ตอนที่ 33 : รำพึงรำพัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    10 มี.ค. 61

          หินเหนียวหนืดสีแดงไหลตามร่องแตกริมสองข้างทาง บนเพดานถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยขึ้นสลับ อากาศภายในไม่ต่างจากเตาอบร้อนขนาดยักษ์เท่าไรนัก เธอทิ้งกระเป๋าสัมภาระลงบนพื้นหิน ย่อตัวนั่งลงด้วยท่าทางเชื่องช้า ความเวิ้งว้างหลอมรวมไปกับบรรยากาศรอบตัว เบนล้มตัวลงหอบหายใจข้างกาย

 “ไหวไหม” ไมเคิลใช้ปืนสะกิดที่แขน

อเล็กซิสพยักหน้า “อืม” สายตามองย้อนกลับไปยังทางเข้าที่ตัวเองเพิ่งผ่านมาเมื่อครู่ “เบ็กกี้ล่ะ”

ไมเคิลชี้ให้ดู แต่เธอเห็นแค่ที่ว่างโล่ง “ฉันส่งให้เธอไปกับพอร์ต คิดว่ามันเป็นพอร์ตนะ มัน...หายไปเหมือนถูกเสกวับ” เขาไม่รู้ว่าอาการเบ็กกี้หนักหรือไม่ แต่มอบสิทธิพิเศษนี้ให้กับเด็กสาวผมแดงแทนตัวเองเรียบร้อยแล้ว

“เสียใจด้วยนะ”

“อื้อ” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกวาดไปรอบตัว คราวนี้เป็นถ้ำอย่างนั้นเหรอ “ฉันไม่เป็นไร แค่ไม่รู้ว่าถ้าออกไปได้จะบอกกับเพื่อนยังไงดี” เธอนึกถึงเทสซ่ากับมินนี่ ปฏิกิริยาของน้องเล็กคงเดาไม่ยาก แต่สำหรับเทสซ่า เธอเดาไม่ออก และที่สำคัญจะบอกพวกเขาอย่างไรนี่สิ ปัญหาใหญ่ อเล็กซิสถอนหายใจ ถ้าเส้นชะตาชีวิตยังยืนยาวไปถึงเวลานั้นค่อยคิดก็แล้วกัน

โนเอลจากไปแล้ว จากไปพร้อมกับเสียงระเบิดและสะพานเชื่อมที่พังทลายลง เขาพาสัตว์เลี้ยงไปเป็นเพื่อนในปรโลกยกโขยง

เมื่อกี้ เธอเห็นพลังพิเศษของเบนที่ทรงพลังราวกับพระเจ้า แต่ชายหนุ่มไม่ใช่พระเจ้าอยู่ดี เขาเป็นเพียงคนที่มีพรสวรรค์สามารถยกหินหลายร้อยก้อนได้ในคราวเดียวกัน แต่มันแลกมากับกำลังที่สูญหายไปราวกับลูกโป่งถูกปล่อยลม โชคดีที่เบนไม่บาดเจ็บเหมือนอเล็กซ์ แต่สภาพก็อย่างที่เห็น หอบ เหนื่อย หมดแรง พวกเขาทำสุดความสามารถแล้ว โนเอลพยายามแล้วเช่นกัน แต่เขาไม่อาจหนีพ้นจากเงื้อมมือยมทูตแห่งความตายไปได้

แต่อย่างน้อย โนเอลกล้าพอที่จะเผชิญกับความตายเพียงลำพังเพื่อช่วยให้เธอกับเขารอด

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เธอไม่มี

“นี่” เธอย่อตัวลงข้างชายหนุ่ม เสียงหายใจขาดหายเป็นช่วง ๆ อเล็กซิสยื่นขวดน้ำให้ เขาส่ายหน้า “จะยื่นของตัวเองมาทำไม หยิบในกระเป๋าของฉันมาสิ” เธอทำตามอย่างว่าง่ายแม้น้ำเสียงของเบนนั้นเป็นเชิงคำสั่ง

“มาแบ่งเสบียงกันเถอะ” ไมเคิลเทกระเป๋าของสาวน้อยผมแดงลงพื้น “เบ็กกี้กินน้อยมากเลยนะนี่ ของเหลือเต็มเลย” แต่น้ำเสียงกระตือรือร้นไม่อาจกระตุ้นให้อีกสองคนตื่นตัวขึ้นมาได้ สายตาอเล็กซิสสนใจน้ำดื่มมากกว่าอาหาร เบ็กกี้เหลือน้ำไว้หนึ่งขวดกับอีกค่อนหนึ่ง เธอหยิบขวดน้ำแล้วเติมลงในขวดของเบนก่อนจะเติมให้ตัวเอง

“ห่วงเหรอ” เขาปรายตามองพร้อมกับมุมปากเชิดขึ้น ทำไมคนคนนี้จะรับไมตรีโดยปราศจากคำพูดยียวนไม่ได้เลยหรืออย่างไร เธอเกลียดเวลาเขามองแบบนี้

“นายเติมน้ำแล้วยัง” เธอถามเพื่อนอีกคน ไมเคิลพยักหน้า “งั้นเอามาเป็นกองกลาง กินตอนนี้เลย” เธอพยักพเยิดไปทางเบน “ยังไงหมอนี่ก็ต้องพัก นายต้องนอนหรือเปล่า”

เขาสั่นหัว “ใครจะหลับลง” พลันหันศีรษะไปทางลาวาที่ไหลนาบกับกำแพงถ้ำ “ขอแค่กลับมาใช้พลังได้ก็พอ”  

น่าแปลกที่ครั้งนี้เธอไม่โวยวายหรือคร่ำครวญหรือแม้แต่ช็อก อเล็กซิสเห็นตัวเองเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าตัวหนึ่ง เมื่อเบี้ยที่ชื่อโนเอลถูกดีดออกจากสนาม ตนได้แต่ยืนมองและรอเวลาโดนดีด แต่มันไม่ได้หมายความว่าอาการโหวงเหวงในอกนั้นไม่มี โนเอลเปรียบเหมือนพี่ชายของกลุ่ม ทุกคนขาดเสาหลัก ไม่ใช่ทางกำลังหรือการรบ แต่ทางจิตใจหรือไม่ก็...

ทางสัญลักษณ์

บางครั้งเธอรู้สึกอบอุ่นเพียงแค่ได้นั่งข้างโนเอล อาจเป็นเพราะความเป็นพี่ชายและผู้นำ ไออุ่นแบบที่พ่อและเจสซี่มี

พวกเขาเก็บเสบียงบางส่วนลงกระเป๋าตัวเอง ส่วนที่เหลือจะจัดการภายหลัง ในโซนสี่ไม่มีจุดเซฟโซนแล้ว เสบียงพวกนี้คือสิ่งที่สุดท้ายที่จะพาทุกคนรอด อ้อ ถ้าหากไม่มีสัตว์นรกออกมาเพ่นพ่านแบบที่ผ่านมา

“แผลเธอเป็นไง” ลูกตาสีเหลืองจดจ้องที่แผลข้างในจนเธอนึกว่าสายตานั้นสามารถมองทะลุเสื้อไปได้

“ไม่เป็นไร”

เขาพยักหน้าหนึ่งทีแล้วไม่ถึงวินาที มือคว้าคอเสื้อเธอแหวกดู อเล็กซิสดึงมือเขาออก แต่เบนชะโงกหน้ามองจนพอใจแล้วถอยออก “อย่าทำแบบนี้ได้ไหม ฉันหลงคิดว่านายเป็นอะไรมาก” อเล็กซิสจัดเสื้อตัวเอง

เขายักไหล่ เม็ดเหงื่อผุดเต็มใบหน้า “เธอมันพวกโลกสวยนี่ อาจจะโกหกก็ได้ แม่แบมบี้ในทุ่งหญ้า” เขานั่งขยับแขนเสื้อ เหลือบตามองผู้ชายอีกคน “มองอะไร”

หนุ่มผมเงินยักไหล่บ้าง “แค่คิดว่าถ้านายจะพูดดี ๆ กับคนอื่นบ้าง หรืออย่างน้อยกับผู้หญิง เธอคงไม่ต่อต้านนายแบบเมื่อกี้หรอก”

“อย่าพูดอะไรน่าขนลุกน่า” เด็กสาวรีบตัดบท

เบนยิ้มกัดริมฝีปากไปมา หนึ่งในท่าทางประจำตัวอันน่าหมั่นไส้ “นายจะบอกว่า ฉันกับแม่แบมบี้ตัวนี้...มีซัมติงเหรอ” ว่าแล้วก็จับคางเธอหมุนซ้ายขวา“เหรอ นายคิดอย่างงั้นเหรอ”

“เบน!” อเล็กซิสสะบัดหัว “เลิกเล่นสักที” เธอถลึงตามองหวังว่าเขาเลิกทำกิริยาแบบนี้ แต่สายตาเบนจดจ่ออยู่กับดวงตาเธอนิ่ง สักพัก แววตาหม่นหมองลงถนัดตา และต่อมาเขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอก่อนจะหันไปหาไมเคิล “ว่าที่เพื่อนสะใภ้ต่างหาก”

เธอเดาอารมณ์เขาไม่ถูก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอสงสัยคือเขาเห็นอะไรในดวงตาเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอสังเกตเห็น เบนจ้องเข้ามาในดวงตา บางครั้งเหม่อลอย บางครั้งครุ่นคิด คล้ายกับว่าเขาเห็นบางสิ่ง

“เพื่อนนาย ใช่คนตัวสูง ผมดำ ที่ชอบสูบกัญชาในท้องฟ้าจำลองใช่ไหม”

เพียงไมเคิลกล่าวถึงอเล็กซ์และห้องนั้น หัวใจดวงน้อยสั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง นายจะเป็นยังไงบ้าง เด็กสาวแอบไขว้นิ้วภาวนา

“ใช่”

“เขาไปไหนแล้วล่ะ”

เบนก้มหน้าลง แต่เธอคิดว่าเขาจงใจหลบตาคู่สนทนามากกว่า “รออยู่กับเบ็กกี้”  

“อ้อ ก็ดีสิ”

คิ้วของเบนขมวดเป็นปมแน่น ดวงตานั้นสบเข้ากับเธออีกรอบ “พวกเขารอดแล้วจริงเหรอ”

เขาเปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่เธอรู้สึกตั้งแต่เข้าโซนสี่ ไม่สิ ตั้งแต่เขาเห็นภาพหลอน เบนกลายเป็นคนขรึมระคนเศร้า เดี๋ยวเงียบ เดี๋ยวกวนประสาท ยากนักที่จะจับต้นชนปลายอารมณ์ได้ถูก อาการนี้ยิ่งปรากฏชัดขึ้นเมื่อโนเอลตาย หากมีสิ่งหนึ่งที่เธอเริ่มเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวคนคนนี้ นอกจากเรื่องที่เขาปกป้องอเล็กซ์ยิ่งชีพและช่วยชีวิตคนทั้งกลุ่มหลายครา คงเป็นเรื่องที่เบนรอโนเอล เขาไม่ได้เฉยชาเหมือนกับตอนซาร่าห์และเอ็มเมต เบนรอให้โนเอลลุกขึ้นมาเหมือนที่เธอรอ

“คิดว่าพอร์ตจะส่งพวกเขาไปถึงปลายทางจริงเหรอ หรือว่ามันเป็นกับดัก หรือว่าฉันส่งเขาไปตาย” เขาถามทั้งสองคน “ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ”

“มันเป็นภาพหลอน” เธอย้ำ “ภาพหลอน นายอย่ายึดติดกับพลังของเบ็กกี้ อเล็กซ์และแนทที่นายเห็นในหัวคือผลพวงจากพลังของเธอ”

เบนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง “มันเป็นคำถาม...ถ้ามันเป็นแบบนั้นล่ะ ถ้าพวกเขาคือตัวจริง พวกเธอหันปืนไปทางไหน หรือเธออยากจะเชื่อแบบนั้น ฉันคิดถึงความเป็นไปได้ พวกมันนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ดูรอบตัวสิ จำพวกสัตว์ผสมอุบาทว์ได้ไหม พวกมันจะทำอะไรกับเขา”

“เบน ใจเย็น ๆ ฉันอยากให้เขาปลอดภัยไม่ต่างจากนาย”

“รู้ แต่ถ้ามันไม่ใช่ล่ะ”

เธอเงียบ ไมเคิลเงียบ

“ฉันทนไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มหลับตาแล้วเบือนหน้าหนี “ถ้าพวกเขากลายเป็นศพเดินได้แบบนั้น...ฉันจะทำยังไง ฉันจะอยู่ยังไง”

อเล็กซิสนึกถึงซอมบี้ในภาพหลอน เสียงหัวเราะน่ากลัวของชาร์ลี แววตาซึมเศร้าของทุกคน ถ้าเกิดอยู่ ๆ เวดและออสโล่โผล่มาในสภาพซอมบี้ ถ้าพวกนั้นคือครอบครัวและเพื่อนของเธอจริง ๆ เธอจะทำอย่างไร...

อเล็กซิสค่อย ๆ หลับตา นึกถึงปลายกระบอกปืนที่หันไปทางพวกเขา เธอแน่ใจว่าตนไม่มีวันเปลี่ยนใจหากถึงเวลานั้น

 “พวกมันไม่ใช่คนที่เรารู้จักแล้ว คนที่เรารักตายไปแล้ว พวกมันเป็นเพียงปีศาจที่ใช้ร่างพวกเขา ฉันไม่ยอมหรอก...ถ้านี่คือคำตอบที่นายรอคอย”

“เธอหันกระบอกปืนไปทางไหน” เบนคาดคั้น พอเธอเงียบ เขาหันไปเค้นไมเคิล “นายปลุกเธอนี่ นายเห็นว่าเธอหันกระบอกปืนไปทางไหน”

เด็กหนุ่มกอดอก อึดอัดและไม่เข้าใจกับอารมณ์ฝ่ายตรงข้าม เขาสบตาเธอแล้วตอบเบน “...อเล็กซิสค่อนข้างรู้สึกตัว ไม่เหมือนนาย...”

“เธอหันไปทางพวกเขา ใช่ เธอมองพวกเขาเป็นปีศาจ” ชายหนุ่มได้ข้อสรุป เสียงหัวเราะที่ออกมาจากปลายจมูกคล้ายดูแคลนแต่แล้วก็ฟังเหมือนเสียงสะอื้น “เธอโกรธฉันเรื่องซาร่าห์ แต่กลับจะฆ่าพวกเขา”

“มันไม่ใช่พวกเขา” อเล็กซิสเถียง

“แล้วถ้าเรารักษาพวกเขาในสภาพนั้นได้”

“มันคือศพที่ถูกปลุก”

“นั่นไง”

“นายไม่เข้าใจ คนตายแล้ว สมองตายแล้ว สิ่งที่พวกมันทำคือใช้ร่างคนตายมากำจัดพวกเรา”

เบนถอนหายใจ มองเธอด้วยสายตาผิดหวัง “พวกเราไม่เคยคิดเหมือนกันเลย ว่าไหม” แวบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าเขาช้อนตามอง อะไรของนาย “ไม่เคยเลย ทำไมไม่ให้โอกาสพวกเขาบ้าง”

อาการจุกที่คอมันคืออะไร ทำไมเธอต้องรู้สึกผิด อเล็กซิสไม่เข้าใจ ทำไมเขาต้องทำเหมือนกับว่าเธอใจร้าย “แนท” เธอนึกถึงตอนที่มือของเขาสัมผัสแก้มตัวเองและน้ำตาที่ไหลออกมา มันเป็นของจริง ปลายกระบอกปืนที่ค้างคาอก นั่นคือสิ่งที่เขาเลือก

“ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพวกเรากำลังพักอยู่หรือเปล่า คุยเรื่องอื่นกันไหม” ไมเคิลพยายามคลี่คลายสถานการณ์ เขานั่งยอง ๆ เขี่ยอาหารกองกลาง แววตาบ่งบอกว่าอยากกินให้หมด

“ได้สิ เล่าเรื่องของนายเป็นไง” เธอเสนอ พลันเหลือบเห็นจี้ห้อยคอของเขาหลุดออกมา มันเป็นป้ายเหล็กสลักตัวอักษรเขียนว่า แด่ เจมม่าที่รัก “เจมม่าคือใครเหรอ”

ไมเคิลชะงัก เขาก้มดูสร้อยที่คอตัวเอง “อ้อ” กลายเป็นว่าแววตาของเขาหม่นลงอีกคน อเล็กซิส เอ๊ย

 “แม่ฉันเอง” เด็กหนุ่มเก็บสร้อยกลับเข้าไปในเสื้อ ความสงสารก่อตัวขึ้นในใจ แน่นอนว่าสร้อยเส้นนั้นต้องเป็นของผู้หญิง เพราะมันเขียนว่า แด่ เจมม่า แต่เขากลับเก็บสร้อยไว้กับตัวเอง นั่นเป็นเพราะเจ้าของไม่อยู่แล้วใช่ไหม ไมเคิลเคยบอกว่าไม่มีใครให้ห่วง เขาอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดเลยหรือนี่

พอเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงนั่งกินขนมปังด้วยท่าทางเซื่องซึม ดวงตาสีฟ้าเข้มมองสลับระหว่างเธอกับเบนเหมือนไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร อเล็กซิสค่อยยิ้มนิด ๆ ด้วยใจเอ็นดู แม้วัยเท่ากันก็เถอะ แต่ไมเคิลมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ พอเขาจับสายตาเธอได้ก็ทำหน้างงก่อนจะยื่นขนมปังให้ กลายเป็นว่าอเล็กซิสหลุดหัวเราะ

เขาทำสำเร็จ คลี่คลายความตึงเครียดแม้ไม่ได้ตั้งใจ...อย่างน้อย เขาช่วยให้เธอไม่จมไปกับเบน

“เปล่า ไม่ได้จะกิน”

“อ้าวเหรอ เห็นเธอจ้อง” เขาทำหน้าเงอะงะ ยกมือเกาหัว โคนผมของไมเคิลออกสีน้ำตาล “ทำไมนายเลือกย้อมผมสีนี้ล่ะ”

เขาจับเส้นผมตัวเอง “ฉันย้อมมาหลายสีแล้ว เบื่อก็เปลี่ยน” รอยยิ้มแสดงออกเพียงช่วงสั้น ๆ แต่มันทำให้เด็กหนุ่มคนนี้น่าเอ็นดูมากขึ้น อาจเป็นเพราะฟันหน้าที่ค่อนข้างใหญ่แต่ไม่ได้ใหญ่จนล้น “วันที่ฉันเจอเธอกับเพื่อน ผมของฉันเป็นสีฟ้านะ พวกนายไม่เคยย้อมผมกันเหรอ”

“มันจะทำให้หัวล้าน” เบนให้เหตุผล

อเล็กซิสขำพรืด “โทษ” เป็นครั้งแรกที่เบนส่งสายน่ากลัวถึงขนาดนี้ “ช่วยไม่ได้นี่ เพื่อนนายทิ้งระเบิดไว้ แต่ฉันนึกภาพนายทำผมสีอื่นไม่ออกแฮะ”

“ไม่ต้องยุ่งกับหัวฉันน่า” เบนโยนเศษหินใส่ตักเธอ อเล็กซิสหัวเราะคิกคัก เขากลับมาอารมณ์ดีขึ้นแล้ว

“เออ ไมเคิล นายช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเราเจอกันยังไง แล้วฉันลืมได้ยังไง”

“นั่นสิ ฉันจำได้ว่านายพูดว่าถูกล่ามาตลอดชีวิต ทำไมเหรอ ไปทำอะไรไว้ อย่าอมเลยน่า”

“ฉันไม่ได้ทำอะไร แต่พ่อกับแม่...” เด็กหนุ่มทบทวนความคิดตัวเอง “...ไม่รู้เหมือนกัน ก็ได้ ฉันจะเล่าเรื่องนั้น” อเล็กซิสสูดหายใจ หยิบของกองกลางขึ้นมากินบ้าง “มันเริ่มมาจากเจ้าของสร้อยเส้นนี้” ไมเคิลจับสร้อยที่คอ “คนคนนั้นชื่อปาสคาล”

“คุณพ่อนายเหรอ” อเล็กซิสเดา ถ้าเจมม่าคือแม่ คนที่ให้น่าจะเป็นพ่อมิใช่หรือ

“เปล่า” ไมเคิลตอบ “เขาเป็นคนดูแลฉันหลังจากพ่อกับแม่ตายหมด ตั้งแต่จำความได้พวกเราเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย คิดว่าทางการมีคนที่มีพลังพิเศษเหมือนกัน และพลังนั้นคือความสามารถตรวจจับว่าใครเข้าข่ายเอชซีโร่วัน ทั้งฉันและปาสคาลเข้าข่ายด้วยกันทั้งคู่จึงต้องหนี อ้อ พ่อแม่ของฉันล้วนเข้าข่ายเอชโอวันเหมือนกัน”

“ไล่ล่าเลยเหรอ” เบนทึ่ง “ฉันนึกว่า ถ้ามีคนรายงานตำรวจ หรือเห็นอะไรประหลาด พวกเขาถึงจะจับ”

เธอพยักหน้ายืนยันคำพูดไมเคิล “มีคนเคยเล่าว่ามีหน่วยงานนี้อยู่ แม้ประกาศยกเลิกไปนานแล้ว แต่พวกเขายังทำงานอยู่ลับ ๆ เรื่องของไมเคิลทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่...” เธอถอนหายใจเมื่อนึกถึงครูโดบี้ส์กับแมรี่ สตีเว่น “...ครูเคยเล่า”

ดวงตาสีฟ้าของเด็กหนุ่มมองเลยผ่านเพื่อนอีกสองคนไป “ซานโบซ่าเป็นเมืองที่สงบดีนะ ฉันกับปาสคาลชอบมาก อยากจะอยู่ถาวรเลยด้วยซ้ำ ฉันฝันอยากไปโรงเรียนและมีเพื่อนเหมือนคนอื่นอยู่ตลอด คิดว่าถ้าเริ่มต้นใหม่ในเมืองนี้ได้คงดี แต่สุดท้ายพวกมันตามเจอ ปาสคาลได้รับบาดเจ็บระหว่างต่อสู้ เขาขอให้ฉันหนี ฉันหนี แต่สุดท้ายก็ทิ้งไม่ได้ พอย้อนกลับมากลับเจอเธอกับเพื่อนสาวผมสีน้ำตาลแดงช่วยพวกมันพาปาสคาลไปโรงพยาบาล”

“ช่วยพวกมัน” เธอร้องเสียงหลง “ไหนว่าพวกมันจะฆ่า”

“พวกเธอผ่านมาพอดี พวกมันจึงทำทีว่ากำลังช่วย เธอรีบเสนอตัวช่วยทันที บอกว่าพ่อเป็นหมออยู่ที่นั่น เนื่องจากพวกมันเฝ้าปาสคาลในโรงพยาบาล ฉันเลยหันมาตามเธอแทน เพราะเธอคอยเทียวเข้าเทียวออกที่นั่นทุกวัน”

“เห็นไหม ยัยนี่เป็นแบมบี้น้อยในทุ่งหญ้า”

“เงียบเลย” เธอแหวใส่อีกคน

ไมเคิลหัวเราะในลำคอนิดหนึ่งแล้วเล่าต่อ “พวกเธอมีชีวิตในแบบที่ฉันอยากมี ฉันตามเธอตลอด แอบเข้าไปในโรงเรียนที่เธอเรียน จะว่าไปเธอกับจูนหน้าคล้ายกันมากนะ คล้ายมากกว่าพี่น้องเธออีก (“ก็...” อเล็กซิสจะอธิบาย) อ้อ ฉันรู้ ๆ แค่เห็นพ่อแม่เธอ เห็นพี่น้องเธอฉันก็รู้แล้วว่าเป็นพ่อแม่บุญธรรม ตอนแรกฉันนึกว่าเธอกับจูนเป็นพี่น้องกันจริง ๆ นะ จากที่ตามเพราะเรื่องปาสคาล ฉันก็เลยตามเธอเพื่ออยากดูชีวิตคนปกติ”

“โธ่” อเล็กซิสจับแขนไมเคิลตามนิสัย เด็กหนุ่มสะดุ้งแล้วเขยิบออกทันที “ขอโทษ ฉันไม่ได้จะทำอะไร” อเล็กซิสรีบบอก หน้าแดงเมื่อเจอปฏิกิริยาแบบนี้

“เปล่า...คือ ขอโทษที ฉันไม่ชินเวลาคนถูกตัว”

“จับฉันก็ได้นะ” เบนไม่วายเข้าเรื่องนี้ตลอด แป๊บหนึ่ง ดีดนิ้วเหมือนคิดอะไรออก “นายไม่เคยมีแฟนแน่ ๆ”

“แค่เพื่อนฉันยังไม่มีเลย”

“งั้นนายยังไม่เคยแม้แต่จูบผู้หญิงสินะ”

“จูบ...เหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำช้า ๆ “จูบแบบปากชนปากนะเหรอ จูบแบบ...” แล้วไมเคิลก็หน้าแดงไปถึงหู

เบนลูบคางตัวเอง กัดปากยิ้มเยาะ ดวงตาหมาป่ากลับมาแววโรจน์ตามสไตล์เบนจามิน โรซิเย่ที่เธอรู้จัก “เด็กน้อยอีกคนละ แบมบี้กับอะไรดี ฟาลีน...นี่ฉันสลับเพศพวกเธอแฮะ แต่เธอเหมาะกับชื่อแบมบี้มากกว่าฟาลีน จะว่าไงล่ะ มันฟังดูเหมือนเบบี้ไหม แล้วถ้านายเป็นฟาลีนนายต้องคู่กับแบมบี้ โอ้ ไม่เอาดีกว่า งั้นนายเป็นรอนโน่ละกัน”

อเล็กซิสกับไมเคิลหันมามองหน้ากัน ทั้งสองเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วกลับไปมองเบน กะพริบตาปริบ ๆ

“นายพล่ามอะไรของนาย” หนุ่มผมเงินถาม “พวกนี้คือการ์ตูนหมดเลยเหรอ”

อเล็กซิสเพิ่งฉุกใจขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ แบมบี้เป็นเพศชายเหรอ” เธอเพิ่งรู้จริง ๆ เพราะรู้จักแค่ชื่อตัวละครแต่ไม่เคยดู นึกว่าแบมบี้เป็นตัวการ์ตูนกวางเพศหญิงเสียอีก มันเป็นการ์ตูนที่เก่ามาก มรดกตกทอดจากสมัยก่อนยุคหายนะ

“แน่สิ ตอนโตเขางอกเป็นรวงเลย” เขากลอกตา “แม่ง ทำไมพวกนายต้องทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถืออมยิ้มในมือด้วยวะ”

 ไมเคิลสั่นหัว “เอาเป็นว่า จะฟังต่อไหม”

“ฟังสิ” เธอรีบบอก

“โอเค วันที่สาม เธอกับจูนไปเยี่ยมปาสคาลอีก ฉันจำได้ว่าพวกเธอเอาแต่เดินคุยเรื่องเด็กหนุ่มที่ชื่อ เดวี่...”

“ข้ามเรื่องนั้นก็ได้ไมเคิล” อเล็กซิสแทรก “อะไรไร้สาระก็ตัดออก”

“...หลังจากที่เธอเยี่ยมปาสคาลวันนั้น พอออกมาจากห้องคนไข้ เธอกับจูนก็ไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเขาหลงเหลือแล้ว”

“พลังของเขาคือลบความทรงจำ” เธอทวนคำพูดไมเคิล

เขาพยักหน้า “ใช่ แค่ปลายนิ้วสัมผัสตัวคนก็สามารถลบความจำออกได้ แต่อย่ากังวลเลยนะว่าเขาลบไปมากกว่านี้ เขาลบแค่ส่วนที่มีตัวเขาในหัวเธอ”

“มิน่า ฉันนึกอะไรไม่ออกเลย”

“แล้วหลังจากนั้น นายพาเขาออกมาได้ไหม”

“ได้สิ พวกมันย่องเข้ามาจะฆ่าปิดปาก ปาสคาลแกล้งนอนนิ่งแล้วอาศัยจังหวะลบความทรงจำพวกมันทันที เขาลบหมดเลย ไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำเกี่ยวกับตัวตน พอฉันลอบเข้าไปหาก็พากันหลบออกมาได้อย่างสบาย พวกเราอยากขอบคุณเธอกับจูนนะ แต่มันจะดีกว่าถ้าไม่รู้จักกัน”

“แล้วตอนนี้...”

ไมเคิลชี้ไปที่สร้อย “เหลือแค่นี้ไง สุดท้ายเขาถูกต้อนจนตกทะเล ฉันใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาเป็นปีแล้ว”

“ทะเลเหรอ...” เบนพึมพำ “แนทก็อยู่ในทะเล”

ไมเคิลเอียงคอ “ใครคือแนท แฟนนายเหรอ ฉันได้ยินนายพึมพำชื่อนี้”

“ฟังเรื่องของนายต่อดีกว่า” คนโตกว่าตัดบท

แต่อเล็กซิสสนใจเรื่องที่ไมเคิลกับปาสคาลถูกตามล่ามากที่สุด ถ้าเขาไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือมีบ้านถาวร แปลว่าทางการตามล่าครอบครัวไมเคิลมาตลอด มันน่าจะมีอะไรมากกว่าเข้าข่ายเอชซีโร่วัน

“อันที่จริง ฉันคิดว่าพวกเขาตามล่านายด้วยเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่าการที่นายเป็นกลุ่มเสี่ยงนะ นายเคยสงสัยบ้างไหม”

 “อื้อ แน่นอนสิ ฉันสงสัยมาตลอด เพียงแต่พ่อกับแม่ไม่เคยบอก...ไม่ยอมบอกมากกว่า แม้แต่ปาสคาลก็ไม่รู้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาขโมยข้อมูลบางอย่างออกมา แต่ไม่รู้ขโมยมาเพื่ออะไร ในเมื่อทั้งพ่อและแม่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ว่าเลย ฉันจำได้ว่าตอนถูกจับนั่งบนเก้าอี้ไฟฟ้า สิ่งสุดท้ายที่พวกมันบอกคือ “พวกเขาทำให้เรื่องวุ่นวาย แต่ก็ดีแล้วที่ทำให้พวกเรารู้ว่ามีโปรเจ็กลับอยู่ โชคดีของนายนะ ไมเคิล นายจะไม่ถูกส่งตัวกลับไปเหมือนพวกเขา แต่จะถูกส่งไปยังโปรแกรมบำบัดแทน ทีนี้ก็ไม่ต้องหนีอีกแล้ว นายจะได้ใช้ชีวิตอิสระในบ้านที่มีแต่เพื่อนแบบเดียวกันเต็มไปหมด” พวกมันบอกฉันแบบนี้”

“โปรเจ็กลับ” อเล็กซิสกับเบนสะกิดใจจุดเดียวกัน จึงเผลอสื่อสารผ่านสายตาว่า ยังมีโครงการอื่นอีกหรือนี่

“พ่อแม่ของนายต้องรู้เบื้องลึกแน่ ๆ”

“และพวกเขาก็ตายไปพร้อมกันมัน” ไมเคิลสรุป “อย่าคาดคั้น เพราะฉันไม่รู้จริง ๆ และมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันโกรธพวกเขา”  

แวบหนึ่งที่ดวงตาสีฟ้าเข้มมองขึ้นไปด้านบนเหมือนเห็นท้องฟ้า แต่เมื่ออเล็กซิสมองตามสายตาไมเคิล สิ่งที่เธอเห็นคือเพดานถ้ำสีเทาทึบกับหินงอกหินย้อยแหลมเฟี้ยวจนกลัวว่ามันอาจจะตกลงมาเสียบหัว

“...มันเหมือนโลกภายในตัวเธอล่มสลาย...” ท้องฟ้าจำลองในหอพักอาจเป็นที่เดียวที่พาเธอออกจากไข่ใบนี้ เป็นอิสระจากความคิดตัวเอง และเมื่อคิดถึงห้องนั้น เธอคิดถึงดวงตาสีดำของอเล็กซ์ด้วย ตอนนี้เธอมาถึงโซนสี่แล้ว จะมีสิ่งใดการันตีได้ไหมว่าคนธรรมดาที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้พร้อมกับมนุษย์พลังพิเศษทั้งสองคน และเมื่อถึงตอนนั้น วันที่เธอรอดไปเจอเขาอีกครั้ง อเล็กซ์จะยังอยากเรียกเธอว่า “สกาย” อยู่หรือเปล่า

อีกไม่กี่วัน เหมือนไม่กี่ปี

“แปลกดีนะ ตาของเธอเหมือนมีไฟจุดอยู่ข้างใน อะไรบางอย่างที่ส่องประกาย”

“หา”

ไมเคิลชี้ไปที่ดวงตาของเขาแล้วเลื่อนมือมาที่ดวงตาของเธอ “ในสีน้ำเงิน”

และเมื่อฉันคิดถึงเขา นายก็พูดแบบเขา อเล็กซิสพยายามข่มใจตัวเองให้สงบ ภาพอเล็กซ์ท่ามกลางดาวจำลองวาบหวามหัวใจ

“แต่ฉันกลับเห็นทะเลลึก” เบนพลิกตัวเกลือกกลิ้งกับพื้น “ลึกจนไม่เห็นท้องน้ำ...” เขามองตาเธอแล้วเบือนหน้าหนี “พวกเราเหลือเวลากันอีกกี่วัน”

“ประมาณสองวัน” เธอตอบ “เราจะออกไปได้ใช่ไหม”

ไม่มีใครตอบ

“หัวเงิน พ่อแม่ของนายรักกันมากไหม”

“ไมเคิล ฉันชื่อไมเคิล” เด็กหนุ่มหันมาเธอ ทำสายตาถามว่า หมอนี่นิสัยแย่

อเล็กซิสยิ้ม ตอบผ่านสายตาว่า อย่าไปถือสาหมอนี่เลย

“รักสิ แม้ฉันไม่มีโอกาสได้อยู่กับพ่อนานเท่าไหร่ แต่ฉันรับรู้ได้จากแม่ มันเป็นความรักที่...ฉันเองก็พูดไม่ถูก แม่นึกถึงพ่อเสมอ เธอจะนั่งกอดอกมองขึ้นท้องฟ้าแล้วพูดชื่อพ่อ ทุกครั้งที่เล่าเรื่องพ่อ แม่ยิ้มมีความสุข มันมากกว่าความหวั่นไหวหรือความสัมพันธ์ทางกาย ความรักที่แนบแน่นจนหากขาดใครคนหนึ่ง อีกคนไม่อาจอยู่ได้ หรืออยู่ทั้งที่จิตวิญญาณหลุดหายไป”

สีหน้าเด็กหนุ่มในเวลานี้แช่มชื่น เมื่อพูดถึงพ่อแม่ แม้แต่ตัวเขาเองยังมีความสุข

“วู้” เบนถึงกับลุกขึ้นมานั่งใหม่ “คำพูดจากปากหนุ่มน้อยที่ไม่เคยจูบใครมาก่อน ซาบซึ้งดีแท้” เขาปรบมือดังเปาะแปะ “แบมบี้ เธอเชื่อว่าจะเจออะไรแบบนี้ไหม อ้อ ๆ ไม่ดีกว่า พวกผู้หญิงเชื่อกันทั้งนั้น”

เธอสั่นหัว “เบน การที่ฉันเชื่อว่าความรักแบบนี้มีจริงไม่ได้หมายความว่าจะเจออะไรแบบนี้สักหน่อย พ่อกับแม่ของฉันคงเหมือนพ่อแม่ของนาย ไมเคิล พวกเขารักกันมาก พวกเขาทำให้ฉันเชื่อว่ารัก...” เธออยากจะพูดคำว่า รักแท้ แต่กระดากปาก “...แต่ขณะเดียวกัน มันขึ้นอยู่กับโชค และฉันไม่ค่อยมีเท่าไหร่”

“เธอเชื่อไหมว่าบางคนอาจจะเกิดมามีแค่จิตวิญญาณเพียงครึ่งเดียวก็ได้นะ...ไม่ต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น” เบนเอนตัวพิงกระเป๋าเป้ แล้วก้มหน้านิ่ง “ฉันไม่ได้คร่ำครวญสักหน่อย”

แต่นายกำลังทำนี่ เธอมองไปรอบตัว หากไม่นับถ้ำ อากาศ และลาวาที่ไหลออกมาเรื่อย ๆ บทสนทนาในตอนนี้คงเหมือนกับพวกเขากำลังนั่งปิกนิกในสวนสาธารณะท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นและลมเย็น

“สักวันพวกเราอาจจะเจอ นายก็อาจจะเจอ”

หนุ่มผมเข้มส่ายหัว “ฉันเจอแล้ว แต่เธอไม่ใช่ของฉัน” ตาสีเหลืองจดจ่อกับกองเสบียง ไม่กี่วินาที กระป๋องซุปลอยขึ้นราวสองวินาทีแล้วตกลง

“เฮ้อ เวลาพักเบรกใกล้หมดแล้ว”

 

**********

 

ดวงไฟร้อนฉ่าฉาบไออุ่นไปทั่วกาย แสงไฟเหรอ เขาไม่แน่ใจเพราะยังหลับตาอยู่ ที่ไหน เขาพยายามลืมตาขึ้น แต่หนังตาหนักเกินกว่าจะลืมได้ คำถามคือมันหนักหรือว่ามันถูกปิดอยู่กันแน่ กาวหรือเปล่า ไม่ใช่ บ้าสิ กาวพ่อง เขาพยายามลืมขึ้นอีกครั้ง แต่ทุกอย่างเหมือนเดิม หรือเพราะง่วงมากกันแน่ ทำไมรู้สึกว่าจมอยู่ในร่างกายตัวเอง ไม่สามารถควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ได้ดั่งใจนึก อ่า มีคนอยู่ รับรู้แต่ไม่อาจสื่อสารออกไปได้ คนจำนวนหนึ่ง พวกเทสซ่าหรือเปล่านะ

ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น

ใบหน้าตกกระปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้วห่างออกไปไกลแสนไกล ร่างกาย แขนขา ศีรษะฉีกออกจากกัน เลือดแดงฉานทะลักออกมาจากส่วนที่ถูกกระชากขาด เขาพยายามตะโกนแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอด

“เขาใช้มันไม่ได้อีกแล้ว”

“โธ่ พ่อหนุ่ม”

พูดอะไรวะ ใครพูด ที่นี่ที่ไหน

เหนื่อย อาการหนักอึ้งไปทั้งตัวที่เป็นอยู่ตอนนี้คืออะไร ออสโล่ อีกแค่นิดเดียว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ทำไมนายไม่จับให้มั่น

“เขารู้สึกตัว”

“เอ๋”

“นี่ไง น้ำตา”

ทำไมนายไม่อดทน ไม่ไหวแล้ว เสียง ผู้คน ความร้อน ทุกอย่างกำลังหายไป แต่กว่าเวดจะตระหนักได้ว่าสิ่งที่ดับไม่ใช่สิ่งรอบข้าง หากแต่เป็นสติสัมปชัญญะของตัวเอง สติได้จมหายไปในห้วงนิทราอย่างสมบูรณ์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

253 ความคิดเห็น

  1. #177 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 01:28
    ยังหน่วงค้างจากตอนที่แล้ว เจออาฟเต้อชอคจากโนเอลแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะอยู่อีกนานเพราะนิมิตเบกกี้เห็นโนเอล ตอนนี้รู้อดีตของไมเคิลแล้ว แอบไปตามสตอล์กเกอร์เขาด้วย เบนก็มีด้านแปลกๆกับเขาเหมือนกัน แบมบี้้้ นางเอกเราเนื้อหอมมาก ทั้งอเล็กซ์เบนไมเคิลเวด แล้วเวดโดนอะไร -พวกรัฐบาลโง่เง่าอย่าพรากเวดไปอีกคนนะ ใจสลาย หัวใจบางยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่เปียก
    #177
    1
    • #177-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 33)
      12 ธันวาคม 2561 / 09:28
      ทะ ทิชชู่เปียกเลยเหรอ ชอบคำเปรียบ 55555
      #177-1
  2. #71 03111969 (@03111969) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 13:40
    ทีมอเล็ก
    #71
    1
    • #71-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 33)
      4 มีนาคม 2561 / 20:02
      อั๊ยยะ! ประกาศเจตจำนงชัดเจน
      #71-1
  3. #69 shirone-mirai (@shirone-mirai) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:03
    งื้อออออ อยากเจออเล็กอ่าาาาาาา
    #69
    1
    • #69-1 jesjournal90 (@jesjournal90) (จากตอนที่ 33)
      25 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:34
      อร๊ายย เพิ่งเห็นคนกรี๊ดอเล็กซ์ \(^o^)/
      #69-1