ตอนที่ 56 : คำสารภาพ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 112
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    7 ต.ค. 61

พวกผู้หญิงมีวิธีบรรเทาความเครียดต่างกับผู้ชาย ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน การได้จับจ่ายซื้อของคือความสุขและวิธีปลดปล่อยมวลพลังลบทั้งปวง ถึงแม้ที่นี่ไม่มีร้านบูติกแบรนด์ชั้นนำ หรือแม้แต่ร้านโนเนมดีไซน์ล้ำ มีเพียงตลาดมือสองและแผนกเสื้อผ้าในซูเปอร์ ตั้งราวเรียงกันเป็นตับ ไร้รสนิยม แม้ทอยซิตี้ไม่มีตัวเลือกให้กับผู้หญิงมากนัก แต่แค่ได้สวมใส่ ลอง และซื้อ ก็สนองนี้ดได้ไม่ยาก และเพราะมันเป็นหนทางเดียวสำหรับพวกเธอ

คงมีแค่อเล็กซิสที่นั่งเท้าคางรอเทสซ่าแต่งตัว

คนอย่างอเล็กซิสนี่เหรอจะแค่นั่งรอ เด็กสาวผู้ชื่นชอบสะสมเสื้อผ้าสวยและน้ำหอมเป็นชีวิตจิตใจ ทั้ง ๆที่ค่าตัวจากงานพิเศษต่าง ๆ ละลายไปกับของพวกนี้ เหตุใดเธอจึงนั่งเบื่อ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ใครคือคนที่ช้อปด้วยต่างหาก และก็ไม่ใช่เพราะเทสซ่าแน่นอน

เทสซ่าเดินออกจากห้องลองเสื้อพร้อมเบลินดา สวมเสื้อแจ๊กเกตดำแบบเดียวกับที่เธอชอบยืมอเล็กซิสใส่สมัยอยู่ในหอพัก (ท่าทางจะชอบจริง ๆ) เสื้อนอกทับเสื้อสายเดี่ยวสีเขียวข้างใน ด้วยบุคลิกทะมัดทะแมง ผิวสีเชสนัท และรองเท้าบู๊ตหนัง เธอยิ่งสวยและเท่เหมือนนางเอกเดินออกจากหนังแอคชั่น “สามพันสองร้อยชิป ไม่ใช่หนังแท้ แต่ก็ดูดีนะ” เธอรูดซิปไปมา “ว่าไง”

อเล็กซิสพยักหน้าอนุมัติว่าผ่าน เริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกผู้ชายรู้สึกอย่างไรเวลารอผู้หญิงซื้อของ หากเป็นมินนี่ก็คงดี เพราะจินตนาการของเธอล้ำจนอเล็กซิสตามไม่ทัน มินนี่เล่นสนุกอยู่คนเดียว ลอดราวแขวนเสื้อแบบเดียวกับที่ชาร์ลีชอบทำ เทสซ่าเองก็ไม่สนใจให้น้องสาวช่วยเลือกแต่แรกจึงไม่ได้ว่าอะไร บางครั้งเธอนั่งมองน้องเล็กของพวกโธมัสก็เพลินไปอีกแบบ อย่างน้อยมินนี่เป็นคนเดียวที่ยังสามารถคงความไร้เดียงสาในตัว “เดี๋ยวเสื้อเขาหล่นนะ” อเล็กซิสออกปากเตือน แต่เด็กสาวร่างเล็กเพียงส่ายหัวแล้วพรุ่บหายไป จากนั้นก็วิ่งเข้าห้องลองเสื้อแล้วปิดประตู หัวเราะคิกคักอยู่ข้างใน

เทสซ่าเหลือบตามองอยู่ตลอด แต่เพราะมินนี่ยังไม่ได้รบกวนใคร และแถวนี้มีแต่พวกเธอจึงปล่อยไปก่อน เธอถามอีกครั้ง “แล้วเบลล่ะ เธอว่าผ่านแล้วยัง”

เมื่อโดนทักแบบนั้น ผู้ถูกถามใช้หางตาเหลือบมองสาวอีกคน เบลินดาเม้มปากก่อนจะบอกว่า “ฉันไม่ต้องการความคิดเห็นใคร”

แน่สิ สายตาเธอกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เบลินดาเลือกกระโปรงลายงูสีเขียวกับเสื้อแขนกุดสีชมพูเมทัลลิกซึ่งเหมาะกับเที่ยวกลางคืนหรือไปปาร์ตี้มากกว่าวันธรรมดา แต่เจ้าตัวยังหาเข็มกลัดพู่สีชมพูแป๋นติดบนอกอีก นี่มันรายการเด็กประจำวันเสาร์หรืออย่างไร ปกติแล้วอเล็กซิสไม่สนใจคนอื่นแต่งตัวเท่าไรนัก ยกเว้นพวกคนดัง การแต่งตัวของเบลินดาเป็นหนึ่งในไม่กี่หัวข้อที่ทำให้จูนกับเอโลดี้คุยกันออกรส สไตล์ของเธอเตะตาจนไม่อาจละได้ มันทำให้เธออยากถอดเสื้อของเด็กสาวออกให้หมดแล้วโยนตัวใหม่ให้ทันที

“โธ่ เชื่อสายตาอเล็กซิสเถอะ” เทสซ่ารบเร้า น้ำเสียงร่าเริงราวกับเพื่อนอีกสองคนสนิทกันมาแต่นมนาน ทำไมอเล็กซิสจะไม่รู้ว่าหญิงสาวพยายามให้ทั้งสองฝ่ายญาติดีกัน ถึงได้เรียก (กึ่งบังคับ) อเล็กซิสมาช่วยลองเสื้อผ้า สมกับที่เรมีเปรียบเปรยว่าเทสซ่าคือแม่จอมจุ้นจ้านประจำกลุ่ม

“เอาออกให้หมด” เธอตอบ มุมปากเชิดขึ้นเป็นเชิงยิ้มเยาะ “เชย”

เบลินดากลอกตา “ฉันไม่ได้ถาม”

“ถ้าเธอมั่นใจก็แล้วแต่” อเล็กซิสเริ่มสนุก

“จริง ๆ แล้วฉันก็ว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับเธอนะเบล” เทสซ่าพยายามปรับประโยคให้เบาลง “ถ้าเป็นตัวอื่น จะช่วยให้หุ่นเพรียวขึ้นนะ” ว่าแล้วก็ดึงเบลินดาให้หันไปสนใจเสื้อตัวใหม่ พลางหันมาถลึงตามองเธอเป็นเชิงตำหนิ “นี่ไง ลองตัวนี้สิ”

อเล็กซิสกลอกตาแล้วลุกไปหามินนี่ เธอเคาะประตูแต่เด็กสาวไม่ยอมตอบกลับทำเสียง “ก๊อก ก๊อก” เธอเคาะอีกที “มินนี่ ออกมาได้แล้ว”

“ก๊อก ก๊อก”

จะเล่นแบบนี้สินะ อเล็กซิสกลั้นใจพูด “ก๊อก ก๊อก”

“ใครคะ” มินนี่จึงตอบได้

“นี่อเล็กซิส ออกมาได้แล้ว เทสซ่าจะไปแล้วนะ” เธอทำเสียงเร่ง ๆ เพื่อให้เด็กสาวเชื่อ

“จะจ่ายเงินแล้วใช่ไหม”

“อื้อ ออกมาเร็ว ๆ”

เสียงกลอนประตูดังแกรก มินนี่เปิดประตูออก เธอจึงคล้องคอลากตัวออกมาเพื่อไม่ให้วิ่งเล่นที่ไหนอีก คนอื่นคงนึกว่าสาวผิวเข้มตัวเล็กคนนี้น่าจะไม่เกินสิบสอง แต่มินนี่นั้นรุ่นเดียวกับเธอ และตั้งแต่อยู่ในทอยซิตี้ มินนี่ยิ่งสร้างโลกในจินตนาการมากกว่าปกติ “เบลยังเลือกของอยู่เลย” สาวผิวเข้มตัวเล็กร้อง จ้องหน้าเธออย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ อเล็กซิสวางฝ่ามือลงบนหน้าเด็กสาว จนมินนี่ร้องไห้ปล่อย

“เธอยังฝันถึงเบ็กกี้อยู่เหรือเปล่า”

มินนี่หยุดร้อง นิ่งคิด อเล็กซิสจึงปล่อยมือ “ไม่รู้เหมือนกัน”

“อ้าว”

“มันมืด มันไม่ทรมาน มืดอย่างเดียว มองไม่เห็นอะไรเลย”

อเล็กซิสกอดอก “แปลว่าฝัน?”

เด็กสาวกระทืบเท้า “อื้อ ฉันไม่รู้อ่ะ ฉันอาจจะหลับสนิทก็ได้ เบ็กกี้ใจร้าย เธอไม่บอกอะไรฉันเลย แถมยังทำให้ฉันฝันร้ายตั้งนาน คนอื่นไม่เห็นเป็นแบบนี้ มันทรมานรู้ไหม”

ไม่มีใครรู้คำตอบจนกว่าจะถึงวันบุกราซา จนกว่าพวกเขาพบว่าพวกมันลักพาตัวเด็กเหล่านั้นไปทำไม อเล็กซิสกับมินนี่ยืนรอเทสซ่ากับเบลินดาซื้อเสื้อผ้า ยายตัวเล็กไม่สนใจเลือกเองเพราะพี่สาวเลือกให้หมด พอโดนรั้งตัวไม่ให้ขยับไปไหนก็เล่นถักเปียผมของอเล็กซิสแทน

“รีเวอร์มาอีกแล้ว” เด็กสาวว่า มือสาวผมจับเป็นช่อแล้วถักเปียใหม่ ดวงตาสีฟ้าจ้องออกไปข้างนอก อเล็กซิสมองตามเห็นชายผิวเข้มตัวสูงใหญ่ยืนมองเข้ามาข้างใน เธอจำได้ว่าเขาอยู่ในวันอบรมด้วย และเป็นคนที่ชอบมองมาทางเทสซ่าอยู่บ่อย ๆ และเพราะเขาไม่ได้ตัวเล็กเลย ไหล่กว้าง แม้สวมเสื้อยืดยังเห็นกล้ามอกข้างใน ต่อให้พยายามแอบ หรือกลบเกลื่อนก็ไม่มีทางสำเร็จ เธอสังเกตเห็นเขามาสักพักแล้วตั้งแต่เจอเทสซ่า แต่ยังไม่แน่ใจว่าตามใครกันแน่จนมินนี่เอ่ยขึ้นมา “รีเวอร์หรือ?”

“อื้อ” มินนี่พยักหน้า “แฟนเก่าเทส”

“โอ้” ทำไมเราต้องรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้ด้วยนะ เธอเหลือบมองเพื่อนสาวอีกที สองคนนั้นยังหัวเราะคิกคัก ไม่รู้ตัวว่ามีคนกล่าวถึง “หมอนั่นไม่ได้เป็นโรคจิตใช่ไหม” เธอถามตัวน้องสาว

มินนี่ส่ายหัว “รีเวอร์น่ารักจะตาย ไม่กวนประสาทเหมือนโคดี้ด้วย เขาเป็นผู้ใหญ่ โนเอลก็ชอบ” แววตาสีฟ้าอ่อนสลดลงเมื่อนึกถึงพี่ชายที่จากไป อเล็กซิสลุกขึ้นกอดเธอเป็นการปลอบโยน “ถ้าเขาไม่หายไปและไม่ทำให้เทสซ่าเสียใจก็ดี แต่มันไม่ได้แปลว่าฉันเชียร์เขาแทนโคดี้นะ” เด็กสาวเงยหน้าทำตาปริบ ๆ ถึงแม้เธอค่อนข้างประหลาดไปสักหน่อย แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เอ็นดูน้องเล็กของพวกโธมัสคนนี้

อเล็กซิสยิ้ม “ฉันรู้”

เธอมองรีเวอร์อีกครั้ง ครั้งนี้เขารู้ตัวจึงเดินหายไป เธอไม่เคยรู้เรื่องเขาเลย ไม่แน่ใจว่าเทสซ่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับแฟนเก่า แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีเรื่องขัดข้องใจกับแฟนปัจจุบันก็คงดี อเล็กซิสถอนหายใจ เธอนึกถึงวันที่อเล็กซ์เจอเธอแอบอยู่หลังถังขยะข้างตึกที่พักไมเคิล สติตกอยู่ใต้อำนาจฤทธิ์ยา ถึงแม้เธอไม่อาจตอบได้ในเวลานั้นแต่ใช่ว่าไม่รับรู้ถึงความห่วงใยที่เขายังมีต่อเธอ แต่มันจะมีประโยชน์อันใด ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่อาจต่อติด อเล็กซ์ไม่ผิดหรอกที่หวาดระแวง แต่มันน่ากลัวที่สุดเมื่อเขาไม่ยอมรับฟังอะไรเลย เขาสรุปทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วตัดสินใจเดินออกจากความสัมพันธ์ ไม่เปิดโอกาสให้เธออธิบาย เขาหลบหน้า ทำตัวเหินห่าง เหมือนกับเธอไม่มีตัวตน แต่แล้วก็ยื่นมือเข้ามาอีก เธอไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไร แล้ววงจรแบบนี้จะวนเป็นลูปหรือไม่ เดี๋ยวรัก หรือไม่รัก ตั้งแต่ไหนแต่ไร อเล็กซิสพยายามเข้าใจเขาอยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้เธอเหนื่อยเกินกว่าจะทำแบบนั้นต่อไป เวลาของเธอไม่เหลือให้วิ่งตามใครอีกแล้ว

แต่เธอรู้สึกผิดกับเพื่อนคนอื่น โดยเฉพาะไมเคิล เขาอาจไม่รู้ตัวว่าความรู้สึกที่มีต่อเธอมันไม่ใช่อารมณ์รักแบบหนุ่มสาว ไมเคิลสับสนว่าตัวเขาคิดอย่างไรผสมกับความใคร่รู้ หากแต่มันอาจเป็นความโหยหาครอบครัวที่เขาสูญเสียและไม่เคยมีสมบูรณ์ ความจริงใจของเขานั้นบริสุทธิ์ อาจไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาต่อโลกแต่อ่อนประสบการณ์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนไม่อาจเข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์ได้ เพราะหลังจากเสียผู้ปกครองไปทั้งหมด แทนที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่ เขาเลือกปิดกั้น ไมเคิลใช้ชีวิตคนเดียว และเมื่อเขาเริ่มยึดเธอเป็นที่พักพิงทางใจ อเล็กซิสกลับทำลายมันด้วยการบอกความจริงเรื่องอะวีซี

ครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นผู้ชายร้องไห้คงเป็นเจสซี่ แต่พี่ชายเพียงปล่อยให้น้ำตาไหล หรือไม่ก็เดวี่ เธอหัวเราะในลำคอเมื่อนึกถึงปัญหาหัวใจสมัยก่อน มันกลายเป็นบทละครน้ำเน่าโบราณที่เธอแทบนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองเสียใจกับมันมากขนาดนั้นได้อย่างไร เธอไม่เคยคิดว่าจะเห็นน้ำตาของไมเคิล อเล็กซิสตื้นตันและรู้สึกผิดไปพร้อมกัน

 “เบื่อแล้วอ่ะ อเล็กซิสเราไปหาอะไรกินกันก่อนไหม” มินนี่ปลุกเธอจากภวังค์ พอเธอหันไปมองพวกเทสซ่าก็เห็นสองสาวเดินออกจากจุดจ่ายเป็นที่เรียบร้อย “ไม่ต้องรอแล้วล่ะ มากันนู่นแล้ว”

ถึงแม้อเล็กซิสจะมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเทสซ่าและมินนี่ แต่ถ้าไม่ใช่เวลาอยู่กลุ่มใหญ่ การต้องทนกับตัวตนของเบลินดาไม่ใช่ช่วงเวลาที่เธอปรารถนา ทุกครั้งที่เบลินดาหัวเราะหรือยิ้ม ภาพออสโล่กับเวดจะผุดขึ้นมาตลอดเวลา

ทั้งหมดซื้อข้าวกล่องมารับประทานในล๊อบบี้ชั้นล่างของที่พักเทสซ่า อเล็กซิสชอบเครสเตอร์ตรงที่มันกว้างและไม่แออัดเหมือนกับเดอะวาล ทั้งช่วงตึกและถนนนั้นโล่งทำให้รู้สึกเหมือนหายใจคล่องขึ้น ยกเว้นเบลินดาที่ทำให้อากาศเป็นพิษ

 อเล็กซิสหยิบเช็ดปากเมื่อรับประทานเสร็จ เทสซ่าถึงกับวางตะเกียบ “ทำไมเธอกินเร็วขนาดนี้”

เด็กสาวยักไหล่ มือเก็บตะเกียบยัดเข้าไปในกล่องซูชิก่อนจะดื่มน้ำตาม

สาวผิวเข้มเหลือบมองทุกคนแล้วค่อย ๆ วางกล่องข้าวลง “คือ...ฉันรู้ว่าพวกเธอไม่ถูกกัน แต่พวกเราผ่านอะไรหลายอย่างมาด้วยกัน...” อเล็กซิสสบตากับอีกฝ่าย ทว่าดวงตาสีน้ำตาลของเบลินดาจ้องเพียงเทสซ่า “...พวกเธอลดอคติลงได้ไหม ไหน ๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว”

ไม่มีทาง อเล็กซิสส่ายหน้า มันไม่มีทางเป็นเรือลำเดียวกัน เพราะความโง่เขลาของเด็กสาวคนนี้ไม่ใช่เหรอที่ทำลายชีวิตเธอ ชีวิตออสโล่ ชีวิตเวด แล้วยังซอนย่าที่ตายไปอีก เธอไม่เคยลืม ใครกันที่ถูกตำรวจสองคนนั้นตีจนตัวน่วม ใครกันที่กลายเป็นพยานจำเป็นเมื่อซอนย่าฆ่าตัวตาย ยังไม่รวมไอ้ยาพิษที่อยู่ในตัวเธออีก มันยิ่งกว่าชีวิตตกต่ำเสียอีก มันไม่มีความหวังหลงเหลืออยู่เลย “อเล็กซิส...” เทสซ่าเสียงอ่อน “ได้โปรดเถอะ”

แต่ก่อนที่เธอจะอ้าปากเถียง น้องเล็กโธมัสกระตุกแขนพี่สาวอย่างแรง ทั้งสี่หันไปมองชายผิวคล้ำที่เดินตรงเข้ามา รีเวอร์เลื่อนฮู้ดลงเผยให้เห็นผมตัดสั้นเกรียน อาจไม่ใช่ผู้ชายร่างตัวใหญ่ยักษ์อย่างโนเอลหรือริงโก้ แต่เวลาพวกเธอนั่งอยู่แล้วเขายืน ช่างเหมือนกับเงยหน้ามองรูปปั้นเทพเจ้า เขาต่างกับโคดี้นัก น่าจะรุ่นเดียวกับพวกเอมอนหรือไม่ก็บลู “เทสซ่า ฉันขอคุยกับเธอได้ไหม”

เบลินดาจับมือเทสซ่าไว้คล้ายกับต้องการห้าม ในขณะที่มินนี่นั่งเอามือจับแก้มมองตัวเอง มองพี่สาวกับแฟนเก่าเหมือนลุ้นว่าจะมีเรื่องสนุกอะไรให้เธอเห็น

“ขอร้อง ไม่นานหรอก”

เทสซ่าดูลำบากใจ เธอเหลือบมองเพื่อนรอบตัวเพื่อขอความคิดเห็น มินนี่พยักหน้าเหมือนตุ๊กตาหน้ารถ ส่วนเบลินดาส่ายหน้า พอดวงตาสีเทาสว่างสบตากับเธอ อเล็กซิสเพียงแค่แบมือทั้งสองข้างออก ทำอย่างไรได้ เธอไม่มีความเห็นในสมองเลยเพราะรู้แค่ว่าชายคนนี้คือแฟนเก่าของเพื่อนเธอ ไม่รู้ว่าพวกเขาจบกันอย่างไร ถ้าเขาเป็นมิตรก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องห้ามเสียหน่อย แต่...นั่นแหละ เธอไม่รู้

“แป๊บเดียวนะ เดี๋ยวแฟนฉันกลับมาเขาจะเข้าใจผิด” เทสซ่าบอก เธอเน้นที่คำว่า แฟน แม้อันที่จริงแล้ว กว่าโคดี้จะกลับก็ดึกดื่น ชายหนุ่มพยักหน้า รอยยิ้มโล่งใจปรากฏบนใบหน้าจริงจังนั้น เขามองพวกเธอที่เหลือเป็นเชิงขอบคุณราวกับสามสาวอนุญาตให้เทสซ่าคุยกับเขาได้ หญิงสาวเดินนำไปหลังตึก ไม่ทันไรมินนี่ลุกขึ้นคว้าแขนเธอกับเบลินดาวิ่งตามออกไป

“เดี๋ยว มินนี่ มันไม่ดีนะ” อเล็กซิสเอ็ด

“ชู่ว” เด็กสาวตวัดสายตาแล้วหัวเราะคิกคัก ไม่สนใจว่าสีหน้าฝ่ายตรงข้ามว่าอึดอัดแค่ไหน เบลินดาสูงประมาณบ่าของอเล็กซิสและทำจมูกฟุดฟิดบวกกับทำเสียงจิ๊จ๊ะตลอดเวลา เธอเบือนหน้าหนีแต่เพราะพวกเธอแอบเทสซ่าอยู่และเพราะอเล็กซิสตัวสูงที่สุดจึงเปรียบเสมือนเสาให้มินนี่เกาะโดยมีเบลินดาเบียดอยู่เพราะโดนหนีบไว้ “มินนี่...” เบลินดาพยายามปล่อย

เธอก้มตัวลงนิดหนึ่งแล้วกระซิบข้างหูหล่อนว่า “ฉันไม่มีวันให้อภัยเธอ” แค่นั้นร่างนั้นหยุดกึก สาวผมสีช๊อกโกแลตตวัดสายตามองเย้ยหยัน “ฉันไม่เคยขอ”

“ดี เพราะฉันจะได้เกลียดเธอได้อย่างสบายใจ ยัยฆาตกร”

คำสุดท้ายแรงเหมือนตบหน้าโดยไม่ใช่มือ แววตาหยิ่งผยองเมื่อครู่กลายเป็นหวาดหวั่น และเมื่ออเล็กซิสเห็นเงาตัวเองในดวงตาคู่นั้นก็ตกใจไม่แพ้กัน ความเกลียดชังในตัวเธอส่งผ่านออกมาจนเห็นชัดผ่านเงาสะท้อน และแม้แต่ตัวเองยังแทบรับไม่ได้กับใบหน้านั้น ดวงตาเธอเหลือบมองเทสซ่าและรีเวอร์ที่ยังคุยกันดี ไม่มีทะเลาะ จึงจับตัวมินนี่เลื่อนออกไป ให้ตัวเองมีช่องว่างปลีกตัว

มินนี่ไม่สนใจ เธอเขยิบตัวแล้วก้าวไปเกาะกำแพงข้างหน้าแทน สายตาจดจ่ออยู่ที่พี่สาวตัวเองมากกว่าคนรอบข้าง เวลานี้อเล็กซิสไม่สนใจแล้วว่าต้องรอเทสซ่าหรือไม่ แต่ฉวยโอกาสนี้กลับเขต ใบหน้าอาฆาตเมื่อครู่ยังติดอยู่ในหัว

“ฉันไม่เคยอยากให้พวกเขาตาย”

เท้าเธอหยุดกะทันหัน เบลินดาเดินตามมา “เวดยังไม่ตาย” เธอสวน หันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ที่มาจากที่เดียวกัน “เธอไม่เคยขอโทษ ไม่เคยรู้สึกผิด ตลอดเวลาฉันเห็นเธอลอยหน้าลอยตาราวกับตัวเองเป็นเหยื่อ...”

“เพราะฉันเป็นเหยื่อ” เด็กสาวตรงหน้ากำหมัดแน่น มือทั้งสองข้างสั่น

อเล็กซิสหัวเราะ “กล้าพูด”

“เหยื่อของผองเพื่อนเธอไงล่ะ ใครบ้างนะ กลุ่มเชียร์ลีดเดอร์ของเอโลดี้ ใช่สิ พวกลูกสมุนเพื่อนรักของเธอคงเห็นฉันอยู่เดียวเลยหาเรื่องสนุก ฉันไม่ได้อยากมาเลยแต่เพราะรูดอล์ฟอยากมา เขามีเพื่อนเยอะแยะฉันเลยต้องมา...”

อเล็กซิสชะงัก เบลินดากำลังหมายถึงคืนที่พวกเขาถูกจับ ปาร์ตี้ในคฤหาสน์มิลเลอร์ “รูดอล์ฟ?”

“แฟนของฉัน”

เธอไม่เคยรู้เลยว่าเบลินดามีแฟน และความทรงจำที่มีต่อเด็กหนุ่มนามรูดอล์ฟก็เลือนรางเต็มที่ เขาไม่ใช่กลุ่มเด็กเนิร์ดหากแต่เรียนดี แนวเวด แต่ก็ไม่ใช่นักกีฬา จัดอยู่ในกลุ่มพวกคลั่งไคล้เกมมากกว่า นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่เธอมีในหัว

“ตกใจล่ะสิ เธอจะรู้อะไรล่ะเพราะพวกเธอคือศูนย์กลางจักรวาลอยู่แล้วนี่ ฉันไม่เคยดื่มเหล้า ไม่เคยอยากดื่มมัน แต่สาว ๆ พวกนั้นทำเป็นตีสนิท ทีแรกก็คิดว่านิสัยดีกว่าที่ตั้งแง่ไว้” ผู้พูดทิ้งขาลง กอดอกแน่น แววตาสั่นไหวเหมือนเพิ่งประสบเหตุการณ์นั้น เพียงแค่คิดยังเจ็บปวด “พวกนั้นคะยั้นคะยอให้ฉันดื่ม ฉันดื่มจนไม่ไหวก็ยัดใส่ปาก แล้วพอเมาฉันก็พ่นทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่กังวลในใจ ถ้าฉันไม่ได้ทุน แม่คงไม่โกรธเท่าไร แต่ถ้าเธอได้ขึ้นมา แม่ก็ต้องเปรียบเทียบ เธอไม่รู้ว่าครอบครัวฉันเป็นแบบไหน ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอมีแนวโน้มมากที่สุด พวกเธอเหล่านั้นฟังเหมือนเข้าใจแล้วก็ยื่นโทรศัพท์มาให้ บอกว่ามันเป็นวิธีเดียวที่จะเขี่ยเธอออกจากรายชื่อ”

หา คำสารภาพของเบลินดาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น ตรงกันข้าม มันเหมือนกับว่าเธอหยิบท่อนไม้ทู่ ๆ กระหน่ำแทงเข้าอกจนทะลุไปได้ ในขณะที่คนเหล่านั้นปลอบเธอเรื่องเดวี่กับจูน แต่กลับคิดแกล้งเธอด้วย...งั้นหรือ

คนตรงหน้าเหยียดยิ้มราวกับอ่านใจออก “คิดว่าพวกเขาชื่นชมเธอ รักเธอ เอาใจเธอเพราะอะไร ถ้าเธอไม่ใช่คนดังของโรงเรียน คิดหรือว่าจะมีใครอยากเป็นเพื่อนจริง ๆ จะมีสักกี่คนที่จริงใจ ผู้หญิงพวกนี้ แม้แต่เพื่อนกัน พออยู่ด้วยกันก็รักกัน พอห่างกันก็กัดกันเอง ตอนนั้นฉันอาจจะเมาแต่ไม่โง่ขนาดนั้น ทุกคนเอาแต่บอกว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีใครเสียบสายโทรศัพท์ ก็แค่ให้ฉันลองปลดปล่อยด้านมืดตัวเองมาบ้าง มันก็แค่นั้น ยัยกิบบี้กดโทร ยัยมารีแอนทำเป็นถือก่อนแล้วส่งให้ ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไร ลองพูดตามที่พวกนั้นให้พูด “สวัสดีค่ะ ดิฉันสงสัยว่าอาจมีกลุ่มเสี่ยงในงานปาร์ตี้บ้านคุณมิลเลอร์ ดูเหมือนว่าจะชื่ออเล็กซิส เดวิสค่ะ” ฉันหัวเราะ รู้สึกดีนิดหน่อยที่ได้แกล้งเธอแม้ไม่ได้ทำจริง ๆ แต่แล้วเสียงที่ออกมาจากโทรศัพท์คือ “พวกเราจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้” ฉันรีบวางสาย สร่างเมาทันที เหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่างแล้วพวกหล่อนก็หัวเราะ...” เบลินดาเขยิบเข้ามา “จริงอยู่ เจตนาของพวกนั้นอาจไม่ได้จะแกล้งเธอเป็นหลัก เพราะจริง ๆ แล้วพวกนั้นต้องการแกล้งฉันให้ถูกจับเพราะแจ้งความเท็จ คงไม่คิดว่าตัวเองจะโดนจับกันทั้งหมด แม่ฉันรู้ ฉันรีบโทรหาเธอระหว่างวิ่งหนีออกจากที่นั่น แต่ครอบครัวฉันถูกคนทั้งเมืองเกลียด แล้วสุดท้าย พวกเราก็ยืนตรงนี้ด้วยกัน”

ไม่รู้ป่านนี้เทสซ่ากับรีเวอร์เป็นอย่างไร มินนี่คงแอบฟังได้เท่าไร อเล็กซิสได้แต่ยืนอึ้ง พูดไม่ออก “...ทำไมเธอไม่บอกตำรวจเรื่องนี้”

“อย่าโลกสวยเลยน่า เธอคิดว่าพวกนั้นจะสารภาพเหรอ คนโทรก็คือฉัน เสียงในโทรศัพท์ก็เสียงฉัน ไม่มีใครเป็นพยานนอกจากคนพวกนั้น มีแต่ครอบครัวฉันที่รู้ ส่วนรูดอล์ฟรู้ความจริงที่หลัง แต่ก่อนรู้เขายังเชื่อใจฉัน เขาไม่เชื่อว่าฉันจะทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้น แต่เขาเป็นพยานให้ไม่ได้ วันนั้นที่ถูกตำรวจพาตัวไป ฉันรู้แล้วว่าทุกอย่างมันจบ”

เบลินดาไม่ได้หลบตาแต่อย่างใด อเล็กซิสนึกถึงวันสอบสวน วันที่นั่งบนเก้าอี้ไฟฟ้า... “พวกเขาคงรู้อยู่แล้วว่าเธอแจ้งความเท็จ พวกเขารู้อยู่แล้วว่ามันคือการแกล้งกัน...” แต่เคสเอชโอวันเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก เพียงแค่นั้นกระทบทั้งระบบ ครูโดบี้ส์และน้องสาวของเธอดันกระทำผิดด้วยการปกปิดข้อมูลและบิดเบือน ทั้งข้อมูลของเธอกับออสโล่ก็ถูกบิดเบือนไหนจะยังซอนย่าซึ่งถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงจริง ๆ เหมือนกับโยนหินลงน้ำแล้วกระทบออกเป็นวงกว้าง ถึงแม้เบลินดาไม่ได้ตั้งใจ ต่อให้มีคนช่วยหรือไม่ช่วย การกระทำผิดเกิดขึ้น ละเว้นไม่ได้...อเล็กซิสหลับตาสะกดกลั้นน้ำตา เธอควรรู้สึกแบบไหนก่อนดี โกรธที่ถูกทรยศ โกรธการกระทำอันโง่เขลาของอดีตเพื่อน โกรธว่าเบลินดาอาจใส่ร้ายเพื่อนของเธอก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็สายเกินไป

เธอหันหลังให้เบลินดา ไม่ต้องการคุยต่อ

“ฉันไม่เคยชอบเวด แต่ไม่อยากให้เขาเป็นอะไร” เด็กสาวโพล่ง “ส่วนออสโล่ เขาดีกับฉันมาก ขนาดไม่รู้เรื่องเขาก็ไม่ได้ตั้งแง่กับฉันเหมือนพวกเธอ เขาตายต่อหน้าฉัน คิดว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ แค่เหล้าเข้าปาก ฉันทำให้ครูที่ฉันเคารพรักถูกตัดสินประหารชีวิต เธอคิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรงั้นสิ”

“กิบบี้กับมารีแอนไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอจะพูดอะไรก็ได้ แต่ความจริงที่ว่าเธอคิดจะใส่ร้ายฉันมันอยู่ในหัวเธอไม่ใช่เหรอ ต่อให้พวกนั้นคิดแผนให้ ต่อให้เป็นเรื่องล้อเล่น เธอก็คิดไม่ใช่เหรอ” อเล็กซิสกล่าวทิ้งไว้แล้วผละจากจุดนั้น

 

ไมเคิลพยายามทำตัวเป็นปกติ เขามานอนเล่นในห้องเธอตั้งแต่สี่โมงเย็นเพราะในห้องตัวเองเต็มไปด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสามหนุ่มไอทีอย่างโคดี้ เรมี กับอาคุสะที่พยายามถอดรหัสเข้าเครื่องให้ได้ ทอยซิตี้ไม่ใช่เมืองพักตากอากาศ หากพวกเขาไม่ดื่มหรือชมลานประลองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก ทั้งสองคุยกันว่าหางานทำช่วงเย็นดีไหม อย่างน้อยอาจแก้เบื่อแถมได้ชิปนิดหน่อย ไมเคิลเคยลองทำแล้วออกมาและอาจจะกลับเข้าไปใหม่ วันนี้จึงผ่านไปอย่างช้า ๆ สำหรับทั้งสองคน บางครั้งเธอนั่งจดบันทึกอยู่ เขาจะเริ่มเข้ามากระแซะ หลายครั้งเธออยากให้ตัวเองคล้อยตามแต่มันมีบางอย่างที่ทำให้เธอหยุด สัมผัสของไมเคิลไม่ได้ปลุกเร้าอารมณ์ ทั้งที่หน้าตาและรูปร่างนั้นชวนให้หญิงสาวต้องหันกลับมามอง อาจเป็นเพราะแววตาของเขานั้นมันแสดงความใคร่รู้มากกว่าต้องการจริง ๆ และอาจเป็นเพราะเขาทำให้เธอรู้สึกกึ่ง ๆ ระหว่างออสโล่กับเจ้าลิ้ตเติ้ลชาร์ลีมากเกินไป ความใกล้ชิดของพวกเขายิ่งกว่าก่อนอเล็กซ์จะตีจากเสียอีก แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องนอนตัก กอด หรือถูกเนื้อต้องตัว พวกเขาไม่เคยไปไกลเกินกว่านี้ ถ้าไม่นับจูบทดลองคราวนั้น

และสุดท้าย เด็กหนุ่มมักผล็อยหลับบนตักเธอเสมอ ไมเคิลชอบให้เธอเกาหัวให้ ใบหน้ายามหลับน่ารักจนเธออยากกอดเขาแรง ๆ ปลายผมสีเงินนั้นค่อย ๆ หลุดออกไปเหลือเพียงเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน เขาบ่นอยากย้อมตลอดเวลาจนถึงขนาดถามหาในร้าน พนักงานในนั้นสัญญาว่าจะลองเบิกให้พร้อมกับมองเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดูนักหนา แบบเดียวกับสายตาเคียนโต้

สิบเอ็ดนาฬิกา เธอปลุกเพื่อนให้ตื่นและลุกจากเตียงเธอ “นี่ จะยึดห้องนอนฉันเหรอ”

ไมเคิลทำเสียงอื้อแต่ยังหลับตา “ถ้าฉันอยู่เป็นเพื่อนล่ะ”

เธอส่ายหน้า

เขาลืมตาขึ้น จ้องเธอด้วยดวงตาสีฟ้าเข้ม “ฉันยังหารค่าเช่ากับเรมีอยู่ เขาไม่โวยวายหรอก ฉันไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว หรือว่าเธอกลัวพวกเขาเข้าใจผิด”

ริมฝีปากเธอเหยียดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ “ไม่จำเป็นหรอก ฉันว่าไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นแล้วล่ะ นายกับฉันตัวติดกันยิ่งกว่าตอนนั้นอีก ถ้าอเล็กซ์จะโกรธฉันตอนนี้ จะไม่แปลกใจเลย” เธอพูดไปดึงแขนเขาไป

“เธอควรบอกเขานะ” เขาลุกขึ้น “แล้วก็ไม่ต้องลงไปส่งหรอก”

เธอส่ายหน้าอีกครั้ง “ทีนายยังส่งฉันทุกที แค่เดินไปส่งข้างล่างจะเป็นอะไรไป” พวกเขาเปิดประตูออกจากห้อง แต่ไมเคิลยังไม่ลืมคำถามแรก “สรุปแล้วเธอจะบอกเขาไหม”

“ทำไมนายคิดแบบนั้น”

“พอเขามา ทำไมถึงผลักเขาออกไป”

ถึงได้บอกไงล่ะว่าบางครั้งหมอนี่ก็ดูเหมือนจะใสซื่อ แต่บางครั้งก็กลายเป็นผู้เฒ่าแสนรู้ขึ้นมา “ฉันกลัวว่าเขาจะไปอีก” อเล็กซิสถอนหายใจ “ขอแค่ไม่ต้องไปผจญกับความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องหวาดระแวง”

ไมเคิลไม่ซักต่อแต่พยักหน้ายอมรับ “แล้วคนอื่นล่ะ”

“อย่า” เธอห้าม “อย่าให้พวกเขากังวลเลย”

คิ้วของเขาเลิกขึ้น ดูท่าจะไม่เห็นด้วยแต่ไม่ค้านอะไร พวกเขาเดินลงบันไดเร็ว ๆ จู่ ๆ ไมเคิลกางแขนออก แล้วเอานิ้วแนบริมฝีปากเพื่อให้เธอเงียบ “ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”

“ฉันได้ยินเสียงแปลก ๆ”

อเล็กซิสมองไปรอบตัว มันค่อนข้างมืดหน่อยเพราะเวลากลางคืน แต่ภายในตึกมีแสงสว่างจากโคมไฟตามทางสลัว ๆ ไม่ถึงกับมืดสนิท และที่สำคัญ เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย “มีคนถูกทำร้าย” เขาว่าแล้วย่องเดิน เธอทำตาม

“ปกติแล้วที่นี่ปลอดภัย” เธอกระซิบบอก บลู เทอร์นเนอร์เป็นเจ้าของตึก จะมีใครกล้าทำเรื่องไม่ดี เสี่ยงโดนโยนออกจากที่พักบ้างเล่า และที่ผ่านมาเธอรู้สึกปลอดภัย มีเจ้าของตึกตั้งหกคน แถมบางคืนยังเห็นริงโก้เดินตรวจอีก

“ฉันได้ยิน” ไมเคิลย้ำ รีบสาวเท้าลงไปชั้นหนึ่งซึ่งยังมีห้องพักอยู่ อเล็กซิสแทบจะสไลด์ลงราวบันไดเพื่อตามให้ทัน เด็กหนุ่มชี้มือไปทางห้องที่ติดกับทางเดินหนีไฟ แนวเดียวกับห้องของเธอ พอเท้าแตะพื้นจึงได้ยินเสียงชัดเจน ระบบประสาทเปิดโหมดตื่นตัวทันที อเล็กซิสกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดจะคว้าแขนเพื่อนแต่ไม่ทัน ไมเคิลไปถึงห้องนั้นแล้วเคาะประตูรัว ๆ “แกทำอะไรเธอ ออกมานะ!

หมดกัน อเล็กซิสยกมือกุมศีรษะ ครั้งก่อนที่อเล็กซ์กับเธอตะโกนใส่กันก็โดนเพื่อนบ้านเอ็ดไปที พวกเขาบอกเธอตรง ๆ แล้วก็มีบางส่วนที่แจ้งผ่านเดสสิเร ครั้งนี้เธอโดนอีกแน่ “หยุดเดี๋ยวนี้ ไมเคิล หยุด”

“เขาทำร้ายเธอ” ไมเคิลตวาดแล้วถีบประตู

ให้ตายเถอะ นายไม่รู้จักเสียงแบบนี้เหรอ! อเล็กซิสได้ยินเสียงตึงตังจากข้างใน ส่วนเสียงหญิงครวญครางหยุดลงไปแล้ว คนข้างในกำลังเดินออกมา หายนะกำลังวิ่งตรงเข้ามา ปกติแล้วหูเธอไม่ดีขนาดนี้ และที่สำคัญอย่างน้อยในตึกของเขาก็ควรมีเสียงแบบนี้บ้างนี่นา แต่ก็เป็นไปได้ว่าไมเคิลจะไม่เคยได้ยิน เพราะถ้าวัดจากปกติแล้ว ห้องนี้ร้องดังกว่าที่ควรจะเป็นจริง ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เธอกระตุกแขนไมเคิลให้วิ่ง แต่เขาไม่ยอม เอาแต่จ้องประตู

“รีบไป!

“พวกเขาออกมาแล้ว” ไมเคิลถีบประตูอีกที “ออกมา”

จบเห่

มีเสียงดังแกรก ประตูเปิดออก เธออ้าปากเหวอเมื่อเห็นบลูโผล่ออกมา แถมยังในสภาพเปลือยท่อนบน เขาใส่เพียงบ๊อกเซอร์ตัวเดียวจนอเล็กซิสต้องเบือนหน้าหนี “อะไรของพวกเธอ”

ไมเคิลดึงเหวี่ยงตัวเขาออกไปแล้ววิ่งเข้าข้างใน “อ้าว ไอ้เวร” อเล็กซิสจำเป็นต้องตามหนุ่มจอมจุ้นเข้าไปด้วย เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วจนเธอห้ามไม่ทัน (เพราะมัวแต่พยายามไม่มองกล้ามท้องของบลู) ไม่ทันไร ขาของเขาชะงักจนเธอชนหลังเขาดึงปึ๊ก

“โว้ย ไอ้เด็กสองคนนี้”

สาวผมแดงนั่งมองพวกเขาอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมร่างกายเปลือยเปล่าเพราะเสื้อผ้าถูกถอดออกทิ้งไว้ข้างเตียง อเล็กซิสกระตุกแขนไมเคิลที่ยืนแข็งเป็นท่อนไม้ เธอส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มมากกว่าแสดงออกว่าโกรธ “อยากร่วมด้วยเหรอ” เสียงของหล่อนแหบกระเส่าจงใจยั่วอีกฝ่าย เธอดึงแขนเพื่อนชายให้ออกไป

ไมเคิลมองหน้าเธอ ใบหน้าแดงก่ำ “ฉันคิดว่าเธอถูกทำร้าย” แล้วชี้ไปที่บลู

ชายหนุ่มชี้หน้าตัวเอง “ฮะ ถูกทำร้าย?” จากนั้นเปลี่ยนสีหน้าเป็นขบขัน “ขอโทษที่รุนแรงจนนายตกใจ” เขาตบไหล่ชายหนุ่ม แต่ไมเคิลมีกะใจเบี่ยงตัวออก

“คือบลู ไมเคิลค่อนข้างจะสับสนนิดหน่อย ฉันขอโทษจริง ๆ เขาไม่ได้ตั้งใจ” อเล็กซิสแก้ตัวให้เพื่อนและพยายามมองแค่หน้าของบลู ปกติแล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายในแบบที่เธอชอบ หรือตรงสเป็ก แต่หุ่นของเขานี่มัน...

หน้าอกชายหนุ่มสั่นสะเทิ้มก่อนเจ้าตัวระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น “พูดจริงดิ เพื่อนเธอไม่รู้จักเสียงเมื่อกี้เหรอ เอ แล้วที่อยู่ในห้องกันสองคนทำอะไรกันวะ” เขาหันไปบอกสาวข้างใน เธอหัวเราะคิกคัก ไมเคิลยังคงช๊อกได้แต่จ้องเท้าตัวเอง ฉันต้องคุยกับเรมี เรื่องแบบนี้ต้องให้เรมีช่วย นายจะซื่อแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ อเล็กซิสคิดในใจ “นายอย่าถือสาเขาเลยนะ”

บลูยังคงหัวเราะ เขาปัดมือเหมือนกับบอกว่า ไปไหนก็ไปเถอะ

หลังจากอธิบายให้ไมเคิลเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ว่าเสียงแบบนั้นไม่ได้แปลว่าเธอถูกทำร้าย (ไมเคิลยืนกรานว่าเขาไม่ใช่ไม่รู้ว่าเซ็กคืออะไร แต่ผู้หญิงคนนั้นร้องเหมือนแมวจะโดนเชือดจะให้เขาคิดอย่างไร) อเล็กซิสใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีสอนเรื่องเพศศึกษาฉบับรวบรัดให้ไมเคิลและเธอหวังว่าคงไม่ต้องมีชั่วโมงการศึกษาเร่งด่วนแบบนี้อีก

เมื่อกลับเข้ามาด้านใน ชายคนหนึ่งนั่งรอเธออยู่บนโซฟาใต้บันได แสงไฟตรงนั้นส่องสว่างเหนือศีรษะชายคนดังกล่าว เธอโล่งใจเมื่อเห็นว่าเขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยดีแล้ว บลูนั่งเอาเท้าพาดเข่าอีกข้าง มือยกผสานเหนือศีรษะ อเล็กซิสรู้ว่าเขารอเธอ แต่เด็กสาวเลือกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเลยไป

“อย่าทำเป็นไม่เห็น” บลูทัก เธอเกลียดนักเวลาเจอคนรู้ทัน อเล็กซิสถอนหายใจหันกลับไปเผชิญหน้า “ฉันขอโทษกับเรื่องเมื่อกี้”

“เขาไม่รู้จริงเหรอ” คิ้วสีเข้มเลิกขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาสีเทาขุ่นแวววับเล่นกับแสงไฟข้างบน สีหน้าปราศจากทีเล่นทีจริง

เด็กสาวส่ายหน้า “เขาไม่รู้จริง ๆ”

“ตลกว่ะ”

เธอเหลือบตามองบันได บลูเป็นหนึ่งในเจ้าของตึกที่เธอชื่นชอบน้อยที่สุดรองจากเพียซที่ไม่ชอบขี้หน้าทุกคนยกเว้นไมเคิล แม้บลูจะเคยซื้อของให้เธอก็ตามแต่เพราะเรื่องที่เขาแอบเข้าห้องเธอนั้นยากเกินกว่าให้อภัย จึงกลบเกลื่อนน้ำใจในตอนแรกไป บวกกับท่าทางยียวนตลอดเวลา มันไม่ใช่ท่าทีกวนประสาทแบบเบนเสียด้วย บลูมีนิสัยห่าม ๆ พูดจากระโชกโฮกฮาก และมักใช้คำหยาบ ถึงแม้เขาไม่เคยใช้มันกับเธอแต่ทุกวันต้องมีเหตุให้ได้ยินเสมอ ถึงแม้เดสซิเรกับเอมอนจะชอบจูบจ๊วบจ๊าบให้คนอื่นเห็น หรือบางครั้งเดสซิเรพาผู้ชาย (บางครั้งผู้หญิง) ขึ้นห้อง แต่บลูจะเล่นบทเข้าถึงตัวไล่ไปตามบันไดจนคนในนี้เห็นกันปกติ เธอเข้าใจว่าเขามาจากเมืองโกลด์ไมน์ซึ่งเป็นเมืองที่ไว้สำหรับทำเหมือง ท่าทางพื้นเพของเขาบอกได้ชัดเจน เพียงแต่เอมอนกลับสุภาพผิดกับพี่ชาย แถมเขากับริงโก้เป็นแค่สองคนในกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนอาสาด้วย

“รู้น่าว่าอยากไป” เขากระโดดลุกขึ้น “เมื่อกี้มันเหมือนกับว่า...” เขาชูมือตั้งฉากแล้วเลื่อนขึ้น “...จะขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้น ๆๆๆ แล้วพรึบ” หักมือลง “แม่ง”

อเล็กซิสทำหน้าเอือมระอา รู้ว่าบลูจงใจกวน “นายก็ควรระวังด้วยนะ ข้างห้องจะบ่นเอา”

เขายักไหล่

“อยากพูดอะไรก็พูดมา”

มุมปากคนตรงหน้าเลิกขึ้นข้างหนึ่ง “เราหายกัน”

เธอหัวเราะผ่านจมูกดังพรืด “ใช่เหรอ”

เขาใช้ฟันขบริมฝีปากล่างไปมาทั้งที่ยังจ้องเธอ “ที่ฉันเข้าห้องเธอ แล้วเธอก็ปล่อยให้เพื่อนผู้ใสซื่อวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาตอนฉันกำลังมัน ไม่ถูกเหรอ”

“ฉันไม่ได้เอาคืนนายสักหน่อย”

“รู้” ชายหนุ่มยักคอให้หนึ่ง “แต่หายกัน เจ๊ากันไป” จากนั้นเป็นฝ่ายชายเดินเข้ามาชนไหล่เธอเบา ๆ แล้วเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับผิวปากเป็นเพลง

          “กวนประสาท” เธอพึมพำ










หากใครติดตามช่องทางโซเชียลคงเห็นรูปนี้แล้วนะคะ

ตามที่บางท่านได้ขอมาว่าอยากเห็นภาพตัวละคร อันที่จริงเราวาดอเล็กซิสก่อน แต่น้องออกมาไม่ได้ดั่งใจค่ะ เรายังมือใหม่ ฝีมือไม่คงที่ ลองวาดน้องไมเคิลเห็นแล้วพออวดได้ เลยเอามาลงเป็นภาพประกอบก่อน หวังว่าจะชอบกันนะคะ

 

Michael Vadas



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. #120 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 17:15
    อเล็กซิสสสส
    #120
    2
    • #120-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 56)
      7 ตุลาคม 2561 / 21:19
      คนนี้แฟนคลับน้องเหนียวแน่น
      #120-1
  2. #119 OOO- (@OOO-) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 12:25

    บลู แอบน่ารัก

    #119
    1
    • #119-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 56)
      7 ตุลาคม 2561 / 13:30
      คนนี้ชอบหนุ่มห่าม ๆ 5555
      #119-1
  3. #118 Mapao555 (@mapao555) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 12:07
    ไมเคิล น่านงรักจัง
    #118
    1
    • #118-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 56)
      7 ตุลาคม 2561 / 13:29
      คนนี้ชอบมุ๊งมิ๊งชิมิ
      #118-1
  4. #117 Octory (@Octory) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 11:57

    งื้อออออออออออออออออออ

    #117
    1
    • #117-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 56)
      7 ตุลาคม 2561 / 12:05
      ลุงมาแซวหลานทำไมก๊ะ
      #117-1