ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 7 : ☔ 5 โลกหลังหน้าต่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 451 ครั้ง
    28 ก.ย. 63

ลงครั้งแรก 25 ก.ค. 2559

รีไรต์ 28 ก.ย. 2563


5

โลกหลังหน้าต่าง


( :: ชายใต้ร่ม :: )

ประเทศไทยเป็นประเทศบ้านเกิดของแม่ แม่มักเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้และสอนภาษาไทยให้ผมเป็นครั้งคราว จนผมขึ้นชั้นประถมต้นจึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวไทยช่วงปิดเทอม แม่พาผมไปด้วยกันสองคนเพราะพ่องานยุ่งมากคงไม่สามารถไปต่างประเทศได้ ผมไม่ได้คาดหวังอะไรจากพ่อ ในเมื่อสวนสาธารณะแถวบ้านพ่อก็ยังไม่เคยพาไป

ทริปที่มีแค่ผมกับแม่ก็เพียงพอ

อากาศที่ไทยนั้นร้อนจัดไม่เหมือนที่อังกฤษซึ่งมักมืดหม่น ฝนตกบ่อยครั้ง ผมชอบที่ได้วิ่งเล่นภายใต้แสงอาทิตย์สดใส ก้อนเมฆสีขาวมากมายบนท้องฟ้า

พลันความสุขเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวด ผมกรีดร้องและวิ่งกลับบ้านท่ามกลางสายตาของทุกคน มือและเท้าของผมมันร้อนเป็นไฟ แสบคล้ายถูกแมลงนับพันรุมกัด พยายามล้างมันออกไปด้วยน้ำเย็น ถูเท่าไหร่ก็ไม่หายเสียที

“ไม่เห็นมีอะไรเลยลูก”

แม่มองมือกับเท้าของผมอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีแผล ไม่มีรอยกัด มีเพียงรอยแดงจากการถูและเกาอย่างแรงของผม

เมื่ออาการทุเลาลงทั้งผมและแม่ต่างคิดว่าเป็นอาการประหลาดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ไม่ใช่ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

หลายต่อหลายครั้งที่ผมออกไปเล่น มักจบลงด้วยความเจ็บปวด จากแค่มือและเท้าลามไปถึงแขน ขา ใบหน้า ลำคอ เหมือนมีคนราดน้ำร้อนลงบนตัว คล้ายกับทุกอย่างที่อยู่ใต้ผิวหนังกำลังสุก ผมไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากร้องไห้ด้วยความทรมาน

แม่รีบพาผมไปหาหมอ แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ พวกเขาแนะนำให้ผมเข้าพบจิตแพทย์เพราะคิดว่าอาจเป็นอาการทางจิต ผมคิดไปเอง

ดังนั้นวันหยุดพักผ่อนจำต้องสิ้นสุดลงก่อนกำหนด ทั้งผมและแม่เก็บกระเป๋าเตรียมกลับไปอังกฤษเพื่อพบจิตแพทย์เด็ก

ก่อนกลับผมแอบแม่ออกไปที่สนามเด็กเล่น

มันอยู่ด้านหลังของบ้าน ถ้ามองจากหน้าต่างห้องนอนผมลงไปจะเห็นทุกอย่างในสนามเด็กเล่น ผมแค่อยากเล่นชิงช้าเป็นการส่งท้าย

ไกวชิงช้าอยู่ไม่นานความเจ็บปวดก็กลับมา ผมปีนเข้าไปในบ้านไม้ กอดตัวเองเอาไว้แน่น ไม่อยากกลับบ้านและร้องไห้ให้แม่เห็น ผมกัดปาก ฝืนอดทน บอกตัวเองว่าผมไม่เจ็บ อย่าคิดไปเอง ผมไม่ได้ป่วย คุณหมอทุกคนบอกผมอย่างนั้น

พลันด้านนอกมืดครึ้ม ฝนลงเม็ดอย่างหนัก เด็กๆ ต่างวิ่งหาที่หลบฝน พ่อแม่รีบจูงกลับบ้าน ผมอยู่คนเดียวในบ้านของเล่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะเจ็บปวด

“เจอแล้วอยู่นี่เอง โอ๊ะ”

เด็กผู้ชายคนหนึ่งปีนขึ้นมาอีกทาง เขาหยิบพวงกุญแจรูปขนมปังขึ้นจากพื้นก่อนหันมาเห็นผม ผมรีบซุกหน้าลงไปกับเข่าตัวเอง

“ร้องไห้เหรอ เป็นอะไร”

ผมพอฟังภาษาไทยออกบ้าง แต่ยังพูดไม่เก่งจึงไม่ตอบ อีกทั้งความเจ็บปวดทำให้ผมขยับตัวไม่ได้ ผมก้มหน้าลงเช่นเดิม

กระทั่งสัมผัสที่เปียกชื้นแตะโดนตัวผม เด็กชายที่ไม่เคยเจอกันกอดผมอยู่ ตัวของเขาเย็นจากน้ำฝนช่วยให้ตัวผมที่กำลังแสบร้อนอยู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ผมรีบอ้าแขนกอดเขาไว้แน่นและร้องไห้โฮ

เสียงพูดของเขาดังงึมงำข้างหู มือลูบหัวลูบหลังจนอาการของผมเริ่มทุเลา

“เดี๋ยวเรามา อย่าเพิ่งไปไหน”

เขาผละออก ไถลตัวลงจากกระดานลื่นและวิ่งหายไป แต่ไม่นานเขาก็กลับมา ในอ้อมกอดมีถุงกระดาษใบเล็ก เด็กชายตัวน้อยปีนบันไดขึ้นมาหาผมอีกครั้ง

“กินไหม เราทำเองนะ อร่อยมากๆ พลาดแล้วจะเสียใจ”

ครัวซองต์ชิ้นหนึ่งยื่นมาตรงหน้า ผมรับมันมาถือไว้อย่างลังเล เด็กชายแปลกหน้านั่งจ้องผมอย่างรอคอย ผมจึงกัดมันหนึ่งคำ

“ดีใช่ไหม ถ้าดีพยักหน้า”

ผมพยักหน้า กัดขนมปังอีกคำและอีกคำ มันอุ่นและหอม เพียงแค่พริบตาเดียวผมก็จัดการมันจนหมด เขายื่นอีกชิ้นให้ผมก็รับมากินอย่างไม่ลังเล

“พ่อบอกว่าขนมปังแสนอร่อยจะทำให้อารมณ์ดี ขนมปังเราอร่อยมากเพราะงั้นหยุดร้องไห้นะ หน้าแดงไปหมดแล้ว” มือเล็กหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแตะที่แก้มผม ความแสบที่ยังคงค้างอยู่ทำให้ผมผงะตัวหนี ยกมือจับแก้มตัวเอง

“รวี! ทำอะไรลูก กลับบ้านได้แล้ว!” เสียงเรียกที่น่าจะเป็นพ่อของเขาดังแว่วมา

“เราต้องไปก่อน เอานี่ไว้เช็ดน้ำตา รีบกลับบ้านด้วย ตากฝนนานจะเป็นหวัด” เขายิ้มสดใส ส่งผ้าเช็ดหน้าให้ผม วิ่งตากฝนกลับไปหาพ่อที่รอรับอยู่ 

ผมก้มหน้าลงมองผ้าเช็ดหน้าลายตารางสีฟ้ามีลายปักรูปพระอาทิตย์และก้อนเมฆปัก นำมันกลับบ้าน ให้แม่ซักจนกลิ่นหอมฟุ้ง

ผมเฝ้ามองสนามเด็กเล่นที่ข้างหน้าต่าง รอจนเจ้าของผ้าเช็ดหน้ามาจึงรีบไปหา

ออกไปได้ครึ่งทางอาการแสบร้อนเริ่มเกิดขึ้นบนแก้มและมือ ผมหันหลังกลับ วิ่งเข้าบ้านด้วยความหวาดกลัว เกิดอะไรขึ้นกับผม ผมออกจากบ้านไม่ได้อีกแล้วหรอ

แม่พาผมกลับอังกฤษทันที ไม่มีโอกาสได้เจอเด็กชายใจดีกับขนมปังของเขา

การเข้าพบจิตแพทย์ไม่ให้คำตอบที่ต้องการเมื่อผลการทดสอบพบว่าสภาวะจิตใจของผมปกติ ผมต้องเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง กินเวลานานเป็นปี

เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกัน เคยสนิทกันต่างก็ออกห่างจากผม พ่อแม่ผู้ปกครองมองผมด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ไม่ต้องการให้ลูกเข้าใกล้ เพราะเมื่อผมเกิดอาการเจ็บปวด ผมมักจะกรีดร้อง ร้องไห้ เกาแขนเกาขาและใบหน้าอย่างรุนแรง

ความเจ็บปวดของผมมันมากมาย แต่ไม่มีใครเลยที่มองเห็น

หลังจากต้องทนทรมานอยู่นานผลออกมาว่าผมเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งทำให้เมื่อไหร่ก็ตามที่ถูกแสงจะเกิดความเจ็บปวดใต้ผิวหนัง

Erythropoietic Protoporphyria ชื่อโรคแสนยาวที่ผมจำมันขึ้นใจ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องติดตัวผมไปตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา โรคหายากที่ท่ามกลางคนกว่าเจ็ดหมื่นคนมีโอกาสเป็นแค่เพียงหนึ่งคน

ได้แต่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นผม

หลังจากนั้นโลกของผมพลันมืดมน ไม่มีโอกาสได้เงยหน้ามองท้องฟ้าและดวงอาทิตย์อีกต่อไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ฟ้าสว่างผมต้องหนีเข้าที่ร่ม ใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกคลุมทั่วร่างกาย หมวก ถุงมือ และผ้าปิดปาก

เพื่อนรอบตัวพยายามทำความเข้าใจผม บอกว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เป็นเพียงลมปาก เพราะผมไม่สามารถเล่นกับพวกเขาได้เหมือนเดิม วิชาพละและกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดที่โรงเรียนก็เข้าร่วมไม่ได้ ผมต้องมองพวกเขายิ้ม หัวเราะ ใช้ชีวิตอิสระผ่านหน้าต่างของห้องสมุด

สุดท้ายก็ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในความมืด

พ่อและแม่พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ผมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดด อาหารเสริมอย่างวิตามินล้วนไม่เห็นผล

จนพวกเขาพาผมเข้าไปยังห้องที่เหมือนกับเตียงของโรงพยาบาล มีคนในชุดสีขาวพร้อมเครื่องมือมากมายรายล้อม

“อดทนหน่อยนะเจย์เดน พวกเขาจะช่วยลูก ลูกจะหายดี”

มันเป็นคำโกหก

เข็มแหลมทิ่มแทงลงบนผิวผมนับครั้งไม่ถ้วน มีเม็ดยามากมายที่ต้องกิน แต่ไม่ว่าจะก้าวออกไปใต้แสงอาทิตย์สักกี่ครั้ง ก็ยังคงเจ็บปวด มันเจ็บมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องห่อตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็น ร้องห่มร้องไห้ขอร้องพวกเขาว่าอย่าบังคับให้ผมออกไปอีก

การพยายามรักษาของพวกเขาผิดพลาดครั้งใหญ่

อาการของผมทรุดหนัก จนแม้แต่แสงที่ส่องลอดหน้าต่างก็ไม่อาจโดนตัวผมได้ แสงเหล่านั้นเหมือนอาวุธที่ฉีกทึ้งผิวหนังของผม

“ฉันจะไม่ทนแล้ว คุณทำให้ลูกเป็นแบบนี้ ลูกเจ็บ คุณฟังลูกบ้างไหม”

“ผมไม่ได้อยากให้ลูกเจ็บ พวกหมอเอาแต่บอกว่าโรคนั่นมันไม่มีทางรักษาหาย! ผมแค่พยายามทุกวิถีทางให้เขาเป็นเหมือนคนปกติ มันต้องมีวิธี ผมจะไม่ให้เขาต้องหลบอยู่ใต้ชายคาตลอดชีวิต เขาควรได้รับทุกอย่างเหมือนก่อนที่ไอ้โรคบ้านี่มันจะเข้ามา” 

พ่อกับแม่เริ่มทะเลาะกันทุกคืน และเป็นเรื่องของผมอยู่เสมอ

ไม่สามารถทนฟังได้อีก ผมจึงเปิดประตูออกไป

“ผมออกไปวิ่งเล่น ไปชายหาด เล่นกีฬา ทำทุกอย่างเหมือนเดิมได้ ผมทำได้ พ่อไม่ต้องพาผมไปรักษาอีกแล้ว ผมไม่ต้องการ” พูดออกไปเสียงดัง กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา “อย่าทะเลาะกันเลยนะ”

“ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทะเลาะให้ลูกได้ยิน”

“คุณเสียงดังกว่าผมอีก”

พวกเขายังคงกระซิบกระซาบกันแม้ว่าจะเข้ามากอดปลอบผมไว้

ทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น คือผมต้องดีขึ้น 

ผมให้แม่พาออกไปเล่นข้างนอกด้วยความหวังว่าจะพิสูจน์ให้เห็น ว่าต่อให้เป็นโรคผมก็ใช้ชีวิตปกติได้

แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนมักมีสายตาที่จ้องมองมา เสียงซุบซิบนินทาว่าผมเป็นตัวประหลาด

“คุณครูบอกว่าเขาเป็นอะไรนะ... จำไม่ได้”

“แวมไพร์ไง เป็นแวมไพร์”

“กินเลือดไหม”

พวกเขาพูดคุยกันแล้วก็หัวเราะคิกคัก

แวมไพร์ ผีดูดเลือด ตัวประหลาด หรือเสแสร้ง แกล้งทำเป็นป่วยจะได้ไม่ต้องเรียนบางวิชา นั่นเป็นสิ่งที่ผมถูกพูดถึงอยู่เสมอ

จนวันหนึ่งความอดทนของผมสิ้นสุดลง ผมผลักเด็กคนหนึ่งที่ล้อเลียนผม

“เราไม่ได้เป็นแวมไพร์”

“ไม่เชื่อหรอก ผิวขาวซีดอย่างกับกระดาษ แต่งตัวประหลาด โดนแสงไม่ได้ ถ้าโดนแดดก็จะตาย ถ้าไม่ได้เป็นก็ถอดหมวกออกสิ ร่มนี่ก็ด้วย” เขาเถียงกลับ

เด็กอีกคนดึงหมวกผมออก ผมพยายามแย่งคืนร่มจึงหลุดออกจากมือ หัวใจกระตุกเมื่อแสงสว่างส่องลงกระทบหน้า ผมผวาตามไปเอาร่มที่กลิ้งไปบนพื้น แต่เด็กอีกคนในกลุ่มกลับหยิบมันไปได้

“โดนแสงแล้วจะกลายร่างรึเปล่า”

“เอาคืนมา!” ผมตวาด พวกเขาสะดุ้งตกใจและถอยหลังหนี 

ไม่ต้องใช้เวลานานสำหรับวันที่แดดจ้า ความรู้สึกคล้ายโดนเผาเกิดขึ้นบนผิวหน้าผม ความแสบร้อนทำให้ต้องทรุดตัวลงเอามือปิดใบหน้า

ผมกัดฟัน ไม่รับรู้ต่อเสียงรอบตัว ไม่สนใจว่าพวกเขาจะว่าอะไร ผมเจ็บ ผมอยากไปจากที่นี่ ยกมือขึ้นถูใบหน้าอย่างรุนแรงอยากจะดึงเอาความเจ็บปวดนี้ออกไป

คุณครูพาผมขึ้นรถฉุกเฉิน ทีมแพทย์และพยาบาลสุดความสามารถเพื่อบรรเทาอาการ ความเจ็บปวดจากการโดนแดดติดอยู่กับผมหลายต่อหลายวัน

ตกกลางคืนผมนอนไม่หลับ เผลอคิดถึงอ้อมกอดเย็นๆ ของเด็กคนหนึ่ง ผมจึงขอร้องแม่ให้เอาผ้าเช็ดหน้าสีฟ้ามาให้ ผมเก็บมันไว้ใต้หมอน เอาออกมากอดไว้เมื่อรู้สึกเจ็บ เป็นเหมือนเครื่องรางไล่ความเจ็บปวด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครรังแกหรือล้อเลียนผมอีก คำร่ำลือว่าผมกรีดร้องเหมือนถูกปีศาจสิงแพร่กระจายไปทั่ว ประกอบกับรอยแผลเป็นมากมายจากการที่ผมถูและข่วนใบหน้า ลำคอ แขน ขา ทำให้เกิดความหวาดกลัว

ผมทนอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนไม่ได้อีก จึงปฏิเสธการไปโรงเรียน เสื้อผ้าทั้งหมดที่มีเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะไม่อยากให้ใครสนใจ ไม่อยากให้ใครมอง

แค่กลายเป็นตัวประหลาดคงยังไม่พอ เมื่อผมแอบได้ยินพ่อคุยกับคนที่รักษาผม

“ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเขาคงอยู่ได้ไม่เกินอายุยี่สิบ”

“เราไม่มีความหวังเลยจริงๆ เหรอ” เสียงของพ่อสั่นเทา เหนื่อยล้า

“ให้เขากลับบ้านเถอะครับ ไม่ต้องรับการรักษาที่ไม่จำเป็นพวกนี้ แค่พยุงตามอาการก็พอ เขายังเป็นเด็ก ร่างกายของเขารับอะไรมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”

ได้ยินเสียงแค่นั้นผมก็ผละจากประตู กลับขึ้นไปบนเตียง ซบหน้าลงกับผ้าเช็ดหน้าผืนน้อย ร้องไห้เงียบๆ ใต้ผ้าห่ม

ผมได้กลับบ้าน ไม่ต้องมาหากลุ่มคนในชุดขาว ไม่ต้องฉีดยาและกินยาประหลาด แต่ไม่มีอะไรน่าดีใจ จะนับว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมไม่ต้องทนทรมานกับโรคนี้นานนัก

พ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยขึ้นและหนักขึ้น จนสายสัมพันธ์ที่พวกเขาพยายามรักษามันขาดสะบั้น ทุกอย่างพังลงเพราะผมเป็นต้นเหตุ

แม่บอกกับผมว่าจะกลับประเทศบ้านเกิด

“แม่ทิ้งผมเหรอ”

“แม่ไม่ได้ทิ้ง เจย์เดนอยู่กับพ่อเขาดีที่สุดแล้ว ลูกชายก็ต้องอยู่กับพ่อ”

“ผมอยากอยู่กับแม่ อยากไปไทย”

“อาการของลูกกำเริบครั้งแรกก็เพราะแม่พาไปไทย ที่นั่นทั้งร้อนทั้งแดดแรง ลูกจะอยู่ยังไง ถ้าไปก็อยู่ได้แค่ในห้อง”

“มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนนี้ไม่ใช่เหรอครับ”

“ที่นี่มีคุณหมอเก่งๆ”

“หมอเก่งแค่ไหนผมก็ไม่หาย พ่อกับแม่รู้ว่าผมไม่มีวันหาย ให้ผมไปนะ อย่าทิ้งผมไว้ที่นี่ ต่อให้โดดแดดเผาจนตาย ผมก็อยากจะไปที่ไทย” ผมกอดแม่ไว้แน่น ขอร้องเธอไปร้องไห้ไปจนหายใจแทบไม่ออก

พวกเขาคงไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้มีท่าทีคล้ายกับจะขาดใจ เพราะผมรู้ว่าผมมีเวลาอีกไม่มาก ผมอยากจะเจอเขาอีกครั้ง เด็กผู้ชายที่มีอ้อมกอดมหัศจรรย์

ผ่านการขอร้องหลายครั้งจนพวกเขายอมให้ผมย้ายมาอยู่ที่ไทย เรียนหนังสือที่บ้านโดยมีแม่คอยช่วย ปิดหน้าต่าง ใช้ม่านกันแดดผืนหนา อยู่แค่เพียงในห้อง

หลายครั้งเมื่ออยู่คนเดียวผมมักแอบเปิดผ้าม่านออกมองสนามเด็กเล่น มองได้ไม่กี่นาทีก็ต้องปิด ทำได้แค่มองจากไกลๆ

จนได้ยินเสียงฝนตกกระทบกับหน้าต่าง ผมแอบแง้มผ้าม่านดูสนามเด็กเล่นเหมือนอย่างเคย ยื่นมือขาวซีดของตัวเองไปแตะกระจก ผ่านมาหลายต่อหลายนาที มันก็ไม่เจ็บ หัวใจผมเต้นแรงขึ้นและเร็วขึ้น ความหวังอันริบหรี่ในใจจุดประกายสว่างไสว ผมวิ่งออกไปหาแม่ด้วยมือที่สั่นเทา

“แม่ ผมอยากออกไปข้างนอก มันไม่เจ็บ ไม่เจ็บแล้ว” ผมพูดเสียงดัง

“ข้างนอก? ถ้างั้นลูกต้องไปใส่ชุดป้องกัน ใส่หมวก ถุงมือ และร่มด้วยนะลูก”

เมื่อฝนตกมีเมฆมากช่วยบดบังแสงอาทิตย์จากผม การถือร่มนั้นไม่แปลกตา เสื้อผ้าสีดำของผมไม่มีใครหันมาสนใจเพราะมัวแต่รีบเร่ง ฝนกลายเป็นตัวช่วยของผม กลายเป็นวันพิเศษที่แม่อนุญาตให้ผมออกไปไหนมาไหนด้วยตัวคนเดียวได้ 

แต่สนามเด็กเล่นไม่มีใครอยู่ ผมต้องเล่นเพียงลำพัง

“ร้องไห้เหรอ” 

ผมตกใจกับเสียงทักจนพลัดตกจากชิงช้า มีมือยื่นเข้ามาช่วยให้ผมลุกยืน

เจ้าของผ้าเช็ดหน้าสีฟ้า

“หลงทางรึเปล่า ไปหลบฝนที่บ้านเราก่อนสิ เดี๋ยวให้คุณพ่อช่วยพาไปส่งที่บ้าน”

“เปล่า” ผมส่ายหน้า

“งั้นร้องไห้ทำไม หิวเหรอ กินขนมปังไหม”

คล้ายกับเหตุการณ์ย้อนกลับไปวันเดิมที่ได้เจอเขาครั้งแรก ผมได้รับขนมปังจากเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กอดผม กลับชวนเล่นชิงช้า เล่นไม้กระดก เล่นกระดานลื่น ทำให้ผมหยุดร้องไห้โดยไม่รู้ตัว

“เจย์เดน! ฝนจะหยุดแล้วลูก” เสียงแม่ตะโกนมาจากหน้าต่าง

“แล้วมาเล่นกันใหม่!” เขาชิงพูดก่อนที่ผมจะบอกลา

“วันฝนตก”

“อะไรนะ”

“เจอกันวันฝนตก” ผมบอกเขาก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านให้ทันก่อนแดดออก

เราเจอกันที่สนามเด็กเล่นในวันที่โรงเรียนหยุดและฝนตก สองมือของเขาโอบอุ้มถุงขนมปังเอาไว้ มักยิ้มกว้างเมื่อเจอผมและแบ่งปันขนมปังให้

“เราชื่อรวี รวีแปลว่าดวงอาทิตย์”

“เราฝึกทำขนมปังอยู่ พ่อยังไม่ให้ขายก็เลยไม่รู้จะให้ใครกิน แต่ว่าอร่อยใช่ไหม ต่อไปเราจะทำขนมปังให้อร่อยกว่าพ่อเลย คอยดูนะ”

“บ้านเราเป็นร้านขนมปัง เดินเข้าไปในซอยตรงนี้ อยู่ตรงข้ามต้นไม้ใหญ่”

ผมชอบฟังเขาเล่าเรื่องขนมปัง เล่าเรื่องที่โรงเรียน เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้

จนกระทั่งวันหนึ่งรวีบอกกับผมว่า

“พ่อไม่ให้เล่นตอนฝนตกแล้ว คราวก่อนเราไม่สบายไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งสองวัน นายก็ห้ามเล่นตอนฝนตกอีกนะ เดี๋ยวเจ็บคอ ปวดหัว ไม่ดีเลย”

“...”

“มาเล่นกันตอนฝนไม่ตก มองเห็นของเล่นชัด ไม่ลื่นด้วย บางวันก็มีผีเสื้อ มันร้อนนิดหน่อยแต่เราชอบตอนแดดจ้า”

“รวี”

“อะไรเหรอ”

“Bye bye”

วันนั้นเขายิ้มให้ผม โบกมือลาเพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะได้เจอกันเหมือนทุกครั้ง มีแค่ผมที่รู้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก

ฝนทำให้เขาไม่สบาย ท้องฟ้าแจ่มใสและแดดจ้าเป็นสิ่งที่เขาชอบ

ผมกลับไปซ่อนตัวอยู่หลังหน้าต่างบานใหญ่ ไม่คิดไปสนามเด็กเล่นอีก ผมอ่านหนังสือทุกเล่มที่แม่ซื้อมาให้ เรียนรู้โลกภายนอกผ่านหนังสือ ใช้ชีวิตแบบนั้นจนสอบเทียบและจบมัธยมปลาย ผมไม่คิดเรียนต่อ ไม่คิดถึงอนาคต

บางครั้งผมก็เผลอคิดที่เขาว่านรกนั้นทรมาน มันมากเท่านี้ไหม

ชีวิตที่เหลืออยู่ก็อยู่เพื่อแม่เท่านั้น เมื่อไหร่ที่แม่ไม่อยู่กับผมแล้วก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมต้องอยู่ต่อไปอีก

วันที่แม่จากไปมาถึงไวกว่าที่คิด น่าแปลกที่ผมไม่ได้ร้องไห้ กลับรู้สึกว่าแม่คงกำลังมีความสุขและสงบอยู่ที่ไหนสักแห่งโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผมอีกต่อไป ผมโน้มตัวลงใกล้เธอ เปิดผ้าปิดปากออกและบรรจงจูบลงบนหน้าผาก

“แล้วผมจะไปหานะครับแม่”

ผมเดินลงจากโรงพยาบาลอย่างไม่มีอะไรให้ต้องห่วง แม้แต่ฝนก็เป็นใจ มันตกหนักให้ผมกลับบ้านได้สะดวก

ฉับพลันผมเห็นคนคนหนึ่งยืนอยู่กลางฝน กำลังร้องไห้จนตัวสั่น

“รวี! หายไปไหนกันนะ” เสียงหญิงสาวที่ดังแว่วมา ทำให้ทั้งผมและเขาสะดุ้ง 

รวี? ผมหันกลับไปมองอีกครั้ง

แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แม้ว่าจะเคยอยู่ใกล้เขาแค่ไม่กี่วัน แต่นั่นเป็นความจำดีๆ เพียงอย่างเดียวที่ผมมี ผมแอบมองเขาที่ปาดน้ำตาออก เดินกลับไปหาหญิงสาวที่ร้องเรียก เขายกยิ้มแม้ว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มา 

“อย่าร้องไห้เลย” เสียงอ่อนโยนที่เขาเคยพูดกับผม ย้อนกลับมาในหัว

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ผมอยากพูดคำเดียวกันกับเขา อยากกอดปลอบเหมือนที่เขาเคยทำให้ผม

รู้ตัวอีกทีขาผมก็เดินทางตามเสียงในความทรงจำ เสียงที่บอกว่าร้านขนมปังของเขาอยู่ที่ไหน ผมวนเวียนไปดูทุกวันที่ฝนตก ตั้งแต่ร้านยังปิดจนประตูเหล็กหน้าร้านเปิดขึ้นเผยให้เห็นกระจกใสที่ด้านในมีต้นไม้ประดับมากมาย ขนมปังวางเรียงรายน่าทาน

“ยินดีต้อนรับครับ” เสียงสดใสดังแว่วมาเมื่อมีลูกค้าเปิดประตู ผมลอบมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา

ดวงอาทิตย์คือสิ่งที่ผมโหยหา คิดถึงความทรงจำที่เคยได้อยู่ภายใต้แดดอันอบอุ่น รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรเข้าใกล้แต่ผมก็ยังเผลอ เฝ้ามองเขาอยู่อย่างนั้นจนดวงตาของเขามองตอบกลับมา ผมเผลอตัวทำตามที่ใจเรียกร้อง เดินเข้าไปในร้านของเขา กินขนมปังของเขา ฟังเสียงของเขา มองรอยยิ้มของเขา

จากที่ตั้งใจจะเจอเขาแค่เพียงครั้งเดียว กลับมาหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท่ามกลางหยาดฝนที่โปรยปราย ผมนั่งมองเขาจากมุมที่มืดที่สุดในร้าน 

“คุณจะมาในวันที่ฝนไม่ตกบ้างได้ไหม”

เสียงที่เศร้าสร้อยของเขาเตือนสติผมให้กลับมาสู่ความเป็นจริง

เขาอยู่ในโลกที่สว่างสดใส มีอิสระที่จะไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้ กลับกันผมอยู่ในเงามืด อยู่ในโลกหลังหน้าต่างที่จะไม่มีวันเปิดออก

ผมต้องใจร้ายกับเขา เพราะแม้ว่าอยากเข้าใกล้ดวงอาทิตย์สักเท่าไหร่ก็ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงไหนที่จะไม่ทำให้ผมเจ็บ

รวีก็เช่นเดียวกัน


( :: จบพาร์ตของชายใต้ร่ม :: )



#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


ชายใต้ร่มมาแล้ว มาพร้อมเมฆหมอกมืดฟ้ามัวดินเลย

สองวันนี้ฝนตกตอนดึกๆ หนักมาก


การแพ้แสงนั้นมีหลายโรคมีทั้งโรค XP ที่จะเป็นมะเร็งผิวหนัง และอายุสั้น ไม่แสบร้อน

แต่ว่าโดนแสงไม่ได้แม้แต่นิด ต้องใส่ชุดเหมือนนักบินอวกาศไปข้างนอก มีอยู่ในเลย Midnight sun หนังญี่ปุ่นนะคะ


ส่วนของชายใต้ร่ม เป็น EPP ที่จะแสบร้อน ทรมานมาก เป็นแผลบวมแดงหรือไม่แสดงอาการ โดนแสงอาทิตย์และหลอดไฟบางประเภทไม่ได้


เปิดเผยชื่อออกมาแล้วว่า 'เจย์เดน' ไม่ได้เกี่ยวกับฝนได้อย่างใด เพราะเดิมทีบินตรงมาจากอังกฤษ

ที่ให้เป็นคนต่างชาติ เพราะว่าโรคนี้เจอในแถบยุโรปค่อนข้างเยอะ เป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาได้ค่ะ


ชายใต้ร่มไม่ได้ตั้งใจจะมาสนิทกับวีแค่อยากแอบดู ไปๆมาๆมาหาเขาตลอดเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 451 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2225 thesky13 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 18:48
    โอ้ยยยยยย หน่วงมากๆ เจย์เดนสู้เค้าาาา
    #2,225
    0
  2. #2219 Louknam13 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2563 / 20:38
    แงงงง สงสารจังเลย
    #2,219
    0
  3. #2213 MIDNIGHT-GZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 / 00:43
    โอ๋ๆน้าา เจย์เดน
    #2,213
    0
  4. #2207 Bee-Bee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 19:23

    อ๋อวววว แอบคิดอยู่เหมือนกันเพราะเคยได้ยินเรื่องอาการหรือโรคที่ถูกแสงแดดไม่ได้ บางตัวละครที่รู้จักก็เป็นคล้ายๆกัน ในที่สุดก็รู้ชื่อพระเอกเสียที เรียกฉายาที่ตั้งในใจว่า พ่อหนุ่มมืดมน มานาน ได้รู้ชื่อแล้ว

    #2,207
    0
  5. #2169 Oill1478 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 14:07
    เเง ทำไมเศร้าจัง
    #2,169
    0
  6. #2136 doldo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 09:31
    อ๋อยยยย

    คุณเค้ามีแผลด้านนอกและแผลในใจนี่เอง

    ถึงว่าว่าทำไมปิดตัวเองขนาดนี้
    #2,136
    0
  7. #2121 View_Aranya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 10:26
    เว็บไปดูตอนจบมา เพิ่งรู้ว่ามันเป็นนิยายดราม่าจบได้หนักหน่วง คงต้องหยุดอ่าน เพราะไม่ใช้แนว อ่านแล้วคงนอยแดกไปเป็นอาทิตย์ เสียดาย ชีวิตจริงก็ดราม่าพออยู่ละมาเจอนิยายดราม่าอีก
    #2,121
    3
    • #2121-3 P-raya(จากตอนที่ 7)
      26 มิถุนายน 2563 / 11:18
      คอมเมนต์ไม่น่ารักจริงๆค่ะ เราเกือบเลิกอ่านเพราะนอยด์ที่บังเอิญมาเห็นสปอยล์จากคุณ
      #2121-3
  8. #2105 canookss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 00:07
    หน่วงในอก จะจากกันทั้งๆแบบนี้หรอออ ฮือออ
    #2,105
    0
  9. #2070 HanaTarita (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:40
    เค้าเปนอาร้ายยยยย อยากรู้ ทำไมเศร้าขนาดนั้น เป็นโรคติดต่อ? แพ้แดด หรือเป็นอะไรคะ
    #2,070
    0
  10. #2063 V💜K (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:15
    น้ำตาฉัน หยุดไหลไม่ได้เลย
    #2,063
    0
  11. #2026 _jppm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:22
    ;-; ฮื่อออ คุณอ่ะ
    #2,026
    0
  12. #1998 premmiii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 14:42
    สงสารเจเดนน ;_;
    #1,998
    0
  13. #1960 fffyty (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 19:45
    ทำไมล่ะ มีแต่คำถามว่าทำไมเต็มไปหมด ร้องไห้ทุกครั้งเลยชั้นน่ะ
    #1,960
    0
  14. #1922 mileylovely (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 22:28
    สงสารคุณชายชุดดำ ไปโดนอะไรมา ทำไมถึงหน้าเป็นแผล
    #1,922
    0
  15. #1912 เดือนสิบไงจะใครล่ะ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 17:12
    พี่ชายแพ้แสงแดดหรือเปล่าคะ ลักษณะการแต่งตัว และการปรากฎตัว อาจจะแพ้แสงแดดขั้นรุนแรงด้วยหรือเปล่า
    #1,912
    0
  16. #1907 premmiii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 22:41
    ฮื่ออออ ร้องไห้ทุกครั้งที่อ่านเลย
    #1,907
    0
  17. #1892 Demon006 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 18:47
    ทำไมอ่าาา

    ทำไมเจอกันไม่ได้ อึดอัดดด
    #1,892
    0
  18. #1855 อาร์ลิส (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 18:36

    พูดไม่ออกบอกไม่ถูก หน่วงจัง

    #1,855
    0
  19. #1828 sleepy-sheep (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 20:55

    อึดอัดจังเลยค่ะ

    #1,828
    0
  20. วันที่ 21 กันยายน 2561 / 19:07
    พระเอกไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วหรอ? ฝนเป็นสื่อให้เจอกันใช่ไหม?
    #1,809
    0
  21. #1757 KiHaE*129 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 19:29

    ตอนนี้หน่วงอะ

    แผลนั่นได้แต่ใดมา

    ทำไมถึงเป้นไปไม่ได้



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 22 พฤษภาคม 2561 / 19:56
    #1,757
    0
  22. #1737 Pawitvp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 01:08
    ตอนอ่านว่าอยู่คนละโลกนี่กลัวละนะ นี่จะมาอ่านนิยายผีตอนตี1ไม่ได้นะกัววว
    #1,737
    0
  23. #1627 เนเธกเนเธเธญเธเธเธ1 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 20:41
    แงงง ทำไมง่าาา
    #1,627
    0
  24. #1572 ⓒoup . t (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 02:25
    อะไรคะอยู่คนละโลก
    #1,572
    0
  25. #1567 ffy97 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 00:11
    อยู่คนละโลกคือไรอะฮืออออ TT
    #1,567
    0