ใต้ร่มวันฝนซา ☔ [E-Book มาแล้ว & รอบสต็อกเร็วๆ นี้]

ตอนที่ 8 : ☔ 6 Sweet peas

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 444 ครั้ง
    3 ต.ค. 63

ลงครั้งแรก 13 ส.ค. 2559

รีไรต์ 3 ต.ค. 2563


6

Sweet peas


ฝนตกต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ไม่เห็นวี่แววของชายชุดดำและร่มของเขา ผมวนเวียนหน้าประตู สะดุ้งทุกครั้งที่เงาดำเคลื่อนผ่านหน้าต่าง ถอนหายใจเมื่อคนที่เดินผ่านหน้าร้านหรือคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่รอ

“พี่วีดูเศร้าจัง เป็นอะไรเหรอคะ” เด็กสาวตัวน้อยวางดินสอในมือลง มองผมด้วยความสงสัย ยังดีที่น้องชะเอมกับชะพลูยังคงมาที่ร้านเป็นประจำ ไม่อย่างนั้นใจผมคงห่อเหี่ยวเสียยิ่งกว่าต้นไม้ที่โดนฝนเทใส่จนเฉา

“พี่วีแค่…เหงานิดหน่อย”

น้องชะเอมเอียงคอ เด็กวัยนี้เข้าใจคำว่าเหงาหรือยัง

“เพราะพี่ชายไม่มารึเปล่า น้องเอมไม่เห็นพี่ชายเลย” เธอย่นหน้า

เด็กน้อยทั้งสองชอบชายใต้ร่มมาก เขาเองก็ดูผ่อนคลายเวลาอยู่กับเด็กๆ เช่นกัน ทำไมถึงได้หายไป เพราะผมทำให้เขาโกรธรึเปล่า ผมยุ่มย่ามถามนั่นถามนี่ เสนอตัวอยากเป็นเพื่อนทั้งที่เขาไม่ต้องการ

บางทีการที่เขาเข้ามาในร้าน เลือกนั่งที่มุมมืด อาจเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว และผมทำลายมันไป

“มาสิ เดี๋ยวก็มา” น้องพลูพูดน้ำเสียงสดใส ปากกัดขนมปังเข้าปากคำใหญ่

“นั่นสิ ฝนตกทุกวันแบบนี้ เดี๋ยวพี่ชายก็มาเอง น้องเอมกลับไปนั่งนะ ไหนดูสิ วันนี้การบ้านยากรึเปล่าคะ” ผมก้มมองสมุดการบ้านของน้องชะเอม พยายามเบี่ยงเบนความหมกมุ่นของตนออกจากสายฝน

ถ้าไม่มีเด็กน้อยให้คอยดูแล ผมคงชะเง้อคอมองหาเขาทั้งวันเป็นแน่ 

หรือว่าเขาจะไม่มาอีก หัวใจผมหนักอึ้งกับความคิดนั้น

“พี่คะ” เสียงใสของผู้หญิงทำให้ผมสะดุ้ง มีเด็กสาววัยมัธยมปลายยืนอยู่ข้างโต๊ะ เธอมีท่าทีลังเลปนเขินอาย ผมยิ้มให้เธออัตโนมัติเพราะเห็นว่าเป็นลูกค้า

“พี่มีแฟนรึยังคะ” แก้มของเธอแดงระเรื่อ ตาหลุบลงมองพื้น

“ครับ?”

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยถูกใครถามคำถามนี้มาก่อนจึงงุนงงไปชั่วครู่ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างรอคอยคำตอบ ผมจึงส่ายหน้า

“ดีค่ะ ดีแล้วค่ะ อย่าเพิ่งรีบมีแฟนนะคะ” เธอยิ้มกว้างออกมาทันที ก่อนวิ่งกลับไปรวมกับกลุ่มเพื่อนที่โต๊ะ เด็กสาววัยเดียวกันสามสี่คนมองมาทางผม พอเราสบตากันพวกเธอก็ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดชวนให้ตกใจ ผมยิ้มแหย ทำตัวไม่ถูก 

“เอาแล้ว เห็นขลุกอยู่แต่กับเตาอบแต่ก็ทำให้สาวกรี๊ดได้” พี่ตรียื่นหน้ามากระซิบจากด้านหลัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน

“ไหนว่าทำงานอยู่ไงครับ”

“เคยบอกแล้วไงว่าเรื่องของวีสำคัญกว่า รวีน้อยของพี่โตแล้วสินะ มีทั้งหนุ่มทั้งสาวมาติดแบบนี้ เสน่ห์แรงไม่เบา”

ผมก้มลงมองสภาพตัวเองที่อยู่ในผ้ากันเปื้อนตัวเก่า มองภาพสะท้อนผ่านหน้าต่างก็เห็นผมเผ้าที่ไม่ได้จัดทรงแค่พยายามหวีให้เรียบร้อยเท่านั้น

“สภาพนี้ไม่น่าเรียกว่าเสน่ห์แรงนะครับ เทียบกับชายใต้ร่มเขายังดูดีกว่า”

“เอะอะก็ชายใต้ร่ม ขนาดไม่เคยเห็นหน้าค่าตายังคิดว่าเขาดูดี สาวน้อยวัยมัธยมคงต้องอกหัก จะเอาอะไรมาสู้กับคนที่ทำให้น้องพี่รอคอยแต่วันฝนตกทั้งที่ก่อนหน้านี้เกลียดฝนแทบแย่”

“ช่วงนี้ลูกค้ามาเป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงเยอะ แปลกจังครับ ปกติร้านเรามีแต่ลูกค้าผู้ใหญ่” ผมเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

“พี่เอารูปวีไปให้เพื่อนช่วยโปรโมตร้าน ได้ผลดีเกินคาด”

“รูปผม?”

พี่ตรีเปิดโทรศัพท์ให้ผมได้เห็นรูปตัวเองถือถาดขนมปัง ย่อตัวลงยิ้มให้น้องพลูซึ่งอยู่ในเสื้อกันฝนสีเหลือง มีคำบรรยายภาพ “ร้านขนมปังน่ารัก คนขายก็น่ารัก”

เลื่อนลงด้านล่างมีความเห็นมากมายถามหาว่าร้านอะไร อยู่ตรงไหน

“สาวน้อยสาวใหญ่ชอบกันมาก ดี ใช้หน้าให้มันเกิดประโยชน์” พี่ตรียื่นมือมาบีบแก้มผมด้วยความเอ็นดู

“หน้า? หน้าแบบผมเนี่ยนะ”

“ผู้ชายทำอาหารทำขนมอร่อยจะดูหล่อขึ้น แถมเวลาวีอยู่กับเด็กเนี่ยอบอุ๊นอบอุ่น สาวๆ ในร้านมองตามกันทั้งนั้น ไม่รู้ตัวเลยหรือไง” พี่ตรีเลื่อนให้ผมดูภาพอื่น ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ ตอนเสิร์ฟขนมปัง หรือตอนรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ในร้าน แต่ละรูปมีคนพูดถึงผมแบบที่ชวนให้หน้าร้อน

“เขินอีก น้องพี่น่ารักในสายตาพี่เสมอ แต่พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเห็นแบบเดียวกันไหม ผลออกมาแบบนี้พี่ก็สบายใจ ถือซะว่าโปรโมตร้าน ลูกค้าเยอะ วีจะได้ยุ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน เลิกทำคอยาวมองออกไปนอกหน้าต่างซะที” พี่ตรีล้อส่งท้าย ก่อนลุกขึ้นไปรับลูกค้า

ถึงจะน่าอายนิดหน่อยแต่คงต้องมองเป็นเรื่องดี ในเมื่อตั้งแต่ผมเปิดร้านมาไม่เคยมีลูกค้าแน่นร้าน นั่งกันจนเต็มทุกโต๊ะมาก่อน ขนมปังก็เกลี้ยงชั้น

แบบนี้ชายใต้ร่มมาจะทานอะไร ผมต้องแอบไปทำเพิ่มไหม ให้ตายสิ เผลอคิดถึงเขาอีกแล้ว ผมเอียงหัวพิงกระจกร้าน เอามือเขี่ยไม้ประดับเล่น และแล้วสายตาของผมมองเห็นอะไรบางอย่างแถวหน้าประตู หัวใจผมเต้นแรงขึ้นในขณะที่สองเท้ารีบก้าวออกไป

“วี! จะไปไหน” พี่ตรีส่งเสียงทักแต่ผมไม่ได้สนใจที่จะตอบ เสียงฝนดังชัดขึ้นเมื่อผมก้าวออกมา ช่อดอกสวีทพีในแจกันสีใสวางอยู่บนพื้น

“ไม่นะ ไม่เอาแบบนี้”

ดอกสวีทพีมีหลายความหมาย แต่ความหมายเดียวที่ผมคิดได้ในตอนนี้คือ 

“ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ดี ลาก่อน”

หัวใจผมหล่นวูบ ก้มลงจับกลีบดอกไม้ มันเปียกฝนแค่เล็กน้อยแสดงว่าเพิ่งเอามาวาง มีเพียงคนเดียวที่จะทำแบบนี้ และผมแน่ใจว่าเขารู้ความหมายของมัน

ผมอุ้มแจกันไว้แนบอก ออกวิ่งทั้งที่ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน

ฝนลงเม็ดหนักขึ้น ท้องฟ้าจากที่ยังคงสว่างก็มืดครึ้มเหมือนตอนกลางคืน เสียงฟ้าผ่าดังแว่วมา แต่ไม่มีอะไรทำให้ผมหยุด ผมวิ่งไปทั่วทุกที่ที่เคยเห็นเขา

ดอกไม้สีหวานโดนฝนจนร่วงลงตามทาง

“คุณ!” ผมตะโกนอย่างไร้จุดหมาย ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจผมถึงเต้นแรงขนาดนี้ มันเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว

ผมไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับเขา แต่ตอนนี้ผมกำลังวิ่งตามหาเขาท่ามกลางฝนที่ตกหนัก ไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไมผมถึงกระวนกระวายแทบบ้า

“ลาก่อนอะไรไม่เอาด้วยหรอก” 

ผมวิ่งไปจนถึงสนามเด็กเล่น เม้มปากแน่นเมื่อเห็นว่าชิงช้าอันหนึ่งเปียกฝนแค่เล็กน้อย ต้นหญ้าที่ขึ้นสูงมีรอยหักของการถูกเหยียบ แอ่งน้ำเป็นรอยรองเท้าขนาดใหญ่ ใกล้เคียงกับขนาดเท้าของชายใต้ร่ม เขาคงนั่งอยู่ตรงนี้เมื่อสักครู่

มัวแต่มองหา ผมไม่ทันได้นึกเลยว่าตัวเองจำได้แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ อย่างขนาดเท้าของเขา

เมื่อไม่เห็นวี่แววของชายชุด ผมตัดสินใจนั่งลงที่ชิงช้าตัวนั้น ฟ้าคำรามเสียงดัง แสงสว่างวาบเป็นจังหวะ หยาดฝนตกลงบนตัวผม มันแรงจนเจ็บ ผมกอดแจกันเอาไว้บนตัก ก้มมองดอกไม้สีหวาน ผมคงจะชอบมันมากกว่านี้ ถ้ามันไม่ได้มีความหมายแสนเศร้า

“ถ้าคุณไม่ออกมา ผมก็จะนั่งอยู่อย่างนี้แหละ” ผมตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง

ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าดอกไม้เป็นของเขา ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเขายังอยู่แถวนี้ แต่ผมยอมเสี่ยง ตั้งใจแน่วแน่ว่าต่อให้หนาวขนาดไหนก็จะไม่ขยับตัว

ตัวผมสั่นเล็กน้อยเพราะลมแรงที่พัดผ่านผิว นึกถึงตอนที่ผมเล่าให้เขาฟังเรื่องดอกกล้วยไม้ในร้าน เขารู้ว่าผมชอบต้นไม้ดอกไม้ เขารู้ว่าผมจะเข้าใจว่าความหมายของสิ่งที่เขามอบให้ แต่เขาไม่รู้ว่าผมรู้สึกแย่ขนาดไหน

 “อย่าทำแบบนี้ อย่าบอกว่าลาก่อนได้ไหม” เสียงพูดของผมเบาลงส่วนทางกับเสียงของฝนที่กระทบลงบนเครื่องเล่นรอบตัว

ไม่มีประโยชน์ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งอยู่บนชิงช้า อยู่ในที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเจอกัน ดวงตาสีเทาของเขาติดตรึงในหัวผม ดวงตาแสนเศร้าราวกับเขาไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกความสุข

“กลับบ้านไปเถอะ คุณอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้ว” เขาพูดเสียงเบา ไม่ได้ขยับตัวเข้าใกล้ผม เป็นผมเสียเองที่ลุกขึ้น

ก้าวเข้าไปหาเขา หนึ่งก้าว สองก้าว จนเราอยู่ห่างกันแค่เพียงนิดเดียว

ผมมองใบหน้าภายใต้ผ้าปิดปากนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ในเวลาแบบนี้เขาก็ยังคงเงียบ ไม่พูดอะไร ผมทนไม่ไหวยัดแจกันดอกไม้ใส่มือเขา

“ดอกไม้นี่ผมไม่เอา เอามันคืนไป”

“รวี” เขาเรียกชื่อผมแผ่วเบา เสียงที่เคยทุ้มนุ่มเหมือนสายฝน กลับแหบแห้งและขาดช่วง เสียงฟ้าคำรามดังลั่น ราวกับตอบสนองอารมณ์รุนแรงที่ผมมี

ผมมีสิทธิ์อะไรจะไปโกรธเขา ข้อนั้นผมไม่รู้หรอก แต่ผมไม่อยากได้ยินใครบอกลาอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ฝนตกหนัก 

“คุณใช่ไหมที่เอามันมาวางหน้าร้าน คุณรู้ใช่ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร”

เขายื่นร่มมาเหนือหัวผมเพื่อบังฝนให้ ไม่ยอมตอบคำถาม

“คุณบอกเองว่าชอบร้านขนมปังของผม ตอนนี้คุณไม่ชอบมันแล้วเหรอ คุณเจอที่ใหม่ที่ชอบมากกว่าแล้วเหรอ”

ชายใต้ร่มส่ายหน้า

“ถ้างั้นทำไมล่ะ”

เขาหลบสายตา แต่มือยังคงถือร่มให้ผมอย่างเดิมไม่ขยับตัวไปไหน

ผมสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมกำลังกายกำลังใจ คิดทบทวนทุกอย่างในหัว

“ผมขอโทษถ้าทำให้คุณลำบากใจ ขอโทษที่ถามอะไรเอาแต่ใจก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของคุณ ผมจะไม่ถามอะไรอีกแล้ว ผมไม่พูดกับคุณก็ได้ ถ้าคุณชอบร้านผม ชอบขนมปังของผม ก็กลับไปได้ไหม” ผมถามอย่างลังเล ไม่รู้จะเอาอะไรมารั้งเขา

“แค่วันที่ฝนตกก็ได้”

แววตาของเขาสั่นไหว ความเงียบนั้นราวกับเป็นคำตอบที่แสนชัดเจน

“ยกโทษให้ผมได้ไหม”

“มันไม่ใช่ความผิดของคุณ” เขายอมพูดออกมาในที่สุด

“ถ้างั้นเพราะอะไร แค่เหตุผลคุณก็ให้ผมไม่ได้เหรอ คุณมายืนดูหน้าร้านผมทุกวัน มาหาทุกครั้งที่ฝนตก แต่จู่ๆ ก็หายไป จู่ๆ มาบอกลา คุณอยากให้ผมเป็นบ้าหรือไง”

แค่ขอเป็นเพื่อนมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียวเหรอ

ถ้าหากหมุนเวลาให้ย้อนกลับไปได้ ผมคงทำเพียงเสิร์ฟขนมปังให้ เขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำ ไม่ต้องพูดอะไรกัน

แต่อย่างน้อยเราก็ได้เจอกัน

“คุณมีลูกค้ามากมาย ผมก็แค่หนึ่งในลูกค้าของคุณ หายไปสักคนคงไม่เป็นไร”

“คุณจะบอกว่าคุณไม่ได้รอคอยเวลาที่ฝนตกเพื่อที่จะได้เจอผม ผมเป็นแค่คนขายขนมปังธรรมดาคนหนึ่ง ร้านขนมปังทั่วไปที่คุณบังเอิญเดินผ่าน ไม่มีอะไรพิเศษ”

ก่อนหน้านี้ผมหลีกเลี่ยงบทสนทนาเรื่องชายใต้ร่มกับพี่สาว เพราะเธอมักล้อว่าผมรู้สึกอะไรบางอย่างกับเขา ผมปฏิเสธทั้งเธอและตัวผมเอง เมื่อพูดมันออกมาดังๆ กลับชวนให้รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เพราะทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจเป็นผมที่คิดไปเองฝ่ายเดียว

“ทั้งที่ผมตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่ฝนตก ผมมองออกไปข้างนอกเพราะหวังว่าคุณจะมา ผมไม่เคยรอคอยที่จะเจอลูกค้าคนไหน นอกจากคุณ”

สายตาของผมมองตามเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ความสงสัยใคร่รู้แปรเปลี่ยนเป็นความสนใจ หลังจากนั้นมาผมก็วิ่งตามเขาอยู่เสมอ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาไม่ใช่แค่ลูกค้าธรรมดา ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้

เรายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝน ความเย็นไม่กระทบต่อผมอีกแล้ว เมื่อความว้าวุ่นในใจมีมากกว่าความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผมมองดอกสวีทพีอีกครั้ง พลันนึกถึงอีกความหมายหนึ่งที่เขาอาจไม่รู้

ผมดึงดอกไม้ออกมาหนึ่งก้าน ยื่นมันไปตรงหน้าเขา

“ถ้าคุณให้มันกับผม ผมก็จะให้มันกับคุณด้วย”

“!?” คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น มองผมอย่างไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณบอกว่าลาก่อนกับผม ผมก็จะบอกว่า... ” ผมมือสั่นเล็กน้อย ปล่อยให้ดอกไม้นั้นร่วงหล่นลงบนพื้นระหว่างเราสองคน

“ผมรอคุณอยู่”

ชั่วขณะนั้น ผมละทิ้งซึ่งความไม่เข้าใจทุกอย่าง ไม่ว่าผมจะวิ่งตามหาเขา ตากฝนรอเขาเพราะอะไรก็ตาม ผมไม่สนใจหาคำตอบ ผมทนความคิดที่ว่าเขาจะหายไปเหมือนไม่มีเคยมีตัวตนไม่ได้

ไม่ว่าเหตุผลของเขาคืออะไร ไม่ว่าเหตุผลของผมคืออะไร ผมก็เลือกแล้วว่าจะรอ ถ้านั่นเป็นแค่สิ่งเดียวที่ผมทำได้

“ถึงคุณจะยืนยันว่าจะไม่กลับไปอีกแล้ว ผมก็รอคุณ เหมือนดอกสวีทพีที่หมายถึงการรอคอยตลอดไป

แค่ผู้ชายคนหนึ่งในวันฝนตก ดวงตาสีเทาแสนเศร้าที่ทำให้ผมเจ็บปวดไปด้วย 

ชายปริศนาหลังผ้าปิดปากสีดำ แค่คนที่บังเอิญผ่านมา ถึงอย่างนั้นกลับมีอิทธิพลต่อผมอย่างมากมาย ทำให้ผมไร้ซึ่งการยั้งคิดและพูดทุกสิ่งที่เอาแต่ใจออกไป

ผมไม่มีสิทธิ์บอกให้เขามาหรือให้เขาไป สิ่งที่ผมมีสิทธิ์ทำได้คือรอเขาอยู่หลังเคาน์เตอร์ทำขนมปังอย่างที่เคย

คราวนี้ผมเป็นฝ่ายหันหลังเดินออกจากเขา อีกแค่ก้าวเดียวเท้าผมจะพ้นจากสนามเด็กเล่น แต่ผมได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลังมา

“ผมไม่ได้เกลียด ไม่ได้โกรธคุณ ไม่เลยแม้แต่น้อย”

มือของผมถูกจับไว้ เขาดึงให้ผมหันกลับไปหา เลื่อนมือผมขึ้นไปที่ผ้าปิดปากสีดำ ดึงผ้าออกด้วยมือผม

ใบหน้าภายใต้หน้ากากไม่ได้แตกต่างจากที่ผมจินตนาการสักเท่าไหร่ จมูกของเขาโด่ง ริมฝีปากบาง ทุกอย่างบนหน้าเข้ากันดีกับดวงตาสีเทา

เมื่อเขายื่นหน้าเข้าใกล้จึงเห็นว่าบนผิวขาวซีดมีร่องรอยแผลเป็นขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วโหนกแก้ม จมูก ปลายคาง

ผมยิ้มเมื่อคิดว่าสาเหตุที่เขาปกปิดใบหน้าเป็นเพราะรอยแผลเล็กน้อยเหล่านี้

“ทำไมครับ คุณคิดว่าหน้าคุณจะทำให้ผมกลัวจนต้องหนีไปงั้นเหรอ”

เขาขมวดคิ้ว ท่าทีแปลกใจกับปฏิกิริยาของผม

“ผมเป็นตัวประหลาด”

“ไหน” ผมเขย่งเท้ามองหัวเขา เอียงหัวมองไหล่ เดินวนรอบตัวชายใต้ร่มก่อนกลับมายืนตรงหน้าเขา “ไม่มีเขา ไม่มีหาง ไม่เห็นมีอะไรประหลาด”

“คุณยังไม่เข้าใจ ผมอยู่คนละ...”

“คนละโลก” ต่อประโยคที่เขาเคยพูดให้ “ถ้าเราอยู่กันคนละโลก ทำไมผมถึงสัมผัสคุณได้ ทำไมผมมองเห็นคุณ เราแตกต่างกันที่ตรงไหน ตา หู จมูก ปาก เรามีเหมือนกันหมด คุณเป็นมนุษย์ ผมเองก็ด้วย” ผมแตะลงบนแผลเล็กบนหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา เมื่อได้เห็นใบหน้าอีกฝ่ายเต็มสองตาจึงรู้ว่าเขาเกร็งและกังวลมาก

“ถึงอย่างนั้นคุณก็อย่ารอผมเลย”

ว่าจะกลับบ้านโดยไม่ตื๊ออะไรแล้วเชียว เจอเขาเปิดหน้ากากใส่ ทำหน้าเศร้าเหมือนลูกหมาโดนทิ้งไว้ข้างทางก็อดไม่ได้ที่จะพูดต่อ

“ไม่ได้มีแค่ผมที่รอคุณนะ”

เขาใจดีกับเด็กๆ เสมอ บางทีเรื่องนี้อาจจะทำให้เขาเปลี่ยนใจ ผมขยับเข้าใกล้เขาจนตัวแทบชิดกัน

“ถ้าคุณหายไป น้องชะเอม น้องชะพลูจะทำตุ๊กตาเรียกฝนมาแขวนไว้เต็มร้าน คอยมองออกไปนอกหน้าต่างทุกครั้งที่ฝนตก พวกเขาจะมองอยู่อย่างนั้นแม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน พอฝนตก...พวกเขาจะคิดถึงคุณ” ผมพูดรัวแทบไม่หายใจ ใช้เด็กแทนสิ่งที่ผมต้องการจะพูด แต่ก็ไม่ได้โกหกเสียทีเดียว พวกเขาพูดถึงพี่ชายแทบทุกวัน

“พอพวกเขาโตขึ้น ความทรงจำเหล่านั้นมันคงจะจางหายไปเอง”

“จริงเหรอ มันหายไปจริงเหรอ” ผมแทรก สบตากับเขาอย่างค้นหาคำตอบ

“กลับบ้านนะรวี คุณจะป่วยอีก” เขาออกแรงดึงผมให้ขยับ แต่ผมขืนตัวไว้

“ที่เราเจอกันตอนเด็กมันก็หายไปด้วยเหรอ”

ความผูกพันที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำซึ่งหล่นหาย อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผมปล่อยเขาไปไม่ได้

“คุณจะลืมผม เหมือนความทรงจำที่จางหายนั่นใช่ไหม” ผมย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเขากำลังหวั่นไหว

“ผมไม่เคยลืมคุณ และคงไม่มีวันลืม”

“โอเค ผมยอมรับว่าเป็นผมเองที่ลืมเรื่องตอนเด็กไป แต่ตอนนี้ความทรงจำพวกนั้นมันกลับมาแล้ว ผมไม่รู้ว่าระหว่างที่คุณหายไปมันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมมาที่สนามเด็กเล่นกับขนมปังที่ตั้งใจทำให้คุณ ผมมาแทบทุกวัน แต่ไม่เจอคุณ”

“...”

“ตอนนี้คุณกลับมาแล้ว ก็อย่าไปไหนอีกเลยนะ”

มือผมแตะอยู่บนแก้มเขา ทันใดนั้นภาพในอดีตหวนคืนมา

“กินขนมปังเราตั้งหลายครั้ง ไม่เห็นยอมบอกชื่อเราเลย นายชื่ออะไร”

เด็กชายเงยหน้าจากขนมปังก้อนโต

“Jayden. I’m Jayden.”

“อยู่กับผมได้ไหม…เจย์เดน” ผมพูดชื่อเขาออกมาเมื่อจำมันได้

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งประหลาดใจและตกใจ ผมยิ้มให้เขา ดวงตาแสนเศร้าที่เหมือนกับมีฝนตกนั้น ตอนนี้มีหยาดน้ำตาคลอขึ้นมา ผมเลื่อนมือไปปาดมันออกให้ เหมือนที่เคยทำตอนยังเด็ก

ร่มสีดำร่วงหล่นจากมือเขาลงสู่พื้น

จากที่เรายืนอยู่ใกล้กัน ก็ใกล้มากขึ้นไปอีก ตัวของเราทั้งคู่เปียกชื้นไปด้วยฝน เสียงฟ้าคำรามฟังดูไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อยในเวลานี้ หัวใจของผมเต้นแรงขึ้น แรงขึ้น เมื่อหน้าของเขาโน้มลงมา

“ผมไม่เหมือนตัวประหลาดใช่ไหม” เสียงเขาสั่นเครือเสียจนหัวใจผมสั่นไปด้วย

“ไม่เลย คุณหล่อกว่าผมด้วยซ้ำ น่าเสียดายนะที่คุณปิดหน้าเอาไว้”ผมพูดทีเล่นทีจริง อยากให้เขาเข้าใจเสียใหม่ แผลเป็นของเขาไม่ได้น่าเกลียด มันก็แค่แผลเท่านั้น 

เขามองหน้าผม มองอยู่นานเสียจนผมเริ่มรู้สึกเก้อเขิน

“คุณไม่ใช่แค่คนขายขนมปังธรรมดา ร้านของคุณไม่ใช่แค่ร้านขนมปังทั่วไปที่ผมเดินผ่าน แต่เป็นจุดหมาย เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเดินออกจากบ้านในวันฝนตก”

ความเขินยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาเลื่อนมือมาแตะแก้มผมบ้าง พื้นผิวของถุงมือทำให้ผมรู้สึกแปลกนิดหน่อย

“ทุกครั้งที่คุณเห็นผม หมายความว่าผมตั้งใจมาหาคุณ”

ฉับพลันความสว่างเพิ่มมากขึ้น ผมแหงนหน้ามองฟ้าทันที

“คุณ! ฝนจะหยุดตกแล้ว คุณต้องรีบไปไหม” ผมถามอย่างกังวล

แม้ว่าจะกลัวเขาหายไป แต่ก็กลัวว่าจะมีเหตุไม่ดีถ้าเขาอยู่ต่อ ทั้งผมและเขาต่างลังเลกับสถานการณ์คลุมเครือ

“ไม่ได้หมายความว่าให้คุณหายไปเลย หรือผมยอมรับการบอกลา เพราะผมคืนดอกไม้นั้นไปแล้ว ฝนตกคราวหน้า มาที่ร้านนะ”

“ผมต้องไปแล้ว” เขาพูดแต่มีท่าทีคล้ายยังไม่อยากไป

“อือ” ผมพยักหน้า

เจย์เดนเดินกลับไปทางชิงช้า ผมถึงได้เห็นว่าแจกันดอกสวีทพีวางอยู่บนพื้นหญ้า เขาไม่ได้หยิบแจกันแต่ก้มลงหยิบดอกไม้ที่ตกอยู่หนึ่งก้าน

ถ้าจำไม่ผิดเป็นก้านที่ผมยื่นให้เขา

“รวี” เขาเรียกชื่อผมอีกครั้ง วันนี้ผมได้ยินชื่อตัวเองกี่ครั้งกัน

เจย์เดนยังไม่ได้สวมผ้าปิดปากกลับไป จึงเห็นใบหน้าทั้งหมดได้ชัดเจน ใบหน้าที่เหมือนกับเมื่อตอนยังเด็ก เขายกยิ้ม เป็นยิ้มที่ผมรอมาตั้งแต่วันแรกที่เสิร์ฟขนมปังให้

“แล้วเจอกัน”

“แล้วเจอกัน!” ผมตอบกลับอย่างกระตือรือร้น ยิ้มกว้างให้เขาไปด้วย

เจย์เดนออกไปจากสนามเด็กเล่นพร้อมโบกก้านดอกสวีทพีโดยไม่หันกลับมาหา ผมยืนยิ้มอยู่เพียงลำพัง เขารับดอกไม้ผม แปลว่าเขารับรู้ว่าผมรอเขาอยู่

ผมมองแจกันดอกสวีทพีซึ่งบอบช้ำจากฝน ตัดสินใจอุ้มมันกลับร้าน

ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องลอดลงมา ผมที่เนื้อตัวเปียกปอนเดินอุ้มแจกันดอกไม้สีหวานไปตามทางพร้อมรอยยิ้ม นั่นคงทำให้คนทั่วไปมองว่าผมประหลาด แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมไม่สนใจเลยแม้สักนิด

ผมวางดอกไม้นั้นใหม่ที่หน้าร้าน เมื่อไหร่ที่เขากลับมาจะได้เห็นว่ามันยังอยู่ที่เดิม รอคอยเขาเหมือนกับผม





#ใต้ร่มวันฝนซา


☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂☂


โอยย นี่ขนาดรวียังไม่รู้ตัวว่าชอบเขา ยังลงทุนขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดตอนรู้ตัวแล้ว 5555

แอบมีความอ่อนโยนให้กัน มาทำเสียงอ่อนเสียงหวานอะไร

ถ้าวีไม่ออกไปตากฝนนั่งรอ พระเอกเราคงหายตัวไปแน่ๆ เลย




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 444 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,249 ความคิดเห็น

  1. #2170 Oill1478 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 15:21
    ㅠㅠ เจย์เดน ทำไมโลกใจร้ายกับเธอจัง
    #2,170
    0
  2. #2153 aoy33 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 13:23
    สงสารเจย์แดน
    #2,153
    0
  3. #2137 doldo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 09:50
    ชีวิตของน้องเจย์เจอะไรมาเยอะจริงๆ การบูลลี่มีอยู่ทุกที่ในโลก และเด็กที่เจอมันก็มักจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
    #2,137
    0
  4. #2071 HanaTarita (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:56
    สงสาร โถ่พ่อคุณ พ่อขนมปังก้อน พ่ออิมพอร์ตมาไกล ทนแสงแดดไทยไหวก็รอดตายแล้วค่ะคุณ แปลว่าอาการดีขึ้นแล้วล่ะมั้ง เพราะแดดไทยแลนด์นี่ร้อนปานนรกค่ะ
    #2,071
    0
  5. #2058 Mariko_k (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 08:12
    แง เศร้าาา สงสารอ่ะ
    #2,058
    0
  6. #2027 _jppm (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:26
    ;-; แอแง
    #2,027
    0
  7. #1999 premmiii (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 14:52
    แงงง ;_;
    #1,999
    0
  8. #1967 tunty0505 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 20:16
    แงงงงง ทำไมนะะะะ
    #1,967
    0
  9. #1961 fffyty (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 21:45
    สิ่งที่เด็กคนนึงต้องเจอแบบนั้นมันหนักมากนะ สงสารเจย์แดนมากๆ ตอนนี้เป็นตอนนที่ร้องไห้หนักที่สุดแล้ว
    #1,961
    0
  10. #1943 rattanalak44 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2562 / 23:57
    สงสารจัง
    #1,943
    0
  11. #1924 mileylovely (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 12:04
    สงสารเจย์เดนมาก ไม่ไหวแล้ว กอดๆนะ
    #1,924
    0
  12. #1908 premmiii (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 22:42
    แงงงง เจย์เดนลูก
    #1,908
    0
  13. #1875 _jully_P🌼 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2562 / 20:42
    โอ่ย ;-;
    #1,875
    0
  14. #1856 อาร์ลิส (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 00:55

    สงสารจัง ????

    #1,856
    0
  15. #1840 GBright˙ω˙ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 21:28
    เจ็บบบบมันเจ็บบบบแงงงง
    #1,840
    0
  16. #1829 sleepy-sheep (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 21:18

    ตอนนี้ดิ่งมากเลยค่ะ เศร้าสุดๆ

    #1,829
    0
  17. วันที่ 21 กันยายน 2561 / 19:14
    ให้พระเอกเป็นวิญญาณแอบหนีมาในโลกยังดีกว่าเป็นแบบนี้เลย สงสารอ่ะ ;-; ต้องทรมานกับโรคไม่พอไหนจะเจอคำพูดแย่ๆ ของคนอื่นอีก
    #1,810
    0
  18. #1793 trois.z (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 22:48
    แง สงสารพระเอกกกก แต่เฮียแกก็พยายามนะ แดดเมืองไทยร้อนขนาดนี้
    #1,793
    0
  19. #1758 KiHaE*129 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 19:59

    น้ำตาซึมเลยอะ

    ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่

    ถ้าวันนั้นไม่เจอวีร้องไห้ ก็ไม่รู้ตอนนี้เจย์เดนจะยังคงมีชีวิตต่อไป

    แต่ครั้งนี้จะไม่กลับมาแล้วจริงๆ หรอ

    #1,758
    0
  20. #1738 Pawitvp (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 01:24
    เศร้าา
    #1,738
    0
  21. #1715 Kanyawisaengma (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 22:18
    ทำไมแอบร้องไห้กับตอนนี้แงๆๆๆๆ
    #1,715
    0
  22. #1672 Mune (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 04:45
    สงสารพระเอกจัง ;-; แต่เราก็เข้าใจนะ คนที่อยู่ท่ามกลางแสงสว่าง กับคนที่เจอแสงไม่ได้ก็เหมือนอยู่กันคนละโลก ตอนเด็กเคยเจอกัน เคยคุยกัน คงเป็นสาเหตุที่ทำให้วีอยากรู้จักขนาดนี้
    #1,672
    0
  23. #1653 yosthai (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 21:48
    แล้วคิดยังไงมาอยู่ไทยอ่ะ แค่อยู่ในที่ร่มก็ละลายได้แล้วนะแดดเมืองไทย..
    #1,653
    0
  24. #1628 เนเธกเนเธเธญเธเธเธ1 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 20:57
    น่าสงสารมาก ๆ เลย
    #1,628
    0
  25. #1592 cinnamon. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 07:22
    สงสารเจย์เดน ฮือออ T_T
    #1,592
    0