ยอดยุทธคงกระพัน (จบแล้ว)

ตอนที่ 7 : เคราะห์กรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,941
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 339 ครั้ง
    14 พ.ย. 63

 

            ในคืนนั้น เสี่ยวอิง เดินทางไปตามทางหลวงตลอดทั้งคืน เนื่องจากเป็นคนแปลกถิ่น อีกทั้งการแต่งกายยังดูประหลาด อาจสร้างความสงสัยให้กับชาวบ้านที่นี่ ซึ่งไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์กับสำนักเอกะอย่างไร หากตนเองปรากฏกายขึ้น ก็อาจดึงดูดความสนใจของหัวหน้าหน่วยจางได้ สำหรับ เสี่ยวอิง แล้ว การไม่ได้นอนเพียงหนึ่งคืน ไม่เป็นปัญหาอันใด เพราะตั้งแต่ฝึกปรือ ลมปราณเทวราช บางครั้งตนเองก็อยู่ในสมาธิเป็นเวลาหลายวัน ก่อนจะตื่นขึ้นมาทำโน่นนี่อีกสองสามวัน เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ก่อนจะกลับไปฝึกฝนต่อ 

            จนเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องยามรุ่งอรุณ เสี่ยวอิง พบเห็นหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ข้างทาง จึงเดินเข้าไปเพื่อสอบถามเส้นทาง แต่เนื่องจาก ตนเองไม่เคยออกไปจากวัดเลย ทำให้ไม่รู้เหมือนกันว่า สถานที่เดิมของตนเองนั้นอยู่ที่ใด และเมื่อนึกถึงว่า เจ้าอาวาสก็มรณภาพแล้ว อีกทั้งวัดก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ตนเองเป็นกำพร้า ในเมื่อคิดตัดทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพักตร์ ก็ไม่ควรยึดติดกับสิ่งใดมากเกินไป เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เสี่ยวอิง จึงเพียงซื้อหาเสื้อผ้าเก่าจากชาวบ้าน สวมทับเกราะเกล็ดมังกรมิให้เป็นที่แปลกตาของคนทั่วไป แล้วเดินตรงไปเมืองน้อยที่อยู่ห่างออกไปอีกราว 30 ลี้ สำหรับเงินที่ใช้ในการซื้อเสื้อผ้า และอาหารสดจำนวนหนึ่งนั้น เสี่ยวอิง ก็อาศัยบิณฑบาต เงินที่วางอยู่ในลิ้นชัก ห้องหนึ่งที่เดินผ่าน พร้อมกับสวดอำนวยพรให้กับเจ้าของเงินเป็นที่เรียบร้อย

            เสี่ยวอิง เดินไปกัดกินหมั่นโถว ผสมกับเนื้อไก่ต้มสุกไป ด้วยความสุข ในเรือแม้จะมีอาหารสด อาหารแห้ง แต่เสี่ยวอิงที่แอบซ่อนตัวอยู่ ย่อมไม่ได้กินอย่างเต็มอิ่มมาตลอดการเดินทาง ยามนี้ เมื่อมีโอกาสจึงกินอาหารเหล่านี้อย่างเอร็ดอร่อย 

            ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าดังระรัวมาจากด้านหน้า เมื่อมองไป เห็นคนหนึ่งควบม้าสุดฝีเท้า จนฝุ่นคละคลุ้งเป็นทางยาว ด้านหลังตามมาด้วยสี่คนสี่ม้า จากรูปการณ์แล้ว เหมือนจะเป็นการไล่ล่ากันของชาวยุทธจักร เสี่ยวอิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอก จึงเดินเบี่ยงลงหยุดยืนอยู่ข้างทาง พลางหันหลังให้กับม้าที่ควบเข้ามา พลางซุกเก็บอาหารในมือเข้าไปในอกเสื้อ เพราะเกรงว่าจะแปดเปื้อนฝุ่นละอองที่ปลิวคลุ้งไปทั่วทางหลวง

            แต่ไม่คาดคิดเลยว่า คนที่หลบหนี ได้รับบาดเจ็บมาก่อน เมื่อมาถึงบริเวณที่ เสี่ยวอิง หยุดยืนอยู่ กลับสิ้นเรี่ยวแรง ไม่อาจควบคุมม้าได้ จนม้าวิ่งเฉ พุ่งเข้าใส่ด้านหลังของ เสี่ยวอิง อย่างไม่คาดฝัน ทางด้านเสี่ยวอิงเอง รับรู้ได้ถึงพลังที่โถมกระแทกมาจากด้านหลัง ลมปราณภายในร่างเกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เสี่ยวอิง เองจึงลนลาน ทำได้เพียง ผนึกลมปราณคุ้มครองกายขึ้นอย่างเต็มที่ ยืนหยัดมั่นรับการกระแทกจากหนึ่งคนหนึ่งม้าอย่างหักโหม

            คนที่หลบหนี เหมือนเพิ่งสังเกตเห็น เสี่ยวอิง ยืนขวางทางม้าอยู่ ร้องตะโกนออกมาสุดเสียงว่า

            “หลีกไป !!!”

            ในขณะที่ สี่คนที่ควบม้าไล่ล่า เมื่อเห็นว่า มีคนเคราะห์ร้าย ไม่มีท่าทีเวทนา กลับแผดเสียงหัวร่ออย่างคึกคะนอง เร่งม้าเข้ามาอย่างเต็มที่ เพราะเห็นว่า คนที่หลบหนีคงไม่อาจหนีรอดไปได้อีกแล้ว ทางด้านคนที่หลบหนี เมื่อเห็นว่า เสี่ยวอิง ยังยืนนิ่ง เหมือนตกตะลึง จนไม่ขยับตัวไปไหน ได้แต่ทอดถอนใจ หลับตาลง ด้วยไม่ต้องการเห็นภาพอนาถใจ 

            แต่ไม่นึกเลยว่า ตัวมันกลับรับรู้ได้ถึงกระแสพลังหยุ่นเหนียวสายหนึ่งพุ่งเข้ามาต้านปะทะ จนม้าคู่ขาชะลอความเร็วลง ทำให้มันต้องลืมตาขึ้นมองอย่างงุนงง เห็นหัวม้าที่เกือบจะชนปะทะกับ เด็กน้อยเบื้องหน้า กลับหยุดนิ่งในตำแหน่งที่ห่างจากอีกฝ่ายราวสี่นิ้วเท่านั้นเอง ทำให้หัวใจของมันสั่นสะท้าน นึกในใจว่า หรือตัวมันเองจะมาพบเจอกับยอดคนที่ซ่อนตัวอยู่ในยุทธจักร จึงรู้สึกยินดีขึ้นมา อ้าปากหมายจะร้องขอความช่วยเหลือ 

            ทันใดนั้น กระแสพลังหยุ่นเหนียว แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว กระแทกเข้าใส่ทั้งคนและม้าอย่างรุนแรง จนตัวม้ากระเด็นออกด้านข้าง ล้มกลิ้งไปกับพื้นหญ้าข้างทางหลวง สลัดคนที่ขับขี่ให้กลิ้งหลุน ๆ ออกไปคนละทิศละทาง คนที่หลบหนี ตอนแรกนึกว่า ตนเองจะมีทางรอดแล้ว กลับถูกกระแทกจนเจ็บแปลบไปทั่วร่าง สมองมึนงง อ้าปากกระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ก่อนจะนอนหมดสติอยู่ข้างม้าคู่ขา

            สี่คนที่ไล่ล่า เห็นคนที่หลบหนีล้มกลิ้งไปพร้อมกับม้าคู่ขา ยังเข้าใจว่า อีกฝ่ายพยายามรั้งบังเหียนม้า เพื่อหลบเลี่ยงคนข้างทาง ทำให้ตนเองได้รับบาดเจ็บจนนอนหมดสติไป จึงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา พลางชะลอฝีเท้าม้า จนหยุดอยู่ที่ด้านหลังของ เสี่ยวอิง อย่างไรก็ตาม คำพูดเยาะเย้ยเหล่านี้ กลับทำให้เสี่ยวอิง เข้าใจว่า คนที่หลบหนี มีจิตใจดีงาม เห็นตนเองยืนนิ่ง จึงยอมเจ็บตัว รั้งบังเหียนอย่างหักโหม จนได้รับบาดเจ็บไป มันจึงหันกายกลับมาจ้องมอง ชายวัยกลางคนที่นอนหมดสติอยู่อย่างเสียใจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมอง ชายฉกรรจ์สองคนที่ กระโดดลงจากหลังม้า สาวเท้าเข้าหาชายวัยกลางคนอย่างดุร้าย ในเมื่อคนที่หลบหนี เป็นคนดี ดังนั้น สี่คนที่ไล่ล่ามานี้ ย่อมเป็นคนร้าย เสี่ยวอิง จึงเอ่ยปากทัดทานว่า

            “อมิตพุทธ ประสกทั้งสอง พอจะทำบุญกุศล ปลดปล่อย ประสกที่นอนสลบไสลนี้ไปได้หรือไม่”

            ชายฉกรรจ์ทั้งสอง หันมาจ้องมอง เด็กน้อยที่ส่งเสียงออกมา สีหน้าแววตาดูประหลาดใจ เพราะอีกฝ่ายพูดราวกับเป็นเณร แต่ชุดที่สวมใส่ เป็นชุดของชาวบ้านทั่วไป มีเพียงหัวโล้นเลี่ยนเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับความเป็นเณร หลังจากตกตะลึงเล็กน้อย ชายฉกรรจ์คนหนึ่ง ก็กระชากเสียงออกมาว่า

            “เจ้าเด็กน้อย เมื่อรอดพ้นจากการถูกม้าชนไปได้ นับว่าโชคดีมากแล้ว จงรีบไสหัวไปไกล ๆ อย่ามายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่”

            ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่ง ไม่แยแสสนใจ เสี่ยวอิง เลยแม้แต่น้อย ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวชายวัยกลางคน เอื้อมมือลงไปหมายจะคว้าตัวอีกฝ่ายขึ้นมา ทำให้ เสี่ยวอิง ต้องชกหมัดตรงออกมา พลังร้อนแรงสายหนึ่ง พุ่งเข้าใส่ชายฉกรรจ์นั้น จนอีกฝ่ายต้องหดมือ พลางหมุนกายหลบเลี่ยงไปอย่างรวดเร็ว 

            ชายฉกรรจ์ทั้งสอง มีสีหน้าเปลี่ยนไป ยกมือขึ้นป้องอก สายตาจับจ้อง เด็กน้อย เบื้องหน้า อย่างระมัดระวัง พลังหมัดเมื่อสักครู่ ทั้งที่ต่อยจากที่ห่างออกไปกว่า 5 เชียะ กลับสามารถแหวกฝ่าอากาศจนเกิดเสียงดังได้ แสดงว่า อีกฝ่ายมีพลังการฝึกปรือไม่น้อย ผิดจากรูปลักษณ์เด็กน้อยเบื้องหน้าเป็นอย่างยิ่ง เข่นเดียวกับ ชายวัยกลางคนและชายฉกรรจ์อีกสองคนที่เดิมนั่งรออยู่บนหลังม้า เมื่อเห็นมีคนสอดมือเข้ามา จึงกระโดดลงจากหลังม้า ทะยานกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว 

            ชายวัยกลางคน เพ่งตามอง เสี่ยวอิง พลางกล่าวขึ้นว่า

            “เด็กน้อย เจ้าเป็นศิษย์ของผู้ใด เหตุใดจึงสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องของพรรคเสื้อเหลือง”

            เสี่ยวอิง กวาดตามองเสื้อผ้าสีเหลืองของคนทั้งสี่ ผงกศีรษะคราหนึ่ง คิดว่านี่กลับสอดคล้องกับชื่อพรรคที่คนเหล่านี้สังกัดอยู่ เสื้อผ้าของชายฉกรรจ์ทั้งสามล้วนมีลักษณะเดียวกัน ส่วนของชายวัยกลางคน แม้จะมีลักษณะเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ กลับผิดแผกตรงที่ชายแขนเสื้อ มีแถบผ้าสีเหลืองเข้มหนึ่งแถบ ดูท่า ชายวัยกลางคนนี้ คงเป็นหัวหน้าของคนขบวนนี้ จึงกล่าวว่า

            “ประสกเสื้อเหลือง ก็เห็นอยู่แล้วว่า ประสกคนนี้ได้รับบาดเจ็บ จนหมดสติ อันนักสู้ผู้กล้า ไม่ควรกระทำเรื่องซ้ำเติมผู้ที่เพลี่ยงพล้ำ หากต้องการคร่ากุมคนจริง ก็ควรรอจนอีกฝ่ายฟื้นคืนสติ แล้วต่อสู้กันอย่างยุติธรรม”

            คนทั้งสี่ ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตะเบ็งเสียงหัวร่อออกมาอย่างพร้อมเพรียง ชายวัยกลางคน ที่ระงับเสียงหัวร่อได้ก่อน พูดออกมาว่า

            “ที่แท้ เป็นไก่อ่อนที่เพิ่งเข้าสู่ยุทธจักร ข้าขอเตือนให้เจ้าหลบไปซะ อย่าสอดมือเข้ามา เห็นแก่ที่เป็นเด็กน้อย ข้าจะไม่ถือสาเอาความ”

            พร้อมกับคำพูด ชายวัยกลางคน โบกมือเป็นเชิงไล่ เสี่ยวอิง ให้ไปไกล ๆ หันไปมองชายฉกรรจ์คนแรก กล่าวว่า

            “หลี่คุน รีบลงมือคร่ากุมคน นี่ก็เช้าแล้ว ป่านนี้ ท่านหัวหน้ากองหลี่ คงรอจนร้อนรุ่มแล้วละ”

            หลี่คุน น้อมกายเล็กน้อย รับคำออกมาอย่างนอบน้อมว่า

            “ขอรับ ท่านหัวหน้าหน่วยกัง”

            หลี่คุน ก้มลงหมายคว้าตัวชายวัยกลางคนที่นอนหมดสติทันที ทำให้เสี่ยวอิง ที่ไม่พอใจที่ถูกคนทั้งสี่หัวเราะเยาะ แถมยังทำเหมือนไม่ได้ยินคำตักเตือนของตน จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย ชกหมัดตรงออกมอีกครั้งหนึ่ง ได้ยินเสียงพลังหมัดแหวกฝ่าอากาศอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ หัวหน้าหน่วยกัง เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเสี่ยวอิง ต่อยหมัดออก มันจึงแค่นหัวเราะออกมา สะบัดฝ่ามือเข้าต้านปะทะ พร้อมกับกล่าวว่า

            “เรียกเจ้าไปดี ๆ กลับไม่ยอมเชื่อฟัง ดูท่าต้องให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดสักหน่อย จึงจะจดจำ ถือซะว่าข้าสั่งสอนเด็กน้อยเจ้าแทนอาจารย์ก็แล้วกัน”

            หัวหน้าหน่วยกัง แม้จะรู้สึกว่า พลังหมัดนี้รุนแรงไม่ใช่น้อย แต่เห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยอายุราวสิบสี่ปี พลังการฝึกปรือน่าจะมีเพียงไม่กี่ปี การที่พลังหมัดนี้ส่งเสียงดัง อาจเป็นลักษณะพิเศษของเพลงหมัดที่ฝึกปรืออยู่ แม้มันจะนึกไม่ออกว่า เพลงหมัดนี้เรียกว่าอะไร แต่คงมีความเป็นมาพอสมควร จึงไม่คิดจะลงมือรุนแรงเกินไปนัก เพื่อมิให้อาจารย์ของเด็กน้อยนี้ สอดมือเข้ามาแก้แค้นในภายหลัง

            ทันทีที่ พลังหมัดปะทะกับฝ่ามือของ หัวหน้าหน่วยกัง พลังรุนแรงร้อนลวกสายหนึ่ง ชำแรกเข้าใจกลางฝ่ามือของมันอย่างรวดเร็ว จนใบหน้ายิ้ม ๆ ของหัวหน้าหน่วยกัง บิดเบี้ยว รีบเร่งเร้าพลังปราณในร่างออกต้านรับ จากเดิมมันใช้พลังเพียงสี่ส่วน เพิ่มเป็นสิบส่วนในทันที แต่น่าเสียดาย มันรู้ตัวช้าเกินไป พลังปราณที่แฝงพลังธาตุไฟ ไหนเลยจะรับมือได้อย่างง่ายดาย พลังฝ่ามือที่เกร็งกำลังขึ้นถึงสิบส่วน ถูกพลังปราณของเสี่ยวอิง พุ่งทะลวงเข้าไปในเส้นชีพจร ราวกับเหล็กหมาดเล่มหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดให้กับ หัวหน้าหน่วยกัง ที่ต้องประสบกับภาวะเส้นชีพจรฉีกขาด ลมปราณตีย้อนกลับ 

            มันรู้สึกแน่นหน้าอก ร้อนวูบในลำคอ ร่างเซถอยหลังตึง ๆ ไปสามก้าว ก่อนจะอ้าปากกระอักโลหิตออกมาเป็นฟูฝอย ร่างส่ายโงนเงน จนชายฉกรรจ์ที่ยืนข้างเคียง รีบพุ่งเข้าไปประคองร่างมันเอาไว้ ร้องออกมาว่า

            “ท่านหัวหน้าหน่วยกัง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”

            ในขณะที่ ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่ง ชักดาบใบหลิวออกจากข้างเอว ฟันเข้าใส่ศีรษะโล้นเลี่ยนของ เสี่ยวอิง อย่างหักโหม ปากร้องตวาดว่า

            “บัดซบ เจ้าเด็กน้อย บังอาจลอบทำร้าย ท่านหัวหน้าหน่วยกัง จงตายไปซะเถอะ”

            เสี่ยวอิง ที่เพิ่งประมือกับผู้อื่นเป็นครั้งแรก แถมกระแทกจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ ทำให้ตกตะลึงไปชั่วครู่ ไม่อาจหลบเลี่ยงคมดาบที่ฟาดฟันเข้าใส่ศีรษะได้ทัน สร้างความลำพองให้กับชายฉกรรจ์ที่ฟันดาบ จนแผดเสียงหัวร่อออกมาดังก้อง แต่มันยินดีเร็วเกินไป แทนที่คมดาบจะจมลึกเข้าไปในหนังศีรษะ ผ่ากระโหลกของอีกฝ่าย กลับเผชิญแรงต้านหยุ่นเนียวประหลาดสายหนึ่ง ก่อนที่จะมีพลังแข็งกร้าวสายหนึ่ง กระแทกดาบให้ดีดกระดอนกลับมาฟันใส่ใบหน้าของ ชายฉกรรจ์ คนนั้น จนมันส่งเสียงดังครอก ๆ ก่อนจะล้มคว่ำลงไปตกตายอย่างงมงาย ซึ่งสามารถดูได้จากสีหน้าและแววตาสับสนก่อนตายของมัน

            หลี่คุนที่คว้าตัว ชายวัยกลางคนที่หมดสติขึ้นมาแล้ว ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ เสี่ยวอิงที่มองเห็นว่า อีกฝ่ายคร่ากุมคนแล้ว จึงร้องตวาดออกมาว่า

            “ปล่อยมือเดี๋ยวนี้”

            หลี่คุน ตกใจสะดุ้ง ปล่อยเชลยอย่างลืมตัว จนร่างของชายวัยกลางคนหล่นกระแทกพื้นอย่างจังเสียงดังทึบ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปสามสี่ก้าว ปากพูดออกมาว่า

            “เห็นผีสางแล้ว นี่เจ้าใช้วิชาเวทมนต์อันใด ถึงสังหาร จางเมี่ยน เช่นนั้นได้”

            ชายฉกรรจ์ที่ประคองร่างหัวหน้าหน่วยกัง มีสีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ มืออ่อนแรง จนปล่อยให้ร่างของ หัวหน้าหน่วยกัง ให้หล่นลงไปกองกับพื้น เพราะพลังปราณธาตุไฟของ เสี่ยวอิง ชำแรกไปตามเส้นชีพจร จนถึงจุดตันเถียน ก่อนจะเผาผลาญจนพลังปราณสลายไปสิ้น กลายเป็นคนธรรมดาไปแล้ว จึงไม่อาจประคองตัวยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง

            หัวหน้าหน่วยกัง ร้องครางออกมาอย่างเจ็บปวด ก่อนจะพูดเสียงแหบพร่าว่า

            “ลมปราณเปลวอัคคี นี่ต้องเป็นลมปราณเปลวอัคคีอย่างแน่นอน พรรคเสื้อเหลืองเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับพรรคเปลวอัคคีมาก่อน เหตุใด เจ้าจึงลงมือด้วยอำมหิตเช่นนี้”

            เสี่ยวอิง ที่เห็นอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัส จากพลังหมัดของตน จึงรีบประนมมือ หลุบตาร้องออกมาว่า

            “เคราะห์กรรม เคราะห์กรรม ประสกช่างโชคร้ายจริง ๆ โรคเก่าถูกพลังหมัดของข้า กระตุ้นให้กำเริบขึ้นใช่ไหม หากข้ารู้แต่แรกว่า ประสกมีโรคร้ายแฝงอยู่ในร่างกาย คงจะลดพลังหมัดลงบางส่วนแล้ว ประสกควรรีบทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์นะ”

            คนทั้งสาม ถึงกับนิ่งขึงไป นี่มันเด็กบ้าอะไรกัน มันกระแทกทำร้ายจน หัวหน้าหน่วยกัง บาดเจ็บสาหัสเยี่ยงนี้ ยังมากล่าวเยาะเย้ยว่า เป็นเพราะตัวมันดวงซวย โรคเก่าอะไรนั่นกำเริบอีก ถ้าจะบอกว่า ดวงซวย ก็คงเป็นเพราะมาพบเจอเด็กเปรตตรงหน้านี่แหละ

            

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 339 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

242 ความคิดเห็น

  1. #79 RaikoDN (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2563 / 18:58
    เอาแล้วๆ เจอเณรสายเกรียน
    #79
    1
    • #79-1 RaikoDN(จากตอนที่ 7)
      23 ธันวาคม 2563 / 18:59
      ซื่อเกินไปจนกลายเป็นเกรียน
      #79-1