#ออนอินสตาแกรม - markbam

ตอนที่ 3 : 03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7098
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 489 ครั้ง
    26 พ.ค. 62

03

 

         

 

            สายแล้ว

          สายแล้ว

          สายแล้ว

          สายแล้ว

          ผมสายแล้ว...!!!

 

 

            “มาร์ค!!

            เสียงตะโกนเรียกของผมดังขึ้นทันทีเมื่อตัวเองก้าวลงจากบันไดสะพานลอยขั้นสุดท้าย ผู้ชายที่อยู่ในชุดนักเรียนตัวใหม่ทั้งชุดที่ก่อนหน้านี้ยืนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่หันมามองผมทันที

            เสียงหอบหายใจของผมดังขึ้นเมื่อตัวเองมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อคืนไม่น่าเล่นคอมจนดึกเลย ให้ตายเถอะ

 

            “......”

            “ขอโทษ ตื่นสายไปหน่อยอะ”

            “ไม่เป็นไร” มาร์คตอบกลับมาแบบนั้น

            ผมกระชับกระเป๋าเป้ของตัวเองแน่น เงยหน้ามองคนที่อยู่ในชุดนักเรียนตัวใหม่ เสื้อนักเรียนสีขาวสะอาด กางเกงขาสั้นสีดำสนิทที่ขัดกับสีผิวเนียนๆนั่นมันทำเอาคนตรงหน้านี่โคตรหล่อ... ให้ตายเถอะ!

 

          อิจฉาความหล่อของมันโว้ย!

 

           

            “ไปเลยไหม?” ผมถามมัน มันทำเพียงพยักหน้ากลับมาเท่านั้น ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเจ็ดโมงครึ่งแล้ว ถ้าโอ้เอ้ไปกว่านี้รับรองว่าเข้าแถวไม่ทันแน่ๆ ผมก้าวเท้าเพื่อจะเดินนำมันไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลจากตรงหน้า แต่อยู่ๆกระเป๋าเป้ของผมก็ถูกกระตุกโดยอีกคน

 

            “อะไร?”

            “ไม่ไปแท็กซี่หรอ?” ผมคิ้วขมวดทันทีกับคำถามที่มันถาม

            “ไม่ดิ จะขึ้นรถเมล์ นายเองก็หัดขึ้นรถเมล์ซะบ้าง จะนั่งแท็กซี่ไปเรียนทุกวันเลยรึไง” ผมว่าแบบนั้นก่อนจะดึงข้อมือมันให้เดินตามผมมา

           

            ไม่นานรถเมล์สายที่ผ่านโรงเรียนของผมก็มาจอดอยู่ตรงหน้า ก็นะ... คงต้องขอบคุณบ้านผมรึป่าวที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีรถเมล์ผ่านค่อนข้างเยอะและหลายสาย เลยไม่ต้องรอนานเท่าไหร่ ผมให้มันเดินขึ้นรถเมล์ไปก่อนเพราะกลัวว่ามันจะเดินตามผมไม่ทัน

 

            เอาจริงคือผมไม่ชอบให้ใครเดินตามเท่าไหร่ ผมอยากเป็นคนเดินตามมากกว่า

            จะได้มองเห็นอีกคนอยู่ตลอด

            จะได้รู้ว่าเขายังไม่หายไปไหน...

 

            มาร์คเดินตรงมายังที่นั่งเบาะคู่ มันยืนรอเพื่อที่จะให้ผมที่กำลังเดินตามเข้าไปนั่งริมหน้าต่างก่อน คนดีจังแหะ ผมขอบคุณเบาๆออกมาก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะ และย้ายกระเป๋าเป้ของตัวเองให้มาวางบนตัก

 

            “เดี๋ยวออกให้”

            ผมพยักหน้าตอบมันไป มาร์คหยิบกระเป๋าตังค์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา แค่กระเป๋าตังค์ก็แพงแล้วอะ นี่มอปลายนะเว้ย มึงจะใช้กระเป๋าตังค์ของกุชชี่แบบนี้ก็ได้หรอ

            แต่มากกว่ายี่ห้อกระเป๋าตังค์ที่มันหยิบออกมาแล้ว สิ่งที่ผมอึ้งกว่าคือเงินที่มันหยิบออกมาครับ

 

            “...(O_O)” อห! ถึงจะรวยแค่ไหน แต่มึงจะยื่นแบงค์พันให้กระเป๋ารถเมล์แดงไม่ได้!

            ผมมองมาร์คที่กำลังยื่นเงินของตัวเองไปยังกระเป๋ารถเมล์ตรงหน้า ไอ้บ้านี่! แน่นอนว่าการกระทำแบบนั้นคงไม่พ้นที่จะโดนมองแรงกลับมา พนักงานผู้หญิงมองมาที่ผมสองคนตาขวาง ส่วนมาร์คก็มองเขากลับนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

 

 

          แม่งเอ้ย! เนี่ย ผมบอกแล้วว่ามันอะภาระ!!!

 

 

            “....”

            “มะ..มาร์คเดี๋ยวฉันจ่ายเองดีกว่า” ผมจับมือมาร์คที่กำลังยื่นแบงค์พันลง ก่อนที่จะรีบหยิบกระเป๋าตังค์ราคาถูกของตัวเองออกมา เหรียญที่รวมกันได้สิบสามบาทถูกยื่นให้กับกระเป๋ารถเมล์ตรงหน้า เธอรับไปก่อนจะเดินไปเก็บคนข้างหลังต่อ ผมจัดการเก็บกระเป๋าเงินของตัวเองใส่กระเป๋าเป้ ก่อนที่จะหันไปมองมาร์คที่มองมาที่ผมอย่างไม่เข้าใจ

 

            “ก็บอกว่าจะจ่ายให้” มันพูดเสียงแข็ง

            “แต่นายจะจ่ายแบงค์พันกับเมล์แดงไม่ได้ เขาจะหาตังค์ทอนที่ไหนมาให้นายมาร์ค..” ผมว่ากลับ ให้ตายสิ! คงมีอีกหลายอย่างเลยที่หมอนี่ต้องเรียนรู้

 

            “แต่ฉันไม่มีแบงค์ย่อย” มันตอบกลับมา ผมเลยแบมือขอกระเป๋าตังค์ของอีกคนมาดู รู้แหละว่ามันเสียมารยาท แต่คนเราจะไม่พกแบงค์ย่อยหน่อยเลยหรอ อาจจะมีสักยี่สิบบาทสิ เพราะตังค์ทอนค่าแท็กซี่เมื่อวานก็ทอนแบงค์ย่อยมานะ

 

            มาร์คยื่นกระเป๋าตังค์ราคาแพงของเขามาให้ ผมรีบจัดการเปิดดูช่องใส่แบงค์ในกระเป๋าทันที...

 

            และใช่ครับ

 

            มันไม่โกหก

 

            ไม่มีแบงค์ย่อยเลย...

 

            แต่...

 

 

 

            “มาร์ค!! นายพกเงินมาห้าพันเลยหรอ!!!” เสียงตื่นตกใจของผมดังขึ้นภายในรถเมล์แดงแห่งนี้ เล่นเอาผู้คนที่นั่งอยู่เบาะหน้าถึงกลับหันมามองผมอย่างไม่พอใจจนผมต้องขอโทษ มาร์คใช้มือซ้ายของตัวเองปิดหูข้างเดียวกันเพื่อลดเสียงของผมไม่ให้ไปกระทบกับแก้วหูอันบอบบางของเขาเอง

 

            “ก็พกปกติ” ปกติ?! บ้านมึงพกเงินห้าพันไปเรียนนี่ถือว่าปกติหรอวะ มันคิดว่าอาหารจานเดี่ยวที่โรงเรียนผมมันราคาเท่าไหร่กันพ่อคุณ

            “ไม่! มันไม่ปกติมาร์ค นายพกเงินมาแค่สองสามร้อยก็พอแล้ว วันเดียวใช้อะไรเยอะแยะ”

            “เผื่อฉุกเฉิน”

            “ถ้าฉุกเฉินก็เก็บแบงค์พันไว้ใช้ใบเดียวก็พอแล้ว” ผมจัดการหยิบแบงค์พันหนึ่งใบในกระเป๋ามันมาพับเป็นสี่ท่อน ก่อนจะหาช่องลับของกระเป๋าเงินและยัดมันลงไป

 

            “......” มาร์คมองการกระทำของผมนิ่ง เอาจริงผมไม่รู้ว่าการเก็บเงินแบบนี้คนอื่นเขาเรียกว่าอะไร แต่แม่ผมสอนว่าให้เก็บเงินไว้ในช่องลับเผื่อยามฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้ เช่นวันที่ลืมเอาเงินมา หรืออื่นๆ ส่วนช่องลับที่ว่านั่น ก็คือช่องไหนก็ได้ที่เราไม่ค่อยเปิดมัน

            “นี่! แบบนี้ ทีหลังถ้าวันไหนนายลืมเอาเงินมา หรือมีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน นายก็หยิบแบงค์พันที่ฉันพับไว้ตรงนี้ไปใช้ รู้ไหม” ผมว่า

            “อืม” มาร์คพยักหน้ารับแต่โดยดี เห้อ เข้าใจที่ผมพูดจริงๆใช่ไหมเนี่ย

            “แล้วก็นะ เงินอะไม่ต้องรีบใช้ ถึงนายไม่ได้ใช้ตอนนี้ ยังไงอนาคตนายก็ได้ใช้อยู่ดี เพราะฉะนั้นหัดนั่งรถเมล์ไปเรียนซะบ้าง เผื่อวันไหนฉันไม่ได้ไปโรงเรียนพร้อมนายแบบวันนี้ นายจะได้ไม่ต้องนั่งแท็กซี่”

 

            “....” คิ้วของอีกคนเริ่มขมวดเป็นปมเมื่อผมพูดว่าเราคงไม่ได้ไปเรียนพร้อมกันทุกวัน ผมถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะอธิบายกลับไปถึงเหตุผล

            “ฉันเป็นหัวหน้าห้อง บางทีก็ต้องไปโรงเรียนก่อนเพราะต้องไปคุยกับครูประจำชั้นเวลาเขาเรียกพบ หรือไม่บางทีก็ต้องไปประชุมกับพวกสภานักเรียนบ้าง เพราะงั้นฉันไม่รับปากหรอกนะว่าจะมาเรียนพร้อมนายได้ทุกวัน”

 

            ผมไม่รู้ว่ามาร์คเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดไหม เพราะมันไม่ได้พยักหน้าหรือตอบอะไรผมกลับมาเลย ผมเลยทำได้แค่ถอนหายใจและเลิกสนใจมันไป

            สายลมที่พัดเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่างของรถกระทบเข้ากับผิวหน้าของผมจนรู้สึกเย็น ชีวิตในเมืองกรุงยามเช้าถือเป็นเรื่องปกติที่เรามักจะเจอและประสบปัญหารถติดจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

 

            “มาร์ค ที่เมการถติดไหม?” ผมเริ่มหาเรื่องคุยกับคนที่นั่งไถโทรศัพท์อยู่ข้างๆ มาร์คกดล๊อคหน้าจอมือถือของตัวเองก่อนจะหันมามองผม

            “บางครั้ง.. ถ้าหิมะตก หรือว่าหนาวๆก็จะติด ตอนฝนตกก็ติด”

            “ทำไมต้องอากาศหนาวอะ?”

            “ก็พอหิมะตก ถนนก็ลื่น คนก็ขับรถช้าลง”

            “อ๋อ..” ผมพยักหน้ากลับไป “แล้วนายเบื่อไหมเวลารถติด”

            “ถ้าเมื่อก่อนก็เบื่อ” มาร์คมองหน้าผมนิ่ง ไม่สิ! เขากำลังจ้องมาในดวงตาของผมต่างหาก “แต่ตอนนี้ก็ไม่เบื่อแล้ว...”

 

 

            อะไรกันนะ..

            อะไรกันที่ทำให้ผมเลิกจ้องมองอีกคนไม่ได้

            อะไรกันที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเวลามันหยุดหมุนไป

 

            จะว่าไป...

 

            ดวงตาของมาร์ค... สีสวยจังแหะ

            สวยจนถ้ามองนานกว่านี้

            ผมคงทนไม่ไหวแน่ๆ

 

 

          ไอ้หล่อนี่! น่าหงุดหงิดชะมัด! (- -)

             

           

 

 

            “เป็นอะไร หน้างอเชียว”

            “ป่าวอะ” จะบอกได้ไงว่าอิจฉาหน้าตาของมัน แม่งเอ้ย! คนเราสามารถเกิดมาหล่อได้ขนาดนี้เลยหรอวะ โอ้ย! แล้วนี่ผมจะชมมันทำไมเนี่ย

 

            “ไปหาอะไรกินกันไหม?”

            “ไอ้ที่ชวนนี่คือรู้จักร้านแถวโรงเรียนหมดแล้วหรอ?” ผมหรี่ตามองมัน มาร์คส่ายหัวไปมา แน่ล่ะ ทางกลับบ้านยังจำไม่ได้ รถเมล์ก็ไม่เคยขึ้น นับภาษาอะไรกับร้านข้าวแถวโรงเรียน...

 

            “.....”

            “เห้อ แล้วนายหิวไหมล่ะ ถ้าหิวเดี๋ยวพาไปกินก่อนเข้าเรียนก็ได้ ถ้าไปทันอะนะ” ผมว่าไป

 

            และบทสนทนาของเราก็หยุดอยู่ตรงนั้นเมื่อมาร์คพยักหน้าตอบกลับมา ผมใช้สายตามองไปยังท้องถนนด้านข้างที่มีรถต่างยี่ห้อคละกันไปจอดเรียงยาวอยู่ และเมื่อไฟจราจรแสดงเป็นสีเขียว รถทุกคันก็เริ่มขับเคลื่อนไปตามทางเป้าหมายของตัวเอง

 

            และเป้าหมายของผมในวันนี้

            ก็คือเป้าหมายเดียวกับคนที่นั่งอยู่ข้างผมเช่นเดียวกัน

 

          มีเพื่อนร่วมเดินทางแบบนี้

          ดีจังแหะ :)

 

 

 

 

 

;;

 

 

            สุดท้ายข้าวเช้าที่ใฝ่ฝันไว้ก็จบลง... เพราะเราทั้งคู่มาเหยียบพื้นที่เขตโรงเรียนตอนเจ็ดโมงสี่สิบห้า แถมครูยังโทรมาหาผมบอกให้พามาร์คไปที่ห้องพักครูอีก เพราะวันนี้มาร์คจะต้องแนะนำตัวให้เพื่อนในห้องรู้จัก

 

            หมดกัน...

            ข้าวเช้าแห่งปัญญา

 

 

 

            “แบม เด็กใหม่ผู้หญิงผู้ชายวะ?” เสียงของไอ้ดีลเพื่อนร่วมห้องของผมดังขึ้นเมื่อผมเดินเข้ามาในห้องเรียนหลังจากการเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จสิ้น

 

            “ผู้ชาย” ผมตอบมันพร้อมทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ของตัวเอง ดีลเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนโต๊ะเรียนของผม ผมเงยหน้ามองมันอย่าเบื่อหน่ายเหมือนอย่างทุกวัน

            “จริงปะ? แล้วหล่อปะ? ที่เมื่อวานครูเรียกมึงไปที่ห้องคือเรื่องเพื่อนใหม่นี่ใช่ปะ?” มันว่ายาว ส่วนผมก็พยักหน้าตอบรับมันไปแบบส่งๆ

            เสียงของไอ้ดีลยังคงดังออกมาเรื่อยๆจนผมเริ่มรำคาญ เอาจริงมันหล่อนะไอ้หมอนี่น่ะ เวลาอยู่นิ่งๆนี่สาวกรี๊ดสลบ แต่อย่าให้มันอ้าปากพูดเชียว เพราะมันพูดมากชิบหายเลย พูดมากจนผมรำคาญอะ ถามนั่นถามนี่อยู่นั่นแหละ พอผมไล่มันให้ไปถามคนอื่น มันก็ตอบกลับมาว่า ก็มึงหัวหน้าห้องอะ ใครจะไปรู้ดีเท่าหัวหน้าห้องวะ แม่งเอ้ย! แล้วใครสั่งให้พวกมึงเลือกกูเป็นหัวหน้าห้องกันวะ

 

            “ไปนั่งที่ได้แล้วไอ้ดีล ครูมาแล้ว” ผมว่าไปเมื่อหันไปเห็นครูประจำชั้นเดินผ่านประตูหลังห้อง ดีลมันหันไปมองหน้าห้องเล็กน้อยก่อนจะกระโดดลงจากโต๊ะเรียนของผมและเดินกลับไปนั่งที่ของมัน

 

            “ทุกคนทำความเคารพ!

            “สวัสดีค่ะ/ครับ”

           

            ครูประจำชั้นยกมือรับไหว้นักเรียนของตัวเองเล็กน้อย หน้าห้องเรียนในตอนนี้สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดานักเรียนหญิงได้เป็นอย่างดี เพราะเด็กผู้ชายที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนใหม่วันนี้เป็นวันแรกนั้น หน้าตาไม่ธรรมดาเลยสักนิด ผิวขาวเนียนนั่นไม่รู้ว่าได้มาจากไหน แต่มันขาวจนน่าอิจฉา ไหนจะหน้าตาแบบนั้นที่ไม่ว่าจะไปยืนมุมไหนของห้องก็สามารถมองและรับรู้ได้ว่าคนนี้หล่อมากๆ

 

            “เงียบก่อนเด็กๆ” ครูประจำชั้นตบโต๊ะสองสามทีเพื่อให้เสียงฮือฮาในห้องเงียบลง นักเรียนหลายคนที่เสียงดังเริ่มหันกลับมาสนใจสองคนตรงหน้าห้องอีกครั้ง

 

            “.....”

            “วันนี้มีนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามานะ เรามาทำความรู้จักกันแบบสั้นๆสักหน่อยนะคะ” ครูพูดแบบนั้นก่อนที่หันไปบอกมาร์คที่ยืนอยู่ว่าให้แนะนำตัว

           

            “สวัสดีครับ ผมมาร์ค” สั้นจริงวะ

            ผมถึงกับแอบหลุดขำออกมาเบาๆ ไม่รู้ว่าหมอนี่มันใส่ซื่อหรือมันกวนตีนกันแน่ ตั้งแต่จ่ายแบงค์พันกับเมล์แดงละ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

            “สั้นจัง” เพื่อนผู้หญิงในห้องเอ่ย

            “เอางี้ดีกว่า งั้นครูให้เพื่อนๆในห้องถามคำถามกับมาร์คแล้วกันนะคะ ถือว่าคาบโฮมรูมวันนี้ก็เป็นการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ไปเลย” ครูพูดแบบนั้น นักเรียนหลายคนก็บอกว่าดีๆ เพราะจะได้รู้จักกับคนหน้าตาระดับนายแบบที่นานๆจะหลงเข้ามาในห้องเรียนสักที

 

            ผมท้าวคางกับโต๊ะเรียน มองหน้ามาร์คที่ไม่ได้สบตากับใครเป็นพิเศษ ตอนนี้ครูปะจำชั้นเดินนั่งยังโต๊ะที่ว่างอยู่หลังห้องแทน

 

           

            “ย้ายมาจากที่ไหนหรอ?” คำถามแรกถูกส่งไปยังคนหน้าห้องโดยควีน เหรัญญิกของห้อง

            “เมกา” คำตอบเพียงสั้นๆที่ตอบกลับมา ทำเอาเสียงฮือฮาของคนทั้งห้องให้กลับมาอีกครั้ง

            “นายเป็นลูกครึ่งหรอ?”

            “ป่าว เป็นคนไต้หวัน เกิดที่เมกา”

            “อ๋อ...” สมาชิกภายในห้องต่างพากันร้องออกมาอย่างเข้าใจ ผมได้ยินเสียงพูดคุยกันของนักเรียนหญิงบางคนว่า หมอนี่เพอร์เฟค คนบ้าอะไรหล่อได้ขนาดนี้ และคิดว่าต้องรวยด้วยแน่ๆ เพราะดูจากผิวพรรณของหมอนี่แค่เห็นก็รู้แล้วว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี

 

            “แล้วนายทำไมถึงย้ายมาอะ”

            “....”

 

 

          เงียบ..

 

 

            มาร์คเงียบนิ่งไม่ตอบอะไรกลับมา ผมมองหน้ามันอย่างงงๆ เพื่อนในห้องเองก็งงไม่ต่างจากผมหรอก จะว่าไปมันก็ไม่เคยบอกเลยนิว่าทำไมถึงย้ายมา ส่วนผมเองก็ไม่เคยถามมันด้วยเหมือนกัน

            สีหน้าของมาร์คในตอนนี้ทำเอาผมอดห่วงไม่ได้ ความรู้สึกที่มันแสดงออกมา เหมือนมันกำลังอึดอัดกับคำถามที่ได้รับ

 

 

            “อะ...เออ นายเคยศัลยกรรมมาปะ?” นั่นแหละ อยากช่วยไง อยากข้ามคำถามให้มันไง แล้วดูคำถามที่ผมถามมันดิ! อห! รู้เลยว่าผมอิจฉาความหล่อของมันอะ

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ไอ้เชี่ยแบมถามไรเนี่ย!!” เสียงหัวเราะของไอ้ดีลดังมาจากทางด้านหลัง ผมเห็นเพื่อนหลายคนหัวเราะกับคำถามที่ผมถาม ผมหันไปมองค้อนไอ้ดีลที่ขำจนจะกลิ้งตกเก้าอี้ ไอ้นี่แม่งทำตัวเว่อร์ตลอด

            ผมเลิกสนใจมันแล้วหันมารอคำตอบจากคนตรงหน้าแทน ผมเห็นมาร์คแอบยกยิ้มให้กับคำถามของผม มันส่งยิ้มบางๆมาให้กับผมที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง

 

            ให้ตายเถอะ...

 

            ไม่ไหว...

 

 

            “ไม่เคยหรอก” มันตอบกลับมา

            “หล่อขนาดนี้ยังต้องทำอะไรอีกอะ ถ้าจะทำคงต้องทำให้ขี้เหร่กว่าเดิมแล้วแหละ เพราะตอนนี้ออร่าความหล่อแรงมากจนมากเกินไปเลยอะพ่อ!” เสียงสองของเจ๊ทิวลิปดังขึ้น เล่นเอานักเรียนในห้องถึงกับโห่ให้กับความจีบปากจีบคอของนาง ส่วนผมเองก็นั่งขำออกมาเบาๆ

            เอาจริงห้องผมสนิทกันมากเลยนะ สนิทกันแทบจะทั้งห้อง พิสูจน์ได้จากเวลาจับกลุ่มงาน พวกเราแทบไม่มีกลุ่มงานกันที่ทำประจำเลย เพราะเราทั้งห้องจะชอบให้ครูประจำวิชาจับฉลากเลือกให้เลย เพราะมันง่ายดี และเพื่อนๆในห้องก็บอกว่าลุ้นดีว่าจะได้อยู่กับใคร ส่วนเรื่องขี้เกียจหรือไม่ทันงาน เพื่อนในห้องผมก็มีแหละ แต่มันก็ไม่ได้ขี้เกียจขนาดที่ว่าไม่ช่วยงานของกลุ่มหรือห้องเลย มันมาช่วยนะ แต่มาช่วยช้ากว่าคนทั่วไปเขานิดหนึ่ง

 

            “แล้วอยู่ไหนอะตอนนี้” ผมหันไปมองเพื่อนชายอีกคนที่ถามขึ้นมาก่อนจะหันไปมองมาร์คที่กำลังสบตากับคนถาม

            “คอนโด”

            “รวยแน่ๆ นายรวยปะ?” เสียงของไอ้แม็กที่นั่งอยู่ข้างหลังผมดังขึ้น

            “....อืม”

            เชี่ย! บอกแล้วว่ามันกวนตีน มาร์คพยักหน้ารับพร้อมกับตอบกลับแม็กไปนิ่งๆเพื่อยืนยันคำตอบ

 

            ยืนยันความรวยของมันอะ!

 

            “ฮ่าฮ่าฮ่า นี่ใสซื่อหรือกวนตีนวะ ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะของแม็กดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะของคนทั้งห้อง เล่นเอาผมที่ตอนแรกนั่งกุมขมับกับคำตอบของมาร์คถึงกลับหลุดขำออกมาด้วย

            ห้องเราไม่ซีเรียสเรื่องคนรวยคนจนหรอก แม้จะเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ก็เป็นแค่โรงเรียนเอกชนธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากนัก ส่วนเรื่องฐานะของเพื่อนแต่ละคนก็ไม่ค่อยมีใครสนใจกัน เพราะถึงแม้พวกมันจะรวย แต่ก็ชอบทำตัวจนวิ่งขอให้เพื่อนคนนั้นคนนี้เลี้ยงขนมพวกมันอยู่ดี

 

            “มีใครจะถามอะไรอีกไหมคะ จะหมดโฮมรูมแล้ว” ครูประจำชั้นพูดขึ้นเมื่อเธอนั่งฟังบทสนทนาอย่างเงียบๆมาสักพัก

            “ขอคำถามสุดท้ายครับครู” ไอ้ดีลที่นั่งอยู่กลางห้องยกมือขึ้น ครูประจำชั้นเธอพยักหน้าเป็นการอนุญาตเบาๆ ดีลหันไปมองมาร์คที่ยืนรอคำถามอยู่ มันยกยิ้มมุมปากก่อนจะถามที่เชื่อว่าทุกคนก็อยากรู้

 

            ผมเองก็เช่นกัน

 

 

          “มีแฟนยังวะ?”

 

          อยู่ๆทั้งห้องก็เงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย นักเรียนทั้งห้องจับตามองไปที่คนๆเดียวอย่างมาร์คที่ยืนอยู่หน้าห้อง จะว่าลุ้นก็ลุ้นนะ ลุ้นกับคำตอบที่มันจะตอบกลับมา

 

 

            ผมสังเกตเห็นทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่มัน...

            แต่มัน...

 

            กลับมองมาที่ผม..

 

            และพูด...

 

 

 

          “ยัง... ยังไม่มี”

 

 

          อา... วันนี้หวยออกอะไรนะ? ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกหวยยังไงไม่รู้...

            ถูกหวย ทั้งๆที่ไม่ได้ซื้อหวย

           

 

            “อะ จบแล้วนะคะโฮมรูมวันนี้ คุณกันต์พิมุกต์ครูฝากดูแลเพื่อนใหม่ด้วยนะคะ”

            “ครับ”

            “ถ้างั้นเตรียมเรียนคาบแรกได้แล้วค่ะ” เมื่อเธอพูดจบก็เดินออกไปจากห้องพร้อมกับอุปกรณ์การสอนที่แบกเข้ามาในห้อง

            มาร์คเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะเรียนที่ว่างข้างผม เอาจริงตอนแรกมันไม่ว่างหรอก ปกติผมนั่งคนเดียว แต่ก็ต้องย้ายโต๊ะมาให้อีกคนเพราะหน้าที่ที่ได้รับหมอบหมาย

 

            “เป็นไง ตื่นเต้นไหม” ผมท้าวคางมองคนที่เพิ่งนั่งลงกับที่ มาร์คเริ่มหยิบอุปกรณ์เครื่องเขียนและสมุดออกมาเพื่อเตรียมเรียนคาบแรกของวัน

            “นิดหน่อย”

            “หิวไหม มาสายเลยอดกินข้าวเช้าเลย ไว้ตอนเที่ยงจะพาไปกินร้านโปรด :)” อยู่ๆมาร์คก็หันไปหยิบกระเป๋านักเรียนที่เพิ่งวางลงไปขึ้นมา ก่อนจะทำเหมือนควานหาอะไรสักอย่างในหระเป๋าออกมา

 

            มันคือ

          แซนวิช...

 

            “ตอนรอนายเข้าแถว ฉันขอครูลงไปซื้อมา” มาร์คเอ่ย ผมมองแซนวิชในมือของอีกคนที่ถูกยื่นมาให้กับผมสองอัน ผมยกยิ้มบางๆออกมาอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายิ้มทำไม มาร์คทำท่ายื่นมาให้ผมอีกครั้งเหมือนกำลังบอกว่าให้ผมหยิบมันไป

 

            “ขอบคุณนะ” ผมหยิบแซนวิชมาอันหนึ่ง มาร์คยิ้มออกมาจางๆจนถ้าไม่สังเกตก็ยังมองไม่เห็น

 

          แต่รอยยิ้มจางๆของเขา มันกำลังเริ่มเด่นชัดเข้ามาในใจผม...

 

           

            อินสตาแกรมถูกเปิดขึ้นมาระหว่างเรียนคาบแรก ในมือของผมมีแซนวิชไส้ทูน่าที่ผมเพิ่งรู้เมื่อกัดเข้าไปหนึ่งคำ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้ผมกำลังแอบกินขนมในห้องเรียน และการกินของผมมันจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่มีมาร์คที่กำลังนั่งท้าวคางกับโต๊ะเพื่อบังผมที่กำลังกินอยู่

            ผมไม่รู้หรอกว่ามาร์คทำเพื่อบังผมจริงรึป่าว เพราะผมไม่ได้บอกให้เขาทำ ผมบอกแค่ว่าผมหิว และผมก็หยิบแซนวิชที่เขาขึ้นมากินเลย

 

แชะ!

 

            ภาพถ่ายบนหน้าจอของผมปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกของวันเมื่อผมกดถ่าย ภาพแซนวิชไส้ทูน่าที่โดนกัดไปแล้วคำหนึ่งถูกผมเลือกเป็นรูปที่จะโพสลงอินสตาแกรม ผมจัดการแต่งภาพเหมือนอย่างเคยกับฟิลเตอร์ที่ผมชอบ ก่อนจะกดโพสลงบนโลกโซเชียล พร้อมแคปชั่นที่ว่า...

 

 

          แซนวิชไส้ทูน่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 ;;

            “ไปได้จริงๆหรอวะ”

            [ เออ! มาได้ กูบอกมาได้ก็คือได้ดิ่ ] เสียงของปลายสายดังขึ้นตอบกลับมา ตอนนี้ผมกำลังคุยกับยูคยอมที่โทรมาหาในตอนพักเที่ยง เพราะมันกำลังชวนผมไปงานกีฬาสีโรงเรียนมัน และแน่นอนว่าตอนนี้เรากำลังเถียงกันอยู่เพราะจริงๆกีฬาสีโรงเรียนมันต้องเป็นนักเรียนในโรงเรียนเข้าร่วมไม่ใช่หรอวะ คนนอกอย่างผมมันเข้าได้หรอ

             

            “แต่กูคนนอก”

            [ โรงเรียนเพิ่งออกกฎใหม่ว่าคนนอกก็เข้ามาดูได้ เขากะจะให้กลายเป็นงานเทศกาลของโรงเรียนไปเลย แนวๆพวกงานแฟร์งี้ มึงเชื่อกูดิว่าเข้าได้ กูเป็นสภานักเรียนนะเว้ย ]

            ผมนั่งกุมขมับกับคำพูดของมัน ไอ้อยากไปมันก็อยากหรอกนะ แต่ไม่กล้าอะดิ่ ผมหันไปมองหน้ามาร์คที่กำลังเล่นมือถือฆ่าเวลาเพื่อรอผมคุยโทรศัพท์ให้เสร็จก่อนจะเดินไปซื้อข้าวเที่ยง

 

            “แล้วมีเมื่อไหร่อ่ะ” สุดท้ายก็ยอมไปจนได้

            [ เยส! สรุปมึงจะไปใช่ปะ? ]

            “อืม แต่ดูวันที่ก่อน” ผมตอบกลับ เอาจริงก็อยากพามาร์คไปลองเปิดหูเปิดตาดูอะไรใหม่ๆด้วยแหละ ไม่รู้ว่าที่เมกามันมีงานกีฬาสีเหมือนของไทยรึป่าว แต่ก็อยากให้มันได้ลองอาหารแบบสตรีทฟู้ดของโรงเรียนนานาชาติในไทยดูบ้าง ลองอะไรใหม่ๆซะบ้างก็น่าจะดี

 

            ดีทั้งกับมัน

            และตัวผม... ที่ไม่เคยไปโรงเรียนไอ้ยูค

 

            [ เดี๋ยววันเวลากูบอกอีกที บอกก่อนว่าเสียค่าเข้าด้วยนะ พามาร์คมาด้วย แค่นี้แหละกูต้องไปละมีประชุมสภาต่อ ]

 

ติ๊ด!

 

 

            แล้วแม่งก็ตัดสายไปเลย... อห! ที่มันโทรมาขอร้องอ้อนวอนให้ผมไปเพราะมันจะหารายได้เข้าโรงเรียนมันใช่ไหมวะเนี่ย! ให้ตายเถอะ แล้วค่าบัตรมันเท่าไหร่วะ?

            แต่ก็คงไม่แพงหรอกมั้ง ยังไงก็เป็นแค่งานโรงเรียน...

 

            งานโรงเรียนนานาชาติ...

 

           

            “มาร์ค ไปกินข้าวกัน” ผมเงยหน้ามองมาร์คที่ตอนนี้มันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงของมันเรียบร้อยแล้ว

            “อืม” ผมลุกขึ้นจากโต๊ะประจำในโรงอาหารที่เมื่อก่อนผมจะนั่งอยู่คนเดียว ไม่ใช่ไม่มีเพื่อนนะ เพื่อนน่ะมี แต่ก็นั่นแหละ ชอบอยู่คนเดียวมากกว่า นั่งทำงานชิวๆ อ่านหนังสือไปพลางๆ

 

            ถึงเมื่อก่อนผมจะชอบอยู่คนเดียว

 

            แต่ดูเหมือนตอนนี้ตอนนี้

 

            มันจะไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว...

 

 

            ผมเดินแนะนำร้านอาหารในโรงอาหารที่มีพอประมาณให้กับอีกคนได้รู้จักทีละร้าน ร้านอาหารบางประเภทมาร์คก็บอกว่ายังไม่เคยกิน อย่างพวกร้านข้าวแกงที่มาร์คบอกว่ามาร์คอย่างเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ผมเองก็จัดการทำตัวเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำนั่นนี่ให้ ผมแนะนำมันทุกร้านนั่นแหละ จนกระทั่งมาถึงร้านสุดท้าย ซึ่งเป็นร้านขนมจีนของลุงจ่าย

            เนี่ย สนิทกับลุงตั้งแต่อยู่มอหนึ่ง จนตอนนี้ผมขึ้นมอห้าละ ก็ยังสนิทกันเหมือนเดิม มีบางครั้งที่ลุงให้ผมกินฟรีด้วยแหละ แต่มักจะได้กินฟรีก็ตอนที่ลุงกำลังจะปิดร้านในตอนเย็นนู้น

 

            “สวัสดีครับลุง วันนี้เอาเหมือนเดิมนะ:)” ผมเอ่ยทักทายลุงจ่ายที่อยู่ในเสื้อขาว ผ้ากันเปื้อนสีดำพร้อมอาวุธประจำกายอย่างทัพพีตักแกง..

            “ไงเรา วันนี้มาสายนะ”

            “คุยโทรศัพท์อยู่อะครับ แต่ถึงจะมาช้าแต่ก็มานะลุง” ผมส่งยิ้มหวานๆให้กับแก ลุงแกยิ้มตอบกลับมาให้ก่อนที่จะหยิบจานขนมจีนจากหลานสาวที่ช่วยงานอยู่ข้างหลังมา และจัดการตักขนมจีนแกงเขียวหวานราดลงไป

 

            “นายกินไร?” ผมหันไปถามมาร์คที่ยืนส่องอาหารภายในร้านอย่างเงียบๆ มาร์คหันมามองผมก่อนจะส่ายหน้าไปมา

            “ไม่รู้...”

            “งั้นกินเหมือนฉันแล้วกัน นายกินเผ็ดได้งั้นคงไม่ต้องห่วงอะไร” ผมว่าอย่างนั้นก่อนจะหันไปบอกลุงจ่ายว่าขอสองจาน

 

            ไม่นานขนมจีนแกงเขียวหวานสองทีก็ได้ ผมรับจานแรกมาก่อนจะส่งให้กับมาร์ค แล้วค่อยรับจานต่อไปเป็นของตัวเอง

           

            “ลุงคนเมื่อกี้ชื่อลุงจ่าย ใจดีที่สุดในบรรดาร้านทุกร้านแล้ว ถ้านายเป็นมิตรกับคนอื่นมากพอเวลาเหงาๆก็ไปคุยกับลุงเขาก็ได้นะ ลุงเขาชอบคุย... แต่ต้องไม่ใช่ชวนคุยในตอนพักเที่ยงแบบนี้อะนะ” ผมบอกกับคนที่เดินถือจานขนมจีนข้างๆ

            เราทั้งคู่เดินมาจนถึงที่นั่งที่เราจองไว้ทีแรก ผมทิ้งตัวนั่งลงตรงที่นั่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาวางข้างตัว

 

            “เดี๋ยวไปซื้อน้ำให้”

            “รู้จักร้านน้ำหรอ?”

            “อืม”

            “งั้นขอน้ำแดงนะ” ผมว่าไป มาร์คพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปจากโต๊ะ ผมหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเล่นพลางๆระหว่างรออีกคนกลับมา มือบางของตัวเองกดปุ่มโฮมบนหน้าจอก่อนจะพบการแจ้งเตือนแสดงความคิดเห็นบนอินสตาแกรม

 

           mtuan : อร่อยไหมครับ? วันนี้ผมก็ซื้อเหมือนกัน :)

 

          รอยยิ้มของผมปรากฏขึ้นอีกครั้งของวัน แต่ครั้งนี้มันเป็นรอยยิ้มที่ผสมความเขินอาย คุณ mtuan แสดงความคิดเห็นใต้รูปภาพแซนวิชไส้ทูน่าของผม หึ! วันนี้เขาก็ซื้อ แปลว่าเขาก็กินเหมือนกันสินะ...

 

 

          bambam1a : บังเอิญจังครับ :-)

 

 

            เป็นความบังเอิญที่โคตรเขิน (-///-)

 

 

 

 

            “ยิ้มอะไรขนาดนั้นครับน้องแบม แก้มแตกแล้ว” ผมรีบหุบยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองคนที่มายืนท้าวโต๊ะกินข้าวของผมในตอนนี้ รอยยิ้มของรุ่นพี่ที่ได้ตำแหน่งประธานนักเรียนของโรงเรียนรุ่นนี้แสดงออกมาให้ผมเห็นเป็นครั้งแรกของวัน

            “พี่ฌอนมีอะไรหรอครับ”

            “ไม่มีอะไรครับ แค่อยากมาหา”

            “อ๋อ... หรอครับ”

            ผมก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเหมือนเดิม ให้ตายสิ เบื่อรุ่นพี่คนนี้ชะมัด เอาจริงผมไม่เคยซีเรียสเรื่องการเป็นหัวหน้าห้องเลยนะ เป็นมันตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงมอห้าเนี่ยแหละ เพราะเอาจริงการเป็นหัวหน้าห้องก็มีสิ่งที่ผมชอบอยู่ อย่างเช่นได้รู้แผนกิจกรรมก่อนเพื่อนคนอื่น ได้จัดกิจกรรมที่โรงเรียน ได้เจอหรือรู้จักเพื่อนใหม่ๆต่างห้อง แต่ทุกวันนี้พอได้มาเจอกับพี่ฌอน ประธานนักเรียนรุ่นปัจจุบันที่เพิ่งรับตำแหน่งปีนี้เข้าไป...

 

            อยากลาออก...

 

            บอกเลย

 

 

            “คิดถึงนะครับ:) ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองอีกคนทันที พี่มันกล้าพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบนั้นได้ไงอะ แม่เจ้า รุกแรงมาก

            “....”

            “แล้วนี่น้องแบมกินข้าวกันใครอ่ะ ทำไมมีข้าวตั้งสองจาน” พี่ฌอนชี้มาที่จานขนมจีนของผมกับมาร์ค ผมมองตามมือพี่เขาก่อนจะเงยหน้าตอบกลับไป

            “ขนมจีนครับ ไม่ใช่ข้าว” ผมมองหน้าพี่ฌอนนิ่ง พี่เขาก็มองหน้าผมเหมือนกำลังอ้ำอึ้งกับคำตอบที่ได้รับ ผมก้มหน้าลงเล่นโทรศัพท์อย่างเดิม แต่มุมปากของตัวเองก็ยกยิ้มอย่างพอใจ

 

           

 

พรึบ!

 

            “น้ำแดง” ผมเงยหน้ามองมาร์คที่เพิ่งทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม ผมเห็นพี่ฌอนมองคนมาใหม่อย่างไม่พอใจ ส่วนมาร์คเองก็ทำตัวเหมือนเดิมแบบฉบับผู้ชายหน้าบัตรประชาชนนั่นแหละ

            “ขอบคุณนะ:)” ผมยกยิ้มกว้างให้กับอีกคนก่อนจะหยิบแก้วพลาสติกที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและน้ำแดงแฮลบลูบอยขึ้นดื่ม

 

            “น้องแบม นี่ใครหรอครับ?”

            “อ๋อ เพื่อนผมอะพี่ เพิ่งย้ายมาจากเมกา...” ผมตอบไปอย่างยิ้มๆ ส่วนมาร์คเองก็ไม่ได้สนใจบุคคลที่สามมากนัก มันทำแค่ก้มหน้าก้มตาเขี่ยมะเขือกับใบกระเพราออกข้างชาม

 

            “เพื่อนหรอ? ทำไมพี่ไม่เคยเห็นเลย”

            “ก็เพื่อนผมไงครับ” ผมตอบไป “ไม่ใช่เพื่อนพี่”

            คนแบบพี่แกต้องเจอแบบนี้แหละ คนบ้าอะไรตื้ออยู่ได้ ตามแทบทุกวัน ไม่รู้ว่าที่ได้เป็นประธานนักเรียนนี่เพราะหน้าตาที่มีดีมาตั้งแต่เกิดรึป่าว เห้อ

 

            “อ่า... นั่นสินะ ฮ่าฮ่าฮ่า แล้วไม่คิดจะแนะนำเพื่อนแบมให้พี่รู้จักหน่อยหรอ” พี่ฌอนถาม ผมหันไปมองหน้ามาร์คที่เอาแต่สนใจขนมจีนมากกว่าคนที่พูดพล่ามอยู่ตรงนี้ซะอีก

            “เพื่อนผมคงยังไม่อยากรู้จักใครมั้งครับ” ผมตอบไปพร้อมเงยหน้าขึ้นไปมองพี่ฌอนที่หน้าเสียไม่รู้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่มายืนคุยกับผม เห็นแล้วก็สงสารนะ แต่ผมไม่ชอบคนตามตื้อ “พี่ไปทำงานของพี่เถอะครับ ผมอยากกินข้าวกับเพื่อน”

 

            ผมว่าแบบนั้น สุดท้ายพี่แกก็ยอมถอยทัพ แถมก่อนถอยยังมีการมาบอกอีกว่าจะหาเวลาว่างมาหาใหม่ ให้ตายเถอะ พี่เขาไม่มีงานไม่มีการทำรึไงวะ ผมส่ายหัวไปมาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อพี่ฌอนเดินจากไปจากโต๊ะ มาร์คยังคงนิ่งเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคงเป็นขอบจานขนมจีนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยมะเขือและใบกระเพรา

 

            “มานี่ กินให้” ผมจัดการตักมะเขือที่อยู่รอบชามของอีกคนเข้าปากของตัวเองก่อนจะเคี้ยวมันอย่างเอร็ดอร่อย มาร์คเงยหน้ามองผมนิ่งก่อนจะก้มหน้าจัดการกับเส้นขนมจีนในชามของตัวเอง

            “.....”

            “อร่อยไหม กินได้รึป่าว” ผมถามไป เอาจริงก็แอบห่วงๆนะ เพราะไม่รู้ว่าอีกคนเคยกินรึป่าว เลยไม่รู้ว่ามันจะถูกใจมาร์ครึป่าว

            “อร่อย”

            “อ่า... ดีจัง:)” ผมยิ้มกลับ

 

            “คนเมื่อกี้ใครอ่ะ”

            “สนใจด้วย? นึกว่าจะไม่สนใจอะไรนอกจากขนมจีนซะอีก” ผมแกล้งถามอีกคนกลับไป มาร์คก็ทำเป็นมองตาขวางก่อนจะพูดอู้อี้กับตัวเอง

            “ก็ไม่”

            “ไม่อะไร แล้วลนอะไรเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมขำออกมาเบาๆกับท่าทางแบบนั้นของมาร์ค

            ดูเหมือนว่ายิ่งเราอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ ทุกนาทีที่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว เวลาที่ผ่านไปในแต่ละชั่วโมง เราเริ่มได้เห็นนิสัยของกันและกันมากขึ้น ได้รู้จักตัวตนของกันและกัน และเราเริ่มที่จะเรียนรู้กันและกัน ต่างคนต่างเริ่มทำความรู้จัก

 

          และเราทั้งคู่ต่างกำลังทำความรู้จักกัน

          ในฐานะเพื่อนใหม่ ที่ไม่ใช่คนสัญชาติเดียวกัน...

 

 

 

            “คนเมื่อกี้ชื่อพี่ฌอน ชื่อจริงอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ เอาจริงๆก็คือไม่ได้สนใจมากกว่า เขาเป็นประธานนักเรียน ซึ่งฉันก็ได้ทำงานร่วมกับเขาบ่อยๆเวลาต้องทำกิจกรรม หรือว่ามีประชุมหัวหน้าห้อง” ผมว่าไปพลางให้ส้อมในมือหมุนเส้นขนมจีนให้อยู่ในช้อนไปด้วย ก่อนที่จะยกช้อนที่มีเส้นขนมจีนเข้าปากก่อนจะเคี้ยวมันอย่างเอร็ดอร่อย

 

            “เขามาจีบหรอ?” มาร์คมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบ อะไรกัน นี่ผมกำลังโดนเพื่อใหม่สอบสวนอยู่หรอ

            “ก็ใช่” ผมตอบออกไปตรงๆอย่างไม่ปิดบัง ก็นะ ไม่รู้จะปิดเรื่องจริงไปทำไม

            “อา... หรอ”

            “แต่นี่ก็ไม่ได้ชอบหรอก เคยปฏิเสธไปแล้วด้วยครั้งหนึ่ง แต่พี่เขาก็ยังตามตื้ออยู่นั่น สงสัยคงยึดมั่นศรัทธากับคำว่า ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก ละมั้ง ฮ่าฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะออกมา ผมเห็นมาร์คยิ้มออกมากับคำพูดของผม แถมยังได้ยิ้มเสียงหัวเราะเบาๆที่ดังไม่มากจากอีกคนด้วย

 

            เวลามาร์คยิ้มทีไร

            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันน่าหลงใหลมากๆ

            ยิ่งเขี้ยวที่โผล่ออกมานั่นอีก

            คนเรามันสามารถเพอร์เฟคได้ถึงขนาดนี้เลยหรอวะ!

 

          อิจฉาอะ

 

 

 

            “แล้วนายชอบคนแบบไหน?”

            “ห้ะ?”

            “ก็เห็นรอบตัวนายมีแต่คนหล่อๆเต็มไปหมด เลยสงสัย”

            “.....”

            “ว่านายชอบคนแบบไหน”

            นั่นสินะ ผมชอบคนแบบไหนอะ คงเป็นผู้หญิงในชุดกระโปรงสีแดงลายสก๊อตละมั้ง ตัวเล็ก น่ารัก ตาโตๆ สไตล์ญี่ปุ่นไรงี้ป่าววะ? ไม่แน่ใจเลย

 

            “ไม่รู้ดิ” ผมตอบกลับไป

            “หรอ...”

            “แล้วนายอะ ชอบคนแบบไหน?” ผมถามกลับบ้าง อยากรู้เหมือนกันว่าคนหล่อๆหน้าตาดีแบบมัน จะชอบคนแบบไหน ไหนๆก็ไม่มีแฟนแล้วด้วย ขอแนะนำใครสักคนให้เพื่อนใหม่หน่อยได้ไหมอะ ถือซะว่าเอาของดีจากเมืองไทยกลับไปฝากพ่อแม่ที่เมกาดูก็คงไม่เสียหาย เนอะ!

 

            “นายเป็นคนแบบไหนอะ” ห้ะ! ผมคิ้วขมวดขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ๆมาร์คข้ามคำถามของผมไป

            “อะไรเนี่ย จะมาถามกลับทำไม ฉันกำลังถามนายอยู่นะเว้ย” มาร์คขำออกมากับท่าทางโวยวายของผม อะไรอะ ผมถามมันอยู่นะเว้ย มันจะมาข้ามคำถามผมไม่ได้ดิ

            “อันนี้อร่อย” มาร์คจิ้มไก่ในแกงเขียวหวานขึ้นมาชูตรงหน้า ผมมองมันตาขวางอย่างไม่พอใจ

            “มาร์ค~ ตอบก่อนดิว่ะ นี่เพื่อนไง เพื่อนสนิทแล้วด้วยเนี่ย มีไรต้องไม่ปิดบังกันดิ”

            “เพิ่งรู้จักกันสองวันเอง”

            “แต่กินข้าวด้วยกันแล้วตั้งสามมื้อเลยนะ รวมแซนวิชเมื่อเช้าด้วย เนี่ยถ้าไม่สนิทกันนายคงไม่ซื้อแซนวิชมาให้หรอกใช่ไหมล่ะ” ผมพูดกับมันหน้างอ ส่วนมาร์คมันก็ทำเพียงแค่มองผมเหมือนเดิม แล้วก็ก้มหน้าก้มตาสนใจขนมจีนต่อไป

 

          แม่งเอ้ย! ขนมจีนมีดีอะไรมาสู้หนุ่มรามอินทราอย่างผมวะ

 

 

            แต่สุดท้ายไม่ว่าจะตื้อให้มันตอบมากแค่ไหน มาร์คก็ไม่คิดจะบอกสเป็คของมันอยู่ดี จนสุดท้ายผมเลยต้องผมแพ้และรีบกินอาหารเที่ยงของตัวเองต่อให้ทันก่อนจะหมดพักเที่ยง

 

            กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็น วันนี้ผมไม่มีเรียนพิเศษเพราะครูประกาศยกคลาสผ่านหน้าเพจ ไม่รู้ถึงเหตุผลหรอกว่าทำไม แต่ก็ดีเหมือนกัน อยากพักบ้าง ผมเริ่มเก็บข้าวของที่ตัวเองใช้เรียนคาบสุดท้ายลงกระเป๋านักเรียนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านเร็วกว่าทุกวัน

 

            แต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิด...

 

 

            “ไอ้แบม ไปกินติมกัน!” เสียงไอ้ดีลดังขึ้นมาในแก้วหูโดยที่ผมยังไม่เห็นหน้ามันเลยด้วยซ้ำ ไม่นานพอประโยคที่มันพูดจบผมก็เห็นมาวิ่งมาทุบโต๊ะเรียนของผมพร้อมหน้าตาที่เหมือนหมารอเจ้าของพาไปวิ่ง

            “ไม่ไป... ไม่ว่าง”

            “ไม่ว่างเชี่ยไร กูรู้นะว่าวันนี้โรงเรียนพิเศษมึงยกคลาส”

            “มั้วแล้ว บ้า ไม่ยก” ขอโกหกหน่อยเถอะ เอาจริงคือผมอยากกลับไปนอนอะ

            “ไม่ยกก็บ้า เมื่อกี้กูเห็นไอ้เยลลี่มันตื่นเต้นดีใจใหญ่ที่ไม่ต้องไปเรียนพิเศษ มึงอย่ามาตอแหล” มันพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ เอาจริงก็ควรมั่นใจแหละ เพราะเยลลี่คือเพื่อนร่วมห้องที่วันนี้มีคลาสเรียนที่เดียวกับผม

 

            “แต่กูอยากกลับไปนอน”

            “ไม่นอนเว้ย นอนอะนอนเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ไปเหร่สาวร้านไอติมกับกูก่อน”

            “ไม่เอา”

            “ชวนมาร์คไปด้วย ถือโอกาสพาเพื่อนไปเจอของดีโรงเรียนหญิงล้วน” ดีลเหร่ตามองคนที่นั่งเล่นโทรศัพท์ข้างผม ผมถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายกับข้ออ้างของมัน ขอดีบ้าอะไร ของดีแบบนั้นคงมีแต่คนหน้าหม้ออย่างไอ้ดีลคนเดียวเท่านั้นแหละที่ชอบอะ

 

            แต่จะว่าไป...

 

          แล้วนายอะ ชอบคนแบบไหน?

 

         

            ผมหันไปมองอีกคนที่ไม่สนใจบทสนทนาใดใดรอบข้างทั้งนั้น จะว่าไปก็อยากรู้แหะว่าหมอนี่ชอบคนแบบไหน ถ้าไม่ยอมบอกออกมาจากปาก ก็พาแม่งไปเจอเลยแล้วกัน ถ้ามันมองคนไหนนานสุด แปลว่ามันชอบคนแบบนั้นนั่นแหละ

 

 

            “เออ ไปก็ได้”

            “เยส! งั้นเก็บเป๋าเลย กูรอหน้าห้อง” ดีลว่า มันรีบวิ่งไปหยิบกระเป๋าเก็บของทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ผมมองมันอย่างขำๆกับความปัญญาอ่อนของเพื่อนตัวเอง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเองอีกครั้ง

 

            “มาร์ค ไปกินติมกันนะ ไอ้ดีลมันชวน”

            “อืม ได้ยินแล้ว”

            “แล้วนายอยากไปไหม?” มาร์คมองมาที่ผมก่อนที่มันจะพยักหน้าสองสามที

            “นายไปฉันก็ไป” มันว่าก่อนจะลุกขึ้น ผมมองไปยังเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่ชายเสื้อออกจากกางเกงมาข้างหนึ่ง มือขวาของมันจับสายกระเป๋าที่สะพายบนไหล่ข้างเดียวเอาไว้ ทรงผมของมันในตอนนี้ยุ่งเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเมื่อเช้า

 

          คนบ้าอะไรหล่อชิบหาย

 

 

 

 

           

 

 

;;

 

 

            “คนนั้นน่ารักจัดอะ” ผมมองตามปลายนิ้วของไอ้ดีลที่ชี้ไปยังกลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งออกมาจาโรงเรียน คำว่ามากินไอติมของมันนั่นคือการมานั่งส่องนักเรียนหญิงจากโรงเรียนหญิงล้วนในร้านไอติมสีชมพูแปร๊ดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงเรียนเป้าหมายนั่นแหละครับ

 

            คนบ้าอะไรมีแพสชั่นเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วนวะ

 

            “ก็งั้นๆ” ผมว่าไปก่อนจะตักไอติมช๊อคโกแลตที่ตัวเองสั่งเข้าปาก

            “โหย มึงแม่งไม่อินกับกูเลย ไอ้มาร์คมึงว่าคนไหนน่ารัก” มันบ่นผมก่อนจะหันไปสนใจมาร์คที่นั่งอยู่ข้างผมแทน ผมหันไปมองมาร์คที่เงยหน้ามองไอ้ดีล

            จะว่าไปพวกผมนั่งมาเกือบครึ่งชั่วโมงละนะ พยายามสังเกตมันแล้วว่าแอบชายตามองสาวคนไหนบ้าง แต่แม่งไม่มีเลย สนใจแต่กับไอติมในถ้วยของแม่งมันอยู่นั่น มีบ้างที่หันมาคุยกับผม ถามนั่นนี่ว่าร้านนั้นคือร้านอะไร ร้านนี้คือร้านอะไร

 

            ที่เหลือก็...

          ไอติมรสมะนาวครองโลกมันไปหมดแล้วครับ

           

            “เฉยๆ” มันว่า

            “ไอ้หมอนี่ก็อีกคนละ พวกมึงแม่งอะไรกันวะ ไม่หนุกเท่ามากับไอ้แม็กเลยอะ”

            “ทีหลังมึงก็มากับไอ้แม็กสิสัด”

            “ก็ถ้ามันว่างกูก็คงไม่ชวนมึงอะ”

            “กูคือแผนสำรองของมึงว่างั้น?”

            “ไม่ใช่มึงแบม แผนสำรองกูคือไอ้มาร์คมันต่างหาก”

            “สัด!” ผมลุกขึ้นไปตบหัวมันที่นั่งตรงข้าม มันร้องโอดโอยทำเสียงน่าสงสารออกมาเหมือนเรียกร้องความสนใจจากกลุ่มสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน

 

            หน้าหม้อ!

 

            “ไอ้มาร์ค มึงชอบผู้หญิงแนวไหนวะ?” คำถามของดีลทำเอาผมหันไปมองหน้ามาร์คที่เลิกสนใจไอติมในถ้วยทันที เอาสิ ไม่ตอบผมไม่เป็นไร มันจะกล้าไม่ตอบไอ้ดีลเลยหรอวะ ผมมองหน้ามันอย่างลุ้นคำตอบ แต่ยังไม่ทันที่มันจะตอบอะไรกับไอ้ดีล มันก็หันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

 

            “ไม่รู้ ไม่ค่อยแน่ใจ” มันว่าในขณะที่มันยังมองหน้าผมไปด้วย

            “โหย ไรวะ มันต้องมีสักอย่างสองอย่างดิ” ไอ้ดีลบ่น

            “ถ้าสไตล์ผู้หญิงที่ชอบก็คงไม่มี”

            “....” ผมสบตากับอีกคนนิ่ง ทำไมวะ ทำไมอยู่ๆก็รู้สึกเหมือนเวลามันหยุดหมุนไปอีกแล้ว เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด

            “งั้นนิสัยก็ได้ สักอย่างเหอะไอ้มาร์ค”

            “.....” อะไรก็ได้ ผมเองก็อยากรู้เรื่องราวของมันเหมือนกัน

 

           อยากรู้ให้มากกว่านี้...

 

 

            “ก็คงใจดีมั้ง ขี้บ่นแต่ก็คอยดูแล พูดมาก แล้วก็เสียงดังจนแสบแก้วหู คงประมาณนั้น...” รอยยิ้มจางๆของมันเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหมือนคนที่กำลังตกหลุมรักใครสักคน ผมคิ้วขมวดมองหน้ามันนิ่งอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

 

 

          คนที่มันว่าเอาจริงโคตรน่ารำคาญเลยนะ มันชอบไปได้ไงวะ..

 

            ผมคิดกับตัวเองในใจ ก่อนจะเลิกสนใจมันไปและมาสนใจไอติมที่เริ่มละลายตรงหน้าต่อ.. ให้ตายเถอะ คนแบบที่มาร์คชอบมันมีด้วยหรอวะ อยากรู้อะว่ามันชอบคนแบบนั้นไปได้ไง พูดมากนะเว้ย พูดมากไม่พอ แถมยังชอบเสียงดัง โหวกเหวกโวยวายอีก กุลสตรีไทยไม่มีเลยแม่คุณ

 

 

            “เออ.. กูไม่ค่อยเข้าใจสเป็คมึงเท่าไหร่ แต่เวลาแม่กูบ่นกูทีไร กูรำคาญมากกว่าหลงรักวะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

            “สัด! นั่นแม่” ผมว่า

            “รำคาญแต่ขาดไม่ได้นะเว้ย ฟังกูก่อนดิ”

            “จ้า พ่อลูกประเสริฐ”

            “ไอ้เชี่ย มึงล้อชื่อพ่อกูอะ!!” ไอ้ดีลใช้ช้อนไอติมชี้มาที่หน้าของผมอย่างเอาเรื่อง ผมอึ้งไปสักพักก่อนจะเถียงมันกลับไป

            “ล้อก็ห่าละ”

            “พ่อกูชื่อประเสริฐ”

            “อ่าวหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า พ่อชื่อประเสริฐหรอ อย่างนี้ไลน์ห้องต้องรู้แล้วป่าววะ” ผมขำออกมาท้องแข็ง เอาจริงแม่งผมไม่รู้ชื่อพ่อมันนะเว้ย มันบอกมาเองอะ ผมไม่ผิด

            เสียงหัวเราะของผมดังไปทั่วร้าน พอๆกับเสียงโวยวายของไอ้ดีลที่เอาแต่ด่าผมอย่างไม่พอใจที่ไปล้อชื่อของพ่อมัน ช่วงเวลาแบบนี้คงถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเวลาหนึ่งแล้วมั้ง

 

            ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ก่อนที่เราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

            และใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง

.

.

.

.

.

.

.

            “กูกลับก่อนนะ” ไอ้ดีลบอกผมหลังจากที่มันหลบไปคุยโทรศัพท์อยู่นานสองนานในห้องน้ำ 

            “รีบหรอวะ คนชวนเองแท้ๆ”

            “เออดิ ไว้เจอกัน ไปละ” มันโบกมือลาก่อนที่มือมันจะรีบหยิบกระเป๋าเป้ของมันไปและวิ่งไปเรียกแท็กซี่ที่ขับผ่านหน้าร้านไปอย่างรวดเร็ว ผมมองมันอย่างงงๆก่อนจะหันมาสนใจคนที่นั่งข้างผมตอนนี้แทน

 

 

            “กลับยัง?”

            “แล้วแต่” มันว่า

            “งั้นขอนั่งเล่นสักแปปแล้วกัน” ผมบอกมันแบบนั้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นพลางฆ่าเวลา มาร์คลุกขึ้นย้ายตัวเองไปนั่งที่เดิมที่ไอ้ดีลเคยนั่งแทน ผมเงยหน้ามองการกระทำของมันนิ่ง มันเองหลังจากที่ทิ้งตัวนั่งเรียบร้อยก็เอาแต่จ้องมองผมอยู่อย่างนั้นจนผมเริ่มอึดอัด

 

            “.....”

            “มองอะไร”

            “ป่าว”

            “ก็เห็นอยู่ว่าจ้อง ยังจะบอกว่าป่าวอีก” ผมเถียง

            “ติดไอจีขนาดนั้นเลยหรอ” ผมเงยหน้ามองมาร์คที่กำลังมองมายังหน้าจอโทรศัพท์ของผม ตอนนี้ผมเปิดไอจีอยู่ ก็แค่เลื่อนดูนั่นนี่ไปเรื่อย เฉยๆ..

            “ไม่ได้ติดขนาดนั้น”

            “หรอ...” ผมไม่ชอบคำว่า หรอ ของมันเลยเอาจริงๆนะ มันเหมือนว่ามันกำลังไม่เชื่อผม แถมยังรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังมีอะไรในใจแต่ไม่พูดออกมา

            “แล้วนายไม่เคยมีอะไรที่ชอบจนติดบ้างหรอ”

            “ไม่มี”

            “ตอบเร็วไปไหม คิดก่อนตอบสิ!

            “ทำไมขี้บ่นจัง”

            “ห้ะ นายว่าอะไรนะมาร์ค” ผมมองหน้ามาร์คอย่างไม่พอใจ มาร์คดูเหมือนว่าจะอึ้งๆกับการกระทำของผม เขามองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่ผมเพิ่งเห็นครั้งแรก นั่นคือสีหน้าของคนที่กำลังตกใจ

            ผมลุกขึ้นยืนก่อนจะหยิบแบงค์ร้อยมาใบหนึ่งจากกระเป๋าและวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดเดินออกไปนอกร้าน

 

            ขี้บ่นงั้นหรอ ที่พูดก็เพราะเป็นห่วงไม่ใช่รึไง คิดก่อนพูดดิว่ะ ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ที่ถามก็เพราะอยากรู้จักมากขึ้นไม่ใช่รึไง แม่งเอ้ย! แล้วทำไมผมต้องหงุดหงิดมันขนาดนี้ด้วยว่ะ!

 

            เหอะ!

 

          ไอ้มาร์คบ้าเอ้ย!

          ไอ้หน้าบัตรประชาชน!

         

 

            ไม่รู้หรอกว่าทำไมผมต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้ แต่แค่น้อยใจ คนมันน้อยใจอะ! ผมเดินออกมาห่างจากร้านไอติมที่เราไปกินกันอยู่พอสมควร ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง

 

           

          ไอ้บ้า ไม่คิดจะตามมาง้อกันหน่อยรึไง!

 

 

 

            ผมหยิบโทรศัพท์เครื่องเดิมของตัวเองขึ้นมาก่อนจะกดเปิดกล้องของเครื่อง แหงนมันขึ้นไปที่ท้องฟ้าที่มันเริ่มครึ้ม

 

แชะ!

 

            ภาพท้องฟ้าที่แอบติดหลังคาของร้านอาหารญี่ปุ่นปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ผมกดเข้าไปในแอพแต่งรูปที่ใช้บ่อยๆ เลือกฟิลเตอร์ที่เฟบไว้ และบันทึก

            ภาพบนอินสตาแกรมที่ผมเพิ่งอัพโหลดโดยปราศจากแคปชั่นถูกผู้คนเริ่มกดไลค์เรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่เพิ่มขึ้น

 

            แต่ในทุกๆไลค์ที่เด้งแจ้งเตือนขึ้นมานั้น

          กลับไม่มีคนๆนั้นอยู่เลย

 

 

            “อะไรกัน เมื่อก่อนยังไลค์เร็วจนเหมือนตั้งแจ้งเตือนไว้อยู่แท้ๆ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นจะมาสนใจกันเลย” ผมบ่นออกมา เริ่มรู้สึกแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกำลังพาล พาลทั้งเรื่องของมาร์ค และเรื่องของคุณ mtuan

            แต่มันก็จริงนิ เดี๋ยวนี้คุณ mtuan แทบจะไม่ค่อยเม้นใต้รูปเขาเหมือนเมื่อก่อน แถมยังไม่ได้คนไลค์เป็นคนแรกเหมือนทุกครั้งอีกด้วย จะไม่ให้น้อยใจได้ยังไง

 

            “มีแฟนไปแล้วมั้ง... เหอะ!” ผมยัดโทรศัพท์มือถือของตัวเองใส่กระเป๋าอย่างหงุดหงิด ไม่รู้หรอกว่าตัวเองไปงอนเขาในฐานะอะไร ไม่รู้ด้วยว่าเขามีแฟนไปแล้วจริงๆรึป่าว หรือมีแฟนอยู่แล้วกันแน่ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะใครผมก็สามารถพาลใส่ได้ทั้งนั้นแหละ

           

          หึย!

 

 

            เข็มนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาว่าตอนนี้หกโมงเย็นแล้วทำเอาผมเริ่มหงุดหงิดเพิ่มขึ้นๆ ไม่ว่าจะนั่งรอให้อีกคนตามมาแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มาอยู่ดี ผมลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูงอีกครั้งก่อนจะเดินไปร้านชานมไข่มุกที่อยู่ในสายตา

 

            “ขอชานมไข่มุกแก้วหนึ่งครับ” ผมสั่งคุณอาเจ้าของร้านไปก่อนจะหยิบเงินสามสิบห้าบาทส่งให้เขา เพียงไม่นานแก้วชานมไข่มุกของโปรดก็มาอยู่ในมือของผม หลอดสีดำที่สามารถดูดเม็ดไข่มุกขึ้นถูกเจาะลงไปยังพลาสติกที่แทนเป็นฝา

            เท้าของผมเดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายปลายทาง สายตาของผมก็กวาดมองหาของกินที่อยู่ระหว่างทางเดินไปเรื่อยๆ

 

          ขนมเบื้อง...

          มาร์คจะเคยกินรึยังนะ

 

         

            “ขอขนมเบื้อง ยี่สิบบาทครับ” ผมยิ้มให้กับคุณป้าที่ท่าทางใจดีตรงหน้า และไม่นานขนมเบื้องที่ไม่รู้ว่าจะซื้อมาให้อีกคนทำไมก็มาอยู่ในมือของผมเรียบร้อย รู้แหละว่าตัวเองกำลังงอนเขาอยู่ แต่ก็อยากให้ลองนิ

            ผมเดินตามหาร้านอาหารไปเรื่อยๆ พอเจอร้านไหนที่คิดว่ามาร์คยังไม่เคยลองก็แวะซื้อมันซะหมด ไม่รู้ด้วยว่าเดินอยู่นานแค่ไหน จำไม่ได้ด้วยว่าซื้ออะไรไปบ้าง แต่ถุงพลาสติกที่อยู่ในมือของผมตอนนี้มันก็เต็มไม้เต็มมือไปหมดจนผมเริ่มหนัก

           

          ขนมเบื้อง

          ลอดช่อง

          ขนมจีนทอดมัน

          โตเกียวไส้หวาน

          กุยช่าย

          หมูยอ

          หมูสะเต๊ะ

          ห่อหมก

 

            นี่ผมซื้อมากะอยู่ทั้งปีเลยรึป่าววะ ผมถอนหายใจให้กับตัวเองเมื่อก้มมองถุงอาหารจากร้าน(แทบ)ทุกร้านที่ผมเดินผ่านมาในมือ ผมเตรียมตัวที่จะก้าวต่อไปเมื่อเห็นร้านหมูปิ้งตรงหน้า

 

          ต้องยังไม่เคยกินแน่ๆเลย

            ผมคิดแบบนั้นก่อนจะก้าวเท้าเพื่อเดินไปยังร้านเป้าหมาย

 

            แต่...

 

 

 

 

          “แบมแบม!! แขนซ้ายของผมถูกกระชากโดยเจ้าของเสียงที่เพิ่งเรียกผม เหงื่อบนใบหน้าของมาร์คทำให้ผมไม่อยากคิดเลยว่าเขาเหนื่อยมากแค่ไหน แก้มแดงๆที่มันแดงเป็นเลือดฝาดนั้นมันแสดงออกมาให้เห็นได้ชัด นั่นคงเพราะผิวของอีกคนที่ขาวจนน่าอิจฉา

 

            “มาร์ค....”

            “ไปไหนมา! ห้ะ!! เสียงตะคอกของมาร์คทำเอาผมสะดุ้งจนทำอะไรไม่ถูก อยู่ๆร่างกายมันก็ชาไปหมด เสียงของเขาทำให้แม่ค้าแถวนั้นเริ่มหันมามองเราสองคนเป็นตาเดียว

 

            ไม่ชอบ

            ไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตาแบบนี้เลย

 

 

            “.....” ผมก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองนิ่ง ไม่รู้จะพูดอะไร จะบอกว่ากลัวก็ได้ กลัวยามที่ได้ยินอีกคนตะคอก กลัวยามที่ได้เห็นสีหน้าที่โมโหแบบนั้นของมาร์ค

 

          กลัวจริงๆนะ...

 

 

            “ทีหลังอย่าเดินหนีแบบนี้อีกนะ” มาร์ครวบผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาเอง ผิวสัมผัสของเราทำให้ผมได้รู้ว่าเขาเองก็กลัวไม่ต่างจากผม

            ไม่รู้หรอกว่ากลัวอะไร แต่ตอนนี้มาร์คเหมือนกำลังกลัว...

 

 

            “อย่าทำแบบนี้อีก... ขอร้อง”

            “...ขอโทษ”

            “อย่าหายไป... อย่าหายไปไหนนะ” มาร์คพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้เราจะไม่ได้มองหน้ากัน แต่ผมก็พอเดาได้ว่าสีหน้าของเขาในตอนนี้เป็นแบบไหน

            อยากกอดตอบ อยากปลอบให้มากกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะของในมือที่ตัวเองซื้อมาเพื่ออยากให้คนที่กอดผมอยู่ตอนนี้ได้ลองมันเต็มมือไปหมด สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเอ่ยปากบอก

 

 

            “ขอโทษ.. แบมขอโทษ”

            “.....”

            “จะไม่หายไปไหนอีกแล้ว จะอยู่ให้มาร์คเห็นตลอด ไม่ต้องกลัวแล้วนะ” ผมได้รับถึงพลังกอดที่มันแน่นขึ้น มาร์คกระชับกอดผมอีกครั้ง กระชับอ้อมกอดนั้น พร้อมทั้งปล่อยน้ำอุ่นๆจากดวงตามาโดนที่คอของผม

            “.....”

          “แบมอยู่นี่แล้ว”

 

 

            ไม่รู้หรอก ว่าอะไรที่ทำให้เขาร้องไห้ออกมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมมาร์คถึงได้ร้องไห้ออกมาได้ง่ายขนาดนี้

 

          นายย้ายมาทำไมอะ

 

          เหตุผลที่นายไม่บอกใคร สิ่งที่นายทำอยู่ตอนนี้ น้ำตาที่นายเสีย สิ่งที่นายกลัว

            ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันรึป่าวนะ...

            มาร์ค...

 

 

 

 

 

 

 

 

;;

#ออนอินสตาแกรม

bambam1a x mtuan

พยายามจะมาแบบเยอะๆ ยาวๆนร้า ตอนนี้อาจจะยาวกว่าสองตอนแรก

และหลังจากนี้ก็ว่าจะพยายามให้ยาวเหมือนตอนนี้ ฝากติดตามด้วยนะงับ ;-;

Thank U

 

twitter : iamvatha (ทวิตนิยาย)

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 489 ครั้ง

895 ความคิดเห็น

  1. #729 Bamsoonjung (@sryko1a) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 01:04
    จะร้องไห้
    #729
    0
  2. #712 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 03:43
    อ่าวดรามึมาเลย
    #712
    0
  3. #679 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 / 08:57
    ที่หายไปไม่ตามมา จริงๆเพราะหาแบมไม่เจอใช่ไหมมมมม เอ็นดูจังลูกมาร์คคคค
    #679
    0
  4. #539 bb1a1n (@benzswbb) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 / 16:12
    คุณเอ็มต้วนก็คือมาร์คถูกมั้ย.?/ งื้อออ น่ารักกกก มีของกินเยอะเลยเอามาแบ่งซักอย่างซิแบมมม5555555
    #539
    0
  5. #532 Icedly (@Icedly) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 17:58
    โอ้ยยยลูก มองจากดาวพลูโตยังรู้เลย มาร์คชอบใคร
    #532
    0
  6. #454 GNI_MB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 03:24

    เขิลชิบเป๋งงงงงงง

    #454
    0
  7. #434 PMarkNBam (@PMarkNBam) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 15:12
    โถถถถถ ลูก
    #434
    0
  8. #361 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2562 / 19:44

    โถ้ลูกกลัวนัองหายสินะ

    #361
    0
  9. #328 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 20:01
    ตัวเริ่มติดกันแล้วนะ แบมมีน้อยใจนะลูกกก มาร์คก็ตามหาไม่หยุดอะ
    #328
    0
  10. #113 the_ZKM (@sathika_tan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 21:51
    น่ารักทั้งคู่เลย มาร์คมาไทยเพราะแบมหรือเปล่านะ
    #113
    0
  11. #97 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 00:35
    มาร์คหลงอ่ะ
    #97
    0
  12. #25 NUNKORNKANOK (@NUNKORNKANOK) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 00:02
    ฮรืออออ อุแงปมคุณมาร์คต้องน่าสงสารมากแน่ๆ น้องแบมค่อยๆทำความรู้จักมาร์คเขานะลูก
    #25
    0
  13. #11 sutita9397 (@sutita9397) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 13:54
    โอ้ยเรื่องนี้สนุกอะ ชอบแนวนี้มากๆ มาร์ครู้จักแบมมาก่อนรึป่าวนะ เลยตามหากันไรงี้.
    #11
    0
  14. #9 Joyler (@Joyler) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 16:57
    มาร์คมีปมอะไรในใจแน่เลยอ่ะ เกี่ยวอะไรกับแบมหรือป่าวนะ
    #9
    0
  15. #8 view2544 (@chalika2544) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 16:50
    ทำไมรู้สึกว่ามาร์คย้ายมาเพราะแบม​ อินตาแกรม ที่แบมตอบกลับ​บ่อยๆ​ ก็คือมาร์คเนี่ยแหละ​ น่ารักจริงๆเลย​ น่าจะใช่แหละมั้ง
    #8
    0
  16. #7 ternsf (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 13:35

    หวั่นไหวแทนเลยอ่ะ 55555

    สนุกมากเลยค่ะ มาต่อเร็วๆเลยน๊าาาาา

    #7
    0
  17. #6 EHMB98 (@kimoojikimooji) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 13:12
    แง ความอยากให้ลองแต่ก็งอนอยู่ น่าร้าก
    #6
    0
  18. #5 ffangt (@ffangt) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 13:10
    น้อยใจเค้าแต่ก็ซื้อของกินให้เค้าจนเต็มมือ...หนูลูกกก ใจร้ายไม่ลงแถมยังทำมาร์คร้องไห้อีก
    #5
    0