CLOUDY (KAIDO)

ตอนที่ 6 : CLOUDY 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    24 ก.ค. 58

 CLOUDY
5

 



 

            วันที่ต่างรู้สึกเบื่อกับอะไรเดิมๆและการไปฝั่งแมนฮัตตันก็ไม่เสียหาย พวกเขามักนัดไปจิบเบียร์หรือว่ากาแฟซักแก้วที่ Central Park รวมถึงในวันนี้ก็เช่นกัน บนม้านั่งสีอึมครึมกับระยะการนั่งไม่ได้ห่างกันมากนักในวันที่พระอาทิตย์ทอแสงลงมาให้กับมหานครสีเทาแห่งนี้ มันเป็นเหตุผลดีๆกับการการย่ำเท้าไปบนผืนหญ้าที่เคยเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนในยามเช้า ผู้คนต่างออกมาชื่นชมกับพระอาทิตย์และความอบอุ่นที่โอบกอดร่างกาย เขาและจงอินก็เช่นกัน เราต่างพูดคุยถึงเรื่องงานตลอดเวลาสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีการพูดจา หรือพบเจอก่อนหน้านั้น พวกเขาตอบแชทกันผ่านข้อความสั้นๆไม่กี่ประโยครวมถึงจงอินไม่เคยได้ไปที่อาพาร์ทเม้นต์ของคยองซูอีกเลยนับจากวันที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก

 



 

จงอินไม่เรียกร้อง

 



 

คยองซูไม่เอ่ยปาก

 



 

พวกเขาเข้าใจดีสำหรับสถานะ เพื่อนคนหนึ่ง

 



 

            คยองซูชอบที่จะแอบมองมุมปากของเด็กน้อยข้างกายที่มักจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เส้นผมที่เริ่มยาวขึ้นปลวไปตามลม จงอินเป็นคนที่ผมยาวไวมากเมื่อเทียบกับเขา แจ็คเก็ทตัวเก่งขยับไปตามการเคลื่อนไหวรวมถึงแผ่นหลังที่น่าหลงใหลยามที่จงอินลุกขึ้นเดินเคียงข้างเขา เราต่างเดินข้างๆกันอย่างเงียบๆ ผ่านลานน้ำพุภายในสวนสาธารณะ จงอินถามเขาว่าในสัปดาห์หน้ามันคงจะดีถ้าเข้าตัดสินใจกลับไปเรียนไหม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่คยองซูพยายามโน้มน้าวให้จงอินกลับไปเรียนหลังจากวันที่พวกเขา...จูบกันครั้งแรกที่บาร์นั่น  เราต่างตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองตลอดการย่ำเท้าไปเรื่อยๆหลังจบคำถามและคำตอบ เคล้าคลอเสียงของนกที่ร้องผสมผสมผสานกลิ่นของดอกไอริสที่บานสะพรั่งรับสายฝนพรำ ใต้ร่มเงาไม้และแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาคยองซูพยายามหลบซ่อนดวงตาของเขาเพื่อหลบหลีกดวงตาที่อบอุ่นและร้อนแรงกว่าในดวงตาของจงอิน หลบหลีกหากจงอินรู้ตัวมันคงไม่ดีเท่าไรนัก

 



 

คยองซูก็แค่กลัว...เขากลัวดวงตาเต็มเปลี่ยมไปด้วยเสน่ห์นั้นพอๆกับการที่เสียงกล้ามเนื้อที่กำลังสูบฉีดภายใต้แจ็คเก็ตยีนต์ข้างซ้ายเขาของเขาจะดังเกินไป

 



 

พี่แอบมองผมอยู่หรือไงน้ำเสียงของเด็กตัวสูงดังขึ้นและในวินาทีนั้นคยองซูคิดว่าเขาผิดพลาดไปหมดรองเท้าผ้าใบสองคู่ต่างหยุดการเคลื่อนไหว จงอินหันมามองหน้าเขาและคยองซูเป็นแค่ไอ้ขี้ขลาด

 



 

เปล่าการเถียงค่ำๆคูๆไปแบบนั้นพร้อมกับการกรอกตาไปมา  จงอินยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้และเขาสบตากับคนตรงหน้าอย่างสงบเงียบ

 



 

ถ้าพี่อยากมองก็มองซิ…” คนตัวสูงกว่ายังคงพูดพร้อมกับการสบตา เพราะผมก็อยากมองหน้าพี่และทิ้งระเบิดใส่ก้อนเนื้อข้างซ้ายภายใต้แจ็คเก็ทยีนต์ของเขาเข้าอย่างจังจนเริ่มไขว้เขว

 



 

ผีเสื้อริมฝีปากเริ่มที่แห้งผากคยองซูช้อนดวงตาขึ้นสบกับดวงตาคมเข้ม และเหลือบมองขึ้นสูงไปกว่านั้นบนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มยามสะท้อนแสงแดด

 



 

....

 



 

ฉันมองผีเสื้อที่เกาะเส้นผมของนายและใช่...คยองซูตอบไปตามความจริง ความจริงเพียงครึ่งเดียวว่าเขามองผีเสื้อที่กำลังขยับปีกเล็กๆบนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของจงอิน

 



 

            พวกเขาเดินผ่านน้ำพุที่เป็นรูปอลิส จงอินดูเหมือนจะสนใจกับกระรอกที่มากินผลของต้นอะไรซักอย่างสีแดง เด็กน้อยของเขากำลังหยิบผลไม้สีแดงสดนั้นยื่นให้กับกระรอกตัวเล็กพวกหางที่ขยับไปมาอย่างน่าเอ็นดู พร้อมกับรอยยิ้มของจงอินปรากฏขึ้น คยองซูต้องยอมรับว่าเขาเผลอยิ้มออกมาเช่นกัน เพียงแต่ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก ชายสวมโค้ทสีดำสองสามคนก็จ้องมองเขาเช่นกัน และในวินาทีนั้นเหมือนภายในห้วงอากาศไร้เสียงใด คยองซูเกลียดห้วงเวลาแบบนี้

 



 

            ไม่นานนักกับเสียงแว่วเข้ามา คยองซูรู้สึเหมือนมีเสียงเรียกเขาอย่างแผ่วเบา มันค่อยๆดังขึ้นและเรียกสติของเขากลับมาอีกครั้ง เขาเหลือบมองคนเอ่ยเรียกซึ่งเป็นจงอินที่ขมวดคิ้วจนคยองซูไม่สามารถเข้าใจได้ ร่างสูงลุกขึ้นพลางปัดเศษฝุ่นออกมาจากมือด้วยการเช็ดเข้ากับยีนส์อย่างลวกๆ และฝ่ามืออุ่นๆนั้นจับที่ข้อมือของเขาพร้อมกับการเดินลากเขาไปอย่างไม่มีคำพูดใด เราต่างก้าวเท้าอย่างเร็วขึ้น มันเร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกลายเป็นพวกเขากำลังวิ่งไปด้วยกัน

 



 

เดี๋ยวจงอิน! เราจะรีบไปไหนกัน?” คยองซูไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาวิ่งไม่ทันจงอินด้วยซ้ำแม้ว่าแรงที่ฉุดแขนเขาเอาไว้ยังคงไม่ปล่อยไปไหนกับเสียงหอบหายใจดังขึ้นเรื่อย และมันทำให้คยองซูเริ่มหงุดหงิด

 



 

...

 



 

จงอิน!” เขาตะโกนใส่หลังของจงอินที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามาสบตากับเขา คยองซูพยายามบิดข้อมือที่คนตัวสูงจับอยู่แต่ดูเหมือนว่าจงอินจะพยายามกำมันให้แน่นขึ้นไปอีก

 



 

พี่แค่เงียบๆแล้วรีบเดินมาเถอะน้ำเสียงปนเหนื่อยหอบของคนด้านหน้าหันมาบอกกับเขาในขณะที่ผ้าใบของทั้งคู่ยังคงไม่หยุดนิ่ง พวกเขายังคงวิ่งและวิ่งไปเรื่อยๆจนออกมาจากสวนเข้าสู่ตรอกซอกซอย ถนนและผู้คนที่เริ่มว้าวุ่นและดูวุ่นวายเต็มไปหมด เสียงของรถบนท้องถนนผสมเสียงแตรที่ดังขึ้นจนน่าปวดประสาททุกๆอย่างทำให้คยองซูกำลังหัวเสียไปหมดอย่างปฏิเสธไม่ได้

 


 

เราเหมือนโจรที่หนี FBI ให้ตายเถอะ! นี่เรากำลังทำอะไร?”

 



 

แค่พี่เงียบแล้วรีบๆเดิน

 



 

มันมีเหตุผลอะไรทำไมฉันต้องทำ เฮ้!! คยองซูล้าไปทั้งกายสองข้าของเขาเริ่มไม่ไหวจงอินพาเขาวิ่งไปอย่างไม่จุดหมายมันเกิดขึ้นรวดเร็วไปหมด ไม่เอาแล้ว! ฉันไม่ไปไหนแล้วถ้านายไม่บอกว่าเรากำลังหนีอะไรและสุดท้ายคยองซูก็สะบัดข้อมือที่จงอินจับเขาเอาไว้แน่นจนมันหลุด






            เกิดคลื่นความเงียบและความไม่เข้าใจผสมปนเปไปหมด ร่างสูงดันเขาเข้าไปในซอยแคบๆด้านข้างเพื่อหลบหลีกจากผู้คนที่วุ่นวายบนทางเดิน คยองซูพยายามขัดขืนเขาคิดว่ามันควรพอแล้วสำหรับความไม่เข้าใจในหลายๆอย่างคยองซูกระทืบไปบนรองเท้าผ้าใบของคนตัวสูง ไร้ซึ่งเสียงใดนอกจากจงอินไม่โอดโอยใดๆแล้วกลับบีบที่ไหล่ของเขาจนแรงจนคยอซูต้องเบ้หน้า และสุดท้ายจงอินก็ดันเขาเข้ามาจนได้ เสียงหอบหายใจของคนสองคนภายในซอยแคบๆมันเป็นเพียงช่องว่างระหว่างตึกในมหานครสีเทาแห่งนี้ แผ่นหลังเล็กๆถูกดันติดผนังกำแพงที่เย็นเฉียบพลางจับยึดแน่นอย่างแรงด้วยการบีบที่ไหลของเขา แรงนั้นมันไม่ได้น้อยลงไปเลย พวกเขาไม่ได้จ้องมองกันเลยซักนิดต่างเบี่ยงหน้าหนีไปคนละทางกับความความสบสนที่ฉายผ่านแววตาของคนทั้งคู่

 



 

ในดวงตากลมโตล้วนสับสน

 



 

ในแววตาคมเข้มกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

 



 

หรืออันที่จริงพวกเขาต่างเจ็บปวดไม่ต่างกัน

 



 

และพวกเขาต่างเงียบอยู่อย่างนั้นท่ามกลางหลุมดำที่เกิดขึ้นในอากาศรอบๆกายพวกเขา

 



 

หนีคนของพ่อยังไงละ...จงอินก้มหน้าไม่ยอมสบตา น้ำเสียงแหบพร่าถูกเอื้อนเอ่ย คยองซูยังคงนิ่งเฉยๆภายใต้การยึดเขาไว้กับผนังของจงอิน ก่อนที่ดวงตาคมเข้มจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและมันค่อยๆไหลลงมาจากหางคิ้วผ่านดวงตา

 



 

“…”

 



 

พี่ถามว่าเราหนีอะไรกัน ผมก็แค่พาพี่หนี...จากคนของพ่อราวกับหยดเหงื่อพวกนั้นที่ไหลจากหางคิ้วผ่านห่างตา..มันแทนน้ำตาของจงอิน

 



 

....คยองซูรู้สึกเหมือนลำคอของเขาแห้งผากดวงตากลมโตไร้ซึ่งการจ้องคนตรงหน้าค่อยๆเคลื่อนอย่างเชื่องช้า จนสุดท้ายในดวงตาของเขาและจงอินต่างจ้องมองกัน

 




 

ไปกับผมได้ไหม...พี่จะหนีไปกับผมได้ไหม?” น้ำเสียงที่แหบพร่าเอ่ยออกมากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า

 



 

มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าใดๆ แต่มันเป็นประโยคขอร้อง...

ประโยคขอร้องของจงอินที่กำลังเว้าวอนคยองซู





 

            คำตอบที่ปราศจากการเอื้อนเอ่ย อากาศที่เริ่มเย็นลง แสงแดดไร้การทอแสงใดเมฆครึ้มครึ้มเคลื่อนตัวมาอย่างไม่มีเงื่อนไข และเม็ดฝนตกลงมาอย่างไม่มีคำบอกกล่าว  นอกจากฝ่ามือเล็กๆที่เย็นเฉียบทาบลงข้างแก้มของคนแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้า ลูบอย่างเชื่องช้าราวกับคำปลอบโยน ก่อนที่จะสัมผัสหลังมือคนที่เกาะกุมไหล่ของเขาอย่างแน่นเอาไว้ ต่างสอดประสานกันอย่างเชื่อช้า แรงบีบที่หัวไหล่เริ่มคลายลง มันค่อยๆคลายลงพร้อมกับอ้อมกอดอันอบอุ่นของพวกเขาต่างมอบให้กันและกันท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา

 



 

            เย็นวันนั้นจงอินขับรถมาส่งเขาที่อาพาร์ทเม้นต์ด้วย Ducati สีดำคันเดิมร่างกายของพวกเขายังคงเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ใบหน้าที่ดูอ่อนล้าของคนตัวสูงทำให้เขาอดไม่ได้ที่สุดท้ายแล้วจะเอ่ยปากอย่างที่เคยทำเมื่อพวกเขาเจอกันครั้งแรก ขึ้นไปในห้องของฉันก่อนเถอะ นายเปียกไปหมดแล้ว  จงอินไม่ปฏิเสธและคยองซูเต็มใจที่จะกล่าวมันออกไป เสียง อี๊ดอ๊าด ตามการก้าวเดินมาบนบันใดยังคงเหมือนเคย กลิ่นของซุปเห็ดลอยมาจากห้องของป้าจูเลีย หญิงชราวัย 65 เธอยืนยันว่าเธอไม่เคยเหงาที่จะได้อยู่กับแมวขี้เซานัยน์ตาสีฟ้ายามมีเมฆฝน มันเหมือนกับท้องฟ้าในวันนี้...

 



 

            ประตูห้องสีน้ำตาลถูกเปิดออกห้องที่ไร้จากแสงไฟใดปรากฏในสายตา คยองซูเดินไปหยิบผ้าเช็คตัวภายในตู้ และยื่นมันให้กับคนตัวสูงที่ยืนรออยู่เงียบๆ ฝ่ามือเย็นๆของคนทั้งคู่สัมผัสกันเล็กน้อยและมันอดไม่ได้ที่คยองซูจะต้องขบริมฝีปากของตัวเองเล็กน้อยอย่างเผลอตัวก่อนที่จะผละไปเร่งฮีตเตอร์ให้ทำงาน

 


 

อาบน้ำเลยจงอินคยองซูบอกจงอินพลางเดินไปที่ตู้เย็นเพื่อมองหาวัตถุดิบในการปรุงอาหาร จงอินพนักหน้ารับและเดินเข้าไปในห้องน้ำ

 


 

            คยองซูทำซุปเพื่อคลายหนาวในวันที่ฝนพร่ำและอากาศเย็นตัวลงเรื่อยๆ เขาใส่มันฝรั่งลงไปเป็นส่วนสุดท้ายเพื่อให้มันสุก ไอร้อนของน้ำที่เดือดฟุ้งส่งกลิ่นหอมเขาชิมเป็นครั้งสุดท้ายและรอเวลา ดวงตากลมโตเหม่อมองไปที่ระเบียงพลางเช็คผมไปพลางๆรวมถึงการเปลี่ยนเป็นชุดนอนที่ใส่ไปเมื่อคืนด้วยเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นเพื่อรอคนตัวสูงอาบน้ำก่อนที่เขาจะไปอาบต่อ แต่คยองซูพบว่าจงอินใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินไปเพราะมันกินเวลาเกือบชั่วโมงแล้วจนอดไม่ได้ที่จะเข้าไปถาม สองเท้าก้าวเข้าไปที่หน้าประตูห้องน้ำแต่ที่น่าแปลกประหลาดใจกับประตูห้องน้ำที่ไม่ได้ล็อค คยองซูเปิดมันออก เขาพบว่าจงอินนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำและยังคงอยู่ในชุดเดิม

 



 

            หน้าต่างบานเล็กๆที่ติดกับอ่างอาบน้ำถูกแง้มออกเล็กน้อย ควันขาวฟุ้งจากปลายบุหรี่ที่ถูกจุดส่งควันเอื่อยอ่อนอย่างเชื่องช้า ก่อนที่ปลายนิ้วคีบมันจรดที่ริมฝีปากสูดอัดมันเข้าปอดและปล่อยมันออกมาผ่านริมฝีปาก ดวงตาคมเข้มเหลือบมองที่เขาเล็กน้อยแต่ไร้ซึ่งเสียงเอื้อนเอ่ยใดแม้แต่เขาก็เช่นกัน เท้าเปลือยเปล่าค่อยๆเหยียบไปบนพื้นกระเบื้องที่เย็นจัด ค่อยๆเข้าไปในโลกที่จงอินสร้างมันขึ้นมาท่ามกลางควันขาวฟุ้ง เขาก้าวเข้าไปในอ่างอาบน้ำที่เย็นเฉียบไม่แพ้กัน ไร้ซึ่งการขออนุญาตใดๆและถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามคนตัวสูงที่ยังเหม่อลอยออกไปที่หน้าต่างบนเล็กนั้น 

 



 

            คยองซูนั่งกอดเข่าจ้องมองจงอินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเหลือบเห็นซองบุรี่ถูกวางไว้ที่พื้นอ่างพร้อมไฟแช็ค เขาหยิบอย่างถือวิสาสะตามเคยและคาบมันไว้ที่ริมฝีปาก ไฟแช็คถูกจุดพร้อมกับควันขาวฟุ้งออกมาจากปลายมวลแสงไฟริบหรี่บ่งบอกว่ามันค่อยๆถูกเผาไหม้ไปอย่างช้าๆ ดวงตาคนตรงข้ามเหลือบมองเล็กน้อยก่อนที่จะเหม่อมองอกไปด้านนอกเช่นเคย ไอความหนาวเย็นภายในห้องน้ำยังคงฟุ้งกระจายพอๆกับมวลบุหรี่สองมวลท่ามกลางความเงียบ

 



 

นายเคยสงสัยไหมว่าทำไมฝนถึงตกคยองซูเป็นคนพูดทำลายความเงียบที่เกิดขึ้น เขายังคงนั่งกอดเข่าทั้งสองข้างรวมถึงปล่อยควันขาวฟุ้งออกมาจากริมฝีปาก แต่ที่ต่างไปคงเป็นเขาที่กำลังจ้องมองจงอิน

 



 

ผมตั้งคำถามกับชีวิตมามากพอแล้ว แต่ตอนเด็กๆผมเคยตั้งคำถามอาจะเพราะทุกวันนี้ทำให้ผมลืมมันไป...คยองซูไม่ได้คาดหวังให้จงอินตอบแต่คนตรงข้ามก็ตอบมันแม้จะไม่ได้มองเขาในตอนนี้ แววตาที่ยังแฝงบางอย่างมันชัดเจนสลับกับความสับสนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น

 


 

 

มันเป็นช่วงเวลาพักผ่อน.... ทุกฤดูกาลต่างมีช่วงเวลาที่แสดงออก...เหมือนฤดูฝนที่แสดงออกผ่านหยดน้ำที่ร่วงหล่นลงมา

 



 

“….”

 



 

ไม่ต้องแสดงว่าเข้มแข็ง...เพราะมันคือช่วงเวลาสำหรับความอัดอั้นถูกระบาย

 


 

            แม้ว่าไร้ซึ่งการสบตาคนที่อัดนิโคติลอย่างบ้าคลั่งกลับส่งเสียงหัวเราะในคอออกมาพร้อมกับมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย เราต่างนั่งกอดเข่าเช่นเดียวกันในอ่างน้ำท่ามกลางความเงียบอย่างที่ไม่รู้ว่ากินเวลานานเท่าไร หนึ่งนาที สองนาที หรือว่าสามนาที ไม่มีใครรู้ได้เลยนอกจากปล่อยให้เม็ดฝนร่วงหล่นลงมา ผ่านกระจกบานใสที่เราต่างเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้าที่มืดครึ้มเช่นนั้น

 



 

ผมเคยเห็นวีดีโอ...ผมเห็นพ่อยืนอยู่ใต้ซุ้มโค้งของหินอ่อน หยาดเหงื่อของพ่อไหลลงมาสะท้อนแสงแดดแต่ใบหน้าของเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผมเห็นแม่ถือกล้องถ่ายรูปเล็กๆและหนังสือเล่มหนาสองเล่มกับรอยยิ้มเช่นเดิม เธอยืนอยู่หน้ารั้วเหล็กที่สูงมันตั้งตระหง่านเสียดฟ้า...พวกเขาเรียนจบอย่างภาคภูมิ พวกเขาสัญญากันหลังเรียนจบว่าจะแต่งงานกัน แต่พวกเขาก็เหมือนคนที่ยังเขลาในความรักและยังเยาวน์เกินกว่าจะเรียนรู้รสชาติของคำว่ารักนอกตำราแต่ท่ามกลางความเงียบนั้นจงอินค่อยๆเล่าเรื่องราวให้เขาได้รับรู้และคยองซูก็เป็นผู้ฟังที่ดี

 

 

...

 



 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาทั้งบริสุทธิ์ ชาญฉลาด และไม่เคยทำร้ายใคร...หากในเวลานั้นผมอยู่ ผมอยากเข้าไปตะโกนแล้วพวกเขาในวันที่แหวนกำลังถูกสวมภายในโบสถ์ที่หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้คนที่ยินดี ผมอยากขัดขวาง...และทลายพิธีพร้อมตะโกนว่า หยุดอย่าแต่งเลย! พ่อไม่ใช่คู่ของแม่ และแม่ไม่ใช่คู่ของพ่อหรอก พ่อกับแม่จะคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ในอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้าก็ได้ว่ามันจะห่วยแตกแค่ไหน พ่อกับแม่จะสร้างบาปให้กับลูกจนเขาอยากตายๆไปซะ...”  ผมอยากไปบอกพวกเขาอย่างนั้น

 



 

“….” คยองซูไม่เคยคิดว่าลำคอของเขายามสูบอัดนิโคตินมันจะแห้งและแสบขนาดนี้ ควันที่เคยฟุ้งค่อยๆจางลงมันล่อยลอยเจือจางผ่านพาดผ่านดวงตาแสนเศร้าของจงอิน

 




แต่มาคิดๆดูแล้ว...ผมไม่อยากย้อนเวลาไปบอกหรอก...เพราะผมอยากมีชีวิตและมวลบุหรี่ทั้งมวลถูกปล่อยทิ้งลงนอกอ่างอาบน้ำที่พวกเขานั่งอยู่

 



 

            คยองซูดันตัวขึ้นเขาขยับไปหาคนตัวสูงที่ยังคงนั่งอย่างไร้คำพูดใด โน้มตัวลงอย่างเชื่องช้าและริมฝีปากที่อุ่นสัมผัสบนหน้าผากของจงอินที่เย็นจัด ไม่มีคำพูดใดสำหรับคยองซู มันเหมือนแรงบีบอัดที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ คยองซูไล่จูบที่หน้าผาก เปลือกตา สองแก้ม รวมถึงริมฝีปากที่เย็นจัดไปทุกส่วนของจงอิน  คยองซูจูบอย่างเน้นย้ำอยู่อย่างนั้นอย่างที่คนอย่างเขาจะสามารถปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าของอีกฝ่ายได้ จงอินไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ยังนิ่งเฉยปล่อยให้เขาจูบและจูบอย่างเนินนาน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาต่างพ่ายแพ้ พ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ก่อนที่เขาจะรู้สึกถึงฝ่ามือเย็นเฉียบสัมผัสแผ่วเบาที่สะโพก คยองซูค่อยๆลืมตาขึ้นและเขาทิ้งตัวนั่งลงบนตักของจงอิน ต่างสบตากันท่ามกลางไอความร้อนจากร่างกาย ก่อนที่เสื้อยืดของเขาจะถูกฝ่ามือที่เย็นเฉียบของจงอินลูบไล้ขึ้นมา

 



 

            รสจูบที่เพิ่มความร้อน ผิวกายที่เคยเย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้น ใบหน้าคลอเคลียอยู่ไม่ห่างเจือไอกลิ่นนิโคตินจางๆอย่างน่าหลงใหล เสียงครางจากริมฝีปากที่ถูกถอดถอนผละขบกัดหยอกเย้าไปด้วยความรู้สึก ยีนต์เปียกชื้นของร่างสูงถูกถอดลงมาจากสะโพก แจ็คเก็ตตัวโปรดรวมถึงเสื้อยืดที่เปียกชื้นมันถูกเหวี่ยงออกไปนอกอ่างอาบน้ำที่เคยเย็นเฉียบ แต่ทุกๆอย่างในตอนนี้กลับเริ่มอุ่นขึ้น สะโพกต่างเบียดเสียดในห้วงอารมณ์พร้อมฝ่ามือปัดป่ายไปทั่วเพื่อสร้างความร้อน คยองซูเอนกายซบกายลงบนหน้าอกอุ่นที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ออดอ้อนถึงความเจ็บปวดที่จงอินมอบให้ เพียงแต่จูบที่ขมับชื้นอย่างแผ่วเบาความรู้สึกล่องลอยอีกคราวเริ่มลอยมา แผ่นหลังสัมผัสกับพื้นอ่างจงอินผลัดเป็นผู้นำสร้างความอบอุ่น สองแขนโอบกอดรอบคอจงอิน พวกเขาต่างโอบกอดกันและกันพลางครางกระซิบเรื่อยๆและเรื่อยๆ

 


 

คยองซูถูกจงอินจูบที่ริมฝีปาก

 



 

คยองซูถูกจงอินจูบที่ซอกคอ

 



 

คยองซูถูกจงอินจูบไปทุกๆส่วน

 



 

และคยองซูถูกจงอินทำให้รู้สึกล่องลอยผ่านการกระทำ

           



 

            ต้นแอฟริกันไวโอเลตชุ่มฉ่ำน้ำ กลิ่นความชื้นพัดผ่านตามสายลมที่เปิดตรงระเบียง แต่กลิ่นไหม้ลอยฟุ้งแทรกแซงมามันมาจากหม้อซุปมันฝรั่งที่คยองซูตั้งเอาไว้ที่เรียกให้พวกเขาไปจัดการ จงอินประคองเขาออกมาจากห้องน้ำและดันคยองซูให้นั่งลงบนโซฟา มีเพียงผ้าเช็คตัวที่ถูกปกคลุมร่างกาย และจงอินก็มีแค่ยีนต์ตัวเดิมที่ถูกใส่ให้เรียบร้อย คนตัวสูงปิดแก๊สและนำหม้อทั้งหม้อที่ไหม้ไปไว้ที่อ่างล้างจาน ซึ่งคยองซูได้แต่มองตามพลางคิดว่าช่างเป็นซุปมันฝรั่งที่น่าสงสาร แต่ที่สงสารที่สุดคงเป็นพวกเขาที่พลาดมื้อเย็น จงอินไม่พูดอะไรหลังจากนั้นนอกจากจัดการค้นวัตถุดิบในตู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่เหลืออะไรเลยนอกจาก รามยอนที่พวกเขาเคยไปซื้อด้วยกันย่านไชน่าทาวน์ จงอินเป็นคนจัดแจงพร้อมคำพูดที่ว่า พี่พักเถอะเดี๋ยวผมทำให้กิน และเขาก็แค่นั่งดูเงียบบนโซฟาสีมัสตาร์ต

 



 

            คยองซูกำลังตกอยู่ห้วงความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิง เขาจ้องมองแผ่นหลังที่กว้างไร้สิ่งใดปกปิดรวมถึงรอยเล็บจางๆที่แดงระเรื่อบนผิวหนัง คยองซูได้แต่ซุกซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้พลางมองไปที่ระเบียง แต่ไม่นานนักเขากลับรู้สึกเหมือนมีความนุ่มสัมผัสที่เกิดขึ้นบนหัวของเขาและนั่น มันเป็นสเวตเตอร์สีครีมของเขาถูกสวมลงบนหัว เขาเงยหน้าขึ้นและพบว่าจงอินเป็นคนเอามันมาสวมให้เขา

 



 

ชูแขนขึ้นซิ จงอินพูดอย่างเรียบเฉย แต่ในแววตานั้นดูอบอุ่น คยองซูไม่พูดนอกจากยกแขนขึ้นอย่างว่าง่าย เขายอมให้จงอินสวมสเวตเตอร์อุ่นๆให้ก่อนที่จะเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาว่า

 



 

ขอบคุณ






            กลิ่นของรามยอนในห้องเล็กๆมันส่งกลิ่นหอมฟุ้งได้ที่ พวกเขาต่างนั่งกินอย่างเงียบๆบนโซฟาสีมัสตาร์ตอย่างไม่มีคำพูดไหน คยองซูเหลือบมองจงอินที่ซดน้ำอุ่นๆ เขามักสังเกตุรอยยิ้มของจงอิน แววตายามมีความสุข หรือแม้แต่แววตายามมมีความทุกข์มาปกคลุมเหมือนเมฆฝนบนฟ้า  เขามองหลายๆอย่างที่จงอินแสดงออกในการกระทำทุกๆอย่าง และมันเหมือนระเบิดเวลาที่เขารู้สึกแย่...เขานึกถึงช่วงเวลาที่เราต่างวิ่งหนีชายชุดดำพวกนั้น ทุกๆอย่างมันดูแย่ไปหมดเพียงเพราะว่าคยองซูกำลังโกหก

 



 

เขาโกหก...ทุกๆอย่างเป็นเรื่องโกหก แต่ที่โกหกไม่ได้เลยคงเป็นความรู้สึกของคยองซูที่เริ่มเป็นเป็นรูปร่างเหมือนเมฆฝน ความรู้สึกที่คยองซูมีต่อจงอิน

 


 

 
 

 #CLOUDYkd

 วันที่ฝนตกเป็นเรื่องที่ดีและเราขอบคุณคนดีสำหรับโปสเตอร์

             

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #99 Kx12 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 18:25
    ดีมากๆเลย เราประทับใจจริงๆ
    #99
    0
  2. #93 MYSweet_Dyo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 20:07
    งือ เป็นฉากแสดงความรักที่ละมุนมาก บอกไม่ถูกมันทั้งฟินแล้วก็เศร้าแบบแปลกๆด้วย คิดอยู่แล้วว่าคยองซูต้องมีอะไรบางอย่างปกปิดอยู่ จำได้ว่าตอนครั้งแรกที่จงอินมาที่ห้องคยองรับโทสับแล้วบอกว่าเจอแล้ว หมายถึงจงอินใช่มั้ย ขอล่ะอย่าให้จงอินเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีกเลย สองคนรักกันแล้วแน่ๆอ่ะ TT
    #93
    0
  3. #57 omoeme_fern (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 22:19
    คยองโกหกอะไร หรือคยองจะเป็นอีกคนที่พ่อจงอินส่งมา นี่สงสัยมานานแล้ว ทำไมถึงเจอกันตลอด จะว่าบังเอิญหรอหรือตั้งใจ ไม่รู้อะเราแค่คิด ไปเอง 55555555555
    #57
    0
  4. #37 ดบอ♡ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 / 22:07
    บรรยายดีมากเลยค่ะ เลอค่ามากกก สนุกกกก มาต่อเร็วๆนะค้า อ่านตอนฝนตกนี่ได้บรรยากาศเลย><
    #37
    0
  5. #36 kami_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 15:08
    เราอ่านแล้วรู้สึกหน่วงๆจังเลยค่ะ T^T คยองซูเป็นคนของพ่อจงอินสินะ
    #36
    0
  6. #34 blue_faiiry (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 05:07
    ไรต์ตัดจบแบบนี้หมายความว่าไงงงงงงงงงงม่ายยยยนะ ทำไมมมมม มีดราม่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นใช่มั้ยยยยยย ;-;
    #34
    0
  7. #33 blacknbird (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 00:35
    ทั้งเศร้าทั้งละมุนไปพร้อมๆกัน คยองซูเป็นคนของพ่อป่ะเนี่ย ;-; เราชอบมากเลยค่ะ สู้ๆนะคะ
    #33
    0
  8. #32 JRabbit94 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 / 22:46
    เป็นการบรรยายฉาก...ที่ละมุนมาก ไม่ต้องเยอะแต่ทำให้คนอ่านอย่างเราหน้าร้อนไปหมดเลย ฮือ
    #32
    0