[นิยายแปล] Spirit Hotel

ตอนที่ 41 : หลบหนี Part 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 629
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    3 ม.ค. 63

ตอนที่ 37 หลบหนี [I]

ความฉลาดดึงดูดคำถามยากๆ เหมือนกับความงามที่ดึงดูดแมลงวัน

 

......

 

เฟยฉางหยุดชะงักก่อนที่จะถามออกมาเบาๆ


“นายมีอาหารไหม?” บิบิกระพริบตาและพูดว่า


“มี และนายกำลังจะถูกกิน” เมื่อเห็นปากอันใหญ่โตนั่นแล้วก็เหมือนวิญญาณของเฟยฉางจะหลุดออกจากร่าง เหงื่อเย็นหลั่งไหลเต็มแผ่นหลัง


“ถามมาเถอะ”


บิบิเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยดวงตาสับสน


“ทำไมดวงจันทร์ถึงส่องแสง?”


แสดงว่าวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงโลกนี้ เฟยฉางถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะตอบ


“มันเป็นแสงที่สะท้อนมาจากดวงอาทิตย์”


“ไร้สาระ! ดวงอาทิตย์ที่ไหนขึ้นตอนกลางคืน?” บิบิจ้องมอ ง


“มันเป็นเพราะ...” เฟยฉางกำลังจะอธิบายบิบิก็พูดขัด


“ถ้าตอบผิดนายจะ..” บิบิยื่นหน้ามาใกล้พร้อมกับเลียริมฝีปากอย่างช้าๆ เฟยฉางตัวสั่นขึ้นทันทีในหัวเขาเห็นภาพตัวเองโดนกลืนกินเป็นฉากๆ  


สรุปแล้วคำตอบปกติคงจะใช้กับที่นี่ไม่ได้ ยังไงบิบิก็เป็นสัตว์เดียวดายใช้เวลาทั้งหมดกับการมองดวงจันทร์ เพราะงั้น..


“เพราะดวงจันทร์เป็นหลอดไฟธรรมชาติขนาดใหญ่!! บิบิได้ยินคำตอบก็เก็บลิ้นพร้อมกับดวงตาที่แคบลงคล้ายขบขัน


“ฮ่า ๆ นายคิดอย่างนั้นหรอ? ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงสว่าง นายจะมองไม่เห็นมันในตอนกลางวันเพราะแดดแรงเกินไป”


“ท่านอาจารย์บิบิฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ข้าน้อยทึ่งมากๆ” เฟยฉางรีบประจบประแจง


“แต่นี่เป็นคำตอบที่ฉันคิดไว้เมื่อห้าหกร้อยปีที่แล้ว ไม่คิดว่านายจะใช้เวลาแปปเดียวก็คิดออก” บิบิพูดอย่างงุนงง เฟยฉางรีบส่ายหัว


“ไม่ไม่ ถ้าเปรียบเทียบกับท่านบิบิแล้ว มนุษย์เราใช้เวลาคิดเรื่องนี้ถึงห้าพันปีเลยนะ”


“จริงหรอ?” บิบิยิ้มอย่างมีความสุข


“ใช้เวลาห้าพันปีในการหาคำตอบ แต่ฉันใช้เวลาแค่ห้าร้อยปี อันที่จริงถ้าเอลฟ์ไม่ประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมาฉันก็คงไม่รู้หรอก”


“นายฉลาดมาก” เฟยฉางยกนิ้วโป้งให้เขา บิบิแกว่งหางของเขาเล็กน้อยแสดงท่าทางพออกพอใจ


“เอ่อ..ฉันไปได้ยัง?”


“ยัง” บิบิเหล่มอง


“อา..แล้วฉันต้องทำอะไรอีก?” เฟยฉางนิ่งไปครู่ก็ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม


“ฉันยังไม่ได้ถามเลย”


“....โปรดถาม”


“ทำไมดวงอาทิตย์ถึงส่องแสง?”


“เพราะมันเป็นหลอดไฟเหมือนกัน!” บิบิเบิกตากว้าง


“แล้วทำไมดวงอาทิตย์ถึงสว่างกว่าดวงจันทร์?”


“..เพราะมันขนาดใหญ่กว่า!


“ไร้สาระ!” บิบิคำรามออกมา “ฉันมองมันจากตรงนี้ทุกวัน บางครั้งดวงจันทร์ก็ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ด้วย!


เฟยฉางสะดุ้งก่อนตอบออกมา

“เป็นเพราะดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเรามากกว่าดวงจันทร์” บิบิจ้องที่เขาอย่างเงียบงั้น เมื่อเฟยฉางกำลังคิดจะยอมแพ้ บิบิก็ขมวดคิ้วและพูดขึ้นมา


“เป็นงั้นหรอ?”


“เอ่อ..อะฮะ” เขาตอบพร้อมพยักหน้าอย่างสิ้นหวัง


“แต่ทำไมพระเจ้าถึงได้วางมันอย่างนี้?”


“มันใหญ่เกินไปจึงเข้าใกล้มากไม่ได้และไม่ดีต่อสายตา” บิบิเกาคางตัวเองด้วยกรงเล็บ


“คราวนี้..ฉันไปได้ยัง?” เฟยฉางพูดอย่างระมัดระวัง


“อีกหนึ่งคำถาม” เฟยฉางใกล้จะระเบิดเต็มทีแต่ก็ต้องนิ่งเงียบเมื่อบิบิใช้กรงเล็บถอนหญ้าขึ้นมา


“นายอยากได้มูนเฟรมไหม?”


“..นี่คือคำถามหรือเปล่า?” เฟยฉางถามอย่างประหลาดใจ บิบิพยักหน้ารับ


“ใช่ๆ ฉันอยากได้มัน” บิบิวางหญ้าลงและเขี่ยข้างหน้าเขา เฟยฉางมองมันอย่างซาบซึ้ง คงเพราะบิบิรู้ว่าเขาไม่กล้าเดินไปจึงส่งหญ้ามาให้แบบนี้ หลังจากได้รับแล้วเขาก็ขอบคุณทันที


“นายอยู่ที่ภูเขานี้ตลอดหรอ?”


“ใช่ เพราะฉันเป็นผู้พิทักษ์ป่านี้” บิบิตอบ


“แล้วนายกินอะไร?” เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัย


“แสงจันทร์” บิบิส่ายหางของเขา


“นายไม่รู้หรอว่า บิบินั้นเรียกว่า อสูรแสงจันทร์”


“อ้าว..งั้นนายก็ไม่กินเนื้อ?” เฟยฉางตะโกนถาม


“แต่ฉันสามารถเอามันมาเล่นได้ เช่นการฉีกเนื้อคน...อา..ไปเร็วจัง”

 

.......

 

เฟยฉางลงจากภูเขาอย่างยากเย็นหลายครั้งที่เขาเกือบจะกลิ้งตกลงมา แต่ในที่สุดเขาก็มาถึงพื้นดิน เขาเคยชอบดวงจันทร์ เคยคิดว่าจะพาแฟนไปเดินเล่นใต้แสงจันทร์และอาจจะพาไปที่ไหนสักที่เพื่อทำอะไรที่มากกว่าการเดิน มันเป็นอะไรที่โรแมนติก


ทว่าตั้งแต่มาอยู่ที่โนอาห์อาร์ค เขาก็คิดได้ว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองวาดฝัน ตั้งแต่มนุษย์หมาป่าที่ควรแปลงร่างยามพระจันทร์เต็มดวง ไหนจะอสูรแสงจันทร์ที่อยู่บนยอดเขา


ดวงจันทร์เป็นสิ่งชั่วร้ายแน่ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขอบคุณโนอาห์อาร์คที่ทำให้ไม่เห็นดวงจันทร์


แต่ตอนนี้เขารำคาญเอามากๆเพราะแสงจันทร์ลดน้อยลงทำให้การเดินผ่านป่าได้ยากลำบาก เขาต้องเดินด้วยการปัดป่ายแขนไปมาหาทางที่พอจะเดินได้เพราะมันมองไม่เห็นอะไรเลย!


ประกายไฟสั่นไหวอยู่ที่มุมหนึ่งเขาเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้มัน เอลฟ์ดูจะไม่ใส่ใจการมาของเขาเพราะกำลังเอาไฟในมือโปะเข้ากับเท้าตัวเอง ทำอะไรนะ? เฟยฉางชะงัก พวกเขาหิวเหมือนกันแน่นอนแต่มันไม่ถึงขนาดต้องย่างตัวเองเพื่อกินไหม? เขาไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็นเลยก้าวเข้าใกล้มาขึ้น


ที่เท้าของเอลฟ์ถูกมวลความมืดรัดอยู่ เฟยฉางสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของเขากลายเป็นสีม่วง ใบหน้าก็ซีดลงพร้อมกับเปลวไฟที่หรี่ลงจนดับ ทันใดนั้นเอลฟ์ที่กำลังมีปัญหาก็เงยหน้ามาสบตากับเฟยฉาง


“นายรู้แล้วใช่ไหม?” เฟยฉางพิจารณาคำตอบอยู่ครู่ก็ถอยหลังออกมาครึ่งก้าว


“อสูรบิบิบอกว่า ฉันหลงทางเพราะนาย”


“ใช่” เอลฟ์ยอมรับโดยไม่ลังเล


“ยังบอกอีกว่าหญ้ามูนเฟรมไม่ได้ช่วยให้อิ่ม”


“ใช่” เอลฟ์ไม่รู้สึกผิดที่โกหกและถูกเปิดเผย


“นายไม่ละอายบ้างหรอ?” เฟยฉางอดตะลึงกับความหน้ามึนนี่ไม่ได้


“ทำไมต้องละอาย?” เอลฟ์ขมวดคิ้ว เป็นครั้งแรกที่เฟยฉางรู้สึกว่าตัวเองมีคุณธรรมและศีลธรรมสูงส่งกว่าเอลฟ์


“เพราะการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะกับนายที่ควรจะมีน้ำใจและซื่อสัตย์”


“ดีและซื่อสัตย์หรอ?” เอลฟ์ทวนคำก่อนพูดต่อ “นายหมายถึงเอลฟ์แห่งแสงใช่ไหม? แต่นั่นมันนานมาแล้ว ตอนนี้เอลฟ์ก็ฉลาดแกมโกงเป็น”  


“นายหมายถึงเอลฟ์มืด?” เฟยฉางถามทันที


“นายไม่เห็นสีผมของฉันหรอว่ามันดำ” คำตอบนั้นชัดเจนบ่งบอกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเอลฟ์แสงและเอลฟ์แห่งความมืด เฟยฉางเรียนรู้ได้หลายอย่างเลยทีเดียว


“มูนเฟรมอยู่ไหน?” เอลฟ์ถามทันที


“รู้ได้ไงว่าฉันมี” เฟยฉางถามกลับ


“ถ้านายตอบคำถามได้บิบิจะปล่อยนายกลับมา และส่งหญ้านั่นให้ตามกฎ” เอลฟ์หยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะต่อว่า


“นายเป็นคนแรกในรอบหลายพันปี ยกเว้นราชาเอลฟ์ พี่ชายของฉัน”


“เอ๊ะ? นายคือล็อคตินี่หรอ ใช่น้องชายของราชาไหม?”


“นายรู้จักชื่อฉันได้ยังไง” ดวงตาของล็อคตินี่ดูคุกคามและอันตราย “นายมาจากโนอาห์อาร์คใช่ไหม! มากับเดีย!?”  ล็อคตินี่ตะโกนใส่เฟยฉาง


“พี่ชายของฉันถูกหมอนั่นล่อลวง! ถึงว่า เขาถึงไม่ได้มาตามหาฉัน!” เขาพูดต่อโดยไม่รอให้เฟยฉางยืนยันสิ่งใด


ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดก่อนหน้านี้จะไม่ถูกเท่าไหร่ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานอะไร ถึงจะมีความสามารถและกลยุทธ์ที่ดีแต่เขายังเด็ก และยังมีพี่ชายที่เข้าใจยาก


“ต้องการอะไรแลกกับมูนเฟรม” ล็อคตินี่ถาม


“แค่สัญญาว่าจะปล่อยฉันไป” เฟยฉางตอบ


“บิบิน่าจะบอกนายนะ ว่านายไม่สามารถออกจากป่านี่ได้นอกจากฉันอนุญาต” ล็อคตินี่พูดอย่างเย้ยหยัน


“ยังไงก็ตาม ที่นี่มีแต่ความมืดและความมืด ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ และนายก็ยังไม่ได้กินอะไรไม่ใช่หรอ ทำไมไม่ออกไปก่อน?” เฟยฉางพูดอย่างเป็นต่อ ล็อคตินี่มองหน้าเขาพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้า


“ฉันเชื่อนายได้ใช่ไหม?” เฟยฉางยังกังวล


“ถ้าไม่เชื่อนายก็อยู่ที่นี่กับฉันไหม?” ล็อคตินี่ถาม เฟยฉางก้มลงมองเท้าของเขาและเห็นว่าความมืดนั่นเริ่มลุกลาม


“ถ้านายตาย..”


“นายก็ตายเหมือนกัน” ล็อคตินี่ยิ้มให้และเปลวไฟก็โผล่ขึ้นมากลางฝ่ามือ เฟยฉางรีบส่งหญ้ามูนเฟรมให้ทันที


“ให้นายทั้งหมดนั่นละ” ล็อคตินี่พึมพำท่องมนต์อะไรสักอย่างก่อนที่หญ้าในมือจะแปรสภาพเป็นเปลวไฟสีฟ้า มันถูกส่งไปที่ไอมืดที่พันอยู่รอบขาเขา ก่อนจะล้มลงและร้องออกมา


“เกิดอะไรขึ้น!” เฟยฉางมองเขาอย่างตกใจ ล็อคตินี่เหงื่อออกก่อนจะกัดฟันพูดออกมา


“ฉันท่องคาถาผิด”


เฟยฉางจ้องสิ่งที่เหมือนปูนปลาสเตอร์ที่อยู่บนขาของล็อคตินี่ก่อนจะถอนหายใจออกมา สายเลือดเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไม โอเมดันโด้ถึงได้ฉลาดกว่าหมอนี่นัก?

 

........................................


ทำไมข้าน้อยเอ็นดูท่านล็อคตินี่เล่าขอรับ ฮ่าๆ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

416 ความคิดเห็น

  1. #339 你我 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:48

    บิิิิิิิิบิน่ารักมากเลยยย แง้ เอ็นดูมากๆ


    ส่วนนายเอกของเรื่องนั้น เฮ้อ ฉฃาดไม่่่่่่่่สุดที่แท้ทรู

    #339
    0
  2. #305 Lormielis (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 12:30
    เฟยฉางลำบากมากๆT_T
    #305
    0
  3. #202 ภัสสร ดวงจินดา (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 13:43

    ตัวเอกมีแต่ซวยขึ้นเรื่อยๆ​
    #202
    0