It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 15 : 1 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ก.ค. 60








15








 
YiXing Part






 
ท้อง ในตัวผมมีอีกสิ่งหนึ่งมีชีวิตอยู่ข้างใน.. เป็นเรื่องที่ไม่เหลือเชื่อและไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนอย่างผม









แต่มันก็เป็นไปแล้ว







 
ตั้งแต่กลับจากที่แห่งนั้นโดยการแอบหนีออกมา ชีวิตที่เหมือนจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติก็กลับไปเป็นแบบที่มันควรจะเป็นอีกครั้ง
 





ผมจะหนีเค้าไม่พ้นจริงๆหรอ? เมื่อไหร่พายุนี้จะสงบลงซักที ผมไม่ได้กลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับเค้า แต่ผมเหนื่อยกับสภาพร่างกายของตัวเองที่มันไม่ได้ดั่งใจ ไหนจะสภาพจิตใจที่ผ่านการถูกกระทำให้เจ็บจนเหมือนจะขาดใจเมื่อนึกถึงนั่นอีก 
 





ซึ่งการสร้างเกราะป้องกันตัวของผมคือ การเลือกที่จะหลอกตัวเองให้ลืม 







ซึ่งในความเป็นจริง ผมจำมันได้ทั้งหมด











 
เพราะความตายยังไม่สาแก่ใจเค้าคนนั้น ผมถึงต้องทรมานมาจนถึงตอนนี้ 
 

 
ผมนั่งคิดถึงใบหน้าของผู้ชายสองพี่น้องที่ผมรู้สึกดีด้วย มือลูบท้องของตัวเองน้ำตาไหลนองหน้าแต่กลับฉีกยิ้ม แม้ตัวเองจะเจ็บปวดทรมานแค่ไหนแต่การได้กลับมาเจอเค้าทั้งสองคนอีกครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมแอบรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย
 
 








ผมคิดถึง คิดถึงเค้า
 






 
 
‘อี้ชิง..กินข้าวลูก’ 



เสียงเคาะประตูเรียกของแม่ทำให้ผมรีบเช็ดน้ำตาลุกขึ้นจากมุมของห้องน้ำเดินออกไปหาอีกคนที่เรียกอยู่
 


 
‘ทำอะไรอยู่ตั้งนาน..ปะๆ’



 
ผมยิ้มส่ายหน้าไปมาคล้องแขนอีกคนเดินลงไปข้างล่างพยายามเดินให้เป็นปกติที่สุดไม่ให้คนข้างๆได้กังวลใจ




 
 
‘คราวหน้าคราวหลังจะไปไหนมาไหนให้บอกแม่ก่อนนะเข้าใจมั้ย? ไม่ใช่ไปแล้วค่อยมาบอก แม่เป็นห่วง ก็รู้ว่าตัวเองสภาพเป็นยังไง’




 
‘ครับๆ ผมก็อยู่นี่แล้วไง’ แม่ยิ้มให้ผู้เป็นแม่คลายความกังวลหลังจากที่วันนี้พวกเราไปหามินซอก ผมกลับมาบ้านก่อนโดยที่ไม่ได้บอกใคร
 
 
 
 




 
 
 



.
.
.


 
 
 
 






‘คุณจะพาผมไปไหน?’
 




‘ไม่ต้องห่วง..ฉันไม่ทำอะไรนายตอนนี้หรอก เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเยอะ’



 

‘คุณต้องการอะไรกันแน่..บอกผมสิ ผมจะได้ชดใช้ให้มันจบๆไปซะที!’ มือแกร่งยกขึ้นมาบีบคางผมเพียงข้างเดียวโดยที่ผมยกมือทั้งสองข้างแกะมือของเค้าออกอีกที ซึ่งก็สู้แรงของคนที่มีมากกว่าไม่ได้
 
 



‘มันไม่มีอะไรชดใช้ได้หรอก ที่เสียไปแล้วถึงจะได้กลับคืนมาความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี’




 
‘แล้วต้องให้ผมทำยังไง! ต้องให้ผมทำยังไง!!’




 
หึ..ก็อยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆเลยเป็นไง จนกว่าฉันจะคิดออกว่าควรทำยังไงถึงจะสาสมกับคนอย่างนาย’




 
‘ปล่อยนะ อื้อออ..’




 
เพราะขนาดตัวที่เล็กกว่าและสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ประกอบกับขณะนี้เรานั่งอยู่ในรถด้วยกันทั้งคู่โดยที่ตัวผมยังมีเข็มขัดนิรภัยคาดอยู่จึงทำให้แรงต้านคนตัวใหญ่ที่โน้มตัวลงมาโถมจะทับตัวผมไม่มีช่องว่างให้ต่อสู้หรือขัดขืนได้เลย

 
ริมฝีปากถูกกดลงมาโดยที่ไม่ทันตั้งตัวอีกทั้งแรงที่บีบอยู่บนคางทำให้ปากที่เปิดอยู่ถูกกระแทกจนรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือด 
 







จะมีซีกกี่ครั้งที่เราเจอกันแล้วไม่มีการเจ็บตัว







ตอบ..... ไม่มี





ผมอ่อนแอ อ่อนแอเกินไป ตอนนี้ยังไม่พร้อมสู้รบอะไรกับเค้า พึ่งได้พักฟื้นยังไม่ทันจะหายดีด้วยซ้ำผมจึงไร้แรงต้านทานพลังกำลังของคนที่มีเหนือกว่าไม่ไหว

 
 
เพราะเป็นห่วงน้อง ห่วงว่าเค้าจะคิดมากเกี่ยวกับผมที่อยู่ๆก็ขาดการติดต่อไป ผมจึงจำต้องฝืนสังขารสภาพร่างกายของตัวเองบังคับให้แม่พามา แม้จะรู้ดีว่าถ้ามาถึง จะต้องเจอกับคำถามมากมายที่ใครๆเห็นก็ต้องทักอยู่แล้วกับสภาพของผมตอนนี้ 



 
และผมก็ไม่คิดว่าจะเจอกับอีกคนที่ผมอุตส่าห์หนีมา คนที่ทำให้ความทรงจำที่แสนสวยงามของผมต้องกลายเป็นแค่ความทรงจำที่ทั้งอยากลืมและอยากจำ




 
 
ผมจำทุกอย่างทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่พยายามไม่นึกถึงเพราะเมื่อคิดถึงทีไรสมองจะสั่งการให้หวาดกลัว ระแวงทุกสิ่งอย่างรอบๆตัวและจบลงที่ทำร้ายตัวเองทันทีเพราะรู้สึกรังเกียจตัวเองเหมือนเป็นตัวเชื้อโรค มันสกปรก ไม่อยากให้คนอื่นเห็น และไม่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน






 ถึงตอนนี้จะดีขึ้นมากแล้วก็ตามแต่สภาพร่างกายก็ยังต้องใช้เวลาอีกซักพัก




 
ก่อนวันที่เราจะออกเดินทางไปหาน้องแม่เล่าให้ทุกคนฟังก่อนแล้ว ถึงแม้ปฏิกิริยาของทุกคนที่เห็นผมในวินาทีแรกที่ก้าวลงจากรถจะดูตกใจแต่ก็ไม่มีใครถามอะไรมากตามความต้องการของผมที่บอกผ่านแม่ให้บอกทุกคนอีกที 
 

 
มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่จะพูดให้ใครฟังจริงมั้ย?  มันสกปรก น่าอับอาย ผมยังขยะแขยงตัวเองเลย ผมคิดอยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องเจอกับเค้าถ้ามาหาน้อง






 

 
ลู่หาน เค้ายังคงรักษาคำพูดที่ผมขอไว้ได้เป็นอย่างดี..








 
ถึงหลายคนจะมองว่าเหมือนผมไปยัดเยียดเค้าให้น้อง แต่เชื่อสายตาผมเถอะ มินซอกเป็นคนเดียวที่จะเปลี่ยนลู่หานได้ 







ผมรักเค้าครับ แต่ไม่ได้รักในแบบนั้นแล้ว 





ทำไมผมถึงตัดใจจากเค้าได้ง่าย คงเป็นเพราะเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยคำว่าเพื่อนก่อนจะค่อยๆพัฒนาจนกลายเป็นคนรัก ถึงแม้ตอนเป็นคนรักกันแล้วเราก็ยังปฏิบัติต่อกันเหมือนเป็นเพื่อนกันอยู่ดี เปลี่ยนแค่สรรพนามคำเรียกจากเพื่อนเป็นคนรักกันแค่นั้น



 
การเจอคนใหม่ที่ดูแลเอาใจใส่เราตรงตามที่เราเคยคิดไว้นั้นช่วยให้ลืมครั้งเก่าได้จริงๆ ผมไม่อยากเปรียบเทียบระหว่างเค้าสองคนแต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก 






บทเรียนในครั้งเก่าทำให้เราเก็บมันเอามาปรับใช้กับครั้งใหม่
 


 
อะไรที่ใหม่กว่าย่อมดีกว่าอะไรเก่าๆอยู่แล้วไม่ใช่หรอ ไม่อย่างนั้นเราจะยอมถอยออกมาเพื่อหาของใหม่ทำไม แต่ไม่ใช่ว่าของเก่ามันไม่ดีนะ มันดี แต่บางทีมันก็ให้ในสิ่งที่เราต้องการไม่ได้จริงมั้ย? 




เหมือนโทรศัพท์ที่ยังผลิตรุ่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ ฟังก์ชั่นคุณสมบัติก็เพิ่มมากขึ้นหรือจะเป็นเครื่องสำอางโลชั่นประทินผิว ประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน




 
 




การกลับมาเจอกันอีกครั้งของเราสองคนยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าการตัดสินใจของผมมันถูกต้องแล้วจริงๆ เมื่อเลือกที่จะถอยเพื่อเดินหน้าต่อไปแล้ว การจะหันหลังกลับไปทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี
 
 
 
 




‘ปล่อยนะ คุณไม่ควรทำแบบนี้’





 
หลังจากมีช่องว่างให้ปากได้ขยับพูดผมก็ผลักอีกคนออกทันทีแม้แรงนั้นจะทำอะไรร่างสูงนี้ไม่ได้แต่ก็สร้างความรำคาญให้เค้าได้หยุดการกระทำของตัวเองลง
 






‘รำลึกความหลังกันหน่อยเป็นไง..ไม่เจอกันตั้งเดือนนึงเลยนะ’




 
‘คุณไม่เห็นหรอว่าสภาพผมเป็นยังไง ปล่อย ผมเจ็บ..’




 
‘ก็นี่ไงถึงต้องทบทวน’




 
‘ผมขอร้องล่ะนะ อย่าพึ่งทำอะไรผมเลย ที่ออกมาแบบนี้ทุกคนคงเป็นห่วงแย่แล้ว เรากลับกันเถอะนะ’ 


ผมยกมือขึ้นถูไปมาเว้าวอนคนตัวสูงที่ยังโน้มตัวเข้ามาใกล้กับผมอยู่ให้พากลับบ้านของมินซอกเพราะเค้าพาผมออกมาโดยที่น้องกับลู่ไม่รู้แม้จะได้คำแนะนำสถานที่จากคุณอาก็ตาม
 




บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเค้ากับน้องชายที่ผมรู้จักบ่งบอกได้ถึงความเป็นห่วงร้อนรนกังวลใจจากน้ำเสียงในสายที่อีกคนจงใจเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ผมที่นั่งอยู่ด้วยให้ได้ยิน
 




 
‘ทำไงดีล่ะ ดูเหมือนว่าแฟนของน้องนายจะห่วงนายเป็นพิเศษขนาดนี้’
 




‘มันก็ไม่แปลกไม่ใช่หรอ คุณก็รู้แล้วหนิว่าผมไม่สบายอยู่ อีกอย่างเพื่อนจะห่วงเพื่อนมันจะเป็นอะไร..’




 
‘เพื่อน? เพื่อนงั้นหรอ นายนี่หน้าด้านกว่าที่ฉันคิดจริงๆจางอี้ชิง..’




 
‘หยุดพูดจาดูถูกผมซะที คนอย่างคุณคงจะไม่รู้จักคำว่ามิตรภาพระหว่างเพื่อนล่ะสิ ความหวังดี ความห่วงใยมันไม่ได้มีแค่ในแบบคนรักอย่างเดียว’




 
‘อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ฉันรู้จักน้องของฉันดี มันไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายจิตใจโลเลเหมือนคนอย่างนาย’
 




‘หยุด! หยุดพูดเดี๋ยวนี้’




 
‘ทำไม? ฉันพูดความจริงเข้าหน่อยนี่บอกให้หยุดพูดตลอด ไม่ต้องทำมาเป็นรับไม่ได้หน่อยเลย สภาพอย่างนี้ยังมีแรงมาอ่อยถึงที่ หึ..’
 




‘จะทำอะไร คุณจะทำอะไร อย่านะ?!’ คำร้องขอของผมไม่เคยได้ผลกับผู้ชายคนนี้แม้จะรู้อย่างนั้นแต่ผมก็ยังพูดออกไปยิ่งตอนนี้สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยยิ่งทำให้อีกคนได้เปรียบมากกว่าเดิม เข็มขัดนิรภัยที่ถูกปลดออกจากเอวโดยมือใหญ่หนาก่อนจะจิกลงบนหัวผมล็อกไม่ให้ผมได้ขยับหนีไปไหน ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆของร่างกายผม ริมฝีปากร้อนที่ขบกัดอยู่ตรงซอกคอทำให้สติที่มีแทบกระเจิง





 
 
‘นี่คือบทลงโทษของนายที่บังอาจหนีมาแล้วมาอ่อยคนของฉัน!’





 
แรงที่มียอยู่กับสภาพร่างกายที่อยู่ในช่วงพักฟื้นยิ่งทำให้ผมแทบจะทำอะไรกับร่างสูงนี้ไม่ได้เลยนอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ผมรอดออกไปจากกรงเล็บของเค้าได้
 
 



‘คุณจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่..’



 
‘จนกว่าจะพอใจ..’
 



จบคำพูดของเค้าพร้อมกับมือที่ลูบไล้ตัวผมอยู่เลื่อนไปจับกับขอบกางเกงของผมแม้ร่างกายจะต่อต้านแต่เมื่อถูกสัมผัสและการลุกเล้าอย่างหนักหน่วงก็ทำให้ผมเผลอปล่อยตัวตามเค้าไปในที่สุด





แม้จะไม่อยากให้ร่างสูงทำแบบนี้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆในใจแล้วผมโหยหาและคิดถึงสัมผัสที่ครั้งนึงเคยอ่อนโยนให้ไม่ได้ 








ทำได้แค่ยอมรับกับสิ่งที่ตัวเองเลือกให้เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้















C U T
(@inndie1478 :: อ่านก็ได้ไม่อ่านก็ได้)



 










 
 
 
ผมรู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนเผลอส่งเสียงร้องออกมาคนที่นั่งอยู่ข้างๆกระชากมือผมออกจากใบหน้าของตัวเองให้หยุดส่งเสียงดังรบกวน







 
‘สำออยอะไรอีก ใส่เสื้อผ้าแล้วลงไปได้แล้ว’




 
ผมขยับตัวทำตามคำสั่งของเค้า นิ่วหน้าพร้อมกับเสียงที่เปล่งออกมาอัตโนมัติเพราะความเจ็บไปทั้งร่าง ต่อสู้กับตัวเองจนพาร่างที่อ่อนแรงออกมาจากรถหรูของคนใจร้ายได้สำเร็จ



 
‘อย่าลืมรับโทรศัพท์ฉันด้วยล่ะ’ เสียงผิวปากแสดงอารมณ์ของคนพูดที่ขับรถออกไปพร้อมกับเสียงคันเร่งทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันที่ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับเสียง




 
สองขาที่ยืนหันหลังอยู่ทรุดลงกับพื้นทันที ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วถึงกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย 



หมดแรง ไม่มีแม้แต่แรงจะขยับนิ้ว ผมเชื่อแล้วว่าเค้าคงโกรธเกลียดผมมากจริงๆ แม้จะเห็นแล้วว่าสภาพผมเป็นยังไง แต่ก็ไม่เคยมีคำว่าปราณีจากผู้ชายอย่างเค้าเลย
 



 
นั่งรวบรวมสติและกำลังได้ซักพักผมก็พยายามขยับตัวพยุงให้ตัวเองลุกขึ้นเพื่อเดินกลับบ้าน กว่าจะลุกขึ้นได้ผมต้องกลั้นเสียงจนเกือบหลุดร้องออกมาอยู่หลายครั้งเพราะความเจ็บ ลุกยืนได้ว่ายากแล้วแต่การจะก้าวขาเดินไปนั้นยากยิ่งกว่า ลองก้าวเดินดูก้าวแรกน้ำหนักที่ทิ้งลงตรงปลายเท้าสร้างความเจ็บที่จี๊ดไปถึงสมองเพราะช่วงล่างที่พึ่งผ่านการใช้งานมาทำให้การเดินของผมติดขัดและลำบากมากขึ้นไปอีก เดินได้แค่สองก้าวเข่าก็อ่อนพับลงกับพื้นตามเดิม มองหาคนจะช่วยก็ไม่มีเพราะบริเวณนี้เป็นจุดสิ้นสุดของหาดอีกทั้งนี่ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้วผู้คนจึงแทบจะไม่มีเลย


 
สายตาผมมองไปเห็นท่อนไม้แถวๆนั้น เอื้อมมือไปหยิบสุดแขนจนได้มาแม้จะมีตะปูและหนามแหลมติดอยู่ด้วยแต่ก็พอที่จะช่วยรับน้ำหนักช่วยพยุงให้ผมพาตัวเองออกไปจากที่ตรงนี้ได้ 
 



ผมเดินไปหยุดพักไปสลับกันไปจนถึงบ้านรู้สึกขอบคุณตัวเองที่อดทนและผ่านมันมาได้ ไฟในบ้านยังมืดสนิทแสดงให้รู้ว่าทั้งพ่อและแม่ยังไม่กลับมา ก้าวเข้ามาในบ้านได้เปิดไฟแล้วเสียงโทรศัพท์ก็ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นผมสะดุ้งจนไม้ที่ใช้ค้ำอยู่หลุดมือตัวทรุดลงรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ลงกับพื้น ความเจ็บตอกย้ำซ้ำให้ได้เพิ่มความระบมและเวลาในการรักษาให้นานออกไปอีก







 
‘..ครับแม่’




 
‘ทำไมกลับบ้านก่อนแล้วไม่บอกแม่’



 

‘อะ เอ่อ พอดีผมรู้สึกปวดหัวน่ะครับ พี่ฝานเค้าเลยอาสาพามาส่งก่อน’ ผมกัดฟันข่มความเจ็บปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติพาตัวเองลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วขึ้นไปยังห้องของตัวเองโดยใช้บันไดเป็นตัวช่วยให้เดินไปถึงห้องในที่สุด






เหนื่อย เหนื่อยกับตัวเอง เหนื่อยกับเรื่องทุกอย่าง





 
‘พี่เค้าบอกแม่แล้ว แต่เราควรโทรมาบอกแม่ก่อนนะไม่ใช่ให้แม่ต้องมาคอยเป็นห่วงอยู่แบบนี้ เห็นมั้ยแม่บอกแล้วใช่รึเปล่าว่าให้รอให้หายดีก่อนก็ไม่เชื่อ ดันทุรังแต่จะออกจากบ้าน แล้วเป็นยังไงล่ะ’




 
‘ครับๆ..ต่อไปนี้ผมจำตามและเชื่อฟังที่แม่บอกทุกอย่างเลย’




 
‘แล้วนี่อาการเป็นยังไงบ้าง’




 
‘ได้นอนพักก็คงดีขึ้นครับ’




 
‘โอเคๆเดี๋ยวแม่รีบกลับ ต้องแวะไปรับพ่อเราที่รีสอร์ทอีก’




 
‘ครับ..ขับรถดีๆนะครับ’
 


สายจากแม่ตัดไปพร้อมกับผมที่เปิดประตูหน้าห้องของตัวเองแทรกตัวเข้าไปข้างในปิดประตูสองขาตรงดิ่งไปยังห้องน้ำทันที ยืนมองตัวเองในกระจก รอยช้ำตามจุดต่างๆบนร่างกายมองเห็นชัดเจน ผมดึงคอเสื้อลงเปิดดูตามร่างกายของตัวเองที่มีรอยช้ำไม่ต่างจากบนคอทั้งร่างมองดูแล้วเหมือนคนเป็นโรคอะไรซักอย่าง 





น่ารังเกียจ จะทำให้ตัวเองสกปรกไปถึงเมื่อไหร่กัน 




 
คงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่ารอยจะจาง โชคดีที่ที่ผมอาศัยอยู่อากาศเย็นตลอดปี การใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดความสกปรกนี้จึงช่วยผมได้เยอะ 
 





 
และในคืนวันนั้นผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเค้า ไม่ใช่คนที่บอกให้รอรับแต่เป็นอีกคน 







ลู่หาน
 
 





การได้กลับมาคุยกันอีกครั้งทำให้วันเก่าๆที่เราเคยทำร่วมกันย้อนกลับมาในห้วงของความคิดแม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่รู้สึกอะไรกับเค้าเหมือนเดิมก็ตาม แต่ในตอนนี้เค้าเป็นคนเดียวที่ผมคุยด้วยแล้วรู้สีกปลอดภัยและสบายใจที่สุดจนไม่ได้รับสายของอีกคนที่โทรซ้อนเข้ามา
 
 
 
 
 












.
.
.









 
 
 
 
 
 
ผมกับลู่เรากลับไปเป็นอย่างเมื่อก่อนคือมีนัดกินข้าวดูหนังกันเหมือนตอนคบกัน ผมรู้ว่าเค้ารู้สึกยังไง เค้าไม่ได้รักผมในแบบนั้นหรอก เค้าแค่รู้สึกผิดที่เห็นผมมีสภาพเป็นผักเหี่ยวอย่างนี้ เชื่อผมสิ ถ้าใจกล้ากว่านี้ผมคงเล่าทุกเรื่องให้เค้าฟังไปแล้ว ผมมันแย่มากเลยใช่มั้ยล่ะ 







กลางวันคนน้องกลางคืนคนพี่
 






 
 
แรงสะบัดมือของฝ่ามือหนาที่ปะทะกับแก้มของผมเรียกรสเฝื่อนจากเลือดที่ซึมออกมานอกมุมปาก ความเจ็บแสบจี๊ดจนผมยกมือขึ้นลูบบริเวณที่อีกคนฝากรอยมือไว้
 






‘ไม่ได้คิดอะไรแล้ว เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นี่น่ะหรอ ไม่คิดอะไร มาหากันแทบทุกวัน มีความสุขมากมั้ยลักกินขโมยกินของของคนอื่น’





 
‘ผมกับลู่เราบริสุทธิ์ใจต่อกัน เราเป็นเพื่อนที่หวังดีต่อกัน..’




 
‘เพื่อน? เพื่อนที่มีเวลามาคลุกอยู่ด้วยกันจนมันไม่มีเวลาให้แฟนตัวจริงน่ะหรอ? นายนี่หน้าด้านเกินคนจริงๆ ไม่สงสารมินซอกบ้างหรอ? เค้าต้องมาเจ็บซ้ำๆซากๆเพราะความเห็นแก่ตัวของคนที่เรียกว่าพี่อยู่ทุกวันอีกกี่ครั้ง’




 
‘คุณควรไปบอกคนของคุณมากกว่า เพราะเค้าเป็นคนมาหาผมเอง โอ๊ยย!’



 
แรงมือที่บีบคอผมอยู่ทำให้ผมร้องออกมาแต่คนกระทำไม่ได้สนใจอยู่แล้วผมจึงได้แต่แกะมือที่เหมือนคีมเหล็กนี้ออกเพราะลมหายใจเริ่มติดขัด
 




 
‘ถ้าไม่มี ไอ้ตัว อย่างนายไปทอดสะพานให้มัน มันจะแร่กลับมาตายที่เดิมอีกทำไม ลองใช้สมองแล้วคิดดูให้ดีๆว่าใครกันแน่ที่ไม่ยอมจบทั้งๆที่ตัวเองเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอจบด้วยตัวเอง’
 








 
หลังจากดูหนังจบและแยกกันกับลู่ผมก็ถูกอีกคนพาตัวออกมาโดยข้อความที่บอกให้ผมไปเจอเค้าที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ เมื่อมองเห็นป้ายทะเบียนรถที่คุ้นเคยผมก็เดินตรงไปยังรถคนนั้นด้วยสองขาที่สั่นเทาเพราะรู้ว่าตัวเองจะเจอกับอะไร
 



ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปนั่งแรงปะทะตรงแก้มขวาก็ทักทายผมก่อนคำพูดของเจ้าของรถคันนี้ซะอีก
 
 



‘ถ้าผมเลิกติดต่อกับลู่คุณจะเลิกมาวุ่นวายกับผมมั้ย?’ ผมหอบสูดลมหายใจไอค่อกแค่กหลังจากมือหนายอมปล่อยออกจากคอผม
 




‘แน่นอน..ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคนอย่างนายอยู่แล้ว’





 
‘.......’
 





‘..ผมขอเวลา’
 





‘เร็วที่สุด ยิ่งยื้อไปอะไรๆมันก็ยิ่งจะแย่ ไม่อยากให้ฉันมาวุ่นวาย ไม่อยากเจ็บตัวไม่ใช่หรอ?’
 




‘จะให้เลิกติดต่อผมทำได้ แต่ยังไงเราก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี เพราะเค้ากับมินซอกคบกันอยู่’
 





คิดได้ด้วยหรอ..ถามจริงเหอะนะไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยรึไง มาทำตัวเป็นผู้เสียสละแต่ก็แอบมากินลับหลัง น่านับถือจริงๆ’
 




‘คุณเองก็ไม่ได้ต่างจากผมไม่ใช่รึไง แอบลักกินทั้งๆที่ตัวเองก็มีคนของตัวเองอยู่แล้ว..’





 
‘จะพูดอะไรหัดระวังปากไว้ซะบ้างนะ ดูสภาพตัวเองด้วย’
 




ผมยอมรับว่าทำใจดีสู้เสือไปอย่างนั้นแหละ รู้ตัวเองดีว่าไม่ว่าจะสภาพไหนผมก็ไม่มีทางต่อกรกับเค้าได้อยู่แล้ว อย่างน้อยๆก็ได้ปลดปล่อยความอึดอัดออกไปบ้าง





 
‘ในฐานะที่คุณเป็นพี่ชายเค้าคงรู้จักน้องชายตัวเองดี ลู่เค้าเวลาทำอะไรจะจดจ่อจริงจังอยู่แต่กับสิ่งนั้นๆจนบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด อยู่ๆคุณจะให้ผมหักดิบเลยคิดว่าเค้าจะยอมถอยง่ายๆหรอ?’




 
‘เพราะฉันรู้จักมันดีนี่ไงเรื่องมันถึงสนุกแบบนี้ ฉันให้โอกาสนายได้เดินแล้ว ก็เลือกเอาละกันว่าจะเดินไปในทางไหน แต่ว่านะ..ตอนนี้....’





 
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของคนข้างๆทำให้ผมรู้ทันทีว่าเค้าคิดอะไรอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็หันตัวไปเปิดประตูจะหนีออกไปทันทีแต่โชคที่ไม่เคยช่วยผมประตูถูกล็อกไว้แขนถูกอีกคนดึงให้หันกลับมาริมฝีปากโดนกระแทกซ้ำแผลที่แตกอยู่ก่อนหน้านี้เรียกเลือดให้ซึมออกมาอีกครั้ง
 





‘ฉันจะช่วยเร่งให้เรื่องมันจบเร็วขึ้นเอง ดูซิว่ารอยพวกนี้จะทำให้นายกล้าออกไปเจอมันอีกมั้ย?’
 





‘อย่านะ! หยุด หยุดเดี๋ยวนี้!!’




 
‘ยิ่งดิ้นคนข้างนอกยิ่งสงสัยนะ’




 
‘คุณก็ดีแต่ว่าผม ดูตัวเองตอนนี้สิทำอะไรอยู่ พี่มยอนก็น่าสงสารไม่ต่างจากมินซอกหรอก ที่ผมทำผมมีเหตุผลคิดแล้วคิดอีกจนตัดสินใจเลือกที่จะทำ ไม่ได้ใช้อารมณ์ตัดสินทุกเรื่องเหมือนคุณ! อื้อออ~!!





 
แรงบดขยี้ที่ขบกัดอยู่บนฝีปากของผมรุนแรงตามอารมณ์ของร่างสูงที่หยุดคำพูดของผมที่กล้าไปต่อล้อต่อเถียงกับเค้า ผมเข้าใจเค้าทุกเรื่องที่เค้าจะโกรธจะรังเกียจเคียดแค้นผมที่ไปวุ่นวายกับคนของเค้าจนทำให้เกิดเรื่องมากมายตามมา แต่มันยุติธรรมแล้วหรอที่เค้าจะพิพากษาลงโทษผมแบบนี้โดยที่ผลของโทษนี้ส่งผลกระทบกับอีกคนไปด้วย





 
‘อย่าบังอาจมาขึ้นเสียงใส่ฉัน’ มือหนาที่เหมือนคีมเหล็กล็อกให้ผมขยับใบหน้าไปไหนไม่ได้




 
‘คุณเองมันก็ไม่ต่างจากผมซักนิด แอบไปลักกินขโมยกินลับหลังคนที่ตัวเองรัก หึ..ถ้าผมเป็นไอ้ตัวอย่างที่คุณว่าคุณเองมันก็เลวได้ไม่ต่างจากผมนักหรอก’




 
แม้ในใจจะกลัวจนส่งผลออกมาทางร่างกายที่สั่นเทาแต่ก็ยังพูดไม่หยุดจนใบหน้าที่ซุกอยู่บนซอกคอของผมเงยขึ้นดวงตาแข็งกร้าวน่ากลัวเส้นเลือดปูดโปนออกมาแสดงอารมณ์ที่ถูกจุดให้ปะทุและพร้อมระเบิดของเค้าขึ้น ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดรอดออกมานอกจากมือหนาที่เปิดคอนโทรลข้างหน้าผมหยิบกุญแจมือออกมาคล้องกับมือผมเหมือนนักโทษ ผ้าสองผืนถูกคลี่ออกผืนแรกปิดตาส่วนอีกผืนปิดปากของผมไว้ เชือกที่ไม่รู้มาจากไหนเพราะตาที่ปิดอยู่ทำให้มองไม่เห็นมัดแน่นตรงขาหมดหนทางหนีในทุกด้านก่อนที่เสียงแค่นหัวเราะจะเอ่ยออกมา
 
 








‘ยินดีต้อนรับสู่โลกของฉัน จางอี้ชิง..’








 
 
ผมไม่เข้าใจกับคำพูดของเค้าหรอก จะประท้วงจะร้องถามก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเพราะผ้าที่ปิดปากผมอยู่แน่นจนส่งเสียงอะไรออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ได้แต่นั่งนิ่งเงียบโดยมีคนขับรถเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปจากลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ จุดมุ่งหมายปลายทางเป็นที่ไหนผมเองก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน









 
 
เสียงเหยียบคันเร่งของเครื่องยนต์ราคาแพงแสดงอารมณ์ของคนขับ ถ้าเค้าขับเหมือนจะบินได้ขนาดนี้แสดงว่าต้องออกนอกเมืองแน่นอน เพราะถ้าอยู่ภายในเมืองไม่มีทางที่เค้าจะขับฉิวเหมือนถนนโล่งได้ขนาดนี้
 

 
ใช้เวลาน่าจะครึ่งชั่วโมงได้รถก็ชะลอจนเสียงดับในที่สุด เสียงปิดประตูด้านคนขับดังขึ้นผมสะดุ้งเพราะความตกใจก่อนที่ร่างจะถูกแบกพาดบ่าขึ้นโดยคนตัวสูงที่พาผมมา เปล่าประโยชน์ที่จะดิ้น ไม่มีประโยชน์ถ้าจะถาม ผมได้แต่ทำตัวนิ่งๆให้เค้าพาไปไหนตามใจตัวเองจนแผ่นหลังกระทบกับเตียงนุ่มด้วยแรงจากร่างสูงที่ทิ้งตัวผมลง ผมนิ่วหน้าขมวดคิ้วแม้เตียงจะนุ่มแต่ก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีผ้าปิดตาและผ้าที่ปิดปากถูกเปิดออกผมมองเห็นเค้าเป็นอันดับแรก จากนั้นสายตาก็เริ่มกวาดมองบริเวณรอบๆตัวเองก่อนจะเอ่ยปากถามเค้า
 





 
‘ที่นี่..ที่ไหน’





 
‘โลกของฉันไง โลกที่ถ้าใครได้เข้ามาแล้วจะไม่มีวันออกไปไหนได้จนกว่าฉันจะเป็นคนอนุญาตเอง..’






 
 
‘.......’
 





 
‘..ยินดีต้อนรับ’
 


 
 
จบคำร่างสูงก็ถอดเสื้อตัวเองออกพร้อมกับโน้มตัวลงมาทาบทับกับผมจนผมหายใจแทบไม่ออก มือที่ถูกใส่กุญแจอยู่ถูกยกขึ้นเหนือหัว สองขาที่ถูกมัดก็ถูกแกะออกความเจ็บแสบเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะฟันที่ขบกัดไปทั่วทั่งร่างจากคอไล่ลงมาเรื่อยๆ กระดุมที่ติดอยู่อย่างเป็นระเบียบถูกกระชากออกจนขาดด้วยแรงมือเพียงข้างเดียวของเจ้าของสถานที่แห่งนี้
 
 


‘ปล่อยนะ..! ผมเจ็บ’




 
‘ทำให้เจ็บก็ต้องเจ็บสิ เป็นเด็กดีหน่อยน่า..สวรรค์อยู่ตรงหน้านี้แล้วจะไม่คว้า มันน่าเสียดายออกนะ’





 
‘ต่ำ!! โอ้ยยย!





 
แรงมือสะบัดมากระทบแก้มผมทันทีที่พูดจบน้ำตาที่พึ่งมาไหลเอาตอนนี้พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
 




 
‘หาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัวแล้วจะมาสำออยทำไม! จำหน้าจำเสียงจำสัมผัสจำรสชาติของฉันไว้ให้ดี ถ้าไม่อยากโดนอยู่แบบนี้ก็ไปจบๆกับมันซะ!’
 





ใบหน้าผมหันมาตามมือของเค้าที่จับให้มาเผชิญหน้ากับเค้า แรงที่ตรึงไม่ให้ผมหลบสัมผัสที่เค้ากำลังจะจู่โจม ร่างทั้งร่างที่แนบชิดไร้สิ่งกีดกันจนทำให้รับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจทั้งของผมและของเค้าที่เต้นรัวแข่งกันอยู่ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไร้คำพูดผมจะดิ้นขัดขืนก็ไม่ได้เพราะตัวเค้าทาบทับอยู่บนตัวผม สองแขนที่ถูกตรึงไว้ก็ไม่มีแรงที่จะยกมาต่อสู้ก่อนที่สติผมจะเริ่มมึนแต่ยังรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาแค่ไม่มีแรงขัดขืนหรือจะทำอะไร เหมือนคนเมา ได้ยินรับรู้ทุกสิ่งอย่างที่เค้ากระทำและพูดชัดเจน
 
 






‘อ่อนจริง ต้องให้มีอะไรกับคนไม่ได้สติเหมือนเอาศพไปอีกกี่ครั้งวะ’
 




 
ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะน้ำเย็นที่เทลงมาใส่หน้าผม เด้งตัวลุกขึ้นทันทีเพราะสำลักน้ำ ความเจ็บช่วงล่างมาเยือนอีกครั้งแม้จะไม่เจ็บเหมือนครั้งแรกๆแล้วแต่ก็ยังแอบเสียดๆเวลาเดินหรือขยับตัวไม่ถูกท่าอยู่ดี
 
 




‘ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันจะไปส่ง’
 





คนพูดวางแก้วน้ำที่ถูกเทออกจนหมดลงก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาจุดพ่นควันใส่หน้าให้ผมได้ไออีกรอบ ผมมองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์ รู้สึกแสบตาเหมือนน้ำตาจะไหลลงมาอีกรอบ ม้วนตัวกับผ้าห่มที่คลุมร่างเปล่าเปลือยอยู่ลุกขึ้นเดินไปยังทางที่อีกคนพยักหน้าบอก เมื่อแน่ใจว่าประตูล็อกเรียบร้อยผมก็ทิ้งตัวลงนั่งกอดเข่าตัวเองทันที สองมือยกมาปิดปากตัวเองปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมากลั้นเสียงสะอื้นไห้ที่กลัวจะเล็ดรอดออกไปให้คนข้างนอกได้ยิน
 
 







ก็อกๆๆๆๆๆ
 
 





!!!



 
 
ผมสะดุ้งตามเสียงรัวเคาะประตูก่อนที่เสียงของอีกคนจะตามมา




 
‘ถ้าไม่อยากกลับดึกให้พ่อแม่สงสัยก็เร็วๆเข้า ฉันไม่ได้มีเวลามาคลุกอยู่กับนายทั้งคืนหรอกนะ’
 



 
ผมกัดปากกำมือตัวเองแน่นลุกขึ้นไปอาบน้ำเอาสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ในตัวออก มองดูร่องรอยที่เค้าทิ้งไว้ตามร่างกายแทนที่อันเดิมที่เริ่มจาง มือลูบหน้าท้องยิ้มให้ตัวเองในกระจกแล้วเดินออกไป
 
 
 
 


 


















---
















 
 
 
 
 
 
 
ผมอยู่กับลู่แล้วสบายใจรู้สึกปลอดภัยแต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมต้องถอยออกให้ห่างจากเค้าเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ทุกครั้งที่ลู่มาหาผมและกลับไปผมต้องเจอกับพี่ชายของเค้าทุกครั้งและทุกครั้งผมจะ เจ็บตัว ตลอด แม้ร่างกายจะเกือบหายดีแต่ข้างในยังอ่อนแรงอยู่ต้องการพักฟื้นอีกยาว 
 




 
 
ที่ทำให้พวกเค้าต้องเสียลูกไปผมรู้สึกผิด แต่ที่ทำอยู่ตอนนี้ผมรู้สึกผิดมากกว่า รู้สึกผิดกับเค้า







คิม จุน มยอน






ในใจมันอึดอัดแน่นไปหมดจนหายใจไม่ออก ต้องทำตัวเป็นปกินต่อหน้าคนอื่นๆเพื่อให้ทุกคนสบายใจ มันกดดัน มันบอกความรู้สึกของตัวเองไม่ถูก แต่ที่แน่ๆวันนี้คือวันที่น้องจะมากับลู่ด้วย
 
 
ได้เห็นน้องยิ้มดูมีความสุขผมก็พลอยมีความสุขหัวเราะไปด้วย มองดูการกระทำของอีกคนที่ผมฝากฝังให้ดูแลน้องแทนผม เค้าคงไม่รู้ตัวว่าสายตาเวลาที่เค้ามองน้องมันเป็นยังไง





 
และคืนนั้นเราก็ทะเลาะกันจนความอึดอัดกดดันที่ผมสู้และอดทนเก็บมาตลอดทั้งเดือนระเบิดออกมา 






มินซอกรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว 





น้องรู้เรื่องแล้ว รวมถึงเรื่องเด็กในท้องของผมด้วย ผมจะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าใครเป็นพ่อของเด็กคนนี้ ยังไม่ถึงเวลา ผมยังไม่พร้อม




 
ผมไม่รู้ว่าตัวเองตื่นมาอยู่ในโรงพยาบาลได้ยังไง พยายามนึกแล้วแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก รู้แต่ว่ามินซอกรู้เรื่องของผมกับลู่แล้วแค่นั้น น้องโอเคและยังคบกับลู่ต่อ ผมรู้สึกดีมากที่น้องไม่ว่าอะไร มินซอกเป็นเด็กดี น่ารัก ลู่เองถึงไม่ใช่คนดีมากมายอะไรแต่เค้าก็ไม่ได้ชั่วร้ายเหมือนใครบางคน




 
ผมนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ในที่ที่ผมคิดว่ามันปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยจากคนๆนั้น จนน้องเปิดประตูมาเจอผมพร้อมกับใบหน้าตื่นตระหนก
 






ผมได้เจอกับหมอชางมินอีกครั้ง เรานั่งคุยกันเหมือนที่ผมเคยมาคุยในทุกเดือน แต่เดือนนี้ผิดเวลาไปหน่อย
 

 
 
หลังจากนั้นเราทั้งสามคนก็ตรงกลับบ้านทันที ผมใช้ชีวิตปกติอาการต่างๆเริ่มคงที่จนเกือบจะหายดี น้องกับลู่แวะมาหาผมทุกอาทิตย์บางอาทิตย์ก็ค้างด้วย แต่ช่วงหลังๆน้องเริ่มมีมาปรึกษาปัญหากับผม หลายเรื่องทั้งเรื่องเรียนเรื่องเพื่อนหรือแม้กระทั่งเรื่องของลู่หาน
 




ผมยังอดแปลกใจไม่ได้ที่น้องบอกไม่รู้สึกกับลู่เหมือนเดิมแล้ว ตอนแรกผมคิดว่าน้องคงเบื่อ เพราะเอาเข้าจริงๆลู่หานเองเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อมากกกกก หมายถึงตอนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่นะ ซึมกะทือ หน้าเบื่อโลก อีกอย่างช่วงนี้น้องติดเพื่อนจนไม่มีค่อยมีเวลา ผมก็เข้าใจเค้าแหละ ได้แต่บอกให้เค้าไปคุยกันปรับความเข้าใจกัน จนน้องมาบอกว่าตกลงกับลู่แล้วว่าจะกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ผมก็ขัดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เพราะทางไหนที่น้องเลือกแล้วมีความสุขผมโอเคหมด แม้จะแอบเสียดายอยู่ก็ตาม
 
 




 
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับท้องของผมที่เริ่มนูนออกมามากขึ้น ผมยังไปหาหมอชางมินอยู่ทุกเดือน อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องเด็กนั้นต้องดูแลและระวังตัวเป็นพิเศษเพราะเป็นเคสที่เกิดจากแม่ที่เป็นผู้ชายเด็กจะอ่อนแอและระบบประสาทสัมผัสจะไวเป็นพิเศษ นี่น่าแปลกคือผมไม่มีอาการแพ้ท้องเลยนอกจากจะกินมากกว่าปกติ
 





 
‘นี่ก็จะครบ4เดือนแล้วนะ เป็นยังไงเรา มันโตช้ากว่าท้องผู้หญิงปกติก็จริง แต่ใช่ว่ามันจะไม่โตไปกว่านี้นะ’
 





‘..ผม ไม่รู้จะเริ่มบอกยังไงดีน่ะครับ..’
 




‘สู้กับตัวเองมาได้ขนาดนี้แล้วเรื่องอื่นก็คงไม่ใช่เรื่องยาก ยังไงช่วงนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆพยายามอย่าทำกิจกรรมอะไรที่หนักๆ มีเรื่องอะไรก็โทรหาหมอได้ตลอดนะ’





 
‘ขอบคุณครับ..’





 
ผมยิ้มและโค้งลาหมอชางมินก่อนจะเดินออกมาไปหาแม่ที่นั่งรออยู่




 
 
‘เรื่องใบรับรองบุตรหมอจะเก็บเรื่องไว้ให้ก่อน..ยังไงซะเด็กคนนี้ก็ต้องการพ่อนะ...’
 









 
‘เป็นยังไงมั่ง’
 




‘ก็ดีขึ้นครับ ไม่มีอะไรน่าห่วง ได้ยาเพิ่มอีก2-3ตัว’
 




‘ดีแล้วทำไมต้องให้ยาเพิ่ม’




 
‘ก็ยาบำรุงทั่วไปแหละครับ..ปะ กลับกันเถอะ’



 
ผมเดินคล้องแขนแม่เหมือนที่ชอบทำเป็นประจำออกจากโรงพยาบาล อาทิตย์หน้าเป็นวันที่ผมกับลู่จะย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว อย่าพึ่งคิดไปไกล หมายถึงผมกับลู่เราเรียนที่มหาลัยเดียวกันตามที่เค้าเคยชวนผมก่อนหน้านั้น แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าเค้าชวนผมตอนไหน รู้แต่ว่าผมมีชื่ออยู่ในคณะที่ต้องการจะเรียนแล้วเรียบร้อย




 
เราจะอยู่คอนโดของลู่เพราะใกล้กับมหาลัย ส่วนเรื่องท้องที่กลัวจะกระทบกับการเรียนนั้นผมก็ยังไม่ได้บอกใคร จะมีที่รู้ก็มินซอกคนเดียว ผมวางแผนไว้แล้วว่าถ้าท้องโตจนคนเริ่มสังเกตผมจะดรอปเรียนเอาไว้ก่อน และคนที่น่าจะดูแลและไว้ใจได้ก็มีแต่เค้าคนเดียวเท่านั้นที่ผมมองเห็น ลู่หาน

 
แต่ผมจะกล้าบอกเค้าได้ยังไง เค้าต้องถามแน่นอนอยู่แล้วว่าใครเป็นพ่อเด็ก เรื่องมันเป็นมาเป็นไปยังไง หรือผมควรปรึกษามินซอก แต่เราเจอกันไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะเค้ารู้ว่าผมไม่อยากพูดถึง อยู่ๆไปพูดน้องคงงงอีกอย่างมินซอกยังเด็กอยู่ด้วย ผมนอนคิดตลอดสัปดาห์จนวันนั้นก็เวียนมาถึง บอกพ่อดีมั้ย บอกแม่ผมไม่น่าจะมีชีวิตรอด แต่พ่อก็คงช็อครับไม่ได้แน่ๆ





 
 
 
‘ขอโทษที่ไปส่งไม่ได้นะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะแวะไปหา’



 
ผมพยักหน้ากอดลาพ่อกับแม่แล้วเดินไปขึ้นรถที่มีโชเฟอร์หน้าหวานเปิดประตูรออยู่
 



‘พี่ชิงมีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าฮะ ดูเครียดๆ’ คนตัวเล็กเอี้ยวตัวมาคุยกับผมที่นั่งอยู่เบาะข้างหลัง
 



‘อ๋อ เปล่าหรอก แค่ตื่นเต้นน่ะ’



 
‘นั่นสิ ผมยังตื่นเต้นแทนเลย ได้ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราและเราก็ไม่รู้จักใคร ชีวิตอิสระ เฮ้อออ ~ อยากรีบโตเป็นผู้ใหญ่จังน้าา..’



 
‘แก่แดดแก่ลมจังนะเราหื้อ?’ โชเฟอร์ข้างๆเอื้อมมือไปยีผมอีกคนจนยุ่งเหยิงทำให้คนตัวเล็กค้อนใส่ทันที




 
‘ผมบอกแล้วไงว่าไม่ชอบให้ทำแบบนี้’



 
‘ทีเมื่อก่อนไม่เห็นเราว่าอะไรเลยนี่’



 
‘นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ผมไม่ชอบ’



 
‘เอาล่ะๆจะเถียงกันทำไมเนี่ย..’



 
‘จอดให้ผมลงตรงป้ายหน้านั่นด้วยครับ..’



 
‘อ้าว?! ยังไม่ถึงโรงเรียนเราเลย อีก3ป้ายไม่ใช่หรอ?’



 
‘พอดีมีนัดอยู่ตรงป้ายนี้น่ะฮะ..’



 
‘อ่อๆ งั้นเดี๋ยวตอนเลิกเรียนพี่กับลู่มารับไปส่งบ้านนะ’




 
‘ไม่ต้องฮะ ผมมีนัดทำรายงานต่อที่บ้านเพื่อน ไปนะฮะ’




 
หลังจากรถเทียบท่าป้ายรถเมล์แล้วคนตัวเล็กก็วิ่งดุ้กดิ้กไปยืนรอคนที่นัดเอาไว้ มือล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดโทรออก
 
 




‘ลู่ ลู่ ลู่! ลู่หาน!!’
 





‘หื้ม? อื้ม มีอะไร’




 
‘เป็นอะไรไปอีกคนเนี่ย’ ผมปิดประตูพร้อมกับโบกมือไปมาต่อหน้าคนที่เรียกชื่ออยู่หลังจากย้ายที่นั่งจากข้างหลังมานั่งข้างคนขับ
 





‘มีอะไรหรอ?’
 





‘..เอ่อ’
 




ผมอึกอักพูดไม่ถูกไม่รู้จะเริ่มยังไง ทุกคำพูดมันจุกอัดแน่นไปหมด
 





‘คือ..เรามีเรื่องจะบอกน่ะ...’




 
‘ว่ามาสิ’




 
‘สัญญากับเราก่อนได้มั้ยว่าถ้าเราบอกไปแล้วนายจะไม่ไปบอกใครต่อ..’
 




‘อือ’




 
‘มีอีกอย่าง อย่าถามอะไรเราต่อไม่ว่าเราจะพูดอะไรขอให้นายแค่รับฟังอย่างเดียว โอเคมั้ย?’




 
‘ดูซีเรียสนะ..’
 




‘สัญญามาก่อนสิ’ ผมยื่นนิ้วก้อยให้เค้าเค้าหันหน้ามามองผมก่อนจะยกนิ้วมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของผม
 





‘ถึงคอนโดก่อนล่ะกัน..’
 
 
 
 
 














 
 
‘อ้าว?! มินซอก มายืนทำอะไรตรงนี้ ลงผิดป้ายหรอ?’





 
‘พี่อู๋! พอดีเลย ผมลืมหนังสือไว้ในรถพี่ลู่..ช่วยพาไปเอาหน่อย’




 
‘อ้าว? เออ ขึ้นมาๆ มันไปไหนล่ะ บ้าน?’






 
‘ไม่ใช่ฮะ คอนโด..’






 
‘โอเค..’


 
 
 
 
 
 
 
 











.
.
.























 
ผมดึงชายเสื้อของเค้าเอาไว้หยุดการเดินไปยังห้องของสถานที่สุดหรูนี้
 




‘..หื้อ?’
 





ผมจับมือเค้ามาวางบนท้องของผม เค้าทำหน้างงไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อ
 

 
‘อย่าถาม แค่รับฟัง เข้าใจใช่มั้ย?’ เค้าพยักหนคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน
 




‘ในนี้..ในตัวของเรา มีอีกสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ด้วย..’





 
‘......’
 





‘..ลู่หาน’





 
‘......’
 









‘เรา..ท้อง’





 
ใบหน้าที่คิ้วแทบจะชนกันตอนแรกเปลี่ยนมาตกใจมือที่ผมจับมือของเค้าให้วางอยู่บนท้องชักกลับ สีหน้าแสดงความหมายของเครื่องหมายคำถามมากมาย ผมยิ้มให้เค้าพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นอยู่ตรงขอบตา
 




‘ทำไม?’




 
ผมส่ายหน้าพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาในที่สุดคิ้วเข้มกลับมาขมวดอีกครั้ง ผมได้แต่ยิ่มส่ายหน้าไปมาให้เค้า เค้าดึงตัวผมเข้าไปกอด เป็นอ้อมกอดที่ทำให้เขื่อนน้ำตาผมทะลักออกมาเหมือนถูกเปิดประตูที่พยายามกั้นไว้อยู่ เรานิ่งกันซักพักเค้าไม่ได้เอ่ยไม่ได้ถามอะไรผมอีก ฝ่ามืออุ่นเช็ดน้ำตาออกให้ผม สัมผัสอ่อนโยนที่ผมอยากให้เกิดกับอีกคนแต่คงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหลออกมา
 
 




‘ขอบคุณนะ..’





 
สัมผัสอุ่นที่ประทับบนหน้าผากเหมือนเป็นการร่ายมนต์ให้หัวใจผมได้มีแรงขึ้นมาอีกครั้ง ผมหลับตารับสัมผัสนั้นโดยที่น้ำตายังคงนองหน้า จนได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นหูแต่ชื่อในประโยคนั้นทำให้ผมและคนตรงหน้าผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
 
 
 








 
 
‘อ้าว? คุณใหญ่ คุณหนูมินซอก มายืนทำอะไรกันตรงนี้ครับ’
 

















































































Hi Dear . . .

:: ย้อนดูตอนก่อนๆเห็นคำผิด ขอไม่แก้นะ ขก เดี๋ยวมันแจ้งเตือนด้วย  (จะพยามไม่ให้มีคำผิดอีก) ค่อยแก้ตอนจบเรื่อง

:: ยังไม่รู้ว่ามีกี่ตอน






















 
(:


































     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #39 chnnnnn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 01:09
    อยากให้อี้ไปบอกคริสน้ะ มันจะได้จบๆมั้ง อิพี่คริสเค้าจะได้คิดได้ ลู่หมินเค้าจะได้ปรับความเข้าใจกันนน
    #39
    0
  2. #38 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 08:18
    555555 มันแน่งานนี้ เพราะเราไม่สงสารอี้ชิง อะไรก้อไปหาแต่ลู่หาน เป็นเราก้อไม่ไว้ใจถึงขะเพื่อนสนิทแต่มันก้ออดีตคนรัก การที่อี้ชิงบอกพี่ลู่บางทีอาจจะได้พ่อเด็กก้อได้นะ เหอะ!!!เฮียคริสเคลียร์เองละกัน ส่วนพี่หมินรอยตัวแล้วสบายใจแล้ว เพราะเราทีมพี่หมินโว้ยยยยยย ตอนต่อไปลุ้นมากเลย สองคนที่กอดกันคงตกใจน่าดู ฮึฮึ
    #38
    0
  3. #37 Jakkaran55 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 01:37
    สงสารอี้ชิงเบาๆ แต่ก็แอบสะใจการทิ้งระเบิดตอนจบของไรท์ ถึงแม้จะอ่านไปร้องไห้ไปไม่รู้สงสารมินซอกรึอี้ชิง
    #37
    0
  4. #36 PenguinSeok (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 00:57
    ฟานหมินมาทันตอนที่อี้บอกว่าท้องไหมอะหรือว่ามาตอนที่ลู่จูบอี้ลุ้นสุดๆ รอๆๆๆๆๆ
    #36
    0