It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 6 : 0 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 137
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ก.ค. 60









6












ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาหลังจากรับรู้ถึงสัมผัสเย็นบนหน้าผาก สมองพยายามสั่งการให้ดวงตาทั้งสองข้างเปิดเพื่อให้เห็นกับสถานการณ์ปัจจุบัน




'รู้สึกตัวแล้วหรอ... ขอโทษนะที่พามาที่นี่'
'ไม่ต้องตกใจ นี่ห้องพี่เองครับ'  คนพูดที่ง่วนอยู่กับการใช้ผ้าชุ่มน้ำเช็ดไปตามใบหน้าของผมพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร



และเหตุการณ์ในลิฟต์วันนี้ก็แว๊บเข้ามาในหัวก่อนที่แก้มทั้งสองข้างของผมจะขึ้นสีอีกครั้ง 



'อี้ชิงไม่สบายน่ะ.. ตัวร้อนจี๋เลย'

'อ่อ เราลุกไหวมั๊ย? กินข้าวก่อนจะได้กินยา'

'กะ กลับ จะกลับบ้าน... อ่ะ เอ่อ ชิงหมายถึง เอ่อ... ผมหมายถึงห้องของผม....'  ผมลืมตัวแทนชื่อตัวเองแบบที่ชอบพูดก่อนจะเปลี่ยนมาใช้สรรพนามสุภาพแบบทั่วไปตามทีหลัง


'พูดแบบกันเองก็ได้ครับ คิดซะว่าพี่เป็นพี่ของอี้ชิงก็ได้'


'ค... ครับ.......พี่'


รอยยิ้มบนใบหน้าเกลี้ยงเกลานั่นแสดงถึงความพึงพอใจเมื่อได้ยินผมเอ่ยคำว่าพี่ออกไป ก่อนที่ริมฝีปากออกจะเจ่อนิดๆนั่นจะขยับปากพูดอีกประโยคถัดมา



'ขอแนะนำตัวหน่อยละกัน ชื่ออี้ฝานนะ... จะเรียกยังไงก็ได้หรือจะเรียกที่รักพี่ก็ยินดี..'



ผมสำลักไอค่อกแค่กเมื่อได้ยินประโยคหลังที่คนพูดยังลอยหน้าลอยตายิ้มใช้ผ้าผืนเดิมที่ชุ่มน้ำเช็ดลงมาตามคอขาวซีดของผมได้อย่างไม่รู้สึกกระดากอายในสิ่งที่ตัวเองพูดกับคนแปลกหน้าที่พึ่งเจอกัน



ผมเผลอมองดูใบหน้าของคนใจดีที่ดูเหมือนจะไม่ถือตัวผิดกับบุคลิกที่ดูเข้าถึงยากที่ช่วยดูแลผมอย่างดีประหนึ่งรู้จักกันมาก่อน ทุกการกระทำและคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของคนตัวสูงทำให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอกข้างซ้ายของผมถูกปลุกขึ้นมาเต้นรัวเป็นกลองอีกครั้งหลังจากที่มันถูกเหยียบจนเป็นแผลเหวอะว่ะเจ็บช้ำและด้านชามาแสนเนิ่นนาน






อาจจะฟังดูใจง่ายไปรึเปล่าถ้าผมจะบอกว่าผมรู้สึกถูกชะตากับผู้ชายคนนี้ จะปฏิเสธว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยในแบบนั้นก็ไม่เชิง



ผมเชื่อว่าทุกคนก็เป็น ความประทับใจแรกอย่างแรกเลย คือหน้าตา ส่วนนิสัยจะเป็นยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง หน้าตาบุคลิกที่โดดเด่นเป็นส่วนที่ทำให้คนๆหนึ่งได้รับความสนใจจากคนรอบข้างรวมถึงคนหน้าตาธรรมดาๆอย่างผม จะพูดไปก็หน้าหมั่นไส้คนพวกนี้นะ ไม่ต้องทำอะไรก็ชวนให้อยากมอง พวกเค้าจะรู้ตัวบ้างไหมนะว่ามีคนแอบมองแอบชื่นชมพวกเค้าอยู่ จะเดินไปไหนหยิบจับอะไรก็ได้รับความสนใจ เกิดเป็นคนหน้าตานี่ดีจังเลยเนอะ ที่ผมพูดพล่ามมานี้สรุปใจความก็คือ ผมชอบคนที่หน้าตาดีนั่นแหละ ธรรมดาหน้าบ้านๆผิวซีดเป็นผีดิบอย่างผมใครจะไปอยากมองจริงไหม




นอกจากความประทับใจแรกคือพื้นฐานหน้าตาของเค้าที่ทำหัวใจของผมแอบเต้นรัวแล้ว การที่เค้าให้ความสนใจและดูแลผมดีอย่างนี้.. มันก็ไม่แปลกใช่ไหมที่ผมจะแอบหวั่นไหว ถึงแม้พึ่งจะได้เจอกันกับการพูดคุยที่ดูเหมือนทีเล่นทีจริงที่แฝงไปด้วยความเป็นมิตรนั้น มันเป็นอะไรที่โคตรรู้สึกดีเลย (ลืมเรื่องที่เค้านัวเนียกับสาวในลิฟต์ไปเลย = =) ถ้ามีคนเพอร์เฟคทั้งหน้าตาและนิสัยอย่างนี้มาชอบเราบ้างก็คงจะดี จะได้ลืม คนๆนั้น และไม่รู้สึกผิดกับ อีกคน ได้ซักที






++++++






เสียงโทรศัพท์อีกคนดังขึ้นหยุดความคิดที่เตลิดไปไกลของผมให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน คนตัวสูงวางผ้าที่ใช้เช็ดอยู่เมื่อกี๊แปะไว้บนหน้าผากของผมก่อนจะลุกออกไปคุยโทรศัพท์ได้สักพักหนึ่งก็กลับเข้ามา พอดีที่ผมกำลังจะลุกขึ้นนั่งก็ทรุดลงไปเพราะอาการวิงเวียนศีรษะที่ยังไม่หายดีประกอบกับพิษไข้ที่พึ่งเป็นมาอยู่นี้อีก




'พี่ว่าเรานอนพักอีกซักหน่อยเถอะ ดีขึ้นแล้วเดี๋ยวพี่ไปส่ง' 


ช่วงขาที่ยาวก้าวเพียงไม่กี่ก้าวเดินมาหยุดที่ข้างเตียงพร้อมกับสองมือที่ช่วยประคองให้ผมนอนลงตามคำพูดของตนเอง


'อ่อ เดี๋ยวพี่โทรบอกผู้ปกครองเราให้ พักผ่อนเถอะ' จริงสิ! ลืมไปซะสนิทเลย ผมทำหน้าตื่นตระหนกปากก็บอกคนตรงหน้าว่าขอโทรเองดีกว่า มือก็ควานหาโทรศัพท์รอบๆตัวก่อนอีกคนจะยื่นมาให้


'อ่ะนี่... มันหล่นตอนเราเป็นลมล้มพับไป แต่ไม่เป็นอะไรหรอก หน้าจอไม่แตก น่าจะใช้งานได้ปกติ'


คนตัวสูงที่พูดรัวผมยื่นมือไปรับกล่าวขอบคุณก่อนจะกดปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ด้วยตัวเลขที่คุ้นเคยและไม่เคยเปลี่ยนแม้จะมีความทรงจำที่ไม่น่าให้จำก็ตาม




'แฟนเหรอ?... สวยดีนะ'





คำถามกลบรอยยิ้มที่มีอยู่ก่อนหน้านี้บนใบหน้าของผมเลือนหายไป กลายเป็นรอยยิ้มเจื่อนๆปิดบังความจริงที่ไม่อยากให้ใครได้รับรู้เข้ามาแทน




'เปล่าครับ... เพื่อน'  หึ! เพื่อนงั้นเหรอ  'เพื่อน... ที่ผมแอบปลื้มเค้าอยู่น่ะครับ.. เห็นหน้าสวยๆหวานๆอย่างนี้เค้าแมนมากนะครับ ถ้าเค้ามาได้ยินใครชมว่าเค้าสวยได้โกรธหน้ายับแน่ เค้าเป็นคนน่ารักครับ เค้าสุภาพ อ่อนโยน ใครๆก็รักก็ปลื้มเค้า...'




ผมพูดพร้อมกับเผลอยิ้มเมื่อนึกถึงช่วงเวลาดีๆกับ คนๆนั้น ที่โกรธจนพูดไม่เป็นภาษาที่คนฟังอย่างอย่างผมฟังไม่ทันเพราะเค้ารัวเป็นภาษาบ้านเกิด ผมเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่รู้ว่าเค้าไม่พอใจที่คนชมว่าเจ้าตัวสวย



'ดูท่าทางเราจะปลื้ม เพื่อน คนนี้มากเลยนะครับ.. เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ รึเปล่าเนี่ย'



'คงได้แต่ เพื่อนสนิทคิดไปเอง มากกว่าครับ เพราะเค้ามีคนที่ชอบแล้ว อีกอย่าง... คนที่เค้าชอบผมก็ชอบมากด้วยเหมือนกัน..'  ผมพูดติดตลกก่อนจะลืมตัวไปว่าเผลอพูดอะไรไร้สาระออกไปและเอ่ยขอโทษ



'ขอโทษครับ..'



'เฮ่ย ไม่เป็นไรเลย น่ารักดีนะ ความรักก็งี้แหละครับ เราต้องเล่นกับมันให้ถึงที่สุด เพราะไม่มีใครรู้หรอก ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น อะไรที่ทำแล้วเราสบายใจมีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็ทำไปเถอะ วันนี้รักกัน พรุ่งอาจจะเป็นคนแปลกของกันและกันก็ได้ สู้ๆนะครับ'




ผมยิ้มตอบรับคนตัวสูง ก่อนที่เค้าจะออกไปปล่อยให้ผมได้นอนพักผ่อน...




หลังจากโทรศัพท์ไปบอกแม่ที่ดูจะรีบยกเลิกนัดพาพ่อไปหาหมอกลางคันเพราะเป็นห่วงผม ซึ่งผมก็ได้อธอบายให้ท่านเข้าใจแล้วว่าผมปลอดภัยดี โอเคแล้ว กล่อมอยู่นานจนท่านยอมจนงงไปหมดว่าว่าใครต้องปลอบใคร







'อะไรที่ทำแล้วสบายใจ มีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็ทำไปเถอะ...'








ผมเคยได้ยินประโยคนี้เมื่อนานมาแล้ว กับ คนๆหนึ่ง











---










My Memories  ::LuHan::




สวัสดี ผมชื่อ ลู่หาน ปีนี้ก็อายุ18ปีเต็มแล้ว ครอบครัวของผมเป็นคนจีน แต่ย้ายมาอาศัยอยู่ที่เกาหลีตั้งแต่ผมเด็กๆแล้ว ผมมีพี่ชาย1คน คือ อี้ฝาน มันหล่อ มันสูง มันเรียนเก่งเล่นกีฬาก็ดี มันดูดีทุกอย่างเพราะมันเกิดก่อนและแย่งยีนส์เด่นไปจากผมจนเกือบหมด ตอนนี้มันไม่ได้อยู่เกาหลี เพราะด้วยความที่เป็นคนชอบทำอะไรตามใจตัวเองทำให้มันได้ไปเรียนต่อและศึกษาการบริหารงานแทนพ่อที่ประเทศแคนาดา ซึ่งพ่อจะบินไปตรวจดูความเรียบร้อยเดือนละครั้งเพราะกลัวว่ามันจะเถลไถล ผิดกับแม่ที่ทั้งโทรทั้งสไกป์แทบจะทุกวันไม่หวั่นแม้ค่าโทรจะบานปลายเพราะบ้านเรารวย แต่ทั้งนี้ก็เพราะท่านเป็นห่วงกลัวว่าวันดีคืนดีมันติสแตกทำอะไรแผลงๆ 


เมื่อ2วันก่อนมันก็โทรมาบอกผมว่าจะกลับบ้าน แถมเตรียมเซอร์ไพรส์มาด้วยโดยที่ผมถูกสั่งห้ามไม่ให้บอกพ่อกับแม่ ผมแอบตื่นเต้นเล็กน้อยถึงปานกลางค่อนไปทางมาก เพราะมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องของเราที่เคยตกลงกันเอาไว้




ข้อตกลงก่อนที่เจ้าตัวเล็กข้างบ้านจะลืมตาดูโลกอันแสนงามแต่จอมปลอมใบนี้




ตอนนี้ผมทำเกือบสำเร็จครบ100%แล้ว มันกลับมาก็ดี ผมจะได้ใช้สิทธิของคนชนะที่ก็ยังคิดไม่ออกหรอกว่าจะเอาอะไร แต่แน่นอนว่ามันต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว หึหึหึ  พอ... หลงกาแลคซี่ไปเยอะละ กลับเข้าเรื่องของผมดีกว่า 


อ้อ! ขอบอกล่วงหน้าไว้ก่อนเลยว่าถ้าใครก็ตามที่บังเอิญได้เห็นและหยิบไดอารี่เล่มนี้ขึ้นมาแล้วถือวิสาสะเปิดอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นแล้วทำหน้าทำตาพร้อมกับจะชื่นชมหรือวิจารณ์ในตัวผมกรุณาหยุดอ่านแล้วเก็บไว้ที่เดิม เพราะตรงนี้คือ พื้นที่ส่วนตัว ของผม ซึ่งคำว่า พื้นที่ส่วนตัว ทุกคนคงรู้ความหมายของมันอยู่แล้ว เรื่องราวที่ผมเขียนในนี้คือความจริงทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวผม แต่ก็ใช่ว่าผมจะเขียนทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องผมก็ไม่เขียนเก็บไว้ให้มันมีทรงจำที่เวลานึกย้อนกล้บไปมีแต่จะทำให้มีแต่ความเจ็บปวดช้ำใจเปล่าๆ อีกอย่างมันคงไม่สนุกถ้าผมเขียนทุกอย่างไว้ในนี้แล้วจะมีคนมานั่งอ่านแล้วเก็บเอามาว่าผมทีหลังจริงไหม? 





จริงๆผมก็ไม่ได้อยากจะอวยตัวเองหรอกนะ แต่คือไอ้ฉายา ลูกเขยระดับชาติ นี่มันค้ำคอผมอยู่จริงๆ เห้ๆ ผมไม่ได้นอนมโนเอาหรอกนะเพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้คุณคงไม่รู้ว่าผมต้องผ่านอะไรมาบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะหน้าตาที่ได้จากทางแม่เยอะจนเกินไปทำให้เวลาได้รับมอบหมายให้ทำอะไร ก็มักจะไม่เหมาะกับเพศสาเหตุก็มาจากหน้าตาที่สวยเกินผู้ชายทั่วไป เหมือนโดนต่อยน็อคกลางอากาศ และเพราะสาเหตุนี้แหละผมเลยเฝ้าฝึกฝน(?)ทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความแมนเต็มร้อยของตนเอง


ลำพังบอกแค่ว่าชอบฟุตบอลใครมันจะไปเชื่อว่าแมนร้อยเปอร์เซ็นต์







มีผู้คนมากมายมาชื่นชมคลั่งไคล้ชื่นชมในตัวผม ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี ทงแซง นูน่า ฮยอง โอปป้า อาจุมม่า อาจัซซี่ ซอมเบ้ ฮูเบ้ เจียเจี่ย เกอเก่อ เยอะจนบางครั้งผมก็ทำตัวไม่ถูก ผมเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมเป็นน้องชายของ ขาโจ๋ ประจำโรงเรียนอย่าง ไอ้อู๋ พี่ชายตัวดีที่สร้างวีรกรรมไว้นับไม่ถ้วนในตอนที่เรียนอยู่ที่นี่ อีกทั้งเพจของโรงเรียนจากกิจกรรมต่างๆที่ผมเข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลซึ่งผมทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว หรือจะเป็นวิชาการผมก็ไม่เคยแพ้ จนมีแฟนเพจของผมแยกออกมาอีกหลายเพจ ประหนึ่งดาราดังเทียบเท่าไอดอลในประเทศ






จะบอกว่าผมเก่งอย่างเดียวก็คงไม่ได้ การจะทำให้มีผู้คนมากมายให้ความสนใจขนาดนี้ ต้องยอมรับว่าผมหน้าดีจริงๆ (- -) อย่างที่บอกอะนะไม่ว่าผมจะขยับตัวทำอะไรไม่กี่นาทีต่อมาก็จะมีรูปผมออกมาทันที นี่ดังยิ่งกว่าดารานักร้องหรือไอดอลบางคนอีกนะเนี่ย มีFC มีแฟนเพจให้กดไลค์อัพเดตความเคลื่อนไหวของผม มีคลังรูปให้คนที่ชื่นชอบปลื้มในตัวเองผมได้เก็บรูปกัน ขนมนมเนยของฝากมีมาให้ตลอด ทั้งหมดคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง นี่ไม่ได้อวยหรือขี้โม้นอนมโนโอ้อวดความฮอตและความดังของตัวเองแต่อย่างใด





อ้อ! ผมบอกไปรึยังว่ากีฬาสุดโปรดของผมคือ ฟุตบอล และนอกจากการเรียน ฟุตบอลหรือการอยู่กับแก้งคนเพื่อนๆแล้ว ทุกกิจกรรมของผมจะมีเวลาเผื่อไว้ให้ เค้า เสมอ





อ่านมาถึงตรงนี้จะปิดแล้วเอากลับไปวางไว้ที่เดิมก็ได้นะ ถ้ายังดันทุรังอยากรู้เรื่องต่อก็เตรียมถุงพลาสติกหรือกระโถนมาวางไว้ใกล้ๆด้วย คุณอาจเสียของที่พึ่งกินเข้าไปก็ได้ ถือว่าเตือนแล้วนะ







เด็กผู้ชายตัวเล็กๆที่อยู่ข้างบ้านผม ผมเห็นเค้าตั้งแต่ยังไม่ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ด้วยซ้ำ ผมรู้สึกดีใจมากที่จะได้มีน้องถึงจะไม่ใช่น้องแท้ๆแต่ก็เป็นน้องที่เกิดจากคุณลุงคุณป้าที่ผมเคารพนับถือเป็นญาติผู้ใหญ่ เพราะครอบครัวของเค้าดีกับครอบครัวของผมมาก คอยช่วยเหลือตั้งแต่พวกเราย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ บ้านที่ผมอาศัยอยู่ตอนนี้ก็ได้พวกท่านทั้งสองเป็นธุระจัดการให้ 




อยากรู้ความรู้สึกของคนเป็นพี่ว่ามันจะเป็นยังไง ในฐานะที่ผมเองก็เป็นน้องชายมาตลอด




ผมคอยเฝ้ามองเค้าตั้งแต่วันนั้น วันที่เค้ายังอยู่ในท้องของคุณป้าจนกระทั่งวันที่เค้าส่งเสียงร้องออกมาในวันแรก เป็นการทักทายกับโลกและทุกๆคนได้อย่างน่าเอ็นดูกับตัวที่กลมบล็อกไปทุกส่วน




ในวันที่น้องเกิดครอบครัวของผมก็ไปอยู่ด้วย ไปช่วยกันลุ้นว่าน้องจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และไปช่วยภาวนาให้ปลอดภัยทั้งตัวคุณป้าและน้องที่กำลังจะเกิด


พร้อมกับจุดเริ่มต้นของข้อตกลงระหว่างเราสองพี่น้อง




'นี่ สวย.. เรามาเล่นอะไรสนุกๆกันดีปะ?'



นี่ก็ด้วย เป็นผู้ชายใครจะยินดีจะภูมิใจที่ใครๆก็พูดว่าสวยเหมือนผู้หญิง ด่าว่าขี้เหร่เลยเถอะงั้น



ผมส่งสายตาไม่พอใจไปให้ไอ้พี่ชายที่ชอบเรียกผม ไอ้สวย จนมันชินปากแม้จะพยายามให้เลิกเรียกอย่างนี้แล้วก็ตาม






'โอเคฉันจะเลิกเรียกแกว่าไอ้สวย...'



'...แต่ฉันมีข้อเสนอ'



ผมมุ่นคิ้วมองอีกคนก่อนที่พี่ชายร่างสูงจะคลายความสงสัยด้วยประโยคถัดมา



'ถ้าน้องคลอดออกมาแล้ว นายลองรักน้องดูสิ..'




'มันก็แน่นอนอยู่แล้ว'




'...รัก ที่ไม่ใช่แบบ พี่น้อง'




'แกพูดอะไร หมายความว่าไง?'




'ฉันรู้ว่าแกอึดอัดไม่ชอบที่ทุกคนชื่มชมในความสวยของตัวเอง...ซึ่งฉันดูยังไงแกก็เหมือนน้องสาวฉันอยู่ดี'




'อู๋ อี้ ฝาน!'




'ใจเย็นๆสิวะ นี่ฉันกำลังจะแนะนำวิธีที่เป็นประโยชน์ให้แกอยู่นะ'




'เกี่ยวอะไรกับน้อง'




'ก็ถ้าแกมีใครซักคนป๊าจะได้เลิกระแวงม๊าจะได้เลิกยัดเยียดความเป็นลูกสาวมาให้แก คนอื่นๆจะได้เห็นว่าแกไม่ใช่อย่างที่เค้าพูดๆกันไง'





'โดยการรักน้อง? มันมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้และฉันกำลังทำมันอยู่'




'แต่ถ้าเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปทุกอย่างมันจะจบเร็วขึ้น'



'แต่เป็นคนอื่นก็ได้ ทำไมต้องเฉพาะเจาะจงกับเด็กที่ยังไม่เกิดด้วย'




'ถือซะว่าทำตามความต้องการของป๊าม๊าไงที่อยากดองกับบ้านคุณป้า' คนอื่นมันจะไปสนุกอะไรล่ะ



ผมพยายามคิดตามคำพูดของคนเจ้าเล่ห์ด้วยอายุในตอนนั้นบวกกับการถูกเพื่อนๆคอยล้อคอยแกล้งจนทำให้ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนมาเล่นด้วยและกลายเป็นคนเก็บตัวไม่อยากไปโรงเรียนกระทั่งต้องย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่มาอยู่เกาหลีอย่างถาวร




ผมตอบตกลงทันทีไม่รู้หรอกความรักมันเป็นยังไง รู้แค่ว่ายังไงผมก็คงรักน้องอยู่แล้วส่วนจะในรูปแบบไหนคงต้องปล่อยให้ระยะเวลาเป็นคำตอบ




'ตกลง..'




'แล้วถ้าฉันทำได้ฉันจะได้อะไรนอกจากหลุดพ้นซึ่งฉันก็ยังไม่เห็นด้วยว่ามันจะหยุดได้ยังไง อะไรรับประกันก็ไม่มี'




'แกฉลาด สมกับที่เป็นน้องสาวของฉัน'




'แก..' ผมกัดฟันข่มอารมณ์กับอารมณ์ขันที่ผมไม่อินด้วยของพี่ชายหน้าตอนนี้คงขึ้นสีด้วยความโมโห






เดี๋ยวก่อนสิ เรายังไม่รู้เลยว่าน้องจะออกมาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย






'ถ้าน้องออกมาเป็นผู้ชายล่ะ....'




'ใช่ว่าน้องจะออกมาคนเดียว อาจจะได้น้องแฝดก็ได้ ชายxหญิง หญิงหญิง'




'ตรวจแล้ว ไม่ใช่แฝด..'



'ก็50:50..'



'แกจะแคร์อะไร ดูนู่น' คนพูดพยักพเยิดหน้าไปอีกทางก่อนจะต่ออีกประโยค



'ยกเลิกก็ได้ แล้วแต่แก ฉันก็แค่แนะนำเท่าที่พี่จะช่วยน้องได้'



มือหนาแรงตบที่บ่าผม2-3ทีแล้วเดินเข้าไปหาป๊าม๊าโดยที่ผมเองก็มองตามไปด้วยตามที่ร่างสูงที่พยักพเยิดให้ผมดูในตอนแรก



ผมคงลืมอะไรบางอย่างไป



ว่าป๊ากับม๊าก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่...







มันเหมือนเป็นปมสำหรับผมไปแล้วที่เวลาถูกชมไม่ว่าดี ไม่ดีหรือแค่เอาใจเพราะมีผลประโยชน์ร่วม (ในกรณีที่เป็นกลุ่มเพื่อนๆของป๊าม๊า) ผมก็ไม่ชอบ ไม่คิดว่ามันจะมีใช่มั้ย คนที่ไม่ชอบให้ถูกชม ยิ่งชมก็ยิ่งไม่ชอบจนกลายเป็นไม่ทำอะไรเลยนอกนอกจากนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆแต่ในบ้าน ไม่พูดไม่คุยกับใคร แค่มาพูดจาดีๆด้วยผมก็ระแวงแล้ว



คนที่ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กผู้หญิง 


ทำอะไรๆเหมือนผู้หญิง 


แต่งตัวเหมือนผู้หญิง


ไว้ผมยาวเหมือนผู้หญิง



เล่นแต่กับเพื่อนผู้หญิง






จนคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง....











---









ปักกิ่ง สารธารณรัฐประชาชนจีน





เด็กหญิงร่างบางในชุดเอี๊ยมสีเหลืองสดใสเอ่ยทักทายพร้อมโค้งตัวอย่างสุภาพกับคุณครูที่มารอรับเด็กๆเข้าโรงเรียนตามประตูที่แออัดไปด้วยบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มาจากหลากหลายบ้านพร้อมกับอุปกรณ์ประจำตัวของเด็กๆที่กำลังน่ารักน่าชังจากแซ่ดังตระกูลผู้ดีทั่วสารทิศในประเทศที่ร่ำรวยแห่งนี้



เสี่ยวลู่



คือชื่อที่ติดอยู่ตรงสายเอี๊ยมรูปกวางเรนเดียร์บ่งบอกห้องที่เจ้าตัวอยู่



'วันนี้ก็น่ารักอีกแล้วนะคะเสี่ยวลู่'


เสียงใสของคุณครูโน้มตัวลงมานั่งให้อยู่ในระดับสายตาของคนตัวเล็กกว่าพูดขึ้นก่อนจะส่งมือนิ่มมาหยิกแก้มอีกคนด้วยความเอ็นดู



'ฝากดูด้วยนะคะ วันนี้วุ่นวายกันแต่เช้าเลย คุณท่านทั้งสองหัวหมุนวิ่งชนกันทุกวัน'


ซงเชวี่ยน พี่เลี้ยงของเด็กหญิงหน้าหวานเอ่ยบอกติดตลกเพราะธุรกิจของครอบครัวเจ้าตัวน้อยนี้กำลังจะขยายพื้นที่อีกทั้งกำไรที่ได้มากจนคาดไม่ถึงทำให้ต้องขยับขยายจากเดิมให้มีพื้นที่ที่รองรับบริการของพนักงานและลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นและดูท่าว่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ




หลังจากเอ่ยลากับพี่เลี้ยงคุณครูสาวสวยก็เดินจูงมือเล็กๆของเด็กหญิงหน้าหวานเข้าห้องของตัวเองที่มีเพื่อนๆทั้งชายและหญิงอยู่ร่วมกัน20คน แบ่งเป็นครึ่งต่อครึ่งคือชาย10หญิง10 และคุณครู4ท่าน



'เสี่ยวลู่ๆ'



เสียงเล็กๆของสาวผมเปียวิ่งเข้ามาทักทายเพื่อนสนิทที่พึ่งมาถึง



'เธอรู้รึเปล่าห้องเปาจึมีคนย้ายเข้ามาใหม่ด้วยแหละ ไปดูกันเร็ว'



เธอคว้าแขนอีกคนหลังจากที่เดินเข้ามาภายในห้องได้ไม่ถึงนาทีดีก็ถูกลากให้ออกไปตามคำพูดของเพื่อนสนิทที่ดูจะตื่นเต้นกับเพื่อนห้องใหม่


'นั่นไงๆ คนมุงเต็มเลย มองไม่ค่อยเห็นเลยอ่ะ' ปลายเท้าเล็กเขย่งจนสุดเพื่อเกาะตรงที่กั้นชะเง้อคอมองดูเพื่อนที่พึ่งย้ายเข้ามาใไม่ผ่านกระจกใสโดยมีเพื่อนสนิทร่วมดูด้วย



'ไหนบอกว่าผู้หญิง ผู้ชายไม่ใช่หรอ?'


'นั่นน่ะสิ แต่เราถามคุณครูแล้ว ครูบอกว่าเป็นผู้หญิง ย้ายมาจากอเมริกาเลยนะ อืมมมม...'


'...ชื่ออะไรนะ อ้อ! หลิวอี้หยวน'


อี้หยวน...ชื่อเพราะจัง


'เฮ้! พูดภาษาจีนไม่ได้หรอ?ฟังรู้เรื่องรึเปล่า??'


'ครูบอกว่าเค้าย้ายมาจากอเมริกา อาจจะฟังไม่ออกก็ได้นะอาหวัง'


'เป็นผู้หญิงทำไมแต่งตัวเหมือนผู้ชายล่ะ นี่ๆ'


'ไปกันเถอะพวกเราม๊าเราบอกว่าไม่ให้เล่นกับคนแปลกหน้า แถมยังทำตัวประหลาดๆอีก'


เสียงพูดคุยในห้องเริ่มเบาลงแต่งล่ะคนที่มุงๆอยู่ก็เริ่มแยกย้ายตัวหายไปเกาะกลุ่มพูดคุยกันถึงเพื่อนที่ย้ายเข้ามาใหม่ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเพราะคำพูดของเพื่อนอีกคนในห้องจนกระทั่งเหลือเพียงเธอที่นั่งกอดเข่าฟุบหน้าลงอยู่มุมห้องคนเดียว



'ไม่มีคนเล่นด้วยเลย เราเข้าไปหาดีมั้ย'


'เธอจะบ้าหรอเสี่ยวลู่ เดี๋ยวเราก็พลอยถูกมองเป็นตัวประหลาดไปด้วยหรอก ปะๆกลับห้องกันดีกว่า'


จังหวะที่จะเดินกลับห้องของตัวเองดวงตาที่แดงก่ำอยู่มุมห้องนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กหญิงหน้าหวาน ใจดวงน้อยรู้สึกเห็นใจและอยากเข้าไปทำความรู้จักกับร่างเล็กที่สั่นเทานั่นแต่ทำได้แค่ส่งรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรกลับไปให้











ตอนนี้ถึงเวลาเลิกเรียนแล้วเด็กๆจากทุกห้องทยอยกลับกันจนเกือบหมดเหลือเพียงแต่เด็กหน้าหวานที่น่าจะเป็นคนสุดท้าย ระหว่างที่รอผู้ปกครองมารับเธอจะนั่งขีดเขียนๆกับสมุดวาดภาพระบายสีทุกๆเย็นชงเชวี่ยนพี่เลี้ยงของเธอจะเป็นคนมารับ แต่เวลาจะเลทกว่าคนอื่นมากจึงทำให้ต้องมีคุณครูมาคอยเป็นเพื่อน วันนี้ก็เช่นกัน



'ไปนั่งรอกับเพื่อนตรงนั้นก่อนก็ได้จ่ะ เดี๋ยวครูเข้าไปเอากระเป๋าแปปนึงนะ'



'...........'



'หลิว อี้ หยวน...'



'คือชื่อเธอใช่มั้ย? เรียกเราเสี่ยวลู่ก็ได้' รอยยิ้มสดใสและดูจริงใจจากประกายดวงตานั่นทำให้อีกคนรู้สึกประหม่าแต่ก็อดยิ้มตามไม่ได้


'มานั่งด้วยกันสิ'



'เจียบอกเราว่าเธอย้ายมาจากอเมริกาหรอ ดีจังเลย เราอยากไปเที่ยวที่นั่นบ้าง'


'เธอพูดภาษาจีนไม่ได้หรอ?'


'...............'


'แย่จัง..แต่ไม่เป็นไรนะ ยังไงเราก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับเธออยู่ดี'



'ลู่ ที่แปลว่ากวางรึเปล่า..'


'หื้ม? เธอพูดจีนได้นี่!!'


'อะ อื้มม ครอบครัวเราอยู่ที่อเมริกาครอบครัวก็เป็นคนที่นี่แหละ'


'อ้ออ เอ้อ ใช่ไหมชื่อเราลู่ ที่แปลว่ากวาง แต่เราชอบชื่อเธอนะ อี้หยวน เพราะดี'


'เธอ...ไม่รังเกียจเราหรอ'


'เธอทำอะไรให้เรารังเกียจล่ะ'


'เอ่อ ก็..ที่เพื่อนๆพูดกัน...'


'เราไม่ตัดสินใครเพราะคำพูดของคนอื่นหรอก'


'ขอบคุณนะ เธอน่ารักจัง'


'ฮ่าๆๆ งั้นเรามาเป็นเพื่อนกันนะ'


'อื้ม'


หลังจากวันนั้นความจริงที่เด็กหญิงหน้าหวานคนนี้ไม่เคยรู้ก็ถูกเปิดเผยและไม่มีใครเห็นเค้าที่โรงเรียนนี้ตลอด2สัปดาห์ที่มีอีกครคอยเฝ้ามองหาจากที่เคยบอกว่าจะเป็นเพื่อนกัน






'นี่ๆเมื่อวานเราไปเดินห้างกับแม่เจอเสี่ยวลู่ด้วยแหละ'



'ใช่ๆ เราก็ไป แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่เสี่ยวลู่ เพราะคนนั้นแต่งตัวเหมือนผู้ชายเลย แถมทรงผมก็ไม่เหมือนเสี่ยวลู่ด้วย'


'เจีย เธอเป็นเพื่อนสนิทของเสี่ยวลู่หนิเธอรู้รึเปล่าว่าทำไมเค้าไม่มาเรียน'


'ไม่รู้สิ โทรไปก็ไม่ยอมมารับสาย คุณอาชอลบอกแต่ว่าเสี่ยวลู่ไม่สบายมาก'


'แต่เมื่อวานเราเห็นจริงๆนะ เดินมากับอาชอล พี่อี้ฝานก็ไปอีกคนจะเป็นใครล่ะ เสี่ยวลู่บอกว่ามีพี่ชายคนเดียวนี่'


'เรารอถามจากเจ้าตัวดีกว่า วันนี้เห็นคุณครูบอกว่าเสี่ยวลู่จะมาเรียนแล้ว'














'เจีย...'


'ขอโทษนะ นายเป็นใครหรอ รู้จักชื่อเราได้ยังไง'


'นี่ฉันเอง... เสี่ยวลู่'


เด็กหญิงผมเปียยกมือขึ้นปิดปากดวงตาเรียวสวยเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินจากคนตรงหน้า


'ไม่จริง.. เสี่ยวลู่ของฉันไม่ผมสั้นกุดแบบนี้ ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ด้วย'


'เธอมองดูดีๆสิ'



'มะ ไม่ ไม่จริง'


เธอไม่อยากจะเชื่อแม้ความจริงคนตรงหน้าจะแต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชายแต่ก็เหมือนกับเพื่อนสนิทหน้าหวานของเธอแค่เปลี่ยนจาก ผู้หญิง เป็น ผู้ชาย...



'คนโกหก เธอมันคนขี้โกหก ฉันไม่มีเพื่อนอย่างเธอ!!'


'เจีย! ฟังเราก่อน'


'ไม่ต้องมาจับตัวฉันนะ!'


แรงสะบัดทำให้อีกคนเซและล้มลงเพราะเสียการทรงตัว ก่อนจะได้ยินประโยคที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินจากปากคนที่บอกว่าเป็นเพื่อนสนิท


'ฉันไม่มีเพื่อนชื่อเสี่ยวลู่!'


'เป็นอะไรรึเปล่า?'


'หึ! นี่ไงเพื่อนของเธอ พวกตัวประหลาด'



ใบหน้าหวานที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาจากดวงตาใสที่ไหลพรากเหมือนหาที่ปิดไม่เจอเงยขึ้นมองคนที่ช่วยให้ลุกขึ้นก่อนจะพาเดินออกไปจากห้องนี้


ผ้าเช็ดหน้าสีสวยถูกยื่นมาให้คนที่เอาแต่นั่งร้องไห้ร่างบางสั่นเทาตามเสียงสะอื้นไห้ยิ่งทำให้คนปลอบสงสารมากขึ้นกว่าเดิม อ้อมแขนเล็กโอบกอดเพื่อนเพื่อปลอบประโลมให้อีกคนรู้ว่ายังมีเค้าที่อยู่ด้วยตรงนี้กระชับให้แน่นขึ้นมือน้อยลูบหลังไปมาเบาๆ



'ไม่เป็นไรนะ อย่าลืมสิว่าเธ..อ เอ่อ นายยังมีฉันเป็นเพื่อน'


'ไม่รังเกียจฉันหรอ?'


'นายทำอะไรให้ฉันรังเกียจล่ะ'


'นั่นมันคำพูดของฉันหนิ'


'ฮ่าๆๆ อ้าวหรอ'


'ขอบคุณนะ เธอน่ารักจัง'


'นั่นมันก็คำพูดของฉัน'



ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


เสียงสะอื้นไห้ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะของเพื่อนทั้งสองก่อนที่เจ้าหน้าหวานจะทำเรื่องย้ายออกเพราะเพื่อนใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามาต้องย้ายกลับไปที่เดิมที่ที่จากมาทำให้ไม่เหลือเพื่อนคบเลยแม้แต่คนเดียว




ใช่



เด็กผู้หญิงหน้าหวานคนนั้น




คือผมเอง...















---














'โอเค ตามนั้น'


ผมมองหน้าคนเจ้าเล่ห์ที่ยักคิ้วข้างหนึ่งพร้อมรอยยิ้มกวนประสาทแล้วพยักหน้าพร้อมกับยื่นมือไปเช็คแฮนด์เป็นการร่วมลงสนามโดยมีอาการเกลียดคำชื่นชมเยินยอพวกนั้นของผมเป็นเดิมพัน



เป็นเกมที่ไม่มีหลักประกันหรือหลักฐานที่เป็นรูปเป็นร่างนอกจากจากคำพูดลอยๆกับกติกาที่ถูกบัญญัติขึ้นตามความต้องการของคนคิดเกมที่คนอย่างผมคิดว่าคงจะมีซักวันที่ตามทัน



'สองคนซุบซิบอะไรกันอยู่'  ยังไม่ทันที่ผมจะหันไปตอบคำถามม๊า คุณหมอที่ทำคลอดก็เดินออกมาซะก่อน พวกเราทั้งหมดจึงตรงปรี่เข้าไปหาทันที



'ใครเป็นญาติครับ'  คุณหมอถามขึ้น คุณลงยังไม่ทันจะได้ตอบม๊าของผมก็รัวคำถามใส่เป็นชุดทันที



'เป็นยังไงบ้างคะคุณหมอ ปลอดภัยดีไหมคะ ไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหมคะ ดิฉันได้หลานชายหรือหลานสาวคะ หรือว่าแฝดชายทั้งสอง หรือแฝดหญิงทั้งสอง หรือแฝดชายหญิง หรือแฝดสาม หรือ...'



'คุณ...'  ป๊ารั้งม๊าไว้ด้วยการบีบไหล่เบาๆ ผมเดินเข้าไปจับมือคุณลุง ท่านก้มลงมามองผมแล้วกระชับมือผมแน่นขึ้นส่งรอยยิ้มอบอุ่นของคนที่จะได้เป็นพ่อมาให้ จากนั้นคุณลุงก็เงยหน้าขึ้นไปพูดกับคุณหมอ



'ผมเป็นสามีครับ...'



'ยินดีด้วยครับ คุณได้ลูกชาย ปลอดภัยทั้งแม่และเด็กครับ'  คุณหมอบอกพร้อมกับยิ้มแสดงความยินดี ผมแอบได้ยินเสียงของคนอีกข้างตัวผมส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ



'ขอเข้าไปดูหน้าหลานชายหน่อยได้ไหมคะคุณหมอ' แม่พูดด้วยความตื่นเต้น



'เด็กจะถูกส่งไปห้องฆ่าเชื้อก่อนนะครับ ญาติไปรอดูที่ห้องพักเด็กอ่อนได้ ส่วนคุณแม่อาจจะยังเพลียๆอยู่ แต่เข้าเยี่ยมได้เลยครับ ระหว่างนี้หมอขอให้คุณแม่และเด็กอยู่โรงพยาบาลก่อนนะครับ รอดูว่าจะมีผลข้างเคียงจากยาหรือมีอะไรผิดปกติรีเปล่า ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวนะครับ'



หลังจากฟังคุณหมอพูดจบเราก็ขอบคุณแล้วตรงดิ่งเข้าไปหาคุณป้าทันที ก่อนที่จะปล่อยให้ท่านได้พักผ่อนแล้วออกมาเพื่อไปหาใครอีกคน





'น้องเป็นผู้ชาย ยกเลิกก็ได้นะ'  พี่ชายตัวดีกระซิบบอกผมระหว่างทางที่เราเดินไปห้องพักเด็กอ่อน ไปหา เค้า อนาคตคนรักของผม ไม่ใช่สิ เครื่องมือรักษาตัวผมต่างหาก





'ฉันลูกผู้ชายพอ พูดคำไหนคำนั้น' ผมตอบกลับไป



'ฉันมีกติกาเพิ่มเติมนิดหน่อย'  อะไรอีก ผมมองคนเจ้าคิดเจ้าปัญหาทำหน้าคำถามส่งให้


'มันอาจจะดูโหดร้ายไปนิดสำหรับน้องฉันเลยคิดว่าถ้าวันนึงแกเกิดชอบพอน้องเข้าจริงๆทุกอย่างที่เราตกลงกันถือว่าเป็นโมฆะ ป๊าม๊าก็จะได้สมหวังที่อยากดองกับบ้านคุณป้าไง'




'ต่อไปฉันจะไม่แย่งปลาแกกินแล้ว ถ้าการทำงานต่อมความฉลาดของแกมันจะดีเลย์ขนาดนี้...'




'ซึ่งมันไม่มีวันนั้นอยู่แล้ว' ใครจะไปรู้สึกรักเด็กที่หน้าตาไม่รู้โตขึ้นจะเป็นยังไงจริงมั้ย ถึงรักก็รักแบบพี่น้องมะ ถ้าแบบป๊าม๊ามันยากเกินไปสำหรับผม



'ก็รอดู'



'แล้วแกจะรู้ได้ยังไงว่าฉันจะไม่โกง'



'ฉันก็มีวิธีของฉันละกัน'



'โอเค.... '








และนั่นคือจุดเริ่มต้น ความรัก ของผม.... และเรื่องราวต่างๆอีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นในบรรทัดต่อไปซึ่งผมจะเขียนมันทั้งหมดหรือเปล่า ก็อีกเรื่องนึงอีกนั่นแหละ











คิม มิน ซอก




เด็กผู้ชายข้างบ้านที่เกิดมาพร้อมกับการเป็นเครื่องมือรักษาตัวของผม ผมไม่คิดหรอกนะว่าคนเจ้าคิดเจ้าแผนการอย่างอู๋อี้ฝานจะยกเรื่องให้โมฆะถ้าผมชอบพอน้องขึ้นมาจริงๆ เพราะผมรู้จักมันดีผมถึงรู้ว่าเล่นเกมส์ถ้าไม่หวังการชนะและผลรางวัลจะเล่นไปทำไม ผมถึงอยากรู้ว่าถ้าวันนั้นมาถึงอะไรคือสิ่งที่พี่ชายตัวดีคนนี้ต้องการกันแน่




การที่จะทำให้ใครๆสนใจนั้นสำหรับผมแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือยากอะไรเลย ต้องขอบคุณป๊าม๊าที่ให้หนังหน้าผมออกมาดีและขอบคุณพี่ชายตัวดีของผมที่สร้างชื่อเสีย(ง)ไว้เป็นทุนเดิม ผมก็แค่มีหน้าที่เพิ่มเติมเสริมแต่งอีกนิดๆหน่อยๆเพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้ชายในฝันที่ได้แต่ฝันเอาของผู้หญิงหลายๆคน (ซึ่งในตอนนี้ผมก็ได้รับความรักและความสนใจมาาากกกกกพอแล้ว แพลนต่อไปก็ง่ายนับวันชนะได้เลย)


ส่วนเรื่องในอดีตก็เก็บไว้กับอดีตที่เดิม




มินซอก เป็นเด็กเลี้ยงง่ายครับ การดูแลเค้าไม่ใช่แค่หน้าที่ในข้อตกลงกัน แต่ผมดูแลเค้าเหมือนเค้าเป็นน้องชายของผมคนหนึ่งถึงมันจะมีกติกาในเข้ามาเกี่ยวด้วยก็ตามเถอะ




อย่างที่บอกไปผมเห็นเค้าตั้งแต่ยังไม่เกิดจนวันทึ่เค้าส่งเสียงร้องวันแรกและในทุกวันนี้ ผมได้เห็นพัฒนาการการเจริญเติบโตของเค้าเรื่อยๆ จากเด็กตัวแดงๆป้อมๆกลายมาเป็น คิมมินซอก ในทุกวันนี้ เค้าเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะพูดน้อย เวลาเขินหรืออายจะก้มหน้ามองรองเท้าตัวเองเพื่อซ่อนใบหน้าเล็กๆและแก้มอูมๆที่เปลี่ยนจากสีชมพูจางๆเป็นสีชมพูเข้มจนบางทีก็แดงจัดไปทั้งตัว ผมชอบแกล้งแหย่เค้าเล่นเพราะที่เค้าเขินหรืออายก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ทำให้ผมมีความหวังยิ่งขึ้นและอะไรๆต่อไปข้างหน้าก็อาจจะง่ายขึ้นตาม




โดยรวมๆแล้วที่ผมเลี้ยงและดูแลเค้ามากับมือเค้าเป็นเด็กดีน่ารักคนหนึ่ง เค้าเป็นคนรักความสะอาดมาก จนบางทีก็เหมือนจะเจ้าระเบียบ เค้าชอบสีฟ้า ชอบเล่นฟุตบอลเหมือนกันกับผม เพราะผมเป็นคนชวนเล่นและสอนเค้า ตอนเด็กๆเค้าชอบกลิ่นกาแฟ โตขึ้นเลยอยากจะเป็นบาริสต้า เค้ามีความสนใจในภาษาจีน เพราะเคยได้ยินผมคุยกับป๊า เลยอยากเรียนจะได้พูดกับผมได้ เพราะผมเองภาษาเกาหลีก็ใช่ว่าจะดีมาก แค่พูดได้ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านออกเขียนได้จริงมั้ย ผมเรียนนานาชาตินะอย่าลืม ภาษาที่ใช้เรียน70%เป็นภาษาอังกฤษ




เค้าเป็นคนที่หวงของๆตัวเองมากถ้าไม่ได้รับอนุญาตอย่าแตะต้องเด็ดขาด ไม่งั้นเรื่องมโหฬารแน่ ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยเห็น เค้าเป็นคนขยัน การเรียนจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับเค้าเพราะมีไอ้ฝานช่วยเป็นติวเตอร์ให้เกือบทุกวัน มินซอกมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ พยอน แบคฮยอน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เค้าชอบชวนกันไปปั่นจักรยานในสวนสาธารณะในหมู่บ้าน และก็เป็นผมเองที่เป็นคนสอนเค้า



กิจวัตรประจำวันความทุกความเคลื่อนไหวของเค้าอยู่ในสายตาของผมเสมอ ตั้งแต่วันที่เค้าเกิดเค้าไม่เคยร้องไห้งอแงเหมือนเด็กๆทั่วไปเลยจนกระทั่งวันที่ไอ้ฝานจะไปเรียนต่อ เค้านั่งร้องไห้จนม๊าของผมร้องด้วยด้วยความสงสาร เค้าเป็นเดึกใสซื่อ บางทีก็บื้อค่อนไปทางโง่ ไม่สิ ต้องเรียกว่าไม่ทันคนมากกว่า ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มอง ได้พูดคุย สอนเค้าในเรื่องต่างๆ การเล่นหยอกล้อกันตามประสา และผมก็ได้รู้ว่าความรู้สึกของการเป็น พี่ชาย มันรู้สึกยังไง แต่น่าแปลกนะที่ผมไม่คิดว่าพี่ชายแท้ๆของผมอย่างคุณอู๋อี้ฝานจะมีความรู้สึกแบบนี้กับผม - -






จากวันผ่านเดือนมาเป็นปีจนถึงวันที่ตอนนี้ คิมมินซอก จะขึ้นม.ปลายแล้ว ที่โรงเรียนทุกคนต่างคิดว่าเค้าก็เป็นแค่น้องชายของผมคนหนึ่ง แต่คุณรู้อะไรไหม? ผมต้องมาคอยกันคนที่คอยจะเข้ามาทำเหมือนให้ความสนใจในตัวเค้าตลอดตั้งแต่เค้าอายุแค่เลขตัวเดียว เค้าเป็นเด็กน่ารักครับอย่างที่บอก ผมเลี้ยงเค้ามาผมยังรู้สึกเลยว่าเค้ายิ่งโตก็ยิ่งมีเสน่ห์ จนเพื่อนๆผมยังล้อผมเลยว่าผมจะเก็บไว้กินเองถึงคอยกีดคอยกันเป็นไม้กันหมาคนอื่นมาโดยตลอด แต่ก็ถูกของพวกมัน แต่ถูกแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้นแหละ




ผมพูดได้เลยว่าครึ่งชีวิตของผมมีแต่ คิมมินซอกๆๆๆ เต็มไปหมด และเค้าคนนี้แหละครับที่ทำให้ผมรู้จักคำว่า รัก เป็นครั้งแรก.. และเป็นคนที่ทำมัน พัง ด้วยเช่นกัน รอยแผลเป็นที่ทิ้งไว้ให้นึกถึงช่วงเวลาที่แสนหวานและเจ็บปวดแสนสาหัสในเวลาเดียวกัน



ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่เหนือที่ผมควบคุมไว้ ถ้าถามว่าใครผิด คำตอบคือ คนที่เลือกเดินออกไปสิ ซึ่งไม่ใช่ตัวผม ผมรักคนๆนั้นมาก มากจนคิดว่าไม่สามารถรักใครแบบนี้ได้อีกแล้วในชีวิตนี้  เค้าเป็นคนเดียวที่รู้ว่า ตัวจริง ของผมเป็นยังไง มีอดีตที่ไม่ได้สวยงามยังไง แต่เพราะมี อีกคน เข้ามา เค้าจึงเลือกที่จะถอยออกไปโดยที่ไม่ถามหรือปรึกษาพูดคุยอะไรกับผมก่อนเลย เค้าเป็นคนชอบคิดแทนคนอื่นตลอด และมันก็จบลงที่ผมต้องมานั่งเจ็บเจียนตายซังกะตายอยู่เป็นเดือนๆโดยมีพี่ชายคนดี(?)รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดของผม 










มันเป็นการจบกันโดยที่ผมไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ









'ลู่...รักเราไหม?'



'เรียกมาเพื่อถามคำถามนี้อะนะ'  



'แล้วรักรึเปล่าล่ะ'



'รักสิ...รักจะตายอยู่แล้วไม่รู้เหรอ'



'ประชดได้เย็นชามาาาาากกกกกก'



'นั่นล่ะลู่หาน'



'จ้าๆ รู้แล้วจ้าาาา ภูมิใจดีปะเนี่ย อยากให้คนอื่นเห็นจริ๊งจริงว่าลู่หานคนดีของพวกเค้าไม่ได้แสนดีเหมือนที่เห็นอยู่ ฮ่าๆๆ'



'ตลกมากไหม'



'อะไรเล่า! ก็มันจริงนี่ ตัวเองมันคนขี้โกหก คนสร้างภาพ คนเจ้าเล่ห์'



'ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันกลับนะ'



'เดี๋ยวสิ!'



'..............'



'ลู่รักเราใช่ไหม? เราขออะไรอย่างนึงได้ไหม'



'เป็นพันฉันก็ทำให้ได้'



'เราขออย่างเดียว ทำให้เราได้แน่ใช่ไหม..สัญญามาก่อน'



'เรื่องเยอะ.. อือ! สัญญา'



'สัญญาแล้วนะ ถ้าทำไม่ได้แสดงว่าลู่ไม่รักเราจริงนะ'



'ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากเราพูดไป เรายังรักลู่เหมือนเดิมนะ ^^'



'มาไม้ไหนอีก'



'สัญญาแล้วนะว่าจะทำ ทำไม่ได้แสดงว่าไม่รักเราจริงนะ'



'จะพูดซ้ำทำไมนักหนา ทำให้หมดแหละ แฟนทั้งคน'












'เราเลิกกันเถอะ...'



















































(:













"ความเหนือจินตนาการ"
มันแค่ฟิค อย่าคิดอะไรเยอะ






BlackForest                 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #13 Jakkaran55 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 19:01
    ไม่ใช่เพราะมินซอก เพราะตัวแก พี่แก และคนนั้นต่างหาก
    #13
    0
  2. #12 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 14:17
    พี่อี้หรอที่บอกเลิกพี่ลู่ เลิกเพื่ออะไรในเมื่อรักกันทั้งคู่นิ แล้วจู่ๆก้อมายุ่งกับพี่หมินเนี่ยนะ พี่หมินรู้ความจริงเมื่อไหร่มีหนาวแน่พี่ลู่กับพี่อี้อ่ะ บางทีก้ออยากให้เป็นแบคหมิน5555
    #12
    0