I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 8 : WEEPING WILLOW PANTONE #B1AF7C

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 ธ.ค. 61

WEEPING WILLOW PANTONE RGB 177 175 124 artist :











     

หมายเหตุ: ฉาก (setting) กับองค์ประกอบ (element) ต่าง ๆ อาจจะออกไทย ๆ หน่อย แต่อยากใช้ชื่อเกาหลีเพราะอยากเก็บผลงานและความทรงจำเกี่ยวกับพวกเขาไว้ในชื่อนี้

 

………………………

 

โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท

หนึ่งคือคนที่กลัวฝน

สองคือคนที่ไม่กลัวฝน

องซองอูจัดอยู่ในประเภทแรก

 

                ฝนตกอีกแล้ว

            เสียงดังเปาะแปะของหยดน้ำดังขึ้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจในเมืองหลวง เจ้าของชื่อองซองอูเงยหน้าขึ้นในขณะที่นัยน์ตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าภายนอกกลายเป็นสีทึมชวนให้ใจหม่นหมอง

เสียงของเมืองหลวงที่เคยดังจนน่าหนวกหูค่อย ๆ เบาลง เบาลง เบาลงและเบาลง

ซองอูมองลงไปเห็นหลายคนพยายามวิ่งเข้าที่หลบฝน บางส่วนก็กางร่มเดินต่ออย่างไม่ยี่หระ ชีวิตของพวกเขาในตอนเร่งรีบเสียจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องหยุมหยิม

                มันเป็นเรื่องชวนให้น่าแตกตื่นเมื่อพบว่าท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมา โลกใบนี้จะเหลือแค่เราเพียงคนเดียว ที่จริง...ก็ไม่ใช่คนเดียว แต่เพราะซองอูยังไม่เคยเจอโซลเมทของตัวเอง คำว่าคนเดียวจึงถือว่าถูกต้องแล้ว

                ซองอูเหม่อมองอยู่สักครู่ใหญ่ก่อนจะรู้สึกตัว เขารีบเบือนหน้าหนีออกจากกระจก สายตาเปื้อนรอยยิ้มก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปเหมือนมันไม่เคยมีอยู่

โลกนี้มีคนอยู่สองแบบ แบบแรกคือคนอย่างองซองอูที่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องตอนฝนตก คนประเภทที่รีบวิ่งเข้าที่หลบฝนหาที่กำบังไม่ยอมไปต่อ คนแบบที่สองคือคนเดินกางร่มเดินกันขวักไขว่เต็มสองข้างทาง ในเมื่อพูดไม่ได้ก็ก้มหน้าพิมพ์ลงในโทรศัพท์แทน หมุนตัวเองไปพร้อม ๆ กับโลก

การมีอยู่ของฝน มีอยู่หลายคนที่รู้สึกถึงมันและอีกหลายคนที่ไม่รู้สึกอะไรเลย พวกเขายอมรับมันเหมือนมันได้กลายเป็นกลไกส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ไปแล้ว สิ่งที่ต้องระวังก็มีเพียงแค่การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะมาจากความเงียบเท่านั้น

                ซองอูแอบหันไปมองภาพนั้นอีกครั้ง

ภาพของคนที่เดินทอดน่องต่อท่ามกลางสายฝน สายตาของซองอูราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึก ในก้นบึ้งของหัวใจเองก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเขาควรจะรู้สึกอะไร

เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงแบบไม่มีสัญญาณบอกทำให้ซองอูสะดุ้งสุดตัว เขาล้มจากเตียงลงไปกระแทกพื้นพรมด้านล่าง มือของซองอูสั่นกึก ๆ เหมือนจะไม่มีแรงลุกขึ้นจากพื้นด้วยซ้ำ

โทรศัพท์ของเขาเคลื่อนไปมา หน้าจอแสดงว่ามีสายโทรเข้า แต่ซองอูไม่ได้ขยับตัวไปรับสาย

                นานหลายนาที กว่าร่างโปร่งจะขยับตัว เขาลุกขึ้นด้วยท่าทางที่ไม่มั่นคง แข้งขาดูอ่อนแรง เขาเดินไปที่โต๊ะ ในลิ้นชักมีกระปุกยานอนหลับขนาดกลางบ่งบอกว่ามันถูกหยิบใช้งานหลายครั้ง ซองอูเทยาออกจากกระปุกลงบนฝ่ามือ กินมันคู่กับน้ำที่วางบนโต๊ะด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา

                สายตาของความหวาดกลัว

                เขาทิ้งตัวนอนลงบนเตียง มือข้างหนึ่งดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวในขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบหูฟัง เขาเลื่อนเลือกเพลงบนหน้าจอทัชสกรีนด้วยท่าทางเหม่อลอยไม่สนใจสายที่ไม่ได้รับจากเพื่อนสนิท รู้อยู่แก่ใจว่าเปิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังอุ่นใจกว่าการที่รู้ว่าทั้งห้องมีแต่ความเงียบ

นิ้วของซองอูจิ้มเพลงโปรดก่อนจะหลับตาลง

 

              คนที่กลัวมักจะปิดประตูขังตัวเองไว้

และหันหลังให้กับสายฝน

แม้จะรู้แก่ใจว่าสายรุ้งจะรออยู่ที่ข้างนอกนั่นก็ตาม

 

………………………

 

โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท

หนึ่งคือคนที่กลัวฝน

สองคือคนที่ไม่กลัวฝน

ฮวังมินฮยอนจัดอยู่ในประเภทที่สอง

 

แม่งเอ๊ย มาตกอะไรตอนนี้วะ

ฮวังมินฮยอนคำรามในลำคออย่างหัวเสีย หลังจากที่เสียงบรรยายเลคเชอร์ของอาจารย์ที่ฝากเพื่อนอัดมาดับไปเพราะฝนตก เขาไม่ชอบถูกขัดจังหวะตอนกำลังมีสมาธิ ร่างสูงละมือจากสมุดโน้ตที่มีตัวหนังสือจดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยความเซ็ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะไปหาอะไรอย่างอื่นทำแทน

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์หาเพื่อนรูมเมทที่นอนซังกะตายอยู่บนเตียง ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นไม่เป็นอุปสรรคกับการใช้ชีวิตของเขาแม้แต่นิดเดียว [ไปหาอะไรกินกันปะ] เขากดส่งข้อความหามัน พร้อมกับทำท่าประกอบชี้มือออกไปทางประตู

ทั้งการมีอยู่ของสายฝน แล้วก็โซลเมทแห่งโชคชะตาที่มาพร้อมกับฝน มินฮยอนไม่สนใจมันเลยสักนิดเดียว แม้ว่าเขาจะยังไม่เคยพบโซลเมทของตัวเองก็ตาม มีคนอีกมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ได้พบเจอกับโซลเมทของตัวเอง เขาคิดว่าตัวเองก็มีความสุขกับโลกเงียบ ๆ นี่ดี

คิมจงฮยอนเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงหลังจากที่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอ่านข้อความ สีหน้าดูสดใสขึ้นทันที [ไป อยากออกไปข้างนอกพอดี ฝนตกทีไรกูหน่วงตลอดเวลาว่ะช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ...เออ งั้นกูชวนคนอื่นในกรุ๊ปด้วยนะ]

[ตามใจ] มินฮยอนพิมพ์กลับสั้น ๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขาก็คงลำบากกันน่าดู ไม่รู้ว่าจะหาทางสื่อสารกันในโลกไร้เสียงอย่างไรกันบ้าง แต่ในโลกที่เทคโนโยลีพัฒนาไปอย่างรุดหน้าขณะนี้ ขอแค่มีมือถือเครื่องเดียว สายฝนที่เคยเป็นสิ่งกีดขวาง พริบตาเดียวก็กลับคืนไปเป็นแค่ฝนธรรมดาเหมือนเดิม  ทุกอย่างก็เป็นไปตามยุคสมัยของมัน เขาคิดแบบนั้นในขณะที่หันไปเลือกเสื้อเตรียมออกไปข้างนอก

Baekho: [ร้านใต้หอมึงม่ะ]

Ren: [กูอยากกินส้มตำ]

JR: [อารมณ์ไหนของมึงวะ]

Aron: [กูอยากกินคอหมูย่าง]

Baekho: [กูไปไหนก็ได้อะตอนนี้ เนือยฉิบหาย]

JR: [เค งั้นเจอกันใต้หอเร็น]

จงฮยอนปิดบทสนทนาเสร็จสรรพในขณะที่กวาดสายตาไปทั่วห้อง เจอร่างสูงของมินฮยอนยืนอยู่หน้าตู้รองเท้าพอดี

ไอ้มิน

มินโว้ย

เสียงของจงฮยอนไม่ได้มีความหมายเลยในตอนนี้ ชายหนุ่มร่างเล็กจึงหยิบก้อนกระดาษจากงานตัวเองที่ถูกขยำทิ้งปาลงหัวไอ้เพื่อนหน้าหล่อที่เอาแต่ขมวดคิ้วคิดหนักอยู่หน้าตู้รองเท้า  เพราะว่านัดกันที่หอชเวมินกิที่อยู่ถัดออกไป พวกเขาเลยต้องขี่มอเตอร์ไซค์ลุยฝน ดูท่าแล้วมันคงกำลังคิดไม่ตกว่าจะใส่คู่ไหนออกไปลุยฝนดี

เรื่องเดียวที่ทำให้มินฮยอนหัวเสียคือการที่เขาต้องออกไปลุยฝนแล้วทำให้เสื้อผ้าเลอะเทอะ รองเท้าก็เลอะ เสื้อก็เลอะ กางเกงก็เลอะ เลอะน้ำยังพอว่าแต่ถ้าเลอะโคลน มินฮยอนจะต้องกลับมาซักเสื้อทันที แถมยังต้องเช็ดถูพื้นห้องจนสะอาดเอี่ยม จงฮยอนผู้เป็นรูมเมทเป็นพยานยืนยันสิ่งนั้นมานับครั้งไม่ถ้วน

              ป๊อก

ก้อนกระดาษเด้งลงกลุ่มผมสีดำก่อนจะกระเด้งลงพื้น มินฮยอนก้มเก็บมันโยนลงถังขยะต่อด้วยนิสัยรักสะอาดจนเคยชิน ก่อนจะหันไปขยับปากไร้เสียงกับเพื่อนรูมเมทว่า ใบหน้าหล่อคมจนคว้าฉายาคนที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเดือนคณะตลอดกาลมุ่ยน้อย ๆ เพราะมีเรื่องให้คิดหนักมีไรวะ

คือ...กูก็ไม่อยากจะขัดมึงแต่...

เพื่อนตัวเล็กขยับปากไร้เสียงพลางทำหน้าแหย ๆ ก่อนจะชี้ไปทางระเบียงห้องของพวกเขา มินฮยอนมองตามนิ้วที่เพื่อนชี้ไปจนสายตาไปบรรจบกับเสื้อของพวกเขาที่ตากไว้ที่ระเบียง และตอนนี้มันกำลังปลิวไสวเพราะโดนฝนสาดจนเปียกชุ่ม

คิ้วของมินฮยอนกระตุกทีหนึ่งให้กับภาพนั้น ก่อนที่เขาจะ…ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย กูเพิ่งซัก!!

ท่ามกลางโลกที่เงียบสงบ เหมือนจะมีเสียงกรีดร้องของคนคนหนึ่งที่ดังหวีดขึ้นมา คนคนนั้นเหมือนจะหน้าตาดีและมีภาพพจน์ที่ดีมาก นับเป็นโชคดีของเขาที่ฝนกำลังตกจึงไม่มีใครได้ยิน

 

แต่ถ้าฝนมาพร้อมกับความเปื้อน

...บางครั้งฮวังมินฮยอนก็ถูกจัดอยู่ในคนประเภทแรกเหมือนกัน

 

………………………

 

                มินฮยอนชอบสีเขียว ไม่ใช่เขียวธรรมดาหรือสีเขียวเข้มแต่เป็นสีเขียวอ่อนผสมสีเทาจาง ๆ เป็นสีเขียวแบบต้นหลิว แต่เป็นต้นหลิวเวลาที่อยู่ท่ามกลางสายฝน เป็นความขมุกขมัวที่ถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติ เขารู้สึกว่ามันเจ๋งดี

                มินฮยอนถือไอพอดสีเขียวอ่อนสีโปรด นั่งอยู่กับวงเพื่อนในร้านกาแฟในเขตมหาวิทยาลัย เขาไม่กินกาแฟ ช็อกโกแลตมิ้นท์จึงเป็นเครื่องดื่มที่มินฮยอนมักจะสั่งบ่อยที่สุด

                ชายหนุ่มยกหลอดขึ้นดูด ได้ยินจงฮยอนส่งเสียงทักกลุ่มเพื่อนทางด้านหลัง เขาหันตามไป เป็นกลุ่มของคังแดเนียลจากคณะข้างเคียง พวกเขาเคยเรียนด้วยกัน แต่มินฮยอนไม่ได้สนิทกับคนในกลุ่มนั้นทุกคน

                สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับคนที่ใส่เสื้อกันหนาวสีเขียว—สีที่ใกล้เคียงกับสีโปรดของตน มินฮยอนเผลอจ้องคนคนนั้นอย่างไม่รู้ตัว  

                คนคนนั้นพอสั่งเครื่องดื่มเสร็จก็หันมาคุยกับเพื่อนในกลุ่มด้วยท่าทางน่าเอ็นดู รอยยิ้มสดใส ทำให้มินฮยอนนึกถึงแมวเหมียวที่มินกิเลี้ยงเอาไว้

                เหมือนคนถูกจ้องจะรู้ตัว แม้ว่าจะช้ามากก็ตามที เขาหันมาสบตากับมินฮยอนที่นั่งจ้องอยู่ กะพริบตาปริบ ๆ สองครั้งก่อนจะเอียงคอ สีหน้าทั้งสงสัยและอยากเย้าแหย่มินฮยอนไปในเวลาเดียวกัน มองจากมุมนี้แล้วท่าทางน่าหมั่นไส้ที่สุด ขนาดไม่ใช่คนสนิทกันยังอยากลุกขึ้นไปหยิกแก้มสักทีจนร้องโอ๊ย

            ไอ้ฉิบหาย

                มินฮยอนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ลามไปถึงใบหูทั้งสองข้าง รีบหันหน้ากลับมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ทำอะไรแบบนั้นออกไป

                คนคนนั้น…ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะชื่อองซองอูหรือเปล่านะ?

 

………………………

 

                ซองอูชอบสีเขียวควันบุหรี่

                เอาชื่อนี้ไปหาที่ไหนในโลกก็คงไม่มีเพราะเขาตั้งมันขึ้นมาเอง

                คงเพราะว่าตอนเด็กที่เกิดเรื่อง คุณลุงคนที่มาช่วยเขาไว้ใส่เสื้อสีนี้พอดี ซองอูเลยฝังใจ เวลาที่เห็นสีนี้ทีไรเขาจะรู้สึกสงบลง นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าวของต่าง ๆ ในห้องของเขาล้วนแต่มีสีเอิร์ธโทนเพราะมันจะได้เข้ากับสีเขียวที่เขาชอบนั่นเอง

                ...จะเรียกว่าเป็นสีเขียวที่ชอบมันก็ไม่ถูกสินะ

                เรียกว่าเป็นสีที่ทำให้สบายใจดีกว่า

                มันเป็นสีเขียวอ่อนหม่น ๆ ดูเลือนรางเหมือนสีของควันบุหรี่ ดูเศร้าสร้อยกับตัวตนสีจาง บางที—ก็คงเหมือนกับตัวของเขา ตัวตนที่จะจางหายไปในยามที่ฝนตก

                แดเนียลไม่ชอบให้เขาพูดถึงฝน แดนบอกว่าเขามักจะทำหน้าเศร้าเวลาพูดถึงมัน อันที่จริงข้อนั้นซองอูก็รู้ตัวดี ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยไปเข้ารับการรักษาความกลัวนี้ เพราะว่าเคยไปมาแล้วไม่ประสบผลสำเร็จนั่นแหละ เขาถึงยิ่งรู้สึกสิ้นหวังอยู่ข้างในลึก ๆ

                คนคนนั้น…

                ซองอูชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดิน ผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อน เขาจำได้ เพื่อนจากคณะข้างเคียง ซองอูสนิทกับจงฮยอน ผู้ชายยิ้มสวยตัวเล็ก ๆ ส่วนที่เหลือก็เคยได้พูดคุยบ้าง แต่ไม่เยอะเท่าไหร่ โดยเฉพาะผู้ชายผมดำ ตัวสูง ๆ ผิวขาว นัยน์ตาคมเรียวหางตาชี้ขึ้นน้อย ๆ เป็นเอกลักษณ์ ถ้าได้มองหน้าครั้งหนึ่งแล้วคงลืมยาก

                ร่างสูงเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินรั้งท้ายกลุ่ม สีหน้าเรียบเฉย บรรยากาศรอบตัวเขาแตกต่างจากเพื่อนในทางที่ดี ดูเป็นคนเงียบ ๆ แต่สายตาอบอุ่น ท่าทางเป็นมิตร เหมือนแมวเหมียวสีขาวตัวโต ๆ

                ที่สำคัญคนคนนั้นวันนี้ใส่เสื้อยืดสีเขียวควันบุหรี่ เป็นเสื้อเรียบ ๆ มีลูกเล่นเป็นแถบสีขาวประดับแต่มันกลับดูดีอย่างมากเมื่ออยู่บนเรือนร่างสูงสมส่วนประหนึ่งนายแบบของเขา

ซองอูมองไปที่เขา คนที่เดินผ่านไปเหมือนภาพช้า จมูกเหมือนได้กลิ่นน้ำหอมที่เจ้าตัวใช้ลอยตามลมมาอย่างเจือจาง ส่วนลึกในจิตใจรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในใจอย่างประหลาด

คนคนนั้นชื่อฮวังมินฮยอนใช่ไหมนะ?

 

………………………

 

              ใครเมาคนสุดท้ายเลี้ยงโอเคปะ

              เสียงคนจากทั้งสองกลุ่มโห่ขึ้นพร้อมกัน

              แบบนี้ไอ้หลินก็รอดปะวะ ไม่ถึงแก้วก็ล้มแล้ว

ประโยคนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากหลายฝ่าย มินฮยอนมองภาพนั้นก่อนจะยิ้มมุมปากน้อย ๆ เวลาผ่านพ้นเข้าสู่ช่วงฤดูกาลสอบไฟนอล วันนี้เป็นวันที่พวกเขาสอบวิชาที่เรียนรวมด้วยกันเสร็จพอดี เลยตั้งใจว่าจะไปฉลองกัน

สมาชิกก็มีทั้งหมดสิบห้าคน มีเขา จงฮยอน ยองมิน มินกิ ดงโฮ รวมกับทางกลุ่มโน้นอีกสิบคน มีแดเนียล ซองอุน จีซอง...

มีแค่เก้าคน?

สายตาของมินฮยอนมองหาใครอีกคนที่ควรจะเดินอยู่ในกลุ่มแล้วซองอูล่ะ?”

ที่ผ่านมาพวกเขามีโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้นระหว่างการนัดติวหนังสือสอบ จะเรียกว่าสนิทกันแล้วก็คงได้ น่าแปลกที่ซองอูเข้ากับทุกคนในกลุ่มของมินฮยอนได้เป็นอย่างดี อย่างมินกิ คุยกันไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงขั้นแลกเบอร์และไปเที่ยวเล่นที่ห้องของกันและกันแล้ว แต่กับมินฮยอน… ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าซองอูดูค่อนข้างตั้งใจหลีกเลี่ยงเขาเป็นพิเศษ

อย่างเช่นตอนที่เก้าอี้ว่างเหลือที่นั่งข้าง ๆ เขา แต่ซองอูกลับยอมเดินไปไกลกว่า แถมยังไม่ได้นั่งกับเพื่อนในกลุ่มตัวเองที่นั่งติดกับกลุ่มของเขาอีก แม้ว่าจะให้เหตุผลว่าตั้งใจจะแอบหลบไปนอนก็เถอะ ที่นั่งข้างเขาก็ใช่ว่าจะอยู่หน้าห้อง เกือบจะค่อนมาทางหลังห้องแล้วด้วยซ้ำ

ไหนจะตอนที่เขาบังเอิญเจอซองอูที่คาเฟ่ร้านประจำ เจ้าตัวกำลังยืนเลือกเมนูอยู่นานสองนาน พูดพึมพำกับตัวเองว่าอันนั้นขมไปอันนี้ก็ขมเกิน มินฮยอนหัวเราะในลำคอเบา ๆ ให้กับท่าทางเหมือนเด็กน้อยของอีกฝ่าย ตั้งใจจะเดินเข้าไปช่วยแนะนำเมนูที่เด็ก ๆกินได้ให้ แต่ซองอูหันมาสบตาเข้ากับเขาเสียก่อน

ไง มินฮยอน หวัดดี...เอ้อ นึกขึ้นได้พอดีเลยว่ามีธุระ ขอตัวก่อนนะ แหะ ๆเจ้าเด็กกินขมไม่ได้ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้มินฮยอนยืนงงอยู่กับพนักงานสองคน เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเป๋ไปเป็นอาทิตย์

แค่นึกมาถึงตรงนี้มินฮยอนก็เริ่มหงุดหงิดอย่างที่ควบคุมไม่ได้ ทำไมซองอูถึงได้สนิทกับทุกคนยกเว้นเขา อย่าว่าแต่ไม่ชอบหน้าเลย แค่คุยกันก็ยังแทบนับคำได้ ทั้งเทอมพูดรวมกันแทบจะไม่ถึงห้านาทีจะเอาอะไรมาเกลียดเขา

หรือหน้าตาของเขามันไม่เป็นมิตรขนาดนั้น?

              ไม่นะ มินฮยอนว่าตัวเองก็ออกจะเป็นคนตลก

หรือซองอูอาจจะไม่เคยเห็นตอนเขาตลกวะ

แล้วทำไมเขาต้องมานั่งเถียงกับตัวเองแบบนี้ด้วยวะ

เออว่ะ ซองอูไปไหน

น้ำเสียงตกใจของเพื่อนในกลุ่มดึงสติของมินฮยอนให้กลับคืนมาใครเห็นซองอูบ้าง

เหมือนมันบอกจะไปเข้าห้องน้ำ

เอ้า แล้วไม่รอมันวะ

กูลืม

ทิ้งสมองไปกับการสอบแล้วเหรอไอ้ห่า

ไป ๆ เดินกลับไปหามันเลย เดี๋ยวมันยืนงอนแน่เลย กูขี้เกียจดูมันแกล้งพองแก้มขอความเห็นใจไปจนถึงร้าน

มินฮยอนนึกภาพเจ้าหนุ่มร่างบางยืนพองแก้มรอเพื่อน ๆ กลับมารับออกเลย เขาหัวเราะเบา ๆ ไปกับการบ่นอุบอิบเป็นหมีของคังแดเนียลก่อนที่จะชะงักกึก

                ภาพซองอูในหัวของเขามันชัดเจนขนาดนี้เลยเหรอ?

                มินฮยอนแค่เป็นคนเก็บรายละเอียดเก่ง

                เขาบอกตัวเองแบบนั้น

                ตอนนั้นเองที่หยดน้ำเม็ดหนึ่งร่วงลงมากระทบกับแก้มของเขา มินฮยอนแบฝ่ามือ หยดน้ำอีกหลายหยดร่วงตามลงมา

                มึง…

                สีหน้าจีซองดูไม่ค่อยดี สีหน้าคนที่เหลือในกลุ่มของซองอูก็เช่นกัน แดเนียลวิ่งนำหน้าเพื่อนไปทันทีที่เห็นว่าฝนตั้งเค้ากำลังจะตก ส่วนคนในกลุ่มของมินฮยอนยังจับสถานการณ์ไม่ถูก ได้แต่มองหน้ากันสลับไปมาด้วยความงุนงง

                อะไรเหรอ?” จงฮยอนเอ่ยถามออกไปเป็นคนแรก จินยองหันมาทำท่าจะตอบ แต่แล้วอยู่ ๆ ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ไร้วี่แววของสัญญาณบอกล่วงหน้า

                ซองอุนกับจีซองวิ่งตามแดเนียลออกไปด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                ทีนี้คนที่เหลือเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข พวกเขายังไม่เข้าหาที่หลบฝน มินฮยอนเห็นแจฮวานยกโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ก่อนที่คนที่เหลือจะวิ่งแยกกันออกไปหลาย ๆ ทาง แจฮวานหันมามองกลุ่มของมินฮยอนครู่หนึ่งด้วยสีหน้าลังเล ก่อนจะรีบก้มลงพิมพ์ยุกยิก สักพักแชทก็ถูกส่งเข้ามาในกรุ๊ปรวมระหว่างสองแก๊ง มินฮยอนกดอ่าน หัวใจหล่นวูบเมื่อในหัวปะติดปะต่อเรื่องราวหลายอย่างเข้าด้วยกันได้

                ตอนที่ซองอูหลบไปนอนฟุบหลังห้องคนเดียว มินฮยอนจำได้ว่าวันนั้นฝนตกหนักมากและซองอูตัวเปียกเหมือนฝ่าฝนมา เพราะว่าเขามัวแต่หงุดหงิดที่เห็นซองอูทำตัวเหมือนพยายามหลบหน้า เขาเลยแทบไม่ได้สังเกตว่าหน้าของซองอูซีดมากแค่ไหน

                ตอนที่เจอที่คาเฟ่ก็เหมือนกัน หลังจากซองอูออกจากร้านไปไม่นานฝนก็เริ่มตก ที่ซองอูรีบขอตัวกลับไม่ได้เป็นเพราะว่าหนีหน้าเขา แต่หนีฝนที่มากับเขาต่างหาก

                ไวกว่าความคิด เท้าของมินฮยอนออกวิ่งก่อนที่เขาจะอ่านข้อความของแจฮวานจบเสียอีก

 

                พวกมึง ช่วยกันหาซองอูที ตอนเด็ก ๆ มันเคยหลงกับพ่อแม่ที่ต่างประเทศกลางฝนตกคนเดียว กว่าจะเจอตัวก็เกือบข้ามวันเพราะวันนั้นฝนตกหนักมาก คราวนั้นมันต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวชไปเป็นเดือนเพราะงั้นมันเลยฝังใจกลัวฝนมาก ๆ จนถึงตอนนี้มันก็ยังเป็นหนักอยู่ อันนี้กูจริงจังมาก มันอยู่คนเดียวตอนฝนตกไม่ได้เลย กูกลัวมันกำเริบจนต้องเข้าโรงบาลอีก

               

………………………

 

สุดท้ายแล้วพายุทุกลูกจะผ่านพ้นไป

ขอแค่เรารอ

ซองอูเชื่ออย่างนั้น

แต่ทำไมพายุของเขามันถึงไม่ผ่านไปสักที

               

               

อาจจะเพราะว่าเขาหลบฝนจนแทบจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหรืออาจจะเพราะว่าเขาตระหนักถึงการมีอยู่ของมันมากเกินไป ประสาทสัมผัสของซองอูจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษ ก่อนหน้าที่ฝนจะตก เขามักจะรู้ตัวก่อนเสมอ

              แต่การเตรียมใจกับเจอของจริงมันเป็นคนละส่วนกัน

              เหมือนกับการที่รู้ว่าถูกรถชนแล้วจะเจ็บ พอมาถูกรถชนเข้าจริง ๆ เราก็ยังจะเจ็บเท่าเดิม เจ็บเหมือนเดิม ต่อให้จะเป็นอย่างนี้ซ้ำ ๆ ความเจ็บของเรามันก็ไม่ได้ลดน้อย มีเพียงแค่ความชินชาที่เพิ่มขึ้นมา

และองซองอูก็ยังเป็นองซองอู

เขาตื่นสายในวันสอบและลืมโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ที่ห้อง

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาติดแหง็กอยู่ตรงนี้

              ซองอูหนีมายืนหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ค่อนข้างไกลจากจุดเดิมที่เขาอยู่ตอนแรก พอฝนลงเม็ดแล้ว สติของเขาก็หลุดลอย เขาวิ่งสะเปะสะปะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็มายืนหลบอยู่ตรงนี้เสียแล้ว

              สายตาของซองอูเหม่อลอย มองออกไปไกล เขากำลังนึกถึงสายตาของผู้คนที่มองมาที่เขาในระหว่างที่วิ่งมาที่นี่ มันจ้องมองมา บีบตัวเขา พยายามที่จะกันเขาออกไปเป็นส่วนแปลกแยกในสังคม

              เหมือนกับสายตาที่มองเขาในวันนั้น…

สายตาที่มองตัดสินกันโดยที่ไม่เคยรู้จักอะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยแท้ ๆ

ซองอูถอนหายใจ รู้ว่าตัวเองทั้งวิตกกังวล คิดมากและกำลังหวาดกลัว เขายอมจมอยู่กับความคิดด้านลบ ดีกว่าต้องมานั่งรับรู้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้ยินอะไรแล้วนอกจากเสียงฝนตก

ประกายสว่างวาบจากท้องฟ้า ทำให้ซองอูถอยหลังโดยอัตโนมัติ เขาเกือบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้อยู่แล้ว ครู่เดียวเสียงฟ้าร้องครืนก็ดังตามมา ตามติด ๆ ด้วยเสียงฟ้าผ่าดังก้อง ซองอูหลับตาปี๋ ความเงียบที่โรยตัวทำให้เสียงนั้นเหมือนจะบาดลึกลงไปถึงหัวใจ

ซองอูตัวสั่นเหมือนลูกแมวเปียกฝน คู้ตัวลงไปนั่งซุกเข่าตัวเอง ได้แต่ภาวนาให้ใครสักคนผ่านมาช่วยเขาออกไปจากตรงนี้

เสียงฝนตกหนักพร้อมเสียงลมพัดกิ่งไม้ไหวทำให้ซองอูเลือกที่จะจมอยู่กับภวังค์ความคิดของตัวเองมากกว่าจะหันไปสนใจเสียงรอบข้าง เขาจึงไม่รู้ตัวเลยสักนิดในยามที่เจ้าของรองเท้าหนังสีดำคู่หนึ่งก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา รองเท้าคู่นั้นเลอะเทอะไปหมดเพราะว่าระหว่างทางมาที่นี่มีทั้งโคลนทั้งแอ่งน้ำนอง

ซองอู

เจ้าของเสียงหอบพูดติดขัด สภาพเหมือนคนเพิ่งวิ่งมาจากที่ไหนสักแห่ง

ซองอูค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง เขายังไม่หลุดออกจากภวังค์ของตัวเองเสียทีเดียว

มินฮยอนยืนกางร่มอยู่เหนือหัวของเขา น่าแปลกที่ถึงแม้ว่าเขาจะถือร่มอยู่แต่กลับเปียกซ่กไปตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อนักศึกษาชายสีขาวชุ่มน้ำจนแนบไปกับเนื้อ ผมที่เซตมาอย่างดีลู่ไปกับใบหน้า แม้ว่าสภาพจะดูไม่จืด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามินฮยอนหน้าตาดีเกินกว่าที่จะใช้คำว่าสภาพดูไม่ได้

เสื้อกันหนาวสีเขียวควันบุหรี่ (ที่ตอนนี้เปียกจนกลายเป็นสีเขียวเข้ม) ที่มินฮยอนสวมอยู่บนตัว ทำให้ซองอูรู้สึกสงบใจลงไปได้หลายส่วน ซองอูคิดว่าเสียงของมินฮยอนที่เขาได้ยินเมื่อครู่คงจะเป็นเพราะว่าเขานึกอยากให้ใครสักคนมาช่วยพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ใจจะขาด

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเอ่ยปากตอบรับ “...มินฮยอน?”

              สีหน้าของมินฮยอนดูแปลกไป มันผสมไว้ทั้งความประหลาดใจและความกังวลใจ ทั้งสองจ้องตากันอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความเงียบของฝนที่โรยตัวอยู่รอบๆ

              แม้ว่าซองอูจะหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่มันก็ไม่ได้กันอะไรได้มากมายนัก เขาเปียกชุ่ม สั่นเทาและหวาดกลัว สภาพเหมือนลูกแมวตกน้ำ นัยน์ตาสีเข้มที่มักจะเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเสมอ ๆ ตอนนี้คลอไปด้วยน้ำตา หยดน้ำที่กลิ้งไปตามแก้มยากที่จะแยกแยะว่าเป็นน้ำฝนหรือน้ำตา

                มินฮยอนคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด

                ได้ยินเสียงเราเหรอ?”

                ซองอูไม่อยู่ในสภาพที่จะคิดอะไรตามอีกฝ่ายได้ทัน เขาจึงแค่พยักหน้าหงึกหงักตามที่ได้ยิน ในหัวสมองตอนนี้ว่างเปล่าเป็นภาพเลือนราง สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือใบหน้าของมินฮยอนและเสื้อกันหนาวสีเขียวที่อีกฝ่ายใส่อยู่อือ

                มินฮยอนถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองออก ก้มตัวลงมาคลุมมันลงที่ไหล่ของซองอู

                ซองอูมองตามทุกการกระทำของคนตัวสูงกว่า

                เขาถูกดึงตัวให้ลุกขึ้น ซองอูลุกตามขึ้นมาอย่างว่าง่าย ตัวเขาหยุดสั่นไปสักพักแล้ว น่าจะตั้งแต่ได้ยินเสียงของมินฮยอน…

                เดี๋ยวนะ

                ดวงตาของซองอูเบิกกว้างขึ้นเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก

                เสียง

                ก่อนที่ซองอูจะทันได้ซักถาม ริมฝีปากเย็น ๆ ของมินฮยอนก็ทาบลงบนปากซีดเซียวของเขา ซองอูขยับตัวหนีในทีแรก แต่สู้แรงคนตัวสูงกว่าไม่ไหว สุดท้ายแล้วเขาก็แพ้ให้กับอ้อมกอดที่เริ่มจะอุ่นขึ้นมาของมินฮยอน

รสช็อกโกแลตมิ้นท์คละคลุ้งอยู่ในปาก ซองอูถูกต้อนจนแผ่นหลังติดต้นไม้ หัวใจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็นสุขครั้งแรกในขณะที่อยู่ท่ามกลางสายฝน ในท้องเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่นับพันตัว

มือที่เคยผลักอกของมินฮยอนออกในตอนแรกเลื่อนลงไปเกี่ยวชายเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา

เขาไม่เคยคิด...

ว่าฝนจะอุ่นได้ขนาดนี้

 

               



      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น

  1. #14 FtaONg (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 10:23

    อ่านปุ๊บรู้ปั๊บว่าใครเขียน มันเป็นสไตล์ของน้องพึ่งไปแล้ว ทั้งจังหวะการเดินเรื่อง ภาษาสละสลวย ละเมียดละไมตอนอ่าน อ่านแล้วอวลกรุ่นอยู่ในอารมณ์ ชอบมากๆๆๆๆๆ ซองอูในเรื่องช่างเหมือนแมวน้อยที่ขี้กลัว ขี้กังวล เป็นแมวที่หลงทางต้องการความรักจากใครสักคน คนนั้นคงจะเป็นมินฮยอนนั่นล่ะ

    #14
    0