I KNOW THE COLORS OF LOVE

ตอนที่ 9 : GLACIER GRAY PANTONE #C6CBCC

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 ธ.ค. 61

GLACIER GRAY PANTONE RGB 198 203 204 artist :










 

               ว่ากันว่ามันสืบทอดผ่านทางพันธุกรรม บรรพบุรุษของเขาเองคนหนึ่งก็สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ มินฮยอนไม่เคยเชื่อเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อกันมาในตระกูลจนกระทั่งวันที่มันเกิดกับเขาเอง ตอนนั้นเขาอายุสิบเก้าปี กำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากวันสุดท้ายของการสอบปลายภาคที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อย มีเพื่อนร่วมชั้นเห็นเขาหายวับไปกับตาจากฝั่งตรงข้ามสี่แยกที่ถนนใหญ่หน้าโรงเรียน นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับซองอู

 

ซองอูอยู่ในวัยทำงาน อายุก้ำกึ่งอยู่ระหว่างสามสิบถึงสามสิบห้า ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูฝน เขาข้ามมาจากฤดูหนาวและไม่มีร่มติดตัว ฝนเท เขาตัวเปียกซ่ก โค้ทวูลหนักอึ้งจนปวดไหล่ ซองอูตกใจจนหน้าเสียเมื่อสบตากับเขา แต่หลังจากที่ดูเหมือนกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรอยู่ครู่หนึ่งก็เดินข้ามมาหาเขาจากอีกฝั่งของถนน ยัดร่มสีดำคันใหญ่ที่เจ้าตัวกางอยู่ใส่มือเขาไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนทิ้งเขาไว้ใต้ร่มโดยไม่หันกลับมามอง

 

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้มินฮยอนสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตกใจกับเรื่องไหนก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางข้ามเวลา กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองมาอยู่ในอนาคตก็ผ่านไปเกือบชั่วโมง และพอรู้ตัวก็ฟุ่บหายวับกลับมาอยู่ที่สี่แยกหน้าโรงเรียนเหมือนเดิม แต่เป็นตอนที่ฟ้ามืดลงแล้ว มินฮยอนเช็คแล้วและโชคดีที่ไม่พบร่องรอยบุบสลายหรือความผิดปรกติบนส่วนไหนของร่างกาย แต่สีหน้าและแววตาซองอูยังคงติดอยู่ในหัว

 

หลังจากวันนั้น การเดินทางข้ามเวลาเกิดขึ้นอีกสามครั้งติดๆ กัน มินฮยอนย้อนไปสมัยที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนและข้ามไปถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือเป็นแค่แผ่นพลาสติกบางๆ ขนาดกระชับมือ การข้ามเวลาไม่ใช่เรื่องสนุกเสียทีเดียว มันไม่มีกฎ ไม่มีคู่มือ เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไปอนาคตได้ หรือทำอย่างไรจึงจะสามารถกำหนดเวลาที่จะถอยไปในอดีต ใช้เวลาหลายเดือนกว่าเขาจะคุ้นชินกับมัน และอีกหนึ่งเดือนเต็มๆ ที่มินฮยอนพยายามจับทาง หาแบบแผนของการเดินทางข้ามเวลาที่เกิดขึ้นอย่างมั่วซั่ว คำตอบที่เขาได้ก็คือมันไม่มีระบบตายตัว บางครั้งมินฮยอนใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในอดีตและพบว่าตัวเองหายไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเมื่อกลับมา บางครั้งเวลาไม่ถึงสิบนาทีที่เขาเดินทางข้ามเวลาก็เท่ากับสามชั่วโมงในปัจจุบัน แต่แทบทุกครั้งเขามักจะเดินทางไปเจอซองอูเสมอ

 

ครึ่งปีต่อมาเขาพบกับซองอูอีกครั้ง แต่ในวัยที่อ่อนเยาว์ลง ดูเหมือนว่าที่ร้านกาแฟในวันที่ไม่มีที่นั่งจะเป็นครั้งแรกที่ซองอูเจอกับเขา มินฮยอนนั่งอยู่ก่อนที่มุมหนึ่งของร้าน ติดกับกระจกบานใหญ่ที่มองออกไปนอกถนนได้ เขาข้ามมาจากวันหนึ่งกลางเดือนพฤษภาคมในปี 2018 มินฮยอนสั่งกาแฟและได้รู้จากพนักงานว่าเขาอยู่ในเดือนธันวาคมของสิบปีที่แล้ว

 

ขอโทษนะครับ ตรงนี้ไม่มีใครนั่งใช่ไหมคือประโยคที่ซองอูใช้ทักเขา

 

มินฮยอนส่ายหน้า ถึงจะตกใจที่เจอซองอูแต่เขาก็พอจะรู้ว่าควรพูดหรือไม่ควรพูดอะไร เขาผายมือเป็นเชิงอนุญาตเมื่อซองอูเอ่ยปากขอนั่งด้วยเพราะในร้านไม่มีที่เหลือ ซองอูถอดโค้ทผ้าวูลสีกรมท่าและพาดมันไว้ที่เก้าอี้อย่างเรียบร้อย เหลือแค่สเวตเตอร์ที่ใส่ทับเสื้อเชิ้ตอีกที ในมือถือแก้วเซรามิกที่ใส่ชาร้อนและหนังสืออารยธรรมตะวันออกกลาง

 

พวกเขานั่งตรงข้ามกัน ซองอูเปิดหนังสืออ่านและไฮไลท์ข้อความเงียบเชียบ ส่วนมินฮยอนก็แค่นั่งจิบลาเต้ร้อน รอเวลาที่เขาจะได้กลับไปปัจจุบัน เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งซองอูขยับหนังสือไปโดนแก้วชาของตัวเองล้ม ชาที่เริ่มอุ่นแล้วกระเด็นใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของมินฮยอนเป็นวงกว้าง

 

เขาและซองอูอุทานพร้อมๆ กัน ก่อนอีกฝ่ายจะกุลีกุจอลุกไปหยิบกระดาษทิชชู่มาให้เขาและช่วยพาเขาไปทำความสะอาดที่ห้องน้ำ

 

ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ครับเขาบอกในขณะที่ซองอูพยายามเช็ดคราบของชาให้ออกจากเสื้อเขา เห็นได้ชัดว่ามันไม่สำเร็จ

 

เสื้อคุณเลอะหมดแล้วซองอูว่า ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนหน้าผากของเราแทบจะชนกัน ผมขอโทษนะครับ

 

แต่เดิมห้องน้ำสำหรับหนึ่งคนก็แคบอยู่แล้ว และมันยิ่งรู้สึกแคบลงอีกในความคิดของมินฮยอนเมื่อซองอูกระตุกเสื้อเขาเข้าไปใกล้ๆ อย่างลืมตัว ไม่ ไม่เป็นไรครับเขาพูดตะกุกตะกัก

 

เสื้อของมินฮยอนไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาขาวเหมือนเก่า ซองอูถอนหายใจในขณะที่ก้าวถอยห่างจากเขา ถ้าอย่างนั้นคุณเอาเสื้อผมไปใส่ก่อนนะครับและพูดเองเออเอง

 

มินฮยอนยังไม่ทันได้ร้องห้ามอะไรตอนที่ซองอูถอดสเวตเตอร์ของตัวเองออกจนเหลือแค่เสื้อเชิ้ตลายทางและส่งมันมาให้เขาหน้าตาเฉย

 

มันไม่ต้องถึงขั้นนี้มั้งครับมินฮยอนปฏิเสธ แต่เหมือนว่ามันจะไม่เข้าหูซองอู ใส่เถอะ อย่างน้อยก็ให้ผมสบายใจ

 

หลังจากสบตากันอยู่ครู่ใหญ่ คราวนี้เป็นเขาเองที่ยอมแพ้สายตาแน่วแน่ของซองอูและรับสเวตเตอร์สีเดียวกับโค้ทมาสวมทับเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนคราบชาของตัวเอง พวกเขาเดินออกมาจากห้องน้ำ ซองอูกระแอมแก้เขินเมื่อเปิดประตูออกมาเจอว่ามีคนรอคิวเข้าห้องน้ำอยู่และมองมาที่เราด้วยสายตาประหลาด

 

มินฮยอนพบว่าเสื้อของซองอูเล็กกว่าขนาดตัวของเขาไปหน่อย เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตของตัวเองขึ้นมาทับแขนสเวตเตอร์เพื่อไม่ให้มันดูสั้นเกินไปก่อนจะบอกซองอูอีกครั้ง จริงๆ นะครับ ไม่ต้องเอาเสื้อให้ผมก็ได้ เลอะนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก

 

ซองอูหัวเราะ ก็ไม่ได้จะให้นี่ครับและเสริมต่อเมื่อเขาทำเสียงอ้าวใส่ เอามาคืนผมด้วยนะ ตัวนี้แพง

 

งั้นผมรบกวนขอที่อยู่ได้ไหมครับ จะได้ซักแล้วส่งไปให้

 

มาเจอกันอีกก็ได้นี่ครับ

 

มินฮยอนไม่ได้ตอบอะไรมากไปกว่าส่งยิ้มให้ซองอูที่ยักไหล่กลับมา เจอกันครั้งที่แล้วคุณก็เอาร่มให้ผมเขาพูด และนั่นทำให้ซองอูเลิกคิ้ว ครับ?”

 

อ่า ผมหมายถึง ถ้าเจอกันอีกก็อาจจะมีเรื่องรบกวนอีกเขาแก้ตัวแม้รู้ว่ามันจะฟังดูไม่ค่อยเข้าท่านัก เอาเป็นว่าขอที่อยู่เผื่อไว้ได้ไหมครับ ไม่รู้จะได้เจออีกเมื่อไหร่มินฮยอนบอกตามตรง

 

ซองอูไม่ได้มีปัญหากับการเขียนชื่อ ที่อยู่ และช่องทางติดต่ออื่นๆ บนสมุดโน้ตของตัวเองและฉีกมันให้กับเขา ถ้าจะส่งมา รบกวนส่งข้อความมาบอกก่อนนะครับ พอดีผมไม่ค่อยอยู่บ้านมินฮยอนพยักหน้ารับรู้ เขารับกระดาษและเงยหน้าขึ้นเพื่อจะพูดขอบคุณ แต่ซองอูกลับเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน แต่ว่าเก็บไว้เป็นตัวเลือกสุดท้ายได้ไหมครับ

 

ยังไงนะครับ

 

ผมอยากให้เราเจอกันอีก

 

ถ้านับตามเวลา ครั้งที่สองที่เขาได้เจอกับซองอูเป็นครั้งแรกที่ซองอูได้เจอกับเขา

 

 

 

 

กูขอร้องแทอิลประกบฝ่ามือเข้าด้วยกันเหมือนกำลังขอพร ทำให้มินฮยอนรู้สึกตลก อย่าหายไปแบบคราวที่แล้วอีก

 

เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขากำลังพูดถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เขาหายไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่ที่เขาไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่แล้ว แทอิลเป็นคนนอกครอบครัวคนเดียวที่รู้เกี่ยวกับเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับเขา อาจจะเพราะเขาไม่รู้จะปฏิเสธยังไงเมื่อร่างกายของเขาค่อยๆ หายไปต่อหน้าต่อตาแทอิลและกลับมาที่เดิมในอีกสิบนาทีถัดมา แทอิลเลยจำเป็นต้องรับรู้เรื่องทั้งหมดแม้จะประกาศเสียงแข็งว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวก็ตาม

 

สัปดาห์ที่แล้วมินฮยอนหายไประหว่างเดินไปหยิบเบอร์เกอร์จากเคาน์เตอร์มาที่โต๊ะ โชคดีแค่ไหนที่แทอิลวิ่งเข้าไปรับถาดที่กำลังร่วงกลางอากาศไว้ได้ทัน และโชคดีแค่ไหนที่คนอื่นๆ ในร้านยุ่งเกินกว่าจะสนใจว่ามีใครหายวับไปเฉยๆ

 

มันห้ามกันได้ที่ไหน มึงก็รู้มินฮยอนยักไหล่ให้เพื่อน เขาเห็นใจแทอิลก็จริง แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะหายไปหรือกลับมาเมื่อไหร่เหมือนกัน แต่พอเหลือบไปมองแทอิลที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้มินฮยอนก็ให้สัญญาที่ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่จะพยายามแล้วกัน

 

แทอิลถอนหายใจ กูรู้ว่ามึงพูดไปงั้น แต่ก็ขอบใจ

 

เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านชีทวิชากฎหมายที่เขาขาดเรียน อันนี้มีควิซวีคหน้า ห้ามขาดนะโว้ยแทอิลเสริมตอนที่ส่งปากาไฮไลท์สีเหลืองให้เขาและบ่นอะไรจุกจิกต่อ อันที่จริงมินฮยอนไม่ชอบให้ใครมาบ่น แต่เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะไปห้ามแทอิลกับเรื่องนี้ เพราะถ้าเขาต้องเจออะไรที่แทอิลเจอ คอยตามแก้สถานการณ์ที่เขาสร้างเอาไว้ เขาก็คงจะหนีไปแล้ว แต่ผ่านไปเกือบปีแทอิลก็ยังนั่งอยู่ข้างเขา เพราะฉะนั้นการยอมให้เพื่อนของเขาบ่นต่ออีกสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเสียหาย

 

ว่าแต่คราวที่แล้วมึงไปไหนมา

 

หาเขาเงยหน้าจากบทเรียน ไปไหนวะ

 

ก็หมายถึงมึงหายไปที่ไหนมา แบบ ปีไหน

 

มินฮยอนทำเสียงอ้อ ก่อนจะเล่าสั้นๆ ให้แทอิลฟังว่าตัวเองย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน เดินเตร็ดเตร่อยู่ใกล้ๆ กับย่านนัมซานสักพักก็กลับมาปัจจุบัน จะว่าไปปีนั้นมีหนังเรื่องอะไรบ้างวะ

 

คราวนี้แทอิลเป็นฝ่ายชะงัก แล้วจู่ๆ มึงมาสนใจอะไรเรื่องหนัง

 

สนใจยังไง

 

ไม่รู้ เห็นมึงพูดขึ้นมา

 

มินฮยอนไม่ได้ตอบอะไรแทอิล เขาหมุนปากกาไฮไลท์ในมือเล่นขณะกวาดตาผ่านชีทเรียน ข้อกฎหมายในหน้าถัดๆ ไปไม่ได้เข้าหัวสักเท่าไหร่แล้วเพราะบทสนทนาเมื่อครู่ทำให้เขาคิดถึงเรื่องอื่น

 

สัปดาห์ก่อนเขาย้อนกลับไปในปี 2008 อีกครั้ง มินฮยอนรู้ได้ทันทีเพราะป้าย LED ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอยู่ด้านในห้างสรรพสินค้าเขียนข้อความปีใหม่ไว้พร้อมระบุเลข 2009 เขาคิดว่าตัวเองโชคดีที่ครั้งนี้โผล่มาที่ห้องว่างห้องหนึ่งในห้องน้ำ และยิ่งคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเดิมอีกที่เดินออกไปเจอกับซองอู แต่คำถามที่อีกฝ่ายถามมาว่าเขาเข้าไปทำอะไรในห้องน้ำหญิงก็ทำให้เขาอายจนแทบจะเดินหนี มินฮยอนรีบแก้ตัวด้วยการบอกว่าเขามองป้ายผิดและดีเท่าไหร่ที่ซองอูเชื่อเขาง่ายๆ

 

ใครจะไปคิดว่าจะเจอกันอีกเร็วขนาดนี้ซองอูพูดในขณะที่เดินออกมาจากทางเข้าออกห้องน้ำที่อยู่ข้างลิฟท์ด้วยกัน เพิ่งจะเจอกันเมื่อวันก่อนเองใช่ไหมล่ะครับ

 

วันก่อนเหรอครับ?’ เขาเผลอถามกลับเพราะจำได้ว่าครั้งก่อนหน้านี้ที่เจอซองอูผ่านมาเกือบเดือนแล้ว กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้กำลังอยู่ในเวลาปัจจุบันก็ตอนที่ซองอูหันมามอง

 

ใช่ครับ วันก่อน ที่ร้านกาแฟไง ซองอูอธิบายอย่างใจเย็น ก่อนจะหรี่ตาเมื่อเห็นว่าเขานิ่งไป อย่าบอกว่าลืมนะคุณ สเวตเตอร์ของผมน่ะ

 

มินฮยอนรีบโบกมือและปฏิเสธว่าไม่ได้ลืม ยังหาจังหวะไปส่งไปรษณีย์ให้ไม่ได้เลยครับ

 

วันหลังก็พกเอาไว้ไว้นะครับ เผื่อบังเอิญเจอกันอีกซองอูตอบด้วยสีหน้าจริงจัง เราทั้งคู่มองหน้ากันนิ่งๆ ครู่หนึ่งก่อนซองอูจะหลุดหัวเราะออกมา ผมล้อเล่น

 

เขาหัวเราะตาม แต่ไม่ใช่เพราะมุกตลกของซองอู

 

มินฮยอนอ้าปากจะพูดอะไรต่อแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมือของซองอูแตะลงมาที่ข้อมือของเขา เพราะเราหยุดยืนคุยกันอยู่หน้าทางเดินและขวางทางคนอื่นๆ เขาจึงถูกซองอูคว้าข้อมือเพื่อดึงให้หลบคนที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ อีกฝ่ายออกแรงดึงเขาเข้าไปใกล้ตัว และคงจะใช้แรงมากไปหน่อยเพราะเห็นว่าเขาตัวโตกว่า มินฮยอนเอียงศีรษะหลบเมื่อหน้าของพวกเขาเข้าใกล้จนเกือบจะชนกัน และนั่นทำให้ปลายคางของซองอูกระแทกกับไหล่ของเขาเข้าเต็มๆ

 

เขารีบเด้งตัวออกเพื่อดูอาการซองอูที่ร้องโอ๊ยเบาๆ ใช้มือดันใต้คางอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้นมาให้เขาสำรวจร่องรอยจากการกระแทกได้ชัดขึ้น เราสบตากันโดยอัตโนมัติ มินฮยอนมองแพขนตาหนาขยับขึ้นลงเมื่อซองอูกระพริบตาเร็วๆ และรู้สึกเหมือนกับว่าหายใจได้ไม่ทั่วท้องจนกระทั่งซองอูขยับใบหน้าออกจากมือของเขา ขอโทษทีคุณ ไม่ได้ตั้งใจจะดึงจนเสียหลัก

 

ซองอูเป็นฝ่ายขอโทษก่อน มินฮยอนเองก็อยากจะขอโทษเหมือนกันที่ถือวิสาสะจับซองอูไว้แบบนั้น แต่เขาดันพูดไม่ออก ไม่มีใครพูดอะไร แม้แต่รอบตัวก็เหมือนจะเงียบไปดื้อๆ จนซองอูต้องกระแอมเพื่อแก้สถานการณ์ระหว่างพวกเราที่จู่ๆ ก็กระอักกระอ่วนขึ้นมา เอ่อ คือผมคงต้องไปแล้ว

 

ไปไหนครับมินฮยอนสวนกลับไปแทบจะทันที เขาอยากจะยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองเมื่อเห็นว่าซองอูทำหน้าเหมือนกับจะถามกลับว่าเขาจะอยากรู้ไปทำไม ซึ่งโชคดีที่คำถามนั้นไม่ได้ถูกถามออกมา เพราะถ้าซองอูถาม เขาเองก็คงตอบไม่ได้

 

ดูหนังครับ จองไว้รอบทุ่มครึ่ง ซองอูตอบ ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบตั๋วหนังที่เขาไม่ทันได้ดูว่าเป็นของเรื่องอะไรออกมาชูอวด ถ้ายังไงอย่าลืมส่งข้อความมานะ

 

ครับ?’

 

ตอนที่คุณส่งเสื้อมาให้ผมไงครับ บอกให้ส่งข้อความมาบอกก่อน ลืมเหรอ

 

เป็นครั้งที่สองที่เขาโดนซองอูหรี่ตาใส่ มินฮยอนยิ้มแหย คราวนี้เขายอมรับผิดเพราะลืมจริงๆ และให้สัญญาว่าจะไม่ลืมส่งข้อความไปหาถ้าหากส่งเสื้อคืนให้ซองอูแล้ว

 

เขามองซองอูเดินห่างออกไปหลังจากบอกลากัน แต่ก่อนที่มินฮยอนจะได้มีเวลาคิดว่าตัวเองจะไปไหนและทำอะไรต่อดี อีกฝ่ายก็หันกลับมาและเรียกเขาไว้

 

คุณซองอูยิ้มให้เขา ถึงจะยังไม่ส่งเสื้อมาให้แต่ก็ส่งข้อความมาหาได้นะครับ

 

ประโยคของซองอูในครั้งที่สามที่เราเจอกันยังคงดังในหัวแม้มันจะผ่านมาสัปดาห์กว่าๆ แล้วก็ตามที เสียดายก็แค่เขาไม่เคยมีโอกาสได้ทำแบบนั้นเลยสักครั้ง

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

16 ความคิดเห็น