It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 4 : 0 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ก.ค. 60






4













 


'หิวข้าว~~' มีเวลาพอครับ เดี๋ยวพี่พาเดินดูทั้งคืนเลยก็ได้ แต่ตอนนี้ช่วยทำอะไรซักอย่างให้ท้องพี่หยุดส่งเสียงประท้วงก่อนได้มั๊ยครับ'




เสียงบ่นโอดครวญพร้อมซาวด์เสียงที่มาจากท้องของคนข้างหลังที่เดินตามผมอยู่สกิดให้ผมละสายตาจากประตูข้างหน้าที่ตอนนี้มือผมกำลังจับมันอยู่เพื่อเตรียมจะหมุนลูกบิดเปิดเข้าไปสำรวจด้านในโดยลืมตัวว่าเจ้าของห้องก็ยืนอยู่ด้วย ผมหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่บ่นงุ้งงิ้งแล้วยิ้มเจื่อนกลับไปเพราะลืมนึกถึงไปชั่วขณะ



'ขอโทษนะฮะ งั้นรอซัก10นาทีนะ..'  




ผมบอกคนตัวสูงกว่าด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดและขอโทษ อะไรๆที่อยู่นอกเหนือจากรัศมีของบ้าน โรงเรียน และห้างสรรพสินค้าใกล้ๆบ้าน ทุกอย่างสำหรับผมมันก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด เพราะผมเองก็นอกจากสถานที่ที่กล่าวมาก็แทบจะไม่ได้กระดิกตัวไปไหนเลย ไปได้ไกลสุดก็ต่างจังหวัด (บ้านพี่อี้ชิง) ผมมีพาสปอร์ตแต่ไม่เคยนั่งเครื่องบิน การจะเดินทางไปไหนมาไหนจะไปด้วยรถพ่อไม่ก็แม่ หรือไม่ก็รถสาธารณะตลอด ผมอยากลองไปเที่ยวต่างประเทศดูบ้าง อยากเห็นอะไรใหม่ๆ อย่างที่บอกว่าอะไรๆที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ความเป็นอยู่ อาหารการกิน วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งอุปนิสัยใจคอของแต่ละคนก็ตาม น่าสนใจสำหรับผมหมด จะว่าผมโรคจิตก็ได้นะ ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบมองดูผู้คน สังเกตการพูด บุคลิก การแต่งตัว ผมว่ามันน่าสนใจและน่าค้นหาดีเกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละคน ในที่นี้รวมทุกๆคนที่เกี่ยวข้องกับผมด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือแบคฮยอนเองก็ตาม ผมคิดว่าผมรู้จักพวกเค้าดีกว่าตัวเค้าเองอีก นี่เรียกได้ว่าอ่านใจได้เลยก็ได้นะ ฮ่าๆๆ แค่มองตาก็รู้แล้วว่าจะพูดอะไร






แต่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าความธรรมชาติที่ส่งมาให้เราเห็นนั้นมาเองโดยธรรมชาติหรือถูกสร้างขึ้นให้ดูเป็นธรรมชาติกันแน่





ที่รู้ แท้จริงอาจจะไม่รู้ หรือ รู้ แต่เลือกที่จะไม่รับรู้







 ผมคิดว่าผมรู้จักเค้าดีพอสมควร ผมรู้จักทุกคนดีจากการสังเกตทีละเล็กละน้อยผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกันในแต่ละวัน จนบางทีผมก็เผลอเก็บเอานิสัยบุคลิกของคนอื่นมาเป็นตัวเอง จนทุกวันนี้ผมยังสับสนอยู่เลยว่าตัวผมเองนี่นิสัยจริงๆเป็นคนยังไงกันแน่ ไม่แน่นะผมอาจจะติดนิสัยขี้อายนี่มาจากพี่อี้ชิงก็ได้ แต่ที่ผมชอบพี่ลู่นี่คือตัวผมเองจริงๆนะ -/-





ผมหลุดจากผวังความคิดตัวเองหลังจากรู้สึกเจ็บตรงบริเวณข้างแก้มโดยมีมือของอีกคนบีบมันอยู่ เจ้าของมือที่ว่ามองหน้าผมด้วยสายตาอ้อนวอนสุดชีวิตพร้อมกับทำปากบอกว่า หิว โดยที่ไม่มีเสียงใดๆเล็ดรอดออกมา มืออีกข้างก็วางอยู่หน้าท้องตัวเองพร้อมเสียงประกอบที่ดังออกมาเหมือนรู้จังหวะทำให้คนมองอย่างผเห็นแล้วอดน่าสงสารปนน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกันไม่ได้





ผมอมยิ้มเขินกับใบหน้าเหมือนลูกแมวขี้อ้อนของคนตรงหน้า แล้วรีบก้มหน้าหมุนตัวหนีเค้าเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมทำอาหารเย็นสำหรับ คืนแรก ของเราสองคน...





ผมเปิดถุงใส่อาหารสดที่ซื้อออกมาดูเพื่อดูว่าจะสามารถทำอะไรได้ในเวลาที่เร็วที่สุดสำหรับชายผู้หิวโหยในตอนนี้




 'ไม่ต้องพิธีรีตรองอะไรมากนะ พี่กินอะไรก็ได้ แต่เร่งมือนิดนึงก็ดี เพราะตอนนี้หิวมากกกกกก..'  



ผมพยักหน้าตอบพร้อมกับหมุนตัวไปหยิบกระทะมาเตรียมไว้ อีกคนที่เท้าคางมองผมอยู่เขยิบตัวลุกขึ้นเดินผ่านผมไปหยิบผ้ากันเปื้อนในลิ้นชักออกมาแล้วเอามาใส่ให้ผม




'ผมใส่เองก็ได้ฮะ..'




ผมบอกคนที่กำลังใส่ผ้ากันเปื้อนให้ผมอยู่อย่างขมักเขม้กโดยที่ผมได้แต่ยืนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูกอยู่กับที่ แขนทั้งสองข้างของเค้าโอบเอวของผมไว้ ระยะห่างระหว่างหน้าเราสองคนก็ใกล้กันมากเกินไป ทำให้ผมเซถอยหลังเพื่อเขยิบตัวออกแต่มือของคนตัวสูงข้างหน้าก็รั้งตัวผมไว้พร้อมสัมผัสอุ่นบริเวณหน้าผาก 



ผมก้มหน้าเขินด้วยความอาย ซ่อนใบหน้าที่ช่วงนี้มันขยันขึ้นสีได้เกือบจะตลอดเวลาลงมองป้ายชื่อนักเรียนที่ติดอยู่ตรงหน้าอกบนเสื้อนักเรียนของคนตรงหน้าแทน




'ตอนนี้เราสองคนเหมือนคู่รักที่พึ่งแต่งงานกันเลยว่ามั้ย... 




อยากกอด...'  




ที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกกอดหรอกเหรอ? ผมไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธคนที่บอกอยากกอดก็โน้มตัวลงมากอดผมโดยที่มือทั้งสองข้างยังค้างอยู่ที่เอวของผม ใบหน้าเนียนใสกดลงบนไหล่เล็กที่ค่อนข้างจะแคบกว่าผู้ชายปกติ 

จมูกที่ฝังลงบนไหล่ของผมก่อนจะเอียงขึ้นมาใช้ริมฝีปากแตะลงบนซอกคอขาวที่โพล่พ้นออกมาจากปกคอเสื้อในแบบยูนิฟอร์มของโรงเรียน ผมสะดุ้งตัวรู้สึกจำนวนไรขนบนตัวทุกเส้นพร้อมใจกันลุกขึ้นยืนตรง มือทั้งสองข้างที่วางขนาบข้างอยู่ข้างลำตัวยกขึ้นมาเพื่อดันหน้าอกคนข้างหน้าเพื่อเป็นสัญญานให้ถอยออก เค้าผละตัวออกจากตัวผม แต่มือที่โอบเอวอยู่เปลี่ยนมาจับไหล่ผมไว้แทน แล้วก้มลงมาเอาจมูกแตะแก้มผมอีกครั้งก่อนที่จะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับทิ้งประโยคแบบเด็กๆเอาไว้ชวนให้จั้กจี้หัวใจเล่น




'ทำเร็วๆนะ เค้าหิว'  




ให้ตายสิคนๆนี้ ขยันทำให้เขินได้แทบจะทุกเวลาจริงๆ กะจะไม่ให้ผมได้พักหน้ามั่งเลยรึไงนะแก้มจะแตกเอาเข้าซักวัน ยิ้มกว้างจนกลัวว่ามันจะฉีกเพราะความสุขที่มากล้นเกินกว่าที่จะทนได้ ผมยกมือขึ้นจับตรงบริเวณที่โดยขโมยแป้งที่แก้มด้วยความเขินอาย 





สัมผัสที่รวดเร็วแต่คงติดอยู่ในใจไปอีกนาน









---








หลังจากที่เราทั้งสองคนกินข้าวเย็นเสร็จ (ของผมข้าวเย็นส่วนของพี่ลู่ข้าวกลางวัน+ข้าวเย็น)  เราก็นั่งดูทีวีคุยกันเรื่องสรรเพเหระ ซึ่งส่วนใหญ่เค้าเป็นคนคุยส่วนผมก็นั่งนั่งทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี คอยตอบคำถามเค้าบ้าง การที่เราได้มานั่งนั่งคุยแบบนี้ทำให้ผมได้รู้อะไรอีกอย่างหนึ่งคือพี่ลู่เป็นคนที่คุยเก่งมาก มากกว่าจากปกติที่ผมรู้จักเค้ามา บางทีก็เหมือนจะคุยไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะภาษาเกาหลีของเค้าก็ยังไม่แตกฉานดีนัก ถ้าถามเกี่ยวกับเรื่องที่เค้าชอบเค้ารักโปรดปราณหรือถนัดเป็นพิเศษ เค้าจะโม้ไม่หยุดแถมพูดด้วยใบหน้าที่ดูตื่นเต้นมีความสุขตลอดที่พูดประโยคเหล่านั้นออกมา แต่ถ้าถามเรื่องที่เค้าไม่ชอบไม่พอใจคิ้วจะขมวดชักสีหน้าใส่ทันที  จริงๆก็เป็นกันแบบนี้ทุกคนนะผมว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะแสดงความรู้สึกออกมายังไง มากน้อยตามความรักกับไม่ชอบยังไง จากที่ดูๆแล้วผมว่าเค้าเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองอยู่พอสมควร 


ชอบบังคับแต่ฟังแล้วดูเหมือนขอร้อง อยากได้อะไรต้องได้ ถ้าไม่ได้อย่างที่ต้องการก็จะพยายามหา หรือเอาอะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงหรือคล้ายๆกันมาแทน ซึ่งอันที่ว่าคล้ายๆนั้นคือต้องดีกว่าอันที่อยากได้ในตอนแรกด้วย เป็นคนหัวรั้นดีๆนี่เอง




'เรามาเล่นเกมส์กันดีมั๊ย?'



คนข้างตัวผมพูดขึ้นหลังจากที่รายการวาไรตี้โชว์ที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมอย่างเรา2คนได้จนหายใจแทบไม่ทันจบลง ผมหันไปยิ้มตอบแล้วถามกลับไปว่าเกมส์อะไร




'มวยปล้ำ'  หะ.. หืมมม





'ในห้องนอนด้วย'  หะ.. ห๊ะะะ





'ใครแพ้ให้แก้ผ้านอน'







-[]-






'ฮ่าๆๆ พี่ล้อเล่นครับ เกมส์กระชับความสัมพันธ์ เล่นถามตอบกันแบบธรรมดาๆนี่แหละ ว่าชอบไม่ชอบอะไรอันไหนบ้าง หรือบอกอะไรก็ได้ที่เป็นปริศนาชวนให้คนฟังอยากรู้คำตอบ  ซึ่งมันจะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามอยากรู้เหตุผลหรือคำตอบของปริศนานั้นก็จะต้องทำอะไรก็ได้ตามคำสั่งของอีกฝ่ายซึ่งฝ่ายที่ถูกขอให้บอกเหตุผลก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่จะต้องกลับกันคือต้องเป็นฝ่ายทำตามคำสั่งเอง เข้าใจมั๊ยครับ?'





'ขะ เข้าใจฮะ..'





'เอาน่า สบายๆ ไม่ต้องเกร็ง คิดซะว่าเราจะได้รู้จักกันมากขึ้นไปอีกไง...... นะครับ'




ผมพยักหน้าตอบพร้อมกับที่เค้าจับผมให้หันหน้าเข้าไปหาเค้าเพื่อที่จะได้เริ่มเล่นเกมส์ โดยเค้าจะเป็นคนเริ่มก่อน




'พร้อมนะ'




'เอาง่ายๆสบายๆก่อนละกันเนาะ'




'อื้มมม'





'ชอบคนนี้...'  ^^/





'แต่ก็ไม่ชอบคนนี้'  ^^/  ห๊ะ?




นี่ง่ายๆสบายๆแล้วใช่มั๊ย?  เขาใช้นิ้วชี้จิ้มมาที่จมูกผมพร้อมกับหัวเราะร่วนทำหน้าทำตาเจ้าเล่ห์  ผมหรี่ตามองคนที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนผู้ชนะตรงหน้าก่อนจะฉีกยิ้มตอบกลับไป เหมือนจะยังรู้จักผมไม่ดีพอนะครับลู่เก่อ


 และผมก็เริ่มเกมส์ในส่วนของตัวเองแม้จะอยากรู้ว่าที่เค้าบอกว่าชอบผมในตอนแรกแต่กลับบอกไม่ชอบในตอนหลังมันหมายความว่ายังไงก็ตาม เดี๋ยวค่อยไปหาวิธีหลอกถามเอาตอนหลังก็ได้....เหรอ? คนขี้โกง ผมทำพูดบอกคนที่ยิ้มร่าหน้าบานอยู่ตรงหน้าแบบไม่มีเสียง T^T




'อยากรู้อะดิ อยากรู้ก็ถามครับ ไม่ต้องเก็บไว้ ฮ่าๆๆๆ' 



'แอบรักผู้ชายคนนึงมานานมาก ตอนนี้ก็ยังรักอยู่ และดูเหมือนจะรักมากขึ้นกว่าเดิมด้วย'




ผมยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างผู้กุมชัยชนะ พร้อมกับยักคิ้วให้ด้วยหนึ่งที ฮ่าๆๆๆๆ เกมส์นี้ดีจัง ทำให้ผมที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ไปเอาความกล้าหาญชาญชัยและความมั่นใจมาจากไหนไปยักคิ้วลิ่วตาให้พี่เค้าแบบนี้ บ้าไปแล้วสินะ คนตรงหน้าขมวดคิ้วทันทีทั้งที่ผมยังไม่ได้บอกสิ่งที่ไม่ชอบ




'ไม่ชอบ.... '






'................'






'ลู่ หาน'






'จบครับ..'





ผมชี้นิ้วไปที่หน้าอกด้านซ้ายตรงป้ายชื่อนักเรียนของคนข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้มกว้างส่งไปให้ 

รู้สึกดี 

รู้สึกมาเหนือ 

รู้สึกว่าตัวเองจะชนะ เพราะทั้งวันนี้ผมแพ้ก้มหน้าแก้มจะแตกมาตลอด ตอนนี้แก้มก็จะแตกเหมือนกัน แต่ความรู้สึกต่างกันตรงที่ผมคือผู้ชนะ ฮ่าๆๆๆ



ผมสังเกตสีหน้าคนตรงข้ามที่ขมวดคิ้วจนจะผูกกันอยู่รอมร่อ เหมือนจะตบตีกับความคิดตัวเองอย่างหนักผมจึงเอ่ยถามออกไป




 'มีอะไรก็ถามได้นะฮะ ไม่ต้องเก็บไว้หรอก' ก้ากกกกกก




'อย่าย้อนพี่ครับ.. ขอเวลาคิดแปปนึง'  เค้าบอกเสียงเครียด มองหน้าผมด้วยใบหน้าบึ้งตึง ผมก้มหน้าแอบหัวเราะคิดว่ายังไงเค้าน่าจะยอมแพ้ หุหุ




'ต่อเลยมั๊ย?'  ห๊ะ?




ผมเงยหน้าขึ้นหุบยิ้มทันที นี่ไม่อยากรู้เหรอ? อุตส่าห์เตรียมคำตอบไว้ให้แล้วแท้ๆ แล้วไอ้ยิ้มหน้าแมวๆนั่นหมายความว่าไง เมื่อกี๊ยังหน้าเป็นตูดอยู่เลย  ผมพยักหน้าแทนคำตอบเกมส์รอบที่สองจึงเริ่มขึ้น....





'พี่เคยคบและเป็นแฟนกับใครซักคนมาก่อน ซึ่งใครซักคนนั้น... เราเองก็รู้จัก แบคฮยอนก็รู้จัก แต่น่าจะรู้จักดีกว่าเรา ทั้งๆที่เราน่าจะรู้จักดีกว่าซะอีก ฮ่าๆๆๆ งงดีมั๊ย'






'..............'







'อืมม..ไม่รู้สิแต่ ไม่ค่อยชอบแบคฮยอน'







'จบครับ'










'มีอะไรจะถามมั๊ยครับคนเก่ง' ^^




ผมนิ่งคิดหน้าเครียด ไม่ซีเรียสเรื่องที่เค้าจะเคยคบกับใครอะไรยังไงมาก่อน ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะพี่ลู่เป็นคนหน้าตาดี เพอร์เฟคแมนที่หลายๆคนใฝ่ฝัน ถึงเราจะตัวติดกันตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด24ชั่วโมง ต่างคนก็ต่างมีเวลา ส่วนตัว เป็นของตัวเอง ที่อยากรู้คือ เค้าคนนั้น ผมรู้จัก? แบคฮยอนก็รู้จัก และที่บอกว่าไม่ชอบแบคฮยอน.....




ทำไม?



เพราะอะไร?



ก็เห็นคุยกันดีๆไม่ใช่เหรอ?



ที่แบคฮยอนพยายามเตือนผมเรื่องเค้าเกี่ยวอะไรกับเค้าคนนั้นรึเปล่า?



แต่ก็แปลกทำไมแบคฮยอนไม่บอกผมตรงๆไปเลย อือ นั่นสิ ทำไมไม่บอก



บอกว่าเป็นเกมส์กระชับความสัมพันธ์เพื่อที่จะให้เรารู้จักกันมากขึ้นใช่มั๊ย? ถ้าผมอยากรู้ก็ต้องยอมแพ้ใช่มั๊ย? คงต้องเป็นอย่างนั้นสินะ ผมพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่เกมส์ เล่นขำๆ อย่าไปซีเรียส แต่ทำไมในใจผมมันกลับรู้สึกหวั่นๆแปลกๆยังไงไม่รู้...




'เอาไงเรา หน้ายุ่งหมดแล้วเนี่ย หื้ม? ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่เห็นเราหน้าเครียดขนาดนี้' 


 คนพูดยกมือขึ้นมาวางบนหัวผมแล้วยีผมผมไปมาอย่าเคย ผมกอดอกก้มหน้าคิดหนักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่าย





(^^)/





(=*=)





'ยอมครับ...'




'ให้ถามมาก่อนเลยครับ เราอยากรู้เรื่องอะไร ส่วนเรื่องที่จะให้ทำอะไรเดี๋ยวบอกทีหลัง'




ผมหูไม่ฝาดใช่มั๊ย รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเค้าหัวเราะ หึหึ ในลำคอ ช่างเถอะ - - ตอนนี้ถามเรื่องที่อยากรู้ก่อนดีกว่า




'ที่บอกว่าไม่ชอบแบคฮยอน... เกี่ยวกับที่แบคฮยอนรู้จักกับคนนั้นรึเปล่าครับ..'  ผมถามออกไปเสียงเข้ม




'เครียดเกินไปปะเนี่ย พูดซะห่างเหินเชียว'



ผมบอกไปรึยังว่าพี่ลู่เป็นคนที่ค่อนข้างจะงี่เง่ากับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างนี้มากกกกก ชอบหวงชอบห่วงเรื่องไม่เป็นเรื่อง แรกๆตอนที่ยังไม่ได้เป็นแฟนกันผมก็คิดว่าเค้าคงบ่นไปเพราะเป็นห่วง ในฐานะพี่น้องที่รู้จักกันก็ฟังๆไป เพราะเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก แต่พอเปลี่ยนสถานะอาการหึงหวงห่วงของเค้าก็อัพเลเวลขึ้น อาทิ เช่น




'ทำอะไรอยู่ครับ'



'กำลังปริ้นส์รายงานอยู่ฮะ พรุ่งนี้อาจารย์นัดส่งแล้ว'




'ให้พี่ไปช่วยมั๊ย? เผื่อกระดาษบาดมือเราจะทำไง'




ตอนนั้นที่ฟังคือเขิน เค้าเป็นห่วงแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำให้ผมคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วว่า เค้าต้องมีใจกับเราบ้างแหละ พอมาย้อนดูดีๆ ผมว่ามันค่อนข้างจะ.... งี่เง่าไปนิด -*- หรือจะเป็นเรื่องการเดินก้มหน้า เพราะผมเป็นคนขี้อายอยู่แล้ว ปกติเดินก้มหน้าก็เดินได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่มาเสียสมดุลเพราะเค้าคนเดียวนั่นแหละ ชอบว่าผมเดินไม่ระวังงั้นงี้ มาบ่นๆให้ผมฟังละก็เก็บไปเคืองเองคนเดียว -*-  พิลึกคนมั๊ย?



เพราะเค้าเป็นคนเจ้าระเบียบ ทุกอย่างต้องอยู่ในแบบในแผนที่เค้าวางไว้  ไม่ได้แผนนี้ก็มีสำรองไว้อีกแผน ซึ่งอันนี้ผมก็เป็นแต่ก็ไม่ได้อะไรมากมาย แต่กับคนนี้นี่ผมขอใช้คำว่า เยอะ แล้วกัน แต่ผมก็โอเคนะเพราะมันทำให้ผมรู้ว่าเค้าแคร์และใส่ใจในตัวผมมากแค่ไหน รู้ว่าที่เค้าทำไป เพราะรักผมมากแค่ไหน -//-



ออกนอกอ่าวไปเยอะเลย เข้าเรื่องก่อนดีกว่า ฮ่าๆๆ





พูดเพราะๆไม่ชอบงั้นก็ได้




'ไอ้บ้า! ทำมะ? เพื่อนฉันมันไปทำอะไรให้ถึงไม่ชอบมัน หรือความลับเยอะแล้วมันไปรู้เข้า..'




'..............'




ผมมองหน้าคนที่บอกว่าตัวเองแมนแต่หน้าสวยตรงหน้าแล้วพูดประโยคเดิมแต่เปลี่ยนการพูดในแบบปกติของผม ยอมรับว่าแพ้ แพ้ทุกอย่าง แพ้ทุกทาง  แพ้ ไม่น่าไปหลงรอยยิ้มเหี่ยวๆนั่นเลยจริงๆ




เมื่อเห็นเค้านิ่งไปผมเลยทวนคำถามให้เค้าอีกรอบ



'ที่บอกว่า ไม่ชอบแบคฮยอน... เกี่ยวกับที่แบคฮยอนรู้จักกับ คนนั้นรึเปล่า..... ฮะ' 


ผมก้มหน้าแอบรู้สึกผิดที่พูดจบประโยคเพราะสายตาที่เค้ายังจ้องผมอยู่เป็นแววตาที่ผมดูไม่ออกว่าเค้ากำลังคิดอะไร ดูน่ามองไปอีกแบบ ให้ตายเถอะรู้สึกหน้าจะร้อนขึ้นมาอีกแล้ว



 ในเวลาและสถานการณ์อย่างนี้ผมยังจะมีอารมณ์มาเขินเค้าอีกคิดดูเถอะว่าเค้ามีอิทธิพลกับผมมากขนาดไหน ความคิดในหัวนี่ตีกันให้วุ่นวายไปหมด แต่พอเห็นหน้าเค้า ยิ้มของเค้าเท่านั้นแหละ ลืมหมดทุกสิ่งอย่าง... นี่รึเปล่าที่เป็นข้อดีของ ความรัก แค่เห็นใบหน้า รอยยิ้มของคนที่รักก็หายเหนื่อย รู้สึกมีพลัง เหมือนเป็นที่ชาร์จแบตของหัวใจ เน่าได้อีก ฮ่าๆ รู้สึกว่าผมจะออกอ่าวออกทะเลอีกแล้ว ใครมีแหมีอวน (มี แห มี อวน) อยากได้ปลาอะไรฝากผมได้นะฮะ นอกจากจะผลิตมะเขือเทศได้จากใบหน้าก็หาหอยปูปลาได้อีก เก่งมั้ยล่ะผม ฮ่าๆๆ เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า





'เป็นคำถามที่ดีนะ เข้าใจถามนะเรา อืมมมม... '




ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าหลังจากที่เค้าเงียบไป มือที่เท้าคางตัวเองเหมือนกำลังใช้ความคิดเรียบเรียงคำพูด ก่อนจะใช้มือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของผม ผมเห็นเค้าทำท่าเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่พูดซะที ผมจึงยกมือขึ้นไปวางลงที่แก้มเค้าพร้อมกับพูดออกไปว่า




'ถ้าลำบากใจที่จะพูด ไม่ต้องพูดก็ได้นะฮะ'


เอาอีกแล้ว มือนี่นี่นะ ทำไมอาจหาญไปจับพี่เค้า



'ไม่เป็นไรครับ เกมส์ยังไงก็ต้องเป็นเกมส์ พี่เป็นคนเริ่มเรื่องเอง ยังไงซะซักวันเราก็ต้องรู้อยู่ดี งั้นก็รู้มันตอนนี้ไปเลยดีกว่า..'




'เรื่องที่ไม่ชอบแบคฮยอนไม่เกี่ยวกับคนนั้นครับ ที่ไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะ....'




'เพราะ...?'




'เพราะเราสนิทกันเกินไปไง ก็เคยบอกไปแล้วว่าพี่หวง'









//ในตอนนั้นก็โกหกสินะ ผมนี่โง่เง่าสิ้นดีคิดเข้าข้างแต่ตัวเองว่าเค้ารักมากมายขนาดนั้น น่าสมเพช//











'แต่ แบคเป็นเพื่อนสนิทผมนี่ฮะ'



'ก็ไม่รู้แหละ หวงก็คือหวง'



'เคลียร์ละนะเรื่องนี้ มีอะไรจะถามอีกมั๊ยครับ'



เก่งอ่ะผู้ชายคนนี้ ตอนแรกทำเหมือนเรื่องซีเรียส แต่เปลี่ยนอารมณ์มายิ้มร่าหน้าเหี่ยวได้เหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไร แต่ที่แย่กว่าคือผมดันเคลิ้มตามอารมณ์เค้านี่สิ นี่เรายังอยู่ในเกมส์กันใช่มั๊ย ไม่ไหวเลยจริงๆผม



ผมรวบรวมสมาธิอีกครั้ง ทบทวนสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ และนึกย้อนคำถาม.... ก่อนจะถามอีกข้อออกไปให้คนที่ยังยึดไหล่ผมอยู่ฟัง




'คนนั้น....ที่ผมและแบคฮยอนรู้จัก เค้าคือใครหรอฮะ'




มือที่จับไหล่ผมอยู่บีบแน่นขึ้น สีหน้าเค้าจากตอนแรกที่ยิ้มอยู่เริ่มเปลี่ยนเป็นเหมือนลำบากใจ จะเอายังไงกันแน่เนี่ย เรื่องคนนั้นอะไรนั่นผมไม่สนใจหรอก แต่มันน่าสนเพราะเค้าบอกว่าผมรู้จักนี่แหละ อยากรู้




'บอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไรฮะ...'



ถึงปากจะบอกตรงข้ามกับความคิดไปแบบนั้น แต่ในใจลึกๆผมก็ไม่อยากให้เค้าบอกอยู่ดี อะไรบางอย่างมันทำให้ผมรู้สึก..... กลัว



ผมยกมืออีกข้างขึ้นไปประกบที่ข้างแก้มเค้าอีกครั้ง ยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นสิ่งตอกย้ำว่าผมไม่เป็นไรถึงเค้าจะไม่บอก



นังมือไม่รักดี ฮืออออ 



ใจกล้านะแต่ท่าทางเงอะงะสุด




'ขอโทษนะ พี่ก็อยากให้เรารู้ แต่...'




ผมส่ายหัวรัวเปลี่ยนมือมาใช้นิ้วชี้เพื่อห้ามไม่ให้เค้าพูดอะไรต่อ รู้สึกน้ำตามันเอ่อล้นและพร้อมที่จะไหลถ้าเค้าพูดอะไรออกมาตอนนี้ อะไรกัน ผมก็ไม่เข้าใจตัวเอง อะไรซักอย่างที่มันกวนใจผมอยู่ บางอย่างที่ถ้าเค้าบอกแล้วผมกลัว กลัวว่าเราจะไม่เหมือนเดิม...




'โอเคครับ งั้นไม่พูดนะ'  เค้าดูตกใจที่เห็นน้ำตาผม แล้วเค้าก็ดึงตัวผมเข้าไปกอดลูบหลังเหมือนปลอบผมทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมร้องไห้ทำไม







'เป็นไรเนี่ยเรา ทำไมวันนี้ดูอ่อนไหวจัง ร้องไปกี่รอบแล้วหื้ม?'




ผมยกแขนขึ้นกระชับเอวของอีกฝ่ายแน่น เสื้อนักเรียนของเค้าเลอะไปด้วยคราบน้ำมูกน้ำตาของผม ทำไมผมเป็นแบบนี้  เรื่องที่ค้างอยู่ควรไปถามจากแบคฮยอนดีมั๊ย ทำไมผมรู้นึกกลัวคำตอบของพวกเค้าจัง




'ไม่ให้พูดนะ... ห้ามพูดด้วย...'



'สัญญานะว่าจะไม่พูดถ้าผมไม่ถาม'



ผมพูดเสียงอู้อี้ทั้งสะอื้นไห้ เพราะหน้าซุกอยู่ตรงอกเค้า



'ครับ ไม่ถามไม่พูดนะครับ ขอโทษด้วยที่เป็นคนเริ่มเรื่อง'



ผมพยักหน้าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ



'โอ๋ๆ เด็กน้อย กี่ขวบแล้วเนี่ย ขี้แยไม่เปลี่ยนเลย'



'ผมเป็นเด็กน้อยแล้วจะดูแลผมเหมือนเดิมมั๊ย? ผมขี้แยแล้วจะกอดปลอบผมเหมือนเดิมรึเปล่า'




'ลู่ หาน ก็ยังคงเป็นลู่เก่อของน้องมินซอกขี้แยเหมือนเดิม และจะดูแลตลอดไปครับ โอ๋เอ๋นะ'





คนตัวสูงกว่าพูดทีเล่นทีจริงกอดโยกตัวผมไปมา





ถ้าบอกว่าเค้างี่เง่า... ผมงี่เง่ากว่า






งี่เง่า... ที่รักเค้ามากเกินไป






จนกลายเป็นเห็นแก่ตัว....






ผมไม่รู้ว่าเค้ารักผมมากแค่ไหน... แต่ผมเชื่อว่าผมรักเค้ามากกว่าที่เค้ารักผมแน่นอน เพราะผมเริ่มรู้สึกดีๆกับเค้าก่อน






ละเกมส์ก็จบลงโดยมีน้ำตาแห่งความอ่อนไหวและความพ่ายแพ้ (ในเกมส์) ของผมไป....















---










10:27 AM






ผมขยับตัว เปลือกตาที่หนักอึ้งเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องค่อยๆลืมตาเปิดเพื่อปรับแสงกับแสงไฟภายในห้อง ก่อนที่ผมจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เสียงหนึ่งก็เอ่ยออกมาก่อน




'ตื่นแล้วหรอ'




ตอนนี้ผมอยู่กับพี่ลู่สินะ วันนี้เรามาค้างที่คอนโดของเค้า ผมทำกับข้าว เรากินข้าวเย็นฝีมือผมด้วยกัน เราเล่นเกมส์ แล้ว........


อ่า


น่าขายหน้า นี่ผมกอดเค้าร้องไห้จนหลับไปหรอ? คิมมินซอก นายทำอะไรลงไป ผมยกมือขึ้นปิดหน้าซ่อนไร่มะเขือเทศข้างแก้มที่สุกแดงพร้อมเก็บเกี่ยว คนที่นั่งให้ตักผมหนุนแทนหมอนชะโงกหน้าเข้ามาใช้ปลายจมูกแตะลงบนหน้าผากของผมก่อนจะพูดด้วยประโยคที่ทำให้ผมได้แก้มจะแตกอีกรอบ



'เด็กน้อยจริงๆ ร้องไห้จนหลับ ฮ่าๆๆๆ'



'ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ'




ผมกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะหันไปค้อนให้อีกคนที่นั่งหัวเราะอยู่




'ฮ่าๆๆ ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำครับ ดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปเรียนสาย เดี๋ยวพี่ล้างจานรอ'  เค้ายิ้มอย่างอ่อนโยนเอามือมายีผมผมจากนั้นนั้นก็ลุกเดินเข้าไปในครัว  ผมจึงลุกขึ้นเดินตามเค้าไป แต่ไปอาบน้ำนะ




ผมเดินตรงไปยังประตูบานเดิมที่ยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ (ซึ่งพี่ลู่บอกแล้วระหว่างที่เรานั่งกินข้าวด้วยกันว่ามันคือห้องนอนธรรมดาๆ)  ผมจับลูกบิดเปิดเข้าไปแล้วตรงไปหยิบเสื้อผ้าที่แขวนอยู่หน้าประตูตู้ (เสื้อผ้าพี่ลู่เตรียมมาไว้ให้)  ระหว่างที่อาบน้ำแช่ตัวคิดอะไรเพลินๆผมก็นึกอะไรขึ้นมาได้ คืนนี้ผมกับพี่ลู่จะค้างด้วยกันที่นี่ 


ที่นี่คือคอนโดพี่ลู่ เป็นห้องที่หรูหราและใหญ่มาก แต่..... มีห้องนอนแค่ห้องเดียว - -  เอ่ ~ แต่เค้าคงจะไม่ให้ผมนอนโซฟาหรอกใช่มั๊ย ถึงมันจะใหญ่และนอนได้ก็เถอะ  แต่ถ้าผมได้นอนเตียงแล้วให้เจ้าของห้องไปนอนโซฟามันก็ยังไงๆอยู่มั๊ย?  หรือนอน... ด้วยกัน... ไปเลย.... เอ่อ พึ่งตกลงเป็นแฟนกันวันแรก ดูจะเร็วไปนิด ถึงเราจะเคยนอนด้วยนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่นั่นมันก็ตอนที่ยังเป็นพี่น้องกันอยู่ ตอนนี้สถานะมันเปลี่ยนไปแล้ว ออกจะเขินๆอายๆอยู่นะ ถ้าแบคฮยอนรู้นะ ได้เอามาล้อไปสามชาติแน่




หลังจากตบตีกับความคิดตัวเองผมก็รีบแต่งตัวและออกมาจากห้องน้ำ เห็นพี่ลู่นั่งดูทีวีอยู่บนปลายเตียงโดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันไว้รอบเอวเหมือนรอจะอาบน้ำต่อจากผม  ทำไมไม่ไปถอดในห้องน้ำ เค้าลุกขึ้นเดินมาหาผมแล้วยิ้มหวานตามฉบับเค้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วหวั่นๆสยิวกิ้วในใจแปลกๆ




'ดูทีวีไปพลางๆก่อนนะ ถ้าง่วงก็นอนไปได้เลย'




ผมพยักหน้าเข้าใจตอบกลับก่อนที่เค้าจะหันหลังกลับไป ผมก็ท้วงเค้าไว้เพื่อถามอะไรออกไป



'ละ..แล้วพ จะให้ผมนอนตรงไหนฮะ'



เค้าทำหน้างงก่อนจะตอบด้วยดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มบนใบหน้าที่ติดจะดูเจ้าเล่ห์ว่า



'ก็เตียงนี่ไง'



'แล้ว...?' ผมชี้ไปที่ตัวเค้าแทนคำพูดแล้วเปลี่ยนมาเกาคอตัวเองแก้เขินไม่กล้ามองหน้าเค้าตรงๆ กลัวมองต่ำลงไปกว่านั้น ฮือออออออ



'ถ้าเราลำบากใจเดี๋ยวพี่นอนโซฟาก็ได้'



'มะ ม ไม่ใช่นะฮะ'



ผมปฏิเสธเสียงแผ่ว ห้องนี้ก็ห้องเค้าจะให้เจ้าของห้องไปนอนโซฟาทำไม



'ผมนอนโซฟาเองก็ได้ฮะ ห้องก็ห้องพี่เตียงก็ของพี่...'




'คิม มิน ซอก ก็ของพี่'








-/////////-







'ไม่เป็นไรครับ เรานอนเตียงไปเถอะ'



เอาไงดี ผมก็รู้สึกไม่ดีนี่นาา ถึงจะเขินจะอายที่เราจะต้องมานอนเตียงเดียวกัน แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้หญิง อย่างน้อยเราก็ผู้ชายเหมือนๆกัน คงไม่เป็นอะไรหรอก ใช่ว่าเราจะไม่เคยนอนด้วยนี่นา



'นอน... นอนด้วยกันก็ได้ฮะ'



'แน่ใจนะ?'



'ฮะ.. '








หวังว่าผมคงตัดสินใจถูกนะ.....










00:12AM



ผมยังนอนดิ้นไปดิ้นมาพลิกซ้ายทีขวาทีพร้อมกับเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผมทั้งที่ภายในห้องนี้เปิดแอร์ด้วยอุณหภูมิที่เย็นจัดไม่ได้แคร์เลยว่าตอนนี้ก็หน้าหนาวแล้ว เพราะด้วยความที่ผมเป็นคนขี้ร้อน อะไรนิดๆหน่อยๆเหงื่อผมก็ออกเหมือนตากฝนแล้ว คนข้างกายผมจึงปรับแอร์ด้วยอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำทั้งที่ความจริงแล้วก็ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ แล้วดูเหมือนเค้าจะไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรทั้งที่บอกผมตั้งแต่แรกว่าหนาวยังงั้นยังงี้ ดูตอนนี้สิ... หลับเป็นตายเลย



ผมพยายามข่มตายังไงก็หลับไม่ลงจริงๆ ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ขยับตัวให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะเกรงใจคนข้างๆจะรำคาญและพลอยทำให้ตื่นเอาได้




ได้นอนบนเตียงของคนที่ชอบ...




ได้นอนข้างๆกัน... (ถึงจะมีหมอนข้างขนาดเท่าตัวจริงของโรดัลโน่กั้นกลางอยู่ก็ตามเถอะ -*-)



แต่คือ... เตียงเดียวกันไง



เป็นแฟนกันแล้วด้วยไง... ใครจะไปหลับลง



'เป็นอะไรึเปล่าเรา ดิ้นไปดิ้นมา'  ละผมก็ทำให้เค้าตื่นจนได้



'หรือปวดแผลที่หัวอยู่ กินยามั๊ย? เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้ รอแปปนึงนะ'  พี่ลู่พูดพร้อมกับทำท่าว่าจะลุกไปเอายามาให้ผมจริงๆ ผมเห็นดังนั้นจึงคว้าแขนเค้าไว้ก่อนแล้วส่ายหน้าไปมากะอิแค่โดนดีดหน้าผาก




'เปล่าฮะ.. มันแปลกที่ เอ่อ... ผมเลยนอนไม่หลับ'  ผมบอกกับอีกฝ่ายแล้วปล่อยมือที่จับแขนเค้าออก



'งั้นหรอ... แน่ใจนะ หรือเรายังคิดมากเรื่องเกมส์'  อุตส่าห์ลืมไปแล้วนะ - -



'เปล่าฮะ แค่แปลกที่เฉยๆ ไม่มีอะไรจริงๆฮะ'  ผมพยักหน้ายืนยันในคำตอบหลังจากที่เห็นแววตากังวลที่ดูเหมือนไม่เชื่อผมอยู่



'งั้นให้พี่เล่านิทานให้ฟังเอามั๊ย?'



'ผมไม่ใช่เด็กซะหน่อย'  ผมยู่ปากตอบเค้าด้วยน้ำเสียงติดจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่



'หรอออออ ไม่เด็กเลยยยยย... วันนี้ใครไม่รู้ร้องไห้งอแงขี้แยทั้งวัน ร้องจนหลับนี่ไม่เด็กเลยยยยยย'



'ไม่ให้พูดนะ... ห้ามพูดเลยด้วย..'



คนแมนหน้าแมวตอนนี้กำลังยู่หน้าแอ๊บเสียงล้อเลียนผมอยู่ ผมจึงทุบตรงหน้าอกเค้าไปหนึ่งทีโทษฐานแอคติ้งโอเว่อร์เกินจริง



'ผมทำเสียงแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน'



'ถ้าผมเป็นเด็กน้อยแล้วจะดูแลผมเหมือนเดิมรึเปล่า? ผมขี้แยแล้วจะกอดปลอบผมเหมือนเดิมรึเปล่า.. งือๆ'



'พี่ยู่ตอบป๋มมาสิฮะ ตอบป๋มสิ..'



คนตรงหน้ายังคงแสดงล้อเลียนผมไม่จบ ยิ่งทำให้แก้มทั้งสองข้างของผมเริ่มขึ้นสีอีกครั้ง



'ผมไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย'



'ดูแลเค้าหน่อยนะ ดูแลมินซอกน้อยๆคนนี้ด้วยนะ นะพี่ลู่นะ ห้ามทิ้งเค้านะ'



'ผมไม่ได้พูดแบบนั้นนะ'



ผมล้มตัวลงหยิบผ้าห่มมาคลุมโปงหนีคนขี้แกล้งที่ล้อผมอย่างสนุกสนาน ผมกระชับกำผ้าห่มในมือแน่นทั้งอายตัวเองทั้งโมโหแต่ก็เขินในเวลาเดียวกัน



'รับปากสิว่าจะดูแลเค้า สัญญาสิลู่เก่อสัญญากับเค้ามาเดี่ยวนี้นะะะะ ฮ่าๆๆๆ'



ผมหยิบหมอนที่นอนหนุนอยู่ฟาดออกไปที่ตัวคนที่ยังล้อผมอยู่ไม่จบทำให้เค้าหยุดหัวเราะเปลี่ยนมาทำหน้านิ่งขรึมก่อนจะ



'พี่ตีเค้าตะไม ไหนบอกจะดูแลเค้าไง คนผิดสัญญา ฮืออออออ'



'หยุดล้อผมเดี่ยวนี้นะ'  ใครก็ได้เอาคนๆนี้ไปเก็บที



'ฮ่าๆๆๆ โอเคครับ ไม่ล้อแล้วๆ เอาล่ะดึกมากแล้ว นอนได้แล้วนะ'



ใครมันจะไปหลับลง ตาสว่างกว่าเดิมอีกเหอะ



'งั้นกินนมมั๊ย เดี๋ยวพี่ไปอุ่นมาให้'



'ไม่เอาฮะ ขี้เกียจแปรงฟันอีกรอบ'



'เดี๋ยวพี่แปรงให้ก็ได้'



คนพูดใช้มือมาบีบจมูกผมเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนมือมาอังที่หน้าผากผมแทน ผมยู่ปากตอบกลับไปพร้อมกับส่ายหัว



'งั้นกินยาหน่อยละกัน เราตัวรุมๆนะ คืนนี้อากาศเย็นด้วยเดี๋ยวตื่นมาเราจะไม่สบายเอา' ผมพยักตอบรับตอบรับและเค้าก็ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อนเดินออกไปเอายามาให้ผม 



เค้าจะรู้มั้ยว่าไอ้ที่อากาศเย็นๆเนี่ยไม่ใช่เพราะอากาศ


'ผมยุ่งหมดแล้ว' 



 ผมพึมพำพูดกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งไม่เป็นทรงเพราะโดนคนขี้แกล้งยีเล่นก่อนจะเดินออกไป  ผมลุกขึ้นออกจากเตียงแล้วเดินไปแหวกผ้าม่านตรงหน้าประตูใสแล้วเปิดออกดูถนนในยามค่ำคืนในใจกลางกรุงโซลที่ตอนนี้เงียบสงบ แต่ก็ยังมีรถราขับสัญจรไปมาตลอดเป็นระยะไม่เยอะเท่าตอนกลางวัน 


แสงสีจากไฟที่ประดับอยู่ตามตึกรามบ้านช่อง อาคารห้างร้าน บริษัท ร้านอาหาร ภัตตาคาร ตลอดจนซุ้มของกินอร่อยๆที่เปิดท้ายขายอยู่บนรถตามข้างทาง ซึ่งร้านอาหารเคลื่อนที่แบบนี้อร่อยระดับโรงแรมหรูเลยทีเดียว ผมกับแบคฮยอนชอบซื้อกินกันเป็นประจำ มองดูแล้วก็เพลินไปอีกแบบ บนท้องฟ้าสีดำที่มืดสนิทมีแสงสีขาวจุดเล็กๆที่แต่งแต้มอยู่ประปรายช่วยทำให้ท้องฟ้าที่มืดดำไม่ดูน่ากลัวจนเกินไป โอกาสน้อยนักที่จะเห็นดาวได้ชัดๆในใจกลางกรุงโซลที่แสนวุ่นวายอย่างนี้ 



ผมหลับตาสูดเอากลิ่นความรู้สึกดีๆเข้าเต็มปอด ภาพเหตุการณ์ กิจกรรม กิจวัตรต่างๆที่เคยทำกับเค้าตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันฉายเข้ามาตอกย้ำเรื่องราวระหว่างเราสองคนให้ผมได้ยิ้มตามเมื่อคิดถึง





เราเปลี่ยนสถานะจากที่เคยดูแลห่วงใยกันแบบพี่น้องมาดูแลห่วงใยกันแบบ... คนรัก





เค้ายังคงเหมือนเดิมในแบบที่เค้าพูดไว้ ยังคงเป็นพี่ที่ดูแลผมตั้งแต่ผมเด็กๆจนตอนนี้ผมโตพอที่จะดูแลตัวเองได้เค้าก็ยังคงดูแลผมอยู่ เค้ายังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มากไปหรือน้อยไป (ตัดงี่เง่าเรื่องเล็กๆน้อยๆไป) แม้เราจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นแฟนกันแล้วก็ตาม ในวันเดียวที่ตกลงคบกัน ผมได้เห็นเค้าในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น แม้ผมจะรู้จักเค้าดีแล้วก็ตาม(?) โมเม้นที่แตกต่างกันระหว่างพี่น้องกับคนรัก เช่น ความขี้อ้อนของเค้าจะมากขึ้น ชอบเคืองและงี่เง่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง เค้าชอบแกล้ง ชอบฉวยโอกาส ภายใต้ใบหน้าหวานๆนั่นเค้าซ่อนวิธีรุ่มร่ามทำเนียนกับร่างกายของผมได้ในระดับเวิร์ลคลาสมาก ที่สำคัญคือผมไม่รู้ตัวด้วยนี่สิ รู้ตัวอีกทีก็ดันเคลิ้มไปกับเค้าแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เค้าก็ยังเป็น ลู่หาน เป็นคนดี ให้เกียรติผมเสมอ 



เป็นพี่ชายข้างบ้านที่ผมแอบรักอยู่เหมือนเดิม 



แต่ไม่เหมือนเดิมตรงที่ตอนนี้ผมไม่ต้องแอบอีกต่อไป




หวังว่าวันพรุ่งนี้ วันต่อๆไป ไปจนถึงอนาคต เราจะมีความสุขด้วยกันอย่างนี้ตลอดไปนะ...



'ยืนยิ่มอะไรคนเดียวหื้อเรา'



อากาศภายในห้องที่เย็นถูกไออุ่นจากคนที่ตัวสูงกว่ากว่าโอบกอดจากข้างหลัง มือแสนซนโอบกอดรอบเอวผม คางแหลมเกยอยู่บนไหล่ แผ่นหลังของผมแนบชิดกับอกของเค้า รู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ โชคดีที่เราไม่ได้เปิดไฟและผมยืนหันหลังอยู่ ไม่งั้นเค้าต้องเห็นแน่ๆว่าหน้าผมนั้นแดงขนาดไหน...



'ดีจังเลยนะฮะ..'



'อะไรหรอครับที่ว่าดี'



'ทุกอย่างเลยฮะ... ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ผม.... มีความสุขมาก'



ผมวางมือลงบนมือของเค้าที่วางอยู่บนหน้าท้องของผม ยิ่มด้วยความเขินอายที่เค้าไม่มีโอกาสได้เห็น



'งั้นเราก็มาอยู่ด้วยกันอย่างนี้ทุกวันวันเลยดีมั๊ย?'



คนพูดกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพร้อมกับซุกหน้าลงบนไหล่ผม ผมพยักหน้ามือที่จับมือเค้าอยู่ออกแรงบีบเบาๆเน้นย้ำในคำตอบของตัวเอง




'พี่ว่า......'




คนพูดเงยหน้าขึ้นจากไหล่ผมแล้วเปลี่ยนมากระซิบข้างๆหูผมแทน จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของเค้าที่เป่ารดต้นคอผมอยู่ มันจั้กจี้หยึยๆดีๆ  'ฮ...ฮะ'  ผมตอบรับและรอฟังประโยคต่อไปด้วยหัวใจที่เต้นแรงจนผมกลัวว่าคนที่กอดผมอยู่จะได้ยินเอา




'เรา... หมั้นกันดีมั๊ย?'









'พี่พูดอะไร'



ผมตกใจแล้วก็ดีใจ แต่แอบขนลุกนิดหน่อยเพราะทุกครั้งที่เค้าพูดปากเค้าจะเฉียดโดนหูผมตลอด



'อะ เอ่อ.... คือ เรารู้จักกันนานก็จริงนะฮะ ตะ.. แต่พึ่งตกลงคบกันยังไม่ทันข้ามวันดีเลย.. อี..ก อีกอย่างเรายังเด็กกันอยู่เลย'




ผมบอกกับอีกคนพร้อมกับหมุนตัวกลับไปคุยกับเค้า แต่มือเจ้ากรรมของเค้าก็ยังกอดอยู่ที่เอวของผม เค้ากระชับรั้งให้ตัวผมเข้าไปใกล้เค้ามากขึ้นจนผมมองหน้าเค้าได้ไม่ชัด ด้วยความที่ความเขินมันมีมากมายเกินไปผมจึงใช้มือทั้งสองข้างดันอกเค้าเบาๆเพื่อที่จะขยับตัวออก




'ไม่รู้ตัวหรอว่าตัวเองน่ารัก.. ก็พี่หวงอ่ะ อีกเดี๋ยวพี่ก็จบแล้ว ไม่ได้มาอยู่คอยดูแลเราตลอดเหมือนเมื่อก่อน เผื่อมีใครมาวุ่นวายกับเราจะทำยังไง'



ผมเขินกับทุกคำพูดที่เค้าบอก ได้แต่ก้มหน้ามองสลิปเปอร์สีแดงลายสัญลักษณ์สโมสรฟุตบอลที่เค้าชื่นชอบ แล้วตอบคำถามของเค้าไป




'แบคฮยอนก็อยู่'




ผมตอบเสียงอู้อี้จนลืมคิดไปว่าเค้าพึ่งบอกผมเมื่อที่เล่นเกมส์กันว่าไม่ชอบแบคฮยอนซึ่งเหตุผลค่อนข้างจะงี่เง่าไปนิด




'ตัวกระเปี๊ยกแค่นั้นจะดูแลกันยังไงไหว บอกไปแล้วว่าให้อยู่ห่างๆกันไว้มั่ง'




'ก็บอกไปแล้วเหมือนกันว่าแบคอ่ะเพื่อน เพื่อนสนิทผมเลยนะ'




'รู้ครับรู้'



'อย่างี่เง่าสิฮะ.. เพื่อนจริงๆ ส่วนพี่... เป็น 


เป็นคน.... พิเศษ'



ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเค้าด้วยความเขินอาย แล้วก็สู้สายตาของเค้าที่มองผมอยู่ก่อนแล้วไม่ไหว จึงก้มหน้าลงตามเดิม อยากกัดปากตัวเองให้เลือดไหลหมดตัวตายไปเลยจริงๆ ทำไมถึงใจกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกไป



'นะ... เราหมั้นกันไว้ก่อน รอเราจบแล้วค่อยแต่งงาน'



ไปกันใหญ่



'ไม่เชื่อใจผมหรอ' ผมเงยหน้าขึ้นถามเค้าอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง เค้ามองผมแล้วพูดอย่างใจเย็น




'ดูทำหน้าเข้า'






จุ๊บ!









ผมเบิกตากว้างทันทีที่สัมผัสได้ว่าริมฝีปากของคนตรงหน้าแตะลงบนหน้าผากผม หน้าผมกลับมาเป็นสีแดงเลือดฝาดอีกครั้ง ผมต้องเป็นบ้าเข้าซักวันแน่ๆ 3นาทีเปลี่ยนอารมณ์เป็นกิ้งก่าเป็นเปลี่ยนสียังไงยังงั้น



'พี่เชื่อเราอยู่แล้ว แต่ถ้าคนอื่นมายุ่งกับคนของพี่ เราจะให้พี่วางใจได้ยังไง'



ผมได้แต่ก้มหน้า แต่ก็ใจสู้เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายและตั้งใจฟังเค้าต่อแม้จะอยากก้มลงเหมือนเดิมก็ตาม



'ถ้ามีคนแปลกหน้ามายุ่มย่ามวุ่นวายกับเรา ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องรุ่นเดียวกันโรงเรียนเดียวหรือต่างโรงเรียนจะในรูปแบบเพื่อนหรือหวังเป็นอย่างอื่น เราต้องบอกพี่ก่อน เข้าใจมั๊ย?'



'จะไปไหนมาไหนกับใครกลับกี่โมงอะไรยังไงก็ให้โทรบอกพี่ก่อน'



'พักเที่ยงหรือถ้าว่างไม่มีอะไรก็โทรหาพี่ได้ตลอด ไม่ต้องรอให้พี่โทรหาอยู่ฝ่ายเดียว ถึงจะยุ่งขนาดไหน แต่สำหรับเราพี่ว่างตลอด'



'พี่ไม่ได้บังคับเรานะ... แต่เราต้องทำตามที่พี่พูดมาทั้งหมดนะครับ'










ไม่บังคับเลย... สั่งมาซะเหมือนจะเรียนจบมันพรุ่งนี้ นี่พึ่งเปิดเทอมมั๊ยครับ... ผมหลุบตาลงมองกระดุมเสื้อของคนเจ้าบงการ พำพัมกับตัวเองแต่เค้าก็ได้ยินอยู่ดีเพราะผมได้ยินเสียงเค้าหลุดหัวเราะ อีกอย่างเรายืนกอดกันใกล้แทบหยุดหายใจขนาดนี้






จุ๊บ!









ผมเบิกตากว้างอีกครั้งเพราะสัมผัสอุ่นตรงบริเวณแก้มด้านซ้ายมือผมตีไหล่เค้าไปทันที




'คนฉวยโอกาส'




เค้ายิ้มหวานยักคิ้วลิ่วตาพร้อมกับเปลี่ยนมือจากที่โอบกอดผมอยู่มาประคองหน้าผมด้วยมือทั้งสองข้างของเค้าแทน




'ที่ทำทั้งหมด ยอมรับครับว่ามันอาจจะฟังดูงี่เง่าปัญญาอ่อน 



แต่พี่ก็มีสิทธิ์ที่จะหวง



สิทธ์ที่ที่จะห่วง 



สิทธ์ที่หึง เพราะพี่มีเราคนนี้แค่คนเดียว'




ผมเขิน... ไม่กล้าสบตา ได้แต่หลุบตาลงต่ำมองกระดุมเสื้อเค้าอีกครั้ง ทำไมขยันพูดอะไรๆให้เลือดในร่างกายผมสูบฉีดดีจังเลยนะ รู้สึกตัวจะระเบิดซะให้ได้ อยากก้มหน้าแต่มันดันทำไม่ได้เพราะติดมือเค้าที่จับประคองอยู่





'เดี๋ยวพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนพี่จะลองเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อกับแม่ดู'  ผมพยักหน้าตอบรับไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เขินจนหูอื้อตาลายไปหมด สมองรวนจนส่งผลให้ร่างกายทำอะไรแบบที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง




'พี่รักเรานะ... รัก... รักมาก... เราล่ะ รักพี่บ้างมั๊ย? พูดให้ชื่นใจหน่อยได้มั๊ย? พี่บอกเราไปตั้งหลายรอบแน่ะ เราไม่เห็นพูดเลย'




ถามอะไรของเค้า ไม่รักล่ะมั้งยืนให้กอดยืนให้ลวนลามขนาดนี้  'อื้อ'  ผมตอบไปส่งๆโดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดคำนั้นออกมา พยักหน้ารัวเพื่อยืนยันคำนั้นพร้อมกับยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าแบบเขินอายตอนที่สบตากับเค้า




'อื้ออะไร บอกว่าอยากฟังคำนั้น ไม่ได้อยากฟังคำว่าอื้อ'




คนขี้แกล้งยังคงพูดจากวนประสาทติดตลก เค้าขยับหน้าเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นจนผมต้องขยับถอยออกห่าง แต่แผ่นหลังของผมก็ชนกับประใสแล้ว เค้าลดมือลงข้างหนึ่งที่สอดประคองหน้าผมมาจับมือแล้วสอดประสานนิ้วทั้งห้าเข้ามาแทน ส่วนมืออีกข้างก็เลื่อนมาจากแก้มเปลี่ยนมาจับคางผมไว้แทน




'จะ.. จะทำอะไรฮะ... อย่าแกล้งนะ'




ผมบอกเสียงสั่นเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เค้าขยับตัวเข้ามาเบียดผมจนหน้าอกเราทั้งสองแนบชิดกัน หัวใจผมเต้นรัวและแรง ผมใช้มือข้างว่างที่ดันไหล่เค้าออก แต่ยิ่งดันเค้าก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนเราแทบจะรวมร่างกันอยู่แล้ว




'รัก... หรือ ไม่รักครับ'




'อย่าแกล้งสิฮะ..'




ทันทีที่ผมพูดจบเค้าก็เลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกของเราสองคนชนกัน ปลายจมูกของเค้าถูไปมากับจมูกผม




'รัก... หรือไม่รักครับ'



เค้าถามย้ำอีกครั้ง จมูกยังคงถูไปมาอยู่อย่างนั้นเหมือนจะแกล้งผมเล่น 



โอเคผมยอมแพ้...




'ร... ระ รัก รัก..'




'อะไรนะ?'



ผมตีไหล่เค้าไปอีกทีพร้อมกับใบหน้าที่ตอนนี้คงแดงเป็นลูกมะเขือเทศพร้อมเก็บเกี่ยวไปแล้ว ทุกทีที่ขยับปากพูดปากเราสองคนจะเฉียดกันไปมา ผมจึงพูดฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ผมคิดว่าผมกำลังจะตาย หัวใจผมทำงานหนักเกินไปแล้วจริงๆวันนี้





'มองอะไรเล่า ปล่อยได้แล้ว... ผมหายใจไม่ออก'





ในซีรี่ย์ที่ผมดูเวลาพระเอกนางเอกอยู่ในสถานการณ์ที่แนบชิดกันอย่างนี้เค้าได้กลั้นลมหายใจ แขม่วท้องเหมือนผมรึเปล่า เพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไปทำให้ผมตื่นเต้น กลัว ก็ต้องเข้าใจผมด้วย ก็คนมันไม่เคย กลัวเค้ารำคาญ เผื่อผมหายใจแรงเกินไปหรือมีกลิ่ปากรึเปล่า 




'ขอ.....'





หื้อ? ผมทำหน้างงแต่มือยังคงดันไหล่อีกคนให้ถอยออกไปอยู่ มือข้างที่สอดประสานกันอยู่ก็ประสานอยู่เหมือนเดิม สะบัดออกยังไงเค้าก็ไม่ยอมปล่อย





'ปล่อยผมก่อนนะ... มันอึดอัด'




ผมพยายามถอยหน้าออกเพราะระยะห่างระหว่างเราดูเหมือนจะแคบลงทุกที จนตอนนี้กลายเป็นว่าทั้งตัวผมด้านหลังแนบชิดไปกับประใสแล้วเรียบร้อย ส่วนด้านหน้าก็แทบจะสิงกันกับคนหน้าด้านที่ไม่ยอมปล่อยผมซะที มีเพียงชุดนอนที่กั้นกลางระหว่างเราอยู่ หัวใจผมยังคงทำงานกันอย่างหนักหน่วงจนผมกลัวว่ามันจะกระเด็นหลุดออกมา ไม่ใช่แค่ของผม คนตรงหน้าเองก็เหมือนกัน ผมสัมผัสได้จากหน้าอกข้างขวาของผม 


เค้าเอง.... ก็ตื่นเต้นเหมือนกันสินะ





'ขอโทษนะ...'




เค้าบอกขอโทษอีกรอบเรื่องอะไรผมยังไม่ทันได้คิด สัมผัสอุ่นตรงริมฝีปากจากคนตรงหน้าที่แนบลงมาปิดปากผม ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างอีกครั้งเพราะตกใจ มือข้างที่ดันไหล่เค้าอยู่เปลี่ยนมากำเสื้อเค้าแน่น มือซนเชยคางผมขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนจากที่แตะเฉยๆในตอนแรกมาขยับริมฝีปากบดเบียดเข้ามามากขึ้น  ผมหลับตา... มือที่ประสานกันอยู่ผมเผลอกระชับมันแน่นขึ้น





จูบแรกของผม...






จูบแรกของเราสองคน...







รู้สึกบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก มันมวนๆในท้องเหมือนมีคนใครมาโปรยกระดาษอยู่ข้างใน หน่วงๆในหัวใจเหมือนตัวพร้อมจะลอยอยู่ตลอดเวลา ในหัวมันขาวโพลนไปหมด ว่างเปล่า อยากจะลืมตาขึ้นมามองหน้าเค้าแต่ก็ไม่กล้า เค้าไม่ได้ทำอะไรลึกซึ้ง และผมเองก็ไม่ได้จูบตอบเค้าแต่อย่างใด เพราะทำไม่เป็น ได้แต่ยืนนิ่งให้คนตรงหน้าได้ตักตวงเอาแต่ใจตัวเองกับริมฝีปากของผมอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ และผมเองก็ไม่ได้ห้ามปรามซะด้วย จนผมรู้สึกทนไม่ไหวเพราะหายหายใจทัน จึงจิกลงไปที่ไหล่เพื่อบอกเค้ากลายๆ คนขี้แกล้งกดจูบเบาๆอีกครั้งก่อนจะผละออก ผมยืนหอบหมดแรง รีบไขว่คว้าสูดเอาอากาศเข้าปอดทันที ร่างกายเกือบเซล้มพับลงไปถ้าไม่ได้สองแขนของตัวต้นเหตุช่วยประคองผมไว้ก่อน ผมเกาะไหล่เค้าไว้มืออีกข้างก็จับตรงบริเวณอกข้างซ้ายของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่พึ่งพรากลมหายใจของผมไป เค้ายิ้มตาปิดจนเห็นรอยยับตรงหางตาก่อนจะดึงตัวผมเข้าไปกอดอีกครั้ง




'รัก... รักมากจริงๆ'



'คนฉวยโอกาส..'



ผมพูดฟังไม่ได้ศัพท์เพราะยังปรับการหายใจได้ยังไม่เข้าที่เพราะกลิ่นมิ้นท์อ่อนๆยังติดอยู่ในฝีปาก เค้าผละผมออกก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาหาผมอีกครั้ง ผมรีบหันหน้าหนีทันทีก่อนจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสหนักๆบนแก้มมาแทน



'หลบทำไมเนี่ย'



'คนฉวยโอกาส คนหื่นกาม'



ผมหันกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับเค้าพร้อมกับยู่หน้าที่ขึ้นสีชมพูเข้มส่งสายตาไม่พอใจสุดฤทธิ์ไปให้เค้า




'ก็เราแหละอ่อยพี่ก่อนเองทำไม'





คนหน้าด้านพูดขึ้นอย่างหน้ามึนแล้วยกมือมาบีบจมูกผมเบาๆ




'ผมไปอ่อยตอนไหนกัน'  ผมเถียงเค้าพลางเอามือมาลูบจมูกที่เค้าพึ่งบีบไป  'ก็ตอนนี้ไง..'  ว่าจบเค้าก็แนบริมฝีปากลงมาบนกลีบปากผมอีกครั้ง



'อื้อออออ.....'  ผมส่งเสียงประท้วงออกไปไม่เป็นภาษามือไม้ก็พยายามทั้งพลักทั้งดันเค้าออก แต่ยิ่งพลักยิ่งดันเท่าไหร่เค้าก็ยิ่งดันตัวเองมาเบียดกับตัวผมมากยิ่งขึ้น ผมทำอะไรไม่ได้จึงปล่อยเลยตามเลย จากนั้นเค้าก็ผละออกก่อนจะซุกหน้าลงตรงซอกคอของผม



'ขอโทษนะครับ...'




'อื้ออ..'




ผมยกแขนขึ้นกอดเค้า เค้ากระชับกอดผมแน่นขึ้นก่อนจะจับไหล่ทั้งสองของผมแล้วจ้องเข้ามาในดวงตาของผม  'มะ.. มีอะไรหรอฮะ..?'



เค้าไม่พูดอะไรแต่โน้มตัวมาจุมพิตเบาๆบนหน้าผากผม ก่อนจะไล่ลงมาที่คิ้ว ตา จมูก พวงแก้มทั้งสองข้าง และหยุดลงที่ริมฝีปากอีกครั้ง อีกแล้ว.... -//- จูบแรกของผม จูบแรกครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย อย่างที่ผมบอกว่าพี่ลู่เค้าเก่ง เค้าสามารถทำให้ผมยืนนิ่งๆให้เค้าได้ทำรุ่มร่ามกับตัวผมได้โดยที่ตัวผมเองก็ดันเคลิ้บเคลิ้มไปกับเค้า หรือบางที... ผมอาจจะเต็มใจเอง



เรายืนจูบกันภายใต้แสงจันทร์และดวงดาวด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาเป็นพยานในความรักของเราทั้งสอง ผมขยับปากเล็กน้อยพยายามจูบตอบเค้าอย่างเก้ๆกังๆ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แผ่นหลังที่แนบกับพื้นแข็งๆของหน้าต่างเปลี่ยนมาแนบกับพื้นเตียงนุ่มๆที่ผมลงจากมันมาเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วโดยมีคนตัวสูงกว่าโน้มตัวตามลงมา ผมเปลี่ยนมือที่ขยุ้มเสื้อเค้าอยู่มาตีเค้าไปเบาๆแทนเพื่อเป็นสัณญาณให้เค้าหยุด พี่ลู่ผละออกจากริมฝีปากของผมแล้วซุกหน้าลงตรงซอกคอผมแทน เค้าผ่อนลมหายใจหนักๆเหมือนกำลังพยายามข่มอารมณ์ตัวเองอยู่



'ขอโทษครับ... ขออยู่อย่างนึ้ซักพักนะ'



'อื้ออ'



ผมตอบคนที่กอดผมอยู่พร้อมกับยกมือขึ้นกอดเข้าตอบลูบแผ่นหลังเค้าเบาๆ ถึงผมจะเด็กแต่ก็ไม่ใช่เด็กที่ไม่ประสีประสาที่จะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอายอยู่บ้างแต่วิชาสุขศึกษาผมก็เรียนมา แม้จะไม่เข้าใจเต็มร้อยแต่ก็พอจะรู้ว่าเค้าต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน



'ผม... ก็รักลู่เก่อมากเหมือนกันฮะ'


เค้าผละตัวออกจากผมอีกครั้ง ยกตัวขึ้นมองหน้าผมโดยที่แขนทั้งสองข้างคร่อมผมอยู่ ทำหน้าเข้มจริงจังมองผม  'อย่าทำแบบนี้.. เรากำลังยั่วพี่อยู่นะ'


ยะ ยั่วอะไร?



'ห้ามทำหน้าแบบนั้นด้วย



แบบไหน?? ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจอารมณ์การแสดงของอีกฝ่าย



'อยากเสียตัวก่อนเรียนมั๊ย?'



ผมทำหน้างงกว่าเดิมก่อนจะได้รับคำตอบให้ได้หายข้องใจ ริมฝีปากของผมก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ใครก็ได้บอกผมทีว่านี่คือวันแรกที่เราตกลงคบกัน ผมจะมีชีวิตในวันต่อๆไปยังไง



'อื้อออออ อู้เอ่อออออ อออ้ายแอ้ววววว~~..'



'จูบ... แค่จูบ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรมากเกินกว่านี้'




เค้าพูดเองเอออเองเสร็จสรรพโดยไม่ถามความสมัครใจของผมเลยซักนิดแล้วโน้มหน้าลงมาทำตามที่พูดไว้อีกครั้งรอบในที่ล้านได้ เค้าไปเก็บกดมาจากไหนถึงได้มาตะกละตะกลามกับผมขนาดนี้ พึ่งเข้าใจที่ว่าจูบจนปากเปื่อยก็วันนี้แหละ สรุปคือผมโดนเค้าเอาเปรียบแกล้งอยู่อย่างนี้จนผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้เพราะความเหนื่อยมาทั้งวัน ยาที่เค้ามาให้ก็ไม่ได้กินในที่สุด คิดว่าพรุ่งนี้ผมจะตื่นในมาสภาพจะเป็นแบบไหนครับ














---













'จูบขนาดนี้ยังหลับได้ลง? เด็กน้อยจริงๆ'


ลู่หานหัวเราะขำมองดูคนตัวเล็กที่หลับตาพริ้มลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วเรียบร้อย ปลายจมูกโด่งฝังลงบนหน้าผากใสของอีกคน



'เรื่องบางเรื่องที่ถ้าเรารู้แล้วจะเจ็บปวด... ก็สู้ไม่รู้เลยดีกว่านะ'











'เกมส์นี้ฉันชนะว่ะไอ้พี่ชาย...'  เรียวปากสวยยกขึ้นยิ้มกับชัยชนะที่ดูเหมือนจะใกล้ความจริงเข้าไปแล้วทุกที





































 










(:








BlackForest                 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #10 slowlifesuperfc (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 19:57
    อะรายยยยยอ่ะ มันคืออะรายย ตอนสุดท้ายนี่ยังไง อย่าทำลูกเค้าเสียใจนะลูเก่อ!!!
    #10
    0
  2. #8 Night (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 07:33
    อิพิลู่ทำอะไรลูกช้านนนนนนนนนน พนันอะไร? อย่ามาทำมินซอกเสียใจนะ
    #8
    0
  3. #6 Jakkaran55 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 02:28
    เรื่องเคยเขียนแล้วมารีไรท์ใช่มั้ย??? ใจบ่ดีเลย
    #6
    0