It's Only You [เพียงแค่คุณ] LuMin

ตอนที่ 16 : 1 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 ก.ค. 60







16











‘อ้าว? คุณใหญ่ คุณหนูมินซอก มายืนทำอะไรกันตรงนี้ครับ’






เสียงของลุงยามที่เห็นผมและคุณใหญ่ที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกทำให้ภาพตรงหน้าที่ทำให้เราทัเงสองหยุดชะงักลงหันมาตามเสียง น้ำตาที่ไหลอาบแก้มที่มีรอยบุ๋มนั้นเบิกกว้างผละออกจากความใกล้ชิดที่เกินคำว่าว่าเพื่อนจากอีกคนพร้อมกับเอ่ยชื่อของคนที่ยืนอยู่ข้างๆผม







‘อู๋ อี้ ฝาน’






ผมไม่รู้หรอกว่าเค้าสองคนคุยอะไรกัน แต่ให้เดาจากภาพที่เห็นเค้าคงปรับความเข้าใจกันแล้วและอาจจะกลับมาคบกันอีกครั้ง




การปะติดปะต่อตามความเข้าใจของผมเองทำให้ผมพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะเดินเข้าไปหาทั้งสองคนพร้อมกับประโยคหยอกล้อที่เป็นธรรมชาติที่สุด






สวีทแบบนี้จะมีข่าวดีอะไรรึเปล่าน้าา ~’





ไม่ทันที่คนโดนแซวทั้งคู่จะตอบ คนหน้าสวยก็ตรงปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อของคนที่พาผมมาซะก่อน








‘เป็นแกใช่มั้ย!?’






คำถามที่ไม่รอให้ได้คำตอบ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมกับกำปั้นที่เหวี่ยงไปปะทะกับใบหน้าคนเป็นพี่ล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะขึ้นคร่อมแล้วกระหน่ำหมัดใส่คนที่ไม่รู้สาเหตุของอารมณ์ของน้องชายตัวเอง ลุงยามที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆก็รีบวิ่งมาแยกทั้งคู่ออกจากกันตามสัญชาตณาณของวิชาชีพและความคุ้นเคยกับทั้งสองคน ผมเองก็จับต้นชนปลายไม่ถูกแต่ก็เข้าไปช่วยลุงยามที่ดึงคนที่ได้เปรียบออกแล้วเข้าไปประคองคนที่โดนเล่นงานจนมุมปากช้ำจนมีเลือดไหลซึมออกมาโดยที่อีกคนยืนตัวสั่นน้ำตานองหน้าทำอะไรกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ถูก






‘มีเรื่องอะไรกันครับ ทำไมไม่ค่อยพูดค่อยจากัน’





ลุงยามที่กอดตัวคุณเล็กที่แกเรียกเอ่ยขึ้น





‘ถามคุณใหญ่ของลุงดูสิว่ามันไปทำเรื่องชั่วๆอะไรไว้’






‘อ้าวเฮ้ย?! ทำไมพูดแบบนี้วะ มาถึงไม่ได้ทันได้พูดอะไรแกก็ใส่มาไม่ยั้งขนาดนี้..’





'เรื่องชั่วมันเยอะจนคิดไม่ออกเลยหรอว่าทำอะไรไว้บ้าง’



แรงสะบัดที่ทำให้ลุงยามที่กอดเค้าอยู่ผละออกน้ำเสียงคุ่นเคืองยังคงพูดต่อโดยที่ทั้งผมและคนที่โดนทำร้ายร่างกายไม่รู้เรื่องราวสาเหตุของการกระทำของเค้าเลย






‘ไม่มีอะไรแล้วลุงกลับไปทำหน้าของตัวเองต่อเถอะครับ’





‘เอางั้นหรอครับ..งั้นมีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันนะครับ ยังไงก็พี่น้องกัน’





หลังจากลุงยามเกินจากไปความเงียบก็เข้ามาปกคลุมบรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัดจนผมต้องพูดอะไรออกไปเพื่อทำลายความเงียบนี้






‘เจ็บมั๊ยฮะ.. ไปทำแผลกันก่อนดีกว่านะ’





‘นะ นั่นสิ มินซอกพาพี่เค้าไปทำแผลก่อนเถอะ..’









‘จางอี้ชิง!!’








เสียงตะคอกเรียกชื่อคนที่หวังดีอีกคนดังขึ้นจนร่างขาวซีดเจ้าของชื่อสะดุ้งตกใจไปทั้งตัวรวมถึงผมเองด้วย






‘ส่วนแก.. ไปเคลียร์กับพี่มยอนแล้วมารับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำซะ!’





‘รับผิดชอบเรื่องอะไร ฉันงงไปหมดแล้วเนี่ย’




เรียวแขนที่ดึงจนเหมือนจะกระชากอีกคนข้างๆให้ก้าวมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเค้าโดยที่มีผมยืนประคองร่างสูงอีกคนอยู่





‘ก็เรื่องชั่วที่แกทำกับ...’









‘ลู่หาน!!’








เสียงตะคอกของคนที่ยืนอยู่ตรงกลางดังขึ้นเหมือนเป็นการเอาคืนที่โดนตะคอกใส่ในตอนแรกเพื่อหยุดคำพูดของเพื่อนสนิทที่กำลังจะเอ่ยสาเหตุของอารมณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น









‘อย่า เราขอร้อง..นะ’









‘ทำไม?’






การสะบัดหน้าส่ายหัวไปมากับคำพูดที่ทั้งสองคุยกันไม่ได้ทำให้ผมรวมถึงคนที่ประคองอยู่เข้าใจอะไรได้เลย จนอีกคนที่โดนขอร้องยกมือขึ้นเสยผมหันหลังเดินออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิดเพราะดูเหมือนสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิมผมจึงต้องเอ่ยอะไรออกไปอีกครั้ง..





‘เอ่อ งั้นเดี๋ยวผมพาพี่อู๋ไปทำแผลก่อนนะฮะ’





‘อะ อื้อ ไปสิ’




คนที่หันหลังให้ผมอยู่หันหน้ากลับมาตอบผมพร้อมกับยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาของตัวเองออก แม้จะไม่เข้าใจอะไรเลยผมเลยได้แต่พยักหน้าให้คนตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบางส่งไปให้






‘พี่ชิงอยู่ที่นี่แหละฮะ ฝากดูพี่ลู่ด้วย’







‘..อื้อ’






‘ไปฮะ ไหวรึเปล่า’ 





คนตัวสูงไม่ได้พูดอะไรได้แต่ยืนมองหน้าของคนตัวขาวซีดนิ่ง วงแขนที่ทิ้งน้ำหนักตัวครึ่งหนึ่งมาให้ผมทำให้ผมเสียการทรงตัวเล็กน้อยตอนหันหลังจะก้าวเดินออกไป แขนเล็กที่โอบเอวของพี่ชายตัวสูงอยู่พยุงเพื่อให้สะดวกมากขึ้นก่อนที่จะถูกดึงออกโดยอีกคนที่ตามมาจากข้างหลัง เพราะส่วนสูงที่เดิมทีก็ต่างกันอยู่แล้วประกอบกับน้ำหนักที่ร่างสูงนี้เทลงมาทางผมครึ่งหนึ่งทำให้เค้าเซล้มลงไปกองกับพื้น








‘เดี๋ยวมินซอก’






เพราะความตกใจกับคนที่นั่งนิ่วหน้าคิ้วขมวดบนพื้นผมจึงสะบัดมือที่จับแขนผมอยู่ออกไปดูคนเจ็บ





‘เป็นอะไรรึเปล่าฮะ มีอะไรค่อยคุยกันหลังจากนี้ อารมณ์พี่ตอนนี้ผมคงไม่สะดวกใจที่จะคุยด้วย’





ผมพยุงอีกคนขึ้นประคองเดินออกไปหน้าคอนโดเพื่อเรียกแท็กซี่เพราะรถที่นั่งมาคนขับอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะขับกลับออกไปได้








และผมก็โดดเรียนในวันนั้น หนังสือที่จะไปเอาก็ไม่ได้







หลังจากทั้งขู่ทั้งพูดหว่านล้อมให้พี่ชายตัวสูงนี้ไปทำแผลที่คลินิกใกล้ๆคอนโดเสร็จผมก็ตามพี่เค้าไปที่รีสอร์ตด้วย เพราะไหนๆก็โดดเรียนแล้วจะกลับบ้านก็ไม่ได้ซะด้วย ไปเล่นกับพี่มยอนฆ่าเวลายังซะดีกว่า









‘มาอยู่ที่นี่ตั้งนานพี่ไม่คิดถึงพ่อแม่บ้างหรอฮะ’




คนโดนถามนิ่งเงียบไปซักพักปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้าก่อนจะยิ้มตอบ






สวย สวยมากจริงๆ





‘คิดถึงสิ พวกท่านเสียตั้งแต่พี่อยู่ม.ต้นแล้วล่ะ’





‘อ่า.. ขอโทษนะฮะ’





‘ไม่เป็นไรหรอก ก็เราไม่รู้นี่นา..’





‘ชีวิตคนเรามันสั้นนะ ไม่มีอะไรแน่นอน อยากทำอะไรก็ทำเถอะจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจก่อนจะตาย..’




‘แม่พี่ชอบพูดประโยคนี้เสมอ ครอบครัวของเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร หาเช้ากินค่ำ เราอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกมีปณิธานเดียวกันคือ เงิน อยากมีเงินก็ต้องทำงานถูกมั๊ย มันเหนื่อยแต่มันก็สนุกดีนะ ตอนที่ได้ทุนไปเรียนที่แคนาดาพี่ยังคิดไม่ตกเลยเพราะยังสนุกกับการทำงาน จะเรียนต่อให้เหนื่อยแถมเปลืองเงินทำไม ยอมเหนื่อยแต่ได้เงินไม่ดีกว่าหรอ ในเมื่อเรียนจบก็ต้องมาทนเหนื่อยทำงานใช้หนี้ทุนต่ออีก เอาเวลาเหนื่อย3-4ปีนั่นมาเหนื่อยทำงานแล้วได้เงินเองคนเดียวไม่ดีกว่าหรอ? พี่คิดอย่างนี้ในตอนนั้น..’






‘พี่รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน เพราะไม่ว่ามันจะหนักแค่ไหนแค่คิดถึงตอนได้สิ่งตอบแทนพี่ก็ยิ้มได้ทั้งวัน’






‘แต่ถ้าเรียนจบสูงๆมาก็จะมีงานที่มั่นคงนีฮะ อย่างน้อยเราก็มีอาชีพที่มีสวัสดิการมีหน้ามีตาในสังคม’







‘พี่ไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ คนที่เค้าเรียนไม่สูงแต่เงินเดือนเทียบเท่ากับคนเรียนจบใหม่ก็เยอะแยะไป ต้นทุนเค้าเริ่มจากศูนย์ก่อนจะค่อยๆพัฒนาไปจนถึงร้อยในขณะที่เราต้องเสียเงินจากร้อยเพื่อเริ่มต้นเรียนและกลับไปศูนย์ตอนเรียนจบเพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เสียเวลามั๊ยล่ะ



ในระยะเวลา3-4ปีที่เราเริ่มจากร้อย คนที่พวกเค้าเริ่มจากศูนย์เค้าอาจจะพัฒนาตัวเองจนเกือบถึงร้อยแล้วก็ได้ ในขณะที่ร้อยของเราเริ่มลดลงเรื่อยๆจนเหลือศูนย์แล้วก็เริ่มนับหนึ่งใหม่วนลูป แถมประสบการณ์การทำงานก็ไม่มีอีกต่างหาก 




สมัยนี้นะเด็กจบใหม่เยอะบริษัทใหญ่ๆส่วนมากเค้ามองหาแต่คนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น ไม่ก็เส้นสายเงินทองอีก เสียเงินเรียนมาแล้วยังต้องมาเสียเพื่อให้ได้งานอีกหรอ  พี่ว่ามันไม่โอเค..’






ก็จริงของพี่เค้า แบคยังเคยมาเล่าให้ฟังเลยว่าขนาดงานพาร์ทไทม์ที่ทำอยู่ยังต้องใช้เส้นสายเงินแลกเข้าทำแต่โชคดีที่แบครู้จักกับเจ้าของร้านตั้งแต่เด็กๆ นี่ก็เรียกว่าใช้เส้นได้รึเปล่า






‘แล้วทำไมพี่มยอนถึงเลือกเรียนต่อล่ะฮะ’





‘อืมม จะว่าโชคดีก็พูดได้ไม่เต็มปากนะ พี่ได้ทุนตอนม.ปลายปีแรกหลังจากที่พ่อแม่เสียในช่วงปิดเทอมก็เลยตัดสินสินใจไปเลยเพราะพ่อแม่ก็ไม่อยู่แล้วด้วย ญาติพี่น้องก็ไม่มี..’






‘อ่า..’






‘ไม่ต้องทำหน้าหงอยเสียงเศร้าแบบนั้น’






‘คงลำบากน่าดู’






‘ใช่ ลำบากมาก ช่วงแรกๆที่อยู่ที่นั่นแม้ทุกคนจะดีกับพี่มากแต่มันก็ยากจริงๆที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้คน สถานที่ วัฒนธรรมและภาษาที่เราไม่คุ้นเคย ที่ผ่านช่วงนั้นไปได้ก็เพราะการทำงานพาร์ทไทม์ที่นั่นและก็ได้เจอกับฝานเลยทำให้ชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง..’





‘ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยไม่เหนื่อยหรอฮะ’





‘ก็เหนื่อยนะ แต่อย่างที่บอก พี่สนุกกับมัน..เหนื่อยแค่นี้เล็กน้อยมาก’ 





คนตัวขาวสว่างพูดไปอมยิ้มไปท่าทางมีความสุขจนผมอดยิ้มตามไม่ได้






‘พี่ชายผมนี่โชคดีจังมีคนดีน่ารักๆอย่างพี่เป็นแฟน’









‘...จริงๆแล้วพี่กับฝานไม่ได้เป็นอะไรกันนะ เราเป็นแค่เพื่อนกัน’








‘ไม่ต้องปฏิเสธหรอกฮะ หลักฐานก็เห็นๆอยู่’





‘เราคิดย่างนั้นหรอ’





เค้าหันมาถามใบหน้ายิ้มบางสองแขนค้ำอยู่ที่ระเบียงที่เบื้องหน้าเป็นทะเลสีสวยสุดลูกหูลูกตา





‘ผมคิดว่าผมรู้จักพี่น้องตระกูลนี้ดีฮะ การกระทำสำคัญกว่าคำพูดเสมอ..’





‘มันก็ไม่เสมอไปหรอกนะ.. เหมือนจะทำให้เราแต่จริงๆเราก็อาจจะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่เค้าเอามาล่ออีกคนก็ได้’






‘อะไรนะฮะ?’




‘หื้ม? เปล่าครับ ว่าแต่เราเถอะเป็นไงมาไงถึงโดดเรียนมาถึงที่นี่ได้’




เพราะลมที่พัดแรงประกอบกับเสียงของคนข้างๆที่เบาลงในประโยคสุดท้ายทำให้ผมได้ยินไม่ชัดซึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะคำตอบของคนพูดดูเหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ก่อนที่ผมจะตอบคำถามของเค้าในประโยคถัดมา






‘มีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อยฮะ..ผมอยากพักสมองด้วย’




‘ปิดเทอมแล้วกลับกับพี่สิ เดี๋ยวพี่พาไปที่สวยๆ’





‘ถ้าขอแม่ได้นะ’





‘พี่ว่าได้อยู่แล้ว เราจะไปกันทั้งครอบครัวอาชอลต้องชวนแม่เราแน่นอน..’





‘ขอให้เป็นอย่างนั้นฮะ’









อะแฮ่มม คุยอะไรกันอยู่สองคน ท่าทางมีความสุขเชียว’






‘ฝาน! หน้าไปโดนอะไรมา?’





คนถูกถามมองผมสลับกับร่างเล็กที่ยืนรอคำตอบอยู่





‘อ๋อ อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรแล้วล่ะ’





‘ไหนดูซิ ทำไมชอบทำตัวเองเจ็บตัวอยู่เรื่อยเลยฮึ..






คนสวยที่ทำตัวน่ารักเดินเข้าไปจับใบหน้าของคนตัวสูงหันไปหันมาสำรวจดูแผลบริเวณมุมปากที่มีรอยช้ำ ลูบเบาๆแต่อีกคนกลับส่งเสียงร้องออกมา







โอ๊ยย เจ็บนะ..’






‘ไหนบอกไม่เป็นไรแล้วไง โตแต่ตัวจริงๆ อายุเท่าไหร่แล้วทำไมซนไม่เข้าเรื่อง’





‘ครับๆ ขี้บ่นจริง ไม่เบื่อบ้างรึไง’





‘เบื่อที่พูดไม่รู้ฟังเนี่ยแหละ..’





‘อะ เอ่อ..’




ผมขัดขึ้นเพราะทั้งสองคนดูเหมือนจะง้องแง้งใส่กันอยู่อีกนานแน่โดยที่มีผมยืนอยู่ด้วยแบบนี้มันค่อนข้างจะไม่โอเคสำหรับคนดูซักเท่าไหร่





‘อ่อ แล้วนึกยังไงพาน้องมา โดดเรียนมาแบบนี้ถ้าน้องเรียนไม่ทันเพื่อนสอบตกซ้ำชั้นจะทำยังไง ทำไมทำอะไรไม่คิดแบบนี้ห้ะ’





‘เอ่อ พี่มยอนฮะ ผมสมัครใจมาเองนะฮะ พี่เค้าไม่..’





‘หยุดเลย สุภาพบุรุษมากให้เด็กรับผิดแทน มานี่เลย’





โอ๊ยๆๆ นี่ฉันเจ็บตัวอยู่นะ เบาๆหน่อยดิ’





เสียงโอดครวญของคุณใหญ่ดังระงมไปตามทางเดินเพราะแรงดึงจากมือเล็กที่จับอยู่บนปลายใบหูของเค้าลากเข้าไปข้างในห้องโดยที่ผมยังยืนรับลมอมยิ้มอยู่ตรงระเบียงด้านนอกกับภาพของคนสองคนที่คนตัวเล็กกว่าบอกว่าเป็นเพียงแค่เพื่อนกันเท่านั้น เถียงกันไปมาเหมือนคู่รักที่แต่งงานกันมานานแล้วมากกว่า ผมส่ายหน้ากับคนปากอย่างใจอย่างก่อนที่โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงจะสั่นครืนยาว








+++Baekhyun+++








‘อื้อ แบคว่าไง’






‘เออ เรื่องทุนอ่ะสรุปจะเอาไง เนี่ยอาจารย์พึ่งเข้ามาพูดปีนี้อังกฤษเอาแค่3คนเอง ฉันเทละ แต่จีนกะซิดนีย์นี่ประเทศละ15คนว่าจะลองเสี่ยงดู ฉันลงชื่อจีนไปแล้วนายจะเอาไงจะได้ลงชื่อไว้ให้ ปิดเทอมอาทิตย์หน้าอาจารย์จะนัดปรับพื้นฐานภาษาอบรมการเตรียมตัว อาทิตย์ต่อไปสอบตอนเย็นประกาศผลเปิดเทอมบินเลย’




ทุนที่แบคฮยอนพูดถึงคือทุนจากทางโรงเรียนร่วมกับโรงเรียนในต่างประเทศสำหรับนักเรียนม.ปลายปี1และปี2ที่จะไปแลกเปลี่ยนการเรียนการสอน ศึกษาวัฒนธรรมต่างๆในประเทศนั้นๆเพื่อนำมาปรับใช้กับโรงเรียนของตนในระยะเวลา1ปี ซึ่งผมพลาดไปตอนปี1 เพราะมัวแต่วุ่นวายมีเรื่องทั้งเรื่องของตัวเองและเรื่องคนอื่น ไหนจะกิจกรรมจากทางโรงเรียนอีก





ถึงโรงเรียนเราจะเป็นโรงเรียนนานาชาติแต่การไปเยือนไปอยู่ไปสัมผัสกับเจ้าของภาษาในประเทศของเค้าโดยตรงก็ทำให้หลายคนสนอกสนใจอยากไป แถมสวัสดิการจากทางโรงเรียนก็ดีสมราคาค่าเทอมที่แพงหูฉีกแบบนี้ด้วย







‘เออ ลงได้ประเทศเดียวนะ ไม่ได้คือสำรอง ถ้าคะแนนถึงนะ เอาไงๆ’






‘ลงอิ้งไปเลยก็ได้นะ ยังไงนายก็มีเด็กนอกอย่างไอ้พี่ฝานกับพี่จุนเจินอะไรนั่นช่วยติวให้’





‘เค้าชื่อจุนมยอน’






‘เออๆนั่นแหละ..’






‘งั้นลงอิ้งให้เราเลยก็ได้’






เอาแค่3คนเอง ผมจะมีหวังรึเปล่า






‘นี่ห้องเราก็ลงห้องสุดท้ายที่ได้ลงชื่อ จีนนี่มาแรงมาก 170กว่าคน อิ้งนี่แปลกปกติคนจะเยอะกว่าทุกประเทศทุกปี ปีนี้ชื่อนายชื่อสุดท้ายลำดับที่90พอดี’






‘ก็ไม่น้อยนะ เอาแค่3คนเอง.. ยังไงก็ขอบคุณแบคมากนะ พรุ่งนี้เจอกัน’






‘เคๆ โดดเรียนให้สนุก’






หลังจากวางสายจากเพื่อนสนิทได้ไม่นานโทรศัพท์ในมือก็สั่นอีกครั้ง










+++SeungHo+++











‘เย็นนี้ว่างรึเปล่า..มาเจอกันหน่อยสิ’






‘อืมม เย็นนี้หรอ? กี่โมงดีล่ะ คือเราไม่ได้อยู่โรงเรียนอ่ะแล้วก็ไม่ได้อยู่บ้านด้วย พอดีออกมาข้างนอก..’







‘โดดเรียนเป็นด้วยหรอ? แล้วไปไหน??’






‘รีสอร์ตนอกเมือง’






‘กับใคร?’






‘พี่ที่เคยเล่าให้ฟังไง’






‘ไปทำไม?’






‘มาเล่นเฉยๆแล้วก็มาหาพี่มยอนด้วย’






‘งั้นวันหลังก็ได้ อย่ากลับมืดกลับค่ำล่ะ ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย’






‘นี่พ่อคุณเป็นพ่อพี่หรอครับสั่งจัง’






‘พ่อของลูก’






‘แหวะ จะอ้วก โอเคๆถึงบ้านแล้วจะโทรรายงานนะครับคุณพ่อของลูกก ~’






ผมกดวางสายพร้อมกับส่ายหน้าเอือมระอากับคนในโทรศัพท์ก่อนที่มันจะสั่นอีกรอบ










+++LuGe’+++








‘ทำอะไรอยู่ทำไมโทรไม่ติด’




ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยอะไรคนในสายก็สวนพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดคงเป็นเพราะผมติดสายคุยอยู่กับอีกสองคนก่อนหน้านั้นจึงทำให้เค้าโทรไม่ติด






เสน่ห์แรงปะล่ะ รับโทรศัพท์สายต่อสายเลย ฮ่าๆๆ







‘พอดีคุยกับแบคอยู่น่ะฮะ พี่ลู่มีอะไรรึเปล่าฮะ’





ปลายสายเงียบไปซักพักเหมือนกำลังสงบสติอารมณ์ตัวเองก่อนจะพูดสาเหตุที่โทรหาผม






‘อยู่ไหน ไปหาที่โรงเรียนไม่เจอ’






‘อ๋อ ก็พอดีพาพี่อู๋ไปทำแผลจะวกกลับไปโรงเรียนก็สายแล้วอีกอย่างหนังสือก็ไม่ได้เอาไปเลยขอตามมาเล่นกับพี่มยอนที่รีสอร์ต..’






‘แล้วไปยังไง’






‘ก็มากับพี่ชายของพี่ไง’






‘อยู่ห่างๆมันไว้บ้าง’






‘มีอะไรอีกรึเปล่าฮะ’




ปลายสายเงียบไม่มีคำพูดอะไรออกมาผมจึงตัดบทแล้วกดวางสายจบการสนทนาแล้วกดดูข้อความที่ส่งมาจากคนที่ผมพึ่งวางสายไป เป็นจำนวนการกดโทรเข้ามาในระหว่างที่ผมติดคุยอยู่กับทั้งแบคและซึงโฮ







LuGe’ พยายามติดต่อคุณ(24)’







ทำไมชอบทำอะไรให้ความหวังผมอยู่เรื่อย นิสัยไม่ดีเลย ทั้งๆที่ตัวเองก็มีที่ชอบอยู่แล้ว เฮ้อออ ~






ผมยังยืนรับลมอยู่ที่เดิมในหัวฉุดคิดเรื่องทำงานพาร์ทไทม์ที่ฟังจากพี่ชายตัวสว่าง อยากมีเงินก็ต้องทำงาน ผมไม่เคยคิดถึงเลยเพราะทุกวันนี้ยังขอเงินจากพ่อแม่ใช้อยู่ ฟังดูเหมือนสบายเนาะคงเพราะเราไม่รู้ว่ากว่าจะได้มานั้นลำบากขนาดไหน เคยได้ยินแต่แบคเคยบ่นให้ฟังว่าเหนื่อยอย่างนั้นอย่างนี้รวมถึงพี่มยอนเองก็บอกว่าเหนื่อย มันจะเหนื่อยขนาดไหนกัน






ผมเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้กลับไปถามแบคในวันรุ่งขึ้นที่โรงเรียนดีกว่า ใช่ว่าผมจะไม่เคยทำอะไรเลย งานบ้านนี่นับเป็นการทำงานมั๊ย? ก็แลกกับค่าขนมในแต่ละเดือนเหมือนกันนะ ฮ่าๆๆ





สายลมเย็นจากทะเลเบื้องหน้าพัดเอื่อยๆชวนขนลุกจนต้องยกสองแขนขึ้นมากอดตัวเอง คุณอาฮันเกิงนี่เข้าใจหาสถานที่ดีนะ มาเจอที่แบบนี้ในประเทศได้ยังไง ให้อารมณ์เหมือนอยู่เมืองนอกเพราะผู้คนก็มีแต่ชาวต่างชาติ เพราะนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั่วโลกต่างอยากมาสัมผัสสถานที่เงียบสงบแห่งนี้ เหมือนคำที่เค้าชอบพูดกันว่าหากมาเกาหลีต้องนึกถึงกิมจิ




FH Miracle มีทั้งรีสอร์ต โรงแรม สปา ตลอดจนกิจกรรมทริปเที่ยวจากที่นี่ที่จัดสรรไว้ให้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทุกกิจกรรมการวางแผนล้วนแล้วแต่ถูกจัดการมาอย่างดี รัดกุม ปลอดภัยและเป็นที่ชื่นชอบและได้ผลตอบรับที่ดีจากคนที่เคยมาสัมผัสและพูดกันปากต่อปาก บริหารงานโดยคนที่ดูเสเพลในสายตาพ่อแม่แต่ตอนนี้กลับจัดการทุกอย่างได้ในระดับดีเยี่ยมแม้จะมีแอบนอกลู่นอกทางไปบ้างแต่เพราะเวลาและการพิสูจน์ตัวเองของพี่ชายร่างสูงจึงทำให้ทุกคนไม่ค่อยกังวลเหมือนแต่ก่อน





อู๋ อี้ ฝาน เป็นผู้ชายที่น่านับถือ น่าเกรงขามแม้จะอายุน้อยเมื่อเทียบกับผู้บริหารรุ่นใหม่แต่ด้วยประสิทธิภาพในการทำงาน ความเด็ดขาดในความคิดจึงทำให้เค้ากลายเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกประเทศรองจากพ่อของเค้าในเวลาเพียง1ปีในการเริ่มเข้าทำงาน





ผมกับพี่ชายคนนี้เรียกได้ว่าสนิทใจกันมากกว่าพี่ลู่กับพี่ชิง ถ้าสองคนนั้นคืออากาศกับลมหายใจ 







อู๋อี้ฝานคนนี้ก็คือคนที่ให้ชีวิตกับผม (รองจากแม่)






ผมกดเปิดโทรศัพท์กรอกรหัสผ่านสี่ตัวก่อนที่ภาพท้องฟ้าสีชมพูสวยปรากฏแก่สายตา รูปนี้ผมถ่ายตอนอยู่บนดาดฟ้าโรงเรียน 








เป็นภาพที่ผมเข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออีกคนแม้จะไม่มีคนๆนั้นในภาพก็ตาม







ผมอมยิ้มเมื่อนึกถึงที่มาที่ไปของภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองก่อนจะกดเข้าแอพพริเคชั่นต่างๆเช็คข่าวนั่นนี่เรื่อยเปื่อยแล้วจึงเข้าไปเช็คไลน์กลุ่มที่กดปิดเสียงเอาไว้ ไม่รู้คุยอะไรกันนักหนา - -





มีโน้ตจากหัวหน้าห้องที่ประกาศเรื่องนักเรียนแลกเปลี่ยนพร้อมกับรายละเอียดมาให้คนที่สนใจซึ่งส่วนใหญ่ก็สนใจกันหมด แต่จะมีบางคนที่ขี้เกียจเข้าค่ายก่อนสอบคัดเลือกก็จะปล่อยไม่เอาเพราะตรงนี้จะมีการให้คะแนนประเมินระหว่างที่อยู่ในค่ายด้วย






อืมม.. จะว่าไปตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายตลอดหลายเดือนมานี้ผมก็ยังไม่ได้เข้าไปเช็คในเว็ปกระทู้ของพรายกระซิบเลย ลองเข้าไปดูดีกว่าไม่รู้ป่านนี้อัพเดตข่าวไปถึงไหนแล้ว




สไตล์ข่าวของพรายกระซิบจะเป็นข่าวที่ทุกคนทุกเพจทุกกระทู้ไม่เคยรู้มาก่อน เรียกได้ว่าsecretแบบที่ทุกคนคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว ใช้เวลาไม่นานก็เจอ น่าดีใจมั๊ยมีแต่เรื่องที่มีผมอยู่ในข่าวด้วยทุกเรื่องเลยก็ว่าได้ ผมเลือกกดเข้าไปอ่านหัวข้ออันล่าสุดที่ถูกโพสคือเมื่อวานตอนเย็น










‘สวัสดียามเย็นกับอากาศเย็นๆหิมะโปรยปรายค่ะชาว FH Brother Fc ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันแล้วในโพสก่อนๆวันนี้สายข่าวของพรายซิบแอบเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างค่ะ 







พายุลูกแรกที่จะเรียกได้ว่าสงรึเปล่านั้นพึ่งผ่านพ้นไป แต่ลูกใหม่จ่อคิวกำลังจะตามมาติดๆแล้วค่าา เรื่องก็หนี้ไม่พ้นเรื่อง รักๆใคร่ตามประสาวัยรุ่นที่หน้าตาดีอ่ะนะคะ หลังจากที่น้องคุณหนูขอเปลี่ยนสถานะจากคนเคยขี่ อุ๊ย! ยังไม่ได้ขี่นี่หว่า คริคริ มาเป็นพี่น้องเหมือนเมื่อก่อน องค์พี่หานหรือท่านลู่ดาร์กของหมู่เฮาผู้ยึดมั่นในคำสัญญาก็ได้สิ่งตอบแทนหลังจากที่กล้ำกลืนฝืนทนคบกับน้องคุณหนูมาได้3(?)เดือนเศษด้วยอาการลมพัดหวนจะกลับไปกินกิมจิถ้วยเก่านั่นเอง ฮือออ แต่แหมมมมม คุณพี่ลักยิ้มคนที่ใครๆต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแสนดีนั้นกลับยังมีท่าทียึกๆยักๆไม่ยอมให้ความร่วมมือกับพี่หานของหมู่เฮาเลยโดยการประกาศเด็ดขาดว่า Just friend นะยู แต่ แต๊ แต่ ปากบอกไม่เอาแต่ตอนนี้ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้วค่ะคุณขา เจ็บเหลือเกิลลล 






น้องคุณหนูช่างแข็งแกร่งนัก ไปกราบใจของนางกันค่ะ ถถถถ จุดนี้พรายซิบเองก็ไม่อยากพูดอะไรมากเพราะได้ข่าวว่าคุณพี่ลักยิ้มคนนี้นางก็ป่วยค่ะ ป่วยทั้งกายป่วยทั้งใจ ยังไงก็ขอให้หายเร็วๆนะคะ 





ต่อค่าต่อ มีเรื่องน้องแล้วจะไม่มีเรื่องของพี่ได้ยังไง คุณใหญ่หรือพี่ฝานของหมู่เฮารูปล่าสุดจากสำนักข่าว(?)ของพรายซิบเห็นว่ามาดูงานที่ชานเมืองเป็นเกาะที่พึ่งทุ่มทุนสร้างเช่นเคย มาอยู่จะอาทิตย์ได้แล้วค่ะ ไปๆกลับๆระหว่างเกาะกับบ้าน แต่เอ๊ ~ หรือมาเฝ้าอะไรเปล่าน๊าา เพราะฮีหนีบเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อมาเป็นภาระ เอ๊ย! มาเป็นผู้ช่วยด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรบ้างอ่ะนะคะ เชอะะ




เห็นในโพสก่อนๆมีตั้งแท็กทีม มีใครทีมพรายซิบมั่งมั๊ยคะ ฮ่าๆๆ เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดมาแล้วค่ะ secret ของเรา รบกวนทุกคนก็เช่นเคยนะคะอ่านแล้วคิด วิเคราะห์ แยกแยะกันเองน๊าา






:: ความรักสำหรับบางคู่อาจจะเกิดจากคนหลายคนคอยเป็นพ่อสื่อแม่สื่อช่วยเหลือ เมื่อสมหวังแล้วจะกลายเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามีบุคคลที่สามตามมาจุดจบอาจสวยงามหรือโศกเศร้าเราก็คาดเดาอนาคตไม่ได้ ::





ปริศนาวันนี้ 1+1-1=0 คำตอบบอกไปแล้วใครไม่เข้าใจไม่ต้องหลังไมค์มา ไม่มีว๊าบอะไรใดๆทั้งสิ้นค่ะ มันมีคนตอบถูก เชื่อพรายสิ.. อุอิ 






วันนี้พรายซิบไปละน๊าา เสพข่าวอย่างมีสติกันเด้อพี่น้อง บะบุยย







ผมอ่านไปคิดตามที่ตัวอักษรนี้บอก นึกงงๆอยู่เล็กน้อยแต่ที่อยากรู้คือตัวตนของพรายกระซิบนี่ต่างหากทำไมถึงรู้เรื่องทุกอย่างได้เหมือนตัวผมเป็นคนเขียนเอง ทั้งเรื่องความลับ ข้อตกลง เกมส์ การวางแผนต่างๆ ที่ไม่มีใครที่ไม่ใช่พวกเรารู้เลย แล้วเค้าไปรู้มาจากไหน






ผมสะบัดความคิดนี้ทิ้งนิ้วเลื่อนลงดูความคิดเห็นของบรรดาผู้มีอิทธิพลเฉพาะในคีย์บอร์ดที่มาจากหลากหลายอาชีพร้อยพ่อพันแม่วงนอกวงใน รู้ดีกว่าตัวผมอีกมั๊ง






 มีอันที่ได้ยอดไลค์เยอะสุดอธิบายไว้




ความคิดเห็น 79 :: 1+1-1=0 คือบทสรุปของเรื่อง FH Bro อธิบายให้กว้างงงงก็คือ เรื่องมันเริ่มจากคนสองคนก็ 1กับ1 ทีนี้1+1มันเท่ากับ2ช้ะ?แต่มี-1มา ซึ่ง-1ก็คือคนที่มาจาก1+1ในตอนแรก มันก็จะเหลือ1คน แล้วทำไมมันเท่ากับ0 ตามความเข้าใจของเราคือ1คนที่เหลือก็ไม่เหลืออะไรเลย ตัวคนเดียว อโลน โดดเดี่ยวเดียวดายเลยเท่ากับ0 มั่วมากปะล่ะ ฮ่าๆๆ’





ความคิดเห็นย่อย :: เหมือนจะเข้าใจแต่ก็งงดี ฮ่าๆๆๆๆ’





ความคิดเห็น 80 :: เราคิดเหมือนความเห็นบนเลย พี่หาน+พี่ลักยิ้ม-พี่ลักยิ้ม=ไฟไหม้ค่ะ วายวอด ก๊ากกก’






ความคิดเห็น 81 :: เออ วุ่นวายอ่ะ อยู่โสดๆหาเช้ากินค่ำเหมือนแต่ก่อนแหละดี เผื่อจะมาหากินแถวเรามั่ง อิอิ’






ความคิดเห็น 104 :: จริงๆมันต้องแบบนี้ พี่หาน+พี่ลักยิ้ม+น้องคุณหนู-พี่ลักยิ้ม+พี่ฝาน-พี่หาน=พี่ฟานน้องคุณหนู กรุบกริบ -.,-













‘เฮ้ย!!’








เสียงของคนที่ผมเกือบหลุดขำกับบทวิเคราะห์ที่อ่านดังขึ้นพร้อมสองมือที่จี้อยู่ที่เอวของผม เครื่องมือสื่อสารที่ถืออยู่หล่นลงกระทบกับพื้นเพราะความตกใจ





‘เล่นอะไร ผมตกใจหมด’





ผมก้มลงไปเก็บเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมก่อนจะเอามันใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมปากก็เอ็ดคนโตแต่ตัวเหมือนกับที่พี่ตัวสว่างพูดบ่อยๆ






‘เรื่องไอ้ลู่.. ‘








‘.......’







‘..เราจะเอายังไงต่อ’






‘ดูเหมือนเรื่องของผมคงไม่น่าสนใจเท่าเรื่องของพี่นะ’





ผมพูดพร้อมกับนิ้วที่จิ้มไปตรงระหว่างอกกว้างของพี่ตัวสูงข้างหน้า





‘จะบอกผมได้รึยังระหว่างพี่กับพี่ชิงมันคืออะไร ไม่น่าจะพึ่งรู้จักกันหรอกนะดูจากอาการของพี่ชิงแล้ว’






แววตาแข็งกร้าวที่ผมเดาความคิดไม่ออกถอนหายใจออกมาก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมได้รับรู้






นึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ไม่รู้สึกอะไรเลย





‘เราโกรธพี่มั๊ย? เกลียดพี่ก็ได้นะที่ทำกับพี่ชายเราแบบนั้น..’





หนึ่งชีวิตบริสุทธิ์ที่ถูกพรากไป กับอีกหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์กำลังจะเกิด ดราม่าเอยช่างซับซ้อน นี่คือความหมายและใช้ได้กับสถานการณ์ของพวกเราทุกคนได้รึเปล่า เราสองคนเดินออกมาจากระเบียงทอดน่องไปตามริมชายหาดก่อนจะหยุดเดินนั่งใต้ร่มไม้ที่ห่างจากตัวที่พักพอสมควร มองน้ำทะเลสีครามส่องแสงประกายระยิบระยับที่โดนพระอาทิตย์สาดความสว่างใส่





ความเงียบเข้าปกคลุมได้ยินแต่เสียงคลื่นทะเลกระทบฝั่งและกลิ่นเค็มน้ำท้องทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา





‘ผมไม่รู้นะว่าพวกพี่มีเรื่องอื่นนอกจากที่เล่ามารึเปล่า..’






‘..พี่ชิงท้อง ผมคิดว่าพี่ควรจะรู้’






ร่างสูงหันหน้ามาหาผมดวงตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงแต่ยังคงความเย็นชาไว้เหมือนเดิม 





‘พี่คิดว่าพี่ชิงจะยังกลับไปรู้สึกแบบนั้นกับพี่ลู่อีกรึเปล่า เพราะในเมื่อเค้า.. กำลังอุ้มเด็กอีกคนอยู่’






‘เราก็เห็นแล้วนี่..’






‘อ่า.. นั่นสินะ’





ทำยังไงผมก็คงไม่มีวันได้หัวใจของเค้าจริงๆเลยสินะ







‘แล้วพี่มยอนเค้า..’






‘เค้ารู้และคอยห้ามตลอด’






‘เป็นคนดีเกินไปจริงๆ คนที่ควรจะโกรธคือเค้านะ เค้าไม่เสียใจหรอ’






‘มยอนเค้าเก่ง เค้าแยกแยะได้ว่าไม่ควรเอาเรื่องมาปะปนกันให้ยุ่งยากเพราะมันจะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ ถามว่าเสียใจมั๊ย ตอบเลยว่ามาก ทุกคืนเค้ายังแอบไปร้องไห้คนเดียวเพราะกลัวว่าพี่จะเห็น’





‘คิดภาพพี่เค้าร้องไห้ไม่ออกเลย คนที่ยิ้มรับกับทุกสถานการณ์มองโลกในแง่ดีแบบนั้นคงน่าสงสารน่าดู’






‘ใช่ เจ็บที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย แค่คำปลอบโยนยังพูดไม่ได้’





‘แล้วก็ปากแข็งว่าเป็นแค่เพื่อนกันทั้งคู่ ดูสิ คำพูดคำจา’




ผมพูดติดตลกแม้สถานการณ์ในตอนนี้จะไม่น่าขำเลยก็ตาม 





‘เราล่ะ จะยอมแพ้แล้วหรอ?’





‘.. ก็รอดู’





ผมเลียนแบบคำพูดของร่างสูงที่ชอบพูดจนผมคิดว่ามันกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเค้าไปแล้ว





‘ถ้าไม่ชนะก็ต้องไม่ใช่คนแพ้สินะ’





ผมยิ้มตาหยีเป็นคำตอบให้คนข้างๆ ฝ่ามือหนาที่จับหัวผมโยกไปมายิ้มเอ็นดู





‘แล้วเรื่องพี่ชิงพี่จะทำยังไงต่อไป’





‘เราก็ได้ยินที่ไอ้ลู่มันพูดหนิ..’





‘รับผิดชอบ/รับผิดชอบ’ ผมพูดออกมาพร้อมกับอีกคน





‘เราพร้อมที่จะไปด่านต่อไปรึยัง?’





‘ร่างกายพร้อมมาก แต่จิตใจยังไม่โอเคเท่าไหร่’





‘ถ้าชนะเลเวลนี้ เลเวลต่อไปเราจะเป็นคนคุมเกมส์เองโดยไม่มีพี่..’





‘สามารถเลือกได้ด้วยจะปิดเกมส์เลยหรือให้มีภาคต่อ..’





‘มีตัวช่วยรึเปล่า ท่าทางจะหนักเอาการ’





‘โชคร้ายหน่อยที่เราใช้ตัวช่วยไปหมดแล้ว’






‘แย่จัง..’





‘สู้มาขนาดนี้แล้วยังจะกลัวอะไร’






‘ผมต้องทำอะไรก่อนดีล่ะ’






‘ไหนบอกยังไม่พร้อมไง’






‘ก็ตอนนี้พร้อมแล้วไงเล่า’





‘ทำไมน้องชายพี่มันถึงได้โง่ขนาดนี้นะ’






‘อย่ามาว่าพี่ลู่ของผมนะ’






‘มันน่าจะได้เห็นความรักที่เรามีให้ว่ามันมากมายขนาดไหน..’






‘ก็คงไม่ต่างจากที่เค้ามีให้พี่ชิง..’






‘มันเทียบกันไม่ได้หรอก เพราะความรักของเราอ่ะบริสุทธิ์’






‘แต่ก็ได้มาด้วยความไม่บริสุทธิ์’





พี่ชายร่างสูงยกยิ้มมือหนาตบลงบนไหล่ของตัวเองเอ่ยชวนผมด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง





‘อยากร้องไห้มั๊ย? มา.. ไหล่กว้างๆของคนหล่อๆยินดีให้พักพิงเป็นที่รองน้ำตาเสมอ’





‘เก็บไว้ปลอบคนของตัวเองเหอะ’





‘รู้ตัวรึเปล่าว่าเราเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ’





‘อืมม..เปลี่ยนในทางที่ดีก็ดีสิ แต่...’





‘มันดี ไม่ต้องดีสำหรับใคร ดีสำหรับตัวเองก็พอ’





‘ฟังดูโคตรเห็นแก่ตัวเลย’





‘ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องซักหน่อย’





‘ทุกความเจ็บปวดจะเป็นบทเรียนให้เราเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเราก็เข้มแข็งขึ้นมาก ไม่ขี้แยเหมือนแต่ก่อนแล้วเห็นมั๊ย’





มือหนาเอื้อมมาบีบจมูกผมเบาๆก่อนจะปล่อยออกเปลี่ยนมาฉุดแขนให้ผมลุกขึ้นตามเพราะท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้วหลังจากที่พระอาทิตย์กำลังเตรียมตัวจะดำลงไปในผืนน้ำทะเลแห่งนี้





‘เข้าข้างในเถอะอากาศเริ่มเย็นแล้วเดี๋ยวเราไม่สบายเอาพี่จะโดนบ่นอีก’





ร่างสูงเดินนำผมไป ผมหยุดอีกคนด้วยการดึงชายเสื้อเค้าเอาไว้จนต้องหยุดเดินแล้วหันมาหาผมโดยที่ผมยังคงก้มหน้าอยู่ มองเม็ดทรายเนียนละเอียดที่เหยียบย่ำอยู่









'.........'









‘กอดผมหน่อยได้มั๊ย?’









น้ำตาที่ไหลออกมาผิดกับคำพูดของตัวเองและคนที่พึ่งบอกว่าผมเข้มแข็งขึ้นจนคนถูกร้องขอดึงแขนเล็กที่จับชายเสื้อเค้าอยู่โอบกอดตัวที่เล็กกว่ามากของผมส่งความอบอุ่นให้ทั้งร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำ ปล่อยให้เสื้อราคาแพงเป็นที่ซับน้ำตา มือหนาลูบผมผมไปมาไร้คำพูดของเราทั้งสองคนได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของผมที่สะอื้นไห้อยู่ในอกกว้างนี้









เหนื่อย..








แต่จุดมุ่งหมายที่เพียรทำมาต้องเสียเปล่าหากคิดจะยกเลิกเดินออกจากเกมส์ ใจหนึ่งก็อยากหยุดแต่อีกใจกลับฮึดสู้ 








อีกนิดเดียวเท่านั้น








อีกนิดเดียว





ทุกอย่างต้องอยู่ในมือของผม ผมไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ใครที่ทำอะไรกับผมไว้แน่นอนว่ามีบทลงโทษให้กับทุกคน แต่ก่อนจะถึงวันนั้นผมต้องอดทนผ่านด่านที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ได้ก่อน













เสียงโทรศัพท์ของผมทำให้อ้อมแขนที่โอบกอดผมอยู่ผละออก มือหนาเลื่อนมาเช็ดน้ำตาออกให้ผมก่อนที่จะก้มลงดูชื่ออีกคนที่โทรเข้ามา











+++SeungHo+++











‘พี่ว่าเราน่าจะมีตัวช่วยแล้วล่ะ..’










































































(:




หนูเป็นคนใสใส













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

84 ความคิดเห็น

  1. #41 Jakkaran55 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 02:58
    ตะไมไม่ไปจีนกับแบค ขุ่นแม่เสียใจที่หนูก็เห็นแก่ตัวยังเล่นเกมส์นี้อยู่ หนูจะต้องเสียใจกับสิ่งที่หนูกำลังทำแน่
    #41
    0
  2. #40 Luge鹿晗 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 22:09
    หมินแซ่บบบบ พี่หมินได้ทุนไปอังกฤษแน่เลย555555
    #40
    0