ตอนที่ 57 : ก้าวที่หนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    20 ต.ค. 61

กลิ่นหอมเนยผสมกระเทียม มะนาว และผักชีลอยฟุ้งส่งความหอมละมุนผสมเปรี้ยวซ่าน กลิ่นตลบผสานกับเนื้อแซลมอนบนกระทะร้อนส่งเสียงฉู่ฉ่าชวนให้น้ำลายสอ ด้านหลังโอลิแวน ไฟในเตาอบส่องสว่างฉายให้เห็นเนื้อหมูสันในอบกับมันฝรั่งลูกเล็กคละเคล้ากับเครื่องเทศมากมาย ส่วนผู้ปรุงแต่งสวมผ้ากันเปื้อนสีส้มอ่อน มือจับชามและทัพพีคลุกน้ำสลัด มีเพียซ ลูกมือคอยหั่นมะเขือเทศเป็นแว่น ๆ อยู่ข้างกาย ระหว่างนั้นเอมอนวางผ้าปูเตรียมมีด ส้อมและแก้ว แต่ละคนล้วนปิดปากเงียบ ไม่พูดคุยกัน หมกมุ่นกับเรื่องในใจ

บลูเห็นดังนั้นจึงถามขึ้น “พรุ่งนี้ไปกันกี่โมง” ตั้งใจทำลายความเงียบและปลุกทุกคนออกจากภวังค์ เขาเขยิบก้นนั่งบนเก้าอี้ริมข้างเคาท์เตอร์บาร์

“เจ็ดโมง” เอมอนวางแก้วเปล่าลงข้างหน้าพี่ชาย “หรือจะเอาเบียร์”

“น้ำนี่แหละ” บลูตอบ “เจ็ดเลยเหรอวะ โคตรเช้า”

เมื่อเดสซิเรเดินเข้ามา ไอ้น้องบ้าผู้หญิงไม่รอช้าบริการหญิงสาวทันที เธอนั่งมุมโต๊ะ จากนั้นริงโก้เข้ามาเป็นคนสุดท้าย เลือกนั่งข้างบลู สายตามองถาดหมูสันในในเตาอบ พอโอลิแวนวางชามสลัดลงตรงกลาง หนุ่มร่างใหญ่ยืดตัวขึ้นตักแบ่งใส่จานตัวเองทันที บลูฟังเดสซิเรทวนกำหนดการสำหรับวันพรุ่งนี้ พวกเหล่าอาสาจิตใจเมตตากรุณาจดจ่ออยู่กับวันพรุ่งนี้กันทั้งนั้น พอเปิดปากพูดก็เอาแต่พูดเรื่องราซา

แหงสิ มันไม่ใช่งานสำรวจเสียหน่อย พวกเขาเข้าไปสู้รบ บลูคิดเช่นนั้นแล้วสั่นขา เก็บอาการหงุดหงิดไว้กับตัว พอโอลิแวนวางแซลมอนราดซอสที่เพิ่งเสร็จใหม่กับถาดหมูอบ เขาไม่รอช้าลงมือสวาปาม รสมือโอลิแวนข่มอารมณ์ได้ชะงัก เขานึกขอบคุณสวรรค์ที่ประทานเพื่อนคนนี้มาให้ มื้ออาหารคือกิจกรรมหนึ่งที่เขาเฝ้ารอ พวกบลูไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเสียชิปไปกับอาหารกล่องหรือเข้าร้านอาหารเพื่อลิ้มลองรสชาติระดับภัตตาคาร ในเมื่อมีเชฟประจำบ้านอยู่แล้วทั้งคน

“เห็นว่ามีไม่ถึงร้อยคน พวกแกจะไหวเหรอ” เขาแทรกขึ้น

เดสซิเรหยุดพูด ทั้งหมดหันมาหาเขาเหมือนเพิ่งรู้ว่าบลูอยู่ด้วย “แล้วนายสองคนไม่สนใจเพิ่มจำนวนหน่อยเหรอ” หญิงสาวถือโอกาสชวน

ปึก ริงโก้แอบเตะขาเขาใต้โต๊ะ

“ไม่ ฉันบอกแล้วนี่” ทำไมต้องเสียเวลาและเสี่ยงชีวิตเพื่อใครก็ไม่รู้ด้วย และที่สำคัญ ยังต้องช่วยทหารนี่นะ ตลกไปแล้วมั้ง ในเมื่อไม่สามารถห้ามเพื่อนและน้องชายตัวเองได้ บลูก็แสดงจุดยืนให้ดู

“เออ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ฉันมีเรื่องอเล็กซิสจะรายงาน” ริงโก้เอ่ยขึ้น “อัลม่าที่อยู่ห้องข้างกันขอย้าย ถ้าย้ายชั้นได้เลยยิ่งดี หล่อนจะประสาทเสียเอา บ่นว่าเมื่อกี้เธอได้ยินเด็กคนนั้นตวาดใครก็ไม่รู้” ชายหนุ่มทำหน้าแหยง ๆ นิด ๆ บลูเข้าใจว่าอัลม่าเป็นลูกบ้านคนหนึ่งที่ค่อนข้างมีเรื่องดราม่าร้องเรียนมากมาย

“ทะเลาะกันหรือเปล่า กับเจ้าหนูน้อยคนนั้น” ใช่ เขาหมายถึงเด็กหนุ่มที่ทะเล่อทะล่าโวยวายว่าเขาทำร้ายผู้หญิง ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าจะมีคนโง่ขนาดไม่รู้จักเสียงคราง

“เจ้าหนูน้อย” เดสซิเรหัวเราะ ดูเธอชอบใจพิกล

ริงโก้ส่ายหัว “เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับไปแล้ว ฉันสวนกับเขาตอนซื้อของในซูเปอร์ก่อนเจอกับอัลม่า มันก็นานพอดูนะ หรือว่าพวกเขาทะเลาะกัน” ทุกคนในห้องยักไหล่ ไม่รู้ “ฉันก็เลยลองเคาะประตูห้องเพื่อสอบถาม แต่เจ้าตัวไม่ตอบ อัลม่ายืนยันว่าอเล็กซิสอยู่ในห้อง แต่ไม่ยอมเปิดประตูออกมา”

“อัลม่า อัลม่า อัลม่า” เดสซิเรกลอกตา ทำหน้าเหยเก “วันก่อนฉันวิ่งถือถังใส่เสื้อผ้าลงบันไดแล้วเผลอทำตก หล่อนเปิดประตูออกมามอง จากนั้นก็ไปรายงานเพียซว่าฉันวิ่งลงบันไดทุกวัน ดูหล่อนใช้คำสิ วิ่งลงบันไดทุกวัน อยู่ห้องไหนก็บ่น อีกอย่าง ที่นายบอกว่าได้ยินเสียงเธอตะโกน หรือว่ายาพิษกำเริบ?”

“ยาพิษอะไรวะ” เพียซแทรกขึ้น เขาหันไปมองคู่รักตัวเอง แต่โอลิแวนส่ายหน้าไม่รู้

“เดี๋ยวฉันเล่า” สาวคนเดียวในกลุ่มตัดบท เดสซิเรแวะเวียนไปหาอเล็กซิสหลายครั้งเพื่อทดลองพลังของตัวเอง แต่เธอยังไม่สามารถถอนพิษออกจากตัวเด็กคนนั้นได้อยู่ดี “นั่นแหละ ฉันควรไปดู...”

“ถ้าเป็นแบบนั้น แปลว่าเธอใช้ยานั้นไปแล้ว” ริงโก้สรุป “ฉันเคยเจอทั้งอาการพิษและอาการหลังใช้ยา คงเป็นอย่างหลัง”

“เอาเถอะ ๆ ถึงแม้อัลม่าจะขี้บ่น แต่เสียงรบกวนไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นต้องทน ต่อให้ครั้งสองครั้งก็ตาม” เพียซแสดงความเห็น “ชั้นสามมีห้องว่างตั้งสามห้อง จัดให้ให้อยู่ริมสุดไม่ต้องใกล้ใครเลยก็หมดเรื่อง ส่วนเรื่องเด็กคนนั้น คงต้องคุยหน่อย ไม่งั้นเพื่อนบ้านหนีหมด พวกเรานี่แหละจะซวย”

บลูพยักหน้า “ก็อย่างที่เจ้าเพียซว่า ฉันเห็นด้วยนะ”

“แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่าอัลม่าพูดโกหกนะ นางอาจจะพูดเกินจริงบ้างแต่ก็มีมูล ประเด็นคือ เด็กคนนั้นคุยกับใคร ถ้าไม่ใช่หนุ่มคนนั้น” ริงโก้ตั้งข้อสังเกต

ไม่มีใครตอบได้ คนอื่นแยกย้ายกันไปหลังรับประทานเสร็จ โอลิแวนกับเพียซตัวปลิว พวกเขาได้สิทธิพิเศษเสมอเพราะเป็นฝ่ายเตรียมอาหาร เอมอนออกไปทิ้งขยะ ส่วนเดสซิเร...เขาคิดว่าเธอคงแวะไปดูอเล็กซิส ดังนั้นหน้าที่ล้างจานและเก็บกวาดจึงเป็นของเขากับริงโก้ “ยัยนั่นเครียดเรื่องเด็กคนนั้นพอดูนะ” เพื่อนสนิทพูดขึ้น

“ทั้งเดสทั้งเอมอน อีกไม่นานคงเปิดศูนย์สังคมสงเคราะห์” บลูหัวเราะกับคำพูดตัวเอง มือวางจานลงบนถาดผึ่งเพื่อให้ริงโก้เช็ดต่อ เขาไม่ชอบงานนี้เลย พอโอลิแวนไม่ใช่คนล้างเองเลยขนเครื่องครัวออกมาใช้เกือบหมด ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือทำอาหาร บลูบ่นไปนานแล้ว

ริงโก้หัวเราะในลำคอ “มันเห็นตัวอย่างจากพี่มันมั้ง เลยไม่อยากให้ใครโตมามีปัญหา”

“สัตว์” มือของเขาตวัดน้ำใส่เพื่อนปากดี “จะแซะทั้งทีทำไมต้องลงที่ฉันวะ” เขาตวัดอยู่อย่างนั้นจนริงโก้โวยวาย “เช็ดจานให้หมดนะโว้ย” บลูสลัดมือแล้วเช็ดเสื้อชายหนุ่ม เวลาเขาอยู่ข้างริงโก้ทีไรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์บอบบางที่พยายามล้มช้างแอฟริกัน พอโดนแกล้งคืน ริงโก้ฮึดฮัด บลูยิ่งหัวเราะสะใจ “ฝากที่เหลือด้วยนะจ๊ะที่รัก” แล้วคว้าลังเบียร์เดินออกไปเลย ใครจะอยู่ฟังคำสบถแสลงหูเล่า

ดาดฟ้ากลายเป็นที่ประจำของบลูไปเสียแล้ว มือหนึ่งดีดฝาไฟแช๊ก อีกมือหยิบบุหรี่ ปากคาบแล้วจุด

ลมเย็นพัดผ่านร่าง หากไม่ได้สวมเสื้อแจ๊กเก็ตกันหนาวคงสะท้านน่าดู ไม่ทันที่เขาจะหย่อนก้นลงบนม้านั่ง เอมอนเปิดประตูเหล็กอย่างแรง มือหนึ่งถือกล่องกระดาษ อีกข้างถือแผ่นพับกระดาษ “เล่นกันไหม”

“เออ จัดเลย”

น้องชายกางตารางกระดาษลงบนโต๊ะ เทของข้างในออกจากกล่อง มันเป็นฝาขวดที่เขาสะสม จากนั้นวางมันลงแทนหมากบนตาราง “ยัยเด็กนั่นเป็นไงบ้างล่ะ”

เอมอนแบมือ เขาส่งซองบุหรี่ให้ “อย่างที่ริงโก้ว่า เธอใช้ยาระงับอาการ ตอนริงโก้เคาะเลยเปิดให้ไม่ได้ ตอนนี้เดสก็ทดลองถอนพิษให้อยู่” ชายหนุ่มหยุดคิด “แต่ไม่น่าจะทำได้”

ดูเหมือนว่าความล้มเหลวทำให้เอมอนเองก็เลิกโลกสวย “แล้วเขาตะโกนด่าใคร หรือเพราะเจ็บ”

“คงอย่างหลัง” เอมอนเดา “ฉันไม่เห็นใครในห้องนะ เด็กคนนั้นก็ยังแย่ ขนาดเริ่มค่อยดีขึ้นยังแทบไม่มีแรงจะพูดเลย จะมีแรงตะโกนหรือวะ ยัยอัลม่าหวาดระแวงจนหูแว่วแล้วมั๊ง” เขาถอนหายใจหนึ่งที “แต่ฉันกับเดสก็ตอบตกลงให้ย้ายแล้ว ถ้ามีปัญหาอีกก็เป็นที่ตัวหล่อนแล้วล่ะ”

บลูเขยิบมานั่งตรงข้ามน้องชายแล้วเริ่มเดินหมาก “แกรู้ไหม ไม่กี่วันก่อน ไอ้หน้าหล่อโวยวายตอนฉันกำลัง...นอนกับ...” ชายหนุ่มยิ้มแห้งเมื่อเอมอนทำหน้าแหยง เหมือนสื่อผ่านทางสายตาว่า อีกแล้วเหรอ

“สี่ศูนย์สองมีแฟนแล้วนะ”

“เขาเพิ่งเลิกกันโว้ย ฟังสิ” น้องชายพยักหน้าอย่างขอไปที “หมอนั่นคิดว่าฉันทำร้ายเธอ”

“แล้วนายทำจริงเหรอ”

“ฉันขย่มเธออยู่โว้ย แม่ง มองฉันในแง่ร้ายจริง” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “โตขนาดนั้นน่าจะรู้นะ...” ดูเหมือนว่าเขาจะเสียสติไปชั่วครู่ บลูจึงได้โอกาสรีบเดินหมากแล้วเตะขาให้เขาเดินต่อ “แต่...ฉันนึกว่าเขา โอเค เราไม่ควรคิดสกปรก แต่ฉันคิดว่าเขากับอเล็กซิสเป็นแฟนกันซะอีก”

“แกไม่ได้คิดสกปรก แกแค่เป็นคนปกติ หมอนั่นรู้ว่าเซ็กคืออะไร เพราะพอเขาเข้าไปในห้องก็ดูเข้าใจนะ แต่ไม่รู้จักเสียง ตลกไหมล่ะ ฉันลองคิดดูนะ บางที เด็กนั่นคงเอาคืนที่ฉันเข้าห้องหล่อน” บลูเหล่มองหมากบนกระดาน “ถึงเด็กนั่นจะปฏิเสธก็เหอะ”

“ไม่หรอกมั้ง” เอมอนส่ายหัว มือเลื่อนหมาก “เธอไม่คิดแก้แค้นนายหรอกน่า อีกอย่างอยู่คนละชั้น ถึงเสียงนายกับเธอจะดังก็ไม่น่าขนาดนั้น แปลกแฮะ เอ้อ” ดวงตาเบิ่งกว้างเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หนุ่มคนนั้น เดสซิเรเล็งอยู่นานแล้ว แต่แล้วก็หล่อนหมั่นไส้เขาขึ้นมาเฉย พอฉันถาม เธอเอาแต่ตอบว่า ไอ้หัวทึบนั่น ฉันไม่ค่อยเข้าใจ”

“แปลว่ายัยนั่นยั่วไม่ขึ้นไง ไอ้หัวทึบ” บลูไล่กินหมากของน้องชายทีละตัว “ยังมีคนแบบนี้อยู่บนโลกอีกเหรอวะ”

ชายหนุ่มตรงข้ามขำตัวโยก “น่ารักดีออก เด็กน้อยสองคนแถมยังหล่อสวยทั้งคู่ ฉันเห็นภาพสองคนนั้นวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์เชียวล่ะ” บลูก็ดันนึกภาพตาม หัวเราะไปด้วย “แต่นายคงหัวเสียน่าดูเลยสิ โดนขัดซะขนาดนั้น”

“ตอนแรกก็ใช่ แต่พอฟังเหตุผลแล้วขำจนไม่รู้จะโกรธยังไง อ้าว ฉิบหาย” กลายเป็นว่าเอมอนกินหมากของเขาทีเดียวสองตัว ทั้งที่อีกฝ่ายเหลือหมากน้อยกว่า และบลูเริ่มตัน “อะไรวะ”

น้องชายยิ้มกว้าง “นายไม่รู้เลยใช่ไหมว่าตัวเองเดินเป็นสูตรตลอด ถ้าสูตรพังก็เป็นแบบนี้” เขากินรวบต่อ “ยังไงนายก็แพ้ว่ะ”

“วันหลังแกสะสมฝาแล้วเขียนเป็นตัวหมากรุกดีกว่า ฉันชอบหมากรุกมากกว่า นี่มันเกมเด็ก ๆ” บลูกวาดหมากออกจากกระดาน

“พาล”

“ไม่พาลโว้ย”

“แกไม่เบื่อเหรอวะ ดูสิ แม้แต่หมากฮอสยังต้องเล่นกับฝาขวด ชีวิตพวกเรามันเรื่อยเปื่อยเหลือเกิน”

ดวงตาสีเทาตรงหน้ามองเข้าไปถึงความคิดของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ชายหนุ่มเม้มปาก เอมอนทำเสียงฮึแล้วก้มหน้าก้มตาพับตารางกระดาษที่ตัวเองทำขึ้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ต่อให้ตัวเขาจะสูงไล่เลี่ยกับบลู จากเด็กผอมก้างเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ เขาก็ยังเห็นเอมอนตัวจิ๋วเดียวอยู่ดี ทั้งที่พวกเขาหน้าคล้ายกัน แต่เอมอนกลับมีดวงตาที่คล้ายกับแม่ เขาไม่ชอบเลย มันเหมือนกับว่าบลูคล้ายกับพ่อที่แสนเกลียด “ทำไมแกต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อใครก็ไม่รู้ด้วยวะ”

“นี่โกรธหรือถามจริง ๆ”

บลูถอนหายใจ “ถามจริงสิวะ”

“ฉันไม่อยากอยู่ไปวัน ๆ” น้องชายตอบทันที ไม่มีท่าทางใคร่ครวญ “ฉันบอกนายแล้วไง หลังจากจบเรื่องราซา ที่นี่จะเปลี่ยนไป ฉันเชื่อแบบนั้น” มือตบอกตัวเอง “สังหรณ์อะ” แล้วเขาก็เปิดประตูออกไป ทิ้งให้บลูอยู่ตามลำพัง

แม้หยิบเบียร์มาทั้งลัง แต่เขาดื่มไปเพียงค่อนกระป๋อง บลูนั่งไปสักพักแล้วตัดสินใจขนมันกลับลงไปในห้องครัว จากนั้นก็ตรงเข้าห้องนอน ตัวเอง

เขานอนเร็วกว่าปกติ ไม่รู้ตัวว่าหลับไปจนเมื่อไร แต่เมื่อตื่นอีกที ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ชายหนุ่มจัดการธุระส่วนตัว หยิบรองเท้าที่อยู่ในสภาพดีที่สุดแล้วเปิดประตูออกมา ภายในห้องครัวเงียบสนิท มีเพียงริงโก้กับขนมปังปิ้งสองแผ่นบนจาน

“ไปกันหมดแล้ว”

เพื่อนสนิทแจ้ง เขาพยักหน้ารับรู้ มือทาแยมลงบนขนมปังแล้วกินทั้งหมดในชั่วพริบตา ทั้งสองคนไม่พูดกันเลย ไม่แม้แต่จะเปิดไฟ จนบลูผละจากจานเปล่าก็พบว่าริงโก้มองหน้าเขาอยู่

“จะไปกันยังล่ะ”

“หือ?”

มุมปากชายตรงหน้าเลิกขึ้นเผยให้เห็นฟันข้างใน “แกจะไปราซา ไม่ต้องมาทำไก๋”

“อะไรของแก”

เขาเขยิบตัวออกแล้วชะโงกมามองรองเท้าของบลู “แกเลือกรองเท้าคู่นี้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าแกจะไป ทำมาเป็น ไม่ ไม่” ริงโก้ยืนขึ้น “ฉันรู้ว่าแกไม่ปล่อยเจ้าเอมอนไปแบบนั้นแน่ ปากแกนะ ไม่เคยตรงกับใจหรอก”

“แม่งเอ๊ย เกลียดแกว่ะ”

 

หน้าประตูเหล็กสีดำ นายทหารสองนายยืนประจำการเฝ้าอยู่ พวกเขามองไปรอบ ๆ แปลกใจที่ไม่เห็นกลุ่มคนเลยทั้งที่นาฬิกาบ่งบอกเวลาว่าเพิ่งเจ็ดโมงยี่สิบเจ็ดนาที ในใจบลูหวาดกลัวว่ามันอาจเป็นกลลวง และเอมอนอาจตกอยู่ในอันตรายจึงปรี่เข้าไปหาเจ้าหน้าที่ทั้งสอง  พอเห็นชายสองคนตรงเข้ามา ทั้งสองนายพร้อมใจกันยกมือให้พวกเขาหยุด “อาสาสมัครใช่หรือไม่ ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้”

“พวกเราไม่ได้ลงทะเบียน” เขาตอบ “พวกเขาไปกันแล้วเหรอ”

ทั้งสองคนมองหน้ากัน คนหนึ่งพยักหน้า ชี้นิ้วโป้งไปทางประตู “เตรียมตัวอยู่ข้างใน ถ้างั้นพวกนายก็กลับไปซะ”

“เดี๋ยว” อีกคนยั้งเพื่อนไว้ ทำมือบอกพวกเขาให้รอตรงนี้

ทหารคนนั้นทาบมือกับบานประตู แผ่นเหล็กเลื่อนลงเผยให้เห็นช่องทึบข้างใน บลูจะชะโงกหน้าดู แต่เมื่อเห็นอีกคนที่เฝ้าอยู่เหล่มองก็ก้มหน้า ไม่กี่วินาทีต่อมา “บอกชื่อพวกนายมา” เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับริงโก้ แล้วตอบไป

“บลู เทอร์นเนอร์”

“โบธิสต้า ซานโดวอล”

นั่นคือจริงของริงโก้ เขาไม่รู้ที่มาว่าทำไมชายคนนี้แทนตัวเองว่าริงโก้ บางทีเขาอาจจะชอบมันฝรั่งกรุบกรอบรูปวงแหวนยี่ห้อริงโก้ สมัยก่อน พวกเด็กร้องเพลงโฆษณาของมันราวกับเป็นเพลงฮิต “ริงโก้ ริงโก้ แหวนกรอบ มันกรุบ ริงโก้สิ แล้วคุณจะบินได้” แต่เขาไม่เคยบินได้แม้ยืนกางแขนกลางสนามหญ้าและกินไปหลายถุงแล้วก็ตาม ที่สำคัญมันอาจไม่ใช่ที่มาฉายาของเพื่อนคนนี้ก็ได้ เขาไม่รู้ว่าจะนึกถึงมันทำไม

ไม่ถึงนาที ทหารคนนั้นพยักหน้าแล้วถอยออกมา เสียงกลไกทำงานดังลั่น ประตูเปิดออกไม่มากนัก หากแต่กว้างพอให้พวกเขาเดินเข้าไป

พวกเขาต้องการคน ชายหนุ่มกะไว้ไม่ผิด เขาอยู่ที่นี่มาห้าปี ของแบบนี้ก็รู้ ๆ กันอยู่

เมื่อเข้ามาข้างใน ผู้คนจอแจเดินกันขวักไขว่ พวกเขาเห็นแต่เจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ ด้านขวามือ ยานลำเลียงจอดเรียงกันเป็นระเบียบ ถัดมาคือยานหน่วยพยาบาล และกระโจมขนาดใหญ่ที่มีตราบ่งบอกชัดเจนว่ามาจากหน่วยเดียวกัน เขาสะกิดเพื่อนให้มองคุณหมอคุณพยาบาลหน้าหมดจดที่กำลังเดินประสานงาน ข้างหน้า รถถังขนาดเล็กและใหญ่จอดรอ ทั้งหมดมีล้อขับเคลื่อน บลูเลื่อนสายตามองเลยริงโก้ เห็นกลุ่มทหารอีกหลายร้อยนายยืนเรียงกันไม่ไหวติงจนเขานึกสงสัยว่าเป็นหุ่นหรือเปล่า “นี่” เพื่อนสะกิด เขาหันไปตามมือเห็นหุ่นยนต์พิฆาตหลายสิบตัวเดินลงมาจากรถบรรทุกอย่างว่าง่าย ก้าวขาพร้อมเพรียงและดูไม่เป็นอันตราย

“พวกเอมอนอยู่ไหนวะ” เขาถาม

“นั่นสิ”

“อ้าว สองคนนี้ทำไมไม่เข้าไป” ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาทัก

“พวกเราเพิ่งเข้ามา”

เขาส่ายหัว คงเข้าใจว่ามาสาย “ผู้มาใหม่ไปเปลี่ยนชุด” มือผายไปอีกด้าน บลูกับริงโก้จึงเดินไปทางนั้น

จุดที่ว่าคือกระโจมอีกแห่ง ทั้งสองเดินผ่านม่านมู่ลี่จึงเห็นว่ากลุ่มอาสาทั้งหมดกำลังสวมใส่ชุดยูนิฟอร์ม มันเป็นชุดสำหรับออกรบจริง ๆ บลูมองตามคนที่เดินผ่านไปเมื่อครู่ ชุดบอดี้สูทเหมือนกับของหน่วยทหารหากแต่เป็นสีน้ำตาลไม้คาดแถบสีเงิน บลูมองเห็นหนุ่มผมสีน้ำตาล ลักษณะคุ้นตาก็ตะโกนเรียกเสียงดัง “เอมอน!” หนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาพอดี ริมฝีปากฉีกออกเป็นรอยยิ้มกว้าง แต่ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ บลูโดนดึงตัวให้หันไปเผชิญหน้ากับทหารสาว ไม่ทันพูดอะไรก็โยนชุดมาให้เขาสวม “ตัวใหญ่เป็นบ้า” เขาร้อง แต่ริงโก้ศอกเบา ๆ ให้เงียบ แถมยังสวมชุดเรียบร้อยแล้ว ริงโก้จึงเหมือนกับช้างแอฟริกันพองลม

หญิงสาวกดตราที่อกเสื้อ ตัวชุดฟีบลงพอดีกับหุ่นเป๊ะ บลูทำตาม พวกเขาไม่ต้องถอดชุดข้างใน แต่คงร้อนเป็นบ้า ก่อนที่เขาจะกดตรา เธอแย่งกดก่อน ชายหนุ่มทำเสียงจิ๊เหมือนเด็กโดนแย่งของเล่น

“สวมเกราะ” เธอสั่งเสียงเฉียบ

“อ้าว มีอีกเหรอ”

หญิงสาวส่ายหัวแล้วยื่นปลอกแขนและขาให้ มันไม่ใช่เหล็กหากแต่นิ่ม ๆ อย่างกับยาง เขาชูมือขึ้นเพื่อให้สวมเกราะอีกชุดลงกับตัว แต่เมื่อเขาสวมทุกอย่างลงล๊อก พื้นผิวของมันแข็งขึ้น แต่เมื่อสะบัดแขนและขายังคงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แถมมันยังไม่ได้ร้อนอย่างที่เขาคิด และสุดท้าย...เขามองแผ่นเหล็กขนาดประมาณฝ่ามือ “อะไรนี่”

“ติดท้ายทอย” เธอว่าแล้วจับมือแปะข้างหลัง เขารู้สึกเหมือนเนื้อผ้าถูกดูดแนบกับแผ่นนั้น “ทดสอบสิ แตะนิ้วที่สันกรามสองที” เธอสาธิต เขาทำมือ ฉับพลันได้ยินเสียงอุปกรณ์หลังคอขยับ พริบตาเดียวศีรษะของเขาประดับด้วยหมวกนิรภัยสีดำครอบจนถึงสันจมูกจึงปิดบังดวงตาสองข้างมิด บลูกะพริบตา สีดำสลายกลายเป็นแถบกระจกกว้างให้เขามองเห็นชัดยิ่งกว่าตาปกติ “สวัสดี บลู เทอร์นเนอร์”

“ฮะ” เสียงนั้นอยู่ในหัวเขาเอง “เอ่อ สวัสดี”

หญิงสาวหัวเราะในลำคอ “ระบบอัตโนมัติน่ะ มันจะทักนายทุกครั้งเมื่อเปิดใช้งาน แล้วจะคอยแนะนำวิธีการใช้ให้ แต่ตอนนี้นายปิดก่อน ทำเหมือนเดิม”

เขาเคาะที่เดิม หมวกดังกล่าวเคลื่อนตัวหดหายลงไปเหลือแค่แผ่นเหล็กหลังคอ เจ๋งเป็นบ้า

“เอาล่ะ เดินไปตามแถวเพื่อรับอาวุธ”

เขาเหลียวมองริงโก้ “เดินไปสิ” เธอย้ำอีกครั้ง เพื่อนที่อยู่ด้านหลังจึงแตะบ่าให้เขาไปก่อน บลูจึงเดินตามแถวไป ยังคงตื่นเต้นกับชุดเมื่อกี้ไม่หาย เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

เมื่อเข้ามายังโซนที่สอง ด้านในแบ่งออกเป็นล๊อก ให้อารมณ์เหมือนกับร้านเกมในงานเทศกาล แถวของเขาหยุดลง รอให้พวกข้างหน้าเลือกอาวุธ รอประมาณสิบนาที แถวเคลื่อนใหม่ บลูหยุดอยู่หน้าล๊อกที่สี่ ทุกล๊อกจะมีโต๊ะวางอาวุธขั้นกับพื้นที่ว่างข้างหน้ายาวประมาณสามสี่เมตร เจ้าหน้าที่ส่งปืนขนาดเล็กให้หนึ่งกระบอก แล้วสั่งให้ยิง

บลูเหนี่ยวไกอย่างว่าง่าย กระสุนที่ออกมาเป็นลำแสงดังฟิ้วชั่วเสี้ยววินาที “วางลง” เขาทำตาม แล้วรับปืนอีกกระบอกที่มีลักษณะเหมือนกัน ยิง ผลลัพธ์เท่ากัน “สองกระบอกนี้เสียบไว้ข้างเอว ตัวเสื้อเป็นที่ชาร์ตอยู่แล้ว” บลูใช้สองมือหยิบแล้วสวมลงล๊อกกับบอดี้สูท มีเสียงดังแกร่ก ไม่พอ ยังมีปืนขนาดยาวเหมือนไรเฟิล นอกจากเหนี่ยวไกแล้ว ยังมีปุ่มหมุนใต้ลำกล้องเขายิงครั้งที่หนึ่ง กระสุนออกมาเป็นลำแสงรัวสามครั้งต่อการลั่นไกหนึ่งครั้ง เขาหมุนใต้ลำกล้องทีหนึ่งแล้วยิง คราวนี้กระสุนแล่นออกแต่เพราะไม่อาจทะลุกำแพงได้จึงเป็นประกายไฟระเบิดตูม เขาหมุนครั้งสุดท้าย เปลวไฟร้อนพวยพุ่งออกมาจากปากปืนวูบหนึ่งจนแม้แต่ตัวเขาเองยังผงะ ตกใจ “อันสุดท้ายกดไกค้าง” เขาพยักหน้า แล้วกดอีกที ครั้งนี้เหนี่ยวไกค้างไว้ เปลวไฟร้อนพวยพุ่งจนกว่าเขาจะปล่อยไก วิธีเก็บปืนชนิดนี้คือสวมสายสะพายที่มากับมัน แล้วเหวี่ยงออกข้างที่ถนัด แม่เหล็กหลังสูทจะดึงให้มันแนบไว้เพื่อความคล่องตัว

“มีอาวุธที่ถนัดหรือเปล่า”

บลูส่ายหน้า ถ้าไม่นับเควสที่ต้องจับปืน อุปกรณ์ที่เขาจับบ่อยที่สุดคือไม้กวาดและไม้ถูพื้น

“ถ้างั้นเลือกสักอย่างเผื่อไว้” เจ้าหน้าที่กดปุ่มบนโต๊ะ ตัวแผ่นพลิกขึ้นเผยให้เห็นคลังอาวุธข้างใน ทว่า แม้บลูจะพอเดาได้ว่าอันไหนปืน อันไหนมีด แต่เขาใช้ไม่เป็นเลยสักอัน ตนจึงสุ่มเลือกมีดสั้นด้ามหนาขึ้นมา มันมีลักษณะเหมือนมีดพกธรรมดา เขาถนัดของเบสิก

“อันนี้สามารถเสียบไว้ใต้แขน”

ชายหนุ่มหงายแขนตัวเองขึ้น เห็นที่เสียบเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ “ใช้ยังไงเหรอ”

ทหารหนุ่มจับมีดแล้วตวัด ใบมีดโผล่ออกมา “เหมือนมีดพกก็จริง” เขาตวัดกลับ ใบมีดกลับเข้าไปข้างใน บลูจ้องตาไม่กะพริบ เมื่อใช้นิ้วโป้งกดตรงสัน ใบมีดโค้งโผล่ออกมาจากปลายทั้งสองด้าน และเมื่อมันถูกเขวี้ยงออกไปกลับแล่นกลับมาหาเจ้าของคล้ายกับบูมเมอแรงนั่นเอง “ลองดู”

บลูมองมีดในมือแล้วตวัดไปตวัดมา จากนั้นลองใช้แบบบูมเมอแรง อุปกรณ์นั้นใช้ง่าย อาจเป็นเพราะมันมีระบบอัตโนมัติติดตั้งเอาไว้ให้ ไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากนัก

“มีสองที่ ก็เอาไปสอง” เขาหงายมือแล้วเสียบมีด จากที่ตัวเบาก็เริ่มพะรุงพะรังขึ้นนิดหน่อย “หมดแล้วใช่ไหม” เขาถาม

“เหลือเปลี่ยนรองเท้า” ทหารหนุ่มผายมือ บลูต้องรอให้คนทั้งแถวเสร็จจึงจะเดินออกไปได้ สรุปแล้วเขาจำต้องถอดรองเท้าบู๊ตคู่ใจมาสวมบู๊ตทหาร ถ้าหากให้ตอบตรง ๆ เขายอมรับว่าชอบของใหม่มากกว่า เพราะมันสบายเท้ากว่ามาก ชายหนุ่มไม่ลืมถาม “คุณจะคืนรองเท้าใช่ไหม”

“คืนสิ บนตัวนายก็ต้องคืน”

“เออ รู้แล้ว”

พอรับรองเท้าเสร็จ เขาถึงได้ออกจากเต็นท์ ริงโก้ตามมา ทั้งสองมองหาพวกเอมอน พอได้ยินเสียงเรียก “บลู ริงโก้” ก็เห็นน้องชายตัวเองยืนโบกมือเรียกอยู่ พวกเขาตรงไปหาสี่คนนั้น

“แหม สุดท้ายก็มา แล้วเขาให้พวกนายเข้ามาได้ไงยะ” เพียซวางศีรษะลงบนไหล่โอลิแวน

ชายหนุ่มยิ้มเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เรื่องลำบากลำเค็ญ “ก็บอกชื่อแล้วให้เข้ามาเลย ไม่เห็นมีอะไรมาก นี่ใครวะ บลู เทอร์นเนอร์นะโว้ย”

“เขาต้องการคนต่างหากย่ะ” เดสซิเรแก้ พอพวกเขาสวมชุดเหมือนกัน และถึงแม้ชุดจะเข้ารูป แต่เมื่อหญิงสาวอยู่ในชุดบอดี้สูทพร้อมอาวุธเต็มตัว บลูกลับเห็นว่าตลกดี “อย่างกับนักเรียนทหาร แล้วนี่รออะไรกัน”

เอมอนมองไปทางกลุ่มทหาร “เดี๋ยวเขาจะแบ่งเป็นสองกลุ่มบุกสองสถานที่พร้อมกัน นี่พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าจะได้อยู่ด้วยกันหรือเปล่า รอเขาเรียกชื่ออยู่”

เขามองไปรอบ ๆ “หน้าคุ้น ๆ กันทั้งนั้น แต่กลุ่มเมลิสสาไม่มาสักคนเลยแฮะ”

“ปอดแหก” เดสซิเรกล่าวลอย ๆ ทั้งหมดไม่ถูกกับกลุ่มนั้นเป็นทุนเดิม เพราะแย่งกันชนะเควสอยู่บ่อยครั้ง

“อ้าว นาย” เขาทักคนที่อยู่ข้างหน้า อดีตคู่ต่อสู้คนล่าสุด

รีเวอร์ยิ้ม “น้องชายเธอหายไปหกเดือนแล้ว พอรู้ข่าวพวกเราก็รีบลงทะเบียน” เขากอดคอหญิงสาวผมสีดำข้างกาย เธอส่งยิ้มให้กลุ่มของบลูอย่างเป็นมิตรก่อนจะกล่าวว่า“พวกนายก็มากันทั้งกลุ่มเลย ขอบคุณนะ”

ชายหนุ่มยิ้มแห้ง เขาเข้ามาเพราะไอ้น้องชายหัวดื้อต่างหาก เอมอนเหลือบมองแล้วยิ้มล้อเลียน เขาถลึงตา เพราะแกนั่นแหละ

พวกเขาหยุดคุยกันเมื่อเห็นทหารคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนรถถังแล้วตะโกนดึงความสนใจทุกคนด้วยอุปกรณ์ที่อยู่บนมือ “ต่อจากนี้เราขอเรียกชื่อหน่วยรุกกลุ่มเอ เป้าหมายคือยึดศูนย์บัญชาการกลางราซา” คนแรกที่ถูกเรียกชื่อคือ “อเล็กซานเดอร์ โวลคอฟ” ชายหนุ่มร่างสูงชะลูดที่ดูแล้วไม่น่าจะได้เรียกเป็นชื่อแรกถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ผมสีดำยาวประมาณบ่าถูกมัดไว้ด้านหลัง ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นไร เมื่อเห็นว่าเดสซิเรสะกิดเอมอน บลูเงี่ยหู

“น่าจะเป็นคนที่ทะเลาะกับอเล็กซิส ฉันจำได้ ไม่น่าใช่คนที่เราเห็นประจำ”

เขาหรี่ตา คนนี้ผิดกับคนหน้าหล่อเลย จะว่าน่าเกลียดก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเขาจัดว่าหน้าตาดี หากแต่ผมเผ้าและบุคลิกทำให้บลูนึกถึงพวกฮิปปี้ถ้าหากเขาถอดบอดี้สูทออกแล้วสวมเสื้อสไตล์โบฮีเมียน

เพื่อนสนิท?ของอเล็กซิสคือคนถัดไป ไมเคิล วาดาส เขากอดคอกับอเล็กซิสแล้วแยกตัวออกไป บลูรู้จักกลุ่มเสี่ยงบางคนที่ถูกเรียก อย่างเฟร็ด โอ ดอนเนล เจ้าหนุ่มผมแดงเขตเครสเตอร์ กลุ่มของเซน เอเดน ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงคนหนึ่ง ความจริงในกลุ่มของยังมีอีกแต่อาจไปอยู่กลุ่มบี หรือไม่ก็หน่วยสนับสนุน ยังมีกลุ่มต้องสงสัยบางคนที่ถูกจัดให้อยู่หน่วยรุกกลุ่มเอ หนึ่งในนั้นคือเซน เอเดนหัวหน้ากลุ่มของเฟร็ด และกลุ่มไซเลนซ์ทั้งหมดสี่คน เจ้าของตึกในนอร์ธ และ...ริงโก้”

“อะไรวะ” เพียซร้อง หัวหันขวับ คนที่เหลืออมยิ้ม

“ขนาดมาที่หลัง ถูกเลื่อนชื่อไปข้างหน้าเลยนะ” เขาศอกแซว ริงโก้ยักคอไปมาเหมือนไม่ใช่เรื่องประหลาดใจ เขาพยักหน้าให้ทุกคนแล้วเดินอาด ๆ ไปรวมกับผู้ที่ถูกเรียก จากสถิติการประลอง หมอนี่ยังไม่เคยแพ้

จากนั้นหน่วยสนับสนุนเริ่มทยอยโดนเรียกชื่อ เดสซิเรถูกเรียกไปอีกคน เอมอนมองตามด้วยสีหน้ากังวล ตามด้วยชื่ออื่น ๆ กลุ่มของอเล็กซิสเองก็เริ่มเหลือคนน้อยลง และชื่อสุดท้ายคือเอมอนที่ยิ้มดีใจทันที

“แกมัวแต่ดีใจได้อยู่กับเดส แต่ไม่เสียใจที่แยกกับพี่แกเลยนะ”

“โธ่” ไอ้คนบ้าผู้หญิงกอดคออ้อน “นายเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว” เขาตบหลังสองสามทีแล้วรีบแจ้นไปหาเดสซิเร พวกเขาได้แต่ส่ายหัว มีเพียงคู่โอลิแวนกับเพียซที่ได้อยู่ด้วยกัน

“แหม ทำหน้าหมาหงอยเชียวนะ” เพียซ”ได้ที

“หุบปากไปเลย”

บลูรู้แล้วว่าเขาได้อยู่กลุ่มบี แต่ต้องลุ้นว่าตัวเองจะได้อยู่หน่วยไหน และสุดท้าย “บลู เทอร์นเนอร์” เขาตบบ่าเพียซและโอลิแวนเพื่อไปเข้ากับหน่วยรุก ชายหนุ่มจงใจเดินผ่านลูกบ้านสาวตาน้ำเงิน เธออยู่กลุ่มบีกับเขา แต่น่าจะเป็นหน่วยสนับสนุน สีหน้าเด็กสาวบ่งบอกว่าประหลาดใจเมื่อเห็นเขา แค่นั้นเขาพอใจ

 กลุ่มของเขาจะบุกตึกร้าง ซึ่งบลูไม่รู้ว่ามันคือที่ไหนเพราะไม่ได้เข้าอบรมเหมือนคนอื่น แม้เขาเคยเห็นราซาในสภาพเมืองที่มีชีวิตมาก่อนเมืองร้าง แต่ในเมื่อมันเป็นเมืองร้าง ตึกทุกแห่งย่อมร้างผู้คน รถถังเคลื่อนทัพนำไปก่อน ภายในใจเริ่มปล่อยวางเมื่อเห็นว่าพวกทหารเป็นฝ่ายห้อมล้อมกลุ่มอาสา หาได้ปล่อยให้พวกเขาเป็นแนวหน้าไม่ แม้จะอยู่ในหน่วยรุก พวกเขายังรอฟังคำสั่งจากหัวหน้าหน่วยอยู่ดี และพวกทหารจะเป็นฝ่ายเปิดและระแวดระวังให้ก่อน กลุ่มอาสามาเพิ่มกำลังให้จริงดังคำเชิญชวน บลูค่อนข้างเหงานิดหน่อยเพราะโอลิแวนและเพียซอยู่แถวหลัง ๆ แม้บางคนเขารู้จักแต่แค่เพียงผิวเผิน บลูจึงผูกสัมพันธ์กับรีเวอร์ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มต้องสงสัยไม่กี่คนในหน่วยนี้ เขาเรียกว่าไรดี การต่อสู้คราวนั้นก่อให้เกิดมิตรภาพได้ ดังนั้นบลูจึงแอบตั้งฉายาให้หมัดตัวเองว่า หมัดผูกมิตร

ข้อหนึ่งที่ทำให้เขาอุ่นใจคือมีรถหน่วยพยาบาลตามอยู่ ขณะเดียวกัน เขานึกหวั่นใจ เมื่อมันมีหลายคัน

ราซาสิ้นชีวิตโดยสิ้นเชิง เนื่องจากสภาพอากาศอับชื้น ตึกบางแห่ง นอกจากจะมีเถาวัลย์เลื้อยเก้า ยังมีราขึ้นตามฝาผนัง บลูเคยอาศัยในเขตนี้ จนกระทั่งเอาชนะเควสระดับสูงสุดและมีชิปมากพอซื้อตึกได้ทั้งตึก เขาจึงย้ายออกไป หนึ่งปีถัดมา ทุกอย่างก็ราบเป็นหน้ากลอง จนมันกลายเป็นเมืองร้าง แหล่งของมือสอง และ...สนามรบ

“ฉันอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน เขตนี้ก็ถูกถล่มทันที” รีเวอร์เริ่มชวนคุย “นายเห็นเหตุการณ์หรือเปล่า”

“เห็นสิ” แม้เขาบอกให้เพื่อน ๆ อยู่เฉย ๆ อย่าเข้าไปยุ่งกับกลุ่มต่อต้านอำนาจรัฐ แต่บลูไม่ใช่คนปากตรงกับใจเหมือนดังที่ริงโก้เคยว่า เกรกอรี่...เขาเห็นคนคนนี้ตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะไอ้นิสัยกระสันใคร่รู้เรื่องชาวบ้านรุนแรงพอ ๆ กับพวกผู้หญิงทำให้เกือบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้าย แม้บอก(เชิงบังคับ)ไม่ให้คนในกลุ่มเข้าร่วมชุมนุม บลูกลับแอบเข้าไปดูงานเสียเองจนเห็นเหตุการณ์ที่คนเหล่านั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่และความพ่ายแพ้ราบคาบของผู้ประท้วง ตั้งแต่นั้น เขาสาบานว่าจะไม่กระตุกหนวดทางการเป็นอันขาด

รถพยาบาลทิ้งระยะห่างจากพวกเขาแล้ว ทั้งหมดเดินเท้ามาจนถึงตึกแถวแห่งหนึ่ง เมื่อก่อนมันเคยเป็นซูเปอร์ที่ใหญ่ที่สุดในสี่เขต สินค้าข้างในยังคงมีให้เห็นอยู่ประปราย โดยเฉพาะพวกหมดอายุ ทหารข้างหน้ายกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วทำมือครอบกระหม่อมก่อนจะแตะที่สันกราม ทุกคนเข้าใจก็เปิดระบบหมวกนิรภัย

“สวัสดี บลู เทอรน์เนอร์”

เขาไม่ตอบและคิดว่ามันคงจะทักเขาซ้ำ ๆ อย่างงี้ทั้งวัน

มีเสียงคนกระแอมในหัว จากนั้นเสียงอัตโนมัติกลายเป็นเสียงคน “ที่นี่มีสัญญาณอุปกรณ์ไฟฟ้าและสัญญาณชีพ หน่วยรุกจะแบ่งกำลังค้นหา หน่วยสนับสนุนขอให้รออยู่ด้านนอกจนกว่าจะได้คำสั่งให้เข้ามา หากเจอศัตรูขอให้กำจัดทิ้งทันที” บลูพยักหน้าไปตามความเคยชิน แม้รู้ว่าคนพูดไม่ได้มองหน้าเขาอยู่

“ตามสัญลักษณ์ไป” เขาเห็นลูกศรสีแดงปรากฏขึ้นตรงหน้าให้ขึ้นบันไดทางซ้าย เหมือนมันตั้งลอยกลางอากาศ แม้ในใจรู้ว่าหากเขาถอดหมวกออกจะไม่เห็น ในใจอดทึ่งในความเนียนของเทคโนโลยีไม่ได้ รีเวอร์ยังคงไปทางเดียวกับเขา มือของเขาจับตัวหมุนใต้ลำกล้องเพื่อเช็กว่ามันอยู่โหมดปกติแล้วหรือไม่

ทว่าเมื่อขึ้นไปชั้นบน ยังคงไม่เจออะไรนอกจากกลิ่นเหม็นชวนคลื่นเหียน “เปิดระบบป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์” เจ้าหมวกบนหัวพูด เมื่อนั้นเขาจึงเหมือนนักบินอวกาศ กลิ่นพวกนั้นทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว บลูได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง แต่ละคนเริ่มกระจายกำลังกันค้นหา ฉับพลันฝั่งตรงข้ามเกิดเสียงดังตึกตัง ทั้งหมดหันขวับ หุ่นยนต์ร่างสูงผอมปรากฏสามตัว ทหารนายหนึ่งกระโดดตรงเข้าฟันคอขาดแล้วจัดการอีกสองตัวในสองดาบ

มาทำไมวะกู

ไม่ มันผิดปกติ พวกทหารตรวจซากหุ่นยนต์ในขณะที่เขามองไปยังร่างไร้หัว หน้าจอเริ่มทำการวิเคราะห์ให้ดู “โมเดลซี เลเบอร์ สามศูนย์เจ็ด หุ่นยนต์ลำเลียง”

มันไม่ใช่หุ่นรบจึงถูกกำจัดได้ง่าย

แต่มันลำเลียงอะไรล่ะ

พวกเขากำลังดูดข้อมูลจากหุ่นยนต์ บลูคิดว่าเป็นอย่างนั้น จากนั้นไม่นานพวกทหารเริ่มเดินกันวุ่น ทั้งหมดเริ่มทยอยเคลื่อนตัวไปอีกห้อง เพื่อขึ้นบันไดตรงกลาง พวกเขาขึ้นไปยังชั้นสามจึงพบว่าเป็นห้องโกดังปิดล๊อกไว้หนาแน่ หน้าจอบนหมวกของเขากะพริบเพื่อปรับโหมด เขาสัมผัสได้ว่าแม้แต่ชุดสูทยังมีการปรับเปลี่ยน หน่วยสนับสนุนจำนวนหนึ่งถูกเรียกขึ้นตัวขึ้นมาพร้อมกับอุปกรณ์แท่งยาวคล้ายเครื่องสแกน กลุ่มอาสายืนตั้งแถวอยู่ข้างหลังพร้อมกับถือปืนพร้อม ส่วนพวกทหารนั้นคุกเข่าเล็งไปยังห้องดังกล่าว ทหารสองนายช่วยกันหมุนเพลาบนประตูเหล็ก พอกลอนถูกปลดลง ประตูค่อยเลื่อนออกมาปรากฏให้เห็นร่างคนนอนเบียดเสียดเป็นปลาซาดีนในกระป๋อง เครื่องสแกนบนมือเจ้าหน้าที่ขึ้นสีแดงเขียนว่า ติดเชื้อ

“ชุดนี้กันโรคหรือเปล่าวะ” เขาพึมพำ แม้ยังไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่ในใจหวั่นแล้ว

“ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับทุกสภาวะ ขณะนี้โหมดคุ้มกันโรคกำลังทำงานอยู่”

แม้เขาไม่ได้ตั้งใจถามมัน แต่ยินดีกับคำตอบ

ปลายเท้าร่างหนึ่งกระตุกตามด้วยอีกหลายคู่ ร่างแต่ละร่างหุนหันลุกขึ้นมา บลูจำได้ไม่มีวันลืมว่ามันคืออะไร

          ไม่จำเป็นต้องรับสัญญาณ ทุกคนเหนี่ยวไกก่อนที่พวกมันจะมีโอกาสยืนได้ด้วยซ้ำ





Alexis Davis


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #247 DevilSmile~ (@guproinw555) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 09:54
    น้องงงหน้าตาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าที่คิด แหะๆ
    #247
    1
    • #247-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 57)
      11 กรกฎาคม 2562 / 13:18
      ช่วงวาดใหม่ ๆ หน้าตาไม่ซ้ำเลยจ้า 55555
      #247-1
  2. #123 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 16:38
    น้องงงงง
    #123
    1
    • #123-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 57)
      16 ตุลาคม 2561 / 22:06
      โผล่มานิดเดียว แฮะ ๆ
      #123-1
  3. #122 OOO- (@OOO-) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 15:17

    ค้้้าง

    #122
    1
    • #122-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 57)
      14 ตุลาคม 2561 / 21:03
      อีกนิดเดียวก็วันอาทิตย์แล้ว

      ส่วนข้าพเจ้าก็หืดขึ้นคอ เฮือก!
      #122-1
  4. #121 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 10:44
    ซอมบี้?
    #121
    1
    • #121-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 57)
      14 ตุลาคม 2561 / 13:14
      แม่นแล้ว กรรรรรร
      #121-1