It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 14 : 1 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 ก.ค. 60








14











 
ทุกคนที่เกิดมาดำรงชีวิตอยู่ได้เพราะการสูดลมหายใจเข้าออกไม่ว่าอากาศหรือสิ่งที่ทำให้จมูกเราได้รับรู้และได้กลิ่นนั้นจะบริสุทธิ์หรือเจือปนสารพิษก็ตาม 





เราขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้อยู่แล้ว
 
 



แต่ถ้าวันนึงคุณขาด1ใน2อย่างนี้ล่ะ? 
 
 



มีออกซิเจนแต่ขาดการหายใจก็เท่ากับว่าไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ถ้ายังมีลมหายใจแต่อากาศที่ใช้เพื่อการดำงชีวิตอยู่นั้นไม่บริสุทธิ์ เต็มไปด้วยสารพิษอันตรายล่ะ...? แน่นอนว่าคุณยังมีชีวิตมีลมหายใจอยู่แม้ว่าอากาศที่สูดเข้าไปจะเลวร้ายส่งผลเสียสร้างความเจ็บปวดทรมานให้ร่างกาย แต่นั่นก็ทำให้เรามีชีวิตอยู่


 
ขอแค่มีลมหายใจรั้งชีวิตของเราไว้ให้ได้นานที่สุดถึงแม้ว่าอากาศที่ใช้อยู่นี้จะไม่ใช่ออกซิเจนที่บริสุทธิ์ก็ตาม ผมยอมแลกเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ ยอมอยู่กับความทรมานกับอากาศที่ไม่พึงประสงค์ต่อไปเพื่อต่อเวลาให้ได้อยู่กับคนที่เรารักและรักเราให้ได้นานที่สุด
 
 



 
หลังจากเย็นวันนั้นข้อข้องใจ(เกือบ)ทั้งหมดของผมก็ถูกเฉลย พี่ชิงกลับมาอาการทรุดลงอีกรอบทั้งๆที่เกือบจะหายดี100%แล้ว กลับมาเก็บตัว หวาดระแวง แม้จะไม่หนักมากเหมือนช่วงก่อนที่พี่เค้าจะมาเยี่ยมผมที่บ้านแต่ก็ทำให้ผมได้เห็นว่าอาการและสิ่งที่เค้าเป็นอยู่นั้นมันเป็นยังไง
 





เสียงปิดประตูด้านข้างคนขับปิดลงพร้อมกับคนที่หันหน้ามามองผมใบหน้าหวานตกใจก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อของผมก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อ



 


‘มินซอก..มาได้ไงเนี่ย..แล้ว..?




 
‘อย่าพึ่งถามอะไร รีบไปก่อนที่เรือเที่ยวสุดท้ายจะหมดก่อนดีกว่านะฮะ’
 
 

 
เพราะที่นี่เป็นเกาะส่วนตัว โรงพยาบาลใหญ่ๆจึงไม่มี คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย จะมีก็แต่คลินิกเล็กๆในรีสอร์ตของเค้า
 
 












สองมือที่ประสานกันนิ่วหน้าคิ้วขมวดโดยมีผมยืนรอคนที่พึ่งถูกส่งตัวเข้าไปในห้องฉุกเฉิน สีหน้าที่แสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วงกังวลกับร่างขาวซีดของพี่ชายของผมจนผมต้องเดินไปนั่งยองๆตรงหน้าอีกคนใช้นิ้วชี้กดไปตรงหว่างคิ้วให้คลายออก






'พี่ชิงต้องไม่เป็นอะไร'





 รอยยิ้มเล็กๆส่งมาให้พร้อมกับฝ่ามือที่วางลงบนหัวของผม เป็นชั่วโมงการรอที่มีแต่ความเงียบงัน 







และเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอึดอัดที่อยู่กับเค้าสองต่อสองแบบนี้








.

.


.








และการรอคอยก็สิ้นสุดลง ผู้ชายร่างสูงสวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดเดินออกมาพร้อมกับคุณหมอท่านอื่นๆก่อนจะแยกไปเหลือเพียงคนเดียวเดินเข้ามาหาเราสองคน





‘ไม่ทราบใครเป็นญาติคนไข้ครับ..’



 
‘ผมเป็นน้องชายครับ’
 



‘เอ่อ ไม่มีผู้ปกครองมาด้วยหรอครับ?’
 



‘กำลังตามมาครับ’ คนข้างๆผมพูดขึ้น



 
‘พี่ผมเป็นยังไงบ้างครับ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ’



 
‘คนไข้สภาพร่างกายไม่เป็นไรครับ ปลอดภัยดี...’ 

 
เสียงถอนหายใจโล่งอกของเราทั้งสองคนที่นั่งรอหลังจากส่งอีกคนเข้าไปในห้องด้านหลังคุณหมอนับชั่วโมงกว่าได้ 
 



‘คุณเป็นน้องชายคนไข้ใช่มั้ยครับ’
 



‘ครับ’
 



‘หมอขอคุยอะไรด้วยหน่อย เชิญทางนี้ครับ’
 



‘เดี๋ยวครับหมอ..’ เสียงเรียกของคนข้างหลังหยุดการเคลื่อนไหวของทั้งผมและคนที่โดนเรียกให้หันกลับมา
 




‘เข้าไปเยี่ยมได้มั้ยครับ’




 
‘ตอนนี้คนไข้หลับอยู่ ถ้าจะเข้าไปเยี่ยมก็ได้ครับ แต่รบกวนอย่างส่งเสียงดังมากนัก หมออยากให้คนไข้พักผ่อนให้หมดฤทธิ์ยาไปเอง’
 




‘ขอบคุณมากครับ’



 
เราต่างคนต่างมองส่งยิ้มให้กันก่อนที่ผมจะเดินตามหมอออกไป
 
 









 
‘คุณหมอมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมครับ’
 




‘คนไข้มีอาการทางจิตอยู่อันนี้คุณทราบอยู่ก่อนแล้วใช่มั้ยครับ?’
 




‘..ครับ’



 
‘เพราะมีเรื่องไปกระตุ้นในส่วนนั้นเลยทำให้คนไข้ช็อกจนหมดสติ..หมอเองก็บอกรายละเอียดอะไรมากไม่ได้เพราะไม่เชี่ยวชาญในด้านนี้ แต่คนไข้มีประวัติเคยรักษาที่นี่คงต้องรอดูตอนฟื้นอีกที...’




 
‘ไม่ได้มีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเรื่องใช่มั้ยครับ’




 
ผมถามชายวัยกลางคนท่าทางน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อหน้าตาใจดีผิดกับน้ำเสียงที่จริงจังตรงหน้า คนถูกถามนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาหยิบชาร์ตคนไข้ที่พยาบาลส่งให้ก่อนเดินแยกไปกับคณะหมออีกทาง ยื่นส่งมาให้ผมดู ผมเปิดออกมองดูแผ่นกระดาษสีขาวสลับกันไปมาเพราะมันมีหลายแผ่น ตัวอักษรทั้งภาษาอังกฤษและคำศัพท์เฉพาะของแพทย์ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรกับจุดประสงค์ที่คนส่งให้ผมดูได้เลย
 




‘ผม..ไม่เข้าใจฮะ’
 



‘คนไข้มีแฟนรึเปล่าครับ..’
 



‘เท่าที่ผมทราบ..ไม่มีครับ’






 
‘คนไข้ตั้งครรภ์ได้สองสัปดาห์แล้วครับ’






'!!!'

 




‘ทะ ท้องหรอครับ! จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อ...’ 





ใช่สิ พี่ชิงพึ่งกลับมาเมื่อเดือนที่แล้ว วันที่ไปเยี่ยมผมที่บ้านถ้านับถึงวันนี้ก็ครบ1เดือนกับอีกสองสัปดาห์ ถ้าทั้งสองคนเริ่มกลับมาคุยกันตามเวลาที่ผมคิดโอกาสที่จะเป็นไปได้ก็สูงเพราะเค้าทั้งสองคนเคยเป็นคนรักกัน หรือพี่ชิงจะมีคนที่คุยด้วยอยู่อันนี้ผมก็ไม่รู้คงต้องรอถามจากปากของเค้าเอง
 
 





‘อย่างที่หมอพูดไป คนไข้มีอาการทางจิตแทรกซ้อนหมอเกรงว่าอารมณ์ของคนไข้จะส่งผลกระทบกับตัวเด็ก ยิ่งเป็นเด็กที่เกิดจากผู้ชายอย่างนี้ด้วยแล้วเด็กจะอ่อนแอและมีอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษ’





 
‘ละ แล้วต้องทำยังไงบ้างหรอครับ’
 



‘หมอคงตอบอะไรให้ไม่ได้ เพราะต้องรอดูอาการของคนไข้หลังจากฟื้น ถ้าเค้ายังปกติดีก็ดูแลเหมือนคนท้องปกติทั่วไปแต่ถ้าไม่ก็ต้องรักษาเป็นขั้นเป็นตอนต่อไปให้ส่งผลกระทบกับเด็กน้อยที่สุด’
 


 
ผมไม่รู้จะคิดอะไรจะทำอะไรต่อแล้วจริงๆ ในหัวมันมีเรื่องให้คิดมากมายแต่กลับว่างเปล่า ตื้อตันไปหมด ผมเดินเข้าห้องน้ำเพื่อปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาระบายความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นแต่มันก็ทำให้อย่างน้อยผมได้ปลดปล่อยความอ่อนแอของตัวเองลงได้บ้าง


 
 
ภาพของผู้ชายที่ผมรักมากที่สุดที่เป็นเหมือนลมหายใจและอากาศของผมทั้งสองคนนั่งกุมมือคนที่นอนแน่นิ่งด้วยสายตาเป็นห่วงปนความเจ็บปวดที่เห็นคนที่รักต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ น้ำตาที่พึ่งปลดปล่อยไปไหลลงมาอีกครั้ง 




 


ถ้าเค้ารักกันมากขนาดนี้แล้วมาคบกับผมทำไม มาให้ความหวังผมทำไม? จริงสิ ผมเป็นคนดื้อดึงจะลงเล่นในเกมส์นั้นเองนี่นะ
 



 
ผมดีใจที่คนที่ผมรักทั้งสองคนรักกัน แต่เสียใจที่ทำไมพวกเค้าไม่ยอมบอกว่าเค้ารักกัน และเจ็บปวดที่สุดที่ต้องมาทำให้พวกเค้าต้องแยกจากกันด้วยความเห็นแก่ตัวของผม







และมันก็ช่วยไม่ได้ที่ผมเลือกอีกคนไปแล้ว ในบรรดาผู้เล่นทั้งหมด 






ผมต้องเป็นที่หนึ่งและชนะเท่านั้น
 



ผมยกมือที่ยังสั่นเทาอยู่ขึ้นมาเช็ดน้ำตาออก เคาะประตูส่งสัญญาณให้คนข้างในรู้ เค้าหันหน้ามาตามเสียงเคาะผมเอ่ยเสียงเบาทักให้อีกคนเพราะกลัวคนที่นอนอยู่จะตื่นก่อนเวลาอันควร
 




 
‘ขอคุยอะไรด้วยหน่อยได้มั้ยฮะ...’ 






เค้าพยักหน้าหันกลับไปมองคนป่วยมือหนาที่เวลาได้สัมผัสคู่นั้นอบอุ่นและชวนวูบไหวหัวใจเต้นแรงวางลงบนหน้าผากอีกคนอย่างเบามือพร้อมกับสายตาห่วงใยถนุถนอมก่อนที่เค้าจะผละตัวออกมา หัวใจผมเจ็บหนึบแม้จะบอกกับตัวเองว่าดีใจที่คนที่รักทั้งสองคนมีความรู้สึกดีๆให้กันแต่นั่นมันก็เป็นแค่อดีต เพราะปัจจุบันเค้าเป็นของผม ผมสะบัดหัวไปมาไล่ความคิดนั้นออกไปเดินนำคนข้างหลังไปคุยกันข้างนอก
 
 





 
สายลมที่พัดผ่านร่างทำให้รู้สึกหนาวเหน็บเย็นยะเยือกไปทั้งหัวใจ น้ำตาที่ยังคลอหน่วยอยู่พร้อมจะไหลลงมาอีกทุกเมื่อ ผมเงยหน้าขึ้นกรอกตาไปมาเพื่อไล่น้ำใสๆนั่นแล้วหันกลับมาเผชิญหน้าคุยกับคนที่เรียกออกมา 




 
ใบหน้าเนียนใสยังคงยิ้มหวานให้ผมเหมือนทุกทีหากแต่แววตานั้นซ่อนความกังวลไว้ไม่อยู่ เราต่างคนต่างมองกันอยู่ซักพักจนผมเป็นคนเปล่งเสียงออกไปทำลายความเงียบนี้
 



 
‘ทำไม..ไม่บอกผมว่าพี่สองคนเคยรักกัน’ 





ผมพยายามประคองเสียงตัวเองไม่ให้สั่นและจงใจเน้นให้อีกคนเข้าใจและแยกแยะความสัมพันธ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้คนข้างหน้าเห็น เค้านิ่งไปสองมือที่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเองหลับตาพริ้มเงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้าที่มืดมิดแต่กลับมีแสงสว่างจุดเล็กๆแต้มประปรายอยู่ทั่วผืนฟ้าสีดำสนิท
 
 




‘เพราะอี้ชิงเค้ารู้ไงว่าเรารู้สึกยังไงกับพี่...’





 
‘......’





 
‘...แต่ถ้าบอกผมตั้งแต่ตอนนั้นเรื่องมันอาจจะไม่บานปลายเลยเถิดมาถึงตอนนี้ก็ได้’
 




‘ในตอนนั้นตัวพี่เองก็ไม่มีสิทธิเลือกอะไรมากนักหรอก’
 



ผมเข้าใจ เข้าใจความรู้สึกของพี่ชิงดี เค้ารักผมมากเหมือนที่ผมเองก็รักและเคารพเค้ามาก แต่มันถูกแล้วหรอที่เลือกที่จะก้าวถอยหลังแล้วเดินหนีไปแบบนี้ ความสุขที่ผมได้มาต้องแลกกับความเจ็บปวดของคนสองคน เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้นที่ผมยิ้ม หัวเราะมีความสุข กลับมีอีกคนที่ต้องมานั่งทุกข์เศร้าเสียใจอยู่ 





ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
 
 



‘เราจะด่าจะว่าจะตีจะโกรธจะเกลียดพี่ก็ได้นะที่ไม่ยอมบอกยอมเล่าอะไร..’ผมจะโกรธเค้าได้ยังไงในเมื่อที่ผมทำอยู่ก็ไม่ได้ต่างจากเค้าซีกเท่าไหร่
 
 





 
เค้าโกหกเพื่อคนที่เค้ารัก ในขณะที่ผมเองก็โกหกเพื่อที่จะได้รักเค้า
 





 
มันก็แฟร์ที่โกหกกันไปมา ทุกคนมีเหตุผลในการการโกหกกันทั้งนั้น แต่บทสรุปของเรื่องล่ะ? ไม่มีใครสมหวังเลยซักคน?



 
 
‘ผมไม่โกรธหรอก ผมเข้าใจ..แต่ที่ผมโกรธคือความไม่จริงใจของพี่ต่างหาก’
 




‘..พี่ไม่เข้าใจ’




 
‘ที่พี่ทำอยู่ตอนนี้ไง เลิกเสแสร้งได้แล้ว ผมรู้ว่าพี่รู้ว่าผมหมายถึงอะไร’
 




‘พี่ยอมรับว่าพี่ไม่ใช่คนดีอะไรมากมาย ก็เราคนเป็นอย่างนี้ จะให้พี่มาทำนิสัยไม่ดีใส่มันก็ไม่ใช่เรื่อง..พี่ไม่รู้หรอกนะว่าเราไปได้ยินไปรู้อะไรมา แต่ที่พี่ทำกับเราทุกอย่างพี่จริงใจเสมอ เราเป็นน้องที่พี่รักมากคนหนึ่ง..’ 






น้องงั้นหรอ?





 
‘เพื่อความสบายใจของอี้ชิงเราคบกันต่อไปก่อน รอให้อาการของเค้าดีขึ้นค่อยบอกว่าเราขอเลิกกับพี่เพราะทนนิสัยสันดานเสียๆของพี่ไม่ไหว..’




 
เพราะความต้องการของพี่ชิงคือเห็นผมมีความสุข ผมต้องทำให้เค้าสบายใจเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ทำให้พี่เค้าต้องเลือกทำและจบชีวิตตัวเองในสภาพอย่างที่เห็น






สุดท้ายเค้าก็ยังเลือกที่จะทำเพื่อคนที่เค้ารัก





 
 
‘ผมก็คิดอย่างนั้น...’
 




‘เราโอเครึเปล่า?’



 
‘ฮะ..โอเค แต่ผมขออะไรอย่างหนึ่งได้มั้ย’
 



‘ครับ?’
 




‘ขอให้ผมเป็นคนบอกเลิกพี่เองได้มั้ย?’ ไม่มีทางและถ้ามีวันนั้นสิ่งที่ลงทุนเอาตัวเองลงเล่นในเกมส์นี้ต้องไม่เสียเปล่า 





ถ้าผมไม่ชนะคนแพ้ก็ต้องไม่ใช่ผมเช่นกัน




 
‘เราจริงจังไปปะเนี่ย..ก็แค่ทำตัวเหมือนเดิมเป็นปกติเป็นมินซอกที่เป็นอยู่ตอนนี้ จะสนใจสถานะไปทำไมกันในเมื่อยังไงเราก็รักกันอยู่แล้ว’



 
‘เพราะความรักของเรามันไม่เหมือนกันไงฮะ..ผมรักพี่ในแบบที่พี่รักพี่ชิง ส่วนพี่รักผมในแบบที่ผมรักพี่ชิง..’



 
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ในตอนแรกตอนนี้ไหลพรากลงอาบแก้มทั้งสองข้าง ความคิดมากมายต่างๆในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด ผมยอมรับว่าแอบเสียความรู้สึกตั้งแต่วันที่พี่ฝานบอกเรื่องข้อตกลงระหว่างเค้าทั้งสองคนแล้ว ที่ทำให้ผมหลงคิดเข้าข้างตัวเองว่าเค้ามีใจให้ ซึ่งในความเป็นจริงเค้าอาจจะไม่ได้หลอกผมหรอก แต่เป็นตัวผมเองต่างหากที่คิดไปเองคนเดียว เข้าข้างตัวเองไปคนเดียวว่าที่เค้ามาดูแลมาใส่ใจเพราะเค้ารู้สึกดีกับผม ถึงจะคิดไปอย่างนั้นแต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ เพราะแผนที่จะได้ใกล้ชิดกับเค้าทำให้ผมตกปากรับคำจากอีกคน 



เค้าถูกใครซักคนทำให้ขาหักเสียการทรงตัวมา ล้มจนไม่เป็นอันทำอะไรได้ และผมเป็นผู้ที่คอยรักษาพันแผลให้จนเค้ากลับมาเดินได้อย่างปกติเหมือนเดิม


 
เมื่อเค้าหายดีแล้ว..เค้าก็ต้องกลับไปในที่ที่เค้าควรอยู่ ผมเชื่อว่าความใกล้ชิดจะทำให้คนเราสามารถเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนความรู้สึกได้ แต่น่าเสียดายที่ผมคงคิดผิด
 




 
อ้อมกอดของคนตรงหน้าที่โอบรัดตัวผมอยู่อบอุ่นและรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่ได้ถูกอ้อมแขนนี้กอด ผมปล่อยน้ำตาที่อัดอั้นให้ไหลออกมาโดยมีเสื้อของอีกคนรองรับความเปียกชื้น พยายามกลั้นเสียงของตัวเองไม่ให้สะอึกสะอื้นฟูมฟายต่อหน้าเค้ามากนัก อ้อมแขนที่รัดผมอยู่ยกมือขึ้นลูบหัวผมปลอบประโลม สองแขนของผมยกขึ้นกอดเค้าตอบแน่น จดจำช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งผมกับเค้าเคยใช้ร่วมกันในฐานะคนรัก




 
แม้จะคิดคำตอบไว้ก่อนแล้วแต่ผมก็ยังอยากได้คำยืนยันจากเจ้าตัวจึงถามสิ่งที่เป็นความหวังครั้งสุดท้ายของผมออกไป ถ้าเค้าปฏิเสธผมจะหยุดทุกอย่าง



 
 
‘ลู่ห่าน...’
 




‘ครับ’




 
‘..ยังรักพี่ชิงอยู่ใช่มั้ย?’
 





‘.......’
 





‘ใช่มั้ย...?’
 





‘.......’





 
‘..พี่ขอโทษ’
 
 
ถึงจะไม่ได้คำตอบเป็นคำพูดแต่แรงแขนที่รัดแน่นบนตัวผมกับประโยคขอโทษของเค้าก็เป็นคำตอบตามที่ผมคิดไว้จริงๆ สัมผัสอ่อนโยนจากปลายนิ้วที่เกลี่ยไล้เช็ดน้ำตาให้ผม ใบหน้าสวยคิ้วขมวดจนหัวคิ้วจะชนกันเปล่งเสียงออกมาด้วยทำนองที่น่าฟังที่ผมหลงนักหลงหนา
 





 
‘ไม่ร้องไห้ได้มั้ย? พี่ไม่ชอบเห็นน้ำตาของเราเลยจริงๆ’




 
‘..แค่วันนี้ แค่วันนี้เท่านั้นฮะ’ ผมบอกอีกคนพร้อมกับรอยยิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาบนใบหน้า บอกลาสถานะ แฟน ของเราสองคน กลับไปเริ่มต้นใหม่ในสถานะ พี่น้อง อีกครั้ง บอกกับตัวเองให้ตัดใจจากพี่ชายคนนี้แม้จะยากเย็นขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ เพื่อที่จะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีก แบบที่เค้าทำดีด้วยก็คิดเข้าข้างตัวเองทึกทักไปเองคนเดียวว่าเค้ามีความรู้สึกดีๆให้ทั้งๆที่เค้าก็แค่เอ็นดูเราเหมือนน้องชายคนหนึ่ง





 
ถ้าตัดความรู้สึกนั้นออกไปได้ ผมก็จะเป็นแค่น้องชายธรรมดาๆของเค้าเหมือนเดิม
 





เรื่องไม่จบแค่นี้หรอก ผมบอกไปแล้วว่านี่แค่เริ่มต้น และเรื่องนี้ก็เป็นแค่อินโทรก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่องจริงเท่านั้น








 
‘เราเข้าไปข้างในกันเถอะฮะ..เผื่อพี่ชิงจะฟื้นแล้ว’



 
ผมยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาเช็ดคราบน้ำตาที่ยังอาจจะหลงเหลืออยู่ออกให้หมดก่อนจะชวนอีกคนกลับเข้าไปในที่ที่เดินออกมาในตอนแรก




 
‘เราเข้าไปก่อนเลยนะ พี่ขอเข้าห้องน้ำก่อน’ ผมพยีกหน้าตอบคนที่คว้าแขนผมไว้จนทำให้ผมต้องหยุดเดินแล้วหันกลับมามองคนที่เดินตามหลังให้ผมเข้าไปก่อน
 
 












ผมเคาะประตูเบาๆแล้วเปิดเข้าไปข้างในโดยที่ไม่รอให้เจ้าของห้องได้อนุญาตก่อน ปิดประตูก่อนจะเดินตรงไปยังเตียงที่มีผู้ป่วยนอนอยู่
 








ไม่มี!!







 
สองขาก้าวไปยังห้องน้ำทันทีมือจับลูกบิดหมุนพร้อมกันกับคนข้างในแต่เพราะความร้อนใจทำให้ผมหมุนไปมือสั่นไปจนประตูนั้นถูกเปิดกระชากออกพร้อมกับร่างบางใบหน้าซีดในชุดยูนิฟอร์มของโรงพยาบาล
 




รอยบุ๋มตรงข้างแก้มปรากฎชัดตามการขยับปากของเจ้าของ
 





‘อ้าว..?! ไปไหนมาเรา’




 
‘พี่ชิง..ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยฮะ’
 



‘ฮะๆๆ พี่ไม่เป็นไรหรอก’ 




คนบอกหัวเราะเบาๆพร้อมกับยิ้มสวยก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ นั่งกอดเข่าตัวเองหลังพิงพนังมุมห้อง แววตาที่เลื่อนลอยไร้จุดหมายไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมาแต่ปากยังคงขยับพูดกับผม
 



‘พะ พี่ชิง..’




 
‘เรามีอะไรรึเปล่ามาหาพี่ถึงที่บ้านเลย’ 




บ้าน?
 




‘พี่ชิง..ที่นี่โรงพยาบาลนะฮะ...’




 
‘อ่อใช่ๆ จริงสิ พี่ก็ลืมไป เราเข้ามานั่งนี่ก่อนสิ พี่มีเรื่องจะคุยกับเราเยอะแยะเลยนะ’
 




รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าซีดที่ดูผิดกับน้ำเสียงร่าเริงนั่นชักชวนให้ผมเข้าไปนั่งคุยกับเค้า ตัวผมสั่นรู้สึกกลัวคนตรงหน้านี้ขึ้นมาแปลกๆ



 
‘เรา ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่ามั้ยฮะ..’




 
‘ทำไมล่ะ?..ในนี้แหละปลอดภัยที่สุดแล้ว มินนี่ไม่เคยได้ยินหรอที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด’




 


ห้องน้ำจะอันตรายกลายเป็นที่อันตรายสำหรับเค้าไปได้ยังไงถึงพูดออกมาแบบนั้น






ผมเดินทำตัวไม่ถูกเก้งๆกังๆกับผู้ชายที่นั่งอยู่ เป็นคนที่ผมรู้จักดีแต่ตอนนี้เหมือนเป็นคนล่ะคน





 
‘ลู่หานน่ะ..ถึงเค้าจะไม่ใช่คนดีอะไรมากแต่พี่เชื่อว่าเค้าจะต้องดูแลคนที่เค้ารักได้ดี และน้องของพี่ก็เป็นผู้โชคดีคนนั้น สัญญากับพี่ได้มั้ย? ในอนาคตไม่ว่าลู่เค้าจะทำอะไร ขอให้เราให้อภัยเค้าด้วยได้มั้ย?’
 





‘.......’




 
‘พี่..มีเรื่องจะสารภาพด้วย...’




 
‘ความจริงพี่เคยคบกับลู่..’
 




‘.......’




 
‘ดูจากปฏิกิริยาแล้วเราคงรู้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ อย่างที่ลู่บอกไม่มีผิดเลย เราไม่ต้องคิดมากนะยังไงพี่กับลู่ก็ไม่มีทางกลับไปเป็นแบบนั้นได้อีกหรอก..’





 
‘..ถึงเราจะยังมีความรู้สึกดีๆให้กันอยู่หรือไม่ก็ตามแต่พี่ขอยืนยันเลยว่ายังไงซะความรู้สึกดีๆที่ว่านี้เทียบไม่ได้กับที่ลู่เค้าให้กับเราหรอก’




 
‘..พี่ชิง’




 
‘คนอย่างพี่..ไม่มีสิทธิไปมีความรู้สึกอะไรพวกนี้กับใครอีกหรอก พี่มันสกปรกเกินไป..’
 



‘ทำไมพูดแบบนี้ล่ะฮะ..แล้วเรื่องเด็...(ก)..’ ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะก่อน ชายร่างสูงในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตากับพยาบาลสาวยืนฉีกยิ้มใจดีให้เราทั้งสองคนที่นั่งอยู่ในมุมของห้องน้ำ



 
‘ขอหมอดูอาการหน่อยนะครับ..’
 




พยาบาลสาวข้างๆยิ้มอ่อนโยนเดินเข้ามาพยุงคนป่วยที่ลุกขึ้นตามแรงมือของพยาบาลที่เข้ามาช่วยพยุงให้ลุกขึ้นผมจึงจับแขนอีกข้างของเค้าช่วยอีกแรง
 



‘พี่ดีใจนะที่อย่างน้อยเราก็มีลู่คอยดูแลในขณะที่พี่ไม่อยู่หรือเจ็บป่วยอย่างตอนนี้..’ คนพูดส่งยิ้มเรียกรอบบุ๋มข้างแก้มให้ผม
 
 


 
‘ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วนะครับ พรุ่งนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว..’



 
เสียงเคาะประตูเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องให้หันไปมองตามก่อนที่ชายวัยกลางคนในเสื้อกาวน์อีกคนจะเด้นเข้ามา
 



‘มาพอดีเลย..นี่หมอ...’




 
‘หมอชางมิน..’ ดูเหมือนการแนะนำจะช้าไปเพราะคนตัวขาวซีดที่นั่งอยู่บนเตียงทักอีกคนขึ้นก่อน
 




‘เป็นยังไงบ้างเรา..มาหาหมอก่อนกำหนดอีกนะ’




 
ชายในชุดขาวทั้งสองคนพยักหน้าให้กันก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องนี้โดยที่มีพี่พยาบาลสาวพาผมออกไปด้วย
 




 
‘นั่น หมอชางมิน เป็นจิตแพทย์ที่รักษาอาการของคนไข้อยู่’





 
‘.......’





 
‘ไม่ต้องห่วงนะ ทุกอย่างอยู่ในมือหมอแล้ว วางใจได้ เชื่อมั่นในตัวหมอ เชื่อใจในตัวของคนไข้’
 





‘...ครับ’
 
 
 
 
 
 













---















 
 
 




 
 
วันรุ่งขึ้นเราทั้งสามคนก็เตรียมตัวกลับบ้านโดยที่ผมได้โกหกคุณป้าว่าเราไปค้างกันที่รีสอร์ตของพี่ลู่ตามคำบอกของพี่ชิงเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงเพราะเมื่อคืนหลังจากทราบข่าวก็ดึกมากแล้วเรือที่จะออกจากเกาะก็หมดจึงทำให้ท่านไม่ได้ตรมมาที่โรงพยาบาล
 




 
 
‘อาการเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าห่วงนะครับ เค้ารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่กับอะไรตัวเองเป็นอะไร โดยเลือกที่จะจำและลืมเรื่องบางเรื่อง เค้ารู้ครับว่าตัวเองตั้งครรภ์อยู่และหมอก็บอกเค้าแล้วว่าคุณก็ทราบเรื่องด้วยเหมือนกัน..เค้าโอเคครับแต่ยังไม่พร้อมที่จะพูดให้ฟังจากปากตัวเอง..
 

อย่าพึ่งไปถามอะไรเซ้าซี้เค้ามาก ส่วนเรื่องอาการการเก็บตัวอยู่ในมุมมืดในห้องน้ำไม่ต้องตกใจไปครับ เค้าอยู่แล้วสบายใจก็ปล่อยเค้าไป ซักพักเค้าจะดีขึ้นเอง..’
 




‘เค้าได้บอกมั้ยครับว่าใครเป็นพ่อเด็ก..’




 
‘ทุกอย่างต้องใช้เวลาครับ..เชื่อในตัวคนไข้ ถ้าเค้าพร้อมเค้าจะบอกเราเอง ปฏิบัติกับเค้าเหมือนปกติที่เคยทำ อย่าพูดหรือถามอะไรเกี่ยวกับอาการของเค้า พยายามทำให้เค้าไม่เครียด นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วครับ..’
 



จากคำพูดของหมอชางมินที่บอกผมก่อนที่เราจะออกมาจากโรงพยาบาลทำให้ปริศนาเรื่องใครเป็นพ่อของเด็กในท้องของพี่ชิงเพิ่มมาอีก1ข้อเพราะนอกจากพี่ลู่ผมก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะเป็นใคร
 




 
‘มินซอก..มินซอก..คิมมินซอก..’
 




‘ครับ..ครับ ฮะ..’
 



‘เหม่ออะไรเรา..’
 


ผมนั่งเอาขาหย่อนลงไปในสระน้ำคิดอะไรมากมายเต็มหัวโดยมีคนที่เรียกชื่อผมอยู่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ใกล้ๆ เรามาถึงรีสอร์ตธุรกิจของครอบครัวอู๋ได้ซักพักแล้วแต่เพราะฤทธิ์ยาที่ยังคงทำงานไม่หมดทำให้คนป่วยหลับไประหว่างการเดินทาง เราจึงพาเค้ามาพักที่นี่ก่อน ผมเล่าเรื่องที่ไปคุยกับหมอชางมินให้เค้าฟัง(แต่ไม่ได้บอกเรื่องท้อง) เค้ามีท่าทีตกใจและดูเจ็บปวดที่ตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ชิงช็อกจนอาการกำเริบนี้ เค้ารับปากตกลงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 



เราจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เค้าทะเลาะกันก่อนหน้านั้น และผมกับเค้าจะต้องคบกันต่อไปเพื่อความสบายใจของพี่ชิง ทั้งที่ความจริงเราจบกันแล้ว..





 
ตลกดีนะต้องมาเล่นละครเป็นตัวเอง
 
 




‘อาทิตย์หน้าก็สอบอาทิตย์สุดท้ายแล้ว เวลานี่ผ่านไปเร็วจังเลยนะฮะ’
 



‘เวลามันก็เดินปกติของมันตลอดแหละ จะเร็วจะช้าขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของเรามากกว่า’
 



‘ผมขอออกไปเดินเล่นแถวนี้หน่อยนะฮะ’
 



‘เอาสิ..’ หลังจากได้รับอนุญาตจากอีกคนผมก็เดินทอดน่องเลียบไปตามชายหาด มือกดโทรศัพท์รอเสียงสัญญาณไม่นานปลายสายก็กดรับน้ำเสียงฟังดูหงุดหงิดเหมือนมีเรื่องร้อนใจอะไรอยู่
 




 
‘ว่า!?
 




'ผม.. ฮึก พี่อู๋..'




'เป็นอะไร? ใครทำอะไรมินซอก'




'พี่ชิง เราจะทำยังไงต่อไปดี ฮือออ'



ผมปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมายความอึดอัดอัดอั้นที่ถูกสะสมมานานถูกปล่อยออกมาทั้งหมดผ่านน้ำตาพร้อมกับความสะอื้นไห้ปานจะขาดใจจนทำให้คนปลายสายร้อนรน




'อยู่ไหน เดี๋ยวพี่ไปหา'









หลังจากบอกที่อยู่ให้อีกคนรู้รอไม่นานร่างสูงก็ปรากฏตัวพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึงคิ้วขมวดรีบร้อนเดินมาในที่ที่ผมนั่งกอดเข่าซุกใบหน้าลงซ่อนความอ่อนแอของตัวเอง


มือหนาฉุดให้ผมลุกขึ้นยืนก่อนที่วงแขนกว้างจะโอบกอดรัดตัวที่เล็กกว่ามากของผมใบหน้าจมไปกับแผ่นอกกว้างปล่อยให้น้ำตาไหลเปียกชื้นกับเสื้อราคาแพงของอีกฝ่าย





'พี่อยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรนะ..'





ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากทั้งผมและร่างสูงหลังจากประโยคนั้น อ้อมกอดอุ่นที่โอบรัดตัวผมพร้อมกับมือหนาที่ลูบอยู่บนเส้นผมนุ่มยืนอยู่อย่างนั้นนานนับชั่วโมงได้จนแรงสะอื้นเริ่มเบาบางลงจึงผละตัวออก 



ดวงตาที่เคยทอแสงสดใสแดงก่ำมือหนาของร่างสูงวางลงบนแก้มใสเช็ดน้ำตาที่ยังไหลไม่มีทีท่าว่าจะหยุดออก







'ไหนบอกพี่ได้รึยังว่าเป็นอะไร'






น้ำเสียงอ่อนโยนและน่าเชื่อถือตามแบบฉบับของร่างสูงยังคงทำให้ผมเคารพและเชื่อถือในตัวของเค้าได้เสมอ





'ผมอยากจะหยุดทุกอย่าง ฮะ ฮึก แต่ผม.. ผมหยุดไม่ได้'




'พี่อู๋ต้องช่วยผมนะ ผมไม่อยากยอมแพ้เหมือนคนโง่ ผมไม่อยากเป็นคนอ่อนแอเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ด้วย'





'พี่ลู่..เค้ารู้แล้ว แต่เค้าให้ผมทำตัวเหมือนเดิมเพื่อคนนั้นของเค้า เค้าไม่ได้รักผมแบบนั้นเค้าเห็นผมเป็นแค่พี่น้องเค้าแค่แกล้งทำเป็นรักผมเพื่อคนที่เค้าแคร์ ฮะ ฮึก ผม..ผม..'






‘ต้นเหตุจริงๆคือตัวผมเอง ถ้าผมไม่รักเค้าถ้าผมเลือกคนๆนั้นตั้งแต่แรกเรื่องวุ่นวายนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้น’
 





'ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะ'




มือหนาของร่างสูงดึงอีกคนที่ตัวเล็กกว่าเข้ามากอดปลอบอีกครั้งหยุดคำพูดที่เอาแต่ทำร้ายจิตใจของตัวเองนั่น 






'ร้องออกมาให้หมดแล้วลืมทุกอย่างที่ผ่านมาซะ'





'ทำตามที่มันบอก ที่เหลือพี่จะจัดการเอง..'







 







.
.
.










 
 
และในตอนเย็นวันนั้นหลังจากส่งพี่ชิงกลับบ้านแล้วเรียบร้อย เราสองคนก็เดินทางกลับบ้านทันทีเพราะเช้าวันรุ่งขึ้นผมมีสอบ ระหว่างทางผมก็(แกล้ง)หลับเพราะไม่รู้จะคุยอะไรกับคนที่มาด้วยกันจนมาถึงบ้านในกลางดึก ฝ่ามือนุ่มที่ส่งใออุ่นประคองแก้มผมอยู่ทำให้ผมตื่นหลังจากที่แกล้งหลับจนเผลอหลับจริงปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา
 




‘ถึงแล้วหรอฮะ..’
 




‘ครับ..เราตัวรุมๆนะ ก่อนนอนอย่าลืมกินยากันไว้ล่ะ’
 




ผมจะตัดใจจากเค้าได้ยังไงในเมื่อเค้ายังปฎิบัติกับผมอยู่แบบนี้..ผมจับมือของเค้าที่เลื่อนไปแตะยังหน้าผากของผมออกฝืนยิ้มให้เค้าก่อนจะตอบออกไป
 




‘..ฝันดีฮะ’
 




‘ฝันดีครับ’ รอยยิ้มสวยที่ทำผมใจเต้นฉีกยิ้มอ่อนโยนยกมือขึ้นหมายจะมายีผมของผมอีกครั้ง ผมเอียงตัวปลดเข็มขัดออกมือที่ค้างอยู่นั้นเปลี่ยนไปเกาคอตัวเองแก้เก้อแทน
 




‘ไปนะฮะ..’
 



‘เจอกันพรุ่งนี้ครับ’

 
ผมปิดประตูก้มลงบอกคนข้างในอีกครั้งก่อนจะเดินหันหลังออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง ผมตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้แบคฮยอนฟัง(ยกเว้นเรื่องพี่ชิงท้อง)โดยโน้ตเป็นข้อความไว้ในแอพพิเคชั่นไลน์








ผมร้องไห้จนหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่ยังเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้าดวงตาที่แดงจนคิดว่าตื่นมาพรุ่งนี้มันคงบวมปลอกหมอนชื้นไปด้วยน้ำสีใส มันจะเป็นแค่ฝันร้าย พอตื่นเช้าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม







แต่คิมมินซอกจะไม่อ่อนแอเหมือนเดิมอีกต่อไป
 
 
 
 

















---



















 
‘นี่ๆๆ!! เดินเร็วไปไหนวะ ทำไมถึงยังมากับพี่ลู่อยู่อ่ะ เนี่ยฉันพึ่งเห็นข้อความตอนขึ้นรถเมล์มาเนี่ย พี่ฝานนี่โคตรร้ายเลยว่ะ ว่าแต่นาย.โอเครึเปล่า? แล้วพี่นี่ลู่เค้ารู้เรื่องนายกับพี่ชายของเค้ามั้ย?’
 




‘ตอบข้อแรก ที่ยังมาด้วยกันอยู่ก็เพราะเราอยู่บ้านข้างๆกันไง ก็ทำเหมือนปกติก่อนคบหรือเป็นแค่พี่น้องกันเราก็มาด้วยกัน้ป็นปกติอยู่แล้ว เรื่องที่สอง เราโอเค ถ้าไม่โอเคไม่มายืนพูดอยู่อย่างนี้หรอก เรื่องสุดท้าย เค้าไม่รู้เรื่องหรอก..’




 
‘เชรดดดดด ใช่คิมมินซอกเพื่อนฉันจริงรึเปล่าเนี่ย ร้ายไม่เบาเลยนะ’





 
‘คงงั้น’




 
‘แล้วนี่คือยังไง ก็ต้องแกล้งเป็นแฟนกันต่อไปอย่างนี้อะหรอ?’
 




‘ก็เพื่อความสบายใจของพี่ชิง’
 




‘พี่นายนี่ก็เหลือเกินนะ เยอะสิ่ง’
 





‘แบค’





 
‘ก็มันจริงมั้ยล่ะ ก็เลิกกันไปแล้วแต่ยังมาติดต่อไปมาหาสู่ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเค้าเป็นอะไรกะน้องตัวเอง เป็นไงล่ะพอรู้ความจริงก็จบแต่ยังต้องมาเสแสร้งแกล้งรักกันให้ดูอีก’





 
‘แบค..’
 





‘เออๆ ก็แล้วแต่ละกัน เรื่องนี้ฉันไม่เข้าข้างใครแต่ก็เข้าใจพี่ฝานที่เค้าไม่อยากให้น้องของเค้ามาวุ่นวายกะพี่นายอะมันเพราะอะไร บอกไปเดี๋ยวก็หาว่าฉันว่าว่าพี่นายอีก เอาเป็นว่าฉันรับรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ต่อไปมีอะไรก็ปรักษาฉันได้ โอเคนะ’





 
‘อื้อ..’





 
‘ไป เข้าห้อง เมื่อคืนนี่อ่านไปนิดเดียวเอง ไม่รู้จะทำได้รึเปล่าไม่อยากสอบซ่อมหรอกนะไหนจะบำเพ็ญประโยชน์อะไรนั่นอีก..’




 
เพื่อนตัวเล็กเปิดหนังสือในมือวิชาที่จะสอบในวันนี้บ่นไปเดินนำหน้าผมไปหลายก้าว ผมอมยิ้มกับความน่ารักของเค้าก่อนจะหยุดเดินเพราะใครอีกคน รอยยิ้มบนใบหน้าเมื่อครู่ของผมเปลี่ยนเป็นตกใจพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นจนไหลลงมาในที่สุด.. 









กับผู้ชายคนนี้ผมมีน้ำตาให้เค้าได้ทั้งชีวิต







 
 
‘ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ..’
 






 
เป็นใครอีกคนที่ผมอยู่ใกล้แล้วหัวใจเต้นแรง เป็นใครอีกคนที่ผมเลือกที่จะทิ้งเค้าไปเพื่อไปหาคนนั้นและเรื่องก็จบลงที่ผมไม่ได้ใครเลยซักคนมาอยู่เคียงข้าง
 
 









 
‘ยังขี้แยเหมือนเดิม..’
 






 
 
 















---





















 
My Memories :: LuHan ::
 


วันที่ผมบันทึกตัวอักษรที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้เป็นเวลา 03:42AM เมื่อช่วงเช้าของวันคือวันที่ผมจบการเป็นนักเรียนชั้นปีที่3อย่างเสร็จสมบูรณ์ บอกลาชีวิตในรั้วโรงเรียนที่อยู่มาเกือบ6ปีเต็ม 






ผมได้รับของขวัญมากมายทั้งจากรุ่นน้องรุ่นพี่รหัสหรือเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน ทั้งครอบครัวพ่อแม่พี่น้องญาติๆที่อยู่จีนก็มาแสดงความยินดีกับผม 


 




แต่ของขวัญที่ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจมีเพียงชิ้นเดียว 






ต้นกระบองเพชรในกระถางขนาดเล็กผูกโบว์สีขาวกับคำพูดแค่ไม่กี่คำที่ทำให้ผมจดจำไปอีกนานจากคนตัวเล็กที่ผมรักและเอ็นดูเค้ามาตั้งแต่เด็กๆเหมือนน้องชายแท้ๆ



 
ผมจ้องมองต้นไม้ที่มีหนามแหลมนั่นมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วหลังจากไปยืนให้ยุงสูบเลือดอยู่หลายชั่วโมงเพราะอยากคุยกับเจ้าของต้นหนามนี้ แต่อีกคนดูเหมือนจะไม่อยากคุยกับผม
 
 
วันที่เราทั้งสองคนตัดสินใจว่าจะยังคงสถานะเป็นแฟนกันเพื่อความสบายใจของอี้ชิงนั้น ผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะในที่สุดมินซอกก็รู้ความจริงซักที แน่นอนว่าผมรู้สึกผิดกับเค้ามากเพราะรู้ว่าน้องรู้สึกยังไงกับผม ผมถึงอยากให้เค้ารู้ความจริงให้เร็วที่สุดก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้ แต่น้องก็เข้มแข็งกว่าที่ผมคิดไว้มาก ไม่โกรธไม่ด่าไม่ว่าอะไรผมซักคำ





 
ถึงเราจะกลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมแต่ผมก็ยังปฎิบัติกับเค้าเหมือนที่เคยทำปกติแม้ไม่ได้อยู่ต่อหน้าอี้ชิงก็ตาม วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เราจะไปเยี่ยมอี้ชิงเพื่อสังเกตอาการของเค้าและให้เค้าเห็นว่าผมกับน้องยังรักกันดีอยู่ เค้าดูปกติดีแล้วทำให้ผมหายห่วงไป 







แต่กลับมาหงุดหงิดกับอีกคนแทน
 




 
‘เฮ้ย! ยังมีอารมณ์มานั่งอ่านหนังสืออยู่อีกหรอวะ..?’ ผมหันไปทำตาขวางใส่ อูฮยอน เพื่อนร่วมชั้นห้องในเดียวกันที่เข้ามาขัดจังหวะการอ่านหนังสือของผม
 





‘มีอะไร’





 
‘นี่มึงไม่รู้หรอว่าเค้าลือกันให้แซ่ดว่าแฟนเด็กมึงไปกุ๊กกิ๊กฟรุ้งฟริ้งกับรุ่นน้องต่างโรงเรียนน่ะ’
 





‘เหลวไหล กูกะน้องตัวติดกันตลอด’
 





‘แต่ก็ไม่ตลอดเวลา..’
 





‘ไปไกลๆไป’
 





‘อะไรวะ เพื่อนเตือนด้วยความหวังดีนะเว้ย’


 
อาทิตย์นี้เป็นการสอบอาทิตย์สุดท้ายของภาคเรียนที่1หลังจากนั้นจะปิดเทอม1เดือนก่อนจะเริ่มเปิดเรียยนในเทอมที่2ที่ผมและเพื่อนชั้นปีที่3มีเวลาในการหาที่เรียนต่อลดลง 


ผมกับน้องก็ยังเหมือนเดิม แต่คนอื่นๆยังคิดว่าเราคบกันอยู่ ผมหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ข้างๆออกมากดโทรออกหาคนที่พึ่งถูกพูดถึงไป






 
‘มีอะไรรึเปล่าฮะ’ 






ผมแอบชะงักกับประโยคและน้ำเสียงของคนตัวเล็กที่ปกติจะเขินอายและเสียงสั่นตลอดเวลาผมโทรไปหาเค้า




 
‘เรารู้เรื่องข่าวลือที่เค้าพูดถึงกันรึเปล่า?’





 
‘ถ้าหมายถึงเรื่องผม ผมทราบแล้วฮะ’
 





‘.......’






 
‘พี่ลู่มีอะไรอีกรึเปล่าฮะ’






 
‘แล้ว..มันเรื่องจริงรึเปล่า’





 
‘จำคนที่ผมเคยเล่าให้ฟังได้มั้ย.. รักครั้งแรก’
 





‘.......’





 
‘...เค้ากลับมาแล้วฮะ’






 
‘.......’
 





‘แค่นี้ก่อนนะฮะ แล้วเจอกันตอนเย็นนะ’
 





‘...ครับ’


 
สายตัดไปทั้งที่ผมยังไม่ทันได้ตอบรับ ผมเข้าใจที่น้องเคยบอกผมก่อนหน้านั้นว่าจะพยายามกลับมารู้สึก รักในแบบพี่น้อง เหมือนแต่ก่อน แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกไม่เหมือนแต่ก่อนทั้งๆที่น้องเค้าก็ทำตัวปกติเป็น น้องเหมือนเดิม แล้ว แล้วนี่ยังจะมีอีกคนโผล่เข้ามาอีก
 
 
 
 










 
เฮ้อออ ~ เสร็จซะที หลังจากนี้จะได้นอนเต็มอิ่มยาวๆบ้าง’ 





เสียงร่าเริงของคนตัวเล็กที่ยิ้มกว้างมีสีหน้าผ่อนคลายเมื่อคิดตามประโยคของตัวเองที่พูดออกมา ลักษณะท่าทางอาการเขินอายเวลาอยู่กับผมสองต่อสองหายไปซึ่งผมรู้สึกหงุดหงิดเพราะปกติเวลาเค้าเขินผมจะชอบหาเรื่องแกล้งให้เค้าได้เขินม้วนเข้าไปอีก




 
‘เป็นไงเรา ทำข้อสอบได้รึเปล่า’
 





‘แน่นอนสิฮะ’
 





‘ว่าแต่เรื่องคนนั้น..’ 
 










 
เสียงโทรศัพท์ของคนข้างๆดังขึ้นแทรกการพูดของผม คนตัวเล็กขยับตัวล้วงเอาโทรศัพท์ที่ส่งเสียงเรียกอยู่ออกมากดรับ




 
‘อ่อ ว่าไง.. พึ่งเลิกเหมือนกัน ไม่ต้องๆ เราออกมาแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันก็ได้ อื้ม ได้ๆ แล้วแต่นายเลย โอเคๆ’





 
‘เมื่อกี๊พี่ลู่จะพูดอะไรหรอฮะ?’





 
‘เปล่าครับ..เราปิดเสียงโทรศัพท์ได้มั้ยพี่ไม่มีสมาธิขับรถ’
 





‘อ่า ขอโทษฮะ’



 
ผมเหลือบมองดูคนข้างๆที่กดโทรศัพท์คุยกับใครที่ผมอาจจะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ไม่รู้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยท่าทางมีความสุขหลังจากวางสายได้ไม่นาน




 
‘คุยกับใครกันท่าทางมีความสุขขนาดนั้น..’




 
‘อ๋อ ซึงโฮ ฮะ’ 







ซึงโฮ??






 
‘พี่ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าเรามีเพื่อนชื่อนี้ด้วย’




 
‘คนที่เป็นรักแรกของผมไงฮะ’
 





‘.........’
 




‘พรุ่งนี้เราไปไหนรึเปล่า พี่ว่าจะชวนไปปีนเขา เนี่ยไอ่ฝานกับพี่มยอนก็ไป’
 




‘พรุ่งนี้ผมไม่ว่างแล้วฮะ นัดกับแบคไว้’




 
‘งั้นหรอ’
 











 
ปิดเทอม1เดือนนั้นผมกับน้องมีเวลาเจอหน้ากันแค่ตอนไปหาอี้ชิงเท่านั้น เพราะดูเหมือนเค้าจะติดเพื่อนมากกว่าผม 



น้องยังทำหน้าที่แฟน(กำมะลอ)และเป็นน้องของผมได้ดีเหมือนเดิมทุกอย่างไม่มีที่ติ แต่ไม่รู้ทำไมอีกเหมือนกันผมไม่ชอบใจ ผมหงุดหงิดแปลกๆที่เค้าทำตัวอย่างนี้ทั้งที่ก็เป็นปกติของน้อง





 
 
‘ผมเปรยๆเรื่องของเราให้พี่ชิงฟังแล้วนะฮะ’




 
‘หื้อ?’ ผมขานรับคนตัวเล็กที่นั่งข้างๆหลังจากที่เรากลับจากไปหาอี้ชิงกันตั้งแต่เช้าจนเวลาล่วงเลยพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า มีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟที่เรียงรายตามท้องถนน
 




‘ผมคิดว่าพี่ชิงเค้าดูอารมณ์คงที่แล้ว เค้าเข้าใจที่ผมบอกทุกอย่าง’
 



‘เราพูดอะไรไปบ้างแล้ว?’




 
‘ผมรู้สึกกับพี่ไม่เหมือนเดิม แต่ก็ยังรักและนับถือเหมือนพี่ชายคนหนึ่งอยู่’
 




‘แล้วอี้ชิงเค้าว่าอะไรมั่ง’




 
‘พี่ชิงเค้าก็เข้าใจฮะ แต่เค้าคิดว่าเราทะเลาะกันเลยงอนๆกันอยู่ เค้าเลยอยากให้ผมกลับมาเคลียร์กับพี่ให้เข้าใจกัน’




 
‘......’





 
‘..ขอถามอะไรอย่างหนึ่งสิ’
 




‘ฮะ..’




 
‘ที่เราบอกว่าจะพยายามไม่รู้สึกกับพี่เกินคำว่าพี่น้อง ทำไปได้ถึงไหนแล้ว’
 




‘..กำลังทำอยู่ฮะ’






 
หลังจากสิ้นเสียงคำตอบของอีกคนทั้งผมกับน้องก็ต่างคนต่างเงียบจนมาถึงบ้าน
 
 












‘กลับก่อนนะฮะ..’





 
‘เดี๋ยวมินซอก’ ผมคว้าแขนเค้าไว้ก่อนที่เค้าจะเดินเข้าไปยังบ้านข้างๆตรงทางเชื่อมระหว่าง2บ้าน




 

‘ฮะ..’
 





‘พี่ขออะไรอีกอย่างได้มั้ย?..’
 





‘วันนี้ขอเยอะเลยนะฮะ’
 





‘อย่าพึ่งเลิกชอบพี่เลยนะ..’





 
‘.......’






 
‘...ผมจะเลิกชอบพี่ได้ยังไง พี่เป็นพี่ชายของผมนะ ฝันดีฮะ..’











 
‘........’














 
พี่ชาย?
 



ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องพูดแบบนั้นออกไป จนเวลา1เดือนล่วงเลยมาจนครบถึงวันเปิดเทอมของภาคเรียนสุดท้าย ไม่น่าเชื่อว่าภายในระยะเวลาสั้นๆแค่นี้แต่มีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้น


 
เพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนทุกอย่างจึงดูยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ การเรียนการสอนก็ยังไม่เริ่มแบบ100% ทั้งวันของวันนี้บางห้องบางชั้นปีจึงว่างเหมือนกันกับผม นักเรียนปีสุดท้ายของโรงเรียนแห่งนี้ ผมนั่งๆนอนๆขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดทั้งวันจนเสียงสัญญาณของโรงเรียนดังขึ้นเป็นตัวบอกการสิ้นสุดการเรียนของวันนี้แล้ว 
 


ผมเก็บของเรียบร้อยแล้วตรงไปรออีกคนทันที เพราะกระจกที่ทึบทำให้คนข้างนอกมองไม่เห็นคนข้างในอย่างผมที่รอเค้าอยู่ ผมมองดูคนตัวเล็กแก้มอูมยิ้มสดใสในแบบที่ผมเคยบอกเค้าว่าผมชอบ เดินมาเพื่อนสนิทของเค้าก่อนที่ผู้ชายร่างสูงอีกคนจะโผล่ออกมาจากข้างหลังเพื่อแกล้งสองคนตัวเล็กข้างหน้าที่ไม่ทันได้สังเกตเห็น เพราะความตกใจที่โดนแกล้งฝ่ามือของเพื่อนเค้าก็ฟาดลงตรงกลางหลังคนตัวสูง คนถูกทำร้ายร่างกายวิ่งวนหลบหลังคนตัวเล็กอีกคนที่ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้ ผมเพ่งมองดูผู้ชายตัวสูงคนนั้นที่มองยังไงก็ไม่คุ้นตา ก่อนจะหายใจติดขัดเพราะแขนยาวที่ยกขึ้นไปยีหัวคนที่ช่วยชีวิตจากฝ่ามือเล็กๆของแบคฮยอน
 




แขนยาวนั่นเลื่อนลงมากอดคอโดยที่คนโดนกอดผลักออกเบาๆพอเป็นพิธีแต่ก็ยอมให้แขนยาวนั่นพาดอยู่ที่เดิม ผมมองดูแล้วรู้สึกอารมณ์ไม่ดีก่อนจะรู้ตัวเสียงแตรที่มือกดค้างอยู่ก็เรียกร้องความสนใจจากทั้ง3คนและผู้คนที่เดินสวนไปมาในเวลาเลิกเรียนอย่างนี้ให้หันมามอง ผมยกมือขึ้นแล้วผ่อนลมหายใจผ่อนคลายอารมณ์ตัวเองเสียงปิดประตูข้างๆดังขึ้นพร้อมกับเสียงใสของอีกคน
 






‘เป็นอะไรรึเปล่าฮะ..’
 




สีหน้าเป็นกังวลจากคนที่วิ่งมาดูผมถามขึ้น ไม่รู้ทำไมผมเห็นสีหน้าของเค้าแบบนี้แล้วรู้สึกดีความกังวลเมื่อครู่หายไป


 
‘เปล่า..ว่าแต่เราเถอะ มีเพื่อนใหม่ไม่เห็นแนะนำให้พี่รู้จักเลยนะ’ ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดข่มอารมณ์ที่หงุดหงิดเพราะ เพื่อนใหม่ ของเค้าแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่
 




‘อ๋อ ก็ซึงโฮไงฮะ ที่ผมเคยบอกไป เค้าพึ่งย้ายมาเรียนที่นี่’ สติดีอยู่รึเปล่าย้ายมาเรียนตอนเทอม2 - -







 
‘ดูสนิทกันดีนะ’





 
‘ก็รู้จักกันมาก่อนนี่ฮะ เห็นตัวสูงๆอย่างนั้นเค้าเด็กกว่าผมปีนึงนะฮะ หลายคนเข้าใจว่าเค้าอยู่ปี3 เค้าอยู่ปี3ฮะ แต่เป็นม.ต้นปี3..’




 
‘หยุดพูดถึงผู้ชายคนอื่นซะทีได้มั้ย!!’



 
ร่างเล็กสะดุ้งเพราะเสียงตะคอกของผม ทำหน้ารู้สึกผิดกล่าวขอโทษทั้งที่ตัวเองไม่ผิดอะไรเลย





 
‘ผม ขอโทษฮะ..’
 





หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนรถเลี้ยวเข้าบ้านผมล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปยังอีกคน
 







‘อื้อ จองฮันหรอ..เดี๋ยวพี่แวะเข้าไปนะ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน’ 







ผมกดวางสายพร้อมกับรถที่จอดพอดี คนที่นั่งข้างๆก้มหน้าหันมาโค้งให้ผมก่อนจะเปิดประตูรถออกไป ผมมองแผ่นหลังเล็กที่เคยโอบกอดไกลออกไป เสียงโทรศัพท์ของเค้าส่งเสียงร้องเตือน เจ้าของเครื่องหยุดเดินแล้วล้วงออกมากดรับก่อนที่อีกคนที่ซ่อนตัวอยู่จะโผล่ออกมา
 
 








ยู ซึง โฮ
 









 
ฝ่ามือเล็กฟาดไปที่หน้าอกของคนขี้แกล้งแล้วเดินหน้าหงิกงอเข้าไปในบ้านโดยมีร่างสูงเดินตามไปกอดคอทีหลัง มือผมสั่นกำพวงมาลัยแน่นก่อนจะกระชากรถเลี้ยวออกไปตามอารมณ์ที่คุกกรุ่นอยู่
 


หลังจากวันนั้นเราก็ห่างกัน ไม่ค่อยได้คุยกัน ไปกลับโรงเรียนก็แยกกันไป เพราะผมเองก็ยุ่งกับการหาที่เรียนต่อยังไม่ได้ ส่วนน้อง...ก็ยังปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง
 
 






 
 

‘นี่มินซอก พี่ลู่มาหา’





 
‘หื้อ? อื้อ ขอบใจมากนะ’





 
‘จับปลาสองมือน่ะระวังนะว่าตอนสุดท้ายปลามันจะดิ้นหลุดไปหมดไม่เหลือซักตัว’






 
แม้อีกคนจะพูดเบาแต่ผมก็ยังคงได้ยินและเข้าใจความหมายของคนที่จะสื่อ คนตัวเล็กเดินยิ้มออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 








‘มีอะไรรึเปล่าฮะ’




 
‘พี่..สอบติดแล้ว อยากบอกให้เรารู้ก่อนเป็นคนแรก’




 
‘จริงหรอฮะ?! ดีใจด้วยนะ เก่งมากเลย’




 
สองมือนุ่มที่จับแขนผมเขย่าไปมาแสดงความยินดีกับผม ผมอมยิ้มกับคนข้างหน้ามือวางลงบนหัวอีกคนทำเหมือนที่เคยทำแต่เค้ากลับหลบแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยผมจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงตัวเองแทนมือกำหมัดแน่น


แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เค้าระวังตัวขึ้นและเหมือนจะสร้างกำแพงทำทุกอย่างให้อยู่ในสิ่งที่เค้ากำหนด มันก็ดีแล้วที่ทุกอย่างกลับมาเป็นอย่างที่ควรจะเป็น








ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรืออะไร







ในความเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม







 
 
‘เราลงไปข้างล่างกันเถอะฮะ พี่ลู่กินข้าวรึยัง ไปกินข้าวด้วยกันนะ’




 
ผมไม่ตอบแต่เดินตามหลังเค้าไป ช่วงนี้ผมเผลอหลุดบ่อย แต่น้องเค้าก็เข้าใจเพราะเค้าก็รู้อยู่แล้วว่าตัวจริงผมเป็นคนยังไง
 


 

‘อ้าว..มาพอดีเลยเกือบจะขึ้นไปตามละเนี่ย อ้าว?พี่ลู่..’




 
‘ขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการ นี่ลู่หาน พี่เราเคยเล่าให้ฟัง ส่วนพี่ลู่นี่ ซึงโฮฮะ..’
 



ผมยื่นมาไปจับกับอีกคนที่ยื่นมาก่อน



 
‘ยินดีที่ได้รู้จักครับ มินซอกพูดถึงรุ่นพี่บ่อยๆได้รู้จักจริงๆจังๆซักที’ ผมพยักหน้านั่งลงข้างๆกับคนที่แนะนำผม แอบขัดใจเล็กๆที่รุ่นน้องคนนี้เรียกอีกคนด้วยชื่อเฉยๆทั้งที่ร่างเล็กนี้เคยบอกว่าอายุน้อยกว่า




 
‘พี่ลู่จะกินอะไรดี..?’




 
หูผมไม่ได้ยินอะไรเพราะสนใจคนที่นั่งข้างๆแบคฮยอนตรงข้ามกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆผมส่งยิ้มให้กันไปมา
 




‘พี่ลู่ พี่ลู่! พี่ลู๊ววววว!!!’




 
เพราะเสียงที่ดังทำให้ผมหันหน้าไปมองตามเสียงคนเรียกแล้วขานรับเพื่อนสนิทของอีกคน







‘อือ..’




 
‘จะกินอะไร..’





 
‘ไม่กิน กินไม่ลง’



 

‘อ้าว?! เห้ย ไอ้พี่ลู่!!’
 



พูดจบผมก็ลุกขึ้นเดินออกมาทันที เสียงใสของอีกคนที่เรียกผมอยู่ตามหลังให้หยุดเดิน
 




‘พี่ลู่ เป็นอะไรรึเปล่าฮะ’



 

‘เราสนใจด้วยหรอว่าพี่จะเป็นอะไร’
 





‘.......’





 
‘กลับไปเถอะมีคนเค้ารอเราอยู่’ ผมหันหลังเดินออกไปตรงไปยังที่ที่ครั้งนึงผมชอบมานั่งอยู่บ่อยๆ





 
 
ดาดฟ้า 





เป็นที่ที่ผมชอบมานั่งสูบบุหรี่เวลาเครียดๆ มวนแล้วมวนเล่าจนจะหมดซองก็ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์หงุดหงิดเบาลงได้เลย



 





‘ไม่ยอมกินข้าวแต่แอบหนีมาทำร้ายสุขภาพตัวเองแบบนี้มันไม่ดีนะฮะ...’





 
เสียงของคนที่เป็นสาเหตุความหงุดหงิดของผมพูดขึ้นไอค่อกแค่กเพราะควันที่ผมเป่าออกมาแต่ก็ยังพาตัวเองเดินเข้ามาหาผม ผมดับบุหรี่ที่ยังสูบไม่หมดทิ้งก้มมองดูหน้าของอีกคนที่ขึ้นสีชมพูเข้มเพราะควันสีขาวของผม





 
‘มากินข้าวกัน’
 





‘ทำแบบนี้ทำไม’
 





‘แบบนี้คือแบบไหนล่ะฮะ’


 
คนตัวเล็กเปิดฝากล่องข้าวออกเผยให้เห็นข้างในที่เป็นคิมบับหน้าตาชวนน้ำลายไหลแต่ผมไม่มีอารมณ์จะกินอะไรในตอนนี้





 
‘ยังรู้สึกอะไรกับมันใช่มั้ย?’
 





คนโดยจี้จุดชะงักนิ่งไปก่อนจะทำเหมือนไม่ได้ยินที่ผมพูดชวนให้ผมไปนั่งกินข้าวที่เค้าเอามาให้
 






‘ยังชอบมันอยู่ใช่รึเปล่า?’






 
‘......’
 







ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งไม่กี่นาทีต่อมาคนตัวเล็กก็ยอมเปิดปากพูด...
 





‘ผมกำลังทำเพื่อเราอยู่นะฮะ’
 





‘เพื่อเรางั้นหรอ? เพื่อเราหรือเพื่อตัวเองกันแน่’





 
‘แปลกหรอฮะถ้าผมจะทำให้ตัวเองมีความสุขบ้าง’




 
‘จะไปคบกับไอ้นั่นว่างั้นเหอะ’
 





‘เค้ามีชื่อครับ ช่วยให้เกียรติเค้าด้วย’




 
‘จะไม่สนใจใช่มั้ยว่าอี้ชิงเค้าจะรู้สึกยังไง’
 




‘พี่ชิงเค้าเข้าใจผมอยู่แล้วฮะ’




 
‘ที่เคยบอกว่ารักพี่นักหนานี่เปลี่ยนใจง่ายขนาดนี้เลยหรอ?’




 
‘การที่ผมจะชอบใครแล้วพี่เดือดร้อนผมต้องรู้สึกผิดหรอ มีเหตุผมหน่อยสิฮะ’




 
นั่นสินะ เค้าจะชอบจะรักใครผมจะเป็นเดือดเป็นร้อนทำไมในเมื่อมันเป็นสิทธิของเค้าและเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วด้วย




 
‘อย่าลืมสิ ทุกคนยังคิดว่าเราคบกันอยู่นะ’




 
‘ไม่ต้องห่วงหรอกฮะ ผมจะจัดการทุกอย่างเอง...’





 
‘.......’
 





‘อย่าลืมกินข้าวด้วยนะฮะ’
 
 


โธ่โว้ยยย!! ผมตะโกนออกมาสุดเสียงระบายความรู้สึกอึดอัดภายในใจที่ยังหาคำตอบให้กับมันไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เราทะเลาะกันแบบจริงๆจังๆ แม้จะดูเหมือนผมเป็นฝ่ายชวนทะเลาะเองก็เถอะ
 
 



หลังจากวันนั้นในวันรุ่งขึ้นก็มีข่าวลือต่างๆมากมายว่าผมกับน้องเลิกกันแล้ว ลดสถานะกลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม แต่ดูเหมือนอีกคนจะโดนหนักเพราะมีเรื่องบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายคนเลยคิดว่าผมโดนทิ้งแล้วน้องไปหาคนใหม่ ทุกเรื่องไม่มีใครได้รู้คำตอบที่แท้จริงเพราะไม่มีใครออกมาพูดอะไร ทุกคนเลยลงความเห็นเชื่อไปตามสิ่งที่เห็นและคนที่พูดกันอย่างหนาหู












 
จนมาถึงวันนี้
 
 
















 
พิธีจบการศึกษาประจำปี




 
คนตัวเล็กในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเดินฉีกยิ้มสดใสเข้ามาหาผม สองมือเล็กที่ถือกระถางต้นกระบองเพชรยื่นมาให้
 
 




‘ยินดีด้วยนะฮะ..ถ้าพี่ทำให้มันออกดอกได้แล้วขอพร สิ่งนั้นจะกลายเป็นจริง’




 
‘ขอบคุณนะ..’




 
‘ผมเองก็ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณพี่เหมือนกันที่ทำตามที่ผมขอไว้..’





 
‘.......’





 
‘ตอนนี้คงถึงเวลาของมันแล้ว..’




 
‘เราพูดเรื่องอะไร พี่งงไปหมดละเนี่ย’ แม้จะรู้สึกดีที่เค้ามาร่วมแสดงความยินดีแต่อีกใจผมกลับรู้สึกไม่ดีแปลกๆ รอยยิ้มที่ผมชอบแอบมองทำให้ผมดึงคนตัวเล็กเข้ามากอด วงแขนที่โอบรัดตัวน้องแน่นเพราะคิดถึงสัมผัสและกลิ่นหอมจากตัวเค้าที่ไม่ได้เข้าใกล้เลยตั้งแต่เราหยุดความสัมพันธ์ฉันท์คนรักกันไป ผมคิดออกในทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ 
 





ประโยคที่จะตัดความสัมพันธ์นั้นอย่างเป็นทางการ



 
 
 ผมไม่รู้ว่าหรอกว่าผมเป็นอะไร รู้แค่ว่าไม่อยากให้เค้าไปรู้สึกกับใครแบบนั้นนอกจากผม ไม่อยากให้รอยยิ้มกับใบหน้าขึ้นสีเข้มเพราะความเขินอายนั่นเพราะคนอื่นที่ไม่ใช่ผม ไม่อยากให้ร่างเล็กน่ารักนี้ถูกโอบกอดจากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม
 







'ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา'
 
 
 





ร่างเล็กนั้นผละออกจากอ้อมแขนของผมปลายเท้าเขย่งตัวขึ้นกดจมูกรั้นฝังลงบนแก้มของผม รอยยิ้มสดใสชวนมองและแววตาที่ใสซื่อตามแบบฉบับของเค้าส่งยิ้มให้ ตรงกันข้ามกับผมที่แม้จะไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกไป แต่ในใจกำลังขอร้องอ้อนวอนจากอีกฝ่าย











อย่าไป











 


'เราเลิกกันนะฮะ'







































































 (:
 



















      
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #35 PenguinSeok (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 19:52
    ที่บอกเลิกมันอยู่ในแผนใช่ไหมพี่หมินตัดใจได้จริงๆ เหรอ ยังไงก็อยากให้กลับมาคบกันเหมือนเดิมนะถึงตอนแรกพี่ลู่จะทำให้พี่หมินเสียใจแต่ตอนนี้เราว่าพี่ลู่เริ่มจะรักพี่หมินแล้ว
    #35
    0
  2. #34 slowlifesuperfc (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 19:50
    ฮรือออ ใจนึงก็เศร้า อีกใจนึงก็พอใจและสะใจที่ลู่หานโดนแบบที่ทำกับมินซอกบ้าง จะได้รู้สักบ้างว่ามันเจ็บยังไง ฮึแต่สุดท้ายก็ทำให้รู้ใจตัวเองสักทีนะ อพล.
    #34
    0
  3. #33 Jakkaran55 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 15:21
    มินซอกเข้มแข็งแล้วจริงๆ หรือแค่ทำตามแผน??????????? ลู่หานคนหวงก้าง
    #33
    0
  4. #32 chnnnnn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 15:13
    ใจนึ่งก็สงสารพี่ลู่น้ะ แต่โดนสะบ้างจะได้รู้ว่าน้องเจ็บยังไงง เป็นไงเจบพอไหมม แต่ก็กลับมารักกันไวๆน้ะจ่ะ !
    #32
    0
  5. #31 Aungkie_boo (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 14:59
    แอบสะใจเบาๆ 555 แต่เราก็ยังลุ้นให้กลับมารักกันน้าาาา
    #31
    0
  6. #30 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 14:19
    แบบนี้สิหมินซอกกกกกกกก มันต้องร้ายแบบนี้แหละ ที่แท้ก้อร่วมมีกับเฮียคริสนี้เอง ที่จริงเฮียก้อเป็นคนดี จะสงสารอี้ชิงดีมั้ย ทำไมไม่รู้สึกสงสารสักนิด เหมือนเป็นเวรกรรมยังไงไม่รู้ ทำจุนยอนแท้ง แล้วตัวเองมาท้องต่อ ทีมหมอนซอกโว้ยยยย ขอบคุณไรท์ที่ทำให้นายเอกไม่โง่และซื่อแล้ว เราชอบแบบนี้แหละ55555
    #30
    0
  7. #29 น้องมินิ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 12:12
    ทำไมเรารู้สึกสะใจแปลกๆ 55555 สมน้ำหน้าพี่ลู่แปบ ว้ายยย โดนทิ้งแล้ววววว
    #29
    0