ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 8 : คนโง่ที่น่ากลัวกว่าคนบ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 311 ครั้ง
    15 พ.ย. 63

 

            หัวหน้าหน่วยกัง ร้องออกด้วยความแค้นใจว่า

            “เจ้า.. เจ้า.. นี่เจ้าโง่จริง หรือแกล้งโง่ เพื่อเยาะเย้ยข้ากันแน่”

            ที่หัวหน้าหน่วยกัง พูดออกมาเช่นนี้ เพราะหากจะบอกว่า เสี่ยวอิง เป็นคนที่ลึกซึ้งจนเยาะเย้ยพวกมันด้วยสีหน้าและวาจาจริงจัง ก็ดูขัดกับวัยอ่อนเยาว์ของอีกฝ่าย แต่หากจะบอกว่า อีกฝ่ายพูดออกมาจากใจจริง มันก็ไม่คิดว่า คนที่ฝึกปรือวิชาชั่วร้ายอย่าง ลมปราณเปลวอัคคี ที่แฝงพิษอัคคีสามารถชำแรกเข้ามาทางเส้นชีพจรของคู่ต่อสู้ และทำลายพลังปราณทำให้อีกฝ่ายสูญเสียพลังฝีมือ จะมีความคิดไร้เดียงสาแบบนี้ ดังนั้น ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว คือ สมองของเจ้าเด็กคนนี้มีปัญหา ความคิดโง่ทึบ จึงกล่าววาจาเหลวไหลเหล่านั้นออกมา

            บริวารทั้งสองคน เมื่อได้ยินวิชาลมปราณเปลวอัคคี แม้จะรู้สึกแปลกหู เพราะที่ผ่านมา พวกมันได้ยินแต่ว่า ไม้ตายของบริวารในพรรคเปลวอัคคี คือ ฝ่ามือเปลวอัคคี แต่ที่เจ้าเด็กนี้ใช้ออกเป็นหมัดไม่ใช่ฝ่ามือ ดังนั้น เมื่อหัวหน้าหน่วยกัง สรุปออกมาว่า อีกฝ่ายใช้ออกด้วยลมปราณเปลวอัคคี พวกมันจึงคิดว่า ตัวมันเองมีความรู้น้อย โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ที่หัวหน้าหน่วยกัง พูดโพล่งออกมานั้น ก็เป็นเพียงการคาดเดา จากการที่ตัวมันถูกทำลายพลังฝีมือจากพลังปราณร้อนลวก จึงสรุปออกมาเช่นนั้น

            เสี่ยวอิง ได้ยินคำถามของ หัวหน้าหน่วยกัง ต้องเอียงคอ ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า

            “ข้าไม่เคยฝึกปรือ ลมปราณเปลวอัคคี อะไรนั่น ว่าแต่ท่านลุงทำไมดูอ่อนปวกเปียกอย่างนั้น ต้องให้พี่สองคนประคองเอาไว้ ถ้าไม่ใช่ว่ามีอาการบาดเจ็บซุกซ่อนอยู่เก่าแล้ว แค่โดนพลังหมัดของข้าไปครั้งเดียว คงไม่มีอาการมากขนาดนี้หรอกนะ แต่ถ้าไม่ใช่อาการบาดเจ็บ ก็คงเป็นโรคประจำตัว…”

            พูดมาถึงตรงนี้ สายตาของ เสี่ยวอิง ส่องประกายวูบ ตบมือดังฉาด สร้างความแตกตื่นให้กับคนทั้งสาม จนพากันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสี่ยวอิง กล่าวออกมาอย่างดีใจว่า

            “ข้านึกออกแล้ว ที่แท้ ท่านลุงเป็นโรคลมบ้าหมูนี่เอง หลังจากควบม้าจนเหนื่อยอ่อน แล้วใช้กำลังอย่างหักโหม ทำให้โรคเก่ากำเริบขึ้น งั้นไม่เป็นไรนะ ข้าเคยเห็นลุงคนหนึ่ง เป็นโรคลมบ้าหมูนี้ เพียงกลับบ้านไปต้มน้ำขิงอุ่น ๆ ดื่ม แล้วนอนพักสักคืน ก็ทุเลาแล้ว”

            หัวหน้าหน่วยกัง รู้สึกโทสะประดังขึ้น จนแน่นหน้าอก หายใจหอบถี่ ใบหน้าแดงก่ำ อ้าปากกระอักโลหิตออกมาอีกคำหนึ่ง ก่อนที่สองตาเหลือกขึ้น คอพับ สิ้นสติไปในทันที ทางด้านบริวารทั้งสอง มือไม้เปะปะ ทำอันใดไม่ถูก จนเสี่ยวอิง ต้องร้องบอกออกมาว่า

            “นี่ หัวหน้าหน่วยของพวกเจ้า สิ้นสติไปแล้ว ควรรีบพากลับไปพักผ่อนนะ”

            บริวารทั้งสอง ที่ตอนแรกคิดว่า อีกฝ่ายเมื่อลงมือกับหัวหน้าหน่วยกัง อย่างโหดเหี้ยมแล้ว คงไม่ปล่อยพวกตนไปแน่ แต่เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองคนมีสีหน้าดีใจ รีบค้อมศีรษะกล่าวขอบคุณ หิ้วร่างของหัวหน้าหน่วยกัง และซากศพของพวกพ้องไปขึ้นม้า โดยพาดไว้ด้านหน้า แล้วควบขับกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่า เสี่ยวอิง จะเปลี่ยนใจรั้งตัวพวกมันเอาไว้

            เสี่ยวอิง ส่ายหน้าอย่างไม่เช้าใจ เห็นพวกมันควบขับม้าไปสองตัว ทิ้งม้าที่ปราศจากคนขับไว้สองตัว จนตอนแรกมันคิดจะเอ่ยปากร้องเรียก ไม่นึกเลยว่า อีกฝ่ายเพียงเห็นมันอ้าปาก กลับฟาดแส้ใส่สะโพกม้า จนม้าทั้งสองตัวแผดเสียงร้องก้อง ซอยเท้าพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว จนฝุ่นฟุ้งกระจาย ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องปิดปาก และก้าวถอยหลังเพื่อหลบเลี่ยงไปก่อน จนเมื่อฝุ่นซาลง มันจึงเพิ่งคิดขึ้นได้ ยกมือตบหน้าผากเบา ๆ รีบยกมือประนมไว้ สวดอำนวยพร ก่อนจะเดินไปจูงม้าทั้งสองตัวเดินเข้าไปหา ชายวัยกลางคนที่นอนหมดสติอยู่ กล่าวพึมพำว่า

            “ไม่นึกเลยว่า คนทั้งสองกลับมีจิตใจกว้างขวาง ยินดีบริจาคม้าทั้งสองตัวมาให้ ดูท่าก่อนหน้านี้ คงเป็นแค่ความเข้าใจผิดเล็กน้อย ทำให้ไล่ล่าท่านลุงคนที่หมดสติไปนี้ เฮ้อ ชาวยุทธจักรนี่ก็เลือดร้อนกันจริง ๆ แค่เรื่องเล็กน้อย ก็ต้องไล่ล่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย”

            เสี่ยวอิง เหลือบมองม้าที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ ชายวัยกลางคน ถอนหายใจ กล่าวออกมาด้วยความเวทนาว่า

            “ม้าเอยม้า เจ้าทำหน้าที่ดีมากแล้ว กระทั่งตอนล้ม เจ้าก็ยังรับแรงกระแทกส่วนใหญ่ จนตกตายแทนเจ้านาย ขอให้เจ้าได้เกิดใหม่ ในภพภูมิที่ดีกว่าเดิมด้วยเถิด”

            ในความเป็นจริงแล้ว ม้าตัวนี้ ถูกพลังปราณคุ้มครองกายของ เสี่ยวอิง ที่กระแทกย้อนกลับ ทำให้กระโหลกศีรษะของมันแตกกระจาย สลัดคนที่ขี่อยู่ให้ล้มกลิ้งคม่ำหงาย ก่อนจะขาดใจตายไป นั่นคือ ชายวัยกลางคนนี้บาดเจ็บเพิ่มเติมจากตัวเสี่ยวอิง ทางอ้อมนั่นเอง

            ทันใดนั้น เสี่ยวอิง หันกลับไปมองบนทางหลวง ที่ปรากฏคนในชุดคลุมสีแดงฉาน กระทั่งส่วนศีรษะยังอยู่ใต้ผ้าคลุม จนไม่อาจสังเกตเห็นโฉมหน้าได้อย่างชัดเจน เพียงจำแนกออกว่า เป็นบุรุษอย่างเลือนรางเท่านั้น บรรยากาศรอบกายของชายผู้นี้ดูเยือกเย็นอย่างประหลาด แม้อากาศยามเช้า จะเย็นสบาย แต่เมื่อชายคนนี้ปรากฏกายขึ้น อากาศในบริเวณนี้ ดูเหมือนจะแข็งตัวไปเลย

            ชายในชุดคลุม หยุดยืนบนทางหลวง กวาดตามองชายวัยกลางคนที่นอนหมดสติแวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตามาจับจ้อง เสี่ยวอิง กล่าวเสียงเยือกเย็นว่า

            “เจ้าเด็กน้อย เมื่อสักครู่ ผู้ใดร่ำร้องด่าทอ พรรคเปลวอัคคี อยู่ในบริเวณนี้”

            เสี่ยวอิง เอียงคอครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า พูดออกมาว่า

            “ไม่มีใครด่าทอ พรรคเปลวอัคคีนี่นา มีเพียงท่านลุงคนหนึ่ง พูดถึง ลมปราณเปลวอัคคี อะไรก็ไม่รู้ แต่แกคงพร่ำเพ้อไป หลังอาการลมบ้าหมูกำเริบ คนเราก็มักจะมีความคิดผิดเพี้ยนอยู่เสมอ ๆ นั่นแหละ”

            เสี่ยวอิง ยิ้มอาย ๆ กล่าวต่อว่า

            “ข้าก็ยังรู้สึกประหลาดใจอยู่ เพราะข้าเพียงต่อยออกไปหมัดเดียว แต่ลุงคนนั้น กลับโวยวายว่า ข้าฝึกลมปราณเปลวอัคคีขึ้นมาได้”

            ชายคนนั้นชะงักไปวูบหนึ่ง เพ่งมองเสี่ยวอิง ด้วยประกายตาเจิดจ้าราวกับลูกไฟ ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องขยับตัวด้วยความไม่สบายใจ กล่าวออกมาว่า

            “นี่เจ้าเป็นอะไรไปนะ ทำไมต้องจ้องข้าอย่างดุร้ายเข่นนั้นด้วย”

            “เฮอะ เฮอะ ไม่นึกเลยว่า วันนี้ ข้า ผู้คลุ้มคลั่งอัคคี จะพบเจอคนที่ไม่กลัวตาย กล้ากล่าวล้อเล่นต่อหน้าข้าเยี่ยงนี้ เจ้าเด็กน้อย จงสารภาพมา ใครเสี้ยมสอนให้เจ้ากล่าวคำพูดเหล่านั้น แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน”

            เสี่ยวอิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงแช่มช้าว่า

            “ประสกท่านนี้ ข้าว่า ท่านเองก็มีโรคภัยประจำตัวนะ วันนี้เป็นอะไร พอพูดถึงคำว่า เปลวอัคคี ต้องมีคนพูดจาประหลาด ๆ ตามมาทุกที ดูท่าต่อไป ข้าคงต้องระมัดระวังปาก ไม่พูดคำนี้ออกมาอีกแล้ว”

            ชายในชุดคลุม กู่ร้องเสียงโหยหวน สะบัดฝ่ามือขวาออก แผ่พุ่งพลังความร้อนสายหนึ่ง พุ่งตรงไปที่ เสี่ยวอิง อย่างรวดเร็ว ทำให้ใบหน้าของเสี่ยวอิงเครียดขึ้นมา กล่าวว่า

            “ประสกไร้เหตุผลเกินไปแล้ว ไม่พูดไม่จา ก็ลงมืออย่างดุร้ายเช่นนี้ พวกชาวยุทธจักรนี่ ล้วนไร้เหตุผลกันเยี่ยงนี้หรือ”

            เสี่ยวอิง ชกหมัดตรงเข้าปะทะกับพลังฝ่ามือนั้นอย่างขุ่นเคือง เพราะถ้ามันถลันหลบ พลังฝ่ามือนั้น ก็จะพุ่งเข้าทำร้ายชายวัยกลางคนที่นอนสลบอยู่ด้านหลังแทน อย่างไรก็ตาม เนื่องเพราะเป็นการรับมืออย่างฉุกละหุก ทำให้เกร็งพลังปราณได้เพียงแค่สองส่วนเท่านั้น เมื่อพลังทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ต่างรับรู้ได้ถึงพลังความร้อนที่แผ่ออกมาจากพลังปราณของฝ่ายตรงข้าม 

            เสี่ยวอิง ร้องครางออกมาเล็กน้อย ก้าวถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะหยุดยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง ในขณะที่ ชายในชุดคลุมสีแดง ร้องออกมาว่า

            “เอ๊ะ คิดไม่ถึงว่า เด็กน้อยอย่างเจ้า กลับมีพลังการฝึกปรือไม่เลว สามารถรับฝ่ามือเปลวอัคคีที่ข้าใช้พลังสี่ส่วนได้ ว่าแต่เจ้าฝึกปรือวิชาอะไร ถึงแฝงพลังอัคคีบริสุทธิ์เช่นนี้ออกมาได้”

            เสี่ยวอิง ถลึงจ้องกลับมาอย่างขุ่นเคือง ด้วยทิษฐิของเด็ก ทำให้มันเม้มปากไม่ยอมตอบคำถามอีกฝ่าย ทำให้ ชายในชุดคลุม ต้องแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ กล่าวว่า

            “เฮอะ ข้าเพียงกังวลว่า อาจารย์ของเจ้า จะมีความสัมพันธ์กับพรรคเปลวอัคคีของข้าเท่านั้น หากเด็กน้อยเจ้าไม่รีบบอกความเป็นมาออกมา ถ้าเจ็บตัวแล้ว อย่ามาโทษว่าข้าใจร้ายนะ”

            ทันใดนั้น เสียงหัวเราะคิกคักสดใสดุจระฆังเงินดังมาจากยอดต้นไม้ที่อยู่ห่างไป  30 เชียะ ทำให้ชายในชุดคลุม หันกายสะบัดฝ่ามือเข้าใส่ ครั้งนี้ดูเหมือนมันจะใช้พลังปราณมากกว่าเดิม ทำให้พลังฝ่ามือที่พุ่งไป เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้เป็นทาง ดูน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง

            บนยอดต้นไม้ ปรากฏเงาร่างสองสายทะยานขึ้น หนึ่งสูงหนึ่งต่ำ จากเงาร่างที่อ้อนแอ้น พอจะบอกได้ว่า เป็นสตรีทั้งคู่ สตรีร่างสูงตวัดแขนข้างขวาออกต้านปะทะพลังฝ่ามือเปลวอัคคี ร้องตวาดออกมาว่า

            “ผู้อื่นกลัวฝ่ามือเปลวอัคคีของเจ้า แต่ไม่ใช่คนของวังวารีพิสุทธิ์”

            เห็นพลังสีเงินยวงสายหนึ่ง พุ่งออกปะทะกับเปลวอัคคีอย่างหักโหม จนพลังทั้งสองสายแตกกระจายสลายไปทั้งคู่ จากการปะทะกัน ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายเสมอกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ สตรีที่ร่างเตี้ยเล็กกว่า กลับพุ่งกายมาที่ ชายวัยกลางคน ก่อนจะคว้าตัวหิ้วขึ้นไปราวกับเหยี่ยวโฉบไก่ ก่อนจะกระโดดขึ้นขี่ม้าที่ เสี่ยวอิง จูงมาอยู่ใกล้ ๆ พลางส่งเสียงสดใสออกมาว่า

            “ขอบใจเจ้ามากแล้ว”

            สายตาของเสี่ยวอิง ว่องไวพอที่จะสังเกตเห็นว่าอีกฝ่าย เป็นดรุณีน้อยอายุราวสิบห้าปี ใบหน้าซุกซน สองข้างแก้มปรากฏรอยลักยิ้ม สองตาคมวาว ดูท่าคงจะเติบโตเป็นสาวงามในอนาคต แม้จะอายุน้อย กลับมีข้อแขนที่แข็งแรงไม่ใช่น้อย สามารถหิ้วร่างของชายวัยกลางคนที่โตกว่าร่างของนางได้อย่างง่ายดาย เสี่ยวอิง ไม่รู้สึกถึงความคิดมุ่งร้ายของอีกฝ่าย จึงกล่าวถามว่า

            “อมิตพุทธ แม่นางมาช่วยเหลือประสกท่านนี้ใช่หรือไม่”

            ทันใดนั้น เงาร่างอีกสายหนึ่ง ลอยละลิ่วไปนั่งอยู่บนหลังม้าอีกตัวหนึ่ง หนีบขากระตุ้นให้ม้าออกวิ่ง ร้องตวาดออกมาว่า

            “รีบไป”

            เงาร่างสายนี้ กลับเป็นสตรีที่คลุมใบหน้า แต่จากรูปร่างและเสียง คาดว่าอายุไม่เกิน 20 ปี เมื่อดรุณีน้อยได้ยิน ต้องมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ร้องรับคำ พร้อมกับกระตุ้นให้ม้าออกวิ่งอย่างรวดเร็วทันที ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ชายในชุดคลุม กู่ร้องเสียงเกรี้ยวกราด ทะยานร่างมาด้านนี้อย่างเร่งร้อน พลางตวาดใส่ เสี่ยวอิง ว่า

            “หลีกไป”

            เสี่ยวอิง เม้มปากอย่างขุ่นเคือง เพราะอีกฝ่ายไม่พูดเปล่า กลับฟาดฝ่ามือเข้าใส่ราวกับต้องการสังหารตนเองเช่นนั้นแหละ ทำให้โทสะพลุ่งขึ้นอย่างอดไม่ได้ เสี่ยวอิง ตวาดเสียงดังก้อง หมุนตัวครึ่งรอบ ตวัดแขนขวา ต่อยหมัดออกด้วยพลังเจ็ดส่วน ทำให้เกิดเสียงดังครืนครั่นขึ้น จนสตรีทั้งสองนาง ต้องหันกลับมามองแวบหนึ่ง ดรุณีน้อยทำท่าจะรั้งบังเหียนม้า แต่สตรีที่คลุมหน้า กลับร้องเร่งคำหนึ่ง ทำให้นางต้องเบือนหน้ากลับไป เร่งเร้าม้าให้วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่เห็นผลลัพธ์ของการต่อสู้

            ทันทีที่พลังหมัดปะทะกับฝ่ามือ ร่างของชายในชุดคลุมที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ต้องปลิวละลิ่วไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่มันสามารถหมุนตัวกลางอากาศสลายพลังหมัดได้ ก่อนจะร่อนร่างลงยืนหยัดบนพื้น โดยส่ายโงนเงนสองสามครั้ง ก่อนจะหยุดนิ่ง แต่หากสังเกตอย่างใกล้ชิด จะเห็นฝ่ามือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ สั่นระริก แสดงว่า การปะทะกันเมื่อสักครู่ มันเป็นฝ่ายเสียเปรียบเล็กน้อย ทำให้ความคิดประมาทเด็กน้อยเบื้องหน้า หายไปทันที เพราะเมื่อสักครู่มันที่ต้องการไล่ล่า สตรีนางนั้น ทุ่มพลังฝ่ามือถึงเก้าส่วน ตั้งใจจะเผาผลาญเด็กน้อยเบื้องหน้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านในคราเดียว เพื่อเปิดทางให้ไล่ล่าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

            เสี่ยวอิง ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง แค่นเสียง กล่าวว่า

            “ประสกลงมือรุนแรงไปแล้ว กระทั่งสตรี ยังไม่คิดจะออมมือให้แม้แต่น้อย นับเป็นบุรุษประเภทใดกัน”

            ชายในชุดคลุมขุ่นแค้นจนหัวเราะออกมา ยกมือตวัดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้าสี่เหลี่ยม มีหนวดเคราเฟิ้มรุงรัง สองตาทอประกายดุร้ายราวสัตว์ป่า จ้องมองมาที่ เสี่ยวอิง กล่าวเน้นทีละคำว่า

            “เจ้าเด็กโง่ เอ็งต้องตาย”

            พูดขาดคำ ชายคนนี้ ดีดร่างเข้าใส่ สองมือร่ายรำเป็นวงจรซับซ้อน เปลวเพลิงสองสายพุ่งออกมาวนเวียนอยู่รอบกาย เพียงพริบตา ร่างของมันกลืนหายไปภายในลูกไฟดวงใหญ่ พุ่งตรงเข้าใส่ เสี่ยวอิง อย่างหักโหม ในครั้งนี้ ผู้คลุ้มคลั่งอัคคี ทุ่มพลังถึงสิบสองส่วน หากไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายได้ ใครรู้เข้าคงเอาไปนินทามันลับหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มันไม่สามารถยอมรับได้

            คราวนี้ ลูกไฟพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเกือบสองเท่าของการจู่โจมก่อนหน้านี้ ทำให้ เสี่ยวอิง ที่ไม่มีประสบการณ์ต่อสู้ ตกตะลึง จนไม่อาจหลบได้ทัน ปล่อยให้ดวงไฟ พุ่งมาจนถึงตัวเอง สัมผัสกับเสื้อที่สวมใส่อยู่จนลุกไหม้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องร้องออกมาอย่างเจ็บปวดใจว่า

            “เสื้อของข้า นี่เจ้าบ้า เจ้าต้องชดใช้เสื้อให้ข้านะ”

            

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 311 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #183 twenty'april (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 03:29
    โง่ดีครับ โง่จนงง โง่แบบบริสุทธิ์ โง่ที่บอกว่าป่วยทางสมองก็เชื่อ โง่จนดีแล้วที่มีวิชาคงกระพัน ไม่งั้นตายตั้งแต่ 3 ลมหายใจแรกที่เหยียบแผ่นดินใหญ่
    #183
    0
  2. #61 phong123 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 15:26

    สนุกตลกดีครับ5555

    #61
    0
  3. #12 itong00y (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 21:52
    เห้อ..นิยายอะไร
    #12
    0
  4. #1 SilverEvill (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 19:36
    เอาเงินไปเลย ปล่อยข้าไปปก็พอ
    #1
    0