CLOUDY (KAIDO)

ตอนที่ 7 : CLOUDY 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 ส.ค. 58

 CLOUDY

6


 





 

            ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจากดวงดาวบนท้องฟ้ามีเพียงกลิ่นความชื้นกับเสียงของสายฝนต่างขับกล่อมเราให้ต่างด่ำดิ่งลงไปในความฝัน...มีคนเคยบอกว่าในความฝันคือช่วงเวลาที่เราได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดแหวกว่ายในจินตนาการไร้ขีดจำกัด หลุดพ้นจากโลกที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่สำหรับดวงตาสีเข้มที่กำลังจ้องมองผนังห้องสีมิ้นต์เก่าๆ กับไออุ่นข้างกายจากลมหายใจที่เข้าและออกอย่างเป็นจังหวะมันกำลังบ่งบอกว่าเขาไม่อาจจะเอื้อมถึงจุดที่เรียกว่าความฝันได้ในเวลานี้

 




 

            เราต่างไม่มีสัมผัสทางกายใดที่จับต้อง นอกจากนอนตะแคงข้างเข้าหากัน อาจมีเพียงสิ่งเดียวที่รวมพวกเขาและมอบไออุ่นเพิ่มให้คงเป็นผ้าห่มนวมผืนใหญ่ที่ปกคลุมร่างกายของเขาและพี่เอาไว้ เปลือกตากลมโตยามหลับใหลกำลังถูกเขาจ้องมอง...แพขนตา ปลายจมูกรวมถึงริมฝีปากที่เผยอออกมาเล็กน้อย คนที่กำลังท่องไปในความฝันกำลังถูกจ้องมองท่ามกลางความมืดที่มีแสงจากด้านนอกลอดผ่านผ้าม่านบางๆภายในห้อง ความว้าวุ่นใจและสิ่งเกิดขึ้นมันตีกันไปหมด ทั้งสับสน สุขล้น หรือหวาดระแวง จนทำให้เขาอยู่ในห้วงเวลาที่เรียกว่านอนไม่หลับ

 




 

            มันอาจจะเป็นความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นหรืออันที่จริงจงอินกำลังหวาดกลัว...การพบเจอคนของพ่อในวันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยซักนิดราวกับหินที่เขาโยนมันออกไปจากใจ กลับถูกปาเข้ามาใส่เช่นเดิมและดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าเดิมมันทำให้เขาหวนนึกถึงวันที่โหดร้าย ตั้งแต่ต้นปี 2003 พวกเขาเริ่มมีปากเสียงกันครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่แม่มีน้ำตา...ไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใด นอกจากเธอทรุดลงไปกับพื้นห้องครัวที่มีกลิ่นไหม้ในกระทะ จงอินไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ต้องร้องไห้เขาอยากจะถามกับพ่อว่ามันเกิดขึ้น แต่ก็ไม่...มีเพียงใบหน้าที่ดูหงุดหงิดและสายลมที่ผ่านผิวกายเขาไป พร้อมกับหยดน้ำจากดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของแม่หยดลงบนพื้นกระพื้นกระเบื้อง...และมันไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้น

 




 

            เมื่อมีครั้งแรก ครั้งที่สองและครั้งที่สามตามมา พ่อบ้างานและดื่มหนักมากขึ้นส่วนแม่ก็มักมีน้ำไหลออกจากดวงตามากขึ้นในทุกๆวัน ความเจ็บปวดที่เหมือนสาดเกลือใส่บาดแผลมันไม่ใช่การรักษา มีเพียงการซ้ำเติมบาดแผลนั้นซ้ำๆและเพิ่มเติมให้กันและกันมากกว่าการใส่น้ำตาล...และสุดท้ายมีนาคม ปี 2004 แม่หนีเขาไป...แม่ของจงอินหนีไปพร้อมจดหมายแสดงความเสียใจเอาไว้เพียงแค่เอสี่แผ่นเดียว จดหมายงี่เง่าถูกวางไว้บนหัวนอนกับยามเช้าที่มักมีไออุ่นจากฝ่ามือลูบหน้าผากของเขายามตื่น แต่เช้าวันนั้นกลับมีเพียงความเย็นชืดของอากาศด้านนอกแผ่ไอเย็นเข้ามาจนรู้สึกหนาวไปทั้งกาย คนที่เข้ามาปลุกเขาที่จงอินคาดหวังมาตลอดแต่วันนี้เขาคิดว่าไม่เลยซักนิด...กับเวลาที่เฝ้ารอมาตลอด จงอินเคยคาดหวังให้คนที่ปลุกเขาในยามเช้าเป็นพ่อ แต่เรื่องตลกร้ายกลับกายเป็นเช้าที่แย่พ่อเข้ามาปลุกเขาพร้อมกับกระดาษเอสี่ที่วางไว้ข้างหมอนถูกพ่อหยิบมันไปเขาอ่านอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเขาก็ขยำและบอกให้จงอินลุกจากเตียงซะ ความเงียบที่ไร้เสียงใดในเวลานั้นจงอินรู้ดีกว่าพ่อกำลังโกรธมากที่สุด มันมากจนเขาไม่กล้าที่จะหายใจ

 




 

            เขาเฝ้ารอถึงวันที่แม่จะกลับมาแต่ก็ไม่ ทุกๆอย่างยังคงเหมือนเดิมภายในห้องของแม่ ห้องที่พ่อและแม่แยกกันนอน จงอินมักจะเข้าไปเพื่อรอ คิดถึง หรือแม้แต่โหยหา ในวันนี้ก็เช่นเดิมและเขามองรูปเธอที่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าแขวนอยู่ที่ผนัง ตู้เสื้อผ้าสีขาวที่ยังมีเสื้อผ้าของแม่เต็มไปหมด หรือแม้แต่โต๊ะเครื่องแป้งกับหวีที่วางเอาไว้มันยังสีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนของแม่ติดอยู่ สองเท้าค่อยๆก้าวไปที่เตียงสีขาวสะอาดตาก่อนที่จะขึ้นไปนอนบนเตียงกว้าง เขาเห็นกรอบรูปที่ว่างเปล่ามันเคยบรรจุรูปคู่ของเขาและแม่เอาไว้ ทุกๆอย่างในห้องของแม่แทบจะอยู่ครบนอกจากรูปถ่ายใบนั้นที่แม่เอามันไปด้วย... จงอินค่อยๆเอนกายลงกับเตียง แนบใบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ที่แม่เคยใช้มันหนุนนอน โอบกอดราวกับว่ามันเป็นอ้อมกอดของแม่ที่มักกอดเขาไว้หลังเลิกเรียนจากบัสมาส่งหน้าบ้าน พร้อมซุกใบหน้าลงราวกับการออดอ้อนกลิ่นหอมอ่อนๆที่เขาจำได้ดีกว่ามันเป็นกลิ่นของแม่...เขาหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยมี...และในวินาทีนั้นน้ำตาของเด็กวัย 11 ปีอย่างเขาค่อยๆไหลลงมา

 




 

แม่ครับ แม่เมื่อไรแม่จะกลับมาเขามักพูดออกมาซ้ำๆอย่างนั้นจนเผลอหลับไป

 




 

            จากวัน เป็นสัปดาห์ และกลายเป็นเดือน จงอินก็แค่เฝ้ารอภายในบ้าน บ้านที่เงียบเหงา เขาเหมือนเด็กโง่ๆคนหนึ่งที่เฝ้ารอว่าแม่จะกลับมาหรืออะไรก็ได้ที่เป็นคำตอบให้กับเขา มันเหมือนการหวังที่ฟังดูเพ้อเจ้อ หวังให้ทะเลเดดซีจะกลายเป็นน้ำจืด เหมือนการหวังให้เอเวอเรสต์เป็นเพียงเนินเล็กๆที่เขาปันจักรยานข้ามมันไปได้ เขารู้ดีว่ามันงี่เง่า...มันงี่เง่าเพราะไม่มีเลยสำหรับการติดต่อจากแม่  รวมถึงพ่อมีเพียงสีหน้าเฉยชา ไม่มีแววตาความเศร้าหรือว่าใดๆในแววตาคู่นั้น พ่อพูดน้อยลงจากที่พูดน้อยอยู่แล้ว กลับกลายเป็นเพียงความเงียบระหว่างเขากับพ่อที่ดูน่าอึดอัดและมันมีความอึมครึมภายในบ้านชัดเจนยิ่งกว่าเก่า





 

            ฤดูหนาวเริ่มเข้ามาเยือนอีกครั้งและมันมาพร้อมๆกับวันที่จงอินรู้ถึงคำตอบที่ว่าทำไมพ่อถึงดูยุ่งมากนัก อันที่จริงเขาคงไม่ได้คำตอบหากจงอินไม่รู้จักกับพวกของเจค หมอนั่นชวนเขาไปรู้จักกับพวกเล่นสเก็ตและร้านอาหารดังตรงข้ามกับลานกลางแจ้ง จงอินพบว่าพ่อของเขากำลังจูบอย่างดูดดื่มกับเลขาท่ามกลางหิมะแรกโปรยปราย  จงอินไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร หรือเขาควรที่จะรู้สึกยังไงดี มันเข้ามาพร้อมๆกันดูประดังประเดคำถามสำหรับเขาที่มีต่อพ่อถูกอธิบายในคืนก่อน รวมถึงจดหมายกับชายแปลกหน้าหน้าบ้านในเช้าวันต่อมา จดหมายถูกยื่นมาให้และจงอินพบว่าฤดูหนาวในปีนี้รุนแรงเหลือเกิน มันรุนแรงเกินไปสำหรับชีวิตวัย 11 ปี

 




 

            หิมะที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้าเหมือนกับหยดน้ำที่หยดลงมา...มันก็แค่หยดน้ำที่แข็งตัวจากอากาศที่หนาวเย็นจัดเดือนธันวาคม น่าแปลกที่อากาศเย็นจัดจนแสบไปทั้งจมูกแต่มันไม่สามารถทำให้น้ำที่ไหลลงจากดวงตากลายเป็นของแข็งได้เลย สูทสีดำทับโค้ทสีเดียวกัน ความเงียบเชียบไปทั่วพื้นที่กับผู้คนรอบกายต่างยืนสงบเงียบ แผ่นหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลน ในสถานที่แห่งความเป็นนิรันดร์...ช่อดอกพีโอนีถูกวางไว้ตรงหน้าแผ่นหินที่สลักชื่อที่เพิ่งถูกเพิ่มเติมในสถานที่แห่งนี้ ท่ามกลางหิมะที่ค่อยๆตกหนักขึ้น และหนักขึ้น แม้ว่ากลิ่นหอมอ่อนๆของดอกพีโอนีจะส่งกลิ่นเบาบางท่ามกลางความหนาวเย็นราวกับการปลอบประโลมหัวใจ แต่มันไม่มีทางไหนเลยสำเขาในยามนี้ ความหวังของเขาราวกับแสงของพระอาทิตย์จางหาย...มันหายไปกับคำตอบที่ว่าแม่ของเขาได้จากไป

 




 

แม่จากไป...พร้อมๆกับคำถามของเขาก็ไม่เคยได้รับคำตอบ ว่าแม่...ทิ้งเขาไปทำไม

คำตอบนั้นมันได้ตายไปแล้ว มันตายไปพร้อมๆกับเธอ

 




 

            หากการลาจากทั้งที่ยืนอยู่บนพื้นผิวโลกเดียวกัน คงเป็นเรื่องง่ายสำหรับแสงแห่งความหวังเล็กๆว่าเขาจะได้พบเจอกับเธอ ได้จ้องมองดวงตาที่งดงาม รวมถึงรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสดใส อ้อมกอดที่อบอุ่นราวกับแสงแดดของอาทิตย์ในหน้าหนาว...แต่ในวันนี้มันไม่มีอีกแล้ว และมันเป็นวันที่จงอินพบว่า คนที่จากไปเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ที่เศร้าที่สุดคือคนที่เหลืออยู่ต่างหาก มันเป็นเพียงเขาที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ มันเป็นเพียงเขาที่กำลังหายใจ จงอินกำลังยืนหายใจอยู่บนโลกที่โหดร้ายใบนี้...

 




 

เขาเกลียดโลก เกลียดทุกๆอย่าง และที่เกลียดที่สุดคือจงอินเกลียดตัวเองที่ไม่เข้มแข็งพอ






 

            มกราคมปี 2005  ใกล้วันเกิดของเขามันควรเป็นปีที่ดีแต่มันกลับไม่ใช่เพียงเพราะวันที่แสงอาทิตย์ได้จากไป มันคือโลกที่มีเพียงความมืดมนและเย็นชืด...จงอินเริ่มที่จะมีปากเสียงกับพ่อ พ่อพยายามยัดเยียดให้เขาเรียนมาขึ้น สิ่งที่เขาสนใจเริ่มถูกโยนทิ้งออกไปที่ละอย่าง ทีละอย่าง

 

 




 

ผมไม่ทำ! อย่ามาบังคับผม!” จงอินตะโกนใส่พ่อที่กำลังปาสเก็ตบอดของเขาทิ้งจากเงินเก็บของตัวเอง มันยับเยินไม่มีชิ้นดี ก่อนที่พ่อจะเข้ามาคว้าคอเสื้อของเขาเอาไว้

 




 

แกมันก็เห็นแก่ตัวเหมือนแม่แก!” จงอินสบตากับพ่อและในแววตาคู่นั้นมันแปลกไป...มันไม่เคยเหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 




 

ไม่จริง พ่อโกหก!”

 




 

ไม่งั้นเธอจะกล้าทิ้งแกไปทำไม!!”  เขาตะโกนใส่หน้าจงอิน ทั้งที่ความรู้สึกเขามันบีบอัดไปหมดก่อนที่คอเสื้อของเขาจะถูกปล่อย และมันมีเพียงความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับพ่อ ห้องที่กระจัดกระจายไปด้วยของสะสมที่เขารัก สิ่งที่พ่อมองว่ามันไร้สาระสิ้นดี

 




 

....

 




 

 จัดการห้องของแกซะถ้าผลการเรียนของแกยังห่วยแตกแบบนี้อีก แกรู้นะว่ามันจะเป็นยังไงพ่อเสยผมขึ้นพลางปลดกระดุมคอเสื้อ ใบหน้าที่ยังคงแดงกล่ำ จงอินรับรู้ได้ว่าเขากำลังหัวเสียมากแค่ไหนคำพูดทิ้งท้าย ไร้การสบตาก่อนที่ร่างสูงโปร่งของพ่อจะก้าวเดินออกไปจงอินกลับปาระเบิดลูกใหญ่ใส่ระเบิดอีกทีในเวลานั้น

 




 

พ่อบอกว่าผมเห็นแก่ตัว...ใครกันแน่ที่เห็นแก่ตัว พ่อไม่ละอายใจบ้างเลยหรอครับและที่น่าห่วยแตกสุดคือของขวัญวันเกิด 12 ปีคือแรงฟาดจากฝ่ามือกระทบเข้ากับผิวแก้ม จงอินรับรู้ถึงกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วโพรงปากมันทั้งร้อนและเริ่มลามขึ้นไปหมดทุกๆส่วนที่หนักสุดคงเป็นดวงตาของเขา มันทั้งร้อนจนดวงตาพร่าเลือน มันพร่าเลือนจากของเหลวภายในดวงตาที่เขายายามไม่ให้มันไหลออกมา และข่มใจว่าเขาต้องเข้มแข็ง พร้อมๆกับแผ่นหลังของพ่อค่อยๆไกลออกไป

 




 

แน่นอนว่าในตอนนี้จงอินกลับมีคำถามอีกครั้งว่า ใครกันแน่...ที่เห็นแก่ตัวกว่ากัน

ระหว่างแม่ที่จากโลกไปจากอาการป่วยที่พ่อไม่เคยถามถึงกับพ่อที่แอบมีใครอีกคนควบคู่ไปกับครอบครัวของเรา

 

 




 

            ความสัมพันธ์มันแย่มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากการไปเรียนแล้วกลับมาที่เจอเพียงพี่เลี้ยงและแม่บ้านที่จงอินแทบจะไม่ได้สนใจ รวมถึงคนพวกนั้นก็ไม่เคยจะสนใจเขาด้วย อาจเพราะมันเกินกว่าหน้าที่ ซึ่งคนที่ควรทำหน้าที่นั้นไม่เคยอยู่ร่วมโต๊ะกินข้าวกับเขาเลยซักครั้ง อาจมีซัก 1 วันในอาทิตย์หรือไม่ พ่อก็หายไปทั้งอาทิตย์เช่นกัน และเขารู้ จงอินรู้ดีกว่าพ่ออยู่ที่ไหนเขาพยายามไม่ใส่ใจซักเท่าไร เขากำลังเติบโตด้วยตัวเองและเงินที่พ่อเริ่มหล่อเลี้ยงเขาภายในกรอบที่ถูกตีเอาไว้และเขาพบว่าสิ่งที่เขาอาศัยอยู่ในตอนนี้มันแทบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้อีกต่อไป

 




 

เพราะคำว่าบ้านสำหรับจงอิน มันไม่ใช่สิ่งที่ก่อสร้างด้วยปูนหรืออิฐ แต่มันเป็นคนที่อาศัยอยู่ด้วยต่างหาก...

 




 

            ปี 2006 กับการเรียนรู้อย่างผิดๆถูก เขาเริ่มสูบบุหรี่มวลแรกจากเพื่อนที่ชื่อวิลล์ มองโกลอย์ผมแดงในซอยถัดไปสูง 3 ฟุต 5 นิ้วเพื่อนใหม่จากเอเชียที่จงอินคิดว่าจะดี พวกเขาเริ่มหนีเที่ยวโดยที่พี่เลี้ยงไม่สามารถจับได้จากการปีนออกนอกหน้าต่างมันสำเร็จตอนแรก แต่พี่เลี้ยงก็ไม่มีมีความสามารถมากพอเท่ากับคนของพ่อ...และครั้งที่สองนั้นคนของพ่อจับได้ พ่อเริ่มเข้มงวดกับเขาเพิ่มมากขึ้นและการตัดปัญหาอย่างเด็ดขาดแบบส่งๆคือการถีบหัวส่งเขาเข้าโรงเรียนประจำ






 

คำว่าอิสระ..สิ่งที่เป็นของรักของเขาชิ้นสุดท้ายและพ่อพรากมันไปจากเขา

 

 





 

            จงอินไม่รู้ว่ามันนานเท่าไรกับการหลุดเข้าไปในความทรงจำที่งี่เง่านั้น เขาไม่รู้ว่าคนดวงตากลมโตสบตาจ้องมองเขาตั้งแต่เมื่อไร และไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เราต่างจ้องมองกันและกันท่ามกลางความมืด ดูเหมือนสายฝนได้หยุดลง หลงเหลือไว้เพียงไอความเย็นที่ฟุ้งทั่วอณูอากาศ จงอินดึงผ้าห่มขึ้นราวกับให้มันปกป้องร่างกายของพวกเขาเอาไว้จากความหนาวเย็นและมันเป็นอีกครั้งที่พวกเขาต่างมองหน้ากันทั้งที่ไม่มีคำพูดใด

 




 

ไง..นอนไม่หลับหรอ”  พี่เป็นคนพูดขึ้น พลางขยับใบหน้าที่เอียงข้างเล็กน้อย การกระทำราวกับลูกแมวที่ถูกไถใบหน้าไปบนหมอนจงอินยังคงมองอยู่อย่างนั้น

 




 

....และเขาก็ไม่ตอบคำถามของผู้เป็นพี่







หรือว่ามันนอนไม่สบาย?” เจ้าของห้องเริ่มขยับตัวแต่จงอินกลับเงียบเพียงเพราะความลังเลที่เกิดขึ้น เขารู้สึก แต่เขาไม่กล้า ทั้งที่เขาเคยมีความกล้ามากกว่านั้น

 




 

....

 




 

            จงอินไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีอะไรน่าเข้าใจเลยซักนิด ดวงตากลมโตที่มักว่างเปล่าราวกับหลุมดำ หรือมีพระอาทิตย์บรรจุอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันทำให้เขาสับสน มันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่เขาเจอคนของพ่อที่นี่ เขาอาจจะเป็นคนที่คิดมากไป มันอาจจะมากไปเพียงเพราะความรู้สึกในตอนนี้ทำให้จงอินสับสนกับแววตาในสวนนั่นแต่ทุกๆอย่างกลับถูกปัดออกไปจากความคิด เพราะในเวลานี้เขาก็แค่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวให้มากยามมีชีวิต...ยามมีลมหายใจ เขาก็แค่อยากมีความสุขโดยปราศจากความคิดใดๆ

 




 

นี่...

 




 

ผมกอดพี่ได้ไหม

 




 

...

 




 

ผมขอนอนกอดพี่...จะได้ไหม

 

           





            คำเอ่ยขอถูกบอกไปและมันไม่มีคำตอบใดที่ตอบกลับมา นอกจากดวงตาของพวกเขายังคงจ้องมอง แก้มขาวเนียนที่เคยบดเบียดหมอนนุ่มๆค่อยขยับ และเราต่างขยับเข้าหากันอย่างเชื่องช้า พื้นที่ว่างระว่างพวกเขาต่างลดลด มันค่อยๆลดลง จวบจนใบหน้าของผู้เป็นพี่อยู่ใกล้ชิด ปลายจมูกเราสองต่างคลอเคลียกันอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงไออุ่นของลมหายใจ แต่ความอบอุ่นที่มากกว่านั้นมันคงเป็นอ้อมกอดจากวงแขน ที่เราต่างมองให้กันและกันภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆดำดิ่งลงไปในห้วงของความฝันพร้อมๆกันกับความอบอุ่นที่ผิวกายและหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ

 





 

#CLOUDYkd

 

Dear reader : อาจสั้นไปบ้าง แต่เราตั้งใจนะ ในตัวอักษรเราซ่อนมันได้เสมอทั้งอารมณ์ความรู้สึกในช่วงเวลานั้น เราซ่อนมันเอาไว้ในนั้นเหมือนกล่องความลับใบใหญ่

-          ทะเลเดดซี (Dead sea) : ทะเลที่มีความเข้มข้นของเกลือมากที่สุดในโลก ในที่นี้เราเล่นมุกเปรียบเปรยว่ามันจะจืด ซึ่งคงยาก

-          เอเวอเรสต์ (Mount Everest) : เทือกเขาที่สูงที่สุดในโลกทุกคนคงรู้ ในที่นี้เราเล่นมุกเช่นกันมันคงไม่มีทางปันจักรยานเล่นเหมือนเนินเขาได้

-          ดอกพีโอนี (peony) : ดอกโบตั๋น


-         





















- Ducati 848 evo   : มีคนบอกว่าไม่รู้ว่ารถของจงอินกับคยองซูเป็นแบบไหน เราขอแนบในตอนนี้เลยแล้วกัน ขยันแล้ว



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #94 MYSweet_Dyo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 20:16
    คยองซูกำลังปิดบังอะไรบางสิ่งและเหมือนว่าจงอินก็จะสัมผัสมันได้ อย่าเก็บไว้นานไปกว่านี้เลยนะคยองซู จงอินเจ็บปวดมามากแล้วจริงๆ
    #94
    0
  2. #78 viewvy_tangmo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 15:03
    รถสวย...กิกิ นึกถึงคยองซูขี่
    ความแมนนี่พุ่งกระจาย~
    #78
    0
  3. #59 omoeme_fern (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 22:28
    ชีวิตจงอินทำไมน่าสงสารงี้ โถ่ TT
    #59
    0
  4. #58 omoeme_fern (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2558 / 22:27
    ชีวิตจงอินทำไมน่าสงสารงี้ โถ่ TT
    #58
    0
  5. #46 ดู๋เบอร์เเมน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2558 / 21:06
    สงสารจงอิน
    อดีตเเบบนี้มันติดตัวไปเรื่อยๆ
    มันจะไม่หายไปเเต่นานๆไปถ้าหันกลับไปมองมันคงบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง

     
    #46
    0
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  7. #43 kookkikzz (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 00:49
    อดีตเจ็บปวดเสมอ.. แต่อย่าจมปลัก ขอร้อง
    #43
    0
  8. #42 nattonini (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2558 / 12:59
    ถึงจะไม่ใช่ข้าว แต่บอกเลยว่าอ่านแล้วอิ่มมากจริงๆค่ะ
     
    เวลาที่เรารู้สึกดิ่ง (เรียกแบบนี้ได้หรือเปล่า) 
    การได้กอดใครสักคนที่เราโอเคกับเขานี่
    มันช่วยคลายความรู้สึกลงไปได้เยอะจริงๆด้วยนะ
     
    ชอบการใช้ภาษาของไรท์มากเลยค่ะ
    ละเอียดอ่อนเสียจนทำให้คนอ่านอย่างเราต้องค่อยๆอ่านตามไปด้วยเลย

    สู้ๆนะคะ
    เป็นกำลังใจให้และรอติดตามอยู่ค่ะ ♡
     
    #42
    0
  9. #41 ForgetMeNotKP (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2558 / 23:26
    จงอินผ่านอะไรมาเยอะมาก อยากให้คยองซูเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นให้จงอินตลอดไปเลย
    #41
    0
  10. #39 cherrrrrrr (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2558 / 22:02
    คยองโกหกไรอ่ะะะะ ไม่ดราม่าจิ สงสารรรรรรรร
    #39
    0
  11. #38 ดบอ♡ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2558 / 21:54
    ชอบค่ะ ภาษาสวยมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ รออ่านค่ะ><
    #38
    0