ปลาหลงฟ้า

ตอนที่ 6 : บท 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    22 พ.ค. 61

ช่วงหัวค่ำของวันเดียวกัน

                ขณะที่น่านฟ้ากำลังง่วนกับบางสิ่งอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาในห้องนอนส่วนตัวในบ้านเดี่ยวขนาดร้อยกว่าตารางวา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

                “น่าน แม่เอง”

                “เข้ามาได้เลย ไม่ได้ล็อกประตูครับแม่” น่านฟ้าร้องตอบ

                หญิงสูงวัยรูปร่างกะทัดรัด หน้าตาใจดีและอบอุ่น สวมชุดนอนกระโปรงตัวยาวเกือบถึงหน้าแข้ง สีน้ำตาลเข้ม เปิดประตูเข้ามาในห้องนอนบุตรชาย ใบหน้าของนางเปื้อนรอยยิ้มบางๆ ขณะเดินเข้าไปหาน่านฟ้า

                “ทำอะไรอยู่ลูก” นางสุกัญญาโอบไหล่บุตรชาย

                “คุยกับเพื่อนนิดหน่อยครับแม่” น่านฟ้าปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง

                “แม่รบกวนเวลาเรามั้ย”

                “ไม่รบกวนหรอกครับ แล้วแม่มีอะไรหรือครับ”

                “แม่เพิ่งวายสายจากแม่ใหญ่จ้ะ”

                “แล้วหูแม่หายชาหรือยังครับ” น่านฟ้าถามหน้าตาย

                นางสุกัญญาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ไปว่าแม่ใหญ่อีกแล้ว”

                “ผมพูดเรื่องจริงนี่ครับ ผมว่าชาติที่แล้ว แม่ใหญ่ต้องเกิดเป็นไก่มาก่อนแน่ๆ ”

                คู่สนทนาขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะน่าน”

                “ก็เธอจิกเก่งเป็นบ้า”

                “ตายแล้ว! ลูกแม่ เดี๋ยวนี้ทำไมปากจัดแบบนี้”

                “ผมยังปากจัดไม่ถึงครึ่งของแม่ใหญ่เลยนะครับ”

                “พอๆ แล้ว ว่าแม่ใหญ่มากๆ บาปกรรมนะ” มารดาเตือนบุตรชาย

                “คร้าบ” น่านฟ้าตอบเสียงยานคางหน่อยๆ

                หญิงสูงวัยค้อนบุตรชายอย่างไม่จริงจังนัก “ดูทำเสียงเข้า แล้วเมื่อไหร่จะเลิกแกล้งแม่ใหญ่ซะที”

                “ผมแกล้งอะไรแม่ใหญ่ครับ”

                “ยังมีหน้ามาถามอีก ก็เรื่องที่เราเอาแต่ทำตัวเหลวไหล ไม่ยอมทำงาน แล้ววันนี้ก็แกล้งไปซ่อนตัว ให้คนของแม่ใหญ่ตามหาตัวทั้งวัน”

                “แม่ใหญ่รายงานซะละเอียดเลยนะครับ”

                “แล้วจริงมั้ยล่ะ”

                น่านฟ้าจำต้องพยักหน้าตอบรับ

                “เมื่อไหร่น่านจะเลิกแกล้งแม่ใหญ่ซะทีละ หืม” นางสุกัญญาถามบุตรชาย

                “ผมก็ไม่ได้อยากจะแกล้งแม่ใหญ่หรอกครับ แต่แม่ก็รู้ว่าผมไม่ได้อยากเป็นประธานบริษัทของพ่อเลยสักนิดเดียว” สาเหตุที่เขาต้องทำตัวบ้าๆ บอๆ กวนประสาท เพราะเขาต้องการให้แม่ใหญ่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้เขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทมีโชค

                “น่านคงจะโกรธ...พ่อกับแม่ใหญ่อยู่”

                “ก็ไม่เชิงหรอกครับ แต่ผมไม่ได้ผูกพันกับบริษัทมีโชคมาก่อน ไม่เคยทำงานที่นั่น แล้วจู่ๆ ให้ผมเข้าไปเป็นประธาน ผมว่ามันไม่ใช่”

                ตั้งแต่น่านฟ้าจำความได้ แม่ใหญ่ต้องการจะให้บุตรชายคนโตของนางสืบทอดธุรกิจข้าวเกรียบมีโชคแต่เพียงผู้เดียว จึงขอให้บิดาของเขาเตรียมทำพินัยกรรมยกหุ้นส่วนของท่านและตำแหน่งประธานบริษัทให้แก่พี่ชายคนโตของน่านฟ้าไว้แน่เนิ่นๆ เพราะเกรงว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาก็ย่อมต้องมีส่วนแบ่งในมรดกของบิดาเช่นกัน และบริษัทมีโชคคือมรดกชิ้นสำคัญที่นางไม่ยอมให้เขาได้เข้ามามีส่วนแบ่งเด็ดขาด นางยืนกรานเสียงแข็งเสมอว่าผู้บริหารธุรกิจนี้คนต่อไปจะต้องเป็นบุตรชายคนโตและคนเดียวของนางเท่านั้น

                “แม่เข้าใจ แต่ถ้าครั้งนี้น่านจะยอมละทิฐิเพื่อพ่อสักครั้งได้มั้ย”

                “เพื่อพ่อที่ไม่ค่อยจะสนใจไยดีเราหรือครับ” น่านฟ้าไม่เคยลืมว่าเขากับมารดาต้องใช้ชีวิตกระเสือกกระสนมาสักเท่าไร ผิดกับแม่ใหญ่และพี่ชายต่างมารดาของเขา เพียงเพราะบิดาไม่กล้าทัดทานหรืองัดง้างกับแม่ใหญ่ สุดท้ายท่านก็เกรงใจภรรยาคนแรกของท่าน จนยอมเห็นภรรยาและบุตรชายอีกคนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

                สำหรับตัวเขาเอง เขาไม่ได้เดือนร้อนกับชีวิตที่ต้องดิ้นรนนัก แต่เขาสงสารมารดาต่างหาก หลังจากแม่ใหญ่รู้ว่า สามีของนางแอบซ่อนภรรยาและบุตรชายอีกคนไว้ นับจากนั้นมาชีวิตของมารดากับเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

                “ถ้าคิดอย่างนั้น น่านก็จะไม่มีความสุขนะ ไหนๆ พ่อก็จากเราไปแล้ว เรื่องบางเรื่องถ้าเราไปคิด ไปใส่ใจมันมาก ก็รังแต่จะทำให้เราทุกข์ใจ แล้วถึงอย่างไร พ่อก็เป็นพ่อของน่านวันยังค่ำ”

                “ครับ ผมเข้าใจ”

                “งั้นแปลว่าน่านจะเลิกทำตัวเหลวไหลแกล้งแม่ใหญ่แล้วใช่มั้ย”

                “อืม ผมจะพยายามแล้วกันครับ” น่านฟ้าแกล้งตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เพื่อให้มารดาสบายใจ พลางหันกอดรอบเอวมารดาอย่างออดอ้อน ตามประสาบุตรชายช่างอ้อนมาตั้งแต่เด็ก

                มารดายิ้มกับบุตรชาย “ช่างอ้อนจริงนะ ลูกชายแม่ ค่อยๆ คิดนะน่าน อย่างน้อยถ้าไม่เห็นแก่พ่อ ก็เห็นแก่แม่ก็ได้”

                น่านฟ้าตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ขัดกับแววตาแฝงความครุ่นคิด มารดาลูบศีรษะบุตรชายและเอ่ยราตรีสวัสดิ์ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนบุตรชาย

ใบหน้าคมคายยังแฝงความครุ่นคิด หลังจากมารดาออกไปจากห้อง

เขารู้สึกผิดและละอายใจที่คงไม่อาจทำตามคำขอของมารดาได้

เพราะนอกจากเขาจะยังไม่อาจลืมสิ่งที่บิดาทำกับมารดาและเขา และสุดแสนจะหมั่นไส้ภรรยาหลวงของบิดาแล้ว จนถึงทุกวันนี้ นางก็ยังคิดอยู่เสมอว่าเขากับมารดาหลอกกอบโกยสมบัติของบิดาไปมากโข ทั้งที่ในความเป็นจริงเรียกว่าตรงกันข้ามกันเลย

แม่ใหญ่ช่างไม่รู้ตัวเสียเลยว่าคุมเข้มทรัพย์สมบัติของตระกูลราวกับตัวเองเป็นญาติสนิทกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ขนาดเขาไปศึกษาต่อเมืองนอก โดยต้องทำงานไปด้วยเพื่อส่งเสียตัวเอง แต่นางก็ค่อนแคะอยู่เสมอว่าเขาผลาญเงินของบิดาไปไม่รู้เท่าไร

                สิ่งสำคัญอีกประการ เขาก็ไม่ได้อยากจะสานต่อธุรกิจข้าวเกรียบยี่ห้อมีโชคของบิดา ชื่อก็เชยแสนเชย แถมกลุ่มลูกค้าก็เป็นพวกร้านค้าในซอยเล็กซอยน้อย หรือไม่ก็ร้านค้าในต่างจังหวัด

                ในอดีตเมื่อสามสิบปีก่อน ข้าวเกรียบมีโชคอาจจะเป็นสินค้าเบอร์ต้นๆ ในตลาด แต่ทุกวันนี้ขนมกรุบกรอบสารพัดยี่ห้อเข้ามาตีตลาดไม่รู้กี่ยี่ห้อ ดูได้จากโฆษณาในโทรทัศน์ ด้วยเหตุนี้ข้าวเกรียบมีโชคก็ค่อยๆ หายเงียบไปจากท้องตลาดบน และกลายเป็นสินค้าสำหรับตลาดโลคัล (Local) ไปโดยปริยาย

                แต่ไม่ใช่ว่าบิดาของเขาจะไม่มีแผนการรับมือกับการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ก่อนท่านจะเสียชีวิต ท่านก็กำลังวางแผนเพื่อผลักดันให้ข้าวเกรียบมีโชคกลับมายึดหัวหาดลูกค้าตลาดบนอีกครั้ง แต่โชคร้ายที่อุบัติเหตุทางรถยนต์คร่าชีวิตท่านกับพี่ชายต่างมารดาของเขาไปอย่างไม่คาดฝัน

                นั่นคือเหตุผลที่แม่ใหญ่จำต้องเรียกเขาให้กลับไปสานต่อกิจการข้าวเกรียบมีโชคแทน เพราะสามีและบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนผู้ซึ่งเป็นทายาทสืบต่อธุรกิจข้าวเกรียบมีโชคตัวจริงได้จากโลกนี้ไปแล้ว

                ทุกคนในครอบครัวต่างทราบกันดีกว่าบิดาของเขารักและภาคภูมิใจในธุรกิจข้าวเกรียบมีโชคของท่านมากสักแค่ไหน

                ดังนั้นแม่ใหญ่เลยยอมทำตามเจตนารมณ์ของท่าน แม้แม่ใหญ่กับเขาจะไม่ถูกกันอย่างมาก ประมาณ ขิงก็ราข่าก็แรง แถมผสมด้วยขมิ้นกับปูนอีกต่างหาก

                เขาฝึกปะทะคารมกับแม่ใหญ่มาตั้งแต่เขายังตัวกะเปี๊ยก เหตุเพราะเขาต้องปกป้องมารดาที่มีจิตใจอ่อนโยนและไม่เคยมีปากเสียงกับใคร โดนแม่ใหญ่ข่มเหงมาตลอดชีวิต ก็ก้มหน้าก้มตาน้อมรับชะตากรรม ไม่คิดจะฮึดสู้

                ฝ่ายแม่ใหญ่ก็เลยได้ใจ ข่มเหงมารดาของเขาตามใจชอบ

                เขาต้องเห็นมารดาของเขาแอบร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง สิ่งนี้ยังคงฝังอยู่ในใจเขาเสมอ

                ไม่ใช่ว่าเขาไม่เห็นใจแม่ใหญ่ที่จู่ๆ วันหนึ่งสามีของตัวเองก็ยกตำแหน่งภรรยาหลวงให้หน้าตาเฉย แต่ฝ่ายนั้นเคยเห็นใจมารดาของเขาบ้างไหม ว่าท่านก็ถูกหลอกให้ตกเป็นภรรยาน้อยอย่างไม่รู้ตัว ถ้าจะโทษใคร ก็ต้องโทษบิดาเขาเป็นคนแรก

                ความสองใจของท่านคือชนวนของปัญหาทั้งหมด

                น่านฟ้าไม่รู้จะเรียกว่าท่านเป็นคนเจ้าชู้ได้หรือไม่ เพราะท่านไม่เคยนอกลู่นอกทางไปกับผู้หญิงคนไหน นอกจากมารดาของเขาเท่านั้น

                ด้านมารดาของเขาก็ใช่ว่าจะอยากตกเป็นมือที่สามของใครเสียที่ไหน เพราะเมื่อทราบความจริง ก็ยอมตัดใจจากสามี แต่บิดาของเขาไม่ยอม ยื้อทุกวิถีทาง ทว่าเป็นการยื้อที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ามารดาของเขาต้องตกเป็นเบี้ยล่างของแม่ใหญ่โดยสมบูรณ์แบบ

                แม้มารดาของเขาจะไม่เคยเอ่ยความในใจใดๆ ให้ใครฟัง แต่การแอบเห็นท่านร้องไห้คนเดียวอยู่หลายครั้ง ก็ฟ้องได้ว่าท่านเจ็บช้ำกับสิ่งที่เกิดขึ้นสักเพียงไหน ส่วนสัมพันธภาพระหว่างเขากับบิดาก็ไม่ค่อยดีเท่าไร เจอกันเมื่อไร ก็มีเรื่องให้ได้โต้เถียงกัน จนท่านเอือมระอา

                ในสายตาของบิดาเขาเป็นได้แค่บุตรชายที่เกเรและไม่เป็นโล้เป็นพาย และเขาก็รู้สึกสะใจทุกทีที่ท่านโมโหหน้าดำหน้าแดงและไม่ได้ดั่งใจในตัวเขา ขณะเดียวกันท่านก็ทุ่มเทความรักและภาคภูมิใจทั้งหมดไปที่พี่ชายของเขา

                วิชญะ คือบุตรชายในอุดมคติของท่าน เพราะพี่ชายของเขาทั้งเรียนเก่ง เป็นเด็กดี อยู่ในโอวาท วิชญะถูกเลี้ยงมาเพื่อทำหน้าที่สานต่อธุรกิจข้าวเกรียบมีโชค

                แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน เขาก็เลยกลายเป็นตัวเสียบแทนพี่ชาย

                ทว่าเขาไม่ชอบเป็นตัวสำรองของใคร

                ที่สำคัญอนาคตของข้าวเกรียบมีโชคก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเขามาตั้งแต่ต้น

                แล้วถึงแม้วันหนึ่งชื่อของข้าวเกรียบมีโชคอาจต้องปิดฉากลง นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา

                ทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ล้วนมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

                นี่คือสัจธรรมที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะหลีกพ้น

                ยิ่งโดยเฉพาะ...ข้าวเกรียบมีโชคที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์เชยๆ แบรนด์ไม่ทันสมัย

                ถึงเขาอยากจะช่วยสานต่อธุรกิจนี้ แต่ก็คงไปได้ไม่กี่น้ำ

                โลกทุกวันนี้วิ่งเร็วเสียจนไม่มีทางที่ขนมกรุบกรอบที่มีภาพลักษณ์ล้าหลังจะวิ่งตามได้ทัน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #3 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 19:03

    อ๊า มิน่าละ

    #3
    0