เร้นรักพรางใจ ( สนพ. พิมพ์คำ )

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 : ก๊วนออฟฟิศน้อยๆ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    8 ต.ค. 60


บทที่ 3
ก๊วนออฟฟิศน้อยๆ

 

“ตื่นยังพี่”

นิธินันท์เหลือบตามองข้อความที่ถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะหันไปมองเวลาที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ก เที่ยงกว่าแล้วแต่ใครบางคนยังคิดว่าเธอนอนอยู่อีก เท่านั้นไม่พอ ให้เปลี่ยนสรรพนามหน่อย ทำตัวสนิทขึ้นมาเชียว คนอ่านข้อความนึกหมั่นไส้ ทว่าก็อมยิ้ม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตอบ

“ตื่นแล้วสิ มีอะไร”

ไหนๆ ฝั่งโน้นก็ทำตัวสนิทมาแล้ว ถือว่าละลายพฤติกรรม เธอก็สนิทไปด้วยเลยละกัน

“เย็นนี้ว่างรึเปล่า มากินข้าวที่ออฟฟิศผมไหม”

คำเชิญชวนที่ทำเอาคนอ่านรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย จู่ๆ มาชวนไปกินข้าวที่ออฟฟิศ หมายความว่ายังไง เขาคงไม่ได้ไปเผาอะไรเธอให้คนที่ทำงานฟังหรอกใช่ไหม

แล้วก็เหมือนว่าฝ่ายนั้นจะเดาคำถามในใจเธอได้ เขาเลยรีบอธิบายเสริมว่าที่ทำงานเขามีพนักงานผู้หญิง ซึ่งน่าจะเป็นเพื่อนที่แนะนำอะไรเธอได้ดีมากกว่าเขา อีกอย่างที่ทำงานเขาก็พนักงานแค่สี่ห้าคน ไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่อาจจะทำให้เธอเกร็งจนวางตัวไม่ถูก

“แถวนี้มันเงียบๆ ผมกลัวพี่ไม่มีเพื่อนแล้วจะเหงา”

นิธินันท์เผลอยิ้มให้ประโยคสุดท้ายที่กีรติส่งมา แล้วพึมพำกับตัวเอง “มีหาเพื่อนให้ด้วย รู้ใจเราเหมือนกันนะเนี่ย” ว่าแล้วก็พิมพ์ตอบกลับไป

“อื้ม ไปก็ได้”

หลังจากการสนทนาไม่กี่ประโยคนั้นจบลง ช่างภาพสาวก็ทำงานของเธอต่อ เธอเริ่มเปิดหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับจังหวัดเชียงราย หาโลเกชั่นสวยๆ ที่จะใช้ในการถ่ายภาพ และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่เธออยากจะหาเพื่อน เพราะนอกจากจะทำให้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ของเธอมีสีสันขึ้นแล้ว การขอความเห็นจากคนพื้นที่ก็มักจะทำให้เธอได้ภาพสวยๆ จากสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเสมอ

คงเป็นเพราะได้ทำงานที่ชอบ พอรู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปแล้วร่วมห้าชั่วโมง ร่างกายของนิธินันท์เริ่มเรียกหาพลังงาน และก็เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงตะโกนของใครบางคนดังมาจากทางระเบียงไม้

“พี่นันท์พี่นันท์ครับ!

คนถูกเรียกตกใจรีบพรวดพราดตามเสียงออกไปดู แล้วก็เป็นอย่างที่เธอคิด กีรติยืนอยู่ที่ปลายบันไดไม้ที่เชื่อมจากระเบียงไปถึงชั้นล่าง หญิงสาวที่ยังไม่คุ้นชินกับความเป็นอยู่ในละแวกนี้หันมองซ้ายขวา แอบกลัวนิดๆ ว่าจะมีใครออกมาต่อว่าหรือเปล่าที่คู่สนทนาของเธอเสียงดัง

“ไปกินข้าวกันพี่”

“ต่อ เมื่อกี้ตะโกนเสียงดังไปรึเปล่า เดี๋ยวคนแถวนี้ก็ได้ขว้างขวดมาหรอก” คนเป็นพี่ที่วิ่งลงบันไดไปห้าม ทว่าคนโดนปรามกลับยิ้มปนขำ

“ไม่ว่าหรอกพี่ แถวนี้เขาก็ตะโกนกันออกบ่อย ที่นี่มันต่างจังหวัดนะ ไม่เหมือนกรุงเทพฯ บ้านพี่ ตะโกนนิดๆ หน่อยๆ ได้ ไม่ต้องกลัวหัวแตก”

“ย่ะ!

เพราะเมื่อวานตอนกินข้าวด้วยกัน เธอบอกเขาไปว่าบ้านเธออยู่กรุงเทพฯ แต่อยากปลีกวิเวกมาอยู่มาต่างจังหวัด ตอนนั้นเขาก็หาว่าเธอติสท์แตกไปแล้วทีหนึ่ง วันนี้ยังเอามาแซ็วไม่เลิก ถ้าสนิทกันมากกว่านี้ นิธินันท์มั่นใจว่าเธอต้องยื่นมือไปเขกกะโหลกเขาที่ทำหน้าตายียวนใส่เธอแน่ๆ

“ไปกันพี่ ออฟฟิศผมอยู่ใกล้ๆ เนี่ย เดินไปได้”

“หา? ใกล้ขนาดเดินไปได้เลยเหรอ” นิธินันท์ว่าแล้วหันไปมองโรงรถข้างหลังเธอ เพิ่งสังเกตว่าเขาไม่ได้เอารถไปทำงานเหมือนวันแรกที่เธอย้ายเข้ามาอยู่

กีรติพยักหน้าสองสามที พลางมองดูความพร้อมของคู่สนทนาคร่าวๆ ก่อนสายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่...

ขาวมาก ขาขาวมาก’ คนที่รู้ตัวว่านิสัยเสียรีบย้ายสายตากลับขึ้นมองใบหน้าเจ้าของขาเรียวขาวสะดุดตาเมื่อครู่ นึกตำหนิตัวเองในใจที่เผลอเสียมารยาทกับเธออีกแล้ว

“เดินไปได้ครับ แต่ผมว่า...พี่ไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาวดีกว่า คือ...ยุงมันเยอะ”

หึที่ออฟฟิศน่ะ มียุงอีกสามตัวรออยู่ ใส่กางเกงขาสั้นไป ไม่ดีต่อเธอแน่ๆ

นิธินันท์ก้มดูชุดตัวเอง แม้ว่ากางเกงที่เธอใส่จะไม่ได้สั้นมาก แต่เพราะปกติเธอก็ไม่ค่อยใส่กางเกงขาสั้นออกนอกบ้าน จึงตั้งใจเอาไว้อยู่ว่าจะเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาว แม้ว่าเขาจะไม่ได้บอก

“อื้ม งั้นรอแป๊บนึงนะ ขอไปหยิบเสื้อคลุมด้วย”

กีรติยิ้มตอบนิดๆ ลอบเป่าปากเมื่อเจ้าของเสียงหวานคล้อยหลัง แล้วเมื่อขาขาวสวยถูกย้ายพ้นสายตาออกไปจนชายหนุ่มแน่ใจว่าจะไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่เขาพูด ฝ่ามือหนาก็ยกขึ้นตบหน้าผาก เรียกสติตัวเองเบาๆ

“ไม่มองนมก็มองขา บ้าไปแล้วกู”

ต่อตรงนี้ (60%)

 

เดินจากบ้านหลังน้อยของทั้งสองมาไม่ถึงห้านาที กีรติก็พานิธินันท์มาหยุดอยู่ที่บ้านแฝดที่อยู่ถัดไปแค่สามหลัง แน่นอนว่าบ้านหลังนี้นิธินันท์เคยเห็นมาก่อนแล้ว เพราะมันอยู่ต้นซอยก่อนที่เข้าไปถึงบ้านของเธอ คนตัวสูงเดินนำเธอผ่านสวนเล็กๆ หน้าบ้านเข้าไปยังบ้านหลังที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ ก่อนจะแนะนำให้เธอรู้จักกับเจนนิภา สาวตาโตที่เสียงเล็กพอๆ กับขนาดตัว ซึ่งออกมาต้อนรับ

เจนนิภายิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร พร้อมกับบอกให้เรียกสั้นๆ ว่า ‘เจน’ เพราะว่าอายุเท่ากัน นิธินันท์ยิ้มกว้าง ใจชื้นขึ้นมาเยอะ ท่าทางใจดีและเป็นกันเองของเพื่อนใหม่ทำให้เธอวางตัวได้ง่ายขึ้น แต่ก็อดคิดไปไม่ได้ว่าที่เจนนิภารู้เรื่องของเธอแม้กระทั่งอายุนั้น คงไม่พ้นโดนกีรติเอาเรื่องเธอมาเผาเอาไว้อย่างที่คิดแน่ๆ

เจนนิภาพาแขกคนใหม่เดินตามช่องทางเดินระหว่างบ้านแฝดสองหลังจากหน้าบ้านยาวขนาบตามตัวบ้านมาจนทะลุที่ห้องครัวซึ่งอยู่หลังสุดของตัวบ้าน ห้องครัวนี้เป็นครัวแบบเปิด คือไม่มีผนังด้านหลังและด้านข้าง แต่ถูกเปลี่ยนให้เป็นขอบกั้นต่ำๆ แทน มองไปแล้วเห็นบ้านที่อยู่ข้างหลังได้อย่างชัดเจน นิธินันท์แปลกใจนิดๆ ที่เครื่องครัวเครื่องใช้ถูกวางเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบโดยไม่กลัวว่าจะถูกขโมย ทั้งที่ห้องครัวนี้ไม่มีทั้งผนังทั้งประตูที่จะสามารถลงกลอนได้ รับรองว่าถ้าบ้านที่กรุงเทพของเธอเป็นแบบนี้ มีหวังได้ซื้อเตาแก๊สใหม่รายวันแหงๆ

 เสื่อขนาดกว้างพอเหมาะถูกปูเอาไว้กับพื้นครัว ตรงกลางมีกระทะไฟฟ้าสีแดงที่น้ำข้างในร้อนจนเดือด กีรติที่เดินนำลิ่วเข้ามาก่อนเธอกับเจนนิภากำลังตั้งหน้าตั้งตาเอาผักใส่ในกระทะอยู่

“นั่งตรงนี้ก็ได้นันท์” เจนนิภาบอกให้คนที่เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเริ่มยังไงนั่งลงข้างๆ เธอ

นิธินันท์ค้อมตัวเชิงทักทายคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมวงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะนั่งลงตรงตำแหน่งที่เจนนิภาบอก ซึ่งมีกีรตินั่งอยู่อีกข้างหนึ่งของเธอ

“วันนี้เป็นเมนูสุกี้ นันท์ต้องรีบตักนะ เพราะผู้ชายพวกนี้กินเร็วมาก ถ้าอยากกินอะไรเราต้องรีบตักมาใส่จานไว้ก่อน ไม่งั้นนะ เผลอแป็บเดียว อด!

คนมาใหม่อมยิ้ม ดูเหมือนคนมีประสบการณ์มากกว่ากำลังถ่ายทอดวิชาการเอาตัวรอดให้เธอ

“อ้อ ลืมแนะนำไปเลย คนนี้พิพัฒน์นะ เป็นสามีเราเอง” เจนนิภาบุ้ยหน้าไปหาชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ คนถูกเอ่ยชื่อจึงชะโงกหน้ามายิ้ม พร้อมกับโบกตะเกียบในมือทักทายเธอ

ผู้ชายที่นั่งถัดไปจากพิพัฒน์คือกรวีร์ หรือ ‘วีร์' ชายหนุ่มที่ดูจะตัวสูงใหญ่กว่าเพื่อนซึ่งทุกคนที่นี่เรียกเขาว่า ‘ป๋า’ ซึ่งนิธินันท์ก็ยังไม่กล้าถามถึงที่มาที่ไป แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือเขาเป็นป๋าที่มีรอยยิ้มน่ารักและดูใจดีมากๆ เชียวล่ะ

ส่วนคนสุดท้ายที่นั่งอยู่ระหว่างกรวีร์กับกีรติ เจนนิภาบอกว่าเขาเป็นน้องเล็กของที่นี่ ศรัณย์ หนุ่มร่างผอมที่ดูจะเขินอายอยู่ไม่น้อยเมื่อตอนที่เจนนิภาแนะนำเขาให้เธอรู้จัก เพราะผู้ชายคนอื่นๆ ในวงต่างรุมแซ็วเขาเรื่องผมทรงใหม่ที่เพิ่งไปตัดมา แต่เกิดการผิดพลาดทางเทคนิค จนออกมาดูเหมือน เอิ่ม...ทหารเกณฑ์อย่างไรชอบกล

เมื่อการทำความรู้จักเพื่อนใหม่จบลง ปาร์ตี้สุกี้หม้อใหญ่ที่เติมเท่าไรก็เหมือนจะไม่พอกับแก๊งชายหนุ่มที่พิพัฒน์อ้างว่าพวกเขากินจุเพราะอยู่ในวัยเจริญเติบโตก็เริ่มขึ้น ทุกคนกินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน หยอกล้อกันไปมาจนมีเรื่องให้ขำไม่หยุด และก็ตอนนี้เองที่นิธินันท์รู้สึกว่า ไม่ใช่แค่กีรติเท่านั้นที่ไม่ถือตัว แต่ทุกคนที่นี่ก็ให้ความสนิทสนมและเป็นกันเองกับเธอ จนคนมาใหม่รู้สึกกลมกลืนเหมือนเป็นเพื่อนในกลุ่มที่รู้จักกันมานานอย่างไรอย่างนั้น

“แล้วนี่พี่จะอยู่ที่นี่นานไหมครับ” ศรัณย์ถามขึ้นบ้าง

“อย่างน้อยก็สามเดือนนะ หลังจากนั้นค่อยว่าอีกที ถ้ายังมีที่สวยๆ ให้ถ่ายก็อาจจะอยู่ต่อ ถ้าไม่แล้วก็คงย้ายไปที่อื่น”

“พี่เจนผมขอเต้าหู้ไข่บ้างสิ” เสียงของกีรติว่าแทรกขึ้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสนใจของกินตรงหน้ามากกว่าเรื่องสนทนากลางวง เขายื่นชามของตัวเองไปให้เจนนิภา ทว่าหญิงสาวที่ถูกเรียกชื่อกลับย่นจมูกใส่

“เสียใจ อันนี้ฉันจะให้นันท์”

“โห พี่เจน ไม่รักผมเลย”

นิธินันท์หลุดขำพรืดให้คนข้างๆ ที่แกล้งทำเสียงแผ่วราวกับเด็กขี้ใจน้อย ทว่าประโยคต่อมาของเจนนิภาก็เรียกเสียงฮาให้กับคนทั้งวง

“เสียงออดอ้อนแบบนั้นไปใช้กับสาวๆ เถอะต่อ ฉันมีผัวแล้วย่ะ”

จะว่าไปเจนนิภาก็เหมือนแม่ที่กำลังรับมือกับลูกชายวัยแสบสามคนก็ไม่ปาน นิธินันท์ชำเลืองมองคนอดกินเต้าหู้ไข่ด้วยสายตาหยอกล้อ แล้วก็เหมือนว่าคนถูกมองจะรู้ตัวเลยหันหาเธอบ้าง

“ไม่ต้องมองผมด้วยสายตาแบบบนั้นเลยพี่ เดี๋ยวผมก็แย่งกินหรอก”

นิธินันท์ไม่ตอบ ได้แต่ย่นจมูกให้ กีรติมองคนที่ทำท่าเดียวกับเจนนิภาเมื่อครู่ แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้เขาถึงรู้สึกว่ามีอะไรสักอย่างวิ่งวูบวาบอยู่ในอก

มันอาจเป็นเพราะความร้อนจากกระทะไฟฟ้าที่ให้แก้มขาวๆ ของเธอแดงระเรื่อหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นขาขาวๆ ที่เขาเห็นตอนก่อนจะออกจากบ้านคู่นั้น หรือไม่แน่...ที่ความรู้สึกตอนมองนิธินันท์ ไม่เหมือนกับที่มองเจนนิภาอาจจะเป็นเพราะ....

พี่นันท์ยังไม่มีผัว

เฮ้ยคิดอะไรเนี่ย

“ถามจริงนะนันท์ ทำไมตอนแรกถึงกล้าเช่าบ้านอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าเหรอ”

โชคดีที่เสียงของเจนนิภาเรียกสติที่เตลิดไปไกลของกีรติให้กลับคืน เขาจึงรีบหันไปจดจ่อกับคำตอบเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่อาจจะแสดงออกทางสีหน้าได้

“กล้าอะไรล่ะ ก็ตอนแรกลุงยศบอกว่าคนข้างล่างชื่อ กีรติ เราก็คิดว่าเป็นผู้หญิง เลยตอบตกลงเช่าไป มารู้ตัวตอนเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว ว่าเป็นผู้ชาย” ไม่อยากจะคิดเลยด้วยว่ารู้ด้วยวิธีไหน

“พอๆ กับไอ้ต่อเลย ตอนแรกมันก็คิดว่านันท์เป็นผู้ชาย”

นิธินันท์ฟังแล้วเลิกคิ้วให้พิพัฒน์ราวกับจะถามว่าจริงหรือ แล้วพอคนพูดพยักหน้าย้ำ คนถูกหาว่าเป็นผู้ชายจึงหันกลับมาขอคำอธิบายเพิ่มจากคนข้างๆ

“ก็ตอนลุงยศโทร. มา ผมนั่งวินมอไซค์อยู่ ผมได้ยินลุงยศบอกว่าพี่ชื่อ...นิธิ”

“ไอ้บ้า! นิธิ นั่นพ่อฉัน”


ต่อตรงนี้ (80%)

เสียงฮาครืนดังขึ้นทันทีที่สิ้นประโยค มันคงความบังเอิญที่ลงล็อค หรือไม่ก็โชคชะตาที่เหมาะเจาะล่ะมั้ง ที่ทำให้ทั้งเธอและเขาต่างก็เข้าใจผิด ยอมรับว่าตอนแรกเธอกังวลอยู่ไม่น้อยว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในบ้านเดียวกับเขา ทว่าตอนนี้เธอกลับรู้สึกดีใจที่ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้เธอได้พบกับมิตรภาพใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ ที่ไม่เลวดีเหมือนกัน

หลังจากสุกี้มื้อเฮฮาจบลง ทุกคนต่างก็เริ่มจัดเก็บสภาพสงครามกันอย่างรู้หน้าที่ เจนนิภาจัดแจงของสดเก็บเข้าตู้เย็น ขณะที่พิพัฒน์เก็บกวาดบริเวณที่พวกเขานั่งกันเมื่อครู่ โดยมีกรวีร์และศรัณย์ทำหน้าที่ล้างจานกันอย่างแข็งขัน

นิธินันท์ยืนมองไปรอบๆ กวาดสายตาดูว่าเธอควรจะช่วยทำอะไรดี ทว่าเจนนิภากลับปฏิเสธที่จะให้เธอช่วย และบอกให้เธอไปนั่งรอที่หน้าบ้าน ตอนแรกนิธินันท์ก็ละล้าละลังอยู่ แต่พอเพื่อนใหม่บอกว่า ‘วันนี้มันเลอะไปหน่อย เอาไว้ครั้งหน้าค่อยช่วยแล้วกันนะ’ แขกของบ้านจึงยอมทำตามแต่โดยดี

ช่างภาพสาวเดินออกมานั่งที่เก้าอี้โยกเบาะนุ่มที่ชานหน้าบ้าน มองสวนหย่อมเล็กๆ ที่เธอเดินผ่านเมื่อตอนมาถึง เถาอัญชันเลื้อยขึ้นพันไปตามแนวรั้วไม้เตี้ยที่กั้นระหว่างสวนของบ้านกับสวนของออฟฟิศ ดอกสีม่วงเข้มของมันตัดกันเป็นอย่างดีกับรั้วไม้สีขาว ไหนจะกุหลาบสีชมพูดอกน้อยที่ปลูกเป็นแนวอยู่ใกล้ๆ กับพวงแสดที่ห้อยระย้าลงมาที่อีกด้านหนึ่งของกำแพงบ้าน แม้เวลาหัวค่ำแบบนี้จะมองเห็นได้ไม่ชัดมาก แต่มันก็เป็นสวนที่มองแล้วเพลินตาดีจริงๆ

“พี่มากินข้าวด้วยนี่ก็ดีเหมือนกันแฮะ” เสียงที่เริ่มคุ้นหูเรียกให้นิธินันท์หันไปมอง “พี่เจนไล่ให้ผมมานั่งเป็นเพื่อนพี่ ผมเลยไม่ต้องล้างจาน” กีรติว่าพร้อมกับยื่นกระป๋องเบียร์ที่เปิดแล้วให้นิธินันท์ ก่อนจะนั่งลงกับขอบกั้น ฝั่งตรงข้ามกับที่เธอนั่งอยู่

“นิสัยไม่ดี”

“อ้าว นี่พี่ว่าพี่เจนเหรอ”

“ฉันว่าเธอนั่นแหละ กวนจริงๆ เลย”

คนที่โดนว่ากวนหัวเราะหึๆ เอนตัวหลบมะเหงกที่ทำท่าเหมือนจะลอยมา ก่อนจะเปิดเบียร์อีกกระป๋องในมือขึ้นดื่มบ้าง

“ปกติพี่ย้ายที่อยู่แบบนี้บ่อยเหรอ”

“อื้ม ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ”

“ติสท์ว่ะ อย่างงี้พี่ก็มีเพื่อนอยู่หลายจังหวัดเลยดิ”

“อืม...ก็ไม่เชิงหรอก เพราะปกติไม่ค่อยได้อยู่นานๆ แบบนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่แค่สั้นๆ สองสามอาทิตย์แล้วก็เปลี่ยนที่ไป ทุกทีก็เลยจะเช่าเกสต์เฮาส์เอา เพื่อนที่รู้จักถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยว ก็เป็นพนักงานเกสต์เฮาส์นั่นแหละ”

“แล้วทำไมครั้งนี้พี่ถึงอยู่ยาวล่ะ”

“ก็มันเป็นช่วงหน้าหนาวพอดี มาเชียงรายครั้งแรกด้วย อากาศดีแบบนี้ เลยอยากอยู่นานๆ หน่อย” นิธินันท์โยกเก้าอี้ไปมาช้าๆ ทอดสายตาเบาหวิวไปหาเพื่อนร่วมบ้าน จริงๆ มันเป็นเพราะบ้านในฝันหลังนั้นด้วย ที่ทำให้เธอตัดสินใจได้ง่ายและ...เอิ่ม...เร็วไปนิด

กีรติยิ้มตาวาวกลับมาให้ หญิงสาวมองยิ้มนั้นได้ไม่กี่วินาทีก็รีบเสมองไปทางอื่น อยู่ดีๆ ใจเธอก็เต้นถี่ๆ ขึ้นมาอย่างนั้น คงเป็นเพราะเบียร์ที่ดื่มไปเกือบครึ่งกระป๋องนี้แน่ๆ

“อีกอย่างนะ ดูจากข้อมูลแล้ว เชียงรายน่ะมีที่ที่น่าสนใจ น่าถ่ายรูปเยอะมาก” คนที่คิดว่าตัวเองเริ่มเมาดึงความสนใจของตัวเองกลับเข้าเรื่องสนทนาอีกครั้ง “เขาว่ากันว่า ถ้าจะมาให้ถึงเชียงรายจริง ต้องเริ่มจากไปเยี่ยมนรกที่พิพิทธภัณฑ์บ้านดำ ต่อด้วยไปขึ้นสวรรค์ที่วัดร่องขุ่น แล้วก็เข้าใกล้นิพพานที่ไร่เชิญตะวัน”

“หลังจากนั้นก็ไปเมาปลิ้นที่สิงห์ปาร์ค”

“โอ๊ย ต่ออ้ะ เมาปลิ้นอะไรเล่า เสียบรรยากาศหมด” คนที่ถูกทำลายภาพจินตนาการด้วยคำว่า ‘เมาปลิ้น’ โวยวาย แน่นอนว่าอีกคนหัวเราะร่า กระดกเบียร์ในมือขึ้นดื่มเหมือนจะตอกย้ำเธออีก

“ว่าแต่ ต่อมีที่สวยๆ แนะนำไหม ไม่เอาแบบตามรีวิวนะ เอาที่ที่ต่อคิดว่าสวย”

“ที่ที่ผมคิดว่าสวยเหรอ อืม...ขอเวลาคิดหน่อยละกัน” นิธินันท์พยักหน้ารับ ไม่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนเด็กกวน “แต่พี่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อผมดีๆ นะ ผมถึงจะคิดออก”

ความยียวนนั้นทำให้หญิงสาวเผลออมยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นค้อนขวับให้ “งั้นฉันไปถามเจนก็ได้”

“โห ได้ใหม่แล้วลืมเก่า พี่นันท์ไม่รักผมเลย”

คำพูดสุดท้ายทำเอานิธินันท์หน้าร้อนผ่าว มันเป็นเพราะแอลกอฮอล์น่า อย่าตื่นเต้น เธอบอกตัวเองซ้ำๆ ในใจ

“ประโยคนั้นเก็บไว้อ้อนสาวๆ เถอะต่อ”

“เฮ้ย พี่นันท์ อย่าไปฟังพี่เจนสิ พี่เจนเขาก็แกล้งแซ็วผมเล่นไปอย่างนั้น ผมมีสาวๆ ที่ไหน” กีรติไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมตอนที่เจนนิภาพูดเขาไม่โต้แย้ง แต่พอเป็นนิธินันท์พูด เขากลับปล่อยให้เธอเข้าใจไปอย่างนั้นไม่ได้

คนฟังเบ้ปากแล้วพยักหน้าซ้ำๆ

“ผมพูดจริงๆ นะ นี่พี่เชื่อผมรึเปล่าเนี่ย”

ยังไม่ทันที่คำแก้ต่างของกีรติจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธ รถจักรยานยนต์ของใครอีกคนก็วิ่งเข้ามาหยุดที่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงใสที่ตะโกนข้ามรั้วเข้ามา

“พี่ต่อ!”

คนถูกเรียกที่นั่งหันหลังอยู่หันขวับไปหาต้นเสียงแทบจะทันที เช่นเดียวกับคนบนเก้าอี้โยกที่เลื่อนสายตาไปมองด้วย แล้วภาพสาวนักศึกษาที่ยืนยิ้มหวานเกาะรั้วไม้ พร้อมกับโบกมือมาให้ชายหนุ่มเจ้าของชื่อก็แทบจะทำให้นิธินันท์หลุดขำ คำถามเมื่อครู่นั้น เห็นทีเธอคงไม่ต้องตอบเขาแล้วล่ะมั้ง

กีรติหันกลับมามองที่นิธินันท์ เธอยิ้มล้อ เอียงศีรษะให้เหมือนจะถามเขาว่าแก้ตัวว่าอย่างไร ชายหนุ่มถอนหายใจ ลุกแล้วเดินลงบันไดสองสามขั้นหน้าบ้านเพื่อไปหาคนที่ยืนรออยู่นอกรั้ว แต่ก็ไม่วายหันกลับมาหาหญิงสาวอีกคน

“ทดไว้ก่อน เดี๋ยวผมกลับมาเคลียร์”


ต่อตรงนี้ (100%)


เช้านี้อากาศเย็นขึ้นกว่าทุกวันเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับหนาวจนอยากนอนซุกตัวในผ้าห่ม ออกจะเป็นบรรยากาศชวนให้ตื่นแต่เช้าออกมาสูดอากาศสดชื่นเสียมากกว่า แม้เมื่อคืนก๊วนเพื่อนใหม่จะบอกกับเธอว่าถ้าเธออยากสัมผัสความหนาวเย็นของฤดูหนาวอย่างแท้จริงให้ขึ้นไปเที่ยวบนดอย เพราะตอนนี้ที่นั้นหนาวเกือบจะติดลบได้แล้ว แต่สำหรับเธอที่ไม่ค่อยชินกับอากาศหนาวเท่าไร เย็นสบายแบบนี้แหละ ดีที่สุดแล้ว

นิธินันท์ยกแก้วกาแฟหอมกรุ่มขึ้นจิบเพิ่มความอุ่นให้ร่างกายอีกเล็กน้อย เท้าแขนทั้งสองข้างกับขอบกั้นระเบียงไม้ชั้นสอง ขนาดว่าเธอไม่ได้ตื่นเช้ามาก และก็ใช้เวลาจัดการตัวเองในตอนเช้ารวมถึงทานมื้อเช้าไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังทันได้อ้อยอิ่ง ดื่มด่ำอากาศดีๆ แบบนี้ คิดแล้วมันก็อิจฉาคนที่นี่จริงๆ

พอนึกอิจฉา เธอก็พลันนึกถึงคนที่นี่อีกคนขึ้นมา เมื่อตะกี้นี้ตอนเธอลงไปข้างล่างเขายังไม่ตื่น แหงล่ะ ก็วันนี้เป็นวันหยุด แถมเมื่อคืนก๊วนออฟฟิศน้อยๆ ( เจนนิภาบอกให้เธอเรียกว่าอย่างนั้น ) ก็ดื่มฉลองที่ได้งานโพรแจ็กใหม่กันเสียจนดึกดื่น พอกลับมาถึงบ้าน เธอคิดว่าเขาต้องนอนตายแน่ๆ ที่ไหนได้ หยิบโน๊ตบุ๊กออกมาตั้งที่ห้องนั่งเล่น ทำงานต่อเสียอย่างนั้น แถมพอเธอขึ้นนอนก่อนแล้ว ลงมาเข้าห้องน้ำอีกทีตอนตีสาม เขาก็ยังนั่งหน้าคอมอยู่อย่างนั้น หนำซ้ำยังบอกกับเธออีกว่า

หัวผมแล่นตอนเมาน่ะพี่

หืม? อย่างนี้ก็มีด้วยเหรอ สาบานได้ เธอคนหนึ่งละที่จะไม่จ้างเขา แต่จะว่าไป เธอก็ยังไม่เคยถามเป็นจริงเป็นจังสักครั้งว่าเขาทำงานอะไรกันแน่ ก็ทำอย่างไรได้ล่ะ คุยกันทีไรไม่ค่อยได้เรื่องมีสาระหรอก ไม่พาออกอ่าว ก็กวนกลับตลอด ที่จริงกีรติก็ไม่ได้เด็กกว่าเธอไปเท่าไร แต่ไม่รู้ทำไม เธอตามเขาไม่ค่อยทันเลย

น้องเขาเป็นเพื่อนของน้องสาวผม เรียนคณะเดียวกัน น้องเขาผ่านมาทางนี้ น้องสาวผมเลยให้แวะเอาของมาให้

คำอธิบายของเรื่องที่ทดเอาไว้เมื่อคืนแวบเข้ามาในหัวนิธินันท์อีกครั้ง อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมเขาต้องใส่ใจด้วยว่าเธอจะเข้าใจสิ่งที่เห็นไปในทางไหน ทั้งที่เธอกับเขาก็เพิ่งจะเจอกันนับวันได้แท้ๆ

ผมไม่มีแฟนจริงๆ นะพี่

ไอ้ประโยคที่ตามมาขยายความเพิ่มนั้นอีก คงเป็นเพราะ...เขาแค่อยากให้เธอมั่นใจว่าเธอจะอยู่ร่วมบ้านกับเขาได้อย่างสบายใจ ไม่มีสาวหน้าไหนมาแหกอกเพราะคิดว่าเธอเป็นชู้รักที่เขาแอบซ่อนเอาไว้ในบ้านล่ะมั้ง

ยังไม่ทันที่ช่างภาพสาวจะได้คำตอบให้กับตัวเองดี รถเก๋งยุโรปคันเงาวับก็แล่นมาจอดหน้ารั้วบ้าน 

มีแขกมาเหรอ หญิงสาวเลิกคิ้วนิดๆ ไม่ใช่แขกของเธอแน่ เพราะนอกจากครอบครัวแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ งั้นก็มีอีกแค่คนเดียว แขกคนของที่ยังนอนไม่ตื่นนั่นล่ะ

นิธินันท์วางแก้วกาแฟกับขอบกั้นระเบียง แล้วเดินลงบันไดไม้ไปหาผู้มาเยือน เธอไม่ได้เปิดประตูรั้วออกไปเพราะรั้วบ้านนั้นสูงจากเอวขึ้นมาไม่มาก หญิงสาวมองชายร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตที่ดูภูมิฐาน เขาเดินอ้อมรถมาหาเธอพร้อมกับซองสีน้ำตาลในมือ

“สวัสดีค่ะ” เจ้าบ้านเอ่ยทักขึ้นก่อน ผู้มาเยือนดูจะงงๆ เล็กน้อยที่เห็นเธอออกมาต้อนรับแทนที่จะเป็นเจ้าบ้านอีกคน นิธินันท์จึงพอจะเดาได้ว่าเขาคงจะเคยมาที่นี่แล้ว

“เอ่อ...ไม่ทราบว่าต่อยังอยู่ที่นี่รึเปล่าครับ” เขาว่าแล้วเอี้ยวตัวมองผ่านเธอไปยังโรงจอดรถด้านหลังที่มีรถเก๋งคันสีดำจอดอยู่

“ต่ออยู่ค่ะ แต่ว่าน่าจะนอนอยู่ คุณมีธุระอะไรฝากไว้กับฉันก็ได้นะคะ”

“งั้นผมรบกวนฝากเอกสารไว้ให้ต่อหน่อยได้ไหมครับ พอดีผมไปที่ออฟฟิศแล้ว ไม่มีใครอยู่เลย ลืมไปว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ แล้วผมต้องไปธุระต่างจังหวัดต่อด้วย”

“ได้สิคะ” นิธินันท์รับซองเอกสารนั้นมา ยิ้มอมนิดๆ เมื่อคิดถึงตอนที่เธอกับกีรติแยกตัวกลับบ้านมาเมื่อคืน แล้วสามหนุ่มที่เหลือยังคงดื่มกันต่อ จะให้ตื่นเช้าคงจะยาก “เอ่อ...จะให้บอกว่าคุณอะไรฝากมาดีคะ”

ชายหนุ่มที่มัวแต่พินิจดวงหน้าขาวของคู่สนทนากระตุกคิ้วเล็กน้อย เมื่อถูกคำถามของเธอทำลายสมาธิ “อ้อ ผมชื่อ ปาณัท ครับ แล้วคุณ...เป็น...เอ่อ..”

“เรียกฉันว่านันท์ก็ได้ค่ะ ฉันเป็นเฮาส์เมตของต่อ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ค่ะ คุณเลยไม่เคยเห็นหน้า” ชายหนุ่มพยักหน้า หากก็ยิ้มอยู่ในใจที่เธอไม่ใช่คนสำคัญของคนที่เขามาหา “เดี๋ยวฉันส่งให้ถึงมือต่อแน่นอนค่ะ รับรองไม่มีหาย”

“ครับ ขอบคุณมากครับ” ปาณัททิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มให้คู่สนทนาเชิงบอกลา ก่อนจะอ้อมไปฝั่งคนขับ หันกลับไปมองสาวร่างเพรียวที่รั้วบ้านอีกครั้ง และเมื่อเห็นว่าเธอกำลังจะเดินเข้าบ้าน

“คุณนันท์ครับ” แม้แต่คนเรียกเองก็ยังตกใจอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนสั่งให้เขาตะโกนอย่างนั้นออกไป ชายหนุ่มยอมรับว่าใจลึกๆ ไม่อยากเสียโอกาสที่จะทำความรู้จักกับเธอให้มากกว่านี้ ทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรให้ดูไม่มากเกินไปดี

“เอ่อ...เอ่อ รบกวนฝากบอกต่อว่าถ้าตื่นแล้วให้โทร. หาผมด้วย”

“อ๋อ ได้ค่ะ” คนไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นแค่คำพูดแก้เก้อพยักหน้ารับ แล้วโบกมือส่งแขกเป็นอันดับสุดท้าย ก่อนจะกลับเข้าบ้านไป ส่วนคนปากไม่ตรงกับใจ พอออกรถมาได้สักพักก็หันมองโทรศัพท์มือถือที่วางเอาไว้ที่เบาะข้างคนขับ ระบายยิ้มขึ้นอย่างพอใจ

“ในเมื่อเข้าตรงๆ ไม่ได้ อ้อมหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอกมั้ง”

พอนิธินันท์กลับขึ้นห้อง แล้วเห็นว่ามีสายไม่ได้รับจากพี่ชายจอมเช็กของเธอ คนกลัวโดนบ่นก็เลยรีบต่อสายกลับ คุยสารทุกข์สุกดิบกันเล็กน้อยก็วางไป ตามด้วยการถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าคนที่บ้านรู้ว่าคุณหญิงกีรติที่เธอโม้เอาไว้เมื่อก่อนหน้านี้เป็นผู้ชายล่ะก็...ไอ้นันท์สายติสท์คนนี้มีหวังโดนจับขังที่บ้านไปอีกหลายเดือนแน่ๆ

หญิงสาวสะบัดหน้าไล่ความคิดหลอนๆ ออกไป แล้วหันไปจดจ่อกับงานที่หน้าคอมพิวเตอร์ของเธอต่อ ลืมเรื่องที่ถูกไหว้วานเอาไว้เสียสนิท กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เที่ยงกว่า ตอนร่างกายของเธอบอกว่าได้เวลาของอาหารมื้อเที่ยงแล้วนั่นล่ะ นิธินันท์ลุกจากหน้าจอ บิดตัวแก้เมื่อยเล็กน้อย พลันเหลือบไปเป็นซองสีน้ำตาลที่เธอโยนทิ้งเอาไว้บนเตียงพอดี คนขี้ลืมตกใจจนปากอ้าค้าง ก่อนจะถอนหายทิ้งให้กับความหลงๆ ลืมๆ ของตัวเอง

“ฉันส่งให้ถึงมือต่อแน่นอนค่ะ รับรองไม่มีหาย” นิธินันท์ล้อเลียนคำพูดของตัวเอง กลอกตาซ้ำด้วยสีหน้าที่บอกว่าเบื่อตัวเองสุดๆ “ค่ะ ไม่หาย แต่ลืม ให้มันได้อย่างงี้สิ ไอ้นันท์เอ๊ย!

ว่าตัวเองเสร็จ คนชั้นสองก็เดินลงบันได้มาพร้อมกันซองเอกสารเจ้าปัญหา ชะโงกหน้าไปที่โซฟาที่เธอเห็นกีรตินอนหลับสบายอยู่เมื่อตอนเช้า แต่ครั้งนี้นิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอสมาร์ตโฟนบ่งบอกว่าเขาตื่นแล้ว เธอยิ้มแห้งๆ แล้วเดินอ้อมไปหยุดข้างโซฟา

“อ้ะต่อ เมื่อเช้าคุณปาณัทมา ฝากของเอาไว้ให้”

กีรติขยุกขยิก ชันตัวขึ้นนั่ง แล้วรับซองเอกสารในมือหญิงสาวมาเปิดดู

“คุณปาณัทบอกว่าถ้าได้ของแล้วให้โทร. หาด้วย”

คนฟังพยักหน้ารับไปส่งๆ สมองเขายังไม่ค่อยตื่นดีเท่าไรนัก และเมื่อนิธินันท์เห็นว่าหมดธุระแล้วจึงแยกตัวออกมาหมายจะไปทำมื้อเที่ยงที่ห้องครัว แต่เสียงแหบพร่าของคนตื่นใหม่ก็ดังไล่ตามมาเสียก่อน

“พี่ณัทมากี่โมงอ้ะพี่”

“เช้าอ้ะ แปดโมงได้ พี่บอกว่าต่อหลับอยู่”

“โห พี่นันท์ พี่น่าจะบอกว่าผมอาบน้ำอยู่ สร้างภาพขยันให้ผมหน่อยก็ไม่ได้”

คนฟังถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติเท้าสะเอวตั้งท่าจะเถียงกลับ ทว่าอีกฝ่ายก็ไหวตัวทันรีบดักทางเอาไว้

“โอเค หลับอยู่ก็หลับอยู่ ขอบคุณมากครับ”

นิธินันท์ขว้างค้อนวงเบอเร่อกลับไปให้ แต่พอเธอสาวเท้าไปได้ไม่กี่ก้าวก็เหมือนคนโดนค้อนจะไม่ค่อยเข็ดเท่าไร เพราะเธอได้ยินเสียงกระแอมดังตามหลังมา ก่อนจะเป็นคำถามที่ว่า

“พี่ว่าเสียงผมเหมือนคนตื่นนานแล้วรึยัง”

คนถูกถามแทบอยากจะเดินเอาหัวไปโขกเสา ผู้ชายเงียบขรึมที่พาเธอไปซูเปอร์มาเก็ตวันนั้น...เจ้าที่เจ้าทางคะ ขอคืนตอนนี้ยังทันไหม

 

 

 

 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ผลงานที่ผ่านมา


ดาราร้อยเล่ห์
อินเอวา
www.mebmarket.com
งานนี้ถ้าเผด็จศึกคุณสา (มี)... ไม่ได้  เธอขอแห้งเหี่ยวตายคาบัลลังก์แคตวอล์ก . . เพราะสถานะไฮโซกำลังจะหลุดลอยไป เมื่อความล้มละลายมาเยือน เกล็ดดาว นางแบ...









 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

868 ความคิดเห็น

  1. #193 Jellydolphin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 10:39
    อะไรก็พี่นันทน์ๆ
    #193
    0
  2. #131 นักอ่านสุดขี้เกียจ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2560 / 00:13
    ต่อดูเด็กๆ กวนๆ ดี ดูกินเด็ก ทั้งๆ ก็ห่างกันแค่2ปีเอง 5555
    #131
    0
  3. #102 noonara (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 23:28
    ชอบค่ะไรท์
    #102
    0
  4. #82 Jeon Han-Na (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2560 / 00:31
    โอ้ยยย ชอบๆๆๆ
    #82
    0
  5. #81 Jubjang_pattanan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2560 / 14:03
    สนุกมากค่าา มาต่อไวๆนะคะมาต่อไวๆนะคะ รอๆค่ะ


    #81
    0
  6. #80 ณัชพล / supawit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2560 / 12:05
    รอไรเตอร์มาต่อนะครับ^^
    #80
    0
  7. #78 Y. WaRiNRaN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 15:31
    รอ หลังคุณทนาย มาบ่อยๆ เน๊อ
    #78
    0
  8. #77 sitcha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 12:50
    สนุกมาบ่อยหน้อยนะจ้า
    #77
    0
  9. #76 dati (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 12:47
    มาบ่อยๆ นะคะ
    #76
    0
  10. #75 ณัชพล / supawit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 16:33
    น่ารักมากครับ^^ ชอบมากครับ^^
    #75
    0
  11. #74 kwankeaw (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 19:11
    สนุกดีค่ะ น่ารัก
    #74
    0
  12. #73 Y. WaRiNRaN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 22:47
    เสน่ห นิยาย์ของอินเอวา คือ บทพูดที่ทันยุค ทันสมัย ไม่ประดิษฐ์ คำจนเกิน หวานเลี่ยน
    #73
    0
  13. #72 Y. WaRiNRaN (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 22:45
    ขำๆ อีกแหละ
    #72
    0
  14. #70 nooporn37 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 15:11
    รอๆๆๆมาต่อเร็วๆน้าาา
    #70
    0
  15. #69 เมียมโน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 14:03
    555 ใจเย็นๆนะคะ คุณกีรติ เก็บๆไว้ก่อนอย่าเพิ่งปล่อย
    #69
    0
  16. #67 dati (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 09:16
    มาต่อเร็วๆนะคะ สนุกกกกก
    #67
    0
  17. #27 wonderfully (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:35
    กดยิ้มมุกปาก     มุมปาก
    เพียงไม่กี่เธอเดินฝ่าความมืด    ไม่กี่ก้าว?ที่เธอเดินฝ่าความมืด

    #27
    0
  18. #21 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:51
    เริ่มว้าวุ่นกันแล้ว
    #21
    0
  19. #17 Choojai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:01
    ท่าจะเวลเดียวกันละม้างงงง!!!
    #17
    0
  20. #13 Mim Ky Marit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:45
    น่าติดตามค่ะ จะรอนะค่ะอินเอวา
    #13
    0
  21. #12 คอนิยาย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:45
    555พอกัน
    #12
    0