กลรักสกัดครองโลก (穿成炮灰之反派养成计划 ) สนพ.ไอริสบุ๊ค (นิยายแปลลิขสิทธิ์)

ตอนที่ 11 : ตอนที่10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,382
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,498 ครั้ง
    23 พ.ย. 61

ตอนที่สิบ

            คุณหนูใหญ่ชุ่ยอวี่รู้สึกรำคาญซ่งเสี่ยวหู่ที่เอาแต่เอะอะโวยวายมาตลอดทาง เลยจับเขามัดเอาไว้ก่อนจะโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืนของพรรคเส้าหยาง ซ่งเสี่ยวหู่แก้มัดตัวเองออกมาได้ ทว่ามิอาจพังประตูเหล็กที่ถูกลั่นกุญแจออกไปได้ ดังนั้นเลยแหกปากตะโกนร้องสุดเสียง บังเอิญแม่นางน้อยนั่นผ่านมาพอดี เลยสอบถามที่มาที่ไปจากเขาจนกระจ่าง แล้วจึงพาเขามาที่สนามทดสอบแห่งนี้

หลังจากที่ฟังซ่งเสี่ยวหู่เล่าเรื่องราวอย่างรวบรัดตัดตอนจนจบ หลิงเซี่ยจึงได้ทอดสายตามองแม่นางน้อยนั่น  เด็กหญิงสวมอาภรณ์สีเขียวมรกต คิ้วโก่งดั่งคันศร ผิวพรรณขาวผุดผ่อง เพียงเห็นก็รู้แล้วว่าต้องเติบโตขึ้นเป็นโฉมสะคราญ แถมยังสามารถพาซ่งเสี่ยวหู่เข้ามาเพ่นพ่านในสนามประลองซึ่งเป็นเขตหวงห้ามแห่งนี้ได้อย่างเปิดเผย ฐานะย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน

แม่นางน้อยแนะนำตัวเองให้รู้จักอย่างใจกว้างเป็นมิตร บอกว่าตนชื่อเฟิงลั่ว

หลิงเซี่ยพลันตื่นแจ้งขึ้นมาในบัดดล นี่มันสตรีคนแรกที่จะมาเป็นนางในฮาเร็มของพระเอกในอนาคตนี่หว่า! ไข่มุกงามในอุ้งหัตถ์ของท่านประมุขแห่งพรรคเส้าหยาง ธิดาของเจ้าเมืองฉงหมิง เขาอดรู้สึกขัดใจไม่ได้ ทำไมประมุขพรรคทุกคนจะต้องมีลูกสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนด้วยนะ

ซ่งเสี่ยวหู่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีเศร้าโศก "ด่านแรกผ่านไปแล้วเหรอ มาสายจนได้"

เฟิงลั่วยิ้มพลางกล่าว "ไม่เห็นเป็นไรเลย เดี๋ยวข้าบอกศิษย์พี่ให้พาท่านไปทดสอบตอนนี้เลยก็ได้"

ซ่งเสี่ยวหู่พลันยิ้มแฉ่ง "งั้นขอบคุณเจ้ามากเลยนะ!"

หลิงเซี่ยยืนมองสหายน้อยต่างเพศสองคนที่สนทนากันอย่างน่ารักกระหนุงกระหนิงอยู่อีกด้านด้วยความตื่นเต้น ในใจพลันร่ำร้อง นี่สินะที่เขาเรียกว่าวัยแรกแย้ม...

พอเห็นเฟิงลั่วพาซ่งเสี่ยวหู่เดินจากไปแล้ว หลิงเซี่ยก็หันไปยิ้มพลางกล่าวกับอวี้จือเจวี๋ย "อืม แม่นางเฟิงลั่วผู้นี้ไม่เลวเลยนะ บางทีพวกเจ้าอาจเป็นเพื่อนกันได้"

ทัศนคติต่อความรักอันบิดเบี้ยวของท่านจอมมารมีสาเหตุมาจากพ่อแม่คู่รักคู่แค้นของเขา หากได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับดรุณีน้อยผู้สดใสร่าเริงอย่างเฟิงลั่วบ่อย ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อความรักของเขาได้อย่างรวดเร็วเลยก็เป็นได้

ทว่าอวี้จือเจวี๋ยกลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ ก่อนจะหันหลังให้ในทันที แล้วกล่าวคำว่า "วุ่นวาย" ออกมา

"..."

และแล้วซ่งเสี่ยวหู่ก็กลับมาทันก่อนเริ่มต้นการทดสอบรอบที่สอง แน่นอนว่าผ่านด่านทดสอบรอบแรกแล้วด้วย อีกทั้งเขาได้ให้สัญญากับเฟิงลั่วอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่า จะต้องเข้าพรรคเส้าหยางได้แน่นอน

หลิงเซี่ยลอบครวญคร่ำ พระเอกช่างร้ายกาจสุดยอดจริง ๆ เผลอแผล็บเดียวก็ปักธงสาวน้อยได้แล้วหนึ่งคน!

การทดสอบในรอบที่สองเป็นการทดสอบศักยภาพโดยรวมของผู้สมัคร โดยให้ผู้สมัครทุก ๆ คนเข้าไปในป่าหมื่นอสูรซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามของพรรคเส้าหยาง เพื่อจับสัตว์อสูรระดับสามขึ้นไป เสาะหา
ผลึกวิญญาณระดับสองขึ้นไป หรือเก็บสมุนไพรวิญญาณระดับสามขึ้นไปออกมาให้ได้ ภายในระยะเวลาสิบชั่วยาม

จากชื่อที่ใช้เรียกขานย่อมอนุมานได้ว่า ในป่าหมื่นอสูรแห่งนี้มีผลึกวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณอันล้ำค่าอยู่มากเหลือคณานับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสิ่งมีชีวิตที่อันตรายอยู่มากมายหลากหลายชนิดเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงสถานภาพของผู้สมัครเหล่านี้แล้ว บรรดาผู้อาวุโสของพรรคเส้าหยางจึงได้กางกั้นเขตอาคมไว้ โดยกำหนดสนามทดสอบให้อยู่ในพื้นที่บริเวณชายขอบซึ่งไม่มีสัตว์อสูรระดับสูงอาศัยอยู่

แต่ถึงแม้จะทำเช่นนี้ การเดินทางข้ามพื้นที่ป่าหมื่นอสูรซึ่งมีระยะทางยาวเกือบสามสิบกิโลเมตรแห่งนี้ ก็ยังคงอันตรายยิ่งนัก

สิ่งที่ทำให้หลิงเซี่ยรู้สึกกลัดกลุ้มที่สุดก็คือภารกิจพวกนั้น เขาไม่รู้จักไอ้สิ่งที่เรียกว่าสมุนไพรวิญญาณ สัตว์วิญญาณอะไรพวกนั้นเลยเข้าใจไหม? ซ่งเสี่ยวหู่เองก็เติบโตในป่าเขาธรรมดาที่ออกจะขาดแคลนพลังปราณเสียด้วยซ้ำ คงจะไม่รู้จักเช่นกัน...

อวี้จือเจวี๋ยเหมือนจะรับรู้ความกังวลใจของเขาได้ จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้ารู้ว่าพวกมันหน้าตาเป็นอย่างไร"

สิ่งใด ๆ เมื่อได้ผ่านตาแล้ว เขาก็จดจำไม่ลืม ถึงแม้ตอนอยู่บนยอดเขาธิดาเทพ ผู้หญิงพวกนั้นจะเฝ้าจับตาดูเขาทุกฝีก้าว แต่เขาก็เคยเห็นสมุนไพรวิญญาณที่ปลูกอยู่ในแปลงหญ้าสมุนไพร รวมถึงเคยแอบศึกษาตำราที่บันทึกลักษณะของผลึกวิญญาณและสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งอีกด้วย แน่นอนว่า ตำราที่เคยได้อ่านล้วนแล้วแต่เป็นตำราที่มีเนื้อหาตื้นเขินที่สุด พวกตำราคัมภีร์อันสูงส่งล้ำค่าบนยอดเขาธิดาเทพนั่น เขาไม่มีทางได้สัมผัสอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยได้บ้าง

หลิงเซี่ยได้ฟังก็พลันดีอกดีใจ ซ่งเสี่ยวหู่เองก็มองอวี้จือเจวี๋ยอย่างนับถือพลางเอ่ยปากชม "อาเจวี๋ยสุดยอดเลยจริง ๆ"

พอเห็นสายตาของทั้งสอง จู่ ๆ อวี้จือเจวี๋ยก็ทำตัวไม่ถูก หันหน้าขวับไปอีกทางพลางกล่าว "สุดยอดอะไรกัน เรื่องแค่นี้คนอื่นเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละ"

ก่อนจะเข้าไป ทุกคนจะได้รับยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารขั้นกลางกันคนละหนึ่งแผ่น หากประสบกับเหตุอันตรายที่ไม่สามารถเอาตัวรอดได้จริง ๆ ก็เลือกที่จะยอมแพ้ได้ ขอเพียงฉีกยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารให้ขาด ก็จะสามารถหลบรอดออกมาจากตรงนั้น แล้วกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

นี่ถือเป็นกติกาที่ค่อนข้างเมตตาต่อผู้เข้าแข่งขันมาก และยังเป็นการบอกอ้อม ๆ ว่าการทดสอบด่านนี้มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว อย่างไรเสียโลกใบนี้ก็ไม่มีกฎหมายอันใดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่บัญญัติขึ้นโดยค่ายพรรคใหญ่ ๆ ที่ปกครองดูแลพื้นที่บริเวณนั้น

โลกต่างมิติใบนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ ผู้แข็งแกร่งได้รับการเชิดชู ผู้ควรคู่จึงมีชีวิตอยู่รอด พละกำลังคือทุกสิ่งทุกอย่าง

หลิงเซี่ยสอดยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารเก็บไว้ในกระเป๋าซับในที่อยู่ในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง ทว่าซ่งเสี่ยวหู่และอวี้จือเจวี๋ยกลับจะสอดยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารเข้าไปในสาบเสื้ออย่างไม่ยี่หระ หลิงเซี่ยส่ายหน้า เขารีบหยิบยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารของซ่งเสี่ยวหู่สอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกงให้อย่างเรียบร้อย

ทว่าอวี้จือเจวี๋ยกลับโยนยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารของตนลงที่พื้น "ของพรรค์นี้ อย่างไรเสียข้าก็ไม่ใช้"

ซ่งเสี่ยวหู่เบิกตาโพลงพลางกล่าวตาม "ข้าก็ไม่ใช้ หากเจอกับอันตรายแล้วยอมแพ้ งั้นสู้อย่าเข้าไปเลยเสียจะดีกว่า"

"..." หลิงเซี่ยคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า ในด้านนี้ พ่อพระเอกกับท่านจอมมารจะมีความคิดที่ตรงกันได้ดูท่าโลกทัศน์ของผู้คนบนโลกใบนี้คงจะแตกต่างจากคนบนโลกของเขาอย่างสิ้นเชิง...

ภายใต้แววตาดูถูกเหยียดหยามของอวี้จือเจวี๋ย หลิงเซี่ยยังคงรีบก้มเก็บยันต์เคลื่อนย้ายมวลสารที่ถูกเขาโยนทิ้งขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะรวบรวมยันต์ของทั้ง 3 คนมาเก็บรวมกันเอาไว้ หากพบเจอกับอันตรายถึงชีวิตเข้าจริง ๆ อย่างไรเสียชีวิตก็ยังสำคัญอยู่ดี ของชิ้นนี้เป็นของวิเศษพิทักษ์ชีพเชียวนะ!

ขณะออกเดินทาง จู่ ๆ ท่วงท่าของอวี้จือเจวี๋ยก็พลันชะงักไป หลิงเซี่ยเลยถามขึ้นอย่างสงสัย "มีอะไรงั้นหรือ"

อวี้จือเจวี๋ยส่ายหน้าเนือย ๆ "ไม่มีอะไร"

เขารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสอันฉับไวว่ามีคนกำลังมองตนอยู่ทางด้านหลัง แต่พอเขาจับสังเกตได้ ความรู้สึกเหมือนถูกแอบมองอยู่เช่นนั้นกลับอันตรธานหายไป

ผู้สมัครสามร้อยคนออกเดินทางจากเส้นทางเล็ก ๆ ของใครของมัน ในช่วงเริ่มแรก ระหว่างทางยังมีเงาร่างเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กัน แต่หลังจากเดินทางไปสักพัก คนที่อยู่โดยรอบก็ค่อย ๆ ลดจำนวนน้อยลงไป แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี เพราะคนยิ่งมากก็ยิ่งยากที่จะเจอเป้าหมายในภารกิจ

หลิงเซี่ยคิดว่า พวกเขาน่าจะอยู่ในบริเวณที่ตั้งอยู่ใจกลางป่าค่อนไปทางด้านใต้ ทว่าระยะทางยังอีกยาวไกล ช่วงเริ่มต้นเพิ่งจะวิ่งมาได้แค่นี้คงไม่ค่อยจะดีเท่าไร

ตราบจนผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วยาม นอกจากพวกเขาสามคนแล้ว บริเวณโดยรอบก็มีแต่เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงม ผสมกับเสียงใบไม้กระพือไหวไปตามแรงลมเท่านั้น

ซ่งเสี่ยวหู่ป่ายปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่สูงหลายจั้งต้นหนึ่งอย่างรวดเร็วด้วยมือเท้าอันคล่องแคล่ว แล้วโหนตัวทอดทัศนาไปรอบทิศทางเพื่อรอการยืนยันอยู่บนต้นไม้ ฝ่ายอวี้จือเจวี๋ยก็ค่อย ๆ นึกทบทวนข้อมูลลักษณะของวัตถุเป้าหมายที่บันทึกอยู่ในตำราจากความทรงจำของตน เพื่อหาสถานที่ซึ่งมีโอกาสพบเจอได้มากที่สุด แล้วยืนสั่งการอยู่ด้านล่าง ให้ซ่งเสี่ยวหู่มองไปรอบ ๆ ว่ามีแม่น้ำลำธารหรือไม่

ป่าหมื่นอสูรของพรรคเส้าหยางแห่งนี้ก็มีบันทึกอยู่ในตำราเช่นกัน แม้จะมิได้มีทรัพยากรอันมั่งคั่งบริบูรณ์เท่ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของห้าพรรคใหญ่ในโลกนี้ แต่ก็มีจุดเด่นของตัวเอง เนื่องจากบริบูรณ์ไปด้วยหญ้าจิงซิง ซึ่งเป็นโอสถทิพย์ที่มีสรรพคุณรักษาอาการบาดเจ็บได้ชะงัดและผลึกวิญญาณธาตุน้ำที่เกิดขึ้นเองตามแหล่งน้ำ จึงมีชื่อเสียงเลื่องลือ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มเสาะหาวัตถุเป้าหมายที่หาได้ง่ายที่สุดโดยการเดินทางเลียบไปตามลำธาร

ซ่งเสี่ยวหู่ผู้เติบโตอยู่ท่ามกลางป่าเขาคนเดียว ย่อมมีสมรรถภาพทางสายตาและประสาทสัมผัสอันฉับไวเป็นทักษะติดตัว ไม่นานก็เห็นแสงสีทองส่องประกายระยิบระยับเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปสองกิโลเมตร ทั้งสามจึงรีบปรี่ไปทางด้านนั้นทันที

น้ำในลำธารสายนี้ใสสะอาดจนเห็นก้นบึ้ง ทั้งบริบูรณ์ไปด้วยพลังปราณ ฝูงมัจฉาที่แหวกว่ายอยู่ในห้วงวารีก็ตัวใหญ่กว่าปลาในลำธารสายเล็กตามชนบทเป็นไหน ๆ พอซ่งเสี่ยวหู่เห็นเข้า ท้องไส้ก็ส่งเสียงร้องโครกครากอยู่หลายที หลิงเซี่ยกับอวี้จือเจวี๋ยเองก็ไม่ขยับไปไหน พวกเขายังไม่ทันได้กินข้าวก็เข้ามารับการทดสอบเลย เวลาล่วงเลยมาถึงป่านนี้ก็เลยหิวกันจวนจะแย่แล้ว

เขาว่ากันว่าลับมีดพร้าไม่เสียงานผ่าฟืน หลิงเซี่ยจึงกล่าวขึ้นว่า "พวกเราจับปลามากินกันก่อนสักคนละตัวสองตัว กินอิ่มแล้วถึงจะมีเรี่ยวแรง "อวี้จือเจวี๋ยกับซ่งเสี่ยวหู่ต่างก็ไม่ขัดแย้ง ดังนั้นทั้งสามจึงรีบลงมือจับปลาขึ้นมา

เพียงแต่พริบตาที่จุดไฟติด กลับมีลมกรรโชกโหมพัดมาเป็นระลอกถี่ จนทั้งสามแทบจะทรงตัวยืนไว้ไม่อยู่ ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดพยับอับแสงลงราวกับราตรีกาล เสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงปร้างดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนจะผ่าลงกลางหมู่เมฆที่ซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้น ๆ พาให้รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ

"ดูท่าฝนคงจะตกแล้ว! พวกเราหาที่หลบฝนกันก่อน!" หลิงเซี่ยตะโกนบอกเด็กทั้งสอง เขาถูกลมพัดปะทะผิวหน้าจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ถึงอย่างไรเขาก็เคยแต่อาศัยอยู่ในเมืองที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ต่อให้ร่อนเร่พเนจรอยู่กับเด็กสองคนนั้นมาตั้งหลายวันแล้ว แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยประสบกับสภาพอากาศอันน่าสะพรึงกลัวกลางป่ากลางดงเช่นนี้มาก่อน

ทว่าซ่งเสี่ยวหู่และอวี้จือเจวี๋ยกลับไม่มีสีหน้าท่าทางหวาดกลัวหรือเป็นกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้สภาพอากาศอันเลวร้ายเช่นนี้จะมาอย่างกะทันหัน แต่พวกเขาต่างก็เจอกันจนชินแล้ว ไม่นานก็สามารถเสาะหาจนพบถ้ำที่พอจะหลบฝนได้อย่างชำนาญ ก่อนจะปลิดกิ่งไม้ใบไม้ของพืชขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งมาบังปากถ้ำเอาไว้ หลังจากที่ทำเสร็จฝนห่าใหญ่ก็เทโครมลงมาพอดี

หลิงเซี่ยเช็ดหยาดน้ำบนใบหน้าจนเกลี้ยง ก่อนจะกวาดสายตามองโพรงถ้ำอันคับแคบแห่งนี้อย่างระวังระไว ด้านในมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไร ไม่รู้ว่าจะทอดตัวเข้าไปลึกแค่ไหน เขาเริ่มนึกไปถึงสัตว์จำพวกหมีหรืองู ทันใดนั้นพลันรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นในใจ สายฟ้าที่แปลบปลาบอยู่ด้านนอกยังคงฟาดลงมาอย่างไม่ขาดช่วง สายฝนเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนข้อลงให้

ทว่าในโพรงถ้ำมีพืชที่แห้งตายคาถ้ำอยู่ ทั้งสามคลำหาจนเจอกิ่งไม้แห้งจำนวนหนึ่ง จึงรีบเอาหินจุดไฟที่พกติดตัวมาด้วยจุดไฟขึ้นทันที พอเห็นแสงสว่าง หลิงเซี่ยถึงผ่อนลมหายใจออกมาได้ ค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง ปลาสองสามตัวที่เสียบเอาไว้ก็มิได้หล่นหายไปในระหว่างที่สาละวนเมื่อครู่นี้ ทั้งสามจึงนั่งล้อมกองไฟแล้วย่างปลากันต่อ

ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ใบไม้ที่บังหน้าปากถ้ำก็พลันสั่นไหวระลอกหนึ่ง อวี้จือเจวี๋ยรีบลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกอันเฉียบไว ก่อนจะตะคอกใส่ "ผู้ใด?!"

"อ้อ! มีคนอยู่หรอกหรือ ข้าก็มาหลบฝนเหมือนกัน" เงาดำร่างหนึ่งย่างเยื้องเข้ามาอย่างเชื่องช้า ส่วนสูงไม่มากเท่าไรนัก คาดคะเนจากเงาสะท้อนของแสงไฟ อีกฝ่ายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง น่าจะมีอายุราว ๆ สิบสองสิบสามปีเท่านั้น พอสอดส่ายสายตาดูตามร่างกายก็เห็นว่ามิได้พกอาวุธอันใดมาด้วย

หลิงเซี่ยถอนหายใจออกมา ที่แท้ก็เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งหรอกหรือนี่... เขากระเถิบไปด้านข้างเพื่อเว้นที่ว่างให้นั่ง ก่อนจะพยักหน้ารับพลางยิ้มตอบ "เชิญตามสบาย"

เด็กหนุ่มผู้นั้นหาได้มีท่าทีเกรงใจไม่ เดินดุ่ม ๆ เข้าไปนั่งคุดคู้อยู่ในมุมมืดด้านหนึ่ง แล้วมิได้เอ่ยปากออกมาอีก

ซักพักซ่งเสี่ยวหู่เริ่มอดไม่ได้จึงถามขึ้น "เจ้ามาเข้าร่วมการทดสอบคนเดียวหรือ"

ทว่าเด็กหนุ่มนั่นเพียงส่งเสียง "อื้อ" ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเหลือบมองซ่งเสี่ยวหู่แวบหนึ่ง ราวกับมิได้เห็นเขาอยู่ในสายตา สายตาของเขาเลื่อนไปช้า ๆ พอเห็นอวี้จือเจวี๋ยปุ๊บ ก็เหมือนชะงักไปครู่หนึ่ง 
หลิงเซี่ยเพียงรู้สึกว่าเด็กนี่ดูประหลาดชอบกล แต่ก็มิได้เอะใจ อย่างไรเสียตอนนี้พวกเขาก็ยังเป็น
คู่แข่งกันอยู่

กลิ่นหอมหวลของปลาย่างเริ่มโชยออกมาแล้ว ท้องของหลิงเซี่ยร้องจ๊อก ๆ ขึ้นมาสองที หลังจากยื่นปลาให้ซ่งเสี่ยวหู่กับอวี้จือเจวี๋ยแล้ว เขาก็เอ่ยปากถามเด็กหนุ่มนั่นอย่างเกรงใจ "กินปลาด้วยกันไหม" แต่ใครจะนึกว่าไอ้เด็กหนุ่มนั่นดันยื่นมือมารับจริง ๆ เขาเลยได้แต่ยื่นปลาที่อยู่ในมือไปให้อย่างเจ็บปวดใจเล็กน้อย

เพียงแต่มือของเด็กนั่นยังไม่ทันได้แตะมือของเขา จู่ ๆ อวี้จือเจวี๋ยก็ยื่นเท้าออกไปเตะถ่านไม้ที่กำลังลุกไหม้ใส่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งรีบคว้ามือของหลิงเซี่ยกลับมาอย่างรวดเร็ว

หลิงเซี่ยตกตะลึง ซ่งเสี่ยวหู่เองก็พลันระแวงขึ้นมา "ในมือเจ้าถืออะไรอยู่" เขาสามารถจับสังเกตการเปลี่ยนจังหวะลมหายใจของร่างกายมนุษย์ได้ตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อครู่พอคนผู้นี้แผ่ไอสังหารออกมา เขาก็รับรู้ได้ทันที

เด็กหนุ่มนั่นพลันหัวเราะอย่างชั่วร้าย "นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถในการรับรู้ที่ไม่เลว" พอเขาพลิกมือ รังสีเย็นเยียบสายหนึ่งก็พลันสว่างวาบ รูปร่างคล้ายกระบี่สั้นอยู่รำไร

หลิงเซี่ยตื่นตระหนกพลันเสียวสันหลังวาบ เขาพยายามสงวนท่าทีอันสุขุมคัมภีรภาพเอาไว้แล้วกระชากเสียงใส่ "เจ้าจะทำอันใด!"

ให้ตายเถอะ! ในที่สุดความเป็นตัวซวยของพระเอกก็เปล่งสำแดงฤทธิ์ออกมาแล้วหรือนี่?


*หญ้าจิงซิง (หญ้าดาราทอง)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.498K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,215 ความคิดเห็น

  1. #1197 宁仙 หนิงเซียน >3< (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 22:56
    จ้ากกกก
    #1,197
    0
  2. #1158 Yok Poog (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 11:10
    นี้รึเปล่านะ บทที่นางจะตาย
    #1,158
    0
  3. #943 Vsundae (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 19:14

    อยากให้3p ...

    #943
    0
  4. #829 crystaljade (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 17:35
    เปย์แน่นอน ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ เหอๆ
    #829
    0
  5. #824 Akechitra (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 09:54
    แต่เราชอบนะ ละเอียดดี
    #824
    0
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  7. #541 เอิบ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 02:08

    แกนั้นแหละตัวซวยค่ะนายเอก

    ไม่เทพ ไม่อะไรสักอย่าง

    คิดจะให้ตััวร้ายเป็นคนดีอยู่อย่างเดียว 555

    1เรื่องดำเนินช้ามาก...จริงๆ

    2 เรื่องนี้ลงไม่จบแน่ๆคาดว่าเป็นนิยายสปอย


    #541
    2
    • #541-1 เมล (จากตอนที่ 11)
      19 มกราคม 2562 / 19:01
      ใจเย็นค่ะ นายเอกก็คนนะคะ ไม่ใช่กัปตันอเมริกา ถถถถถ
      #541-1
    • #541-2 tunty0505(จากตอนที่ 11)
      5 กรกฎาคม 2562 / 07:07
      ชอบความไม่ใช่กัปตันเมกา555
      #541-2
  8. #278 Get out my heart 💕 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 23:27
    ว้อดดดดด
    #278
    0
  9. #141 Par_dao (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 12:23
    โหมดปกป้อง NO!!
    #141
    0
  10. #140 Kisune-Net (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 10:30
    มือไวมากค่าาา -..-
    #140
    0