CLOUDY (KAIDO)

ตอนที่ 4 : CLOUDY 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 290
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    12 ก.ค. 58

CLOUDY

3 











จงอินคิดว่าเขาจะไม่ยุ่งกับคยองซู ถ้าหากว่าเขาไม่เจอกันคนดวงตากลมโตในร้าน second hand เป็นครั้งที่สาม

 



 

            Williamsburg ขึ้นชื่อเรื่องของร้านมือสอง แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์หรือแม้แต่เครื่องดนตรี กลิ่นอายความเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ฟุ้งกระจายอยู่ทุกพื้นที่ซึ่งจงอินเลือกที่จะมาหาซื้อเก้าอี้ซักตัวที่ดูเหมาะกับแกลลอรี่ของเขาหลังจากที่มันโดนชานยอลและแบคฮยอนพยายามจะบุนวมใหม่ด้วยตัวเองแต่กลับกลายเป็นการพังมันเสียมากกว่า จงอินได้แต่หัวเสียแต่ชื่อร้านจากปากของเพื่อนรักผมเทาก็ถูกเอ่ยบอกพร้อมเงินเล็กน้อย 3 เหรียญที่ติดกระเป๋าเขามาเป็นรางวัลปลอบใจ จงอินมองหน้าชานยอลอย่างไม่มีความหมายซึ่งนั่นทำให้เพื่อนเส้นผมสีเทาหัวเราะในลำคออย่างน่ากวนประสาท เขาเบื่อที่จะเถียงกับชานยอลเพราะเขายังไม่มีอารมณ์เถียงมากพอ แน่นอนว่าสำหรับชานยอลต้องเถียงเท่านั้น และเขาทำได้แค่เอาเงินที่ได้หยอดใส่ในกล่องทริปของบาร์ก่อนที่จะออกมายืนอย่างมึนงงในย่าน Bedford พลางเริ่มเดินไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย ร้านที่ต้องการยังไม่มีรายชื่อลอยมาจากสมองและเขาไม่สนใจร้านที่ชานยอลเอ่ยบอกเพราะต้องการหาร้านใหม่ๆบ้าง และนั่นทำให้เขาสนใจร้านๆหนึ่งโดยเลือกจากเพลงที่ลอยออกมาจากบานประตูที่ถูกเปิดโดยลูกค้าชาวอเมริกันสูง 5 ฟุต ไว้หนวดเล็กๆที่คางอย่างเป็นเอกลักษณ์สองแขนของชายหมวกคาวบอยกำลังแบกเก้าอี้นั่งที่ทำจากไม้สีน้ำตาลมันสวยไม่หยอกและนั่นทำให้จงอินต้องรีบเข้าไปเปิดประตู เพื่อแสดงน้ำใจอย่างชาวบรู๊คลิน และเขาก็เลือกที่จะก้าวเข้าไปในร้านนั้น

 



 

            เพลงจากแผ่นเสียงถูกเปิดจงอินรู้สึกถูกใจไม่น้อยกับ dancing in the rain ในเวอร์ชั่นของ Gene Kelly แม้ว่าท้องฟ้าในวันนี้จะโปร่งใสและแสงแดดรำไรมันไม่ได้จัดจ้าจนต้องหรี่ตาลงอย่างช่วยไม่ได้ มันเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตข้างนอกและชื่นชมบรรยากาศ กลิ่นของเทียนหอมอ่อนๆลอยเตะจมูก เขาเดินดูเฟอร์นิเจอร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าจนสุดตาโซฟาเดี่ยวสีเบจและขาของมันถูกทาสีเทาเมทาลิคสไตล์คลาสสิค แน่นอนว่ามันเรียกความสนใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียวจนต้องก้าวเข้าไปหามันและเชยชม พลางนึกว่าหากมันได้อยู่ในมุมของแกลเลอรี่จะดีซักแค่ไหน จงอินเดินไปหาราวกับการก้าวเดินเป็นไปตามจังหวะของเพลง หากแต่ว่าเมื่อเขาจะเอื้อมไปสัมผัสโซฟาเดี่ยวตัวนั้นกลับมีฝ่ามือของใครอีกคนวางทาบทับกันพอดี ยามเมื่อปลายนิ้วคนแปลกหน้าสัมผัสการชะงักและชักมือกลับอย่างรวดเร็วกับการสบตาก็เกิดขึ้น จงอินก็แค่รู้สึกว่ามันดูบังเอิญไปจนน่าตลกเสียเหลือเกิน

 






ไม่คิดว่าคุณจะสนใจสาวน้อยคนนี้เหมือนกัน”  คำเปรียบเปรียบและทักทายคนตรงหน้าถูกเอ่ยไป พลางเบนเอียงสายตาไปที่โซฟาเดี่ยวสีเบจนั่นหลังจากนั้นเขาก็หันกลับมามองคนที่บังเอิญพบกันอีกครั้ง เขาพบว่าคนดวงตากลมโตตรงหน้ากลับกัดริมฝีปากตัวเองอย่างเผลอตัวรวมถึงคิ้วที่ขวมวดเข้าหากันอย่างเซ็งๆ

 






ขอโทษที ดูเหมือนนายจะเจอเธอก่อนคนดวงตากลมโตในวันนี้ที่สวม T-shirt แขนยาวสีดำสนิท กับยีนส์สีเดียวกันซึ่งริมฝีปากหลังถูกกัดนั้นเจือสีชมพูมากกว่าเดิม

 







คุณกำลังมองหาโซฟาตัวใหม่งั้นหรอ? ดูเหมือนเป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าคุณจะบอกลาโซฟาสีเหลืองเหมือนมัสตาร์ตนั่นจงอินว่าพลางยักไหล่ แต่สุดท้ายแล้วเขากลับได้ดวงตากลมโตที่มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนักกลับมา

 







ถ้ามันไม่โดนเจสซี่ตะกุยจนเกือบขาด คงไม่มองหาใหม่เหมือนกัน

 






เจสซี่?”

 






แมวหนะ” คยองซูบอกปันไปราวกับไม่ใส่ใจนัก

 







ไม่คิดว่าคุณจะมีรสนิยมในการตั้งชื่อแมว

 







ฉันไม่ได้ตั้ง และถึงที่นี่จะเป็น New York แต่ฉันก็ยังถือเรื่องอายุอยู่ดี

 


 

กดขี่กันชัดๆจงอินตอบหน้าตายในขณะที่เขากำลังเริ่มเถียงกันเล็กน้อยหรืออันที่จริงมีเพียงแค่จงอินที่พยายามกวนอารมณ์คนตรงหน้าซึ่งดูเหมือนว่าคยองซูจะไม่เล่นด้วย

 


 

....

 

 

ไหนๆเราก็มาเจอกันเป็นครั้งที่ 3 พี่สนใจกาแฟซักหน่อยไหม?” เขายักไหล่อย่างเนือยๆเพราะสุดท้ายก็เป็นจงอินที่ต้องเปลี่ยนประเด็นและเขาก็แค่รู้สึกว่าอยากที่พูดคุยกับคนตรงหน้าให้มากกว่าเดิม

 

 

แล้วนายจะไม่สนใจแม่สาวสุดดึงดูดใจนั่นแล้วหรือไง?” คยองซูว่าพลางเบนสายตาไปที่โซฟาตัวเดิมอีกครั้ง เมื่อมี hipster ร่างใหญ่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องเธอเช่นเดียวกับเขา

 

 

ถ้าพี่ไม่สนใจเธอ ผมจะพาเธอไปตั้งสวยๆในแกลเลอรี่ผม” 

 


 

งั้นรีบทำให้เธอเป็นนายซะ....คยองซูพูดพลางสบตากับเขาก่อนที่จะเขย่งรองเท้าผ้าใบขึ้นและกระซิบข้างหูของเขาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่หมอนั่นจะคว้าเธอไป

 


 

            เป็นอีกครั้งที่รองเท้าผ้าใบสองคู่เดินเคียงข้างกันแม้จะมีระยะห่างแม้ไม่ได้ใกล้ชิดอย่างที่เจอในวันแรก แต่ทุกๆอย่างมันเปลี่ยนไปหมดเมื่อพวกเขาเดินมาเรื่อยๆด้วยกันท่ามกลางผู้คนมากมายบน Union Avenue จงอินคิดว่ามันเป็นเวลาบ่ายแต่ไม่ มันเป็นเวลาใกล้เที่ยง กาแฟเป็นสิ่งที่จงอินท้องที่ร้องครวญครางจนน่ารำคาญทำให้คยองซูเลือกที่จะเดินนำเขาไปที่ร้านที่มีกันสาดสีเขียวเข้มและทำจากไม้ทาสีดำซึ่งมองดูแล้วเขาชอบร้านที่คยองซูเดินนำมา ประตูร้านถูกผลักออกเห็นมุมหนึ่งที่ว่างพอดีและมันถูกจับจองโดยพวกเขากับร้านที่ชื่อว่า Dumont  ซึ่งที่ตั้งตรงข้ามกับ subway พอดี ภายในร้านเต็มไปด้วยหนุ่มสาวชาวบรู๊คลิน หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มาเยือน พวกเขาพูดคุยถึงอาหารที่ต้องการและมันก็ลงตัวที่ Mushroom Omelet เบคอน สลัด กับ Huevos Rancheros ที่เสริฟพร้อมแป้ง  Tortilla แชมเปญเป็นสิ่งแรกที่ถูกนำมาและพวกเขาจิบรอและพูดคุยฆ่าเวลารออาหารมาเสริฟ

 


 

ทำไมพี่ถึงชอบใส่สีดำ

 

 

มันไม่เปื้อนดี

 

 

แค่นี้?”

 

 

ใช่แค่นี้ และสุดท้ายมันก็กลับสู่ความเงียบเช่นเดิมสำหรับพวกเขา

 


 

            จงอินเลือกที่จะเหม่อมองออกไปนอกร้าน เขาจ้องมองผู้คนที่เดิมผ่านไปมารวมถึงนักดนตรีริมทางราวกับกำลังคิดในหลายๆอย่างท่ามกลางความเงียบ แต่สุดท้ายแล้วคนดวงตากลมโตที่นั่งเก้าอี้ฝ่ายตรงข้ามกลับเป็นผู้ที่จะเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง

 

 

เห็นนายพูดถึงแกลเลอรี่ นายเรียนด้านถ่ายภาพ หรืออาร์ต?”

 

 

ไม่...ผมไม่ได้เรียน อันที่จริงเรียนแล้วดรอปจงอินว่าพลางจิบแชมเปญและตอบราวกับมันเป็นเรื่องที่แสนจะชินชาไปเสียอย่างนั้น

 


 

มันห่วย?”

 


 

ใช่ บางวิชามันห่วย ผมพยายามเข้าใจกับมันแต่ก็รู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกันเท่าไรเลยดรอป

 


 

จริงๆแล้วดูนายมีอนาคตที่ดี”  น้ำเสียงนุ่มๆเอ่ยบอกพลางยกแก้วแชมเปญจิบและเมื่อจงอินได้ฟังเขากลับยิ้มออกมาเล็กน้อยราวกับทุกๆอย่างเป็นเรื่องโง่ๆเหลือเกินสำหรับคำว่าอนาคต

 


 

ฮ่า ไม่เลยผิดแล้วละ

 


 

“?”

 


 

มันงี่เง่า...ตรงที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตควรมีรูปร่างยังไง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและไร้การสบตา ราวกับความมืดหม่นเหมือนเมฆครึ้มเคลื่อนเข้ามา คำพูดที่เอ่ยออกมามันล้วนบีบอัดเหลือเกินในใจของเขาจนเกิดความเงียบในอึดใจหนึ่งแต่ทันใดนั้นเพียงแค่ปลายนิ้วที่วางทาบบนโต๊ะของคนฝั่งตรงข้ามสัมผัสบนหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่เหม่อมองไปไกลกลับถูกแรงดึงดูดในดวงตาสีดำสนิทในเอกภพเคลื่อนหากัน พวกเขาสบตากันท่ามกลางความเงียบพร้อมกับน้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเอ่ยออกมา

 


 

ฉันว่าทุกๆคนมีอนาคต  

 


 

ยกเว้นกับบางคน...”  

 


 

“….”

 


 

บางคนมีเพียงแค่อดีต.... จงอินพูดอย่างอย่างแผ่วเบาพร้อมกับดวงตาของเขามองเข้าไปในดวงตาดวงล้านดวงของคนตรงหน้าท่ามกลางความเงียบ

 



 

            เสียงบริกรเอยบอกขออนุญาตเสริฟอาหาร ความเงียบได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของส้อมและมีดเมื่อมันกระทับกับจานรวมถึงกลิ่นอาหารที่เย้ายวนใจประโยคทั่วไปสภาพอากาศหรือแม้แต่เพลงที่เปิดภายในร้านกลับเป็นหัวข้อสนทนาที่ราบเรียบ ในท้ายที่สุดแล้วนั้นมันก็แค่มุมที่เขาไม่อยากให้ใครได้รับรู้มัน ซึ่งคยองซูดูเหมือนจะเป็นคนที่รับรู้เรื่องราวนั้นแบบไม่ได้ตั้งใจ หรืออะไรก็ช่างเขาไม่อยากจะสนใจนอกจากเขาลิ้มรสชาติอย่างถูกใจพลางเอ่ยชมว่าอร่อยและเจ๋งมากแค่ไหนที่คยองซูแนะนำเขาในร้านนี้  แน่นอนว่าค่าอาหารจงอินคิดที่จะเลี้ยงแต่คนตัวเล็กกลับบ่ายเบี่ยงและคิดว่าการหารกันมันคือสิ่งที่ดีที่สุดในราคา 30 เหรียญ  รวมถึงการพูดคุยที่ดูเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดที่ดีหลังจากนั้นเช่นถ้าวันพรุ่งนี้ไม่มีอะไรทำ พวกเขาคิดเหมือนกันว่าอยากนอนโง่ๆบนเตียงต่อไปซึ่งมันเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่ยากจวบจนเวลาที่ต้องแยกย้ายจงอินเดินมาส่งคยองซูที่ subway พวกเขาเดินข้ามถนนเพื่อแยกย้ายกันกลับที่พักของตนเอง ต่างบอกลากับอย่างเรียบง่ายและจงอินไม่พลาดที่จะขอเบอร์คยองซูเอาไว้ซึ่งดูเหมือนคนตัวเล็กจะพยายามบ่ายเบี่ยงแต่สุดท้ายแล้วเขาก็แค่ได้มาเก็บไว้ในมือถืออยู่ดี

 



 

 

            โซฟาถูกจัดส่งตามที่อยู่ของเขาและมันวางไว้หน้าประตูทางเข้า จงอินยกและลากสลับกันเพราะน้ำหนักของมันไม่เบาเลยทีเดียว ในท้ายที่สุดการกึ่งยกกึ่งลากขึ้นไปด้านบนก็สำเร็จพร้อมจัดวางในมุม ปรับเปลี่ยนจาเข้าที่อย่างที่เขาพึงพอใจ เหงื่อซึมตามไรผมทำให้รู้สึกร้อนผมกับความเมื่อยจากการเดินมาทั้งวันทำให้เขาเหนื่อยล้าพอตัวจึงตัดสินใจว่าจะไม่ลงไปที่ร้านในวันนี้ ฝ่ามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและโทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาเพื่อเลื่อนหาเบอร์ของเพื่อนผมเทาที่เมมอย่างง่ายว่า 'หูและกวนตีน' เพียงแต่เขากลับสะดุดคนที่เมมรายชื่อเอาไว้ว่า ‘คยองซู’  ซึ่งเป็นรายชื่อใหม่ที่ทำให้จงอินจ้องมองอยู่อย่างนั้น จงอินต้องยอมรับว่าคยองซูมีแรงดึงดูดมาเกินไป ตลอดมื้อเที่ยงที่ผ่านมาเขาชอบที่จะแอบมองริมฝีปากของคยองซูเวลาพูดหรือแม้แต่ตอนจิบแชมเปน กลิ่นความซาบซ่าผสมแอลกอลฮอลล์เล็กน้อยและริมฝีปากของคยองซูนั้นทำเอาจงอินรู้สึกแปลกประหลาดภายในหัวใจ เขาปัดความคิดที่ฟุ้งกระจายกลับมาหน้าจออีกครั้งใจโทรไปหาเพื่อนอย่างที่ตั้งใจไว้ และไปจัดการทำธุระส่วนตัวเอาความเหนียวจากเหงื่อไคลออกไปหลังจากนั้นก็แค่ทิ้งตัวบนเตียงนอนพลางถอนหายใจออกมา ยามเย็นที่มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างกับห้องทั้งห้องที่ยังไม่มีแสงไฟใดกลับทำให้จงอินต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งและท้ายที่สุดเขาก็แค่วางมันลงบนเตียงนอนเช่นเดิมราวกับความว้าวุ่นใจมันเกิดขึ้น พลางเหม่อมองท้องฟ้าในยามเย็นจนเผลอคิดถึงช่วงเวลาที่คยองซูแนะนำเมนูช็อกโกแลตร้อน แต่สุดท้ายก็จบลงที่กาแฟเพราะพวกเขาต่างหลงใหลในกลิ่นของมันมากกว่าเป็นการตบท้ายอาหารมื้อที่ผ่านมา...และในความเป็นจริงแล้ว จงอินเกลียดช็อกโกแลตเพราะมันทำให้เขาหวนนึกถึงจุดเริ่มต้นของความงี่เง่า

 




 

ปี 2003 , Pennsylvania

 



 

            มีคนเคยกล่าวไว้ว่า Pennsylvania คือเมืองแห่งความหวาน สำหรับเด็กชายวัย 10 ปี เขามีความโง่ๆแค่เพียงว่ามันหวานสมชื่ออย่างที่ใครต่อใครกล่าวไว้ สุดสัปดาห์ของการพักผ่อนเริ่มขึ้นเมื่อรถคันใหญ่ของครอบครัวมุ่งหน้าไปที่เมือง Hershey  ซึ่งเป็นถิ่นที่ตั้งของโรงงานช็อกโกแลต Hershey อันโด่งดังมันห่างจากบ้านไม่กี่ไมล์จึงเป็นเป้าหมายที่จงอินเคยวาดฝันถึงสถานที่เที่ยวที่เขาอยากจะเล่าให้เพื่อร่วมชั้นฟัง การที่พ่อและแม่นั่งอยู่ข้างหน้าอย่างไม่มีคำพูดใดและเพลงของ oasis กับเพลง wonderwall ถูกเปิด อย่างน้อยมันก็เป็นเรื่องดีสำหรับเขาที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง หน้าต่างเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของเขาเหลือเกิน ความรู้สึกเอ่อล้นในจิตใจเริ่มขึ้นอย่างไม่สามารถบอกคำไหนได้นอกจากการอุทานอย่างทึ่งที่ดูมีอะไรน่าดึงดูดเต็มไปหมด เมื่อลงจากไฮย์เวย์ป้ายบอกทางเข้าเมืองกับชื่อที่เจ๋งมากราวกับการเรียกน้ำลายแบบเริ่มต้นด้วย Chocolate Avenue ตัดกับ Cocoa Avenue ดวงตาสีเข้มเบิกโพลงอย่างตื่นเต้นกับไฟข้างถนนที่เป็นรูปช็อกโกแลต Kisses แม้ว่ากระจกของรถที่ปิดอยู่ เสียงเพลงของ oasis มากแค่ไหนราวกับมีพลุที่ดังก้องภายในใจของเขารวมถึงจมูกที่ได้กลิ่นของความหอมหวานลอยแทรกเข้ามาภายในรถได้พร้อมกับฝ่ามือของเขาแปะทาบลงบนกระจกใสอย่างอดกลั้นใจที่จะรอและกลืนน้ำลายอย่างเงียบๆ

 



 

ตื่นเต้นหรือไงเรา”   น้ำเสียงเอ่ยเรียกจากด้านหน้าทำให้เด็กน้อยที่เหม่อมองด้านนอกหันกลับมาสนใจและเขาพยักหน้าให้กับผู้เป็นแม่ จนรอยยิ้มของคนสองคนเกิดขึ้นซึ่งมันเป็นรอยยิ้มของพ่อ...ที่มอบให้กับเขาผ่านกระจก

 



 

 

            อากาศที่เย็นสบายในวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ มันไม่สามารถทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปได้เลย เมื่อล้อรถหยุดหมุนพวกเขาไม่พลาดที่จะเก็บรูปเป็นที่ระลึกเอาไว้ 3 คนพ่อ แม่ และจงอินหน้าเนินหญ้าที่ไม่ได้สูงมากนักสีขาวเขียนว่า ‘WELCOME to HERRSHEY’  การขอให้ผู้คนท้องถิ่นกดถ่ายรูปเป็นเรื่องดีๆในวันพักผ่อนที่แสนวิเศษไปหมดเมื่อคำขอบคุณกูเอ่ยและรอยยิ้มถูกมอบให้กลับมา หลังจากนั้นเวลาที่จงอินรอก็มาถึง เด็กน้อยตาโตขึ้นกว่าเดิมเมื่อที่หมายอยู่ตรงหน้ากับป้ายสีน้ำตาลตัดกับตัวอักษรสีข้าวและมาสคอสดึงดูดตา Hershey's Chocolate World มันอยู่ตรงหน้าของเขาแล้วจริงๆ ตึกสีโทนน้ำตาลน่าตื่นใจกับภาพจำลองโรงงานและกรรมวิธีจงอินสนุกกับมันจนลืมความเหนื่อยล้ากับระยะทางดูไม่ได้ไกลเท่าไรนัก เขาหัวเราะร่าเมื่อได้เล่นนั่งรถไฟชมกรรมวิธีต่างๆ ที่นั่งข้างๆเขาคือแม่และผู้เป็นพ่อทำหน้าที่ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ ตลอดเส้นทางไฟถูกทำให้มืดลง จนสองข้างทางเห็นการจำลองภาพที่ชัดเจนขึ้น จงอินเหลือบมองผู้เป็นพ่อในขณะที่เขาหัวเราะกับวัวจำลองที่คอขยับและร้องเพลงชื่อ แกรบบี้ ฮาร์โมนี่ และโอลิมเปีย จงอินคิดว่าถ้ามันไม่มีอะไรผิดพลาดท่ามกลางไฟสลัวเขาพบว่าพ่อก็หัวเราะวัวร้องเพลงเหมือนกันเขาเช่นกันราวกับเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นภายในจิตใจของเด็กน้อยวัน 10 ปี เขาเริ่มตั้งคำถามที่ว่ามันนานเท่าไรกับการที่เขาไม่ได้เห็นสีหน้าที่ผ่อนคลายของพ่อแบบนี้

 




 

            การเริ่มต้นเหมือนจะเป็นไปได้สวยหากว่าเสียงโทรศัพท์ของพ่อไม่ดังขึ้น จงอินคิดในใจเพียงว่า พ่อครับอย่ารับมัน  แต่ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ กล้องวีดีโอถูกเก็บและพ่อยกโทรศัพท์พลางขมวดคิ้วเอานิ้วอุดหูจากเสียงเพลงที่ยังคงดังอยู่อาจจะคุยกับปลายสายไม่รู้เรื่อง จงอินไม่สามารถรับรู้อะไรได้นอกจากรอยยิ้มบนใบหน้าของเขามันค่อยๆแคบลง แคบลงและไม่มีสิ่งที่เรียกว่ารอยยิ้มนั้นบนใบหน้า แม่หันสบตากับพ่อและจงอินรับรู้ได้ว่าแม่เริ่มไม่พอใจ การยกมือชี้ที่โทรศัพท์ทำให้ทุกๆคนล้วนเริ่มถูกดูดลงไปในหลุมอากาศ แม้ว่ารอบกายของเขากับผู้ร่วมขบวนรถไฟสายนี้จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม อาจจะมีเพียงแค่พวกเขาครอบครัวของพวกเขาที่นิ่งเงียบ หัวใจที่เต็มไปเปี่ยมไปด้วยแก๊สฮีเลี่ยมของจงอิน กลับฟีบลงไปอย่างรวดเร็ว

 




 

            หลังจากโทรศัพท์ถูกเก็บไว้กระเป๋าของกางพ่อสะกิดแขนของแม่และต่างกระซิบถ้อยคำไปมาด้วยใบสีหน้าที่เคร่งเครียด มันคงเป็นเรื่องที่เขาสามารถเดามันได้ว่าทริปการทัวร์ครั้งนี้ใกล้จบลงเมื่อพูดว่า

 



 

 ไหนว่าคุณเคียร์งานหมดแล้วและนี่มันเวลาสำหรับครอบครัว คุณแทบไม่มีเวลาให้เราเลย

 



 

งานมันก็เข้ามาตลอด ผมทำมันเพื่อครอบครัวเหมือนกัน

 



 

แล้วคุณจะบอกลูกยังไง!” แม่เริ่มหัวเสียเธอหันไปสบตากับพ่อและจงอินทำได้แค่เหม่อมทุกๆอย่างเคลื่อนไปผ่านสายตาอย่างไม่มีสิ่งใดที่ถาโถมเข้ามาจากสิ่งที่พ่อและแม่กำลังพูดคุยกัน

 



 

ให้ตายเถอะ! เขาโตแล้ว ก็ค่าสวนสนุกบ้าๆเราจะพาเขามาเมื่อไรก็ได้

 



 

พอเถอะ...สำหรับข้ออ้างเสียงถอนหายใจราวกับคำยุติ น้ำเสียงฟังที่ดูอ่อนล้ากับคำที่เหมือนการโยนไปมาเกิดขึ้น คุณบอกลูกเองแล้วกัน

 



 

ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจ...เรากลับบ้านกันเถอะครับ”   น้ำเสียงเรียบนิ่งจากเด็กชายวัย 10 ปีเกิดขึ้นเขาหันหน้าไปสบตากับผู้เป็นพ่อและแม่....ในวินาทีนั้นจงอินก็แค่รู้สึกว่าเขาเป็นแค่สิ่งที่ถูกโยนไปมากลางอากาศ

 



 

 

            บรรยากาศขากลับภายในรถล้วนเงียบสนิทมีเพียงแค่เสียงที่แอร์ที่ทำหน้าที่ของมันแข่งกับเสียงของล้อรถยามเคลื่อนที่ไปตามพื้นถนน บนตักของเด็กชายวัย 10 ปีมีเพียงรางวันปลอบใจกับช็อกโกแลตมากมายเต็มถุงของที่ระลึก ดวงตาที่พยายามซ่อนความรู้สึกหลากหลายเหม่อมองกระจกด้านนอกกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อยๆลาลับเส้นขอบฟ้า ต้นไม้ที่กับการเคลื่อนตัวของรถที่เร็วพอสมควรทำให้ภาพที่เห็นเหมือนกับความเหงาใจได้อย่างน่าประหลาด การรับรู้เมื่อยามบ่ายกับรอยยิ้มหวนให้นึกถึงกับคำพูดสโลแกนของเมืองว่า The Sweetest Place on Earth ซึ่งมันน่าขำเกินไปสำหรับจงอินในตอนนี้เพราะในความเป็นจริงแล้วจงอินพบว่ามันก็แค่สโลแกนที่ไม่สามารถแทรกซึมหรือเติมเต็มให้กับครอบครัวของเขาได้เลย  

 



 

 

            ท่ามกลางความเงียบของแสงตะวันลาลับขอบฟ้า จงอินกระพริบตาเพื่อไล่ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในช่วงเวลานั้นออกไป ฝ่ามือยกขึ้นลูบหน้าพลางเสยเส้นผมก่อนที่เขาจะลุกขึ้นจากเตียงนอนและเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไปที่ห้องน้ำ ราวกับบ่าทั้งสองข้างของเขาหนักอึ้ง การนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนการการสูบความสุขออกไปจากร่างกาย ยามเมื่อเท้าเปลือเปล่าสัมผัสพื้นกระเบื้องที่เย็น ความเงียบฟุ้งกระจาย ดวงตาจ้องมองเข้าไปในกระจกตรงหน้าที่บ่งบอกถึงตัวตนของเขายามเมื่อเขาต้องมองคนในกระจกที่สะท้อนในแววตาที่ไร้ความหมาย ริมฝีปากแห้งผากเล็กน้อย หรือแม้แต่ผิวสีเข้มอย่างธรรมชาติ ทุกๆอย่างที่เขาพยายามไม่นึกถึงแต่ก็ไม่สามารถปัดมันออกไปได้ เพราะสิ่งที่สะท้อนอยู่ภายในกระจกนั้นมันยังคงเป็นเขา...เป็นเขาเองที่ทำให้เขานึกถึงชายคนนั้น...ทุกๆอย่างล้วนเป็นอดีตที่เขาอยากจะหลีกหนีแต่สุดท้ายก็ไม่เคยจะไปได้ไกลจากกรอบที่ชายคนนั้นโยนมันและขังเขาไว้เสมอมา เสียงถอนหายใจดังแผ่วเบาออกมาพลางคิดถึงคำพูดของคนดวงตากลมโตที่เอ่ยถึงอนาคตและท้ายที่สุดเขาก็แค่หัวเราะออกมาราวกับขำในความตลกร้ายของชีวิต บางคนก็มีแค่อดีต...  พร้อมกับความฟุ้งกระจายในความคิดค่อยๆหยุดลง ฝ่ามือหมุนเปิดก๊อกน้ำให้ไหลลงมา ความเย็นชุ่มฉ่ำไหลลงมาพลางรองน้ำเย็นๆลูบเข้ากับใบหน้าเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าเกินไป เพราะเขาไม่เคยหนีอดีตได้เลย

 





 

#CLOUDYkd

 

เราชอบอ่านแท็กพอๆกับการอ่านคนเม้นต์ที่บอก หวังเสมอว่าจะเรื่อยๆไปด้วยกันกับเรานะ

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

104 ความคิดเห็น

  1. #91 MYSweet_Dyo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 19:12
    สงสารจงอินทั้งในวัยสิบขวบ และจงอินที่ยังคงไม่ลืมเรื่องราวในอดีตนั้น มันต้องมีอะไรที่แย่มากกว่าการที่พ่อไม่มีเวลาให้ครอบครัวใช่มั้ย หวังว่าคยองซูจะเป็นคนที่เข้ามาเปิดใจจงอินได้ กลับมาเป็นจงอินที่มีความสุขอีกครั้ง
    #91
    0
  2. #76 viewvy_tangmo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2558 / 10:17
    ถ่อววว จงอินอย่าเศร้าไปเลย
    ชีวิตของเธอจะดีขึ้นเพียงมีผู้ชายตากลมโต
    เกี่ยวไหมไม่รู้ แต่อยากให้เกี่ยวนะ
    #76
    0
  3. #29 ดู๋เบอร์เเมน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 / 07:10
    เราชอบสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้นะ มันไม่รวดเร็วเกินไป มันกำลังพอดี เเละก็รู้สึกถึงเรียลในคยองซูด้วยที่ออกจะเงียบพูดน้อย ภาษาไรท์เป็นอะไรที่ชอบมาก เหมือนอ่านนิยายเเปลจากวรรณกรรมนิยายฝรั่งอะไรแบบนั้นเลย สู้ๆนะคะ
    #29
    0
  4. #28 kookkikzz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2558 / 10:39
    มันบ้ามากกับการที่เขียนหลอกให้ความหวังเราตอนจงอินจะเข้าไปในเมืองชอคโกแลต แต่ก็ทำให้จงอินผิดหวัง หัวใจเราฟีบลงตามจงอินเลย TT
    #28
    0