เร้นรักพรางใจ ( สนพ. พิมพ์คำ )

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 : พี่นันท์ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    8 ต.ค. 60


บทที่ 2

พี่นันท์

 

ชายร่างสูงเดินด้วยจังหวะปกติไปตามถนนคอนกรีตที่มีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟหน้าบ้านของบ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่ในซอยเดียวกับบ้านของเขาส่องมาให้ความสว่าง เพราะออฟฟิศอยู่ห่างจากบ้านที่เขาเช่าอยู่ไปเพียงแค่สามหลัง ถ้าไม่ใช่วันที่ต้องไปติดต่องานข้างนอก หรือต้องขนอุปกรณ์ เขาก็จะเดินไปทำงานแบบนี้เสมอ

หลังจากที่กีรติเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า คงเป็นเพราะตอนนั้นเขาอยู่บนวินมอเตอร์ไซค์ และกำลังให้ความสนใจกับเรื่องอื่นไปพร้อมๆ กับรับสารจากทรงยศ เลยอาจทำให้เขาเก็บรายละเอียดได้ไม่หมด เลยเข้าใจผิดว่า นิธินันท์ ชื่อ นิธิ และเป็นผู้ชาย เขาเลยไม่ระวังตัวอย่างที่เจนนิภาว่า เพราะอย่างนี้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะไม่พูดและไม่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนอีก คงจะดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

กีรติเดินมาหยุดที่ประตูรั้วเหล็กที่สูงถึงแต่เอวของเขา แสงสว่างที่ส่องมาตลอดทางขาดช่วงไป โปรแกรมเมอร์หนุ่มมองไปยังตำแหน่งของบ้านสองชั้นขนาดกะทัดรัดที่อยู่อีกฟากหนึ่งของรั้ว ซึ่งตอนนี้ความมืดสนิทภายในบ้านทำให้เขานึกถึงเรื่องที่รับปากกับใครอีกคนในบ้านเอาไว้ขึ้นมาได้ เป็นเพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับงานทั้งวันเลยลืมไปเสียสนิท

“เออ ฟิวส์ขาดนี่หว่า” กีรติยกนาฬิกาดิจิตัลที่ข้อมือขึ้นมาเช็กเวลา “สองทุ่มแล้วด้วย คงต้องไปซูเปอร์ฯ แล้วล่ะ”

อีกคนที่ตกอยู่ใต้ความมืดมาร่วมสองชั่วโมงนั่งมองแผ่นเอกสารสีขาวที่เธอเพิ่งได้มาจากกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเมื่อตอนหัวค่ำ แสงจากโน๊ตบุ๊กคือความสว่างเดียวที่ยังมีพลังงานเหลืออยู่ในขณะนี้ นิธินันท์อ่านข้อความบนกระดาษซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็ไม่วายถอนหายใจทิ้งตามไปด้วยอีกครั้ง

“นายกีรติ เมธีกานต์ อายุ 26 ปี” ช่างภาพสาวอ่านตัวอักษรไม่กี่ตัวที่เป็นเพียงแค่ชื่อคนธรรมดา แต่กลับทำให้เธอรู้สึกหายใจติดขัดมาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว

“นี่คุณหญิงกีรติ เป็นผู้ชายจริงๆ เหรอเนี่ย” หญิงสาวโอดครวญในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจดีพลางเคาะศีรษะตัวเองเบาๆ ไม่รู้ว่าจิตใตสำนึกหรือเส้นประสาทเส้นไหนที่ทำให้เธอไม่ฉุกคิดเลยสักนิดว่า กีรติ ก็เป็นชื่อผู้ชายได้เหมือนกัน

จู่ๆ ใจก็เต้นแรงขึ้นมาเพียงเพราะคิดถึงเรื่องเมื่อคืน นี่เธอต้องอยู่ร่วมบ้านกับชายแปลกหน้าสองต่อสองไม่พอ เขายังเป็นคนที่เคย...

นิธินันท์ก้มลงมองหน้าอกของตัวเอง แล้วพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะไม่กรีดร้องออกมา “ดันจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้าไปตั้งสามเดือนแล้วด้วย เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว ฮือ...อ”

เสียงเคาะประตูห้องหยุดอาการคร่ำครวญของหญิงสาวเอาไว้ชั่วครู่ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนส่งสัญญาณเป็นใคร นิธินันท์สูดหายใจลึก พยายามควบคุมท่าทางของตัวเองให้ดูปกติที่สุด นึกขอบคุณไฟที่ดับที่ช่วยให้เธอเบาใจได้เยอะว่าใครอีกคนคงจะไม่เห็นสีหน้าที่เก็บความกระดากอายได้ยากของเธอ

“เอ่อ...ขอโทษด้วยนะครับพอดีผมวุ่นๆ ทั้งวัน ลืมเรื่องฟิวส์ขาดไปซะสนิทเลย” เป็นฝั่งกีรติ ที่เริ่มเปิดประเด็นขึ้นก่อน เมื่อประตูห้องชั้นสองเปิดออก พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะไม่มองต่ำไปยังตำแหน่งอันตรายที่เขาสัมผัสเมื่อคืน

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังพอมีแสงไฟจากโน๊ตบุ๊กอยู่” นิธินันท์เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยให้คู่สนทนาเห็นแสงรำไรในห้องของเธอ “ว่าแต่คืนนี้ เรายังต้องอยู่มืดๆ ไปก่อน...ใช่ไหมคะ”

“ไม่ครับไม่ คือผมแค่จะมาบอกคุณว่า ผมจะไปซื้อฟิวส์ที่ซูเปอร์ฯ คุณอยากไปด้วยกันไหมครับ คือใกล้ๆ นี้มีแค่ร้านป้า เป็นร้านขายของชำเล็กๆ ที่อยู่เลยเข้าไปในซอยอีกสองสามหลัง แต่มีของขายไม่เยอะ ผมเลยมาถามคุณดู เผื่อว่าคุณอยากจะตุนของกิน” กีรติร่ายยาวแล้วฉีกยิ้มให้ หวังว่าข้อเสนอที่เขาส่งไปชดเชยการผิดคำพูดจะได้รับการตอบรับ

คนถูกชวนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ใจจริงความรู้สึกขัดเขินนิดๆ ยังคงติดค้างอยู่ แต่ในเมื่อเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำก็ได้ว่าได้แตะต้องส่วนต้องห้ามของเธอไปแล้ว อีกอย่างเธอก็ยังใหม่สำหรับที่นี่ ไม่รู้จักใครเลยนอกจากทรงยศกับเจ้าหน้าที่เกสต์เฮาส์ที่เธอเข้าพักเมื่อสองสามวันก่อน การผูกมิตรกับเพื่อนร่วมชายคาจึงเป็นเรื่องที่เธอควรทำเป็นอันดับต้นๆ

นิธินันท์กดยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยให้คนตรงหน้า “งั้นรอฉันแป็บนึงนะคะ ฉันขอไปหยิบเสื้อคลุมก่อน”

“ครับ ผมรอข้างล่างนะครับ”

ต่อตรงนี้ (60%)

การเดินทางจากบ้านหลังน้อยของพวกเขาซึ่งอยู่ชานเมืองไปยังซูเปอร์มาเก็ตที่อยู่ในตัวเมืองใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง แม้ว่าแทบจะไม่เจอรถติดเลยก็ตาม บรรยากาศในรถเงียบพอๆ กับบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเชียงราย ไม่มีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเขา ทั้งๆ ที่เธอจัดเป็นบุคคลประเภทที่เรียกว่าผูกสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าได้ดีเยี่ยม ดีชนิดที่ว่า ถ้าตอนมัธยมปลายเธอเรียนได้เกรดดีกว่านี้ ป่านนี้เธออาจจะเป็นนักการฑูตแถวหน้าไปแล้วก็ได้

แต่! กับเขา กับผู้ชายคนนี้ คนที่เธอควรจะสานสัมพันธ์มากที่สุด เพราะเขาอาจจะเป็นคนที่เธอต้องเจอบ่อยที่สุด มีปฏิสัมพันธ์ด้วยมากที่สุด อย่างน้อยๆ ก็สามเดือนที่จ่ายค่าเช่าไปแล้วนี่ล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ๆ สกิลนักการฑูตในตัวเธอกลับใช้การไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน หัวสมองตัน คิดไม่ออกว่าจะขุดท็อปปิกอะไรมาคุยกับเขาดี สุดท้ายก็เธอเลยตัดสินใจ...หันหน้าออกไปสนใจความสวยและเรียบง่ายของเมืองเชียงรายแทน

พอไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ต เธอกับเขาก็แยกกันซื้อของ ก่อนจะกลับมาเจอกันที่รถ  แล้วเข้าสู้ห้วงแห่งความเงียบอีกครั้งจนกระทั่งกลับถึงบ้าน ตอนแรกเธอก็ตั้งใจจะชวนเขาคุยอยู่หรอกนะ แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนเท่านั้นล่ะ ควานหาตัวเองไม่เจอขึ้นมาเฉยเลย ส่วนอีกฝ่าย ก็ไม่คิดจะช่วยเธอทำลายบรรยากาศประหลาดๆ นี้เลย ทำหน้าที่คนขับรถได้สมบูรณ์แบบ ขับรถหน้าตรง ไม่มีวอกแวกเลยแม้แต่น้อย อยากมอบโล่ขับขี่ปลอดภัยให้เสียตอนนี้เลย

แล้วช่วงเวลาแห่งความเงียบอีกครึ่งชั่วโมงก็ผ่านพ้นไป และดูเหมือนว่าคราวนี้ เจ้าที่เจ้าทางที่เธอเพิ่งจะไปจุดธูปฝากเนื้อฝากตัวกับท่านเมื่อเช้าจะเห็นใจ เพราะเพียงไม่กี่ก้าวเธอเดินฝ่าความมืดเข้ามาในบ้าน เสียงของคนที่เดินตามเข้ามาก็ว่าขึ้นทันที

“เอ่อ...เดี๋ยวผมจะเปลี่ยนฟิวส์ รบกวนคุณช่วย...จับไฟฉายให้หน่อยได้ไหม” แค่ขอให้เธอจับไฟฉายให้ ไม่รู้ทำไมเขาต้องใจสั่น รู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ ชอบกล

“ได้สิ”

“งั้นเอาของมา เดี๋ยวผมเอาไปวางที่โซฟาให้ก่อน คุณยืนรอตรงนี้นะ ขอไปหาไฟฉายแป็บนึง”

นิธินันท์ทำตามที่เขาว่า เป็นเพราะเธอยังไม่คุ้นชินกับส่วนต่างๆ ในบ้าน แถมเพราะไฟดับทั้งวัน โทรศัพท์ที่ตายสนิทตั้งแต่เมื่อคืน ก็ยังต้องตายอยู่อย่างนั้น จะเอามาเปิดไฟฉายก็ไม่ได้อีก หญิงสาวถอดเสื้อคลุมออกเมื่อรู้สึกว่าอุณหภูมิในบ้านร้อนกว่าข้างนอก เธอยืนรออยู่สักพักก็ได้ยินเสียงกุกกักแว่วมาไกลๆ คิดว่าคงจากมาจากห้องนอนของเขา ไม่นานนักชายหนุ่มคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมกับยื่นสมาร์ตโฟนของเขาที่เปิดไฟฉายอยู่ให้เธอ

“หาไม่เจออ้ะ ใช้โทรศัพท์แทนละกัน แต่คงต้องรีบหน่อย แบตจะหมดแล้ว”

คนมาอยู่ใหม่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะรับของที่เขาส่งมา ส่องไฟให้คนที่กำลังค้นฟิวส์ที่ซื้อมาจากในถุงพลาสติก แล้วเธอกับเขาก็ย้ายมาอยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสอง เขายืนอยู่ต่ำกว่าเธอหนึ่งขั้น คลับคล้ายคลับคลาเหมือนตำแหน่งอันตรายเมื่อวานอย่างไรชอบกล

นิธินันท์มองใบหน้าใต้แสงสลัวของเพื่อนร่วมบ้าน แน่ชัดเต็มสองตา ย้ำกันชัดๆ อีกครั้งว่าคุณหญิงกีรติของเธอนั้น เป็นผู้ชาย แถมขนาดว่าตอนนี้เขาอยู่ต่ำกว่าเธอหนึ่งขั้นบันได ยังดูเหมือนว่าเขาจะสูงกว่าเธอเลย ทั้งสรีระร่างกายที่บอกความเป็นชายเต็มร้อย ไหนจะคิ้วหนาเข้มที่ย่นเข้าหากันเพราะจดจ่ออยู่กับเรื่องตรงหน้า ไล่ลงมาที่จมูกโด่งเป็นสัน รอยคล้ำจางๆ ที่ใต้ตา เขาต้องเป็นประเภทนอนดึกไม่แพ้เธอแน่ๆ

ขณะที่ช่างภาพสาวกำลังพินิจพิเคราะห์สิ่งที่เห็นตรงหน้า ภาพใต้แสงที่พอเหมาะพอดี นายแบบหน้าเปลือยไร้เครื่องแต่งแต้ม กับการสื่ออารมณ์ที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ มันน่าลั่นชัตเตอร์เก็บเข้าแฟ้มผลงานเสียจริง คงได้ภาพที่สวยถูกใจไม่น้อย นิธินันท์ยิ้มให้ความคิด พลันเผลอหลุดพึมพำความรู้สึกของออกมา

“เพอร์เฟ็ค”

คนซ่อมไฟที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุถึงกับชะงัก ไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินอะไรผิดไปไหม เลยหันไปเลิกคิ้วให้คนพูดเชิงถาม แน่นอนว่าพอนายแบบที่สายตาจดจ่ออยู่หันมา ช่างภาพสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงจินตนาการก็ถึงกับสะดุ้ง ลนลานนิดๆ ว่าเธอควรจะแก้ตัวหรือพูดอะไรดีไหม แต่ก็นับว่าโชคดีที่ตอนนั้นแสงไฟในบ้านสว่างวาบขึ้นมาพอดี เธอจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ หันไปมองหลอดไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที

คนหนึ่งกำลังมองไฟ แต่อีกคนสิ...ความสว่างทำให้เขาเห็นอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้นเพราะดันเผลอวางสายตาไว้ที่อย่างอื่น

ก็เมื่อตอนออกไปข้างนอกด้วยกัน เธอยังใส่เสื้อคลุมทับเอาไว้ เขาไม่แน่ใจเหมือนว่าเธอไปถอดมันออกตอนไหนถึงได้เหลือแต่เสื้อยืดผ้าเนื้อบาง มันก็เลยดึงสายตาของหนุ่มโสดอย่างเขาให้หันมองอย่างไม่ตั้งใจ

คัพซีชัดๆ ความคิดนี้ก็เหมือนจะไม่ได้ตั้งใจอีกเหมือนกัน กีรติรีบเสมองไปทางอื่น

ให้ตายเหอะ! สัญชาตญาณชายในตัวเขานี่มันนิสัยเสียจริงๆ

ต่อตรงนี้ (100%)

“เอ่อ...ไฟมาแล้ว” นิธินันท์ที่เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายบรรยากาศอึมครึมขึ้นก่อน ยิ้มแห้งๆ ให้คนตรงหน้าที่หันกลับมาหาเธอ เขานิ่งไปสองสามวินาทีแล้วตอบกลับมาว่า

“อื้ม”

สั้นไปไหม นี่ไม่คิดจะช่วยเธอทำมาหากินหน่อยหรือไง หรือเขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร มีแต่เธอคนเดียวรู้สึกแบบนั้น นิธินันท์ลอบถอนหายใจ ดูท่าแล้ววันนี้คงต้องแยกย้ายกลับห้องใครห้องมันอีกเหมือนเดิม ส่วนเรื่องผูกสัมพันธ์ ทำตัวเป็นเพื่อนร่วมบ้านที่ดีคงต้องเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าจะหาโอกาสที่ดีกว่านี้ได้

กีรติรับรู้ได้ดีไม่แพ้กัน ว่าระหว่างเขาและเธอเหมือนมีกำแพงความรู้สึกแปลกๆ กั้นอยู่ แล้วก็ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย มันคือ ไอ้กำแพงคัพซี นั่นละ จะว่าความอัดอึดก็ไม่ใช่ จะว่าความเขินอายก็ไม่เชิง แถมทั้งเขาและเธอ ก็ไม่มีใครกล้ากระโดดข้ามกำแพงนั้นมาก่อนเสียด้วย บางทีอาจจะต้องเป็นเขารึเปล่า ที่ควรจะดึงความกล้าออกมาแล้วชวนเธอคุยก่อน เพราะถึงเขาจะไม่ใช่เจ้าของบ้าน แต่เขาก็มาอยู่ที่นี่ก่อน ก็เหมือนกับเป็นเจ้าบ้าน เจ้าถิ่นที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าเขายินดีต้อนรับเธอ

ว่าแต่...จะชวนคุยเรื่องอะไรดีล่ะ นั่งคิดมาตั้งแต่ในรถแล้วแต่ก็คิดไม่ออก ถ้าไม่ติดที่คดีเมื่อคืนกีรติมั่นใจว่าเขาจะต้องหาเรื่องชวนคุยกับเพื่อนใหม่ได้ไหลลื่นราวกับสนิทกันมาแรมปี แต่เพราะจุดเริ่มต้นของทั้งสองไม่ค่อยดีเท่าไร เขาเลยต้องระวังคำพูด ระวังการแสดงออกให้มากขึ้น ขณะที่ชายหนุ่มกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นเมื่อคู่สนทนาเดินไปหยิบถุงของที่เขาวางเอาไว้ที่โซฟา และกำลังกลับขึ้นชั้นสอง กีรติจึงรีบเอ่ยรั้งเธอเอาไว้

“หิวไหม”

คำถามที่ทำให้นิธินันท์หยุดการเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับคนถามที่กำลังสงสัยในตัวเองอยู่ว่าสมองของเขานี่ นอกจะเรื่องผู้หญิงกับเรื่องกินแล้ว มันคิดเรื่องอื่นไม่เป็นแล้วหรือไง

“อืม ก็นิดหน่อยค่ะ” นิธินันท์ตอบแล้วยิ้มนิดๆ พรุ่งนี้เช้าเห็นทีต้องไปไหว้เจ้าที่อีกรอบ ขอบคุณที่ช่วยดลใจให้เขาเปิดโอกาสให้เธอได้ผูกไมตรี “คุณจะทำอาหารหรือคะ”

“ครับ ผมจะทำอาหาร”

มาม่าต้ม มาม่าผัด ไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ข้าวผัดเซเว่น สปาเก็ตตี้แช่แช็ง สารพัดอาหารที่เขา (พอจะ) ทำได้ เริ่มไหลเข้ามาให้ในหัว กีรติพยายามคิดเลือกเมนูที่...ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุด เพื่อจะไม่ทำให้ตัวเองขายหน้าและดูเหมาะสมกับคำว่า ‘ทำอาหาร’ ที่ดันพลั้งปากออกไป

“งั้นฉันขอเอาของขึ้นไปเก็บก่อน เดี๋ยวฉันลงมาช่วยค่ะ”

“ครับ”

สิ้นคำรับคำนั้น กีรติแทบจะพุ่งตัวไปยังห้องครัว เปิดตู้เย็นแล้วค้นดูสต็อกอาหารแช่แข็งที่เหลืออยู่ ดึงออกมาดูทีละถุงว่าพอจะมีอันไหนใช้ได้บ้าง

“ข้าวกะเพราไก่” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นให้ซองพลาสติกซึ่งบรรจุอาหารที่ว่า แล้วก็ต้องส่ายหน้า “ไม่ได้ๆ อุ่นแล้วใบกะเพรามันเหี่ยว ไม่เนียนๆ” ว่าแล้วก็ดึงอีกถุงออกมา

“ข้าวแกงกะหรี่หมูญี่ปุ่น นี่ก็แอดวานซ์ไป ใครมันจะไปทำข้าวแกงกะหรี่ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที” บ่นแล้วก็หยิบถุงที่ว่ามาซ้อนกับถุงข้าวกะเพราเมื่อตะกี้นี้ซึ่งอยู่ในมือข้างหนึ่งอยู่แล้ว พลันสายตาเลื่อนไปเห็นกล่องพลาสติกกลมๆ ที่วางอยู่ในสุดของช่องแช่แข็งพอดี

“เฮ้ยเกี๊ยวกุ้งนี่แหละ” มือหนาเลื่อนเข้าไปหยิบออกมา แล้วความคิดหนึ่งก็พุ่งเข้าสกัดไว้ก่อน “ไม่เอาดีกว่า ช่วงนี้ชอบโฆษณาในยูทูบบ่อยๆ อยู่ด้วย เขาต้องจำได้แน่”

“มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ”

“เฮ้ย!

เสียงหวานที่ดังขึ้นข้างหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาคนที่กำลังรีบตกใจจนเผลอปล่อยของในมือลงไปกับพื้น กีรติมองซองพลาสติกสีขาวที่ไถลพื้นกระเบื้องครัวไปชนเท้าขาวๆ ของเจ้าของคำถามพอดี ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนขวัญอ่อนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

นิธินันท์ก้มเก็บของที่ไถลมาหยุดที่ปลายเท้าของเธอ แอบอมยิ้มนิดๆ เมื่อรู้ว่าคำว่า ‘ทำอาหาร’ ของเพื่อนร่วมบ้านของเธอเป็นแบบไหน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงที่กำลังมองมา สายตาของเธอซ่อนความขันเอาไว้ไม่มิด แล้วก็ต้องหลุดยิ้มระคนหัวเราะออกมา เมื่อเขาเกาศีรษะแก้เก้อ แล้วบอกกับเธอว่า

“เอ่อ...แกงกะหรี่หมูญี่ปุ่น หมูคุโรบูตะน่ะ มันวิ่งได้” 

นิธินันท์ยกมือขึ้นปิดปาก ไม่ให้ตัวเองหัวเราะเสียงดังเกินไป แอบคิดในใจว่าเพื่อนร่วมบ้านที่แข็งทื่อของเธอนั้น อันที่จริงก็น่ารักกว่าที่เธอคิดไว้อีกนะ หญิงสาวมองกล่องพลาสติกกลมๆ สีดำกับซองอาหารสีขาวที่เขาเก็บขึ้นมา แล้วแกล้งแซ็วขึ้นบ้าง

“แล้วอันนั้น...ก็หมูคุโรบูตะเหมือนกันรึเปล่าคะ เห็นวิ่งฉิวไม่แพ้กันเลย”

คนโดนแซ็วหลุดยิ้มกว้าง แล้วชูกล่องสีดำให้อีกฝ่ายดู “เปล่าครับ อันนี้เกี๊ยวกุ้ง สงสัยอยากหนีตายลงน้ำ กระโดดไปไกลกว่าเพื่อนเลย ส่วนอันนี้” ซองสีขาวในมืออีกข้างถูกชูขึ้นมาบ้าง “ข้าวกะเพราไก่ มันคงเมาความเย็นไปหน่อย เลยไปได้ไม่ไกล ว่าแต่คุณอยากทานอะไร หมูคุโรบูตะหรือไก่เมาความเย็นดี”

ครั้งนี้นิธินันท์หัวเราะร่าอย่างไม่เกรงใจ “ฉันไม่ค่อยชอบแกงกะหรี่เท่าไหร่ ขอเป็นไก่เมาความเย็นละกันค่ะ”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดให้”

นิธินันท์หยิบจานเซรามิกกับช้อนส้อมออกมาวางเตรียมไว้ไม่นาน อาหารแช่แข็งที่อุ่นจนร้อนก็ถูกเทลงในจานเสร็จสรรพ ช่างภาพสาวมองท่าทางของพ่อครัวแล้วเดาได้ไม่อยากว่าผู้ชายคนนี้คงทำอาหารกินเองไม่บ่อยนัก เพราะดูจะถนัดการอุ่นอาหารสำเร็จมากกว่า ถึงขั้นไม่ต้องดูรายละเอียดบอกขั้นตอนที่เขียนกำกับเอาไว้ที่หลังซองพลาสติกเลย

“อ้า...ผมแถมกุ้งหนีตายให้ด้วย” กีรติว่าพลางยกถ้วยเกี๊ยวกุ้งที่ถูกอุ่นจนร้อนมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับนิธินันท์

“คุณกินอาหารแบบนี้บ่อยเหรอคะ”

พ่อครัวที่กำลังคนให้เกี๊ยวกุ้งของโปรดให้คลายความร้อนพยักหน้า “ก็มันง่ายดี เร็วดีด้วย แล้วผมก็มีความลับของบ้านนี้จะบอก”

ประโยคสุดท้ายเขาเอ่ยด้วยเสียงที่เบาลง จนคนฟังเผลอกระตุกคิ้วด้วยความสงสัย เขาคงไม่บ้ามาเล่าเรื่องสยองขวัญให้เธอฟังหรอกนะ เพราะนี่มันก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว

กีรติอมยิ้ม มองหน้าคนรอฟังแล้วอดคาดเดาไม่ได้ว่าเธอกำลังจินตนาการไปถึงเรื่องอะไรอยู่ คนตัวสูงยืดตัวเข้าไปใกล้คนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ทำท่าเหมือนมีลับลมคมใน “ตู้ข้างหลังคุณนั่นน่ะ...มาม่าคัพ ส่วนตู้ข้างหลังผมอาหารกระป๋องชุดใหญ่ ผมให้คุณกินได้ แต่อย่าบอกใครล่ะ”

นิธินันท์หลุดขำพรืด คนตรงหน้าทำเสียอย่างกับมีความลับยิ่งใหญ่ที่แท้ก็บอกที่ซ่อนสมบัติล้ำค่าของเขานี่เอง เพราะอย่างนี้นี่เอง เมื่อตอนกลางวันที่เธอมาเปิดตู้เย็นดูถึงได้ไม่มีอาหารสดเก็บไว้เลย เธอมีเฮาส์เมตเป็นเจ้าพ่ออาหารสำเร็จรูปนี่เอง

หลังจากการเปิดเผยความลับ บรรยากาศกินไปคุยไปก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นิธินันท์เพิ่งรู้สึกตอนนี้เอง ว่าที่จริงแล้วเพื่อนร่วมบ้านของเธอก็เป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เธอรู้สึกอึดอัดจนอยากจะเอาหัวโขกฝาเมื่อคิดว่าต้องผูกสัมพันธ์กับเขาไปได้อย่างไร

หลังจากอาหารมื้อดึกจบลง คนมาอยู่ใหม่ก็อาสาเป็นคนล้างจานเอง เพราะไหนๆ เจ้าถิ่นก็ออกตัวเลี้ยงอาหารเธอแล้ว นิธินันท์เช็ดมือกับกระดาษทิชชูบนโต๊ะอาหาร เพราะเมื่อเธอถามหาผ้าเช็ดมือตอนล้างจานเสร็จ เขากลับตอบเธอว่า ‘ไม่มีอ้ะ ปกติผมเช็ดเสื้อ’ คำตอบนั้นทำเอาเธออึ้งไปชั่วขณะ ผู้ชายคนนี้มีอะไรอีกมากที่เธอไม่รู้สินะ

ทั้งคู่ตัดสินใจแลกเบอร์ติดต่อกันเมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายไปใช้เวลาส่วนตัวเสียที กีรติเดินกลับเข้าห้องพร้อมกับกดบันทึกเบอร์ของอีกฝ่าย ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงตะโกนรั้งคนที่เดินขึ้นบันไดไปได้ครึ่งทางเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนคุณ!” นิธินันท์หยุด แล้วชะโงกหน้ามาหาคนเรียกที่เดินมาหยุดอยู่ที่ปลายบันได “ผมชื่อต่อนะ”

นิธินันท์ชั่งใจว่าเธอควรจะใช้สรรพนามอะไรกับเขาดี แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าจากเอกสารเซ็นยินยอมที่ทรงยศส่งมา ดูเหมือนว่ากีรติจะเด็กกว่าเธอสองปี 

“งั้น...เรียกว่า ‘พี่นันท์’ ก็ได้นะ เพราะว่ายังไงเราสองคนก็น่าจะต้องอยู่บ้านเดียวกันอีกนาน เรียก ‘คุณ’ มันดูแปลกๆ ว่าไหม”

ในที่สุดกำแพงความเก้อกระดากกระหว่างเขากับเพื่อนใหม่ก็ถูกทำลายลงแล้วจริงๆ กีรติฉีกยิ้มให้คนที่ส่งยิ้มหวานมาให้

“ครับ พี่นันท์”

 

 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผลงานที่ผ่านมา


ดาราร้อยเล่ห์
อินเอวา
www.mebmarket.com
งานนี้ถ้าเผด็จศึกคุณสา (มี)... ไม่ได้  เธอขอแห้งเหี่ยวตายคาบัลลังก์แคตวอล์ก . . เพราะสถานะไฮโซกำลังจะหลุดลอยไป เมื่อความล้มละลายมาเยือน เกล็ดดาว นางแบ...









 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

868 ความคิดเห็น

  1. #814 A-Arun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:20
    แค่สองปีเอง
    น้องนันท์
    ปกติ ผู้หญิง เขาไม่อยาก
    ให้หนุ่มๆ เรียกพี่หรอกน๊า
    #814
    0
  2. #593 Kwanta Lorliam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 23:26
    เรียกพี่ด้วยอ่ะ
    #593
    0
  3. #590 Kwanta Lorliam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 19:51
    เรียกพี่ด้วยอ่ะ
    #590
    0
  4. #191 Jellydolphin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 00:12
    เพื่งเคยอ่านนิยายที่พระเอกเด็กกว่านางเอก
    #191
    0
  5. #98 Beer Kanokporn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 08:42
    พี่นันน้องต่อทันจะฟินๆๆหน่อย
    #98
    0
  6. #66 dati (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 21:21
    รอนะค่าาา มาไวๆเด้อ
    #66
    0
  7. #65 ณัชพล / supawit (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 21:03
    รอๆๆนะครับ^^ มาต่อเร็วๆนะครับ^^
    #65
    0
  8. #64 sitcha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 17:00
    รอๆๆๆๆ มาต่อหน่อค่า
    #64
    0
  9. #26 wonderfully (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:26
    ห้องชั้นที่บ้านผม   ชั้นบน
    สมองทำทำงาน      สมองทำงาน
    คนฟี่ระเบิดหัวเราะ     พี่
    ยังต้องอยู่เริ่บ้านกันอีก   ร่วมบ้าน
    จะดังขั้นแทรก     ขึ้นแทรก
    หนึ่งหนุ่มยังคงหน้า          ที่ยัง

    #26
    0
  10. #20 fsn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:51
    มันต้องอย่างชัดแล้วนะเฮีย
    #20
    0
  11. #9 PuyzZMeekaeW (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:33
    ต๊กใจไรคะเนี้ยยยยยยย 555
    #9
    0
  12. #8 blue_memory (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:41
    แค่เห็นชื่อก้ตกใจไรเบอร์นั้น ชื่อเค้าออกจะเพราะน๊า^^
    #8
    0
  13. #7 แบนบาน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:25
    ทำไมต้องตกใจชื่อนางเอกขนาดนั้นนนนนน
    #7
    0