It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 5 : 0 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ก.ค. 60







5









LuHan  ::  รักในทางภาษากาย เค้าไม่ใช้ปากพูดกันหรอกนะครับ..




04:24AM         

 

 

ผมรู้สึกตัวตื่น ตายังไม่ทันจะลืมมือก็ควานหาโทรศัพท์ที่วางไว้ก่อนจะนอนบนโต๊ะตรงหัวเตียงมากดดูเวลา ผมตื่นเวลาประมาณนี้เกือบทุกวันยกเว้นวันหยุดหรือวันไหนที่เหนื่อยหรือเพลียมากจะตื่นสายหน่อย เพราะผมต้องลงมาช่วยแม่ทำกับข้าวเตรียมไว้สำหรับมื้อเช้าและมื้อเย็นของทุกคนในครอบครัว ทำครั้งเดียว ตอนเย็นก็กลับมาอุ่นอันที่ทำไว้ในตอนเช้ากิน เนื่องจากบ้านผมไม่มีคนใช้ที่อยู่ประจำเหมือนอย่างบ้านข้างๆ แม่จ้างแบบไปเช้าเย็นกลับอาทิตย์ละสองครั้งเพื่อมาทำความสะอาดแค่นั้น

 

 

ผมขยับตัวจะลุกขึ้นแต่ก็เหมือนมีอะไรหนักๆมากดทับตัวผมไว้ทำให้ผมไม่สามารถขยับตัวได้ ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนเกือบหลุดเสียงออกมา ยกมือขึ้นปิดปาก ปิดหน้า ปิดตาด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วเริ่มตั้งสติหายใจเข้าออกช้าๆจนเกือบเป็นปกติ ลดมือลงแล้วประสานกันไว้ตรงหน้าอก หลับตาและเริ่มท่องบทสวด เรื่องแบบนี้ผมก็พอจะรู้บ้าง ไม่ได้ไม่เชื่อแต่ก็ไม่อยากลบหลู่แต่อย่างใด ผมแค่ไม่ค่อยสนใจเรื่องจำพวกนี้ซักเท่าไหร่ 


แต่เมื่อวานนี้..... แบคฮยอน เค้ามาเล่าเรื่องรายการ คนอวดดีท้าผีมาเล่นกันเถอะ อะไรก็ไม่รู้ที่หาดูในยูทูปเป็นรายการจากประเทศไทย ในช่วงบรรเทาสารทุกข์สุขดิบผีตอนวิญญาณตามติด ผีอำผีบ้าผีบออะไรผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างแต่ก็พอจำได้ ตอนที่เล่าดันเป็นช่วงพลบค่ำตอนโรงเรียนเลิกพอดี แล้วคือทั้งห้องมีแค่ผมกับแบคฮยอน บรรยากาศเงียบๆประกอบกับอากาศตอนเย็นๆที่อยู่ในช่วงหน้าหนาวจึงทำให้ลมที่พัดมาเป็นช่วงๆในตอนนั้นเพิ่มความวังเวงได้บรรยากาศเข้าไปอีก อีกทั้งการเล่าเรื่องแบบใส่สีตีไข่ของเพื่อนนักพูดทำให้ผมแอบหวั่นๆอยู่ในใจ....

 

 

กลับมาตอนปัจจุบันกับสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับผมตอนนี้ เหงื่อเริ่มออกทั้งที่ในห้องนี้ความเย็นสูสีกับอากาศที่ติดลบข้างนอก พยายามข่มความกลัวแล้วกางนิ้วออกเพื่อจะดูว่าใช่อย่างที่ผมคิดรึเปล่า ผมตัดสินใจเอามือลง (แต่ยังหลับตาอยู่นะ) คลำๆดู

 

 

 กึก!

 

 

ผมชักมือกลับทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนกับอะไรบางอย่าง 


เย็น สิ่งนั้นที่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรมัน เย็นมาก ผมพยายามกัดปากกลั้นเสียงสะอื้นไล่เรียงความคิดกับตัวเองประกอบกับเรื่องที่แบคฮยอนเล่าให้ฟังแล้ว สรุปเอาเองเลยว่าน่าจะใช่ และผมน่าจะโดน ในจังหวะที่ผมชักมือกลับนั้น ลมเย็นๆที่ไม่รู้มาจากไหนทั้งที่ประตูหน้าต่างก็ปิดสนิทดี จะว่าลมจากแอร์ก็ไม่น่าจะใช่มันพัดเอาอะไรบางอย่าง.... บางอย่างที่ว่าในความรู้สึกผมมันเหมือนจะเป็นเส้นผม มันพัดมาคลอเคลียที่แขนผม คราวนี้ผมตัดสินใจลืมตาขึ้นหมายจะปัดมันออก ตอนนี้เหงื่อผมท่วมตัว ทั้งสั่นทั้งกลัว แต่ในใจก็อยากรู้ ยังไม่ทันที่ผมจะลืมตาได้เต็มหน่วยดี แขนข้างหนึ่งผมก็ถูกแรงกระชากให้ลุกขึ้นนั่ง ผมเบิกตากว้างทันทีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า น้ำตาที่คลออยู่ก่อนหน้านี้ไหลพรากลงมาทันที

 


 

 'คิม มิน ซอก!!'

 

 

 

เสียงผู้หญิง? รู้จักชื่อผมด้วย? ต้องไม่ใช่คุณผีธรรมดาแน่ๆ ผมควรทำยังไงดี แต่ก็น่าแปลกที่คนที่นอนอยู่ข้างๆผมไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมาเลยทั้งที่เสียงของคุณผีที่เรียกผมอยู่ออกจะดัง

 

 

 ผมกลัว.. ลน ทำอะไรไม่ถูก

 

 

'ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!!'

 

 

น้ำเสียงเธอเต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธเหมือนผมไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจ เธอตะคอกอีกทั้งยังเขย่าแขนผมจนผมสั่นไปทั้งตัว ตาที่เบิกกว้างพร่าไปด้วยน้ำตามองคุณผีตรงหน้าได้ไม่ชัด ผมจึงใช้มือข้างที่ว่างไม่ถูกจับยกขึ้นเช็ดน้ำตาออก แล้วคุณผีผู้หญิงก็ปรากฏเต็มสองตาของผม

 

 

 

 'แม่...!!!'

 

 

ผมร้องเสียงดังด้วยความตกใจสะดุ้งตื่นจนพลอยทำให้คนที่นอนอยู่ข้างๆงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วย เค้าหันไปเปิดไฟบนโต๊ะข้างหัวเตียง

 

 

 

 

02:19AM

 

 

 

ผมหันหน้าไปมองเค้า เค้ามีท่าทีตกใจเมื่อเห็นสภาพผมที่หน้านองไปด้วยน้ำตา ตัวชื้นไปด้วยเหงื่อ

 

 

'เห้ย!! เป็นอะไร? ร้องไห้ทำไมครับ?'

 

 

เค้าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจมือทั้งสองข้างของเค้ายกขึ้นเช็ดน้ำตาข้างแก้มออกให้ผม ผมสะบัดหน้าส่ายหัวไปมาพร้อมกับตอบคำถามของพี่เค้า

 

 

'เปล่าฮะ'

 

 'ฝันร้าย?'

 

ผมพยักหน้าแต่ก็หยุดคิดเรื่องที่ตัวเองพึ่งฝันแล้วเปลี่ยนมาส่ายหัวแทน

 

'เอ่า.. ยังไงเนี่ย?'  คนพูดยกมือขึ้นลูบหัวผมปลอบโยน

 

'ฝันครับ.. แต่ไม่มีอะไรหรอกฮะ'

 

 'แล้วร้องไห้ทำไมครับ'

 

 'อะ... เอ่อ..'

 

 

นั่นสิ.. ตอนแรกคิดว่าโดนคุณผีอำเป็นวิญญาณตามติด สุดท้ายคุณผีคือคุณแม่ซะงั้น กลายเป็นว่าผมคิดมากไปเอง (เพราะแบคฮยอนนั่นแหละ) ถึงจะไม่ใช่คุณผีจริงๆ แต่ผมคิดว่ามนุษย์แม่นี่น่ากลัวกว่าอะไรทั้งหมดแล้วล่ะครับ

 

 

สรุปคือผมร้องไห้ทำไมล่ะเนี่ย... ขี้ขลาดจัง

 

 

'อะ.. เอ่อ ก็.. ก็แขนตัวเองนั่นแหละมาพาดทับตรงคอผม ผมหายใจไม่ออก เรียกตั้งหลายทีก็ไม่ยอมตื่น พอคิดว่านี่ผมต้องมาตายแบบนี้น้ำตาเลยไหลออกมาน่ะสิ'

 

 

แถได้น่าเชื่อมากเลยคิมมินซอก ผมพูดแล้วส่งยิ้มที่คิดว่าน่าจะเจื่อนที่สุดตอบไป

 

 

'หรอ? พี่ก็ว่าพี่ไม่ใช่คนนอนดิ้นนะ... แปลก'

 

เค้าทำท่าเหมือนกำลังคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ผมบอก ผมจึงรีบตัดบทชวนเค้านอนต่อเพราะพรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปเรียนกันแต่เช้า

 

 

'นอนต่อเถอะฮะ..'

 

 'เราไม่เป็นไรแน่นะ'

 

ผมยิ้มยิงฟันโชว์ฟันกระต่ายให้อีกคนแล้วล้มตัวลงนอนพร้อมกับหลับตาลง

 

 

 

 จุ๊บ!

 

 

สัมผัสอุ่นตรงกลางหน้าผากพร้อมกับมือที่ลูบผมของผมไปมาทำให้ผมลืมตาขึ้นมาทันที ผมหันไปมองคนที่นอนตะแคงมองผมอยู่ก่อนแล้วด้วยความเขินอาย..

 

 

สวัสดีไร่มะเขือเทศ.. เจอกันอีกแล้วนะ สุกทั้งไร่พร้อมเก็บเกี่ยวเชียว ขยันปลูกจริงๆคนผีบ้านิ ไม่สงสารคนเก็บเกี่ยวอย่างผมบ้างรึไงนะ

 

 

'ฝันดีอีกครั้งครับ.. เด็กน้อยยยยย'  ผมหรี่ตามองเค้าแล้วจับมือที่ยุ่งอยู่กับหัวของผมออก

 

'ผมไม่เด็กแล้ว...ขึ้นม.ปลายแล้วด้วย หน้าตาดีมากด้วย คนมาจีบก็เยอะด้วย'

 

เค้าสะบัดมือผมออกแล้วชักมือกลับพร้อมกับนอนตะแคงไปอีกฝั่งหันหลังให้ผมทันที ง่ะ... นี่โกรธผมหรอ

 

 'นี่...'  เค้าดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงหนี

 

 

'ผมพูดเล่นนะ'

 


 '...............'

 

 

 'โกรธหรอฮะ..'

 

 

 '................'

 

 

 'ผมขอโทษ..'

 

 

 '................'

 

 

เงียบเลย เอาไงดี อุตส่าห์ได้นอนด้วยกันคืนแรก ทำตัวได้น่าประทับใจมากจริงๆเลยผม ผมหยิบหมอนข้างไปไว้ตรงที่ผมนอนแล้วขยับตัวเข้าไปใกล้ๆอีกคนสอดมือเข้าไปโอบกอดเค้าจากด้านหลัง

 

'หายโกรธนะฮะ.. ถ้ายังไม่หายผมจะตอบรับทุกคนที่เข้ามาจริงๆนะ'

 

 

 '................'

 

 

 'หายโกรธนะฮะ.. นะ.. นะ'

 

ผมพูดแล้วเขย่าตัวอีกคนเบาๆ เค้าสะบัดผ้าห่มออก แล้วลุกขึ้นนั่ง ผมจึงลุกขึ้นตาม

 

'รู้ใช่มั้ยว่าพี่รักเรามาก.. อย่าเอาเรื่องอย่างนี้มาล้อเล่นหรือมาขู่พี่'

 

 

เค้าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังฟังๆดูเหมือนยังโกรธผมอยู่ ผมรีบหลุบตาลงมองมือที่วางอยู่ตรงตักของตัวเองเพื่อซ่อนหยดน้ำตาที่กำลังคลอหน่วยอยู่และหยดแหมะลงทันทีที่ผมก้มหน้าลง ผมได้ยินเสียงเค้าถอนหายใจจากนั้นเค้าก็ดึงตัวผมเข้าไปกอดมือหนึ่งลูบหัวผมส่วนอีกมือก็ลูบที่แผ่นหลังเล็กของผมเพื่อปลอบประโลม ผมสะอึกสะอื้นน้ำตาพรั่งพรู



ทุกเรื่องของเค้าสำหรับผมเป็นเรื่องอ่อนไหวที่สุด
 

 

'คราวหลังก็จำเอาไว้ ไม่ว่าจะกับพี่หรือกับใคร อย่าเอาความรู้สึกดีๆที่พี่มีให้มาล้อเล่นอีก เข้าใจที่พูดใช่มั้ย? ถึงมันจะใช้ได้ผลก็เถอะแต่มันไม่ได้รู้สึกดีเท่าไหร่หรอกนะ'

 

 

ผมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดเค้าถึงจะไม่ค่อยเข้าใจที่พี่เค้าพูดเท่าไหร่แต่ผมก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน

 

'พี่ก็ขอโทษด้วย ที่งี่เง่าไปหน่อย ไหนดูหน้าซิ หยุดร้องได้แล้ว ดูสิตาแดงหมดแล้ว... ตื่นไปเรียนพรุ่งนี้ตาบวมเป่งไม่รู้ด้วยนะ'

 

 

คนพูดผละผมออกแล้วเช็ดน้ำตาให้ผม แต่ยิ่งเค้าเช็ดยิ่งเค้าอ่อนโยนใส่ผมเท่าไหร่น้ำตามันกลับยิ่งไหล ร้องหนักกว่าเดิมอีก เค้าก็เป็นซะอย่างนี้ตั้งแต่ผมจำความได้ จะโกรธผมจะงอนไม่พอใจผมยังไงสุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายมานั่งปลอบผมทั้งที่ตัวเองไม่ผิดอะไร

 

 

 ชอบทำตัวให้ผมรัก

 

 

 ผมรักเค้า

 

 

 รักจนจะบ้าตายแล้วเนี่ย

 

 

'พี่เช็ดน้ำตาให้เราได้ตลอด.. แต่เราไม่ต้องร้องออกมาบ่อยได้มั้ย?'

 

 'ถ้าเราร้องเพราะเจ็บเพราะเสียใจ ให้รู้ไว้ว่าพี่คนนี้เจ็บและเสียใจกว่า'

 

 'ถ้าเราดีใจมีความสุข พี่ก็ดีใจมีความสุขไปด้วย...'

 

 'เพราะฉะนั้นเวลาที่เรารู้สึกยังไงพี่ก็จะรู้สึกอย่างนั้น และอาจจะมากกว่าตัวเราเองด้วยซ้ำ'

 

 'เราคือคนที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของพี่นะ..'

 

 'ลู่ หานคนนี้... เป็นของคนนี้..'  เค้าชี้ที่ตัวเองก่อนจะเปลี่ยนมาชี้ตรงหน้าอกข้างซ้ายของผม

 

'เข้าใจที่พี่พูดใช่มั้ยครับ'

 

เค้าอ่อนโยนตามแบบฉบับของเค้า มือก็เกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มทั้งสองข้างให้ผมอย่างแผ่วเบา ผมพยักหน้าส่งยิ้มกลับไปให้เค้า

 

'ผมก็ชอบที่พี่คอยเช็ดน้ำตาให้ผม.. แต่ต่อไปนี้... ผมจะพยายามไม่ขี้แยไม่ร้องไห้อีก...'

 

 'พูดแล้วก็ทำให้ได้นะเรา'  เค้าพูดแล้วยกมือขึ้นมาขยี้ผมผมเบาๆ

 

'อื้ออออ' ^^

 

 'ไปล้างหน้าล้างตาไปเรา ดึกแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปเรียนไม่ทันพี่ไม่ปลุกนะ'

 

 'ฮะ..'

 


คืนนี้ไม่ต้องทำอะไรละ วิ่งไปล้างแต่หน้า
 

ผมลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนใบหน้า เสร็จแล้วก็เดินออกมาเห็นคนที่นอนอยู่เตียงตอนแรกเปิดประตูใสออกไปยืนอยู่ตรงระเบียงด้านนอกห้อง ผมจึงแอบเดินย่องเข้าไปกอดเค้าจากด้านหลัง แก้มแนบกับแผ่นหลังของเค้า หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี๊นี้ทำให้ผมรู้สึกเปิดใจให้เค้ามากขึ้นจากเดิมที่เปิดมากอยู่แล้ว มีความกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้นกว่าเดิมในระดับหนึ่ง แค่ในระดับหนึ่งนะครับ ที่ทำอยู่เนี่ยก็ยังเขินอยู่

 

'หนาวนะ ออกมาทำไมครับ เดี๋ยวไม่สบายเอานะ'

 

 'อยากอยู่ด้วยนิฮะ'

 

ผมพูดพร้อมกับปลูกมะเขือเทศเองเสร็จสรรพ ซึ่งเค้าคงไม่มีโอกาสเห็นเพราะผมกอดเค้าไว้แน่นเพื่อกันไม่ให้เค้าหันกลับมา

 

'อะไรเนี่ยเรา'

 

เค้าพูดติดขำแล้วแกะมือผมออกจากเอวของเค้าแล้วหมุนตัวกลับมามองผม ผมหลุบตามองพื้นทันที ไม่ได้หรอก เดี๋ยวพอเห็นว่าผมเขินก็จะยิ่งล้อผมให้อายเข้าไปกว่าเดิมอีก

 

'เงยหน้าขึ้นสิครับ'  ผมเงยหน้าขึ้นตามที่เค้าบอกแต่ตายังคงมองพื้นอยู่

 

'มองหน้าพี่ด้วยสิ'  ผมยังคงมองพื้นอยู่อย่างนั้น 


ก็บอกว่าคนมันเขิน ฮ่วย!

 

 'รังเกียจพี่หรอ?'

 

 'ม.. ไม่ ไม่ใช่นะ'

 

ผมละสายตาจากพื้นมองคนตรงหน้าพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ

 

 

 จุ๊บ!

 

 

สัมผัสอุ่นเกิดขึ้นทันทีที่ผมพูดไม่ทันจะจบประโยคดี ก่อนที่ผมจะก้มหน้าอีกรอบเค้าก็ดึงตัวผมเข้าไปใกล้ๆแล้วเชยคางผมขึ้น ผมเลยได้มองหน้ากับเค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 ผมมองเค้า

 

 

 เค้ามองผม

 

 

 เราต่างคนต่างเงียบและหยุดมองกันอยู่อย่างนั้น เหมือนจะใช้สายตาสื่อสารกันแทนคำพูด จนผมรู้สึกโฟกัสหน้าอีกคนได้ไม่ชัดเพราะเค้าโน้มหน้าลงมาใกล้หน้าผมมากจนในที่สุดผมก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลยเพราะจุมพิตที่เค้ากำลังละเลียดลงบนริมฝีปากของผม ผมปิดตาลงไม่สามารถรับรู้อะไรภายนอกได้ แต่ภายในใจนี่สิ ยังกะมีคนมาตีกลองร้องเล่นเต้นรำกันอยู่อย่างสนุกสนาน ผมเคยบอกไปแล้วใช่มั้ยพี่หน้าหวานคนที่กำลังเอาเปรียบผมอยู่ตอนนี้เก่งเรื่องทำให้คนหลงคล้อยตามโดยเฉพาะเรื่องจำพวกอย่างนี้นี่ดูเหมือนจะถนัดมากกเป็นพิเศษ

 

 

ดูอย่างตอนนี้สิ คุณคิดว่าเรายังยืนอยู่ที่ระเบียงใช่มั้ย? ใช่ครับ แต่เป็นก่อนหน้านี้เพราะตอนนี้ผมเข้ามาอยู่ในห้องตั้งแต่ไหนก็ไม่รู้ และที่สำคัญคืออยู่บนเตียงแล้ว ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นหน้าเค้าอยู่ข้างบนโดยมีสายตาที่เหมือนพร้อมจะกินผมไปทั้งตัวมองอยู่โดยที่ตอนนี้เค้านอนคร่อมตัวผมอยู่ เหมือนกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

 

 เค้าแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์



ผมทำหน้างงๆก่อนที่สมองจะทำการประมวลลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้และที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ผู้ชายตรงหน้าที่คร่อมผมอยู่ก็โน้มใบหน้าก้มลงมาใกล้ผมเรื่อยๆ ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาริมฝีปากของผมก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ผมทำอะไรไม่ถูกในสมองสั่งให้ผลักคนตรงหน้าออก แต่ที่ร่างกายทำคือจูบตอบกับเค้าด้วยประสบการณ์ที่มีมาโดยเรียนรู้จากเค้าตลอดทั้งวันตอบกลับไปแบบเงอะๆงะๆ


เค้าละจากริมฝีปากผมหลังจากที่ชิมและตักตวงไปจนพอใจ พักให้ผมได้หายใจไม่ทันคล่อง เค้าก็เปลี่ยนมาขยุกขยิกมุกมิกตรงซอกคอแทน



'อ๊ะ'


 ผมยกมือขึ้นดันหน้าอกเปลือยเปล่าอีกคนที่ไปถอดตอนไหนผมก็ไม่รู้อีกเหมือนกันออกเพราะแรงกัดตรงบริเวณซอกคอ แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะถูกคนที่มือไวกว่าตรงหน้าล็อคขึงประสานไว้ทั้งสองข้าง ผมส่งเสียงประท้วงบอกเค้าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกไปจากตอนที่ผมพูดแบบปกติ ฟังดูแล้วรู้สึกจั้กจี้หัวใจ เหมือนเชิญชวนทั้งที่อยากจะปฏิเสธ 



นี่เสียงผมหรอ?

 

 

 'ผมจั้กจี้... พอแล้วนะ'

 

เค้าเงยหน้าขึ้นจากคอของผมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ทำไมผมฟังแล้วรู้สึกว่ามัน เซ็กซี่...

 

 'รัก... กำลังจะบอกรัก..'

 

ผมมองหน้าพี่ลู่แม้จะเขินขนาดไหนแต่ก็ใช้ความพยายามอย่างมากในการตั้งสติแล้วพูดออกไปเสียงสั่นๆ

 

'งั้นก็ลุกออกไปก่อนสิฮะ'

 

 'รักในทางขอภาษากาย เค้าไม่ใช้ปากพูดกันหรอกนะครับ..'

 

มะ... หมายความว่า....

 

พอคิดได้ดังนั้นชวนไร่ชวนสวนก็พากันบ่นผมระนาว ช่วงนี้มะเขือเทศขยันสุกเหลือเกิน ปุ๋ยยี่ห้อลู่หานนี่มันดีจริงๆ เก็บไม่ไหวขายไม่หมด

 

'พี่..ลู...'

 

 'นะครับ..'

 

คนพูดพูดแล้วก้มลงมาจุมพิตที่หน้าผากผมเบาๆ มือก็ไล้วนอยู่ที่แก้มของผม มองด้วยสายตาลูกแมวน้อยขี้อ้อน เว้าวอนจนน่าเห็นใจ

 

'กลัว... ผม.. กลัว...'  ผมบอกอีกคนเสียงแผ่ว

 

'สัญญาว่าจะรักให้อ่อนโยนที่สุด...'

 

 'เชื่อใจพี่นะ...คนดี'

 

ผมยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอรั้งให้เค้าก้มลงมาแล้วกดจูบลงที่ริมฝีปากอีกคนเบาๆเป็นคำตอบพร้อมกับใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความเขินอายกับการกระทำของตัวเอง

 

 อะไรเข้าสิงให้ผมใจกล้าขนาดนี้เกินลิมิตของผมไปมากจริงๆ

 

คนตรงหน้ายิ้มหลังจากที่ผมถอนริมฝีปากออก จากนั้นเค้าก็โน้มทั้งตัวลงมาแนบกับตัวผม เรามองกันและกันและเริ่ม บอกรักกันในภาษากายในค่ำคืนของการเปลี่ยนสถานะเพียงวันแรกเท่านั้น...

 

 








C U T
(@indie1478)
อ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้













 กริ๊งงงงงงงงงง ~~

 

 

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ผมสะดุ้งตื่นพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม สะบัดหัวไปมาเปิดผ้าห่มออกดู เสื้อผ้ายังใส่อยู่ มองดูคนที่นอนข้างๆ... ก็ใส่อยู่ ผมหยิกแขนตัวเองไปหนึ่งทีแล้วร้องออกมาด้วยความรู้สึกเจ็บ มองดูนาฬิกาที่ส่งเสียงเรียกร้องความสนใจแล้วเอื้อมมือไปกดปิด

 

04:40AM

 

แสดงว่าเรื่องเมื่อกี๊นี้ก็.....

 

ฝัน?

 

 แถมฝันซ้อนฝันไปอีก -*-

 

 









---











 
YiXing Part.

 

 'อย่างอแงสิ เดี๋ยวพี่ซื้อของมาฝากนะ ไว้ปิดเทอมคราวหน้าเราค่อยไปด้วยโอเคมั๊ย?'

 

ผมได้ยินเสียงของคิม มิน ซอก น้องชายที่เกิดจากน้องสาวของแม่ผมบ่นอะไรงุ้งงิ้งๆก่อนจะวางสายไป วันนี้คือวันที่ครอบครัวผมจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพาพ่อไปรักษาตัวกัน จริงๆแล้วเราก็มีแพทย์ประจำตัวอยู่ที่นี่ แต่พอดีอาหมอที่รักษาพ่ออยู่นั้นเดินทางไปประชุมที่นั่น เราเลยถือโอกาสช่วงที่ผมปิดเทอมพอดีไปหาอาหมอที่นั่น กะไปเที่ยวพักผ่อนไปในตัวด้วย แอบเสียดายเหมือนกันที่น้องไม่ได้ไปด้วย น้องไม่เคยได้ออกไปเที่ยวที่ไหนไกลๆเลย

 

'ชิง.. เสร็จรึยัง? เร็วๆเลยเดี๋ยวไปไม่ทันตกเครื่องไม่ได้ไปกันพอดี'

 

ผมรีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วยกกระเป๋าเดินทางออกไปใส่รถก่อนจะวกกลับมาถือกรงของเจ้า ถิงถิง พร้อมกับอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ของมันออกไปเพื่อไปฝากเพื่อนบ้านข้างๆ

 

 ผมชะเง้อคอมองดูผ่านกำแพงเจอเข้ากับลุงแกรี่ที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่พอดี

 

'อ้าว?! หนูชิง จะเอาเจ้าถิงมาฝากเรอะ มาๆๆ'

 

 'โห่ววว อ้วนขึ้นรึเปล่าเนี่ย ตัวหนักเชียวนะแก ห๊ะ?'

 

 'ครับ.. ฝากดูแลมันดีๆด้วยนะครับ ผมเขียนรายละเอียดวิธีการดูแลไว้ให้แล้วในนี้นะครับ ถิงถิงมันชอบวิ่งเล่นแต่ระวังอย่าให้มันคลาดสายตานะครับ เพราะมันวิ่งเร็วมาก'

 

ผมส่งเจ้า ถิงถิง กระต่ายตัวอ้วนกลมสีน้ำตาลสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของผมพร้อมกับสมุดโน้ตวิธีการดูแลให้กับลุงแกรี่ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์มันสุดฤทธิ์...

 

 'ไปนานเลยล่ะสิคราวนี้.. เปิดเทอมใช่มั๊ยถึงจะกลับ ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวลุงกับป้าจะดูแลให้เอง'

 

 'เดินทางปลอดภัย เที่ยวให้สนุก อย่าลืมของฝากลุงด้วยล่ะ'

 

ผมพยักหน้าพร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วยเพราะผมไม่เคยห่างกับมันนานขนาดนี้ แค่วันเดียวก็ใจจะขาดแล้ว นี่เป็นเดือน ผมคงต้องนอนร้องไห้ทุกคืนเพราะคิดถึงมันแน่เลย คงไม่ใช่ผมกลับมามันลืมผมไปแล้วอย่างนี้หรอกนะ จะเอาไปฝาก เค้า ก็คงไม่ทันแล้วซะด้วยสิ 

 

 'รีบไปเถอะ ไม่ต้องกังวล เที่ยวเผื่อลุงด้วย ไม่แน่นาาา ไปอยู่นู่นอาจจะเจอเพื่อนเจ้าถิงที่น่ารักกว่าจนลืมเจ้าถิงที่อยู่ที่นี่ก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ'

 

 'ไม่มีตัวไหนแทนถิงถิงได้หรอกครับ... ฝากด้วยนะครับ แล้วผมจะโทรมาบ่อยๆ สวัสดีครับ'

 

ผมมองดูถิงถิงครั้งสุดท้ายก่อนจะโค้งบอกลาลุงแกรี่แล้วรีบวิ่งไปหาพ่อกับแม่ที่รออยู่ที่รถเตรียมพร้อมที่ออกไปแล้ว รอแค่ผมคนเดียว



 

 'เร็วๆเลย ลูกคนนี้นี่'

 



ทันทีที่ผมเข้าไปนั่งในรถและปิดประตูลงแม่ก็ฟาดมือหนักๆมาที่ผมพร้อมกับส่งค้อนให้ด้วยผมยกมือขึ้นถูไปมาทำหน้าสำนึกผิดเป็นการขอโทษก่อนที่พ่อจะบอกให้คนขับรถแท็กซี่ออกรถไปกันซะที

 

 

 

05:02PM

 

 

เราทั้งหมดถึงสนามบิน อีกครึ่งชั่วโมงเครื่องจะออก

 

 หู่ววว~~ เกือบไปแล้วเชียว ผมกับพ่อนั่งรอระหว่างที่แม่ไปนัดการโหลดกระเป๋าสัมภาระของเราทั้งสามคน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นไลน์แล้วเริ่มขยับนิ้วพิมพ์ข้อความลงไปบอกน้องชายสุดที่รักของผมอีกครั้งก่อนที่จะขึ้นเครื่อง

 

JYXingg :: พี่ไปแล้วนะ ถึงแล้วเดี๋ยวโทรหาอีกที ^^ 05:04Read

 

MinMin :: อ่า.. อิจฉาาาาา~~ เค้าอยากไปด้วยอ่ะ //สติ๊กเกอร์แฮมทาโร่ร้องไห้// 05:04Read

 

 JYXingg :: 555 ถือซะว่าพี่มาศึกษาดูลู่ทางก่อนไง ไว้ได้เรื่องยังไงเราค่อยไปกันอีกทีแบบ2คน 05:04Read

 

MinMin :: สัญญานะ  05:05Read

 

 JYXingg :: อื้อ สัญญา ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ก็ดูแลตัวเองดีๆมีอะไรคืบหน้ายังไงก็อย่าลืมบอกพี่ด้วยนะ อิ_อิ 05:05Read

 

 MinMin :: คืบหน้า? อะไรคืบหน้าหรอฮะ 05:05Read

 

 JYXingg :: ทำมาเป็น ก็เรื่อง คนนั้นอ่ะ //สติ๊กเกอร์หมีเขิน// 05:05Read

 

MinMin :: ไม่มีอะไรคืบหน้าทั้งนั้นแหละ -/- 05:05Read

 

JYXingg :: ระวังเค้าไปมีสาวคนอื่นไม่รู้ด้วยนาาา~ 05:06Read

 

MinMin :: ไม่มีทางซะหรอก พี่เค้าตัวติดผมจะตายไม่มีเวลาไปหาสาวที่ไหนหรอก -3- 05:06Read

 

JYXingg :: ของอย่างนี้มันก็ไม่แน่นะ ลู่ เองก็เป็นคนหน้าตาดี ใจดี อ่อนโยน สุภาพบุรุษ ใครได้คุยได้อยู่ใกล้ก็ชอบเค้าทั้งนั้นแหละ ฮิฮิ //สติ๊กเกอร์หมีหัวเราะ// 05:06Read

 

 

ผมกดออกจากแอพพลิเคชั่นไลน์แล้วมองดูรูปถ่ายของเค้าคนนั้นที่อุ้มถิงถิงอยู่เมื่อนานมาแล้วด้วยหัวใจสั่นไหวก่อนจะกดปิดล็อคหน้าจอ

MinMin :: ใจร้ายยยย พี่ชิงใจร้ายยยยยยยยย คอยดูเหอะเค้าจะฟ้องพี่ลู่ให้เลิกคบด้วย -3- 05:06

 

 

เสียงเตือนไลน์จากน้องชายตัวเล็กยังคงดังเตือนผมอยู่ ผมอ่านโดยที่ไม่ได้ปลดล็อคโทรศัพท์เข้าไปตอบ แล้วน้ำตาก็ไหลลงอาบทั้งสองแก้ม

 

 

'ปะ ไปกันได้แล้ว อ้าว?! แล้วนี่ร้องไห้ทำไมลูก'

 

 

เสียงพ่อทำให้ผมได้สติ กดปิดเครื่องโทรศัพท์ยัดมันใส่ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะตอบพ่อออกไปว่าไม่เป็นอะไรแค่อดเป็นห่วงถิงถิงไม่ได้ พ่อพยักหน้าเข้าใจพูดปลอบแล้วเราก็เดินไปหาแม่ที่รออยู่

 

 

 

 ลาก่อน... เกาหลี

 



 

 กว่าหลายสิบชั่วโมงที่ผมได้แต่นั่งๆนอนๆอยู่บนเครื่องบิน เราเปลี่ยนเครื่องบินที่ลอนดอนหนึ่งเที่ยว กว่าจะถึง ผมคิดว่าผมได้นอนเยอะที่สุดแล้วตั้งแต่เกิดมา แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คุ้มค่านะที่ได้มา เพราะนี่เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของผมด้วย

 

 

 

CANADA

 

เป็นประเทศที่สวยงามมากหลังจากที่ผมรู้ว่าเราจะมาประเทศนี้ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลของประเทศนี้ทันทีโดยเน้นเฉพาะเมืองที่เราจะมาอาศัยอยู่ในช่วงปิดเทอมนี้

 

 

VANCOUVER


 

ทันทีที่ผ่านด่านตรวจออกมาผมก็หลับตาสูดเอาอากาศกลิ่นอายแบบยุโรปของที่นี่ เหลือบมองดูผู้คนชาวต่างชาติทั้งหัวทองหัวขาวหัวดำ หญิงชายสลับกันไปมาระหว่างที่รอรถของทางโรงแรมมารับ

 

 ทำไมตัวสูงตัวใหญ่กันจังเลยนะ ขนาดผู้หญิงยังตัวโตสูงกว่าผมที่เป็นผู้ชายตั้งหลายเซน แล้วดูหุ่นพวกของพวกเธอสิ ระดับนางแบบกันทั้งนั้น มาเต็มทั้งเนื้อนมไข่ ไม่แน่ผมอยู่ที่นี่กว่าจะเปิดเทอมผมคงสูงหุ่นเซี๊ยะกว่าพวกเธอก็เป็นได้ -.,-

 

 'ใช่คันนั้นมั๊ยคุณ'

 

เสียงแม่หันไปถามพ่อที่กำลังง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์ คาดว่าน่าจะคุยกับพนักงานของทางโรงแรมที่เราติดต่อเอาไว้ก่อนที่จะเดินทางมา

 

'อ้อ.. ใช่ๆคันนั้นแหละ'

 

พ่อคุยโทรศัพท์ต่ออีก2-3ประโยคก่อนจะวางสายไป แม่เดินไปแสดงบัตรอะไรก็ไม่รู้ให้พนักงานคนขับรถคันดังกล่าวดู เค้าดูตกใจในตอนแรกก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มแล้วกล่าวต้อนรับเราทั้งสามคน จากนั้นเราก็ช่วยกันยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถ

 

 

 เราใช้เวลาจากสนามบินมาที่ถึงโรงแรมประมาณ30นาทีได้ ซึ่งในระหว่างทางผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับรอบๆข้างทางเป็นอย่างมาก ทั้งผู้คน ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ตลอดจนต้นไม้ดอกไม้ หรือแม้กระทั่งวัชพืชที่ไม่น่าสนใจแต่มันกลับดูแปลกใหม่สำหรับผม ที่นี่ต่างจากเกาหลีมาก ผมชอบอากาศของที่นี่ ไม่หนาวไม่ร้อนกำลังดี ผมโบกมือทักทายผู้คนที่เดินอยู่ตามข้างทาง พวกเค้าเองก็โบกมือตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้มต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างผมอย่างเป็นมิตร คุณลุงพนักงานคนขับรถก็บอกแนะนำสถานที่น่าเที่ยวจุดที่น่าสนใจตลอดทาง ซึ่งผมก็ฟังไม่ค่อยจะออกซักเท่าไหร่นักเพราะภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงสมกับเป็นนักเรียนที่เรียนมาตลอดชีวิต ควรสงสารคนสอนหรือสงสารตัวเองดี

 

 

 อีกไม่นานผมก็จะจบชีวิตการเป็นนักเรียนม.ปลายแล้ว ผมน่าจะลองขอพ่อมาเรียนต่อที่นี่ดูดีมั๊ยนะ? ผมรู้สึกอยากจะอยู่ที่นี่ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างรอผมอยู่

 

 

หลังจากพวกเรามาถึงโรงแรมที่พักที่พวกเราทั้งสามคนจะใช้อาศัยซุกหัวนอนตลอดเกือบสองเดือนนี้ ผมก็ได้ตะลึงอีกรอบ ผมไม่คิดว่ามันจะหรูหราโอ่อ่าอลังการงานสร้างขนาดนี้ ห้องที่ผมอยู่เป็นห้องแบบสวีทแฟมิลี่ ไม่ใช่ห้องที่ใหญ่ที่สุดในโรงแรม แต่มันเลอค่ามากสำหรับผมกับการมานอนต่างประเทศครั้งแรกอย่างนี้ มันใหญ่และกว้างมาก เหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะมีห้องนอนตั้ง3ห้อง แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัว ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโฮมเธียเตอร์ขนาดใหญ่ติดผนังอยู่ ถ้ามินซอกมาด้วยต้องถูกใจมากแน่ๆ วิวตรงระเบียงเป็นแม่น้ำทะเลสาบที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของอีกฝั่ง มีเรือบริการไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้ได้ล่องเรือซึบซับความโรแมนติกภายใต้แสงจันทร์ที่สะท้อนกับสีครามของทะเลสาบในยามค่ำคืน ตอนกลางวันก็เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตกปลา ดำน้ำ ดูปะการัง และกิจกรรมสังสรรค์อื่นๆมากมายที่ดูแล้วน่าลองทุกกิจกรรม

 

 

 ผมยืนกางแขนรับลมที่พัดผ่านตัวผมไป เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงได้ให้เห็นภาพอย่างผม แต่ที่ชัดเจนที่สุดเลยคือตอนนี้ผมมีความสุขมาก มากจนลืมคิดถึงเรื่องของถิงถิงไปเลย

 

 

 เวลาของที่นี่ช้ากว่าเกาหลี17ชั่วโมง ตอนนี้ที่นี่สามทุ่มแล้ว ที่เกาหลีน่าจะประมาณบ่ายสามโมงล่ะมั๊ง จะโทรหาลุงแกรี่ถามเรื่องถิงถิงก็เกรงใจเพราะตอนนี้น่าจะทำงานอยู่ ผมเลยตัดใจไว้โทรหาพรุ่งนี้ตอนเช้าแล้วเปลี่ยนมาไลน์หามินซอกแทนว่าผมมาถึงแล้ว เราคุยกันเกือบ10นาทีได้ ซึ่งส่วนใหญ่เค้าจะเล่าแต่เรื่องรักแรกกับพี่ชายข้างบ้านของเค้าให้ผมฟัง ซักพักแม่ก็เรียกไห้ผมไปหาอะไรรองท้องก่อนนอนที่ล็อบบี้ข้างล่างของโรงแรม

 

 

 อาหารของที่นี่มีหลากหลายเมนูมาก ไม่ได้มีแต่แบบยุโรปพวกขนมปังชีสไหลเยิ้มอะไรแบบนั้นอย่างเดียว เหมือนเป็นบุบเฟ่ต์นานาชาติ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากหลายเชื้อชาติ 


ดีจัง ผมชอบ~ ชักจะติดใจโรงแรมนี้ซะแล้วสิ อืมมม จะว่าไปก็อยากลองหาบ้านพัก ห้องเช่าหรือพวกคอนโด อพาร์ทเม้นท์ดูด้วยจัง ผมเคยไปห้องของคนๆนึงมาแล้วรู้สึกอยากมีอย่างนั้นบ้างคงจะดี จะเหมือนหรือแตกต่างจากโรงแรมอย่างนี้มั๊ยนะ แต่เท่าที่ผมเคยได้ยินจากรุ่นพี่ทงเฮที่เค้าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ลอนดอน (แต่มารู้ตอนหลังว่าเค้าออกกลางคันเพราะใช้เส้นสายของแม่อีกทั้งยังสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้อีกด้วย) //แล้วจะอยากไปทำไม -*-// พูดให้ฟังว่านักเรียนแลกเปลี่ยนหรือนักเรียนที่ไปเรียนต่างประเทศนอกจากคนที่มีบ้านเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่นักเรียนที่เรียนในสาขาวิชาเดียวกันจะชวนกันมาเช่าบ้านเป็นหลังแล้วอยู่ด้วยกัน (บางกรณีมีที่อยู่ให้ บางกรณีหาบ้านเช่าเองแต่มีทุนให้ซึ่งเราต้องออกก่อนแล้วค่อยไปเบิกเอาตังค์ทีหลัง พอเรียนจบก็ทำงานให้เค้าเป็นการใช้หนี้หรือหางานเอาเงินมาใช้หนี้ก็ว่ากันไป) หรือไม่ก็จะอยู่หอพักในสถานศึกษาที่ตนศึกษาอยู่ ซึ่งแต่ละคนที่มารวมๆกันอยู่นั้นส่วนใหญ่ก็มาจากเป็นเพื่อนของเพื่อนที่มาเรียนด้วยกันแต่คนละเอกคนละสาขา ทำให้มีเพื่อนหลายหลากเชื้อชาติ  ผมอยากลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้าง คงได้เพื่อนเยอะดี ผมน่าจะคุยกับพ่อเรื่องเรียนต่อแบบจริงๆจังๆดูดีมั๊ย?

 

 

 'ยืนเหม่ออะไรอยู่ เลือกได้รึยังว่าจะกินอะไร จะได้รีบขึ้นไปนอน พรุ่งนี้ต้องพาพ่อไปหาอาจารย์หมอแต่เช้า.. เออ ลูกคนนี้นี่ ก็เป็นซะอย่างนี้จะกล้าปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ยังไง'

 

 'เผื่อไปยืนเหม่อหน้ามึนเซ่อซ่ารถชน โดนวิ่งราวจะทำยังไง มาเร็วๆเข้า'

 

 'ชิงโตแล้วนะแม่ 18แล้วนะ เดี๋ยวก็ขึ้นมหาลัยแล้ว'

 

ผมบอกแม่ที่เดินจูงมือหรือจะเรียกว่าลากผมให้เดินตามไปอยู่ก็ได้ แม่ทุกคนเป็นอย่างนี้กันรึเปล่าครับ ไม่เคยเห็นว่าเราโตซะที

 

'อ้อ! หยุดความคิดเรื่องที่พอจะเข้ามหาลัยแล้วจะย้ายไปอยู่หอได้เลยนะ...' แม่หันหน้ามายิ้มหวานหยดย้อยพร้อมกับพูดประโยคสุดท้ายต่อ

 

 

'..... เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ และ แม่ ไม่ อนุญาต' แม่พูดแบบเน้นคำก่อนจะปรับเสียงให้เป็นแบบปกติ

 

 



 

 

'ไปๆ รีบกิน จะได้รีบไปนอน เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด'

 

 

หลังจากมื้อค่ำในคืนนั้นขึ้นมาอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันหัวถึงหมอนผมก็หลับเป็นเจ้าหญิงออโรล่า(?)ทันที

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นเราทั้งสามก็อาบน้ำแต่งตัวลงมาทานข้าวกันที่ล็อบบี้ที่มากันเมื่อคืน ผมรู้สึกเวียนๆหัวยังไงก็ไม่รู้ พ่อสังเกตเห็นจึงบอกให้ผมขึ้นไปพักโดยไม่ต้องไปกับท่านทั้งสองเพราะกลัวว่าถ้านั่งรถนานๆอาการจะแย่ลงกว่าเดิมเอา

 

'แม่ว่าให้ลูกไปกับเราก็ได้นะพ่อ จะได้ให้อาหมอตรวจให้เลยด้วย'

 

แม่หันไปถามความคิดเห็นพ่อหลังจากที่เดินมาส่งผมที่หน้าลิฟตก พ่อจึงหันมาถามผมต่อ

 

'เรานั่งรถไปไหวมั๊ย?

 

 'ชิงคงเจ็ทแลคน่ะครับ ขอนอนพักซักหน่อยดีกว่า ตื่นมาคงไม่เป็นไร พ่อกับแม่ไปเถอะครับ'

 

ผมบอกกับทั้งสองพร้อมกับหันหลังไปกดลิฟต์ก่อนจะหันกลับมาตามเดิม รู้สึกเห็นหน้าพ่อกับแม่ซ้อนกันหลายคน

 

'ไหวแน่นะ.. สีหน้าไม่ดีเลย ให้แม่ขึ้นไปส่งก่อนมั๊ย?'

 

 'ผมไม่เป็นไรจริงๆ แม่รีบพาพ่อไปเถอะเดี๋ยวสายนัดอาหมอเอานะครับ'

 

ผมโค้งให้ท่านทั้งสองก่อนจะรีบขึ้นลิฟท์ที่เปิดออกมาพอดี ผมเห็นแม่ทำหน้าเหมือนยังเป็นห่วงผมอยู่ ผมจึงพยายามฝืนยิ้มที่คิดว่าดูโอเคที่สุดกลับไปก่อนที่ผมจะกดปิดประตูลิฟต์และกดชั้นห้องของพวกเรา และแม่ก็พูดแทรกขึ้นว่า

 

'เปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ด้วยนะ เดี๋ยวแม่จะโทรมาเช็ค'

 

ผมพยักหน้ายิ้มเจื่อนก่อนประตูลิฟต์จะปิดลง

 


 เฮ้ออออ~

 


ผมเซถอยหลังไปใช้ผนังลิฟท์พยุงไม่ให้ตัวเองล้ม หลับตาเอามือทั้งสองข้างมากุมศีรษะของตัวเองเอาไว้ ทำไมปวดหัวอย่างนี้นะ มวนๆท้อง รู้สึกอยากเอาอาหารที่พึ่งกินเข้าไปออกมาคืนยังไงยังงั้น

 


 ติ๊งงง ~~

 


เสียงประตูลิฟท์เปิดออก ผมเอามือที่กุมศีรษะในตอนแรกออก เหลือบมองบุคคลที่เข้ามาใหม่เป็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกอดจูบนัวเนียกันอย่างเมามันส์ไม่เกรงใจสายตาของคนที่มองอยู่อย่างผมเลยซักนิด หรืออาจจะมองไม่เห็น

 

 



 

 

ผมเบิกตากว้างมองดูพวกเค้าทั้งคู่อย่างตะลึงงัน ฝ่ายหญิงดูเหมือนจะมองไม่เห็นว่ามีผมอยู่ในลิฟต์นี้ด้วยเพราะเธอหันหลังให้ผมอยู่ในขณะที่ฝ่ายชายนั้นเค้ามองเห็นผม แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทำของตัวเองแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังยักคิ้วลิ่วตาส่งวิ้งให้ผมอีกต่างหาก หลังจากที่ผมมองเค้าอย่างอึ้งๆแบบไม่ได้ตั้งใจจะมอง โดยที่ฝ่ายชายมองมาที่ผมอยู่แล้วด้วย จนในที่สุดฝ่ายผู้หญิงดูเหมือนจะทนกับการขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานไม่ไหวเลยต้องผละตัวออกมาก่อน เธอรีบสูดเอาอากาศที่โดนอีกคนขโมยเข้าปอดทันที จังหวะนั้นเองที่สายตาของเธอหันมาเจอเข้ากับผมพอดี เธอดูตกใจแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและดูเหมือนจะไม่ใส่ใจหรือกระดากอายกับการกระทำอันโจ่งแจ้งในที่สาธารณะแถมตอนพระอาทิตย์กำลังแยงหัวอย่างนี้ 


อ้อ?! ผมลืมไป ที่นี่คงเป็นเรื่องปกติของคู่รักสินะ แต่มันก็น่าอายอยู่นะ ผม (คนที่ไม่ได้ตั้งใจ) มองดูยังรู้สึกอายแทนเลย

 

เธอละสายตาจากผมแล้วหันไปจัดเสื้อผ้าหน้าผมที่.. เอ่อ ดูไม่ค่อยจะดีเพราะมันหลุดรุ่ยให้เข้าที่ก่อนที่ผมจะเบนสายตาไปมองฝ่ายผู้ชายบ้าง

 



 

นี่คนหรอธรรมดาหรอ?



ทำไมดูดีขนาดนี้ เป็นเจ้าชายจากประเทศไหนปลอมตัวมารึเปล่า หรือหยุดมาจากนิยายเรื่องไหน เป็นดารา? นักร้อง? ไอดอล? นายแบบ? ผมพยายามนึกตัวตนของบุคคลที่หน้าตาดีที่คิดว่าคนตรงหน้าจะเป็นหนึ่งในลิสนี้ เค้าไม่น่าจะใช่คนธรรมดาๆแน่ๆ คนปกติจะหน้าตาชวนให้เพ้อได้ขนาดนี้หรอ? ดูตัวเค้าสิ ผมคิดไปเองรึเปล่ารู้สึกเห็นประกายอะไรซักอย่างออกมาจากตัวเค้า นี่รึเปล่าที่เค้าเรียกกันว่าออร่า ผมเผลอมองใบหน้าไร้ที่ตินั่นแล้วคิดอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัส เหมือนต้องมนต์สะกดในรูปกายของเค้า ผมยกยิ้มมโนไปตอนที่สองมือของผมสัมผัสกับใบหน้าได้รูปนั่นแล้วจู่ๆก็รู้สึกร้อนหน้าขึ้นมา

 

 

 

ผมหน้าคงแดง  บ้าไปแล้ว จะมาหวั่นไหวเพราะผู้ชายด้วยกันหรอ? บ้าหน่า

 

 

โอเคผมยอมรับว่าเค้าเป็นผู้ชายที่ดูเพอร์เฟคที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ดูจากทรงแล้วน่าจะเป็นคนเอเชียหรือไม่ก็ลูกครึ่ง รึเปล่า? ผมก็ไม่รู้ ไม่ได้ดูคนเป็นเหมือนมินซอก คือรวมๆแล้วผมที่เป็นผู้ชายด้วยกันยังแอบอิจฉา หน้าตาระดับนี้จะเดินไปไหนมาไหนคงมีแต่คนให้ความสนใจ ผมสะบัดหัวไปมาหลังจากเพ้อเจ้ออะไรซะยืดยาวก่อนจะลืมบางอย่างไป บางอย่างที่ว่า 


ผม...ปวดหัวอยู่ เมื่อได้สติอาการเหล่านั้นก็หวนกลับมาทันที รู้สึกอยากอ้วก ร่างกายเหมือนจะเริ่มทรงตัวไม่อยู่แล้วเตรียมพร้อมที่จะล้มได้ตลอดเวลา ผมพยายามฝืนตัวเองให้ยืนพิงกับผนังลิฟต์เพื่อทรงตัว แต่ก็ยากเย็นเหลือเกิน แบตในตัวผมตอนนี้พร้อมจะดับได้ทุกขณะ เมื่อไหร่จะถึงห้องนะ

 



ผมได้ยินเสียงของชายหญิงคู่นั้นคุยอะไรกันไม่รู้ ก่อนที่ประตูจะเปิดออกหญิงสาวคนนั้นก็เดินออกไป เหลือแค่ผมกับเค้าสองคน

 

 

เค้าหันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร เป็นรอยยิ้มที่มองแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้มดี จังหวะหัวใจผมเต้นผิดจังหวะทันที

 

 

จาง อี้ ชิง...’  สีหน้าของเค้าดูตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย แล้วหันมาแนะนำตัวกับผม

 

ผมอี้ฝาน’  เค้าแนะนำตัวด้วยภาษาที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

 

เค้าเป็นคนเกาหลี?

 

แล้วรู้ได้ยังว่าผมเป็นคนเกาหลี?

 

แล้วเรียกชื่อผมถูกได้ยังไงทั้งที่ผมยังไม่ทันได้บอก?

 

‘อ่ะ.. นี่ คุณทำตกน่ะ’

 

ผมมองดูสิ่งที่ที่อีกคนบอกแล้วยื่นมือออกไปรับคืนแล้วเก็บใส่กระเป๋า

 

บัตรนักเรียน 

 

เค้าคงรู้ว่าผมเป็นคนเกาหลีเพราะไอ้นี่สินะ

 

‘ขอบคุณครับ...’

 

ผมรีบเก็บเข้ากระเป๋าทันที พยายามครองสติที่มีน้อยนิดกล่าวขอบคุณ

 

‘คุณอายุเท่าน้องชายผมเลยนะครับ...’  คนพูดกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้ผมรู้สึกขนลุกแปลกๆ

 

‘มาเที่ยวหรอครับ? หรือเรียนที่นี่...’

 

‘ถ้ามาเที่ยวที่นี่ ให้ผมแนะนำสถานที่สวยๆให้เอามั๊ย? ผมอยู่ที่นี่มานาน คุณจะไม่ผิดหวังกับสถานที่ที่ผมแนะนำให้แน่นอน’

 

‘คุณ? เป็นอะไรรึเปล่าครับ หน้าดูซีดๆนะ’  ผมไม่รู้ว่าผู้ชายข้างๆผมเค้าพูดอะไร เพราะตอนนี้สติผมเริ่มจะไม่อยู่กับตัวแล้ว

 

 

ติ๊งงง

 

 

ในที่สุดประตูลิฟต์ก็เปิดออกในชั้นที่พักของผมพร้อมกับสติที่ดับวูบลงไป....

 

 





 ---

 



 

 

WuYiFan Part.

 

 

ผมต้องแนะนำตัวอีกรอบมั๊ย? หลายคนรู้จักผมแบบคร่าวๆไปแล้ว ผมชื่อ อู๋อี้ฝาน เป็นพี่ชายแท้ๆของไอ้ลู่หาน ผมเรียนจบด้วยปริญญาตรีหนึ่งใบ โทอีกหนึ่ง2ใบด้วยอายุเพียง21ปี ตอนนี้ก็ได้เป็นผู้บริหารที่มีอายุน้อยที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่ง 



หึ... ผมเรียนที่นี่ได้5-6ปีแล้ว ตั้งแต่จบม.ปลายที่เกาหลีก็มาเรียนต่อที่นี่ เรียนตามที่พ่ออยากให้เรียนและเรียนตามความชอบส่วนตัวด้วย ผมเห็นตารางว่างๆเลยลงเรียนอีกหนึ่งสาขาควบคู่กันไป

 


ใครที่บอกว่าไอ้ลู่เป็นคนดี สุภาพบุรุษแสนดีอะไรก็แล้วแต่คงยังไม่รู้จักมันดีสินะ ทุกคนรู้จักแต่ร่างพี่ลู่แสนดี คงยังไม่รู้ว่ามันมีร่างของ บอสหาน ซ่อนอยู่ 



จากที่ผมเล่าๆมาคุณเห็นผมเป็นคนประมาณไหน ไอ้ลู่ก็อย่างนั่นแหละครับ เพียงแต่ผมเป็นคนจะทำอะไรก็เปิดเผยครับ ไม่รักกินขโมยกินเหมือนมัน เบื้องหน้าคือเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ใครจะรู้ล่ะครับว่าเบื้องหลังเป็นยังไง เอาเป็นว่านิสัยเราก็คือๆกันแหละครับ ก็พี่น้องนี่เนอะ... 



ก็แค่มีวิธีแสดงออกที่ไม่เหมือนกัน ส่วนเรื่องหน้าตานี่ตัดไปได้เลย อย่าเอาผมสองคนมาเปรียบเทียบกันเลยดีกว่า กระดูกมันคนละเบอร์กันจริงๆ แต่ถ้าจะให้เทียบกันจริงๆ ก็รู้ๆว่าผมชนะขาดลอย อย่างไอ้ลู่ชาตินี้จะหาเมียได้รึเปล่าก็ไม่รู้ กลัวว่ามันจะได้เป็นเมียชาวบ้านเค้าแทนน่ะสิ แต่ถึงอย่างนั้นน้องผมมันก็แมนมากนะครับ และตอนนี้มันก็มีคนๆหนึ่งที่มันรักนักรักหนา

 

แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ถึงมันจะเคยมั่ว(?)ไปบ้าง แต่มันก็มั่นคงอยู่กับคนเดียว วันๆก็เห็นคลุกอยู่แต่กับน้องเค้า โทรไปทีไรก็อยู่แต่กับน้องตลอด ดูทรงว่าอยากจะเอาชนะผมมาก จนลืมว่าตัวเองก็มีใครอีกคนที่ต้องดูแลเหมือนกัน

 


 

เด็กข้างบ้าน.. กับเกมสนุกๆของผม

 



แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่ามันจะจริงจังเอาจริงขนาดนี้ นี่จริงๆมันต้องกราบขอบคุณผมซะด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่ผมจะแพ้พนันตั้งแต่วันแรกที่น้องเกิดนั้น ผมจะถือว่าพนันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ครบร้อยเปอร์เซ็น เพราะยังเหลืออีกหนึ่งข้อ




 

 

ผมโอเคกับเรื่องชายรักชาย เพราะทุกวันนี้ผมก็มีเด็กๆทั้งผู้หญิงผู้ชายคอยสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ อย่ามองว่าผมมั่วไปทั่ว ผมมั่วก็จริงแต่ทุกคนผมคัดสรรอย่างดี มันเป็นเรื่องธรรมดาที่บังเอิญผมเกิดมาหน้าตาดี ฐานะก็ดี มีหน้ามีตาในสังคม สำคัญเลยมีเสน่ห์ที่ดึงดูดทั้งสาวๆหนุ่มน้อยน่ารักๆทั้งหลายด้วยไงประเด็น แต่ก็นะถ้าจะให้ถึงขั้นแต่งงานเป็นการเป็นงานอยู่กินด้วยกันฉันท์คู่รักนี่ผม.....เซย์โนเลย  น้อท มาย สไตล์

 


จริงอยู่ที่ว่าความรักของคนสมัยนี้ไม่แบ่งเพศแบ่งอายุ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่มีอิสระอย่างนี้ที่คบหาอยู่กินกันได้อย่างเปิดเผย แต่สำหรับผมยังไงซะ 

 

ผู้ชายก็ถูกสร้างมาเพื่อให้คอยปกป้องผู้หญิง ให้คู่กับผู้หญิงเท่านั้น (ซึ่งแม่เอ็งก็เป็นผู้ชาย -*-)

 


แต่คุณรู้อะไรมั๊ย? ผมมีเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันที่นี่หนึ่งคน เค้าเป็นผู้ชายที่ผมมองยังไงก็ว่าเค้าไม่เหมาะกับผู้หญิง เค้าตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับผู้หญิงทั่วไปในประเทศนี้แน่นอนว่าตัวเล็กกว่าผมมากด้วย  เวลาเราเดินข้างๆกันเค้าจะกลายเป็นเด็กน้อยขึ้นมาทันที เค้าเป็นคนค่อนข้างขี้อาย เป็นคนที่ผมไม่กล้าพูดคำหยาบด้วย เป็นคนที่มีสีผิวที่ขาวสว่างเว่อร์เกินไป ซึ่งมันไม่ได้ดูซีดจนไม่น่ามองเหมือนคนป่วย ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เค้าดูเปล่งประกายเด่นสะดุดสายตาทุกครั้งทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมอง ครั้งแรกที่ผมเจอเค้าก็เพราะแสงขาวๆจากตัวเค้านั่นแหละ ฟังดูเหมือนเว่อร์ไปแต่มันคือเรื่องจริงครับ 

 

 

เราสองคนสนิทกันอย่างรวดเร็วเพราะเป็นคนเอเชียเหมือนกัน มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลกอะไรไม่รู้ที่เค้าดันเป็นคนเกาหลี และผมเองก็ย้ายมาอยู่เกาหลีตั้งแต่เด็กๆ เรื่องการสื่อสารจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเราทั้งสองคนเลย ตลกมั๊ยถ้าผมจะบอกว่าเพื่อนผมคนนี้ขายดีในกลุ่มผู้ชายด้วยกันมาก ส่วนผู้หญิงที่เข้าหาเค้าส่วนใหญ่จะถามแต่เรื่องใช้ครีมอะไรกินยาอะไรถึงได้ผิวขาวสว่างใสขนาดนี้ 


เค้าจะมีเรื่องมาเล่าให้ผมฟังทุกวัน เดี๋ยวรุ่นพี่คนนี้มาขอเบอร์ เดี๋ยวรุ่นน้องคนนั้นมาขอจีบ แต่ทุกคนคือเป็นผู้ชายทั้งหมด ฮ่าๆๆ แรกๆเค้าไม่รู้ก็ให้เบอร์ไป โทรคุยกันจนอีกฝ่ายเอ่ยปากขอเป็นแฟน เค้าถึงได้โมโหโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หลังจากนั้นถ้ามีผู้ชายคนไหนเข้ามาทำความรู้จัก เค้าจะเป็นคนให้ผมสแกนให้ก่อนว่าคนนี้จะมาในรูปแบบไหน จะได้รับมือถูก และปฏิเสธยังไงไม่ให้อีกฝ่ายเสียหน้า 

 

เค้าเป็นคนดี... คิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ดีจนผมคิดว่าไม่น่าจะมาสนิทและเป็นเพื่อนกับคนอย่างผมได้ ผมก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอกนะอย่าพึ่งด่วนตัดสินผม ผมแค่เลือกปฏิบัติว่าคนไหนควรดีด้วย คนไหนไม่ควรไปใส่ใจ เค้าเป็นคนเดียวที่เข้าใจผมมากที่สุด ในเวลาที่ผมเหนื่อย ผมท้อจากการเรียนที่อัดสมองจนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างให้มันได้จำอะไรเพิ่มอีกแล้ว 




เค้าคือคนที่คอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ ซึ่งถ้าเค้าเป็นผู้หญิงผมจีบเค้าไปนานแล้ว

 

เค้าเป็นเหมือนสีขาว ส่วนผมเป็นเหมือนสีดำ

 

สีดำ กับ สีขาวเข้ากันไม่ได้ 

 

แต่เราก็อยู่เคียงข้างกันได้

 


เพื่อนที่แสนบริสุทธิ์




เพื่อนที่เปรียบเสมือนแสงสว่างในชีวิตของผม

 

 

 

คิม จุน มยอน

 

 

 

อย่างที่บอกผมมาอยู่ที่นี่ได้5-6ปีแล้ว ที่นี่สวย อากาศดีตลอดทั้งปี ผมมีอิสระ อยากทำอะไรผมก็ทำ แต่ที่พ่อกับแม่กำชับนักหนาคืออย่าให้เสียการเรียนเสียการเสียงาน วันปกติอย่างจันทร์-ศุกร์ ผมจะเรียนตั้งแต่8โมงเช้าจนถึง6โมงเย็น ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ไปฝึกงานกับคุณลุง วนอยู่อย่างนี้มาตลอด5ปีเต็ม จนผมเรียนจบและได้ขึ้นมาบริหารอย่างเต็มตัว โดยมีเพื่อนสนิทอย่าง มยอน (ชื่อที่ผมใช้เรียกจุนมยอนสั้นๆ) ทำหน้าที่เป็นทั้งเลขาและที่ปรึกษา ตลอดระยะเวลา5ปีที่ผมรู้สึกทรมานนั้น ผมมีวิธีระบายความเครียดในแบบฉบับของผม



คิดว่าผู้ชายรักสนุกอย่างผมจะทำอะไรได้ล่ะครับ อะไรสนุกๆมันต้องเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดินสิ และตอนกลางคืนนี่แหละกลายเป็นเวลาที่ผมชอบที่สุด เพราะผมได้หลุดพ้นจากเรื่องน่าเบื่อในตอนกลางวัน ช่วงแรกๆผมเที่ยวเกือบทุกคืน ศึกษามาหมดคลับไหนน่าเต้น ผับไหนน่านั่ง บาร์ไหนสาวสวย ผมใช้เวลาจำและเลือกร้านที่ผมจะเวียนสลับกันไปขึ้นอยู่กับอารมณ์ในช่วงนั้นๆเพียงไม่นานผมก็ได้ร้านโปรดมา2ที่ แต่ตั้งแต่ผมเริ่มสนิทกับมยอน เค้าก็บอกให้ผมเพลาๆเรื่องเที่ยวลงบ้าง เพราะกลัวว่าผมจะตื่นไปเรียนไม่ทัน ผมถึงได้ลดๆเรื่องเที่ยวนอกบ้านลงเปลี่ยนที่เที่ยวมาไว้ในบ้านแทน 


การได้พาเด็กๆไปท่องกาแลคซี่มันน่าสนุกจะตาย แต่ก็มียกเว้นว่าวันไหนที่ผมเหนื่อยมาก แบบกลับบ้านโยนกระเป๋าทิ้งหัวถึงหมอนหลับเลยถึงได้งดเรื่องสังสรรค์ไป และอีกหนึ่งวิธีในการคลายเครียดของผมคือ การวาดรูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กาแลคซี่

 

 ในความคิดของคุณคิดว่ามันจะกว้างใหญ่และสวยงามขนาดไหน ผมว่ามันเหมือนผม ในความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไพศาลนั่นมีอะไรให้ต้องศึกษาและเรียนรู้อีกเยอะ มีความลับมากมายที่รอเวลาให้คนได้มาค้นพบและเปิดเผย ผมอาจจะไปกาแลคซี่จริงๆไม่ได้ แต่ผมก็สามารถสร้างกาแลคซี่ของผมเองได้ 


และผมก็สร้างมันขึ้นมาแล้วด้วย ซึ่งยังไม่มีใครได้เคยได้เห็นมัน รวมถึงตัวผมด้วย เพราะมันอยู่ที่เกาหลีสถานที่ที่ผมจากมากหลายปี

 

 

 ช่วงนี้ที่เกาหลีเป็นช่วงปิดเทอมผมเลยถือโอกาสบอกแม่ให้พาไอ้ลู่มาเที่ยวที่นี่ แต่กลายเป็นพ่อที่มาคนเดียวซะงั้น ตามปกติแล้วพ่อจะบินมาดูแลความเรียบร้อยและเช็คความคืบหน้าการเรียนการฝึกงานของผมอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว เดือนละครั้ง เพราะแม่เองก็ยุ่งๆไม่อยากจะทิ้งกิจการภัตตาคารอาหารจีนที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่มา ส่วนไอ้ลู่ดูเหมือนจะติด(ว่าที่)เมีย

 

 

วันนี้วันเสาร์แม้จะเป็นวันหยุดถ้าตามตารางปกติของผม ตอนนี้ผมคงจะนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับกองเอกสารที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น หรือไม่ก็นั่งประชุมกับพวกลุงๆหัวไข่ดาวผู้ถือหุ้น ฝ่ายบริหารแผนกนั่นนู่นนี่ หรือจะเป็นการประชุมพบปะกินข้าวกับพวกลูกค้า เฮ้ออออ~ วุ่นวาย น่าเบื่อ น่ารำคาญ แต่พอพ่อมาผมเลยว่างได้พัก วันดีๆอย่างนี้สมควรออกไปหาอะไรสนุกๆทำ นานๆทีจะว่างในตอนที่ฟ้าสว่างๆอย่างนี้

 

 

'ซอลฮยอนครับ... วันนี้พี่ว่าง อยู่ห้องใช่มั๊ย? เดี๋ยวพี่ไปหานะ'

 

 

หลังจากวางโทรศัพท์นัดแนะหาเรื่องสนุกทำแล้วผมก็ผิวปากอย่างอารมณ์ดี เดินควงกุญแจรถแล้วขับออกจากบ้านทันที เมื่อไปถึงก็เห็นเธอยืนสวยอวดหุ่นอันแสนเซ็กซี่รอผมอยู่.. ซอลฮยอนเป็นลูกสาวของบริษัทคู่แข่งกับบริษัทพ่อผมที่จีน เธอมาตีสนิทกับผมก่อน แรกๆดูเหมือนจะพยายามมาสืบหาข้อมูลจากผม แต่ไปๆมาๆก็กลายเป็นอย่าที่เห็นนี่แหละครับ เธออายุพึ่งจะ19เอง กำลังโตเป็นสาวสวยเลย

 

 

 

'พี่ฝานนนน คิดถึงที่สุดเลย ซอลโทรไปตั้งหลายทีไม่เห็นรับสายเลย... งอนดีมั๊ยคะเนี่ย' เธอพูดว่าจะงอนผมในขณะที่สองแขนของเธอกอดผมแน่น

 

 

 

'เราก็รู้ว่าพี่งานเยอะ'

 

 

 

ผมพูดพร้อมกับก้มหน้าลงไปฝังปลายจมูกลงบนแก้มใสที่ถูกประทินด้วยเครื่องสำอางค์ราคาแพงของเธอ

 

'ไม่ต้องเอาเรื่องงานมาอ้างเลยนะ!' เธอพลักผมออกเบาๆเอามือกอดอกแล้วหันหลังเดินจ้ำอ้าวเข้าไปข้างในโรงแรม ผมจึงสาวเท้าเดินตามเธอเข้าไปซึ่งเธอก็กดลิฟต์รอผมอยู่ก่อนแล้วไปยังชั้นเป้าหมายซึ่งก็คือห้องของเธอ คิดว่าผมจะง้อเธอด้วยวิธีไหนดี

 

 

หลังจากที่ผมพาซอลฮยอนไปท่องกาแลคซี่เสร็จแล้ว เธอก็รบเร้าให้ผมพาไปช็อปปิ้งกับกลุ่มเพื่อนๆของเธอ

 

 

'วันนี้พี่ฝานต้องตามใจซอลทุกอย่างเลยนะคะ'

 

 

เธอเอียงหัวมาซบที่ไหล่ผม ผมผละเธอออกแล้วก้มลงไปใช้ริมฝีปากกดปิดลงที่ริมฝีปากของเธอ เธอดูตกใจในตอนแรกเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนจะยอมเปิดปากให้ผมได้เข้าไปลุกล้ำในปากเล็กๆนั่นได้มากขึ้น เราแลกจูบกันอย่างดุเดือดไม่มีใครยอมใคร จนเดินมาถึงหน้าลิฟต์และประตูก็เปิดออกพอดี ผมดันตัวสาวชุดสีแดงที่รัดตึงไปทุกส่วนโค้งเว้าสุดเซ็กซี่เข้าไปในลิฟท์โดยที่ปากของเรายังยังประสานกันอยู่ จนผมสังเกตเห็นว่ามีเด็กผู้ชายอีกคนยืนอยู่ในนี้ด้วย ท่าทางล่กๆนั่นดูตกใจผมจึงยักคิ้วพร้อมวิ้งทักทายให้เค้า ใบหน้าเล็กๆได้รูปที่ดูมึนๆ ทำให้ผมนึกถึงใครบางคน

 

 

หญิงสาวผละออกจากผม ผมจึงใช้โอกาสนี้กวาดสายตามองดูร่างเล็กๆของผู้ชายตรงหน้าที่มองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว ตัวน่าจะเท่าๆกับมยอน ผิวขาวซีดเหมือนกัน ดูไม่เหมาะกับผู้หญิงเหมือนกันด้วย ผมมองสำรวจใบหน้าซีดขาวนั่นอย่างพิจารณา ไล่ลงไปตั้งแต่คิ้วสวย ดวงตาที่ดูเหมือนจะหลับแหล่มิหลับแหล่ จมูกเล็กๆน่างับเล่น พวงแก้มทั้งสองข้างที่มีรอยบุ๋มน่าจิ้มเวลาที่เค้าขยับปากขมุบขมิบ และมาหยุดที่ริมฝีปากอมชมพูชวนให้น่าสัมผัสนั่น อยู่ๆหัวใจผมก็เต้นรัว ซักพักเค้าก็ก้มหน้าหงุดมองพื้น ตาผมฝาดไปรึเปล่า ทำไมผมเห็นแก้มทั้งสองข้างเค้ามีสีแดงเลือดฝาดขึ้นจนกลายเป็นสีเข้มบนใบหน้าที่ซีดเซียวนั่น

 

 

 อะไรบางอย่างในตัวเค้า ทำให้ผมรู้สึกอยากทำความรู้จัก คิดได้ดังนั้นผมจึงก้มลงไปกระซิบบอกบอีกคนที่มาด้วยว่ามีประชุมต้องรีบไปเตรียมตัวก่อน เธอโกรธแต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเชิดหน้าใส่ผม

 

 

 

'ตอนนี้งอนพี่ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่กลับมาง้อ' ผมจงใจเน้นคำว่าง้อให้เธอเข้าใจใจความหมายที่ผมจะสื่อ

 

 

 

 ซึ่งมันก็ได้ผล

 

 

 

 เธอยิ้มเขินตีที่อกผมเบาๆก่อนจะยืดหน้าขึ้นมาฝากรอยลิปสติกสีจางไว้ที่ข้างแก้มผม

 

 

 

'รีบมานะคะ'  เธอพูดพร้อมกับประตูลิฟท์ที่เปิดออกและเธอก็เดินออกไป...

 

 

ผมก้มลงไปเก็บบัตรอะไรซักอย่างที่คาดว่าน่าจะเป็นของคนตัวเล็ก พลิกหน้าบัตรนั้นขึ้นมาดูแล้วยกยิ้มมุมปากพร้อมกับเรียกชื่อของเจ้าของ

 

‘จาง อี้ ชิง….’

 

 

‘……………..’

 

 หึ... คนเดียวกันจริงๆสินะ ตัวจริงดูดีกว่าที่คิดอีกแฮะ

 

 

‘ผมอู๋อี้ฝาน’

 

‘อ่ะนี่ คุณทำตกน่ะ’

 

 เค้าทำหน้าตกใจเหมือนกระต่ายตัวเล็กๆ คงงงที่ผมพูดภาษาเกาหลี แถมเรียกชื่อเค้าด้วย ผมยื่นบัตรนักเรียนให้เค้าแทนคำตอบ เค้ายื่นมือมารับไปแล้วรีบเก็บเข้ากระเป๋าแล้วกล่าวขอบคุณผม

 

 

‘ขอบคุณครับ’

 

‘มาเที่ยวหรอครับ? หรือเรียนที่นี่?’

 

‘ถ้ามาเที่ยว ให้ผมแนะนำสถานที่เที่ยวสวยๆให้เอามั๊ย? ผมอยู่ที่นี่มานาน คุณจะไม่ผิดหวังกับสถานที่ที่ผมแนะนำให้แน่นอน’

 

 เสียงเพราะดีนี่ ผมพยายามชวนอีกคนคุยอีกโดยแนะนำสถานที่เที่ยวสวยๆให้ ผมขยับเข้าไปเพื่อจะดูหน้าอีกฝ่ายให้ชัดๆ  ทำไมหน้าซีดแบบนี้วะ

 

‘คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ หน้าคุณซีดมากเลยนะ’

 

ผมเอ่ยถามอีกคนพร้อมกับใบหน้าของร่างเล็กที่ซีดลงเรื่อยๆ และคนตัวเล็กก็ตอบคำถามผมด้วยการเป็นลมล้มพับไปแทนคำตอบโชคดีที่ผมรับไว้ทัน

 



 


 
 

ลิฟต์หยุดลงที่ชั้น24 น่าจะพักชั้นนี้สินะ.... ประเด็นคือห้องไหนล่ะ?

 

จังหวะที่ผมอุ้มร่างเล็กขึ้นโทรศัพท์เค้าก็หล่นลงไปตกลงกระแทกพื้น ผมจึงก้มลงไปเก็บหน้าเจอที่สว่างจ้าทำให้เห็นภาพบนหน้าจอชัดเจน

 



‘………………’

 



เป็นรูปคู่ของคนที่นอนไม่ได้สติอยู่ในอ้อมแขนกับ น้องชายของผม

 



ลู่หาน...

 


หึ

 

เรื่องสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ

 




เจอกันเร็วกว่าที่คิดอีกแฮะ... นายคงไม่รู้ว่าฉันอยากเจอนายมากขนาดไหน จาง อี้ ชิง






‘หลับฝันดีนะ...’

 

‘เพราะฝันร้ายจะเริ่มขึ้นทันที ที่...มึงตื่น!’

 

 

 
























 

 

 



 



 

 
(:



 
 
































 












 
 


 

 









BlackForest                 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #77 Xingmin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:55
    เกี่ยวอะไรกับอี้ชิง
    #77
    0
  2. #11 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 12:00
    พี่อี้กับพี่ลู่เป็นรัยกัน????เล่นเกมส์บ้าอะไรกันระวังกรรมตามสนองนะคะพี่ฟานลู่เก่อ55555
    #11
    0
  3. #9 PenguinSeok (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 10:23
    คืองงอ่ะเล่นเกมส์อะไรกันแล้วทำไมเฮียฟานจะต้องมาทำร้ายอี้ รอๆๆๆ
    #9
    0
  4. #7 Jakkaran55 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 03:02
    ใช่จริงด้วย ว่าแต่ขุ่นพี่ชายโกรธแค้นอีนใดคะ?
    #7
    0