CLOUDY (KAIDO)

ตอนที่ 5 : CLOUDY 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 ก.ค. 58

 CLOUDY

4

 




 

จงอินเคยสงสัยว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนของโลก...โลกที่เต็มไปด้วยความฝันแห่งนี้

 


 

            หยดน้ำไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยตามแรงโน้มถ่วงของโลก กลิ้งตัวลงมาอย่างไร้ทิศทางเรื่อยๆและเรื่อยๆบนกระจกใสที่กั้นความหนาวเย็นจากภายนอก อุณหภูมิความแตกแตกของมวลอากาศจากด้านนอกที่มีหยดน้ำพร่างพราวและด้านในที่มีไออุ่นจากผิวกายสวมสเวเตอร์ตัวหนาสีดำคลุมทับเพื่อให้ความอบอุ่น ส่งผลเกิดไอจางๆสีขาวที่กระจกบานใสตามการผ่อนลมหายใจออกมา ดวงตาที่ยังคงสงบเงียบเหม่อมมองออกไปด้านนอกหน้าต่างบานใหญ่ จ้องมองอย่างไร้ความคิดใดนอกจากความว่างเปล่าผ่านการรับรู้ ตั้งแต่ยามตื่นจนไม่รู้ว่านานแค่ไหนกับการนั่งเชยชมบรรยากาศยามที่มีฝนโปรยปราย จงอินอาจจะชอบความเงียบที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้เพราะบนถนนที่ไร้ซึ่งผู้คนจนมันเงียบสงบอย่างแปลกตาไป

 



 

            การนึกถึงเรื่องที่ไม่อยากจดจำเมื่อตอนหัวค่ำมันเหมือนเรื่องเลวร้ายที่พยายามหลอกหลอนเขาจนนอนไม่หลับ ขยับพลิกตัวไปมาหลายรอบจนว้าวุ่นใจ หากคิดและนึกตรึงตรองในหลายๆสิ่งที่วนเวียนมา ทั้งสุข ทุกข์ หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่สามารอธิบายจนกินเวลาไปหลายชั่วโมงพยายามข่มตานอนและบอกตัวเองอย่างโง่ๆว่า สุดท้ายมันก็จะผ่านไปได้เหมือนเคย เขาพร่ำบอกตัวเองซ้ำๆอย่างนั้นจวบจนสุดท้ายก็แค่เผลอหลับไป ความรู้สึกเริ่มชัดเจนอีกครั้งยามเมื่อได้ยินเสียงของสายฝนที่กระทบหล่นบนหลังคาความสงบเงียบเป็นสิ่งที่ปรารถนา เหมือนหัวใจที่เหือดแห้งจากฝันร้ายยามหลับตา ผันกลับกลายเป็นน้ำชุ่มฉ่ำใจที่เรียกว่าฝันดีในยามตื่น

 



 

            สองอาทิตย์ที่ผ่านมา มันยังคงเป็นอะไรที่เหมือนเดิมเพิ่มเติมตรงที่ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามจะไม่ใส่ใจมันมากนัก กิจกรรมในชีวิตแต่ละวันเป็นเหมือนโปรแกรมอัตโนมัติกรายๆมันเป็นเรื่องเดิมๆที่เหมือนทำเพิ่มเติมในแต่ละวันตามวันเวลาที่หมุนเวียนไป มีบ้างที่นึกอยากเปลี่ยนแปลงแต่สุดท้ายมันก็วนเวียนกลับที่เดิมเพียงเพราะคำว่า ขี้เกียจ สองเท้าเหยียบไปบนพื้นพรหมนุ่มๆ มันกินพื้นที่ส่วนโซนนั่งเล่นที่เขาจัดไว้ โซฟาสีเบจตัวใหญ่อยู่ตรงหน้ากับฝ่ามือที่มีกาแฟหอมกรุ่นให้ความอบอุ่นไปในตัวดึงดูดให้เขาทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่มและเปิดโทรทัศน์เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย น่าขำกับคำว่าทีวีสาธารณะแต่มันก็ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ดี จงอินเอนตัวนอนและยกขาก่ายหมอนใบเล็กๆสำหรับตกแต่ง เขาทำตัวเกียจคร้านอย่างน่าเบื่อหน่ายไปตลอดช่วงเช้าที่ยังมีฝนพร่ำตลอดเวลา

 



 

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไรในยามบ่ายที่น่าจะดูไม่มีอะไรเขากลับอยากออกไปตัดผมอาจจะเป็นเพราะตอนที่เขาลองเช็คกล้องรวมถึงล้างฟิล์มแล้วผมรุงรังตกลงมาจนเกิดความรำคาญใจ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จนเขาเลือกที่จะออกมาจากห้องในเวลานี้ เสื้อยืดทับด้วยแจ็คเก็ตตัวเก่งสีดำรวมถึงปลายนิ้วคีบนิโคตินติดมาด้วยย่างช่วยไม่ได้ เขายกขึ้นสูบและปิดประตูห้องพลางเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยตามทางเดิน ก่อนที่จะมีสิ่งเรียกความสนใจของเขาเล็กน้อยเมื่อเหลือบมองห้องเล็กๆใกล้บันไดทางลงซึ่งเขาแบ่งไว้ให้เพื่อนใช้พักผ่อนตามความต้องการ แว่วเสียงหอบครางเล็กน้อยเล็ดลอดออกมาจากช่องว่างระหว่างประตูสีขาวบานใหญ่ทำจากไม้ดูเหมือนจะปิดไม่สนิท เผยถึงบทรักร้อนแรงของคนสองคนที่กำลังเข้าถึงห้วงอารมณ์สูงสุดนั้น ก่อเกิดเป็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขาและแทรกใบหน้าเข้าไปผ่านช่องว่างระหว่างประตูพลางเอ่ยข้อความเล็กน้อยราวกับโยนระเบิด

 



 

 เบาๆหน่อยมึง”  จงอินยิ้มให้กับเพื่อนผมเทาที่กำลังคร่อมคนด้านล่าง สองแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อโอบกอดรัดร่างกายผิวขาวเนียนที่โผล่พ้นผ้านวมผืนใหญ่ที่คลุมร่างกายพวกเขาเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ คำถามที่ถูกเอ่ยไปทำให้คนทั้งสองหยุดชะงักกิจกรรมเล็กน้อยแน่นอนว่ามันไม่พ้นสายตาที่ดูหัวเสียของเพื่อผมเทาเช่นเดียวกันเป็นคำกล่าวทักทายยามเช้าง่ายๆว่า

 



 

เชี่ย!” ท่าทางที่หัวเสียดูไม่สบอารมณ์มันเป็นอาการที่จงอินดูเหมือนจะต้องการกับการหยอกเล็กน้อย

 



 

เออแค่จะบอกว่า กูไปข้างนอกมึงกับแบคฮยอนเอาอะไรไหมเขาว่าพลางเท้าศอกเหนือหัวกับขอบประตูและขยับปลายบนิ้วที่คีบนิโคตินไปด้วยอย่างสบายใจ

 



 

มึงจะไปไหนก็ไปชานยอลบอกปัดอย่างรำคาญพลางทิ้งตัวลงนอนทับแฟนตัวเล็กที่ตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่ผิวกายใดๆ

 



อ่า... จงอินลากเสียงยาวพลางทำหน้าตากวนโอ๊ยที่สุดในรอบปี เขายังคงลีลาจับลูกบิดประตูบิดไปมาและยักไหล่ก่อนที่จะค่อยๆปิดประตูที่เคยแง้มเอาไว้ ซึ่งก่อนที่มันจะปิดลงเขากลับชะงักพลางเอ่ยดังๆออกไปอีกครั้งว่า ให้ปิดประตูให้ไหม?”แน่นอนว่าจงอินประสบความสำเร็จ ประตูบานใหญ่ถูกปิดลงด้วยฝีมือของเขาก่อนที่ได้ยินเสียงกรนด่าและหมอนสีขาวใบโตปลิ่วออกมาอย่างช่วยไม่ได้ และเสียงกรนด่าที่ดังที่สุดคงไม่พ้นคำว่า

 



 

เชี่ยจงอิน!!”






            หลังการปั่นหัวชานยอลให้อารมณ์เสียในยามเช้า จงอินพบว่ามันเป็นการสร้างความสุขแบบแปลกๆอย่างหนึ่งซึ่งเขาชื่นชอบเป็นพิเศษ เขาเดินผ่านบันไดเล็กๆลงมาและเลี้ยวเขากับพื้นที่ด้านข้าง เขาเปิดโรงรถที่ถูกทำซ่อนเข้ากับตัวตึกเอาไว้และแน่นอนคนสวยคันโปรดของเขาถูกเผยโฉมออกมา เธอกำลังอยู่เคียงข้างกับลูกรักอีกคันแต่ในวันนี้จงอินคิดว่าเขาจะสนใจเธอมากกว่าใคร เมื่อได้เอื้อมดึงผ้าคลุมสีขาวออกจนเธอปรากฏอยู่ในสายตา Ducati 848 evo สีดำสนิทดีไซต์ปราดเปรียวและเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เหลือล้น เขานึกถึงยามเมื่อเสียงของเธอร้องคำรามบน  Abbey Road ในปี 2011 พร้อมกับสายลมพัดเส้นผมของเขาทิ้งท้ายจากความเร็วที่แล่นผ่านและมองเธอจนสุดสายตา ในวินาทีนั้นจงอินคิดว่าเขาตกหลุมเธอเข้าอย่างจัง เขาต้องได้ครอบครองเธอ มันเป็นคำพร่ำบอกพร้อมความตื่นเต้นในอกจากเงินของผู้เป็นพ่อที่เอามาเปความสุขให้กับเขาอย่างไม่เสียดายนักเพื่อชดเชยการไม่เห็นหน้ากันในเวลาเกือบสิบปีเป็นเหตุผลง่ายๆให้จงอินควักเงินจ่ายในช่วงสุดสัปดาห์และในที่สุดเขาก็ได้เธอเข้ามาครองพร้อมกับชื่อ ทริกซี่ (Trixie) ที่แปลว่าความสุข จงอินยอมรับว่าเขามีความสุขจริงๆยามได้เธอมาและสุขกับเธอด้วยความเร็วที่ได้ที สายลมทำให้เขารู้สึกถึงอิสระที่สามารถไขว่คว้ามันได้ จงอินผิวปากอย่างอารมณ์ดีก่อนที่หมวกกันน็อคจะถูกสวมใส่ทับเส้นผมสีน้ำตาลพลางและเร่งเครื่องอย่างที่ตั้งใจและไปบนถนนใน Williamsburg หลังสายฝนพรำ

 



 

            It’s so fly! เป็นเชื่อของร้านตัดผมประจำของเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายแค่สบตากับหญิงสาวเส้นผมสีแดงผ่านการย้อมและแต่งกายสไตล์ยุค 90s ที่ดูแหวกกระแสหรืออันที่จริงมันกำลังมา จงอินไม่ได้ใส่ใจนักเพราะที่นี่ทุกคนล้วนเป็นศิลปินในแบบฉบับของตัวเอง เสื้อเอวลอยสีขาวกับกระโปรงไซต์มินิเห็นต้นขาเรียวๆจนเขาเผลออดมองไม่ได้ จงอินคิดว่าทุกๆอย่างที่เป็นสัดส่วนของเธอล้วนดึงดูดตาหากว่าเขาไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเธอมีรสนิยมเพศเดียวกันและนั่นทำให้เขาต้องทำใจและตัดใจไปเมื่อปีก่อน ทำนองเพลงป๊อบคลอเบาๆภายในร้านที่มีสไตล์กับเสียงส้นสูงตามการก้าวเดิน เธอสบตากับเขาเล็กน้อยและชี้ไปที่นั่งที่ว่าง เขาพยักหน้าให้กับเธอก่อนที่จะนั่งลงให้เธอจัดการกับผมที่ดูรุงรังของเขา

 



 

ไง ไม่เจอนานเลยนะ”  แววตาสโมกกี้อายของเธอจ้องมองเขาผ่านกระจกและจงอินยังคงทำหน้านิ่งเฉยหรืออันที่จริงเขากำลังง่วงซึ่งมันปฏิเสธไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

 



 

ผมยุ่งๆ แต่คุณยังสวยไม่เปลี่ยนเลยนะลินดา

 



 

ขอบคุณที่ชมนะพ่อหนุ่มเอเชียเธอว่าก่อนที่จะดันหลังของเขาให้นิ่งดีๆและเขาก็ไม่คิดที่จะขัดใจเธอ วันก่อนฉันแวะไปคลับแถวย่าน Bushwick’s ได้ยินว่านายคว้าแฟนของสตีเฟ่นมาไปกอดจนเช้าและเขาจัดการนายซะอ่วม

 



 

ฮ่า...คงงั้นจงอินหัวเราะขึ้นจมูกพลางขยับโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงให้ดีเพราะรู้สึกว่ามันดันจนนั่งไม่ถนัดและสุดท้ายเขาก็ต้องควักมันออกมาเพื่อการนั่งบนเก้าอี้ดีๆพลางเลื่อนหน้าจอเล่นอย่างไม่มีความหมายเท่าไรนักจนรู้สึกถึงแรงสัมผัสเบาๆวางไว้ที่ไหลของเขา จงอินเหลืบตาขึ้นมองในกระจกและมันสะท้อนถึงแววตาสีฟ้าครามของลินดาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน

 



 

นี่...ฉันอยากให้นายรักตัวเองบ้างนะจงอิน”  มันไม่ใช่คำพูดที่ดูสวยหรูแต่สำหรับพวกเขาความห่วงใยสำหรับเพื่อนมันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านแววตา ท่ามกลางความเงียบกับกลิ่นของสารเคมีเจือจางเล็กน้อยภายในร้านจงอินยิ้มรับเพียงเล็กน้อยกับคำตอบที่เขาสามารถทำมันได้แค่เพียงเท่านี้

 



 

ผมก็รัก...เท่าที่รักได้

 



 

นายนี่มันกวนตีนจริงๆ”  สาวผมแดงเธอกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายกับการตัดอารมณ์ที่ดูซึ้งกินใจสำหรับพวกเขา พลางเดินหนีเขาไปเพื่อหยิบผ้าคลุมท่ามกลางเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อย

 



 

            ไม่มีคำพูดถึงทรงผมที่ต้องการลินดายังคงวุ่นวายอยู่กับการเช็คกิ๊ฟหนีบผมรวมถึงหวีขนาดต่างๆ น่าแปลกที่จงอินรู้สึกง่วงกับการตัดผม เขามักที่จะหลับอยู่ตลอดเวลาแต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ ยามเมื่อเปลือกตาค่อยๆหลับลงเขากลับได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นขัดมัน สายลมพัดผ่าน กลิ่นกายที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนน้ำหอมของ CK แต่ก็ไม่มันเป็นกลิ่นที่เฉพาะตัวกว่านั้น เก้าอี้ว่างข้างๆถูกแทนที่ด้วยคนสวมแจ็กเก็ตยีนส์สีเข้มกับรองเท้าหุ้มข้ออย่างดี และในวินาทีนั้นที่เขาเงยหน้ามองกระจกบานใหญ่ตรงหน้า มันมีคำตอบอยู่ในนั้นถึงบุคคลมาใหม่ ดวงตากลมโตสีดำคู่นั้น ...เราต่างจ้องมองกันและกันผ่านกระจกอย่างเงียบงัน เรื่องน่าแปลกที่มันไม่ใช่คำทักทายแต่กลับเป็นคำพูดที่เราทั้งสองกล่าวออกมาพร้อมกันจนลินดาดูเหมือนแปลกใจกับการเอ่ยปากของเขาในครั้งนี้

 



 

“mid  fade  undercut  ครับ”  / “mid  fade  undercut  นะลินดา

 



 

            เราต่างมีผมทรงเดียวกันแต่มันก็ดูต่างกันเล็กน้อยตรงสีผม ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่คยองซูย้อมผมเป็นสีแดงแถมด้วยใต้ตาที่คล้ำมากขึ้นเหมือนคนไม่ค่อยได้พักผ่อนและเขาเขาสังเกตุอย่างอย่างเงียบๆ จงอินไม่สามารถตอบได้ว่าในตอนนี้เขามีคำถามหรือว่าความรู้สึกยังไงสำหรับการพบเจอหน้าคนที่อยู่ในห้วงความคิดของเขาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากการเดินล้วงกระเป๋าและเหลือบมองคนข้างกายยกมือป้องปากไฟแช็คที่ถูกจุดและมันเผาไหม้ปลายนิโคตินที่ถูกคาบไว้กับริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆพลางปล่อยควันจนฟุ้งหน้าร้านตัดผม

 



 

ไงสายลมเอื่อยอ่อนจากรถที่วิ่งไปมาบนท้องถนนพวกเขาต่างจ้องมองถนนเบื้องหน้าอย่างไม่มีคำพูดใดจนพี่เป็นฝ่ายเอ่ยมันออกมาก่อน

 



 

ไงเขาตอบกลับพลางควานหาบุหรี่ในกระเป๋ากางเกง ซึ่งคนข้างๆก็ยื่นไฟแช็คมาให้เขา จงอินยอมรับว่ามันดูเป็นความประหม่ากับการไม่เจอหน้ากันมาซักพัก มันไม่มีคำพูด ไม่มีอะไรเลยในตอนนี้นอกจากการดูดบุหรี่ไปครึ่งมวล

 



 

“….”

 



 

เราเจอกันบ่อยเกินไปนะพี่ว่าไหม”   จงอินพูดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เขาตัดสินใจทิ้งบุหรี่ลงและขยี้มันด้วยรองเท้าเขามองคนข้างๆที่ยังมีแววตาที่เรียบเฉยซึ่งมันเป็นคำถามที่งี่เง่าพอดู

 



 

“บ่อยจนแทบเบื่อขี้หน้านายเลยละน้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยบอกและยกบุหรี่อัดเข้าปอดไปเรื่อยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างแต่คำตอบที่เขาได้รับกลับมามันยี่ยวนจนจงอินรู้สึกอยากจะขำ เขาจ้องมองใบหน้าของคยองซูยังคงเหม่อมองบนท้องถนนอย่างไม่สนใจเขานักรวมถึงริมฝีปากที่ยังคงพ่นควันออกมา และมันคงเป็นเรื่องที่บ้าที่สุดกับสิ่งที่เขาพูดมันออกไป

 



 

สองอาทิตย์...

 



 

“?” แต่มันก็ดูเป็นผลตอบรับที่ดี เมื่อท้ายที่สุดแล้วจงอินประสบความสำเร็จในการเรียกร้องความสนใจคนดวงตากลมโตให้สบตากับเขา

 



 

ช่างเถอะ แล้วพี่จะไปไหนต่อ?”

 



 

กลับ

 



 

แสดงว่าพี่ว่าง?”

 



 

ทำนองนั้นคยองซูว่างพลางทิ้งบุรี่ลงและทำให้มันมอดด้วยการขยี้ลงด้วยปลายเท้า

 



 

งั้นผมไปส่งเอาไหม?  ไม่ซิ เราไปขี่รถเล่นกันดีกว่าจงอินไม่รอช้าเขาไม่อยากรอคำตอบใดกับการติดสินใจของเขาด้วยการฉุดข้อมือเล็กๆภายใต้แจ็คเก็ตยีนต์สีเข้มแล้วดึงเบาๆเพื่อให้เดินอย่างรีบเร่งไปที่ซอยข้างร้านตัดผมเป็นที่ๆทริกซี่จอดอยู่

 



 

เฮ้!” เสียงห้ามปรามปนตกใจมันถูกแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติรวมถึงดวงตากลมโตที่เบิกโพลงนั้นด้วยจนเขาต้องพยายามไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมา

 



 

...

 



 

เดี๋ยวดิ เฮ้!”

 



 

... เขาไม่ฟังน้ำเสียงประท้วงดังด้านหลังรวมถึงแรงขยับที่ข้อมือยามเมื่อเขากระชับให้แน่นขึ้น

 



 

จงอิน!” จงอินยังดึงข้อมือเล็กให้เดินตามแต่สุดท้ายแรงฉุดกระชากพวกเขาก็แค่หยุดลง

 



 

ครับผมชื่อจงอินไม่ได้ชื่อเฮ้!” เขาหันหน้าไปสบตากับคยองซูที่แทบจะเบะปากใส่เขาหรือไม่ก็พร้อมที่จะซัดเข้ากับหน้าของเขาอย่างจัง

 



 

ฉันขอคุยโทรศัพท์แป๊บนึงแต่สุดท้ายแล้วคนดวงตากลมโตก็แค่เอ่ยบอกถึงสิ่งที่ต้องการและจงอินก็ทำให้แค่พยักหน้าและปล่อยข้อมือของพี่ไป

 



 

เอาซิ

 



 

            คยองซูเดินเข้าไปในซอยลึกกว่าเดิมนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ห่างจากพวกเขาซักเท่าไรและคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย จงอินยืนรอเขามองดูใบหน้าคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าทั้งเรียบเฉยๆรวมถึงออกจะหงุดหงิดเล็กน้อยด้วยการขมวดคิ้ว จงอินเหลือบมองทริกซี่ที่จอดอยู่แต่ก็สะดุดตากับ Ducati 848 evo สีขาวอีกคันที่จอดอยู่ข้างๆ เขาอดที่จะเชยชมมันไม่ได้เลยตอนที่รอคยองซู แต่ทุกๆอย่างมันก็ไม่นานนักจวบจวนโทรศัพท์ที่เก็บเข้ากับกระเป๋ากางเกงและคยองซูก็เดินกลับมาหาเขา

 



 

พี่ใส่ซิ”  จงอินว่าพลางยื่นหมวกกันน็อคให้กับคยองซูซึ่งดูเหมือจะมันเรียกรอยยิ้มจากคนตัดผม undercut  ที่มอบมันให้กับเขาในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

 



 

นายใส่เถอะ

 



 

“?”

 



 

            ไม่ต้องรอให้คำถามที่เกิดขึ้นนานนักเมื่อคยองซูควักกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงและขึ้นคร่อม Ducati สีขาวที่จอดข้างๆทริกซี่ของเขา เสียงสาร์ตเครื่องดังกระหึ่มรวมถึงหมวกกันน็อคสีดำถูกสวมใส่ ตลอดจังหวะการก้าวเดินหรือทุกๆอย่างของคยองซูถูกเขาจ้องมอง รวมถึงดวงตากลมโตสีดำยามเมื่อพวกเขาจ้องมองกันและกันถูกบดบังด้วยหมวกกันน็อคคู่ใจ วินาทีนั้นจงอินพบว่าทุกๆอย่างดูเหมือนเป็นอะไรที่วิเศษจริงๆ เขายืนนิ่งเหมือนคนสมองเบลอซักพักก่อนที่คนสวมหมวกกันน็อคดำจะเปิดมันพลางเอ่ยอย่างอู้อี้แต่เขาก็ได้ยิน กับดวงตาราวกับเอกภพที่ยังคงดึงดูดเขาอยู่เสมอ

 



 

เราจะไปกันได้หรือยังละ นาย cloudy”

 



 

            ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นสำหรับพวกเขาในวินาทีนั้นนอกจากรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ยามที่เราต่างขี่รถคู่ใจท่องไปบนท้องถนนที่ยาวไกลออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย ปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์คำรามบนท้องถนนและสายลมพัดผ่านไปทั้งกาย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวรวมถึงซอยแคบๆที่มาบรรจบกับถนนใหญ่อีกเส้น จงอินเป็นคนขับนำบ้างสลับกับคยองซูที่พาลัดเลาะเส้นทางใหม่ๆ บ้างทำความเร็ว บ้างก็แค่เป็นเพียงการมองวิวสองข้างทาง จวบจนมันมาบรรจบและหยุดลงที่ตึกสีเทาอีกครั้ง เครื่องยนต์ถูกดับพร้อมกับขาตั้งที่ถูกใช้งาน หมวกกันน็อคที่สวมใส่ถูกถอดออกและมันคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขา

           



การขับรถเล่นของนายคือการมาที่แกลลอรี่ของนาย?” คยองซูใช้ปลายนิ้วเสยเส้นผมขึ้นพลางสบตากับจงอินที่ลงจากทริกซี่พลางเปิดโรงจอดรถและเก็บรถของพวกเขาเอาไว้ในนั้น

 



 

ไม่เชิง ผมก็แค่อยากให้พี่มาเที่ยว” เขาตอบและเปิดประตูด้านในเพื่อขึ้นไปยังชั้นด้านบน บันไดเล็กๆที่ทำซ่อนเอาไว้สามารถขึ้นไปยังชั้น 2 ใส่ส่วนแกลลอรี่ได้ คนตัวเล็กเดินตามเขามาก่อนที่แกลลอรี่โล่งๆก็ปรากฏในสายตาของพวกเขา มันเป็นแค่เพียงห้องโล่งๆที่มีสัดส่วนและโซนชัดเจน ผนังถูกทาด้วยสีขาวและปูพื้นด้วยไม้รวมถึงผนังในด้านจัดแสดงที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายตัดกรอบเล็กใหญ่สีดำ มันูดีที่เดียวเมื่อเมื่อหนึ่งของห้องมีเก้าอี้ที่พวกเขาไปซื้อกันมามันยังคงวางไว้ จงอินชี้ไปที่โซฟาสีดำตัวยาวริมหน้าต่างบานใหญ่อีกด้านเพื่อให้คยองซูได้นั่งและคนตัวเล็กกว่านั่งลงพลางจ้องมองภาพทั้งหมดท่ามกลางความเงียบ

 



 

น้ำไหม?”  จงอินผละเดินไปอีกทางในมุมที่มีตู้เย็นเล็กๆเขาเก็บเครื่องดื่มเอาไว้ในนั้นและยื่นหน้าออกมาจากผนังกั้นส่วนที่คยองซูนั่งเอาไว้

 



 

ดี





นี่จงอินเดินกลับมาพลางยืนตรงหน้าคยองซูและยื่นเบียร์เย็นๆให้

 



 

อืม...จริงๆเบียร์ก็ดีคยองซูครางรับในลำคอก่อนที่จะหยิบเบียร์กระป๋องและเปิดมัน เสียงเปิดกระป๋องที่ดังซ่าก็ทำลายบรรยากาศที่กำลังเงียบได้อย่างลงตัว จงอินยังไม่ได้นั่งลงเขาทำแค่เดินไปรอบบางเหม่อมมองวิวด้านนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่ต่างกับคนตัวเล็กที่นั่งจิบเบียร์บนโซฟา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางถูกชะล้างไปยามเมื่อลิ้นสัมผัสรสชาติเย็นๆมันดับกระหายได้ดีจนหยุดไม่ได้ที่จะจิบมันอย่างละเมียดละไมไปเรื่อยๆ

 



 

จริงๆแล้วฉันเที่ยวมาทั้งชีวิต... ท่ามกลางความเงียบระหว่างพวกเขาที่ต่างอยู่ในห้วงความคิดตัวเองคยองซูกลับพูดมันออกมาและมันเรียกความสนใจจากจงอินได้เสมอ

 



 

ผมคิดว่าผมก็คงเป็นแบบนั้น แต่คงใช้คำว่าเที่ยวไม่ได้ จงอินว่าพลางเดินไปนั่งลงบนโซฟาเขาทิ้งตัวลงบนพื้นที่ข้างๆคนตัวเล็กที่แม้ว่าโซฟาจะใหญ่ซักแค่ไหนเขากับไม่ได้นั่งห่างกันเท่าไร

 



 

....

 



 

ผมหนีมาทั้งชีวิต เรียกแบบนั้นคงเหมาะกว่า”  จงอินเอ่ยออกมาอย่างไม่มีการสบตา หน้าต่างบานใหญ่ถูกแสงอาทิตย์ยามเย็นไล่ลงมาจากยอดตึกสูง ทิศของพระอาทิตย์ตกทำมุมกับผนังห้องที่เต็มไปรูปถ่ายเขาและคยองซูนั่งอยู่ข้างๆกันอย่างนั้นท่ามกลางความเงียบกับกลิ่นของเบียร์อ่อนๆที่ฟุ้งกระจาย

 



 

เหมือนนายต้องการให้ฉันมาดูโลกของนายยังไงอย่างนั้น

 



 

แล้วพี่สนใจมันหรือเปล่า...แค่การพูดคุยที่เรื่อยๆแต่เพราะคำถามของเขาทำให้ใบหน้าของเราต่างหันมาสบตากันอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างเงียบงัน

 




 

“….”

 



 

โลกของผม...พี่สนใจมันหรือเปล่า

 



 

            ทุกๆอย่างดูเงียบงันท่ามกลางเสียงที่ดังก้องภายในใจของเขา จงอินสบตากลมโตของคยองซูอยู่เนินนานมันนานจนอาจจะผ่านไป หนึ่งนาที สองนาที หรือว่าสามนาที จวบจนคนเป็นพี่ละสายตา และลุกขึ้นเดินไปที่ภาพหนึ่งที่ไม่ได้ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไปแต่อยู่ใจกลางของผนังห้อง เป็นเพียงภาพของผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งและถ่ายย้อนแสงแดดที่ตรงเข้ามาจนทำให้ภาพที่ได้เป็นเพียงรูปเงา สายลมทำให้เส้นผมของเธอปลิว และมีเครื่องบินลำเล็กๆที่ลอยอยู่ด้านบน จงอินลุกขึ้นจากโซฟาเขาเดินไปอย่างเงียบๆจ้องมองแผ่นหลังหลังเล็กของคนคนดวงตากลมโตที่ยังคงจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่มีคำพูดใด มันเป็นความรู้สึกที่อัดอั้นภายในใจของเขาไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าคนตรงหน้านั้นล้วนดึงดูดเขามากแค่ไหน มันไม่ใช่แค่เพียงแรงดึงดูดแต่มันมีอะไรที่มากกว่านั้น ดวงตาที่ดูว่างเปล่าแต่อบอุ่น รอยยิ้มที่มุมปาก หรือแม้แต่กระกระทำในทุกๆอย่าง

 



 

ภาพนี้ฉันชอบ แต่มันดูเศร้า คำพูดที่เอ่ยบอกพร้อมกับการหมุนตัวกลับมาคนตัวเล็กไม่รู้เลยว่าเขายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไร และระยะที่ห่างกันเล็กน้อยมันใกล้กันเกินไป ใกล้เกินไปจนได้กลิ่นเบียร์อ่อนๆออกมาจากลมหายใจ ดวงตากลมโตเหลือบมองขึ้นและพวกเขาต่างสบตากัน รองเท้าสองคู่ดูเหมือนจะสวนทาง เมื่อคนหนึ่งค่อยๆถอยหลังแต่อีกคู่กลับไล่ต้อน จวบจนแผ่นหลังคนแจ็คเก็ตยีนส์นั้นแนบกับผนังห้องของแกลลอรี่ที่มีแสงแดดสาดส่องลงมา จากความสูงที่ไม่ได้เท่ากันทำให้เงาของคนสูงกว่าซ้อนทับลงมา ดวงตากลมโตนั้นเหมือนเสียสูญทางการควบคุมเล็กน้อย จงอินก้มมองใบหน้าของผู้เป็นพี่และเขายังไม่ละลายตาจากดวงตากลมโตนั้นอย่างต้องการคำตอบ

 



 

พี่ยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะ

 



 

นี่...อันที่จริงเราแทบไม่ต้องรู้จักกันก็ได้แม้แต่ชื่อ...เพราะเราไม่ได้จะจีบกัน จงอินขยับใกล้ชิดมากขึ้น มากขึ้นจนฝ่ามือเล็กๆของผู้เป็นพี่ต้องยกมันขึ้นและดันหน้าอกของเขาเพื่อกั้นไม่ให้เขาเข้าใกล้มากขึ้นกว่านี้ จนดวงตาที่จ้องมองอยู่ในระยะใกล้สะท้อนถึงความรู้สึกที่เกินอธิบายมาจำกัดความ ทุกๆอย่างก็ดูเหมือนว่าจงอินอาจจะรอไม่ได้ที่เขาจะได้พูดอะไรออกไปในตอนนี้หรือในวินาทีนี้ เขาค่อยๆโน้มตัวลงปล่อยให้ลมหายใจอุ่นๆผสมกลิ่นของเบียร์อ่อนๆลอยฟุ้ง กระซิบอย่างแผ่วเบาแต่ชัดเจนที่ข้างหูของคยองซูอย่างตั้งใจ

 



 

 

แล้วใครบอกว่าผมจะไม่จีบพี่

 



 

 

            มันคงเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วในวันนี้เหนือคำถามหรือกลไกใดๆ เขาค่อยๆผละออกจากข้างหูของผู้เป็นพี่อย่างเชื่องช้าและสบตากับดวงตากลมโตที่ไร้ซึ่งคำจำกัดความอยู่ในนั้น เราต่างสบตากับเนินนานก่อนที่ริมฝีปากของเขาและพี่เราสัมผัสกันอย่างนุ่มนวล  เน้นย้ำอย่างนั้นราวกับคำที่ต้องการบอก ริมฝีปากสีชมพูอ่อนถูกเขาช่วงชิงลมหายใจเน้นย้ำอย่างค่อยๆปลายลิ้นเจือรสชาติเบียร์ที่ยังคงกรุ่นอยู่ในโพรงปาก เปลือกตาที่ปิดลงราวกับซึมซับความรู้สึกผ่านการกระทำฝ่ามือเล็กๆที่เคยดันออกห่างค่อยๆแปลเปลี่ยนเป็นขยำมันอย่างราวกับการกระทำที่น่าหลงใหล เขาจูบและจูบคยองซูอย่างนั้น มันไม่ได้จาบจ้วงหรือเกินเลยนอกจากความรู้สึกของเขาพี่พุ่งไปไกลแสนไกลในเอกภพ

 



 

 

จงอินเคยสงสัยว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนของโลก...โลกที่เต็มไปด้วยความฝันแห่งนี้

แน่นอนว่าในตอนนี้หรือว่าวินาทีนี้เขาได้คำตอบ...มันอาจเป็นอัตราการเต้นในหัวใจของเขาที่มีต่อคยองซู

 

 

 

 

 #CLOUDYkd

เราหวังว่าจะเรื่อยๆปด้วยกันเสมอ

 

 

 

 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #98 เราเองนะเราไง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 00:38
    ทำไมดูเท่กันแบบนี้นะ ฮือออ แมนๆขี่มอไซด์ไปเดท(?)กันเนาะ แรงขับเคลื่อนของโลกจงอินคือคยองซูไงงง จูบแล้วต้องรับผิดชอบด้วยนะ ชอบตั้งแต่ไปตัดผมทรงเดียวกัน(ด้วยความบังเอิญ) กับคนที่มีอะไรคล้ายๆกันนี่ดีจัง ดีมากอ่ะ เขาจะจีบแล้วนะคยองซูววววว เขาจะจีบแล้วววว
    #98
    0
  2. #92 MYSweet_Dyo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 19:44
    ชอบความอบอุ่นละมุนละไมในจูบของจงอินมาก ทั้งที่น้องจะทำมากกว่านี้กับพี่ก็ได้ ถ้ามั่นใจในความรู้สึกของตัวเองแล้วก็เดินหน้าจีบคยองซูเลยนะ ^^
    #92
    0
  3. #77 viewvy_tangmo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 13:09
    หูยย น่ารัก ละมุนมากเลอ
    เป็นการจีบที่ละมุนมาก
    ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แต่อบอุ่น~
    #77
    0
  4. #56 omoeme_fern (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 22:03
    ก็จีบอยู่นี่ไงคยองซู ทำไมถึงดูไม่ออกล่ะ หื้มมมมม เอร้ยยยย เขินจรุงงงง
    #56
    0
  5. #35 kami_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 14:07
    มันเรื่อยๆแต่ทำให้เรารู้สึกดีค่ะไรท์ ><
    #35
    0
  6. #31 cherrrrrrr (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 / 19:53
    ภาษาสวยยยย เรารักมากกก
    #31
    0
  7. #30 ดู๋เบอร์เเมน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 / 08:25
    กรี๊ดดดดดดดด ใครบอกไม่ได้จีบยะ นี่รุกมากเลย ฟฟฟฟฟฟฟฟ ยังชอบภาษาไรท์เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือต้องไปเสิร์ชหารถเเบบนี้ซะละ ไม่เคยรู้จัก -.,-
    #30
    0