ตอนที่ 58 : หน่วยรบที่หนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    29 ต.ค. 61

ด้ามแหลมโลหะฟันฉับตัดข้อต่อ ปืนกลอัตโนมัติหล่นพร้อมกับท่อนแขนเหล็กดัง ไมเคิลหมุนข้อมือขวาตวัดดาบฟันฉับตัดคอก่อนที่ระบบเลเซอร์ทำงาน เขาอุตส่าห์หักข้อมืออีกที กดด้ามดาบแล้วลากยาวจนลำตัวมันขาดครึ่ง เพียงแค่อยากได้ยินเสียงคมดาบเสียดสีกับโลหะราวกับมีเชื้อซาดิสม์

“เบเลียน กลุ่มบี เป้าหมายถูกประกาศให้เป็นเรดโซนตั้งแต่นี้เป็นต้นไป”

อะไรนะ เสียงประกาศดังขึ้นในหัว เขารับมือกับหุ่นยนต์อีกตัวที่โถมเข้ามา เป้าหมายของกลุ่มบีเหรอ คราวนี้มันไม่มีปืนกล และไมเคิลเคยประมือกับเพื่อนฝูงมันมาแล้ว อาวุธที่เขาเลือกนั้นคือดาบคู่ ไม่แน่ใจว่ามันเหมือนกับดาบของนายทหารที่ตายคนนั้นหรือไม่แต่ด้ามที่เขาถืออยู่คมกริบและใช้งานง่ายไม่ต่างจากครั้งก่อน ปืนสองกระบอกเหน็บข้างเอวและปืนไรเฟิลที่สะพายแปะอยู่กับหลังนั้นกลายเป็นม่าย เด็กหนุ่มสนุกกับการใช้ดาบมากกว่า ทว่า...เรดโซน? ข้อนี้ยังคาใจนัก

“เบเลียน กลุ่มบี กองกำกับการป้องกันโรคระบาดถูกเรียกประจำการ”

โรคระบาด? เขาทำลายศัตรูอีกตัว เกิดอะไรขึ้นกับที่นั่นกันแน่ นี่คือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด เวลาถูกแยกออกมาจากอเล็กซิสทำให้สมาธิของเขาครึ่งหนึ่งหายไปกับเธอ เขาอยู่ในหน่วยรุกกลุ่มเอเหมือนกับอเล็กซ์ แม้มีโคดี้ มินนี่ และเบลินดา แต่ทั้งสามคนอยู่ในหน่วยสนับสนุน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยกทุกคนออกจากกัน ทำไมไม่บุกทีละแห่ง

ฝูงห่าหุ่นยนต์ปลิวกระแทกกับฝาผนังสั่นสะเทือนไปทั้งโครงสร้าง แรงกระแทกกระเทือนส่งผลให้อะไหล่สะบัดหลุดออกจากกัน จากหุ่นยนต์น่าสะพรึง บัดนี้กลายเป็นเศษซากตกสู้พื้นดังก๊องแก๊ง คลื่นพลังที่จัดการปีศาจไร้วิญญาณได้เพียงฝ่ามือเดียว อเล็กซ์มองผลงานตัวเองด้วยท่าทางราวกับผู้เฒ่าจอมเวทก่อนจะเริ่มจัดการกลุ่มต่อไป พลังของชายคนนี้แข็งแกร่งขึ้นมากจนน่ากลัว และถ้าหากเบนยังมีชีวิตอยู่ บางที สองคนนี้อาจทำให้ทอยซิตี้สะเทือนเลยก็ได้

“ไทรอน กลุ่มเอ ชั้นสามตึกบัญชาการถูกยึดแล้ว ยังไม่เจอตัวประกัน”

พวกเขาเปิดฉากรบตั้งแต่เหยียบเข้าอาณาเขต ระบบกลไกในศูนย์บัญชาการเหมือนถูกติดตั้งไว้รอศัตรูแต่แรก มันคือสถานที่เดียวกับที่เขากับอเล็กซิสเผลอหลงเข้ามา และติดอยู่ในกับดักพร้อมกับพวกทหารเมื่อครั้งแอบลักลอบเข้าราซาครั้งแรก แต่สถานการณ์ครั้งนี้ต่างกับครั้งก่อนพวกทหารเตรียมการมาอย่างดี บวกกับหุ่นยนต์รบไว้สังหารหุ่นยนต์เช่นกัน สนามรบอาจกลายเป็นสวนสนุกหากไม่ใช่เพราะยังพะวงกับเพื่อนอีกฝั่ง แม้เขารอเวลาได้ขยับแข้งขาเต็มที่มานานแล้ว แขนทั้งสองข้างหมุนตวัดกวัดแกว่งเฉือนเนื้อเหล็กกล้าขาดไม่มีชิ้นดี กำลังที่ซ่อนอยู่ภายในผสานกับอาวุธที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ณ เวลานี้ เขาเป็นผู้ล่า

สถานการณ์กลับมาปกติเมื่อศัตรูทั้งหมดพ่ายแพ้ให้กับกองกำลัง หากที่นี่คือนิวโฮป เขาคงนำเศษเหล็กไปขายยังชีพได้เป็นเดือน ไมเคิลเดินกลับไปรวมกลุ่มตรงกลางกับพวกทหาร จู่ ๆ ก็มีขาคนโผล่ออกมาบนกำแพงจากนั้นค่อย ๆ โผล่ออกมาเรื่อย ๆ กลายเป็นร่างคนร่วงลงสู่พื้นท่ามกลางเหล่าทหารและอาสาสมัครที่ยืนออกันอยู่ บุคคลดังกล่าวลุกขึ้นยืน ยืดตัวขึ้นจนเห็นว่ารูปร่างเก้งก้าง เขาบาลานซ์ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เพราะหมวกนิรภัยปกปิดใบหน้าแต่ละคน ไมเคิลจึงเห็นแค่ว่า คนคนนี้มีแขนขายาวกว่าปกติทั่วไป แต่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ทั้งหมดจะเปิดระบบหมวก เขาจำได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีผมสีแดงเหมือนกับเบ็กกี้ “ผมไม่เห็นตัวประกันข้างบน มีแต่หุ่นยนต์”

นั่นคือพลังของเขา พวกทหารให้เขาอยู่ข้างหน้าแถมยังคุ้มกันอย่างดี แต่กระนั้นไม่มีสิ่งใดทำอะไรเขาได้ หรือพูดให้ถูก ไม่มีสิ่งใดถูกตัวเขาได้ เมื่อหุ่นยนต์เปิดฉากรบหนักจนโครงสร้างบางส่วนพังทลาย เฟร๊ดยืนอยู่ในจุดที่คอนกรีตทั้งแผ่นร่วงลงมาทับ มันกลับทะลุผ่านร่างเขาไปน่าพิศวง อย่างกับตัวเขาเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม ไม่มีอยู่จริง และเมื่อเขาขยับขาวางบนซากนั้นอีกที ไมเคิลก็ยังเห็นเงาหนุ่มคนนี้ ไม่มีสิ่งใดสัมผัสร่างเขาได้ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม แม้แต่กระสุนศัตรู มันทะลุออกไปหมด ดังนั้น เขาจึงถูกใช้ให้สำรวจข้างบน

“ไทรอน กลุ่มเอ ขอหน่วยสนับสนุนจำนวนหนึ่งเข้ามาสมทบ และหน่วยพยาบาลเข้ามารับคนเจ็บ”

“ทรอย หน่วยพยาบาล เราส่งกำลังส่งคนเข้าไปทั้งกลุ่มเอและบี”

เกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มบี เขายังไม่ได้ยินรายงานอีกเลย นอกจากที่เรียกทีมกักกันโรค

“ดันแคน กลุ่มเอ เราส่งหน่วยสนับสนุนเข้าไปแล้ว”

พวกทหารบางส่วนหิ้วปีกคนเจ็บออกไป กลุ่มอาสาสมัครทั้งหมดยังอยู่ครบและไม่เป็นอันตราย ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเองได้รับการคุ้มครองด้วย

“ไทรอน กลุ่มเอ ขณะนี้หน่วยรุกกำลังจะขึ้นชั้นสี่”

ไมเคิลเอียงคอด้วยความเคยชิน เขารอข่าวจากกลุ่มบีอยู่ แต่ยังไม่มีรายงานเข้ามาเพิ่ม และเพราะเขาจำได้แต่อเล็กซ์แม้สวมหมวกนิรภัย เด็กหนุ่มจึงเขยิบเข้าไปใกล้ด้วยใจคิดว่ามีเพื่อนอยู่ด้วย ทั้งนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่อเล็กซ์เองก็ไม่ได้แสดงท่าทีหมางเมินหรือเย็นชาต่อเขาเหมือนครั้งที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี พวกเขากำลังอยู่ในสภาวะที่ต้องสามัคคีกันไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง และอีกอย่าง เขาคิดว่าท่าทางญาติดีครั้งนี้ อเล็กซ์มีเป้าหมายเพื่อสอบถามเขาเรื่องอเล็กซิส ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย 

“เบเลียน กลุ่มบี พวกเราพบตัวประกันจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดติดเชื้อ”

“ติดเชื้อ” ไมเคิลพึมพำ มันหมายความว่าอย่างไร แล้วกลุ่มนี้มีเบ็กกี้หรือไม่ เขาหันไปหาอเล็กซ์โดยอัตโนมัติ แต่เพื่อนข้างกายยังยืนนิ่ง นั่นเป็นเพราะหมวกที่บังอยู่จึงไม่อาจรู้ได้ว่าหมอนี่คิดอย่างไร เมื่อนั้นเขานึกขึ้นได้ว่ามันน่าจะมีระบบติดต่อหากันได้จึงเอ่ยปาก “คุณหมวก ผมติดต่ออเล็กซิส เดวิสได้หรือเปล่า”

“ได้ครับ แต่ตอนนี้เราบังคับเปิดระบบแจ้งข่าวสารกันอยู่ ดังนั้นถ้าคุณอยากติดต่อเป็นการส่วนตัวจะยังทำไม่ได้จนกว่าโหมดนี้จะถูกปิด ถ้าหากคุณอยากแจ้งข่าวให้พูดว่าเปิดไมค์ ผมจะเปิดไมค์ให้ครับ”

นั่นหมายความว่าถ้าหากเขาพูดกับอเล็กซิสก็จะไม่ต่างกับ “ไมเคิล กลุ่มเอ เฮ้ อเล็กซิส เธอเป็นไงบ้าง” ทุกคนจะได้ยินเหมือนกันหมดสินะ

กำลังพลเคลื่อนตัวไปยังชั้นสี่พอดีกับที่ฝ่ายสนับสนุนและหน่วยพยาบาลขึ้นมา พวกเขาไม่มีโอกาสเช็กว่าในกลุ่มนั้นมีพวกโคดี้อยู่หรือไม่ ไมเคิลเก็บดาบแล้วถือปืนที่สะพายไว้แทน เขาเช็กตัวหมุนใต้ลำกล้องว่ายังเป็นโหมดปกติหรือไม่ ส่วนขาก้าวตามคนข้างหน้า ชั้นสี่นั้นคล้ายกับห้องประชุมที่พวกเขาเข้าไปฟังบรรยาย แต่มันยังมีห้องประชุมเล็กย่อยอื่น ๆ อีกเจ็ดห้อง ไม่ทันสำรวจถี่ถ้วนพวกหุ่นยนต์ก็พุ่งเข้ามาทันทีเหมือนนัดไว้แล้ว น่าแปลกนัก ครั้งแรกที่เขาเจอพวกมันออกจะขยาดนิดหน่อย แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในทอยซิตี้ ไมเคิลกลับเห็นว่าหุ่นยนต์ไม่ต่างอะไรจากเป้าเดินได้ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของมัน เขาอ่านออกหมดแล้ว ครั้งนี้เขาทดลองใช้ปืนยิง พลังการทำลายล้างนั้นดีพอใช้สำหรับระยะไกล แต่จะได้ผลมากขึ้นหากใกล้หน่อย เขาเหวี่ยงมันกลับที่เดิมแล้วเลือกดาบคู่ แม้ฝีมือยิงปืนไม่ได้ไก่กา แต่เขาก็ยังชอบใช้ดาบมากกว่า

“กับดัก กับดักชั้นสาม พวกหุ่นยนต์ปิดทางไว้ ไม่อาจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้!

หน่วยพยาบาล เขาเป็นห่วงพวกโคดี้ “ผมจะไป” เด็กหนุ่มพูดใส่หน้ากาก

“คุณยังไม่ได้เปิดไมค์”

“ช่างเถอะน่า” ไมเคิลวิ่งถลันไปทางโถงบันได ทันใดนั้นกลุ่มหุ่นยนต์ที่ดักอยู่ข้างหลังปลิวกระเด็นไป ชายคนหนึ่งแตะไหล่เขา ไมเคิลรู้ว่าคืออเล็กซ์ทันทีเมื่อเห็นดวงตาสีดำผ่านแถบกระจก ชายหนุ่มโยกหัวไปทางบันได เขาผงกศีรษะ ทั้งสองวิ่งลงไปก่อนทหารอีกสี่ห้านายจะตามลงมา

ประกาศยังคงดังเรื่อย ๆ “ทรอย ส่งกำลังคุ้มครองกลีด่วน ย้ำ ส่งกำลังคุ้มครองกลีด่วน”

กลี? เขานึกออกแล้ว คุณหมอที่มีรอยสัก นั่นมันระดับหัวหน้านี่นา คนแบบนั้นลงสนามด้วยตัวเองเลยเหรอ ไมเคิลนึกชื่นชมในใจ เขากับอเล็กซ์แทบจะกระโดดลงบันไดในก้าวเดียว

“ใครพาเขาเข้ามาในตึกวะ”

เสียงแสตนเนอร์ดังก้องในหัว ดูท่าว่าทหารผู้นี้จะลืมปิดไมค์

อเล็กซ์ซัดพลังอีกครั้ง พวกเขาถึงชั้นสามอย่างรวดเร็ว เห็นหน่วยพยาบาลสองคนนอนตายจมกองเลือดคาบันไดลงชั้นสองในขณะที่เปลหามร่างผู้ป่วยตกลงข้างกาย ส่วนคนเจ็บกลายเป็นศพขาดครึ่ง เขาเบือนหน้าหนี หน่วยสนับสนุนกำลังปกป้องหมอพยาบาลและคนเจ็บอยู่ เขาไม่รู้ว่าใครคือกลีแม้แยกหน่วยออก เพราะพวกหมอสวมเครื่องแบบสีขาวกันหมด แต่เพราะทุกคนต่างสวมชุดคลุมหน้าคลุมตาเหมือนกันด้วย ยังดีที่หมอมีอาวุธเป็นของตัวเอง

“ทำไมไม่บัญชาการอยู่ข้างนอกวะ ลำบากจริง”

พวกทหารบางส่วนตามลงมาเช่นกัน ไมเคิลไม่อาจแยกใครออกจึงปรี่เข้าไปสู้กับกลุ่มที่ย่างกรายจะเข้าใกล้พยาบาลสองคน

“ทรอย ขอย้ำ ส่งกำลังคุ้มครองกลีเดี๋ยวนี้”

“ไทรอน กลุ่มเอ หน่วยรุกกลุ่มเอลงไปช่วยแล้ว”

“ดันแคน กลุ่มเอ ส่งหน่วยสนับสนุนเข้าไปในตึกแล้ว”

เขาฟันหัวขาด ปืนเลเซอร์หยุดชะงัก “หลบไป” เขาตะโกน ไม่แน่ใจว่าพวกเธอได้ยินหรือไม่ ร่างอ้อนแอ้นสองร่างวิ่งกลับไปแอบหลังกำแพงผู้ปกป้อง ยิ่งได้พลังของอเล็กซ์ยิ่งช่วยได้มาก เพราะเขาสามารถกำจัดหุ่นได้ทีละหลายตัว ไมเคิลเก็บดาบเล่มหนึ่งแล้วเลือกปืนสั้นตรงเอวมาถืออีกข้างสำหรับยิงระยะไกล มือสองข้างทำงานประสานกัน ชั่ววูบหนึ่งเขาเห็นตัวเองเป็นปาสคาล ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เขาเผชิญหน้ากับอมนุษย์และมองเงาสะท้อนผ่านพื้นผิว ชายผมสีน้ำตาลยาวเป็นลอน กรามขึ้นเป็นทรงสี่เหลี่ยม เขาฟันหัวมันขาดเพื่อลบภาพนั้นออก ใจหนึ่งคิดถึงปาสคาล อีกใจก็ไม่อยากเห็น ยิ่งได้คลุกคลีกับพวกทหารที่นี่ เขายิ่งแน่ใจว่าอดีตของปาสคาลมาจากไหน

บุคคลที่เขารักและเกลียดเคยเป็นหนึ่งในทหารของทางการแน่นอน

แต่เหตุใดเขาจึงอยู่ข้างพ่อกับแม่ เหตุใดเขาจึงปกป้องและดูแลลูกศัตรูจนวันสุดท้ายของชีวิต

“กลี ตอนนี้ชั้นสามต้านได้แล้ว ถึงแสตนเนอร์ นายลืมปิดไมค์”

ขออภัยครับ ปิดไมค์โว้ย ห่า”

ศัตรูถูกทำลายจนหมด เสียหน่วยพยาบาลไปสองคนกับหน่วยสนับสนุนไปอีกสาม ไม่รวมคนบาดเจ็บบางคนที่โชคร้ายกลายเป็นศพ

“กลี หน่วยสนับสนุนและหน่วยพยาบาลกำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บออกไป ชั้นสามเคลียร์แล้ว”

แปลก เด็กหนุ่มฉุกคิด พวกเขาแน่ใจว่าเคลียร์ชั้นสามไปหมดนี่นา ไทรอนถึงตามหน่วยพยาบาลเข้ามารับคนเจ็บ เหตุใดจึงยังมีหุ่นยนต์ทำงานอยู่ หรือว่ามันเป็นกับดัก หรือว่าพวกมันแอบซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นกับดัก ทำไมต้องเล่นงานหน่วยพยาบาล ไมเคิลมองไปรอบ ๆ เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแน่นอนแล้วคราวนี้จึงพยักพเยิดอเล็กซ์ให้กลับขึ้นไป หางตาของเขามองหน่วยอื่นทยอยคนร่างเจ็บออกจากพื้นที่แล้วตัดใจทำภารกิจที่ค้างอยู่ข้างบน

ทว่ามีใครคนหนึ่งจับแขนพวกเขาไว้ สักพัก เขามองทะลุแถบกระจกเห็นดวงตาข้างเดียวและปอยผมสีบลอนด์ซีด โคดี้? เขายกนิ้วไม่ให้พูดอะไร

อเล็กซ์ส่ายหัวแล้วเปิดหน้ากากส่วนล่างออก “เรากำลังรบอยู่ นายจะทำอะไร” ดวงตาสีดำชำเลืองมองกลุ่มสนับสนุนคนอื่นที่กำลังช่วยยกผู้บาดเจ็บออกไป “ไปช่วยพวกเขา เดี๋ยวนี้”

โคดี้เปิดหน้ากากส่วนล่างออกเช่นกัน “ฉันไม่ได้อู้โว้ย และหน้าที่ของฉันคือสมทบกับพวกนาย มีเรี่องสำคัญกว่านั้นอีก ตามมาก่อน” เขาย้ำอีกครั้ง “สำคัญมาก”

อเล็กซ์เหลือบมองเขา ไมเคิลผงกศีรษะให้คล้อยตาม

“แล้วพวกมินนี่ล่ะ”

“รออยู่ข้างนอก ไม่ได้เข้ามาด้วย”

ชายหนุ่มกลอกตา “เออ” แล้วปิดหน้ากากที่เหลือ โคดี้จึงวิ่งนำออกไปยังโถงทางเดิน ไม่ถือปืนไว้ เมื่อนั้นไมเคิลนึกขึ้นได้ว่าพลังของโคดี้สะดวกที่สุด เขาเพียงแค่ปิดระบบหุ่นยนต์ก็จบ จะว่าไปเขาควรอยู่หน่วยรุกด้วยซ้ำ เหตุใจจึงจับเขาไปไว้ในหน่วยสนับสนุน

บางทีพวกทหารอาจเห็นอะไรบางอย่างในตัวโคดี้ที่...ไม่น่าไว้ใจ

ไมเคิลเข้าใจทันทีเมื่อทั้งสองถูกพามาในห้องของหน่วยงานสักหน่วย เหมือนที่อื่น อุปกรณ์ทุกอย่างโดนทิ้งระเนระนาด เฟอร์นิเจอร์หลายตัวพังทลาย แม้แต่โต๊ะยังหักเป็นซี่เผยให้เห็นโครงพลาสติกในเนื้อใน ทุกอย่างอยู่ในสภาพป่ารกชัฏ หากแต่เถาวัลย์คือสายไฟ โคดี้กลับนั่งลงแล้วค้นหาบางสิ่ง

“ทำอะไร เร็วเข้า” เสียงอเล็กซ์ลอดออกมาจากหมวก โคดี้ควานหาหลายอย่าง ไมเคิลเดินสำรวจรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีศัตรูหลบซ่อน ในหัวคิดแต่ว่าฝั่งอเล็กซิสว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งคำว่า ติดเชื้อ ก็ยังคงเป็นปริศนา แม้ว่าพวกทหารจะคุ้มกับเหล่าอาสาสมัคร แต่พวกเขาแทบไม่รู้อะไรเลยมากไปกว่าแผนจะบุกที่ใด และมีสิ่งใดรออยู่ ทุกครั้ง พวกเขาจำต้องเดินเข้าไปในอุโมงค์ ผ่านแต่ละโซนแล้วเผชิญกับสิ่งข้างหน้าเอาเอง เหมือนกับด่านทดลองไม่มีผิด เพียงแต่ครั้งนี้ เขามีอาวุธที่ดี

เขาเกลียดสถานการณ์แบบนี้ ตั้งแต่เกิดมาก ก็ไม่มีใครพูดความจริงกับเขาสักคน

“ฉันได้ของแล้ว”

เขาหันไป โคดี้เก็บอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมา “อะไรนั่น” ไมเคิลถาม ชี้มือ

มันเป็นอุปกรณ์สีดำทรงสี่เหลี่ยมขนาดประมาณฝ่ามือ เขาเคยเห็นของลักษณะนี้ในห้องตัวเอง พวกเรมีกับโคดี้ทำให้ห้องเขากลายเป็นโรงขยะอิเล็กทรอนิกส์ “ฉันกับเรมีตกลงกันไว้ เราจะนำฮาร์ดดิสก์กลับไปด้วย รวมทั้ง...” เขาชูการ์ดให้ดู “มันเป็นการ์ดประจำตัวของพยาบาลคนหนึ่ง อาจจะช่วยให้เราเปิดคอมพิวเตอร์ได้ถ้าหากมีข้อมูลของเจ้าหน้าที่สักคน และสิ่งนี้อาจทำให้เราทราบข้อมูลของที่นี่บ้าง ฉันต้องหาตัวที่สมบูรณ์ที่สุด ที่นี่มีแค่ตัวเดียว เมื่อกี้สถานการณ์เอื้ออำนวย ฉันเห็นว่าเป็นโอกาสดี”

“เราต้องรีบไป” อเล็กซ์เตือน “แล้วนายจะเก็บไว้ไหน”

นอกจากอาวุธพื้นฐานที่พวกเขาได้รับ โคดี้เลือกอาวุธปืนไรเฟิลเหมือนกับตัวเบสิกที่ได้รับ เขาแงะฝาข้างออก ดึงอะไหล่ข้างในทิ้งแล้วยัดของที่ว่าเข้าไป

“นายเลือกของพวกนี้เพื่อใส่ของเนี่ยนะ เจ้าบ้า นายเอาออกไปไม่ได้อยู่ดี”

“นั่นเป็นหน้าที่ของเรมี ไว้พวกนายคอยดู” โคดี้ยักไหล่แล้วเหวี่ยงอาวุธกลับเข้าไปด้านหลัง กลายเป็นว่ามีปืนสองกระบอกติดอยู่กับหลังของเขา หนุ่มตาเดียวใช้ปืนกระบอกเล็กเป็นอาวุธเท่านั้น “ไปเถอะ นายรีบไปไม่ใช่เหรอ”

พวกเขาวิ่งกลับไป โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หน่วยพยาบาลทั้งกลุ่มออกไปจากตึกแล้ว และพวกทหารยังต่อสู้กันตรงชั้นสี่ ฝ่ายสนับสนุนที่ยังค้างอยู่นั้นกำลังเก็บอุปกรณ์ ทั้งสามไปรวมกับหน่วยรุกด้านบน แต่เมื่อขึ้นไปถึง พวกทหารและกลุ่มอาสาคนอื่นใกล้จะเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้ว

“ไทรอนกลุ่มเอ ชั้นสี่ใกล้เคลียร์แล้ว ยังไม่พบตัวประกัน”

ทว่าไมเคิลออกแรงอีกนิดหน่อย หน่วยรุกกลุ่มเอก็กำจัดศัตรูหมดได้แล้ว เสียคนในหน่วยไปอีกแค่คนเดียวเท่านั้น

“ไทรอนกลุ่มเอ หน่วยรุกกำลังออกจากศูนย์บัญชาการราซา ไม่พบตัวประกัน”

ไม่มีข่าวจากกลุ่มบี เขาเริ่มใจไม่ดี พอออกจากตึกก็พบกับแสงธรรมชาติจนแทบลืมไปว่านี่คือเวลากลางวัน ทั้งหมดปิดระบบหมวกนิรภัย อเล็กซ์ชูมือขึ้นบนอากาศ “กลุ่มบีพบกับพวกติดเชื้อ มันหมายความว่าไง”

“เรากำลังจะอธิบาย ไปพักก่อน” หัวหน้าหน่วยรุก ไทรอนกล่าว หมวกนิรภัยของเขายังเปิดอยู่ แต่ไม่ปิดทั้งหน้าเหมือนตอนสู้ “ไทรอน กลุ่มเอ ภารกิจที่ศูนย์บัญชาการกลางเสร็จสิ้น”

พวกเขากลับไปสมทบกับสองสาวที่เหลือ ทั้งหมดสบตากันแต่ไม่พูดอะไร เบลินดากับมินนี่ส่งน้ำให้พวกเขาดื่ม หน่วยพยาบาลเริ่มเดินตระเวนเช็กอาการบาดเจ็บทีละคน ขณะนั้น หางตาไมเคิลเห็นกลี หัวหน้าหน่วยพยาบาลปีนขึ้นบนรถถังก่อนจะนั่งลงเต๊ะท่า ทุกคนต่างมองเขาเป็นจุดเดียว เพราะไม่ใช่แค่อากัปกิริยาหากแต่เป็นภาพลักษณ์

“ไอ้หมอนั่น กลี” โคดี้บอก ไม่รู้ว่าไมเคิลรู้จักแล้ว “หมอนั่นยืนกรานจะเข้าไปกับพวกหมอในฐานะหมอ ทั้งที่คนอื่นห้าม เขาเป็นหัวหน้าหน่วยพยาบาลก็จริง แต่ดูเหมือนจะใหญ่กว่าทหารเสียอีก น่าจะเป็นพวกบ้า”

“แปลกดีนะ” อเล็กซ์ว่า จู่ ๆ ก็มีสาวผมสั้นสีดำเดินตรงเข้ามาในกลุ่มพวกเขา แต่เธอจ้องแค่อเล็กซ์ “นายเป็นไงบ้าง ฉันเป็นห่วงแทบแย่” มือข้างขวาลูบแขนชายหนุ่ม ทั้งสี่คนมองตาม เมื่อนั้นโคดี้หลิ่วตาให้ไมเคิล เขาจำเธอได้ ผู้หญิงคนนี้เคยวิ่งตามอเล็กซ์วันที่พวกเขาทะเลาะกันในที่ประชุม เบลินดากับมินนี่เองก็มองเหมือนรู้กัน มีแต่เขาที่ไม่ค่อยรู้อะไรกับคนอื่นเขาเลย

“สบายดี” อเล็กซ์บอก เบี่ยงตัวออก ดูลำบากใจมากกว่ายินดี หญิงสาวเห็นไมเคิลแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เธอยื่นมือมา “คิตแคท ฉันอยู่หน่วยสนับสนุนน่ะ”

เด็กหนุ่มโน้มคอลงเป็นอันว่าเสร็จพิธี หญิงสาวไม่ว่าอะไรแล้วเก็บมือ เธอมีสายตามองแค่ชายผมดำจริง ๆ

“ฉันขอตัวนะคิตแคท” อเล็กซ์ว่าแล้วสะกิดแขนเขา กระซิบข้างหู “เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ไมเคิลกะไว้แล้วก็พยักหน้า แม้เขาไม่ลืมคำสัญญากับอเล็กซิส แต่มันมีวิธีอื่นที่จะช่วยเธอเหมือนกัน เธอคิดว่าฉันจะปล่อยเธอทรมานอย่างเดียวดายงั้นหรือ

“เดี๋ยวก่อน” เด็กหนุ่มยั้งเมื่อเห็นว่ากลียืนขึ้น “คนนั้นเหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง” เขาชี้มือไปทางกลี หลายคนยกมือตะโกนถามเรื่องการติดเชื้อของตัวประกันจากรายงานของกลุ่มบี และต่างถามว่าตอนนี้สถานการณ์ฝั่งนั้นเป็นอย่างไร กลียกสองมือเป็นสัญลักษณ์ให้พวกเขาเงียบลง

“ตอนนี้กลุ่มบียังคุมสถานการณ์ได้อยู่...และกำลังจะเคลียร์พื้นที่แล้ว” เขาตะโกน ไม่น่าเชื่อว่าเสียงแหลมเล็กวันนั้นจะก้องกังวานได้ขณะนี้ แต่แล้วไมเคิลก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่มีเทคโนโลยีมากมาย อาจเป็นไมค์ที่ติดอยู่กับเสื้อก็ได้

“แล้วเรื่องติดเชื้อเล่า” ใครคนหนึ่งตะโกน

“ใจเย็น” เขายังคงยกมือค้างไว้ ถอนหายใจก่อนอธิบาย “ตามประวัติศาสตร์ที่พวกท่านเรียนมา หลังจากหลายประเทศปิดประเทศเพื่อคุ้มครองทรัพยากรของตนเองให้กับประชากรและป้องกันมหันตภัยที่ชื่อไข้มรณะนิรนาม จึงเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรขึ้นอันเป็นที่มาของมหันตภัยที่สอง สงครามโลกครั้งที่สาม”

ไมเคิลไม่เคยเรียนหนังสือเหมือนคนอื่น แค่อ่านออกเขียนได้ก็สุดกำลังแล้ว พอเห็นสีหน้าแต่ละคนจดจ่อกับกลีก้ำกึ่งระหว่างเข้าใจและทำความเข้าใจ ภายในใจปั่นป่วน เพราะเขาไม่มีอะไรในหัวเลย เด็กหนุ่มมองไปทางโคดี้ก็กลัวว่าพวกเบลินดากับมินนี่จะได้ยิน พอเหลือบมองอเล็กซ์ที่อยู่ใกล้สุดก็มีแม่สาวผมสั้นที่พยายามกระแซะน่าดู แต่เพราะเขาไม่รู้จักเธอ จึงไม่สนใจเท่าไร จึงใช้นิ้วสะกิดชายหนุ่ม อเล็กซ์เอียงคอมาทางเขา “ว่าไง”

“มันคืออะไร”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น แปลกใจ

“อะไรคือไข้มรณะ พวกเขาพูดเรื่องอะไร”

แต่เมื่อกลีเริ่มพูดต่อ มันดึงความสนใจคนข้างตัว ไมเคิลจึงยังงงต่อไปเพราะอเล็กซ์ยกนิ้วแตะที่ปากให้เขาเงียบ ตนเองจะฟังต่อ

“ไม่ใช่ พวกท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด มันไม่ใช่โรคระบาดอันนั้น เวลาผ่านมาเกือบพันปี วัคซีนที่ใช้รักษาไข้มรณะนิรนามก็ถูกสร้างมาเรียบร้อย และเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะระบาดอีก หากแต่จากสงครามโลกครั้งนั้น ประเทศหนึ่งได้พัฒนาไวรัสไข้นิรนามนี้ไปใช้ในเชิงทหาร และนี่คือสิ่งที่ทำให้ตัวประกันติดเชื้อ...จนเราต้องกำจัดให้หมด”

ทุกคนฮือฮาขึ้น มินนี่ร้อง “เบ็กกี้จะตายเหรอ”

“ชู่ เบ็กกี้อาจจะไม่ติดเชื้อก็ได้” โคดี้เอ็ด

“ไม่มีใครบอกเราว่าต้องสู้กับอะไร พวกคุณไม่บอกเราเลยว่าต้องสู้กับอาวุธชีวภาพงั้นหรือ แล้วพวกเรามาเพื่อฆ่าเพื่อนด้วยมือตัวเองนี่นะ”

“เซน เอเดน” อเล็กซ์พึมพำ ดวงตาจับจ้องอาสาสมัครคนหนึ่งที่กำลังเถียงกับกลี เนื่องจากไมเคิลเห็นเพียงด้านข้าง จึงเห็นเพียงแค่เครากับจมูกทรงสวย หนุ่มผมแดงที่ชื่อเฟร๊ดจับไหล่ไว้ พวกเขาคงเป็นเพื่อนกัน

หลายคนเริ่มหัวเสีย บางส่วนปาอาวุธลงพื้น บางคนถึงขั้นถอดสูทออก

“พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยตัวประกันมิใช่หรือ” กลีกวาดสายตา “แล้วบอดี้สูทที่เราให้พวกคุณสวมใส่นั้นมีโหมดป้องกันเป็นอย่างดี พวกคุณไม่มีทางติดเชื้อ เชื้อดังกล่าวมีฤทธิ์ทำให้คนปกติเป็นไข้หนาวสั่นและทำให้เซลล์สมองหลายส่วนตายลง โดยเฉพาะส่วนที่ทำให้คนเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ ผมจะขออธิบายง่าย ๆ คนไข้จะกลายเป็นสัตว์หิวกระหายเท่านั้น พวกเขาจะมีแรงมากกว่าปกติ พวกคุณอาจเรียกมันว่าซอมบี้ก็ได้ ถ้าจะให้เข้าใจง่ายกว่านี้ และใช่ มันไม่เหมือนกับศพที่พวกคุณเจอในด่านทดลอง คนตายพวกนั้นเกิดจากการผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ ใช้ทฤษฎีแบบเดียวกับอาวุธชีวภาพชิ้นนี้ หากแต่ไม่มีใครติดเชื้อเมื่อโดนกัดหรือสัมผัสกับของเหลวที่ออกมาจากกายผู้แพร่เชื้อ แต่อย่างน้อย ผมขอให้พวกคุณมั่นใจว่า เชื้อไม่ได้ติดต่อทางอากาศ อย่างน้อยถ้าสวมชุดนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าพวกมันจะทำร้ายพวกคุณได้...”

 “คุณให้พวกเรามาสังหารเพื่อนตัวเอง พวกคุณให้พวกเราเข้ามาเสี่ยงกับเชื้อโรค”

อาสาสมัครหญิงบางกลุ่มเริ่มร้องไห้ ในขณะที่ไมเคิลนึกถึงเบ็กกี้ในสภาพศพเดินได้...สัญญาณที่เธอส่งมา เธอยังมีชีวิตไม่ใช่เหรอ แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ได้รับสัญญาณมาเป็นเดือนแล้ว และที่สำคัญ เมื่อกลีบอกว่า เคสนี้ต่างออกไป...อเล็กซิส เรมี เทสซ่า! ไหนจะยังอาคุสะกับฟีบี้อีก ทั้งห้าคนตกอยู่ในอันตราย

พวกเราต้องไปรวมกับกลุ่มบีเดี๋ยวนี้” อเล็กซ์ตะโกนขึ้น มันเป็นสิ่งที่เขาคิด บางคนหันมามองเขา พวกทหารเริ่มขยับเหมือนกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวาย

“ใกล้แล้ว กลุ่มบีใกล้เสร็จภารกิจแล้ว รอก่อนนะ คุณโวลคอฟ”

อีกครั้งที่ไมเคิลไม่รู้ว่าทำไมกลีถึงรู้ชื่ออเล็กซ์ และทำไมบางคนถึงหันมามองเขาแล้วหันไปซุบซิบกันว่า “โวลคอฟ หมอนั่นมาจากตระกูลโวลคอฟ”

“ผมไม่รอ” แทนที่จะเขวี้ยงอาวุธเหมือนคนอื่น อเล็กซ์หันหลัง สบตากับเขา ไมเคิลเข้าใจทันที

“อเล็กซ์ เดี๋ยวก่อน” เขาไม่สนใจผู้หญิงข้าง ๆ ไมเคิลหันหลังตาม ดูเหมือนว่าหลายคนเริ่มทำตามเช่นเดียวกัน ทั้งโคดี้ เบลินดา และมินนี่ แต่แล้วก็มีเสียงรายงานดังขึ้นขัดจังหวะ “เบเลียน กลุ่มบี พวกเราออกจากตึกกันหมดแล้ว ตัวประกันที่ติดเชื้อถูกกำจัดจนหมด ไม่สูญเสียกองกำลังแต่อย่างใด...” กลีกดปิด

ความโกลาหลชั่วครู่หยุดลง “กลุ่มบีทุกคนปลอดภัย ที่พวกผมดึงมือดีมาไว้ที่กลุ่มเอก็เพราะการปะทะกับหุ่นยนต์นั้นหนักหนากว่ามาก และเมื่อถึงเรดโซน เมื่อนั้นก็จะไม่มีกลุ่มเอและบี แต่จะเป็นกลุ่มเดียวกัน ผมขอให้พวกคุณเข้าใจเหตุผลด้วย ขอให้นึกถึงเพื่อนที่หายตัวไปเข้าไว้ พวกเรามาที่นี่เพื่อหาเหตุผลว่าทำไม พวกเขาถูกจับตัวไป”

เมื่อกี้กลุ่มบียังรายงานอยู่เลยว่าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเรดโซน แผนการไม่ได้ดำเนินไปตามที่วางไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พวกเขาไม่ชี้แจง ทว่า คำพูดของกลีเมื่อครู่ทำให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่ บางส่วนปล่อยให้หน่วยพยาบาลทำหน้าที่ต่อไป บวกกับทหารที่ล้อมเข้ามา กลีสั่งให้พวกเราพักก่อนจะเดินทางไปต่อยังเรดโซน และครั้งนี้พวกเขาประกาศชัดเจนว่ามีโซนติดเชื้อแน่นอน เพราะมันคือศูนย์อนามัยที่อเล็กซิสกับไมเคิลเคยเข้าไปเช่นกัน แต่สำรวจไปไม่เท่าไรก็ออกมา ทั้งห้าคนปรึกษากันโดยปราศจากแม่สาวคิตตี้...หรือคิตแคทแล้ว คนที่เงียบที่สุดกลับเป็นโคดี้ที่ไม่พูดอะไร หากแต่แววตาครุ่นคิดตลอดเวลา มินนี่นั้น...ก็ยังเป็นมินนี่ เธอห่วงเทสซ่า แต่ยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก

“บางทีเราอาจจะติดต่อกับพวกนั้นได้แล้วนะ” ไมเคิลนึกขึ้นได้ ทั้งหมดมองหน้าเขา เด็กหนุ่มเคาะกรามสองทีเพื่อเปิดระบบ

“สวัสดี ไมเคิล วาดาส”

“ระบบแจ้งข่าวถูกปิดแล้วหรือยัง”

“ยังเปิดอยู่ครับ”

“ผมอยากติดต่ออเล็กซิส เดวิสเป็นการส่วนตัว จะยังทำได้หรือไม่”

“ขอปิดระบบแจ้งข่าวเมื่อครู่ ระบบสื่อสารใช้งานได้แล้ว กำลังส่งสัญญาณไปหาอเล็กซิส เดวิสครับ”

ไมเคิลพยักหน้าให้ทุกคน เมื่อนั้นโคดี้ทำบ้าง เขาติดต่อเทสซ่า ไมเคิลได้ยินเสียงกุกกักและคนหอบหายใจ “อเล็กซิส นี่ฉันเอง ไมเคิล ได้ยินไหม”

“ไมเคิล?”

ปลายสายตอบกลับมา หัวใจของเขาโล่งอย่างกับยกภูเขาไปทั้งกอง “เธอเป็นอย่างไร”

“ฉันไม่เป็นไร เดี๋ยวติดต่อไปใหม่ ฟีบี้ เจอพวกเพียซไหม”

เขาสบตากับอเล็กซ์ที่จ้องอยู่ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนสาวพูดกับใคร แต่ดูเหมือนว่าอเล็กซิสกำลังวิ่งหรือเดินหรือทำอะไรบางอย่างอยู่ “อเล็กซิส เธอโอเคไหม”

“ฉันตามหาคนอยู่ แค่นี้ก่อนนะ อย่าเป็นห่วงเลย นายดูแลตัวเองด้วย” แล้วสัญญาณดับไป แต่อย่างน้อยเขารู้ว่าเธอมีชีวิตอยู่ ทว่าเมื่อครู่ กลีบอกเองไม่ใช่หรือว่าฝั่งนั้นเคลียร์เรียบร้อยแล้ว มิน่า ถึงรีบปิดประกาศ ไมเคิลจำได้ว่าเบเลียนยังพูดไม่จบ แสบนัก หมวกนิรภัยของไมเคิลหดกลับกลายเป็นแผ่นเหล็กดังเดิม แต่ฝั่งโคดี้ยังคุยอยู่ประมาณหนึ่งก่อนจะตัดการติดต่อ

“เทสซ่าบอกว่าเคลียร์แล้วก็จริง” คิ้วโคดี้แทบจะผูกรวมกัน “แต่เพราะการต่อสู้เมื่อครู่ ตึกถล่มลงมา หน่วยรุกบางส่วนติดอยู่ พวกเขากำลังช่วยกันพาออกมา ตัวประกันที่ติดเชื้อทั้งหมดถูกสังหารทิ้ง ไม่มีเบ็กกี้ หมอนั่นบอกพวกเราไม่หมด”

“แต่อเล็กซิส เทสซ่า เรมี อาคุสะ ฟีบี้ ทั้งหมดไม่ได้ติดอยู่ในนั้นใช่ไหม” เบลินดาถามย้ำ

“ไม่มี”

ทั้งหมดมองหน้ากัน ไมเคิลยังไม่ได้วางใจขนาดนั้น ตึกถล่มลงมา จริงอยู่อย่างน้อยอเล็กซิสไม่ใช่คนที่ติดอยู่ในนั้น แต่เขาไม่ชอบเมื่อถูกปิดบังข่าวสาร ดูเหมือนคนอื่นก็เริ่มติดต่อกับเพื่อนตัวเองเหมือนกัน และเมื่อนั้นพวกเขาก็เริ่มสบถเมื่อรับรู้ข่าวที่เหลือ เขาดื่มน้ำที่รับมาจนหมด

“นายมีอะไรจะคุยก็ว่ามา”

อเล็กซ์เหลือบมองโคดี้ เขาเข้าใจแล้วพยักหน้า ทั้งสองจึงเลี่ยงออกมาจากกลุ่ม

“นายจำวันนั้นได้ไหม” ชายหนุ่มเกริ่น ไมเคิลพยักหน้า เดาไว้ไม่ผิด ดูเหมือนว่าอเล็กซ์ไม่ใช่คนลืมอะไรง่าย ๆ และรั้นพอ ๆ กับอเล็กซิส “ฉันกลับไปแถวนั้นแล้วเจอหลอดยา ก็เลยเก็บไป ฉันยื่นให้กับหมอในเขตนอร์ธดู เขาบอกจะรับไปตรวจสอบ แต่ไม่มีคำตอบให้มา ฉันทวงถาม พวกนั้นก็ย้ำแต่ว่าอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ ฉันแน่ใจว่าพวกนั้นรู้แล้วแต่ไม่บอก มันต้องไม่ใช่ยาธรรมดาแน่ วันนั้นเขาบอกอะไรนายหรือเปล่า มันใช่ยาเสพติดใช่ไหม”

เขาทึ่งในความรอบคอบของหมอนี่อยู่พอสมควร “...แต่นายอย่าบอกใครได้ไหม ไม่ว่าใครจะสงสัยว่าฉันเป็นอะไรก็ห้ามแก้ตัวให้ ห้ามพูดเด็ดขาด” แต่เมื่อพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า ถึงแม้ก่อนหน้านั้นเขาหมางเมินกับอเล็กซิส แต่ตอนนี้ไมเคิลแน่ใจแล้วว่ามันคงเป็นนิสัยงี่เง่าของผู้ชายคนหนึ่ง ความเข้าใจผิด หึงหวง และคิดไปเอง แต่ความรู้สึกของเขาที่มีต่อเพื่อนรักของไมเคิลนั้นแท้จริง และอเล็กซิสก็ยังคงรู้สึกต่อเขาไม่ต่างกัน เธอบอกไม่ให้ฉันพูดเรื่องยา แต่ฉันพูดเรื่องอื่นได้ใช่ไหม “ฉันขอถามนายก่อนได้ไหม”

อเล็กซ์พยักหน้า วางอคติลงจากใจหมดสิ้นแล้ว ดวงตาสีดำคู่นี้เว้าวอนให้เขาคายความจริง

“นายรักเธอไหม”

เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมา “อื้อ”

“ฉันหมายถึง...” หางตาเด็กหนุ่มเห็นเงาคนแอบฟังอยู่ และคนคนนั้นเป็นผู้หญิง “ไม่ใช่เพราะว่าเธอคือคนคนเดียวที่นายเหลืออยู่อะไรแบบนั้นนะ” นี่คือสิ่งที่เขากังวล...เขากลัวว่าอเล็กซ์จะยึดอเล็กซิสแบบที่เขายึด

“ไม่ใช่แบบนั้น” ครั้งนี้แววตาของเขาแน่วแน่ ไม่มีลังเล ไมเคิลพยักพเยิดไปทางขวา อเล็กซ์ขยับปากเป็นคำว่า คิตแคท แล้วยักไหล่ไม่ให้สนใจ ไมเคิลจึงขยับเท้าให้เกิดเสียง เงานั้นหายไปเหมือนรีบหลบ

เขาถอนหายใจ ลังเลที่จะวางมือบนไหล่ชายหนุ่ม แต่สุดท้ายก็วาง “ที่นายสงสัยฉันกับเขา ไม่มีอะไรนะ ก่อนหน้านั้นฉันไม่ได้คิดกับเขามากกว่าเพื่อน แต่เพราะพวกเราสนิทกันเรื่อย ๆ มันเหมือนมีบางสิ่งที่ดึงดูดฉันให้เข้าไปหาเขา เขาเป็นคนอบอุ่น...มาก”

แก้มของชายหนุ่มกระตุกนิดหนึ่ง “อาคุสะบอกว่าพวกนายสองคนมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น มันมากกว่าเพื่อน” ชายหนุ่มว่า

“ฉันไม่รู้หรอกว่าอาคุสะจะเห็นอะไร” เขาส่ายหัว “ที่ฉันจูบเขาวันนั้น เพราะฉันก็อยากรู้ความรู้สึกตัวเอง แต่ต่อให้ฉันคิดกับเขาแบบไหน ก็ไม่สำคัญเท่ากับเขารู้สึกกับนายยังไง อเล็กซ์ เธอไม่เคยรักฉันแบบ....” เด็กหนุ่มพยายามหาคำมาอธิบาย “แบบโคดี้กับเทสซ่า เธอเห็นฉันเหมือนเพื่อนหรือไม่ก็น้องชาย”

“เขาไม่ไว้ใจฉันแล้ว” อเล็กซ์ตัดพ้อ “วันนั้นเขาไล่ฉันออกมา เขาเลือกให้นายอยู่ ฉันทำมันเอง” วินาทีนี้ ชายหนุ่มกลับเป็นฝ่ายปลงตก “ฉันทำลายมันเอง” อเล็กซ์ถอยหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง ยกมือปิดหน้า “ฉันทำลายมันเอง เหมือนทุกครั้ง ฉันห้ามตัวเองไม่ได้ ห้ามความคิดไม่ได้ แล้วมันก็ลงเอยแบบนี้...เหมือนที่เจ้านั่นเคยว่า”

“อเล็กซ์...มันยังไม่สายไป”

ชายหนุ่มเอามือลง จ้องหน้าเขานิ่ง “นายจะตอบชั้นได้หรือยังว่าเขาเป็นอะไร”

“นายต้องตอบฉันอีก...นิดหนึ่ง”

สีหน้าอเล็กซ์แข็งขึ้นเมื่อโดนเล่นแง่ แต่พยักหน้า “เมื่อกี้ที่กลีพูดหมายความว่าไง อย่าเพิ่งทำหน้าสงสัย ฉันไม่เคยเรียนหนังสือ ฟังแล้วไม่เข้าใจ”

ชายหนุ่มถอนหายใจ แววตาที่มองมากลับอ่อนโยนลงเหมือนกับอเล็กซ์ที่เขาเคยเห็นในหอพัก “มันเป็นเรื่องสมัยยุคหายนะ ก่อนเกิดหายนะจะมีมหันตภัยสี่อย่าง โรคระบาด สงคราม ภัยธรรมชาติ และภาวะอารยธรรมล่มสลาย ไข้มรณะคือหนึ่งในมหันตภัยก่อนเกิดยุคหายนะ มันเป็น...ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทีนี้นายตอบมาสักที อเล็กซิสเป็นอะไร”

“แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงสนใจว่านายนามสกุลโวลคอฟ”

คนตรงหน้าเริ่มหมดความอดทน แต่ยังกลั้นได้ “ครอบครัวฉันทำธุรกิจรถยนต์ มีนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด”

“อ้อ”

“ตอบมาสักทีสิ” ชายหนุ่มเร่ง

“นายต้องไม่บอกใคร อเล็กซิสไม่ให้ฉันบอกใคร แต่...ฉันจำเป็นต้องบอกนาย สัญญานะ ห้ามบอกใครอีก ไม่ว่าจะอาคุสะ เทสซ่า หรือคนอื่น ๆ”

อเล็กซ์พยักหน้า

 ไมเคิลกลั้นหายใจ ฉันขอโทษนะ แต่เธอต้องการเขา ฉันรู้ว่าเธอต้องการเขา “เขาป่วย ป่วยมาก”

อเล็กซ์นิ่งไป เขาเห็นความข้องใจในแววตานั้น

“เขาไม่ได้ติดยา?”

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย “ฉันอยากให้เป็นแบบนั้นมากกว่า”

“แล้วรักษายังไง ต้องฉีดไอ้...หลอดนั้นเหรอ มันคืออะไร เขาป่วยโรคอะไร” อเล็กซ์เริ่มรุกล้ำ ตรงเข้าจับไหล่ ไมเคิลส่ายหน้า “เขาป่วย ฉันบอกได้แค่นี้”

“แล้ว...?” มือสองข้างกำไหล่เขาแน่น

ไมเคิลไม่พูดแต่จ้องตาอเล็กซ์เป็นคำตอบ เขาจนคำพูดที่จะอธิบาย แต่ดูเหมือนอเล็กซ์หัวไวพอ เพียงแค่นั้น เขาเห็นความคิดทั้งหมดในหัวไมเคิล ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ริมฝีปากเผยอ วินาทีนั้นเขาเห็นว่าชายหนุ่มหัวใจสลาย ก่อนจะส่ายหน้าไม่ยอมรับความจริง ดวงตาสีเข้มชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำใส ๆ มันไม่ได้ไหลออกมา แต่อเล็กซ์เดินงุ่นง่าน พึมพำว่า “ไม่ ๆ ไม่จริง โกหก”

ทั้งสองตกอยู่ในสภาวะเงียบงันด้วยกันทั้งคู่ จวบจนโคดี้เดินมาตาม เด็กหนุ่มมองพวกเขาสองคนอย่างไม่แน่ใจ “พวกนายไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหม” คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้น สงสัย ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไปที่อเล็กซ์ที่หันหลังให้ แผ่นหลังสั่นสะเทิ้ม “อเล็กซ์?”

เขาส่ายหน้า “เราเคลียร์ปัญหานิดหน่อย”

“ดี” โคดี้ว่า แม้แววตาไม่เชื่อนัก “พวกเขารวมพลแล้ว จะเดินทางไปยังเรดโซน มาเร็ว ๆ เถอะ ฉันอยากเจอเทสซ่าให้ไวที่สุด”

          ทั้งสองเหล่มองหน้ากันแล้วไม่พูดอะไร อเล็กซ์ปรับสีหน้า ไมเคิลแตะบ่าชายหนุ่มเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ ทั้งสองได้แต่เดินตามโคดี้ไป
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #248 DevilSmile~ (@guproinw555) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 12:51

    ไมเคิลหมดสิทธิ์แล้วสิเนี่ย เสียใจ (ไมเคิลดูเปลี่ยนไปเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)

    #248
    1
    • #248-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 58)
      11 กรกฎาคม 2562 / 13:19
      ขออภัยทีมไมเคิลด้วย T^T
      #248-1
  2. #128 Eyeee5928 (@Eye1704) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 23:29
    คือเราว่านะ เนื้อเรื่องมันไม่ค่อยเน้นตัวเอกเลยง่ะ เน้นแต่ตัวละครตัวอื่น ซึ่งเราอยากอ่านเกี่ยวกับอเล็กซิสแล้ว เนื้อหาช่วงหลังๆคือแบบไม่เน้นอเล็กซิสเลย ทั้งๆที่อเล็กซิสเป็นตัวเอกนะ เราเข้าใจว่าแบบตัวละครอื่นๆก็มีความเกี่ยวข้องกับอเล็กซิสแล้วก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยดำเนินเนื้อเรื่อง แต่คือมันเยอะเกินไปแล้ว(หมายถึงบทของตัวละครอื่นนะ)
    *****เราชอบอเล็กซิสนะ ชอบมากเลย เนื้อเรื่องแรกๆนี่คือมันส์มาก
    *****ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบนิยายเรื่องนี้นะ แต่เพราะเราชอบมาก จึงอยากอ่านในส่วนของตัวเอกมากกว่านี้
    *****สิ่งที่ทำให้ยังติดตามอยู่ก็เพราพว่าไรท์แต่งได้ดีมากนะ ภาษามีความสละสลวย อ่านง่าย เข้าใจ
    *****ถ้าทำให้ใครไม่พอใจก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าไรท์ไม่สบายใจเราขอโทษจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะว่าไรท์ เพียงแต่เราแค่ชี้ให้เห็นในสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ค่อยโอเคสำหรับเราค่ะ. ขอบคุณที่รับฟังนะคะ ขอบคุณค่ะ
    #128
    3
    • #128-2 Eyeee5928 (@Eye1704) (จากตอนที่ 58)
      27 ตุลาคม 2561 / 12:58
      ไม่เป็นไรค่ะไรท์ ยังไงเราก็จะติดตามเหมือนเดิมนะคะ ตามอ่านมาตั้งแต่ยังมีแค่ไม่กี่ตอนเองค่ะ ไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอน ขอบคุณนะคะที่สร้างนิยายดีๆแบบนี้มาให้เราได้อ่าน ขอบคุณค่ะ
      #128-2
    • #128-3 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 58)
      27 ตุลาคม 2561 / 21:12
      ขอบคุณที่ติดตามเช่นกันนะคะ ^_/\_^
      #128-3
  3. #126 OOO- (@OOO-) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 22:51

    สมน้ำหน้า ผช ไม่หนักแน่น รอค่ะไรท์

    #126
    1
    • #126-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 58)
      21 ตุลาคม 2561 / 23:03
      ใจเย็น ใจเย็น ขอโอกาสให้พ่ออเล็กซ์ด้วย ขอบคุณที่รอนะคะ (ทำตาวิ๊ง ๆ)
      #126-1
  4. #125 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 21:39
    แงงงงง อเล็กเราจะไม่หายจริงๆหรอ งื้ออออออออ
    #125
    1
    • #125-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 58)
      21 ตุลาคม 2561 / 23:04
      ให้กำลังใจน้องอเล็กซิสกันน้าาาตัวเอง
      #125-1
  5. #124 venommask (@venommask) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 13:36
    เข้าใจสักทีนะอเล้ก
    #124
    1
    • #124-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 58)
      21 ตุลาคม 2561 / 14:33
      กอดอก พยักหน้าหงึก ๆ
      #124-1