#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 4 : 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 428 ครั้ง
    26 พ.ค. 62


04

 

 

 

            “ฉันสอนนายได้เฉพาะพุธ พฤหัส แล้วก็เสาร์อาทิตย์นะมาร์ค”

            ผมพูดกับคนที่นั่งตรงข้ามผมในตอนนี้ ด้านหน้าของเราทั้งคู่มีจานข้าวหมกไก่วางอยู่ หลังจากที่วันนี้ครูคาบประวัติศาสตร์มีประกาศออกมาว่าอาทิตย์หน้าจะมีสอบย่อย ผมก็เริ่มเคลียร์คิวเรียนพิเศษของตัวเอง มองหาเวลาว่างเพื่อจะได้ติวให้มาร์ค เพราะอีกไม่นานจะสอบกลางภาคแล้วด้วย ถ้าไม่เริ่มสักทีก็คงไม่ทันแน่ๆ

 

            “แล้ววันอื่น?”

            “วันอื่นฉันมีเรียนพิเศษ เลิกสองทุ่ม”

            “....” มาร์คนิ่งไป มือขวาของเขาตักข้าวเข้าปากก่อนจะเคี้ยวมันนิ่งๆ

            “เอาไว้ถ้านายไม่เข้าใจตรงไหนจริงๆ เดี๋ยวฉันหยุดเรียนพิเศษให้ก็ได้... แต่คือ” ผมเงียบไป ก่อนจะช้อนตามองไปที่อีกคนเล็กน้อย “คือจริงๆฉันก็ไม่อยากหยุดเรียนเท่าไหร่อะ ค่าเรียนพิเศษมันแพง”

            ใช่ มันแพงจริงๆนะ ผมเรียนพิเศษจันทร์ อังคาร และศุกร์ แม่งแค่สามวัน สามวิชา คิดเป็นคอร์สเดือนละหกพันแหนะ แม่เจ้า! ส่วนแม่ผมก็ยินดีจ่ายเต็มที่ บอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องเรียนแม่ก็สนับสนุนอยู่แล้ว ฮึก น้ำตาผมแทบไหล สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตั้งใจเรียนเพื่อให้แม่ภูมิใจและคุ้มกับเงินที่เสียไป

            แถมจะได้เอาผมไปอวดกับป้าข้างบ้านได้ว่า ลูกฉันเก่ง กระแทกหน้าป้าที่ไม่ได้ส่งเสียและดันสงสัยคนนั้นไป!

 

 

            “เลิกเรียนสอนได้ไหม?” ผมยกคิ้วมองมาร์คที่จ้องผมกลับ

            “มันก็ได้อยู่หรอก แต่ระหว่างรอฉันเรียนพิเศษเสร็จ นายจะทำอะไร?”

            “....”

            “งั้นถ้านายอยากให้ฉันสอนหลังเลิกเรียนพิเศษด้วย นายก็กลับมารอที่คอนโดนายแล้วกัน แล้วพอฉันกลับแล้วเดี๋ยวฉันโทรหา”

            ผมเสนอความคิดของตัวเองกลับไป จะให้อีกคนมานั่งรอผมเรียนพิเศษเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน ผมไม่เอาด้วยหรอก เกรงใจจะแย่ แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว...

 

            “เบอร์...” อีกคนพูดนิ่ง

            “อา... ยังไม่มีเบอร์กันเลยนิเนอะ” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะส่งมันให้กับมาร์ค อีกคนรับมันไปก่อนจะจัดการบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของเขาลงไปในเครื่องผม ไม่นานโทรศัพท์อีกเครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นขึ้น และเบอร์ที่โชว์ก็คือเบอร์ของผม

 

            “.....” มือหนาส่งโทรศัพท์ของผมกลับคืน ก่อนจะหันไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบันทึกเบอร์ของผมลงไป

            “งั้นเริ่มวันนี้เลยไหม? จริงๆวันนี้ฉันมีเรียนพิเศษ แต่อาทิตย์หน้าต้องสอบประวัติศาสตร์แล้ว ฉันกลัวนายตามไม่ทัน เพราะนายคงต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย”

            “อืม”

            “งั้นพอเลิกเรียนนายก็กลับไปก่อนเลยแล้วกัน ไว้ฉันเรียนเสร็จแล้วจะโทรหา” ผมพูดไปก่อนจะหันมาสนใจอาหารในจานและตักไก่ชิ้นโตเข้าปาก แต่คำพูดของอีกคนที่นั่งตรงข้าม กลับทำให้ผมต้องกลับไปสนใจเขาอีกครั้ง

 

            “เดี๋ยวรอ”

          ผมมองไปที่มาร์คที่จ้องกลับมาทางผม ตอนนี้ในหัวของผมมีแต่คำถามที่มันเด่นชัดขึ้นมาคือ รอทำไม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะถามอะไรกลับไป ใช้เพียงสายตาแห่งความสงสัยจ้องมองกลับเท่านั้น มาร์คพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งกลับมาโดยที่ไม่รอให้ผมเอ่ยถามใดใด

           

            “....”

          “กลับด้วยกัน”

 

 

            กลับด้วยกัน

            กลับด้วยกันงั้นหรอ... ไม่เบื่อรึไง ต้องนั่งรอผมเรียนพิเศษถึงสองชั่วโมงเลยนะ คนบ้าอะไรอะ ทำตัวว่างจริงๆ ไม่มีการไม่มีงานทำรึไง

 

 

            “....” ผมหรี่ตามองกลับ

            “อะไร?”

            “มีไรแอบแฝงปะเนี่ย?” ผมใช้สายตาอย่างจ้องจับผิดมองไปยังอีกคน มันต้องมีอะไรดิ ไม่งั้นจะมานั่งรอทำบ้าอะไร เป็นผมผมเบื่อนะเว้ย สองชั่วโมงกับการนั่งรอใครสักคนเนี่ย

 

            “ให้มีอะไรอะ?”

            “อยากได้อะไรบอกมาเลยดีกว่า” ผมกอดอกมองมัน ทำตัวเป็นผู้ใหญ่สุด

            “...ฮึ” มันปล่อยฮึออกมาเบาๆก่อนจะส่ายหัวไปมา มุมปากของมันยกยิ้มขึ้นก่อนจะก้มหน้าสนใจข้าวที่หมดไปเกือบครึ่งของตัวเอง

            “นายหัวเราะอะ! ยิ้มด้วย! ฉันเห็น! นายแอบยิ้มมุมปาก” ผมโวยวายใช้นิ้วชี้หน้าไปที่อีกคน มาร์คเงยหน้ามองมาที่ผม

            “ยิ้มแล้วแปลกหรอ”

            “ไม่แปลก...”

            “....”

            “ยิ้มกว้างกว่านี้ได้ไหม?”

            “.....”

 

          กว้างกว่านี้

 

 

            “อยากเห็น”

            “......”

 

          กว้างกว่ารอยยิ้มทุกๆรอยยิ้มที่นายเคยยิ้มมา

 

 

          “ฉันชอบรอยยิ้มของนาย”

            ไม่รู้หรอกว่าอะไรดลใจให้พูดแบบนั้น แต่ผมอยากเห็นรอยยิ้มของอีกคนจริงๆ ชอบรอยยิ้มของอีกคนจริงๆ ในตอนนี้ผมเคยเห็นอีกคนมาแทบทุกอารมณ์แล้ว ทั้งร้องไห้ เสียใจ โกรธ ถึงแม้มันจะเป็นความโกรธที่เกิดจากการเป็นห่วง แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวน้อยกว่าการโกรธเคืองโดยทั่วไปเลย

            ผมอยากเห็นมากกว่านั้น

            อยากเห็นทุกๆอารมณ์ของเขา

            อยากรู้มากกว่านี้

            อยากเรียนรู้ผู้ชายคนนี้

             

            และอยาก...

 

          “นายก็ทำให้ฉันยิ้มสิ...”

           

            อยาก...

            -//////-

 

           

 

            “อย่ายิ้มแบบนั้น...” ผมบอกไปเสียงแผ่ว มาร์คเปลี่ยนสีหน้าเป็นขมวดคิ้วทันที คงไม่รู้สินะว่าตัวเองกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา คงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังยิ้มในรูปแบบไหน

 

            มันไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ด้วยแล้วเหมือนกัน -///-     

 

 

            “....”

            “ไปเก็บจานก่อนนะ ตามไปที่ห้องเรียนด้วย!” ผมลุกขึ้นเต็มส่วนสูง ถือจานข้าวที่กินยังไม่หมดของตัวเองไว้ ก่อนจะเดินไปเก็บยังตำแหน่งเก็บจานของโรงอาหาร

 

            ไอ้บ้า...

 

            รอยยิ้มแบบนั้นมันอะไร...

 

            นั่นมันรอยยิ้ม...

 

            ที่...

 

          ทำให้คนตกหลุมรักไม่ใช่หรอ...

 

 







 

 

;;

 

          ประกาศขอให้หัวหน้าห้องชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทุกห้อง มาพบกันที่ห้องสภานักเรียนในเวลานี้ด้วยค่ะ

 

          เสียงประกาศตามสายของโรงเรียน และประโยคที่ผมได้ยินทำเอาผมถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ให้ตายเถอะ เดินอยู่ดีๆก็มีงานเข้ามาเฉยเลย ผมหันไปมองว่าข้างหลังมาร์คตามมารึป่าว พอพบว่าไม่มีใครผมเลยจำใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความไปบอกอีกคนที่เพิ่งได้เบอร์มาไม่ถึงชั่วโมงว่าให้ไปรอบนห้องเลย

 

            ผมเดินมายังเป้าหมายอย่างห้องสภานักเรียนที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่ถึงปี เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนเพิ่งจะมีนโยบายสร้างห้องให้กับพวกสภานักเรียนไว้ใช้ทำงานกัน ถามว่าห้องนี้หรูหราเหมือนในหนังหรือพวกโรงเรียนคุณหนูในการ์ตูนไหม ก็บอกเลยว่า ไม่เท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้แย่อะไรมากมาย ในห้องใหญ่มีห้องย่อยลงมาอีก โดยแบ่งเป็นห้องประชุมที่ผมและหัวหน้าห้องคนอื่นๆได้เข้ามาบ่อยๆ และห้องทำงานโปรเจคของพวกสภานักเรียน และห้องสุดท้ายคือห้องที่มีโต๊ะทำงานของสภานักเรียนแต่ละคน

 

            “แบมแบม” ผมหันหลังไปตามเสียงเรียกในขณะที่มือของตัวเองกำลังเปิดประตูเข้าไปในห้องประชุม

            “อ่าวเตนล์” เด็กผู้ชายที่อยู่ชุดนักเรียน มือขวาถือแก้วน้ำแดงอยู่ในมือกำลังใช้มือที่ว่างโบกทักทายผมไปมา

            “วันนี้ไม่รู้จะมีอะไรอีกเนอะ อยู่ๆก็เรียกประชุมกะทันหันเชียว”

            “อืม.. แต่ว่าห้องสภาเขาห้ามเอาอาหารเข้านะเตนล์” ผมหรี่ตามองแก้วน้ำในมือของอีกคน เตนล์ทำเพียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบตั้งใจดูดน้ำในแก้วที่เหลืออยู่เพียงครึ่งจนหมด และโยนทิ้งถังขยะหน้าห้องไป

 

            เตนล์คือหัวหน้าห้องเจ็ดครับ ห้องศิลป์คำนวณ เรารู้จักกันตั้งแต่วันที่เราไปเข้าค่ายหัวหน้าห้องกันครั้งแรก ตั้งแต่มอสี่นู้น การเข้าค่ายหัวหน้าห้องคือทุกปีจะมีการจัดเข้าค่ายสำหรับหัวหน้าห้อง เพื่อละลายพฤติกรรม และให้ทุกคนรู้จักและเข้ากันได้อย่างไม่มีความเขินอาย โดยการเข้าค่ายนี้จะมีหัวหน้าห้องตั้งแต่มอสี่จนถึงมอหก รวมไปถึงพวกสภานักเรียน เขาบอกว่าหัวหน้าห้องก็คือหนึ่งในพวกสภานักเรียนนั่นแหละ เพราะเราต้องทำงานร่วมกันอยู่บ่อยๆ

            แต่ผมว่าไม่จริงหรอก... เพราะผมไม่เห็นได้ใส่ปลอกแขนเหมือนพวกสภานักเรียนเลยอะ

 

 

            “เห็นเขาลือกันว่าห้องหนึ่งมีเด็กย้ายเข้ามาใหม่หรอ” ผมเดินเข้ามาในห้องประชุมก่อนใคร ตอนนี้ในห้องมีเพียงผมและเตนล์ที่พูดจ้อไม่หยุดแค่สองคน

            “อืม ชื่อมาร์ค” ผมตอบไปพลางทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำเลดี

            “เพื่อนนายหรอ?”

            “ครูเขาให้ฉันดูแล เพราะว่าเป็นหัวหน้าห้อง”

            “หรอ... ดีจัง ได้ดูแลคนหล่อๆ” เตนล์ว่า “นี่ถามจริง เขินบ้างปะ?เวลาอยู่ใกล้อะไรแบบเนี่ย รู้ป่าวว่าพวกผู้หญิงห้องฉันนะชอบนายเด็กใหม่นั่นมากอะ แถมไม่ใช่แค่ห้องฉันนะ เด็กใหม่นั่นทำเอาผู้หญิงทั้งโรงเรียนหลงจนโงหัวไม่ขึ้นอะ”

            ผมนั่งฟังเตนล์เล่าไปเรื่อยๆ จะว่าไปหมอนั่นก็หล่อจริงๆแหละ ผมชอบชมมันบ่อยๆ แต่ผมไม่เคยสังเกตเลยว่าพวกผู้หญิงในโรงเรียนหรือคนอื่นๆก็ชอบมันไปด้วย ก็นะ จะไม่ให้ชอบได้ไง ก็มันหล่อซะขนาดนั้นนิ

           

            “.....”

            “แล้วสรุปว่าไง นายว่าหมอนั่นหล่อไหม?” เตนล์ยื่นหน้ามาใกล้ผมเพื่อครั้นเอาคำตอบ

            “ก็...ก็หล่อมั้ง”

            “จริงอะ?! อยากเห็นหน้าจัง” อีกคนพูดอู้อี้กับตัวเอง ผมส่ายหน้าไปมาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเพื่อฆ่าเวลารอหัวหน้าห้องคนอื่นๆ

 

           

          ติ้ง

           

          mark : ห้องสภาอะไรนั่นไปทางไหน?

 

 

            ผมคิ้วขมวดกับข้อความที่อีกคนตอบกลับมา อะไรอะ อย่าบอกนะว่าจะตามมา

 

 

 

          me : ไม่ต้องตามมา ขึ้นไปรอบนห้อง ฝากจดเล็กเชอร์ด้วย เข้าใจไหม

 

 

 

ติ้ง!

 

 

 

          mark : ไม่เข้าใจ

           

 

            เอ๊ะ! ไอ้หมอนี่มันกวนตีนผมอะ!

 

 

          me : อย่ามากวน! ฉันต้องประชุมแล้ว ถ้าฉันไม่เห็นเล็กเชอร์คาบต่อไปนะ ฉันฆ่านายแน่มาร์ค!

 

 

            ผมรีบพิมพ์ตอบกลับไป ให้ตายเถอะ ผมรีบเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงเมื่อสัมผัสได้ว่าคนภายในห้องเริ่มเต็มไปด้วยหัวหน้าของแต่ละห้อง เสียงพูดคุย ทักทาย และรอยยิ้มเริ่มพลุ่งกระจายไปทั่ว ผมเองก็เช่นกัน ผมหันทักทายเพื่อนห้องอื่นที่เดินเข้ามา

            และไม่นานเสียงอื้ออึงก็เงียบลงเมื่อพวกสภานักเรียนเข้ามาภายในห้อง เพื่อบ่งบอกว่าการประชุมกำลังจะเริ่ม

 

            บรรยากาศที่จริงจังในการคุยงานกระจายไปทั่ว หัวหน้าห้องทุกห้องเองก็ตั้งใจฟังและจดบันทึกการประชุมเช่นกัน ส่วนผมที่ไม่ได้เอาสมุดมาก็ต้องโน้ตลงไปในโทรศัพท์ของตัวเองแทน

            บุคคลที่ยืนอภิปรายอยู่หน้าห้องในตอนนี้คือพี่ฌอน คนที่ตามตื้อผมมาปีกว่า แต่บอกเลยว่าคาแล็กเตอร์ที่แสดงออกมาในตอนนี้มันตรงข้ามกับยามปกติอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ผมชอบในตัวพี่เขาที่สุด คือการที่พี่เขาแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันอย่างชัดเจนนี่แหละ ในที่ประชุมผมไม่เคยได้สิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นเพียงเพราะพี่เขาชอบผม ผมเหมือนคนอื่นๆ ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก มีแค่ตรงนี้แหละ ที่ผมชอบพี่เขา

 

 

            “มึงว่าเด็กใหม่กับพี่ฌอนใครหล่อกว่ากัน” เสียงกระซิบจากเตนล์ดังอยู่ข้างหู มันคุยกับผมในขณะที่สายตาของมันกำลังสนใจการประชุมอยู่

           

            “....” ผมเงียบไม่ตอบ แต่ในหัวก็พลางคิดหน้าคำตอบของคำถามที่ได้รับ

            ใครหล่อกว่างั้นหรอ.. ถ้าจะให้พูดผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าพี่ฌอนหล่อนะ ไม่รู้ดิ หรือเพราะผมไม่ชอบพี่เขารึป่าววะ ผมเลยไม่ได้มองว่าพี่เขาหล่อ...

 

 

            แต่เดี๋ยวนะ..

 

 

            แล้วที่ผมมองว่ามาร์คหล่อ...

 

 

            เพราะผมชอบมันหรอวะ!..

 

 

            ไม่ดิเห้ย!

 

 

          ไม่ใช่!

 

 

 

           

            “เป็นไรมึง หน้าแดงจัง ถามแค่นี้” เตนล์หันมามองหน้าผมด้วยคิ้วขมวด ผมรีบจับแก้มตัวเองทันทีก่อนจะพยายามเค้นเสียงตอบกลับมันไป..

            “ปะ...ป่าว”

            “ถ้าเป็นในนิยาย ตัวละครใสซื่ออย่างกูคงถามว่าไม่สบายหรอทำไมหน้าแดง... แต่กูไม่ถามหรอก แต่จะถามอันนี้แทน...”

            “....” ผมมองเตนล์ที่ยกยิ้มมุมปาก

 

            “ชอบพี่ฌอนหรอ หน้าแดงเชียววว จีบดิ พี่ฌอนเขาก็ชอบมึงนะ เสียงล้อเลียนของไอ้เตนล์ทำเอาผมอยากจะถีบมันให้ตกเก้าอี้ ชอบพี่ฌอนเนี่ยนะ จะบ้าหรอ ผมไม่ได้ชอบพี่เขาสักหน่อย

 

            “พ่องเถอะเตนล์!

            “พ่อผมไม่ได้ชื่อฌอนครับ”

            “กวนตีน” ผมยกหมัดขึ้นมาเหมือนจะต่อยอีกคน อีกคนก็ไม่สำนึกอะไรหรอกนอกจากปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

           

 

          แต่มันคงลืมว่าเรา...

 

 

 

          “กรุณาเงียบด้วยครับ”

 

          กำลังอยู่ในห้องประชุม

            ผมมองหน้าพี่ฌอนที่มองมาที่ผมกับเตนล์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย แหงแหละ พี่มันเป็นพวกจริงจังกับงาน เสียงพูดคุยกับผมก็คงไปสะกิดต่อมหงุดหงิดของพี่มันแน่ๆ

 

            “ขอโทษครับ”

            “คุณชิตพลช่วยสรุปที่ผมกล่าวไปเมื่อกี้ให้ฟังหน่อยสิครับ” ผมหันมองหน้าเตนล์ที่นั่งข้างๆ ผมแอบได้ยินไอ้เตนล์มันสบถกับตัวเองเบาๆ แต่สุดท้ายมันก็ยืนขึ้นและกล่าวสรุปที่พี่ฌอนพูดมาทั้งหมดได้

 

            “....”

            “ขอบคุณที่ยังสรุปให้ฟังได้นะครับ” เตนล์ทิ้งตัวนั่งลงเมื่อพี่ฌอนหันไปสนใจประเด็นอื่นต่อ มันหันมาบอกกับผมว่าเกือบตาย ผมก็ทำได้แค่หัวเราะออกมาเบาๆและบอกให้มันสนใจการประชุมต่อ

 

 

            การประชุมวันนี้ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง ซึ่งนั่นแปลว่ามันกินชั่วโมงเรียนคาบแรกของภาคบ่ายไปด้วย แต่มันก็คงไม่มีผลกระทบอะไรกับการเรียนของผม เพราะทุกครั้งที่การประชุมหัวหน้าห้องกินเวลาของคาบเรียน ทางสภานักเรียนจะมีหนังสือแจ้งขอเวลาจากครูประจำวิชาให้ ว่าการที่นักเรียนหายไปไม่ใช่การโดดเรียน แต่เป็นการประชุมหัวหน้าห้อง

 

            ส่วนการประชุมวันนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากแจ้งเรื่องการไปเข้าค่ายสามัคคีที่มีประจำทุกปี และปีนี้มันก็กำลังจะมาถึง โดยปีนี้จะจัดตลอดสามวันสองคืน โดยจะจัดที่ค่ายทหารจังหวัดราชบุรี ซึ่งแน่นอนว่าค่ายครั้งนี้คงน่าตื่นเต้นไม่น้อย มันเป็นค่ายที่แต่ละห้องจะต้องส่งตัวแทนไปเข้าห้าคนต่อห้อง ซึ่งหนึ่งในห้าคนนั้นก็แน่นอนว่าต้องมีหัวหน้าห้องรวมอยู่ด้วย ผมไม่แน่ใจว่าค่ายนี้ถูกจัดมาเพื่ออะไรกันแน่ จะว่าค่ายลูกเสือก็ไม่ใช่ แต่มันก็คล้ายๆอยู่ ผมเคยถามพี่ในสภานะว่าค่ายนี้จัดเพื่ออะไร เขาบอกว่าค่ายนี้จัดเพื่อความสามัคคีจามชื่อค่ายนั่นแหละ แต่บอกเลยว่าผมไม่เชื่อ หึ! มันต้องมีอะไรแอบแฝง ผมเลยไปสืบต่อจนรู้มาว่า.. ค่ายนี้จริงๆแล้วก็จัดเพื่อหาคนที่จะเข้ามาทำงานในสภารุ่นต่อไป มองหาคนที่แก้ปัญหาเก่ง มีมนุษย์สัมพันธ์ แล้วก็ฉลาด นั่นแหละ จุดประสงค์หลัก...

 

 

            แต่จะว่าไป...

 

 

            ผมเอามาร์คไปด้วยได้ไหมวะ?

 

 

            นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิด ผมไม่รู้ว่ามาร์คสามารถเข้าร่วมด้วยได้ไหม เพราะเขาเพิ่งย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ได้ไม่นาน เอาจริงก็คือไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ หรือว่าผมควรถามวะ? จะได้รู้ๆกันไปเลย

 

 

 

            “พี่ฌอนครับ” ผมเดินเข้าไปหาคนที่กำลังเก็บเอกสารอยู่ที่หน้าห้องประชุม การประชุมจบลงแล้ว และในห้องก็เหลือนักเรียนเพียงไม่กี่คนที่กำลังยืนคุยกันอยู่เท่านั้น

            “ว่าไงครับ?” พี่มันส่งยิ้มมาให้ผม

            “คือห้องผมมีเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมา ผมอยากรู้ว่าเขาสามารถเข้าค่ายด้วยได้ไหม คือเขายังไม่รู้อะไรเลย ผมเลยอยากให้เขาลองอะไรใหม่ๆดู”

            “คนที่ชื่อมาร์คน่ะหรอ..?”

            “เออ ครับ”

            “ได้ครับ ก็บอกเขาว่าอย่าลืมให้เขาลงทะเบียนว่าจะเข้าค่ายด้วย ส่วนใบกำหนดการและเรียนผู้ปกครอง ทางสภาจะส่งผ่านหัวหน้าห้องอีกที”

            “อา... ขอบคุณครับ” ผมหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้องไป แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อแขนของผมถูกดึงโดยอีกคน

           

            “เราจะกลับห้องเรียนแล้วหรอ”

            “ครับ” ผมมองหน้าพี่ฌอนที่มองมาทางผมเช่นกัน สายตาของเขาในตอนนี้ไม่เหมือนพี่ฌอนที่ชอบตามตื้อผมเหมือนเคย แต่เหมือนคนที่กำลังมีอะไรอยากพูดกับผม

            “คือพี่มีเรื่องจะคุยด้วย พี่ขอเดินไปส่งเราที่ห้องได้ไหม”

            “แล้วพี่ไม่มีเรียนหรอ”

            “ไม่มีครับ:) แต่เดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงพี่ต้องไปประชุมสภานักเรียนต่อ” ผมพยักหน้ารับ สุดท้ายผมก็ยอมให้พี่เขาเดินไปส่งผมที่ห้องเรียนจนได้

 

 

            เราทั้งคู่เดินตัดผ่านสนามบอลที่มันแทบไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ ผมได้แต่เดินไปเรื่อยๆตามทางและใช้มือล้วงกระเป๋าเพื่อซ่อนความอึดอัดเอาไว้ ตั้งแต่ออกมาจากห้องประชุม พี่ฌอนที่บอกว่าจะมีเรื่องคุยด้วยก็ยังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนผมเริ่มอึดอัด

 

            “อะ..เออ พี่มีอะไรจะพูดกับผมหรอครับ?” ผมหันไปมองคนที่สูงกว่าผมจนเห็นได้ชัด เอาจริงก็ไม่ชัดมากหรอก ผมสูงร้อยเจ็ดสิบสี่ ส่วนพี่มันสูงประมาณร้อยแปดสิบ แค่นั้นเอง! ไม่เห็นห่างกันตรงไหน

 

            “แบมชอบเด็กใหม่คนนั้นหรอ?”

            “ห้ะ?” ผมหันหน้ามองพี่มันอย่างไม่เข้าใจ พี่ฌอนเองก็ทำแต่ยิ้มบางๆส่งมาให้ผม ผมไม่รู้ว่าพี่ถามแบบนั้นทำไม และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าอะไรที่ทำให้พี่เขาคิดแบบนั้น

 

            “พี่แค่อยากรู้ว่าพี่ควรไปต่อยังไง แบมก็รู้ใช่ไหมว่าพี่ยังชอบแบมอยู่” พี่ฌอนพูดออกมาด้วยเสียงที่จริงจังกว่าทุกครั้ง ผมมองหน้าพี่เขาอย่างที่ไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป

            “.....”

            “พี่แค่อยากรู้ เพราะถ้าแบมชอบเด็กใหม่นั่น พี่จะได้ถอย แต่ถ้าไม่ พี่จะเดินหน้าต่อ”

            “คือ...”

            “แบมตอบมาเถอะ พี่รับได้หมดแหละ:)

            รอยยิ้มของพี่ฌอน ไม่ว่าเราทั้งคู่จะอยู่ในสถานการณ์ไหน ไม่ว่าจะเป็นยามที่ผมรำคาญพี่เขา หรือพยายามผลักพี่เขาออก พี่เขาก็มักจะยิ้มตอบกลับมาให้ผมเสมอ

 

 

            รวมถึงในตอนนี้

 

 

            ตอนที่ผมไม่รู้จะตอบอะไร ไม่รู้จะตอบยังไง พี่เขาก็ยังยิ้มให้ผมเสมอ

 

 

            เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กดดันเพื่อต้องการคำตอบ

 

 

          แต่แค่ต้องการความชัดเจน...

 

 

            “ผมไม่ได้ชอบมาร์คหรอกครับ” ผมพูดออกไป ผมแอบเห็นรอยยิ้มของพี่ฌอนที่ค่อยๆปรากฏขึ้น แต่เพียงไม่นานที่ผมพูดต่อ รอยยิ้มนั้นก็หายไปในทันที “แต่ผมก็ไม่ได้ชอบพี่ในแบบนั้นเหมือนกัน”

 

 

            แค่ไม่อยากให้ความหวัง ผมรู้ตัวเองดีว่าผมคิดยังไงกับพี่เขา และรู้ด้วยว่าการที่จะมีคนดีๆแบบพี่เขาเข้ามาในชีวิตมันยากขนาดไหน ใครหลายคนต่างบอกว่าพี่ฌอนเป็นคนมีอนาคตสดใส เป็นประธานนักเรียนที่ทำงานเก่ง และหลายคนเคารพ เป็นเด็กกิจกรรมที่ควบตำแหน่งนักฟุตบอลของโรงเรียน เรียนเก่งจนได้ทุน

 

 

          ทุกคนชอบพี่ฌอน

 

 

          แต่ไม่ใช่ผม...

 

 

            ผมไม่อยากเห็นแก่ตัว เก็บพี่เขาไว้แค่คนเดียว ในเมื่อผมไม่รู้สึก ผมก็อยากทำอะไรให้มันชัดเจน ชัดเจนให้ได้มากที่สุด

 

 

            “....”

            “ผมขอโทษนะพี่ฌอน แต่ผมไม่เคยคิดกับพี่เกินคำว่าพี่ชายคนหนึ่งเลยจริงๆ”

            “อา... ฮ่าฮ่าฮ่า พี่โดนปฏิเสธอีกแล้วหรอ” พี่มันหัวเราะออกมาจนผมได้ยิน รอยยิ้มที่มันไม่ได้มีความสุขถูกส่งออกมาให้ผมเห็น ผมไม่รู้จะพูดอะไรกลับไป จนสุดท้ายก็ทำได้แค่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

            “....”

            “ไม่เป็นไร ขอบคุณนะที่ไม่ว่าพี่จะสารภาพสักกี่ครั้ง แบมก็ตอบกลับมาตรงๆเสมอ” มือหนาของพี่ฌอนทิ้งน้ำหนักมาบนหัวของผม รอยยิ้มของพี่เขาที่ออกมาจากใน นั่นทำให้ผมยิ้มตอบกลับ

            “ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจ”

            “เพราะงี้แหละมั้งพี่ถึงชอบเรา”

            “ครับ?”

            “แบมมักจะสื่อตรงกับความรู้สึกตัวเองเสมอ ตั้งแต่มอสี่จนถึงตอนนี้ เวลาเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร เห็นด้วยกับสิ่งไหน หรือไม่เข้าใจตรงไหน เราก็มักจะพูดจะถามออกมาเสมอ เพราะงั้นในห้องสภา เราถึงเด่นออกมากว่าทุกคน พี่ชอบเราตรงนั้นแหละ”

            “......” ผมฟังพี่ฌอนที่กำลังเล่าไปยิ้มไปนิ่ง ผมไม่ได้นิ่งเพราะไม่ชอบหรอก แต่ผมไม่คิดว่าสิ่งที่พี่ฌอนพูดคือสิ่งที่ผมเป็นต่างหาก

 

 

            ไม่เคยรู้ตัวเองเลยแหะ...

 

 

            “จริงๆที่พี่อยากบอกกับเรามีอีกอย่างหนึ่ง”

            “...?”

            “พี่ได้ทุนเรียนต่อที่แคนาดาแล้วนะ”

            “จริงหรอครับ!?” ผมยิ้มออกมาอย่างดีใจ ทุนแคนาดาที่พี่เขาว่าคือทุนที่ผมเคยได้ยินพวกครูในห้องสภาพูดว่ากว่าจะได้มามันยากมาก และโรงเรียนเราก็มีเด็กที่เข้าสอบชิงทุนนี้แค่สี่ถึงห้าคนเท่านั้น และด้วยความที่ว่าทุนนี้มันยาก ทางโรงเรียนจึงจัดติวพิเศษให้กับนักเรียนที่จะสอบชิงทุนแคนาดานี้ด้วย

 

            “อื้ม เมื่อคืนประกาศผลแล้ว ตื่นเต้นมากๆอะ แล้วก็ดีใจมากๆด้วย”

            “ดีใจด้วยนะพี่” ผมจับมือพี่มันสองข้างก่อนจะเขย่าไปมาดีใจแทน พี่ฌอนมองผมพร้อมรอยยิ้ม

            “ขอบคุณครับ”

            “แล้วไปเมื่อไหร่หรอครับ?”

            “ก็จบมอหกนี่แหละ แต่พิธีจบการศึกษาพี่คงไม่ได้เข้าร่วม เพราะวันนั้นมีรายงานตัว แต่เดี๋ยวก็ต้องดูอีกทีว่าพิธีจะมีวันเดียวกับปีที่แล้วหรือป่าว เพราะถ้าวันเดียวกันก็คงตามนั้น”

            “อ๋อ”

            “พี่ขอถามแบมอีกเรื่องได้ไหม?”

            “ครับ?”

            “รำคาญไหมที่พี่ตามตื้อเราอ่ะ” ผมชะงักไป มือขวาของตัวเองเกาที่ท้ายทอยเล็กน้อยอย่างที่ไม่รู้จะตอบอะไรกลับไป แม่ง! จะให้ผมพูดตรงๆออกไปเลยหรอวะ ผมก็เกรงใจนะ

            “....”

            “ขอตรงๆเลย” โอเค ไหนๆก็ขอมาละ ผมส่งยิ้มแหยๆให้พี่มันก่อนจะตอบกลับไปด้วยคำพูดที่พยายามซอฟท์และให้เกียรติรุ่นพี่มากที่สุด

            “จริงๆก็รำคาญแหละพี่ แบบผมไม่ชอบคนตามตื้ออะ”

            “อา...”

            “แต่ผมชอบพี่อยู่อย่างนะ”

            “?”

            “ผมชอบที่พี่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจน ตรงนี้ผมชอบพี่มากๆอ่ะ”

            “.......” อยู่ๆพี่ฌอนใช้มือปิดปากตัวเองพร้อมหันหน้าหนีผมไป คิ้วของผมขมวดมองไปยังพี่เขาอย่างงงๆก่อนจะใช้มือตัวเองจับไปที่ต้นแขนของพี่เขาให้หันมามอง

            “พี่ฌอนเป็นไร?” คนตัวสูงกว่าค่อยๆหันมามองผมพร้อมใบหน้าที่แดงจนเห็นได้ชัด คงเพราะพี่ฌอนเป็นคนที่ตัวขาวด้วยแหละ ขาวจั๊วะ จะแดงขนาดนั้นก็ไม่แปลกอะไร

 

            “อย่าพูดว่าชอบพี่อีกนะ พี่คิดดีไม่ได้เลยว่ะ”

            “โว้ย!! พี่!!” ผมผลักพี่มันออกอย่างแรง ส่วนพี่มันก็เอาแต่หัวเราะผมอย่างเอาเป็นเอาตายจนผมหมั่นไส้ไล่ตีพี่มันอยู่กลางสนามบอลนี่แหละ แม่งเอ้ย! ไอ้พี่บ้านี่

 

 

 

 

 

 

 



 

 

;;

 

 

 

            “นักเรียนทั้งหมด เคารพ!

            “ขอบคุณค่ะ/ครับ”

           

 

            การเรียนของวันนี้จบไปอีกครั้ง เมื่อการเรียนคาบสุดท้ายจบลงเสียงภายในห้องเรียนก็เริ่มดังโวยวาย แต่ละคนต่างถามไถ่กันว่าจะไปไหนต่อ บ้างก็ตอบว่าไปหรือไม่ไป บ้างก็ชวนกันไปหาอะไรกินข้างโรงเรียน แต่ผิดกับผมและคนข้างๆ ที่ตั้งแต่ผมเข้าห้องเรียนมา เขาก็ยังไม่คุยกับผมเลยแม้แต่น้อย

 

            อย่าว่าแต่คุยเลย แค่มองหน้ามาร์คยังไม่มองผมเลยด้วยซ้ำ

 

            เป็นไรของเขาวะ

 

 

 

            “มาร์ค เป็นไร...” ผมถามคนที่กำลังเก็บของลงกระเป๋าอยู่ด้วยเสียงสอง(?) เออ ณ จุดๆนี้ผมยมหมดแหละ แค่ให้ไอ้หมอนี่หันมาคุยกับผมอ่ะ

            “......”

            “เงียบทำไมอ่ะ ตอบหน่อยดิ นะ นะ” ผมช้อนตามองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ มาร์คเหมือนจะหันมาสนใจผมเล็กน้อย แต่สุดท้ายอีกคนก็หันกลับไปรูดซิบประเป๋านักเรียนจนมิด และเดินออกจากห้องไปเลย..

 

 

            เออ! ดี! ไม่คุยก็ไม่คุย อยากไปไหนก็ไปเลย! แม่งเอ้ย!

 

 

 

            ผมกระฟัดกระเฟียดยัดๆของทั้งหมดลงในกระเป๋าอย่างไม่เป็นระเบียบ เหอะ! ถ้าไม่อยากรอก็เรื่องของเขา ผมไม่แคร์หรอก

 

 

 

ติ้ง!

 

          mtuan ได้กดถูกใจรูปของคุณ

 

            ผมมองโทรศัพท์ที่มีแจ้งเตือนการกดถูกในรูปในอินสตาแกรม ก่อนจะยัดมันลงกระเป๋ากางเกงนักเรียนอย่างไม่สนใจ คนนี้ก็เหมือนกัน คิดจะมาก็มาคิดจะหายก็หาย ให้ตายเถอะ ไม่นึกถึงจิตใจคนรอบ้างเลยรึไงกัน

 

           

            “แบมแบม!” เสียงเรียกทำให้ผมชะงักเท้าที่กำลังจะเดินออกไปจากห้องเรียน ควีนยื่นแฟ้มบัญชีของห้องมาให้ผม “อันนี้รายละเอียดเงินห้องของเดือนนี้ ฉันเอามาให้นายตรวจ แล้วก็อีกสองสามเดือนจะมีงานกีฬาสีฉันเลยว่าจะเก็บเงินห้องเพิ่ม จากอาทิตย์ละ 20 เป็น 50 บาท เอาไว้ใช้ทำขบวนกีฬาสีปีนี้ นายโอเคไหม?”

 

            ควีนแจกแจงรายละเอียดให้ผมฟังอย่างเสร็จสรรพ ผมมองหน้าเจอพร้อมกับพยักหน้าเข้าใจ ควีนเป็นเหรัญญิกของห้องที่ทำงานได้ละเอียดมากๆครับ ละเอียดจนผมแทบไม่ต้องแก้อะไรเลย ผมเคยฟังเธอพูดเป้าหมายในอนาคตของตัวเอง เธอเคยบอกว่าอยากเป็นนักบัญชี และที่เธอชอบเลขก็เพราะได้เชื้อมาจากแม่ที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทหนึ่ง ส่วนพ่อก็เป็นหมอของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง แน่นอนว่าเป็นครอบครัววิทย์คณิตมาตั้งแต่ต้นตระกูลเลยก็ว่าได้

 

 

            “ได้ แล้วแต่ควีนเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันแจ้งเพื่อนในคาบโฮมรูมให้”

            “เออ... แล้วนี่แบมจะไปไหนต่อรึป่าว?”

            “อ๋อ! เดี๋ยวมีเรียนพิเศษน่ะ ควีนมีอะไรรึป่าว?” ผมถามเธอกลับไป

            “ป่าวๆ ตอนแรกจะชวนไปกินข้าว พวกดีลก็ไป เลยว่าจะมาชวนนายด้วย”

            “อ๋อ ไว้ครั้งหน้านะ รับรองไม่พลาดแน่นอน”

            “อื้ม:)” เธอยิ้มตอบกลับมา ผมก็ส่งยิ้มกลับไปก่อนจะบอกลาหญิงสาวเพื่อนร่วมห้องตรงหน้า มือขวาของผมถือแฟ้มบัญชีของห้องก่อนจะเดินออกจากตึกเรียน

 

            ให้ตายเถอะ สุดท้ายผมก็ไม่เจอมาร์ครออยู่หน้าห้อง ทั้งๆที่คิดว่าเขาจะต้องยืนรอผมพร้อมหน้าบัตรประชาชนที่เป็นเอกลักษณ์นั่นแท้ๆ แต่พอบอกลาจากควีนและเดินออกมา นอกจากจะเห็นพวกแม็กที่ยืนเต๊าะสาวห้องสองแล้ว ก็ไม่เจอใครอีกเลย

            ผมเดินลงมาจากตึกพร้อมทั้งแฟ้มบัญชีสีดำ และใบหน้าที่เก็บอารมณ์หงุดหงิดแบบสุดๆ แดดร้อนๆในยามเย็นของพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินสาดส่องล้ำมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้ายของตึก

 

 

 

            “อ้าว”

            ผมร้องออกมาเสียงหลงเมื่อเห็นใครบางคนที่ผมกำลังหงุดหงิดเขาอยู่ กำลังยืนเล่นโทรศัพท์อย่างไม่สนใจใคร ร่างสูงที่ใช้หลังของตัวเองพิงกำแพงของตึกเรียนที่ผมเพิ่งก้าวออกมา

 

            “.....” มาร์คหันมามองผมนิ่ง ก่อนจะยัดโทรศัพท์มือถือของตัวเองใส่กระเป๋ากางเกงและเดินนำออกไปจากตรงนั้น ผมมองตามอีกคนที่เดินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง

 

            “อะไรของเขาว่ะ.... มาร์ค!! รอด้วยเด้!!” ผมรีบวิ่งไปตีคู่ขนานกับอีกคนทันที มาร์คไม่ได้สนใจผมเหมือนเดิม เขาเอาแต่มองไปยังถนนตรงหน้า มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างไม่สนใจอะไร เป้สีดำสะพายไว้บนไหล่ข้างเดียว เหมือนกับผมตอนนี้ไม่มีผิด...

 

            “.....”

            “มาร์ค เป็นอะไร... ตั้งแต่ในห้องแล้วนะ” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจริงจังกว่าเดิม เพื่อบอกให้อีกคนรู้ว่าผมเริ่มไม่เล่นด้วยแล้ว

 

            “จะห้าโมงแล้ว รีบไปเรียนเถอะ” มาร์คก้าวนำหน้าผมไปอีกครั้ง เสียงนิ่งๆของเขาที่เอ่ยออกมา พร้อมกับคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบของคำถามที่ผมถามมันทำให้ผมหงุดหงิดมากกว่าเดิม

 

            “มาร์ค!!” ผมกระชากแขนอีกคนให้หันมาสนใจผม ตอนนี้บอกเลยว่าผมเริ่มหงุดหงิดเข้าแล้วจริงๆ อะไรว่ะ เป็นอะไรทำไมไม่พูดไม่บอก เงียบใส่แบบนี้แล้วผมจะไปตรัสรู้ไหมอะ

 

            “.....”

 

            “เป็นอะไรก็บอกดิ! ไม่ใช่เอาแต่เงียบ! นี่คนนะเว้ย ไม่ใช่พระพุทธเจ้าถึงจะตรัสรู้ไปซะทุกเรื่องอะ!

 

            “แบม...”

 

            “ไม่อยากคุยใช่ปะ กลัวฉันไปเรียนสายถูกมะ! เออ! ได้! เย็นนี้ไม่ต้องมาให้เห็นหน้านะ! ไม่คุยก็ไม่ต้องคุย! ไม่สอนแล้วเว้ย! ไปอ่านหนังสือเอาเองแล้วกัน!

 

 

          ไม่ยุ่งด้วยแล้ว! ไม่บ้า!

 

 

 

 

 

 

 



;;

 

 

            “เป็นไรว่ะ ทำหน้าอย่างกับปลาบึก”

            ผมเงยหน้ามองยูคยอมที่เพิ่งมาถึง กระเป๋าเป้ที่มีโลโก้อดิดาสอยู่ตรงกลางถูกวางบนโต๊ะเสียงดังโดยคนที่เพิ่งมาใหม่ ผมมองหน้ามันที่กำลังดูดน้ำอัดลมนิ่งก่อนจะพ้นลมหายใจออกมา

            “....”

            “อ่าว มองหน้ากูแล้วถอนหายใจหมายความว่าไงวะ”

            “ป่าว..”

            “เออ กูเห็นมาร์คนั่งรอมึงอยู่ข้างหน้าอะ พอเข้าไปทักมันก็แค่มองหน้าแล้วก็หวัดดี แล้วแม่งก็ไม่สนใจกูอีกเลย เป็นไรกันวะ ทะเลาะกันหรอ?” ผมสบตากับยูคยอมที่มันสงสายตามาอย่างสงสัย ผมถอนหายใจออกมาอีกรอบก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

 

 

            “อย่าเรียกว่าทะเลาะกันเลยว่ะ มาร์คแม่งทำกูหงุดหงิด กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยอยู่ๆมันก็ไม่พูดด้วย”

            “เอ้า! แล้วมึงทำอะไรมันอะ”

            “กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง! กูแค่ไม่ให้มันไปห้องสภาแค่นั้น”

            “มันเลยงอน?”

            “งอน? หน้าอย่างมันอะนะงอนกู?”

            “ก็ไม่แปลกป่าววะ คนเราก็ต้องมีงอนกันเป็นเรื่องปกติ แล้วอีกอย่างมึงบอกว่ามึงเป็นคนทำหน้าที่ดูแลมัน มึงเคยแนะนำเพื่อนใหม่ให้มันยังอะ”

            “ก็มีไอ้ดีล”

            “แล้วมึงเคยเห็นมันคุยกับดีลมะ?” ไอ้ยูคมองหน้าผมอย่างเอาจริงเอาจัง พอมานั่งๆคิดดูแล้ว ตั้งแต่ร้านไอติมนั่นก็เป็นครั้งแรกที่มันคุยกับดีล และหลังจากนั้นก็...

 

 

            “ก็ไม่นะ ไม่เคยเห็น”

            “นั่นไง เพราะงั้นมันเลยมีแค่มึงไง พอมึงไม่อยู่มันก็เหงา พอมันเหงามันเลยงอนมึงอะที่มึงทิ้งมันไว้คนเดียว”

            “จริงหรอวะ... แต่แบบนั้นมันไม่เด็กน้อยไม่หน่อยหรอ งอนกูเพราะกูทิ้งมันให้อยู่คนเดียวเนี่ย”

            “มันคนต่างชาติ มึงอาจจะไม่เข้าใจฟิลนะแบม แต่กูเข้าใจ มันเหงาจริงๆนะเว้ย”

            "....."

            “มันมีแค่มึงนะ”

 

 

            ผมนั่งเงียบไป จมอยู่กับความคิดของตัวเองกับสิ่งที่ยูคยอมพูด มาร์คงอนผมที่ทิ้งเขาไว้ในห้องคนเดียวจริงๆหรอ แต่จะว่าไปตั้งแต่ได้เจอกัน ผมกับเขาก็ไม่เคยแยกกันเลยนิ นอกจากกลับบ้านแล้ว เวลาที่เหลือเราก็อยู่ด้วยกันตลอด

           

 

            กินข้าวด้วยกัน

            เรียนด้วยกัน

            กลับบ้านพร้อมกัน

            และเดินอยู่ข้างๆกัน

            มาตลอด...

 

           


             ไม่รู้หรอกว่าตัวเองโดนงอนเรื่องอะไร... แต่จะยอมง้อก็ได้..

           ให้ตายเถอะ แล้วจะง้อยังไงดีว่ะเนี่ย

 

 

            คลาสเรียนของวันนี้จบแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มนิดๆ ผมเก็บสมุดเล็กเชอร์ลงกระเป๋านักเรียนก่อนจะสะพายมันบนไหล่ทั้งสองข้าง

 

            “อย่าลืมง้อมันนะเว้ย” ยูคยอมตบที่ไหล่ผมเบาๆ ผมพยักหน้าตอบกลับมันไป

            “เออหน่า”

            “ไปละนะ ต้องไปทำงานที่โรงเรียนต่อ” มันโบกมือลาผมก่อนจะรีบออกจากห้องไป เอาจริงโรงเรียนมันนี่โคตรเป็นการเป็นงานเลย ดึกขนาดนี้ยังต้องกลับไปจัดงานกีฬาสีที่เมื่อวันก่อนมันโทรมาชักแม่น้ำทั้งห้าชวนผมอีก

            และวันนี้ผมก็ได้บัตรเข้างานโรงเรียนมันมาอยู่ในมือของผมเรียบร้อย ในใบงานกำหนดวันจัดงานออกมาอย่างชัดเจน และเมื่อเปิดปฏิทินดู ก็ปรากฏว่าอีกสองวันเท่านั้นที่ผมจะได้เข้าไปในโรงเรียนของยูคยอม แต่ ณ จุดๆนี้ ผมยังไม่ได้บอกมาร์คเลยครับ

 

           

            ผมเดินออกมาจากที่เรียนพิเศษอย่างเหนื่อยๆ ยูคบอกว่ามาร์คนั่งรอผมอยู่ด้านหน้า ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังรออยู่รึป่าว แต่เมื่อผมเดินออกมาจนถึงเก้าอี้ที่มาร์คเคยนั่งรอในวันแรกแล้ว ก็พบว่าเก้าอี้นั้นมันว่างเปล่า

 

            ไม่มีใครนั่งรอผมเหมือนอย่างเคย...

 

          กลับไปแล้วสินะ...

 

 

 

         

            ผมตัดสินใจทิ้งตัวลงบนเก้าอี้สีขาวสะอาดที่อยู่ตรงหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดเบอร์ที่ผมเพิ่งใช้มันเป็นครั้งที่สองของวัน

           

 

ตู้ด ตู้ด ตู้ด...

 

            เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังออกมาอย่างเด่นชัด พอๆกับความรู้สึกเหงาที่ผมเพิ่งเคยรู้สึกกับอีกคนเป็นครั้งแรก

 

          ไม่มีการตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

 

 

          สายแรก.... ไม่รับ

 

 

ตู้ด ตู้ด ตู้ด...

 

          ไม่มีการตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

 

 

          สายที่สอง.... ก็ไม่รับ

 

           

            ผมนั่งนิ่งโทรหาอีกคนอยู่ซ้ำๆ และประโยคเดิมๆว่าไม่มีการตอบรับก็ยังคงดังต่อมาเรื่อยๆ สุดท้ายผมก็ตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงข้างตัว มองไปยังทางที่มีผู้คนเดินไปมาปะปรายตรงหน้า

 

          วันนี้ต้องกลับบ้านคนเดียวหรอ...

 

            ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของผมมันเริ่มชินกับการมีเขาอยู่ข้างๆไปซะแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเริ่มไม่ชินกับการที่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้... ทั้งๆที่เราเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ มันไม่ควรเป็นอย่างนี้สิ

 

 

Rrrrr

 

            เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ผมละสายตาจากผู้คนตรงหน้ามาสนใจหน้าจอที่มีแสงออกมาอยู่ข้างตัว ผมรีบกดรับมันทันทีเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามา

 

            “มาร์ค...”

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a x mtuan

เนี่ย ต้องง้อแล้วนะ มาร์คงอน

เม้นกันหน่อย แงงง อยากอ่านนน

 




twitter : iamvatha (ทวิตนิยาย)

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 428 ครั้ง

895 ความคิดเห็น

  1. #836 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 07:16
    เย้ยยยย งอนได้ไง แอบชอบแบมอ่อ
    #836
    0
  2. #730 Bamsoonjung (@sryko1a) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 01:17
    งอนเพราะได้ยินอะไรรึป่าง
    #730
    0
  3. #680 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 13:28
    งอนเรื้องแบมไม่ให้ไปห้องสภาหรือเรื่องที่พี่ฌอนเดินมาส่งแบมกันน้ออออออ
    #680
    0
  4. #652 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 23:41
    มันคงเป็นความรักที่ทำให้ตัวฉันยังยืนอยู่ตรงนี้
    #652
    0
  5. #540 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 16:31
    ง้อเลยนะ มาร์คงอนแล้ววว
    #540
    0
  6. #435 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 15:21
    ง้อกันดีๆนะลูก
    #435
    0
  7. #362 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 20:04

    ง้อนน้องเลย

    #362
    0
  8. #329 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 20:13
    ตัวติดกันจริงๆ อะ มาร์คก็มีแต่แบมอะ แต่แบบติดที่ตรงเงียบเก่งนี่แหละ
    #329
    0
  9. #318 n_npsk (@n_npsk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 10:58
    คุยกันดีๆน้าา ^^
    #318
    0
  10. #98 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 00:47
    น้องแบมง้อๆ
    #98
    0
  11. #19 mmmmmmmmp (@jitlada1930) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 10:08

    เรื่องนี้น่ารักมากกกกแต่ละตอนยาวจุใจมากมาต่อไวๆเน้อออ

    #19
    0
  12. #18 49097 (@49097) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 12:04
    สู้ๆน้าน้องแบม
    #18
    0
  13. #17 BQ princess (@haribell-03) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 23:40

    น้องเริ่มชอบมาร์คแล้วนะเนี่ย แต่มาร์คคือชอบน้องไปละ หึงอะดิ
    #17
    0
  14. #16 Joyler (@Joyler) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 22:29
    มาร์คเห็นตอนคุยกับฌอนแน่ๆ
    #16
    0
  15. #15 Jidaa.xz (@0950646175) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 22:00

    รีบไปง้อมาร์คแบบด่วนๆเลยจ้า~
    #15
    0
  16. #14 28MildVii (@28MildVii) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:29

    งื้มไม่รู้ว่ามาร์คงอนเรื่องเข้าห้องสภา
    หรือแอบเห็นแบมคุยกับพี่ณอนก็ไม่รู้

    แต่ที่รู้ตอนนี้คือชอบนิยายเรื่องนี้~

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ <3
    #14
    0
  17. #13 view2544 (@chalika2544) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 21:10
    ง้อเลย&#8203; แบมอ่าา&#8203; อย่าหัวร้อนหนักสิ
    #13
    0