังให้เลโอแล้วก็แอบร้องไห้ออกมาเงียบๆ

          ยอนและคาร์ดิสเองถึงจะเห็นว่าพวกเขทำเพียงแค่ก้มหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ว่าจริงๆข้างในใจของพวกเขาก็รู้สึกเจ็บปวดมากมายไม่ได้น้อยกว่าเลโอเลยสักนิด แต่เพียงแค่ว่าพวกเขานั้น ไม่ได้แสดงมันออกมาให้เห็นกันก็แค่นั้นเอง

          แล้วยิ่งโดยเฉพาะกับยอน อินลูสตริส ที่ต้องทำงานให้ฝ่าบาทแทนเลโอมาตลอดด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่า ในใจของเค้ามันจะเจ็บปวดมากมายสักแค่ไหน 


          "...ทำไมท่านแม่ต้องหลอกผมด้วย?" เลโอพูดเสียงสั่นเคือง

          "ในวันนั้น...เขาไม่ต้องการให้ท่านจดจำว่าเขาเป็นองค์ราชันย์" แจุจุงพูดขึ้นกับเลโอด้วยน้ำเสียงปลอบโยนอีกครั้ง "ในวันที่ท่านจากเมืองไป ตอนนั้น เขาแค่เพียงอยากส่งลูกของเขาในฐานะของแม่คนหนึ่งเท่านั้น"

          "อึก...ฮึก.." เลโอหลุดสะอื้นออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น

          "เขามีความเชื่อมั่นในตัวท่านเสมอ ..เมื่อเวลามาถึงแล้ว ท่านต้องเป็นผู้นำเพื่อประชาชนได้" แจจุงพูดอย่างมีศรัทธาต่อเลโอ

           เลโอค่อยๆขยับยืดตัวขึ้นตรงๆอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดว่า "ก็ท่านแม่ไม่เหลือทางเลือกให้ผมเลย"

          เลโอจ้องมองนิ่งๆที่รูปปั้นตัวแทนกษัตริย์ที่นอนจับดาบที่เป็นศาสตราวุธของกษัตริย์เอาไว้อยู่กลางอก 
          เลโอสูดหายใจเข้าลึกๆอย่างเตรียมใจให้พร้อม แล้วจากนั้นจึงได้ยื่นมือข้างขวาออกไปที่ตรงกลางของศาสตราวุธของกษัตริย์เพื่อรับเอาพลังแห่งพันธะวิญญาณของวิญญาณกษัตริย์ที่หลับไหลอยู่ตรงหน้านั้น


          วืบ! ..วิ้งง

         ศาสตราวุธที่อยู่ในมือของวิญญาณกษัตริย์ เปล่งประกายแสงขึ้นทันทีที่เลโอยื่นมือออกไปหามัน แล้วจากนั้นศาสตราวุธชิ้นนั้นก็ค่อยๆลอยขึ้นมาที่มือของเลโอ พร้อมทั้งยังเปล่งประกายแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม จนทุกคนต้องหันหน้าหลบจากแสงที่ขาวจ้าเกินไปนั้นทันที

          ศาสตราวุธรูปดาบค่อยๆลอยตัวด้วยทรงตั้งตรง สูงขึ้นไปอยู่ตรงจุดกึ่งกลางห้อง แล้วจากนั้นมันก็ได้พุ่งตัวลงมาอย่างรวดเร็ว แทงเข้าที่ตรงกลางอกของเลโอทันที  วึบ! ฉิ้งง.ง..

          พอหลังจากที่ศาสตราวุธชิ้นนั้น ได้เสียบแทงเข้าไปอยู่ในกลางอกของเลโอแล้ว มันก็ออกมาหมุนตัวลอยอยู่รอบๆตัวของเลโอ ก่อนแล้วจึงค่อยๆจางหายไป

          "พลังแห่งราชันย์ได้สถิตอยู่กับท่านแล้ว ฝ่าบาท" แจจุงพูดขึ้นหลังจากที่เลโอได้รับพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

          "อืม" เลโอพยักหน้ารับ

          "พลังของกษัตริย์ที่ถูกทิ้งไว้ไม่ได้มีอยู่แค่นี้นะ" แจจุงบอกเลโอ "ยังมีสุสานกษัตริย์ที่อยู่ใกล้ๆนี้ อีกแห่งที่ต้องไป"

          " .... " ยังไม่ได้หมดแค่นี้หรอกเหรอ? เลโอคิด

          "ถึงจะมีสุสานกษัตริย์อยู่หลายแห่ง แต่บางแห่งมันก็อันตราย..."  แจจุงบอกพร้อมทั้งเดินนำทุกคนออกไปจากสุสานด้วย "ยังไงก็จะอยู่กับท่านอีกก่อนสักเดี๋ยว"

          "อืม" 

          "ไม่ใช่แค่จะช่วย...แต่จะวัดความแข็งแกร่งของท่านด้วย" แจจุงหันมาบอกกับเลโอด้วยสีหน้าจริงจัง

          "อ่า เข้าใจแล้ว" เลโอพยักหน้ารับเบาๆ แล้วถามต่อไปว่า "แล้วพลังกษัตริย์เนี่ย มีเหลือรออยู่อีกเท่าไหรหรอ?"

          "อืม ได้ยินมาว่ามีศาสตราวุธที่ยังหลับไหลอยู่ในสุสาน 12 ชิ้น" แจจุงตอบ "แต่ว่า เราก็รู้จุดตำแหน่งอยู่ไม่กี่อันเท่านั้น"

          "อ่า..." 

          "ส่วนที่ยังหาตำแหน่งไม่พบ ตอนนี้ก็ได้วานพวกฮันเตอร์ให้ช่วยหาอยู่"

          "อ่าา แล้วที่ใกล้ที่สุดเนี่ย คือที่ไหนเหรอ?" เลโอถาม

          "Keycatrich เป็นสนามรบในอดีต" แจจุงหันมาตอบ "อยู่ในส่วนลึกสุดของอุโมงค์ ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีสุสานกษัตริย์อยู่ที่นั่น"

          "งั้นเราก็ไปที่นั่นกันเถอะ" เลโอบอกอย่างมุ่งมั่น

          "อื้ม ตามนั่น"

          แล้วจากนั้นแจจุงก็เดินนำทุกคนออกไปจากสุสานแห่งนั้น เพื่อไปยังสุสานอีกแห่งที่อยู่ห่างจากตรงนี้ และต้องเดินข้ามเขาไปอีกประมาณเกือบ 3 ไมล์



          ด้วยเพราะว่าเวลาตอนนี้ก็มืดค่ำมากแล้ว พอเริ่มเดินออกมาจากซุ้มประตูทางเข้าสุสาน ก็เลยเจอเข้ากับพวกเดม่อนร่างโครงกระดูกสัตว์สี่เท้า ที่มันออกมาล่าเหยื่อตอนกลางคืนเข้าพอดี 

          "พวกเดม่อน!" วาร์โรพูดขึ้นอย่างตกใจ

          "ไม่กลัวหรอก" พูดจบเลโอก็เรียกศาสตราวุธที่พึ่งได้รับมาเอาออกมา แล้วไม่ลังเลอะไร วิ่งเข้าไปฟาดฟันสู้กับพวกเดม่อน 4-5 ตัวที่มันขว้างทางอยู่ตรงหน้านั้นทันที

          เมื่อเห็นองค์ราชันย์น้อยคนใหม่ของ Lucis วิ่งเข้าไปสู้กับพวกเดม่อนร้ายกาจ อย่างกล้าหาญไร้ความลังเลเช่นนั้น ทุกคนที่เหลือเองก็ไม่ยอมอยู่นิ่ง วิ่งเข้าไปต่อสู้จัดการกับศัตรูตรงหน้าทุกตัวที่เข้ามาขวางทางด้วยเช่นกัน

          ด้วยความร่วมมือ และพร้อมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างขันแข็ง ดังนั้น จึงใช้เวลาจัดการกับเดม่อนพวกนั้นเพียงมันนาน พวกเค้าก็สามารถล้มพวกมันลงได้จนหมด


          "เฮ้อ จัดการพวกตัวเกะกะเสร็จแล้ว" เลโอพูดเสียงเฉื่อยๆตามสไตล์ พร้อมทั้งปัดฝุ่นดินออกจากเสื้อของตัวเองไปด้วย

          "The prince of pain!" คาร์ดิสพูดขึ้นอย่างชื่นชมเลโอ

          "Yap." เลโอพยักหน้ารับ

          "ฝีมือไม่เลวเลยนะวาร์โร" แจจุงพูดชมวาร์โร

          "เอ๋? มีคนชมชั้นด้วย! ท่านนายพลชมชั้นหล่ะ" วาร์โรหันไปพูดกับเพื่อนอย่างตื่นเต้นดีใจที่โดนชม

          "ถูกชมแล้วก็อย่างเหลิงล่ะ หมั่นฝึกฝนให้สม่ำเสมอด้วย" ยอนบอก

          "อ่า รับทราบครับท่าน !" วาร์โรรับทราบคำที่ยอนบอกด้วยเสียงหนักแน่น

          "เลโอก็ด้วย ต้องเอามันออกมาใช้บ่อยๆนะ เก็บไว้อย่างเดียว เดี๋ยวมันจะทื่อ" คาร์ดิสพูดพร้อมทั้งวิ่งขึ้นไปให้ทันเลโอ ที่วิ่งนำหน้า

          "เอ่อ" เลโอก็ตอบรับไว้เพียงสั้นๆตามสไตล์(คนขี้เกียจพูด)เหมือนเดิม



-สักพักต่อมา-

          "เมื่อหลายปีมาแล้ว เราเคยทำศึกกับจักรวรรดิ ณ ที่ แห่งนี้" แจจุงเล่าความหลังให้ฟังในขณะที่พากันเดินขึ้นไปจวนใกล้จะถึงที่หมาย "ทุกอย่างสูญสลาย...และหลังจากนั้น พวกจักรวรรดิก็เข้ามา ทำเหมือนว่าที่นี่เป็นของมัน"

          ที่แจจุงพูดขึ้นมาอย่างนั้น ก็เพราะว่าตอนนี้พวกเค้าทั้งห้าคน ได้เดินเข้ามาในเขตที่พวกจักรวรรดิมันได้มาตั้งฐานทัพปิดทางเอาไว้อยู่ตอนนี้

          "ไม่รู้ว่าในฐานทัพพวกมันจะมีกันอยู่มากน้อยเท่าไหร่ ยังไงเราก็ลองอ้อมไปก่อนละกัน" แจจุงบอกเพื่อเลี่ยงการต่อสู้ตรงนี้ แต่ก็ยังคงบอกให้ทุกคนเตรียมระวังตัว เมื่อเข้ามาอยู่ในเขตที่มีศัครูเฝ้าอยู่

          จากนั่นทุกคนก็พากับเดินอ้อมไปให้ห่างจากฐานทัพของจักรวรรดิ ตรงทางที่ซากปรัก หักพังอีกด้าน ที่เป็นซากที่หลงเหลือจากสงคราม

          พวกเค้าพากันเดินอ้อมกันไปเรื่อยๆ ได้เพียงไม่นานก็เจอเข้ากับเดม่อนที่เป็นสัตว์ตัวใหญ่ที่มีงาคู่ โผล่ออกมาโจมตีพวกเค้า

          แล้วก็เช่นเดิม นั้นคือพวกเค้าต้องต่อสู่และล้มมันลงให้ได้ เพื่อการไปต่อ...

          การสู้กับเดม่อนรอบนี้ใช้เวลานานกว่ารอบก่อนหน้านี้อยู่พอสมควร กว่าพวกเค้าทั้งห้าคนจะลงมันลงได้


          "แค่นั้นแหละ" ยอนพูดขึ้นทันทีหลังจากที่มันล้มลง (เดม่อน)

          "ว่าไงนะ ยอน?" คาร์ดิสหันไปถามยอนอย่างนึกสงสัย

          "อ่า คือชั้นแค่คิดเมนูใหม่ขึ้นมาได้น่ะ " ยอนกอดอกตอบคาร์ดิสอย่างภูมิใจ ว่าการสู้กับเจ้างาคู่ยักษ์ตัวนี้จนล้มมันได้นั้น ทำให้เค้าได้ไอเดียทำอาหารใหม่ขึ้นมา

          "แน่นอนเลยยอน ชั้นรอที่จะลองมันเลยล่ะ" เลโอหันไปบอกยอนด้วยสีหน้าคาดหวัง

          "อืม ชั้นจะทำมันเต็มที่เลย" ยอนรับปากเลโอแล้วยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่อย่างน้อยเลโอก็ยังคาดหวังเรื่องเล็กน้อยนี่จากเค้าอยู่เหมือนเดิม




          แล้วหลังจากนั้นพวกเขาทุกคนก็ได้เดินลัดเลาะ ตามซากปรัก หักพัง และโขดหินภูเขา อยู่สักพัก ...ก็มาถึงหน้าทางเข้าอุโมงค์ ที่พวกเค้าตามหาแล้ว



          "เอาหล่ะ ถึงตรงนี้แล้ว เราต้องแยกกันแล้วนะ" แจจุงพูดขึ้นเมื่อเดินลงมาที่ปากทางเข้าอุโมงค์

          "ท่านพ่อจะไปแล้วเหรอครับ?" ยอนเดินเข้าไปถามแจจุงใกล้ๆ ด้วยสีหน้ากังวลอยู่เล็กน้อย ที่จะต้องจากกันกับท่านพ่อแล้ว

          "ใช่ อ่า...จริงสิ" แจจุงพยักหน้าตอบลูกชาย ก่อนจะทำท่านึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วจากนั้นแจจุงก็ก้มหน้าลง เอามือข้างขวาขึ้นมาหาของที่อยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อด้านซ้ายออกมาให้กับยอน

          "อันนี้ ของยอน" แจจุงยื่นกล่องเล็กๆรูปหกเหลี่ยมสีแดงเลือดนกที่มีแถบข้างที่สีทอง มีขนาดเล็กกว่าฝ่ามือที่ดูๆแล้ว คล้ายกับว่าเป็นกล่องใส่เครื่องประดับชิ้นเล็ก

          "ของผมหรอ?" ยอนประคองมือออกไปรับของชิ้นนั้นมาไว้อย่างระวัง แล้วจ้องมองดูสิ่งที่รับมาไว้นิ่งๆอย่างนึกสงสัยว่าทำไมกัน?

          "เป็นสิ่งที่ราชินีลิมินเฟย์ มอบให้โอรสน้อยผู้เป็นรัชทายาท เมื่อ 20 ปีที่แล้ว" แจจุงบอกถึงที่มาของสิ่งนั้น ที่เค้าได้มอบคืนให้ยอน

          "ระ ...ราชินี? ระ ...รัชทายาท ? ...20 ปีที่แล้ว" ยอนขมวดคิ้วทำหน้าไม่เข้าใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปถามแจจุงด้วยแววตาสั่นไหว "มันเรื่องอะไรกันแน่ครับท่านพ่อ?"

          "มันถึงเวลาแล้วยังไงล่ะ" แจจุงบอกเรียบๆ

          "เวลาอะไรครับ?" ยอนถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น เพราะความรู้สึกเริ่มกลัวอะไรบ้างอย่าง

          "เวลาที่ยอนจะได้รู้ความจริงของตัวเองเสียที" แจจุงตอบ "อาจจะไม่ทั้งหมด เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวจ"

          " ..... " ยอนพยายามตั้งใจฟังสิ่งที่แจจุงกำลังเล่าอย่างจริงจัง

          "เมื่อ 20 ปีที่แล้ว...."




-อาณาจักร Tenebrae เมื่อ 20 ปีที่แล้ว-

ณ วิหารแห่งจอมเทพ (วิหารต้องห้าม)

ในคืนแห่งวันมงคล วันที่ราชวงศ์ฟลอร์เรท ได้ให้กำเนิดสายเลือดแห่งเทพธิดาองค์ใหม่ของ อาณาจักร Tenebrae

ในคืนนั้น ราชินีลิมินเฟย์เทพธิดาแห่ง Tenebrae  ได้ให้ประสูติพระธิดาผู้งดงามซึ่งให้นามว่า 

วีเด้นส์ น็อกซ์ ฟลอร์เรท   พระธิดาผู้สูบทอดพลังแห่ง Oracle จากพระมารดา

...และนั้นก็คือสิ่งที่คนทั่วไปทราบกัน


แต่ว่า...
ในคืนวันมงคลนั้น ...ก็ยังมีหนึ่งความลับที่ยิ่งใหญซ่อนอยู่

หนึ่งความลับที่ว่านั้นก็คือ...
เรื่องพระโอรสอีกพระองค์ที่ได้ประสูติมาในค่ำคืนเดียวกับพระธิดา ผู้ซึ่งได้นามว่า

ยอน น็อกซ์ ฟลอร์เรท พระโอรสผู้ที่เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งจอมเทพ

 
นั้นคือความลับที่ไม่มีใครรู้ ว่าแท้ที่จริงราชินีลิมินเฟย์ได้ให้กำเนิดสายเลือดแห่งราชวงศ์
เป็นทายาทแฝด หญิง-ชาย

แต่นั่น เพราะว่าเป็นลิขิตแห่งโชคชะตาของพระโอรสองค์น้อย 
ผู้ที่มีพลังแห่งจอมเทพ เป็นดั่งเช่นคำสาป
พระโอรสจักไม่สามารถมีชีวิตเติบโตได้ หากว่าอยู่ที่ Tenebrae

ดังนั้น ราชินีลิมินเฟย์จึงต้องตัดสินใจ 
ยกพระโอรสองค์น้อยผู้เป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์แห่งจอมเทพ ให่แก่องค์ราชันย์เฮอร์เมส กษัตริย์แห่งอาณาจักร Lucis (พระบิดาของเอ็น)  
ให้เป็นผู้ดูแลพระโอรสผู้เป็นหนึ่งในอนาคตของผู้ที่จะช่วยนำพาแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลก

องค์ราชันย์เฮอร์เมสรับทราบในเจตนาของราชินีลิมินเฟย์
จึงได้ตกลงรับพระโอรสยอน น็อกซ์ ฟลอร์เรท มาอยู่ภายใต้การปกครองของท่าน
โดยได้ให้นามใหม่กับพระโอรสว่า

ยอน อินลูสตริส

 และมอบหมายให้ คิมแจจุง รับหน้าที่เป็นบิดา
ค่อยเลี้ยงดูพระโอรสอยู่ในกรุงอินซอมเนีย เรื่อยมา....




          "นั้นแหละความจริงของท่านล่ะ เจ้าชาย" แจจุงเรียกยอนว่า เจ้าชาย ตามฐานันดรเดิมของยอน

          "ท่านพ่อ..." ยอนมีน้ำตาคลอทันที เมื่อได้เห็นแจจุงท่านพ่อคนที่เค้าเคารพรักและเทิดทูนมาตลอด 20 ปี ยอมก้มหัวให้เค้าและยังเรียกเค้าว่าเจ้าชาย แบบนั้น...อยู่ๆมันก็อยากร้องไห้ขึ้นมา

          เลโอที่ไม่เคยเห็นท่าทางของยอน ที่เหมือนจะล้มลงไปได้ทุกเมื่ออย่างนั้น ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นห่วงยอนขึ้นมาเป็นอย่างมาก จนทนไม่ไหว เลโอจึงเดินเข้าไปยืนข้างๆยอน แล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบรวบไหล่บางของยอนเอาไว้หลวมๆ อย่างต้องการเป็นที่พึ่งพิงให้กับยอนที่เวลานี้ดูเหมือนจะสับสนและอ่อนแอลงจนน่าเป็นห่วง เพราะแบบนั้นเลโอก็เลยเป็นห่วง เลยอยากให้กำลังใจ อยากปลอบโยน และปกป้องยอนของเค้าด้วย


           "อ่ะ ...เลโอ?"ยอนหันไปมองหน้าเลโออย่างงงๆ ที่อยู่ๆเลโอก็เดินเข้ามาโอบไหล่ตัวเองเอาไว้แบบนี้ อย่างไม่เข้าใจ เพราะเลโอไม่เคยทำแบบนี้กับเค้ามาก่อนเลย

          "ไม่เป็นไรนะ" เลโอพูดกับยอนเบาๆ ด้วยสีหน้าเป็นห่วง และก็ยังคงโอบกอดยอนเอาไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย
         


        

'อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ของแค่ยอนที่เข็มแข็งคนเดิมกลับมาก็พอ-เลโอ'





To be continued...



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

63 ความคิดเห็น