ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 5 : บท 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,342
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    21 พ.ค. 61

ภายในห้องทำงานเก่าของนายโชค นิรชรกนก ที่บัดนี้ได้เปลี่ยนมือสู่ประธานบริษัทคนใหม่

                ภรรยาของอดีตประธานบริษัทมีโชคกัดฟันกรอดๆ สีหน้าบึ้งตึงไม่ต่างจากยักษ์ขมูขี หลังจากรับฟังรายงานพฤติกรรมของน่านฟ้าจากมัศยา “ฉันจะทำยังไงกับอีตาบ้านี่ดีนะ มันเป็นเวรเป็นกรรมของฉันหรือยังไง ที่ต้องมาพัวพันกับคนพรรค์นี้ แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน”

                “เอ่อ ตอนนี้หยีกับต๋องกำลังตามหาตัวอยู่ค่ะ น่าจะไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่งในโรงงาน” มัศยารายงาน

                นางวิภาถอนหายใจดังพรืด “แล้วเธอเฝ้านายน่านภาษาอะไร ทำไมปล่อยให้เขารอดสายตาไปได้”

                มัศยาหน้าเจื่อน “หยีขอโทษค่ะ หยีจะไปตามตัวเขาให้เจอค่ะ”

                “แล้วอย่าปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้บ่อยๆ นะ” หญิงสูงวัยสั่งเสียงเข้ม

                “แต่จะโทษพนักงานฝ่ายเดียวก็ไม่ได้นะครับพี่วิ การรับมือนายน่านไม่ใช่เรื่องง่าย” นายสุกิจแย้งขึ้น

                “ฉันรู้น่า แต่ฉันแค่อยากให้หยีคุมเข้มนายน่านมากกว่านี้ เพราะเราต่างก็รู้กันว่าเขาหาเรื่องปวดหัวให้เราได้มากแค่ไหน”

                “ไม่ต้องห่วงค่ะท่าน หยีจะไม่ให้คุณน่านรอดสายตาไปง่ายๆ อีก”

                “ดี ทำหน้าที่ของเธอให้เต็มที่ ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อีกหน่อยอนาคตของบริษัทมีโชคต้องตกอยู่ในมือของเขา อนาคตของพวกเราขึ้นอยู่กับนายน่าน”

                “ค่ะ หยีจะเข้าใจ หยีจะทำหน้าที่ให้ดีและเต็มที่ที่สุด หยีสัญญาค่ะ” มัศยารับปากอย่างหนักแน่น ก่อนจะขอตัวออกไปตามหาน่านฟ้าต่อ

                “พี่วิครับ” นายสุกิจเอ่ยเรียกหญิงสูงวัย หลังจากมัศยาหายออกไปจากห้อง

                “ว่าไง”

                “พี่แน่ใจหรือครับว่า...นายน่านดำรงตำแหน่งประธานบริษัทมีโชคได้จริงๆ ”

                ความเคร่งเครียดฉายชัดบนดวงหน้าของนางวิภา “ตอนนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจหรอก แต่ฉันไม่มีทางเลือก แกก็รู้ ตอนนี้น่านคือทายาทคนเดียวของนิรชรกนก และคุณโชคก็ขอร้องฉันไว้ก่อนตาย”

                “ผมเข้าใจครับ แต่...การวางอนาคตของข้าวเกรียบมีโชคไว้ในมือคนอย่างนายน่าน ผมกลัวว่ามันจะ...ไปไม่รอด” ชายวัยกลางคนมีสีหน้าหนักใจ

                คิ้วที่ผ่านการสักหกมิติจนโก่งเรียวราวกับคันธนูของนางวิภาพุ่งเข้าหากัน “นี่ไง ฉันถึงให้มัศยาทำหน้าที่ดูแล สอนงาน และคุมพฤติกรรมของนายน่าน”

                “แต่ผมอยากให้พี่ลองทบทวนการตัดสินใจอีกที แล้วที่ผมทักท้วงแบบนี้เพราะผมห่วงอนาคตของข้าวเกรียบมีโชค”

                “ฉันรู้ แต่ฉันตัดสินใจไปแล้ว และฉันคงจะไม่เปลี่ยนใจ แต่ฉันรับปากว่า ฉันจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนายน่านให้ได้” แม้จะรับปากไปเช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่านางจะแน่ใจนักว่าจะทำตามที่ประกาศไว้ได้ ความหนักอึ้งในอกก่อกวนจิตใจอีกครั้ง

                “แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะครับ”

                “มันต้องสำเร็จ”

                นายสุกิจถอนหายใจเบาๆ “แต่ผมห่วงอนาคตของข้าวเกรียบมีโชคเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป”

                “บางทีมันอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่แกคิดก็ได้”

                “ผมก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้พี่วิคิดทบทวนอีกครั้งเรื่องตำแหน่งประธานบริษัท นี่ไม่ใช่ตำแหน่งที่เด็กอมมือที่ไหนจะมาเป็นได้ พี่วิน่าจะเลือกคนที่มีความเหมาะสมมากพอจะรับมือได้”

                “ไม่ว่านายน่านจะเป็นยังไง แต่เขาคือคนเดียวที่จะมารับตำแหน่งนี้” นางวิภายืนกราน

                “เพียงเพราะเป็นคำขอสุดท้ายของพี่โชคงั้นหรือครับ”

                “ใช่ แล้วนายน่านก็เป็นสายเลือดคนเดียวของคุณโชคที่เหลืออยู่ในตอนนี้ และคนที่จะสานต่อธุรกิจข้าวเกรียบมีโชค คือทายาทของคุณโชคเท่านั้น”

                “ทั้งๆ ที่นายน่านเป็นลูกจากเมียอีกคนของคุณโชคงั้นหรือครับ”

                หญิงสูงวัยหน้านิ่วอย่างไม่ชอบใจนัก เรื่องนี้ยังคงยอกแสยงใจกันเสมอมา แต่สุดท้ายนางก็รักและเทิดทูนสามี แม้ว่าเขาจะเคยทำให้นางต้องเจ็บช้ำใจ “ใช่ แต่ฉันบอกแล้วไงว่าเขาคือทายาทคนเดียวที่เหลือของคุณโชค”

                “พี่ไม่กลัวว่านายน่านจะเป็นหอกข้างแคร่พี่บ้างหรือครับ”

                “หอกข้างแคร่อะไรของแก” นางวิภายังหน้านิ่ว

                “ก็...พี่อย่าลืมนะครับว่านายน่านไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของพี่แท้ๆ ”

                “ทำไมแกคิดว่านายน่านมันจะฮุบบริษัทนี้หรือไง”

                “อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่หรือครับ” นายสุกิจตอบ

                “ก็จริง อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้านายน่านไม่ได้ห่วยแตก ไม่เอาไหน ลอยไปลอยมาทั้งวันแบบนี้ บอกตามตามตรง ฉันกลัวมันทำบริษัทเจ๊งมากกว่าจะมาฮุบบริษัทนี้ซะอีก รู้มั้ยตอนนี้ฉันไหว้พระทุกวัน ให้มันได้สำนึก กลับเนื้อกลับตัว เลิกทำตัวเหลวไหลซะที”

                “แต่ผมว่า...”

                “พอล่ะ ฉันขี้เกียจคุยเรื่องนี้แล้ว” นางวิภายกมือขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงห้าม “ฉันตัดสินใจแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจ แกมีงานอะไรก็ไปทำซะ ฉันจะรออยู่ในห้องนี้จนกว่าหยีจะตามไอ้ตัวแสบมาได้”

                สีหน้าท่าทางของนายสุกิจฟ้องว่ายังไม่ค่อยอยากจบบทสนทนานี้นัก แต่สุดท้ายเขาก็หันเดินออกไปจากห้อง

                เมื่ออยู่เพียงลำพัง นายหญิงใหญ่แห่งอาณาจักรมีโชคก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ สีหน้าท่าทางอ่อนล้า ผิดแผกไปจากมาดเข้มงวดและกร้าวแกร่งที่เห็นจนชินตา

                “คุณคะ ช่วยดลบันดาลใจให้ไอ้ลูกเฮงกะบ๊วยของคุณมันมีสำนึกซะที ถ้ามันไม่ช่วยตัวเองบ้าง ฉันก็ไม่รู้จะมีเรี่ยวแรงเข็นมันไปได้สักกี่น้ำ” นางวิภารำพันอย่างอ่อนล้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #18 Jnong_ma (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 19:23
    แม่เลี้ยงแบบนี้หายาก
    #18
    0