เร้นรักพรางใจ ( สนพ. พิมพ์คำ )

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 : บ้านในฝัน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    8 ต.ค. 60

บทที่ 1

บ้านในฝัน


 

เกือบหกโมงเย็นของต้นเดือนมกราคม เดือนที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นฤดูหนาว พระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าอย่างช้าๆ และลมเอื่อยๆ ที่พัดมาต้องผิวกายสาวต่างถิ่น ปีนี้คงเป็นปีที่นิธินันท์ได้ซึมซับบรรยากาศฤดูหนาวของประเทศไทยจริงๆ กับเขาบ้างสักที

สาวร่างเล็กววางกระเป๋าใบโตของเธอที่เพิ่งหอบเดินขึ้นบันไดไม้มาไว้ที่พื้นระเบียงไม้ไม่ห่างจากเท้าของเธอไปมาก ล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนออกมากดรับ

“ค่ะ พี่กร เนี่ยค่ะ นันท์เพิ่งขนของเสร็จเลย” นิธินันท์ตอบคำถามนิธิกร พี่ชายจอมเช็กของเธอ พลางย้ายกระเป๋าใบโตเข้าไปไว้ในห้อง กวาดสายตาคร่าวๆ ไปด้วยว่าจะจัดห้องนอนในฝันของเธออย่างไรดี

“มื้อเย็นนันท์เรียบร้อยมาจากเกสท์เฮาส์แล้วค่ะ” ตอบไป ก็เปิดหน้าต่างบานเล็กสองสามบานไป อากาศจะได้ถ่ายเทได้สะดวก

“ค่ะ พี่กรไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ นันท์ดูแลตัวเองได้ ฝากบอกแม่ด้วย แล้วถ้าจัดของอะไรเรียบร้อย นันท์จะโทร. ไปหาแม่อีกทีนะคะ ค่ะ สวัสดีค่ะ”

คนถูกซักวางสายได้ก็ถอนหายใจ ก่อนจะโยนสมาร์ตโฟนไปบนเตียง “โตขนาดจะสามสิบอยู่ไม่กี่ปีนี้แล้ว ออกจากบ้านทียังโดนซักอย่างกับเป็นเด็กม. ปลาย” นิธินันท์บ่นกระปอดกระแปดไม่จริงจังนัก แล้วเริ่มลงมือจัดการกับสัมภาระของเธอ

ปีกว่าแล้วที่เธอลาออกจากงานประจำ แล้วใช้ชีวิตแบบเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ ไปอยู่จังหวัดนั้นบ้าง จังหวัดนี้บ้าง นานๆ ครั้งก็มีไปต่างประเทศบ้าง แต่ละที่ก็อยู่สั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่อารมณ์และสิ่งต่างๆ รอบตัวในเวลานั้น แม้ว่าทั้งครอบครัวและเพื่อนจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเธอเท่าไร ที่หันมาใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่มั่นคงบ้างล่ะ ไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่นอันตรายบ้างล่ะ เธอเข้าใจดีว่านั่นคือความเป็นห่วง แต่สำหรับเธอแล้ว บนโลกนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีความอันตรายซ่อนอยู่ทั้งนั้น และความตระหนักรู้ถึงอันตรายนั่นล่ะ ที่จะเป็นเครื่องเตือนภัยชั้นดีให้เธอระลึกเอาไว้เสมอว่าต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ความไม่เคยชินกับสิ่งต่างๆ รอบตัว จะทำให้เธอไม่ประมาท แถมการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ทำให้เธอมีความสุขดี เมื่อคนรอบตัวรู้ว่าคัดค้านไปก็คงไม่ได้ผล ก็เลยปล่อยเลยตามเลย แต่ก็ไม่ว่าพากันเรียกเธอว่า ‘ไอ้นันท์สายติสท์ อยู่ดี

และเมื่อห้ามสาวหัวดื้ออย่างเธอไม่ได้ ทุกครั้งที่เธอย้ายที่อยู่เมื่อไร คุณแม่ที่น่ารักก็มักจะให้พี่ชายจอมเช็กโทรศัพท์มาถามความเรียบร้อยของชีวิตเธอเสมอ ความห่วงใยที่เธอแอบบ่นเรื่อยเปื่อยทุกครั้ง แต่ก็อมยิ้ม เพราะรู้ดีว่านั่นคือสายใยรักที่ถักทอมาจากคำว่า ‘ครอบครัว’ และมันก็ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าไม่ว่า สาวโสดผู้รักอิสระอย่างเธอจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เจอกับอะไร เธอก็ยังมีครอบครัวที่อบอุ่นอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

แสงท้องฟ้าสีส้มที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลงไปข้างหลังภูเขาสีเขียวเรียกความสนใจจากหญิงสาวให้หยุดกิจกรรมของเธอแล้วหันมอง นิธินันท์ถึงกับนิ่งไปชั่ววินาทีหนึ่งเพราะความสวยงามของธรรมชาติที่เธอไม่คิดว่าจะได้เห็นจากพื้นที่ที่ยังอยู่ในเขตอำเภอเมืองแบบนี้ และที่ทำตื่นเต้นยิ่งไปกว่านั้น เธอคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าเธอจะได้เห็นมันจาก...หน้าต่างห้องนอนของเธอ

มือเรียวเอื้อมไปคว้ากล้องถ่ายรูปที่วางเอาไว้บนโต๊ะไม้ขนาดกะทัดรัดติดกับหน้าต่างข้างเตียงนอน ก่อนจะรีบผลักประตูออกไปยังระเบียงไม้ และเริ่มเก็บภาพความสวยงามของธรรมชาตินี้เอาไว้ด้วยเทคนิคระดับมืออาชีพ แน่ล่ะ งานถ่ายภาพคืองานถนัดของเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน ฝีมือการถ่ายภาพของเธอจัดอยู่ในระดับที่โดดเด่นชนิดที่ว่า ไม่มีนักศึกษาคนไหนในคณะศิลปะและการออกแบบจะไม่รู้จัก ‘นิธินันท์ ชาตรีฉัตร’ จากสาขาศิลปภาพถ่ายคนนี้เลยก็ว่าได้

ช่างภาพสาวกดเลื่อนดูภาพที่ถ่ายเอาไว้จากหน้าจอแสดงภาพของกล้องถ่ายรูป ระบายยิ้มขึ้นบนใบหน้าอย่างพอใจ “ย้ายเข้าวันแรก ก็ได้รูปสวยโดนใจขนาดนี้ เลือกบ้านใหม่ไม่ผิดจริงๆ”

เมื่อพอใจแล้ว หญิงสาวก็คล้องกล้องเอาไว้ที่คอ ชูแขนสองข้างพร้อมกับบิดตัวคลายความปวดเมื่อยจากการขนสัมภาระ ก่อนจะสูดอากาศเย็นๆ เข้าเต็มปอด เตรียมพร้อมสำหรับงานหนักที่รออยู่ “คืนนี้คงต้องจัดห้องทั้งคืน ได้อากาศดีๆ อย่างนี้ค่อยชื่นใจหน่อย ฮ้า”

 

เสียงรถยนต์เคลื่อนที่เข้าใกล้บ้านจนเริ่มได้ยินชัด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงล้อเหล็กที่เลื่อนตามราง นิธินันท์ที่กำลังเลื่อนดูภาพถ่ายของเธอบนจอโน๊ตบุ๊กนิ่งฟังชั่วขณะ เมื่อแน่ใจว่านั่นคือเสียงประตูรั้วบ้านของเธอ หญิงสาวจึงลุกจากโต๊ะทำงานแล้วเดินไปชะโงกหน้าที่หน้าต่าง ทันเห็นรถเก๋งญี่ปุ่นสีดำกำลังขับเข้ามาในบริเวณบ้าน และเข้าจอดที่โรงรถใต้ระเบียงไม้พอดี

“คุณหญิงกีรติกลับมาแล้ว” คนมาอยู่ใหม่เรียกชื่อที่ตัวเองแอบตั้งให้เพื่อนร่วมชายคาเพราะยังไม่รู้จักชื่อเล่นของเธอ ก่อนจะหันมองนาฬิกาเรือนเล็กบนโต๊ะ กำลังคิดว่าเธอควรจะลงไปเอ่ยทักทาย แนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ดีไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจละความตั้งใจเอาไว้ก่อน

“ห้าทุ่มครึ่งพอดิบพอดี คุณหญิงคงจะเหนื่อยแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ละกัน” ว่าแล้วก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ตัวเดิม แล้วกลับเข้าสู่โหมดทำงานของเธอต่อ

คนที่เพิ่งกลับถึงและกำลังจะเดินเข้าบ้าน เงยหน้าขึ้นมองแสงสว่างจากห้องชั้นสองที่ไม่เคยถูกเปิดเลยตั้งแต่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ก่อนจะคิดได้ว่าเมื่อสองวันก่อนเขาได้รับแจ้งจากทรงยศว่าจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เลยกำลังว่าถ้าคนมาใหม่ยังไม่นอน ตามมารยาทเขาก็ควรไปแนะนำตัวก่อนดีหรือเปล่า ฝ่ายนั้นอาจจะอยากให้ช่วยอะไรก็ได้ ชายหนุ่มคิดอย่างลังเล ทว่าพอคิดถึงงานที่ยังค้างอยู่ กีรติก็ถอนหายใจ กระชับโน๊ตบุ๊กคู่ใจที่หอบอยู่ แล้วตรงเข้าบ้าน

“เอาไว้ก่อนละกัน”

หลังจากอาบน้ำจนสบายเนื้อสบายตัวแล้ว กีรติก็เริ่มจัดการกับงานของเขา ชายหนุ่มยกโน๊ตบุ๊กสามเครื่องมาวางไว้บนโต๊ะที่ห้องรับแขก เขาจะทำอย่างนี้เสมอเวลาที่ต้องรันคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน เพราะโต๊ะทำงานตัวประจำในห้องนอนไม่ใหญ่พอจะวางได้ทั้งหมด แต่ทำงานไปไม่เท่าไร กระเพาะก็เริ่มประท้วงหาพลังงานเสียแล้ว

กีรติเดินจากห้องรับแขกตรงไปยังห้องครัว เขาหยุดที่บันไดขึ้นชั้นสองซึ่งเป็นทางผ่าน มองแสงสว่างที่ลอดผ่านช่องประตูออกมา

“นอนดึกเหมือนกันแฮะ” พึมพำอย่างไม่ใส่ แล้วเดินต่อไปยังห้องครัว

ชายร่างสูงเอื้อมมือขึ้นหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่วางเรียงถ้วยอยู่บนตู้เหนือศีรษะในห้องครัว เขาแกะพลาสติกออกแล้วเปิดฝากระดาษออกอย่างไม่สนใจจะดูรสชาติที่เขียนเอาไว้ข้างถ้วยกระดาษแม้แต่น้อย อาหารมื้อประจำยามดึกแบบนี้ กินแค่พอดับหิว จะรสอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ชายหนุ่มหันมองกาต้มน้ำร้อนที่ปกติแล้วจะถูกเสียบทิ้งเอาไว้ตลอดเวลา แต่เพราะเมื่อสองวันก่อน เขาต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เลยถอดปลั๊กออกเสีย เมื่อน้ำร้อนไม่พร้อม คนหิวที่สมองเริ่มไม่ทำงานนิ่งคิดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเดินไปหยิบถ้วยเซรามิกจากชั้นวางออกมา เทน้ำใส่ถ้วย แล้วจับยัดเข้าไมโครเวฟไป

พรึ่บ!

บ้านทั้งบ้านตกอยู่ในความมืดทันทีที่ไมโครเวฟทำงาน คนในห้องครัวสะดุ้งเล็กน้อย ทว่าเสียงสะพานไฟที่เขาได้ยินพร้อมๆ กับตอนที่ไฟดับนั้นไขข้อข้องใจให้คนอยู่มานานอย่างเขาได้ไม่ยาก

“สงสัยใช้ไฟเยอะไปแน่ๆ”

เป็นเพราะปกติแล้วเขาอยู่คนเดียว การทำงานที่บางครั้งต้องใช้คอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายเครื่องของวิศวกรซอฟต์แวร์อย่างเขา ก็มีบ้างที่จะทำให้เกิดการใช้ไฟในบ้านที่พร้อมกันมากเกินไปจนสะพานไฟสับลงอัตโนมัติแบบนี้ แต่ก็ไม่บ่อยนัก ด้วยเพราะอยู่มานานทำให้เขาสามารถกะปริมาณการใช้ไฟได้ตลอด ทว่าพอวันนี้มีคนอีกเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย การคาดการณ์ของเขาเลยผิดพลาด และทำให้ปัญหาแรกของการอยู่ร่วมกันเกิดขึ้นทันที

นิธินันท์ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ทำงานอยู่ดีๆ ไฟก็ดับขึ้นมาเสียอย่างนั้น หรือว่าที่นี่จะตัดไฟเป็นเวลา แต่ตอนคุยกับเจ้าของบ้าน เขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้นี่นา คนไม่คุ้นชินกับที่อยู่ใหม่พยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด แล้วเริ่มควานหาสมาร์ตโฟนที่เธอจำได้ว่าโยนมันทิ้งไว้บนที่นอน ตั้งใจจะใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ส่องทางเพื่อลงไปถามหาข้อเท็จจริงจากคนชั้นล่าง แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อโทรศัพท์เจ้ากรรมดันแบตเตอรีหมดเสียนี่

ช่างภาพสาวถอนหายใจ เธอมัวแต่ง่วนอยู่กับการจัดของ เลยลืมชาร์จแบตฯ เอาไว้ “คลำๆ ทางไปเอาก็แล้วกัน”

กีรติเดินจากห้องครัวไปยังสะพานไฟแทนที่จะกลับไปเอาไฟฉายหรือสมาร์ตโฟนจากห้องรับแขก เพราะเขาจำได้ว่าสะพานไฟอยู่แถวๆ บันไดขึ้นชั้นสอง แถมแค่ดันสลักขึ้นก็กลับมาสว่างเหมือนเดิมแล้ว คลำเอานิดหน่อยก็คงได้ ขี้เกียจเดินกลับไปกลับมา

ขณะที่ชายหนุ่มเดินมาหยุดตรงตำแหน่งที่คิดว่าใช่แล้ว และกำลังเพ่งสายตาฝ่าความมืดมองหาสะพานไฟอยู่นั้น ใครอีกคนก็กำลังคลำทาง เดินลงบันไดมาได้ครึ่งทางแล้ว เมื่อคนที่คุ้นกับบ้านดีเริ่มรู้สึกเหมือนว่ามีการเคลื่อนไหวแปลกๆ ในความมืดซึ่งกำลังใกล้เข้ามา กีรติที่มือหนึ่งง่วนอยู่กับการสับสะพานไฟขึ้นอยู่ จึงใช้อีกข้างหนึ่งที่ว่างอยู่กวาดไปในอากาศโดยอัตโนมัติ ควานหาว่ามีใครอีกคนตรงเข้ามาอย่างที่เขาคิดหรือไม่ กลัวว่าต่างคนที่ต่างมองไม่เห็นจะชนกันจนตกบันได

โดยไม่ได้ตั้งใจที่จะ...

“โอ๊ะ!

เสียงอุทานด้วยความตกใจที่ดังมาจากความมืดทำให้กีรติตัวทื่อไปชั่วขณะ เพราะต้นเหตุของเสียงหลงนั้นคือการที่มือของเขาดันสะบัดไปโดนส่วนหนึ่งของร่างกายเจ้าของเสียงเข้า น้ำลายอึกใหญ่ถูกลำเลียงลงคอ พร้อมกับคำย้ำความรู้สึกจากการสัมผัสที่แล่นเข้ามาในหัว

เฮ้ย...ย นม!

คนถูกสัมผัสรวบสองแขนขึ้นปิดหน้าอกทันทีโดยสัญชาตญาณของความตกใจ แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ด้วยรู้ดีว่าอีกคนไม่ได้ตั้งใจ อีกอย่างก็เป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ก็ไม่เห็นจะต้องเขินอายอะไร

หญิงสาววางใจได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น...

“เอ่อ...ดูเหมือนฟิวส์จะขาดน่ะ ผมสับสะพานไฟแล้วแต่ก็ไม่ได้ เราคงใช้ไฟพร้อมกันมากไปหน่อย”

เสียงของคนที่เหมือนจะยืนอยู่ตรงหน้าทำให้นิธินันท์ชาวาบไปทั้งใบหน้า ก่อนความเขินอายจะแล่นพล่านไปทั้งตัว เช่นเดียวกับคนพูดที่พยายามจะควบคุมเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด ทำเหมือนว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้สัมผัสโดนเขตหวงห้ามของเธอเลยแม้แต่น้อย

“ผมไม่ได้ซื้อฟิวส์สำรองไว้ด้วย คืนนี้คงต้องอยู่มืดๆ ไปก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะซื้อมาเปลี่ยนให้ คุณ...อยู่ได้ใช่ไหม”

คนถูกลวนลามอย่างไม่ได้ตั้งใจกระชับแขนที่ปิดหน้าอกให้แน่นขึ้น เมื่อสมองคิดไปว่าเวลาที่เขาส่งคำถามมา เขาก็คงต้องหันมามองทางเธอด้วยแน่ๆ

“อะ อะ เอ่อ...ได้ค่ะ ฉันอยู่ได้”

กีรติไม่พูดอะไรต่อ เพราะยิ่งคำตอบของเธอตะกุกตะกัก ก็เหมือนยิ่งย้ำชัดว่าสิ่งที่เขาคิดนั้น ไม่ผิดแน่

เต็มๆ  เมื่อกี้มือโดนนมเต็มๆ

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความคิดบ้าๆ ในหัว ทำไมลุงยศถึงให้ผู้หญิงมาร่วมบ้านเดียวกับเขาได้ล่ะเนี่ย

คนที่บอกว่าอยู่ได้ ทั้งที่หัวใจยังเต้นไม่ถูกจังหวะเท่าไรค่อยๆ หันหลัง เดินกลับขึ้นห้องไปอย่างช้าๆ ไม่มีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างผู้ร่วมชายคาทั้งสองอีก

นิธินันท์กลับเข้าห้องได้ก็ตรงไปทิ้งตัวลงบนที่นอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างกายราวกับจะหาเครื่องปกปิด กะพริบตาปริบๆ ในความมืด เหมือนพยายามจะเรียกสติ เรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหน้าอีกครั้ง

“คุณหญิงกีรติเป็น...ผู้ชายเหรอเนี่ย” ทั้งน้ำเสียง ทั้งสรรพนามที่ใช้แทนตัว มันชัดเจนจนทำให้เธอแทบอยากจะกรี๊ดออกมาถ้าไม่ติดว่าคู่กรณีอยู่ที่ชั้นล่าง

ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะเคาะหัวตัวเองสักร้อยที เป็นเพราะคุณแม่คอนิยายที่มักจะพูดเรื่องวนนิยายเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เธอฟังอยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีเรื่องข้างหลังภาพซึ่งมีนางเอกเป็นคุณหญิงกีรติอยู่ด้วย เลยทำให้วินาทีแรกที่เธอได้ยินชื่อ ‘กีรติ’ จากปากทรงยศ สัญชาตญาณของเธอก็บอกทันทีว่าคนๆ นั้นเป็นผู้หญิง

“กีรติก็เป็นชื่อผู้ชายได้นี่นา ทำไมตอนนั้นไม่เอะใจเลยสักนิด” นิธินันท์เม้มปากแน่น บังคับตัวเองไม่ให้กรีดร้องออกมา “แล้วอย่างนี้ เจอกันครั้งหน้า จะทำหน้ายังไงดีล่ะเนี่ยไอ้นันท์เอ๊ย!

คนหนึ่งคิดไม่ตก อีกคนที่กระทำความผิดอย่างไม่ได้ตั้งใจก็เดินตัวลอยๆ กลับไปทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก แสงสว่างจากโน๊ตบุ๊กตรงหน้าที่แบตเตอรี่ ทำให้มันไม่ดับไปพร้อมกับไฟในบ้าน ชายหนุ่มนั่งจ้องงานของตัวเอง แต่สมองได้อยู่ที่เรื่องงานเสียที่ไหน

“เจอครั้งแรก ก็จับนมเขาเลยเหรอวะไอ้ต่อ” คนพูดยกมือข้างที่เป็นผู้ต้องหาขึ้นมามองด้วยสายตากล่าวโทษ ก่อนจะนึกย้อนไปถึงต้นตอว่าทำไมเขาถึงเข้าใจผิดว่าเพื่อนร่วมบ้านเป็นผู้ชายไปได้ แล้วประโยคเจ้าปัญหาที่เขาได้ยินเมื่อตอนทรงยศโทรศัพท์มาหาดังขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง

อีกสองวันคุณนิธิ เขาจะย้ายเข้า

คนไม่รู้ตัวว่าฟังผิดเกาศีรษะอย่างงงๆ “ผู้หญิงบ้าอะไรชื่อ นิธิ วะ”

 

เช้านี้กีรติมาทำงานเร็วกว่าปกติ อันที่จริงบริษัทที่เขาทำงานอยู่ เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่เขาและเพื่อนรุ่นพี่อีกสองคนร่วมกันเปิดเมื่อห้าปีที่แล้ว บริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานแค่ห้าคนเท่านั้น การทำงานที่นี่จึงเป็นเหมือนเป็นพี่น้องที่ช่วยกันทำงานเสียมากกว่าที่จะเป็นระบบเจ้านายลูกน้องเหมือนในบริษัทใหญ่ๆ

“เฮ้ยไอ้ต่อ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าวะ”

เสียงทักทายจากพิพัฒน์ หุ้นส่วนอีกคน ผู้เป็นเสมือนหัวหน้าทีมของพวกเขาเรียกให้คนที่สมองยังคิดวกวนอยู่กับเรื่องเมื่อคืนละสายตาเหม่อลอยจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วหันมองเจ้าของคำถามที่โผล่หน้าเข้ามาทางหน้าต่าง

“อ้าว พี่พัฒน์ เพิ่งตื่นเหรอพี่”

พิพัฒน์หรี่ตามองคนมาทำงานเช้า แต่ดูจากสีหน้าของรุ่นน้องแล้ว ไม่น่าจะได้งานสักเท่าไร “เออ กูเพิ่งตื่น ว่าแต่มึงเหอะ กลับไปนอนก่อนไหม หน้าตาเหมือนคนไม่ได้นอนเลยว่ะ”

“เมื่อคืนผมหลับไม่ค่อยสนิทน่ะพี่”

“ทำไมวะ ปกติเห็นมึงกลับจากดีลงานที่กรุงเทพทีไร หลับเป็นตาย เข้าออฟฟิศบ่ายทุกที”

ที่พิพัฒน์พูดนั้นไม่ผิด การทำงานที่นี่ ไม่มีการตอกบัตรเข้าออกตามเวลา อยากจะเข้าออฟฟิศตอนบ่าย หรือทำงานยิงยาวถึงเช้าก็ได้ ขอแค่งานเสร็จทันเวลาเท่านั้น เช่นเดียวกับชุดทำงาน ทุกคนจะแต่งตัวสบายๆ แบบไหนก็ได้ เหมือนอย่างที่พิพัฒน์ซึ่งกำลังเดินเข้ามาในออฟฟิศทั้งที่ยังใส่ชุดนอนอยู่นี่ละ

“เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อยอ้ะพี่ ผมเลยหลับๆ ตื่นๆ”

“ทำไมวะ มันเรื่องอะไรที่ขนาดทำให้ไอ้หมาขี้เซาอย่างมึงถึงกับนอนไม่ได้ ไหนว่ามาดิ๊” พิพัฒน์ว่าพร้อมกับทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ทำงานของเขา ซึ่งอยู่ถัดไปจากโต๊ะทำงานของกีรติ

คนถูกหาว่าเป็นหมาขี้เซาหมุนเก้าอี้ไปหาคู่สนทนา “นี่พี่ไม่คิดจะอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันหน่อยเลยเหรอ”

“เออ ไม่ต้องหรอก เมียกูกำลังทำข้าวเช้าอยู่ เดี๋ยวค่อยอาบตอนจะกิน”

เมียกู’ ที่ถูกอ้างถึง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เจนนิภา ภรรยาสาวที่เพิ่งแต่งงานกันได้สองปีของพิพัฒน์ และตอนนี้เธอก็เข้ามาช่วยงานในบริษัท รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลงานด้านเอกสาร และเพราะว่าที่ทำงานของพวกเขาคือบ้านแฝดที่ฝั่งหนึ่งใช้เป็นออฟฟิศ อีกฝั่งหนึ่งเป็นบ้านของพิพัฒน์และเจนนิภา แม้ว่าบ้านจะแยกสัดส่วนกันอย่างชัดเจน แต่ก็มีทางเดินด้านข้างที่เชื่อมถึงกัน แถมยังใช้ห้องครัวที่อยู่ฝั่งบ้านของพิพัฒน์ร่วมกันอีก เลยทำให้นอกจากที่เจนนิภาจะต้องดูแลงานเอกสารของบริษัทแล้ว เธอเลยมักจะต้องรับหน้าที่ดูแลปากท้องของวิศวกรหนุ่มๆ ที่กินจุยิ่งกว่าหมูในฟาร์มไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กีรตินิ่งคิด เขากำลังลังเลอยู่ว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้รุ่นพี่ที่ซี้จนเหมือนเป็นพี่ชายแท้ๆ คนนี้ฟังดีไหม และเพราะเขากับพิพัฒน์ไม่เคยมีความลับต่อกัน อีกอย่างตอนนี้ในห้องทำงานก็ยังไม่มีใครอื่นนอกจากเขาทั้งสอง บอกพิพัฒน์ไปน่าจะดีกว่า เผื่อเขาจะมีข้อเสนอแนะดีๆ บ้าง

กีรติเลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้คนถามราวกับจะบอกความลับ แล้วเล่าด้วยเสียงที่เบากว่าปกติ “คืออย่างงี้พี่ เมื่อวานมีคนย้ายเข้ามาเช่าห้องชั้นบนที่บ้านผม”

“อ้อ เขาจัดของเสียงดัง แกก็เลยนอนไม่หลับว่างั้น” พิพัฒน์ที่ยังอยู่ในชุดนอน แต่ดูเหมือนสมองทำงานได้ดีกว่าคนตื่นก่อนเสียอีก

“ไม่ใช่พี่ เขาไม่ได้จัดของหรอก เพราะเมื่อคืนเราใช้ไฟเกิน คัตเอาท์มันเลยตัด แล้วตอนที่ผมไปสับคัตเอาท์ขึ้น ผมดัน...” คนฟังเลิกคิ้ว ลุ้นไปกับคำที่กำลังจะออกมาจากปากคนที่ทำหน้าแหยแกเหมือนไม่อยากพูด  “ผมดันเอามือไปโดนนมเขาอ้ะพี่”

คนพี่ระเบิดหัวเราะดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ ทันทีที่สิ้นประโยค แน่นอนว่าคนน้องไม่ขำด้วย

“โธ่ พี่พัฒน์ มันไม่ตลกเลยนะ นี่ผมนั่งกลุ้มอยู่เนี่ย”

“มึงจะกลุ้มอะไรวะ ทำอย่างกับไม่เคยจับนมสาวไปได้”

“มันเหมือนกันที่ไหนละพี่ นี่เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก ยังไม่ทันได้แนะนำตัว ผมก็ดันไปจับนมเขา” กีรติพ่นลมหายใจให้เรื่องที่ไม่อาจจะกลับไปแก้ไขได้ “แล้วนี่เรายังต้องอยู่ร่วมบ้านกันอีก เมื่อตอนเช้าผมเลยต้องรีบออกมา บอกตรงๆ นะพี่ ตอนนี้ผมยังคิดไม่ตกเลย ว่าถ้าเจอหน้ากันอีกครั้ง ผมควรจะทำหน้ายังไง”

“งั้นแกก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสิ มันมืด นมเนิมอะไร้ ไม่เคยโดนเล้ย แบบนี้” พิพัฒน์ว่าเสียงสูง แถมยังยักไหล่ให้อีก

กีรติได้แต่หรี่ตามองท่าทางของคนที่ทำเหมือนพยายามจะช่วยแต่ก็กลั้นขำอย่างสุดชีวิต จนเขาไม่รู้ว่าอยากจะช่วยจริงๆ หรือแค่แกล้งแซ็วเล่นกันแน่

“หน้าผมตอนนี้ มันบอกว่า ไม่มีอะไร้ อย่างที่พี่พูดได้ที่ไหนล่ะ”

“ถ้างั้นแกก็ไปขอโทษเขา” คำแนะนำที่สองที่ยิ่งทำให้คนตกที่นั่งลำบากขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก

“เฮ่ยจะบ้าเหรอพี่ จะให้ผมไปพูดว่าไง คุณครับ ผมขอโทษนะครับ ที่เมื่อคืนผมจับนมคุณ ไม่ไหวมั้งพี่”

พิพัฒน์ฟังแล้วระเบิดหัวเราะระลอกสองให้รุ่นน้อง ก่อนที่เสียงของคนอีกคนจะดังขึ้นแทรกพร้อมกับเจ้าของเสียงที่โผล่เข้าประตูออฟฟิศมาอีกคน

“อะไรๆ ใครจับนมใคร” เจนนิภามองสลับสองหนุ่มที่การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าช่างต่างกันจนเธอเริ่มงง

“ไอ้ต่อมันไปเผลอจับนมเพื่อนร่วมบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่” เป็นสามีของเจนนิภาที่ตอบคำถามให้ แต่น้ำเสียงยังกลั้วหัวเราะไม่หาย

“พัฒน์ก็ ไปหัวเราะน้อง” หญิงเดียวในวงสนทนาปรามสามีเพราะอ่านความกังวลที่เจืออยู่บนใบหน้าของกีรติได้ แต่ด้วยความเป็นผู้หญิงก็อดตำหนิคนไม่ระวังไม้ระวังมือไม่ได้ เพราะถ้าเธอถูกเพื่อนร่วมบ้านจับหน้าอกตั้งแต่วันแรก เธอก็คงตลกไม่ออกเหมือนกัน

“เราก็อีกคนนะต่อ รู้ว่าอยู่กับผู้หญิง ก็น่าจะระวังไม้ระวังมือบ้าง”

“ก็ลุงยศบอกผมว่าเขาชื่อนิธิ ผมก็คิดว่าเขาเป็นผู้ชาย ใครจะรู้ว่าลุงจะส่งผู้หญิงให้มาอยู่บ้านเดียวกับผม” คนถูกตำหนิให้เหตุผลเสียงเข้ม “แล้วผู้หญิงคนนั้นก็บ้านะ กล้าเช่าบ้านอยู่กับผู้ชายสองต่อสอง แถมยังต้องใช้ห้องครัว ห้องน้ำด้วยกันอีกนะ เขาไม่กลัวโดนปล้ำหรือไง”

“อย่าคิดทำอย่างนั้นเชียวนะ” เจนนิภาชี้นิ้วห้ามเสียงเหวี่ยง

“โธ่ พี่เจน ผมก็มีน้องสาว ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอก”

“งั้นก็แล้วไป”

“เดี๋ยวนะไอ้ต่อ แกบอกว่าแกต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับเขา แล้วเมื่อเช้าที่แกรีบออกจากบ้านมานี่ แกคงไม่ได้...ตากกางเกงในไว้ในห้องน้ำหรอกใช่ไหม”

“บ้าพี่ไม่มี” กีรติปฏิเสธทันควัน เริ่มคิดว่าการอยู่ร่วมกับผู้หญิงคงเป็นงานยากกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียแล้ว

“แล้ว...” เจนนิภาหันมองสามีที่พูดด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม “จิ๋มกระป๋องล่ะ ไม่ได้วางไว้ในห้องน้ำใช่ไหม”

“เฮ้ยอันนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ผมมีที่ไหนล่ะพี่”

แล้วหญิงเดียวในวงสนทนาก็ต้องหายใจทิ้งอย่างปลงๆ อีกครั้ง อยู่กับพวกผู้ชายเป็นต้องวกเข้าเรื่องแบบนี้ประจำ

“พอเลยๆ ทั้งสองคน พูดถึงเรื่องบ้านมาก็ดี” เจนนิภาเดินจากโต๊ะทำงานของสองหนุ่มที่อยู่ในสุดของห้อง ไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้ามากกว่า หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะกลับมายื่นให้หนึ่งหนุ่มที่ยังคงหน้ายุ่งอยู่ “อ้ะต่อ เมื่อวานลุงยศเอาเอกสารมาฝากไว้ให้ต่อน่ะ”

กีรติรับมาแล้วรีบดึงออกมาดู เขาจำได้ว่าทรงยศบอกเอาไว้ว่าจะส่งเอกสารรับทราบมาให้เขาเซ็น ชายหนุ่มกวาดสายตาไล่ตามข้อความบนหน้ากระดาษ ก่อนที่ชื่อผู้ร่วมชายคาจะขยายความกระจ่างให้เขาจนเผลอหลุดเสียงหลง

“เฮ้ย!

พิพัฒน์เห็นสีหน้าตกใจของรุ่นน้องจึงถือวิสาสะดึงกระดาษในมือเจ้าของไปดูทันที

“รับทราบ และยินยอมที่จะอยู่ร่วมบ้านกับนางสาว นิธินันท์ ชาตรีฉัตร อายุ 28 ปี” คนอ่านเหลือบตาขึ้นมองเจ้าของเอกสารที่ยังนิ่งค้างอยู่ ก่อนจะช่วยเน้นย้ำความกระจ่างชัดให้ดังก้องในโสตประสาทของคนตรงหน้าอีกครั้ง

“เขาชื่อ นาง-สาว-นิธิ-นันท์ ชัดไหมล่ะมึง”

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผลงานที่ผ่านมา


ดาราร้อยเล่ห์
อินเอวา
www.mebmarket.com
งานนี้ถ้าเผด็จศึกคุณสา (มี)... ไม่ได้  เธอขอแห้งเหี่ยวตายคาบัลลังก์แคตวอล์ก . . เพราะสถานะไฮโซกำลังจะหลุดลอยไป เมื่อความล้มละลายมาเยือน เกล็ดดาว นางแบ...









 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

868 ความคิดเห็น

  1. #829 Toojarinyar (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:58
    เพิ่งเข้ามาอ่าน บอกได้คำเดียว ขำ
    #829
    0
  2. #592 Kwanta Lorliam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 23:26
    น่าเหนื่อยใจแทน
    #592
    0
  3. #589 Kwanta Lorliam (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 19:38
    น่าเหนื่อยใจแทน
    #589
    0
  4. #190 Jellydolphin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 23:57
    จะมองหน้ากันติดยังไงละนั้น
    #190
    0
  5. #133 Pinkrabbit15 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 14:05
    สนุกมากค่ะ ติดตามค่ะ เป็น FC
    #133
    0
  6. #97 Beer Kanokporn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 08:36
    ติดตามนักเขียน
    #97
    0
  7. #25 wonderfully (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:42
    เดือนต้นเดือนมกราคม    ต้นเดือน
    ไม่ห่างจากเธอจากเท้าของเธอ        ไม่ห่างจากเท้าของเธอ
    หญิงสาวก็กล้องเอาไว้ที่คอ     คล้องกล้อง
    งานหนักที่รอยู่         รออยู่
    ที่หอบอยู่แล้ว(?)ตรงหน้าบ้าน      หอบอยู่ตรงหน้าบ้าน
    น้ำลายอึกใส่       อึกใหญ่?
    นิธินัท์ชาวาบ   นิธินันท์
    กระพริบในความมือ        กระพริบตา?

    #25
    1
    • #25-1 อินเอวา(จากตอนที่ 2)
      26 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:29
      ขอบคุณค้าาา คำผิดเยอะจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว แฮ่ๆ เดี๋ยวมาแก้นะค้าาา
      #25-1
  8. #15 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:55
    แหม๋ มือเฮง
    #15
    0
  9. #6 PuyzZMeekaeW (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:24
    รอๆๆๆๆๆนะคร้า
    #6
    0
  10. #4 พี่น้อย0105 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:14
    น่าติดตามมากๆเลยค่ะ
    #4
    0
  11. #3 แบนบาน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:05
    นี่ขนาดเจอกันครั้งแรกนะนี่
    #3
    0