กำเนิดราชันย์ดารา

ตอนที่ 272 : ไม่กลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

"ขออภัยท่านจักรพรรดิ์! ข้าผิดไปแล้วขอรับที่ส่งคนไม่ได้เรื่องไปทำงานนี้!" 


ห่างออกไปเบื้องหน้าของจักรพรรดิ์เจาไม่ไกล บุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าลงกับพื้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดต่อหน้าจักรพรรดิ์เจา ซึ่งบุคคลผู้นี้คือคนๆเดียวกันกับที่จักรพรรดิ์เจาเคยเอ่ยสั่งให้ส่งคนไปสังหารหรงเฟย หรือนามของเขาคือ เจาฟูเหยี่ย  


"บัดซบ! หากพวกมันตายก็ไม่น่าโมโหเท่าไหร่ แต่นี่เจ้าถึงกับให้พิษแทรกวิญญาณพวกมันไปตั้ง3เม็ด อีกทั้งยังทำงานพลาด ข้าควรจะทำยังไงกับเจ้าดี?" 


จักรพรรดิ์เจากล่าวดังขึ้นมาอีกครั้งด้วยโทสะที่ไม่อาจระงับได้ในเวลาสั้นๆพร้อมทั้งปล่อยแรงกดดันของตนเข้าปกคลุมร่างกายของเจาฟูเยี่ยในทันที 


อั่ก! "ข้า...ผิดไปแล้วขอรับ!" 


เจาฟูเยี่ยที่ถูกกดดันด้วยพลังที่ห่างชั้น ทำให้เขากระอักเลือดออกมาคำโตก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความลำบากและอ้อนวอน แต่ดูเหมือนคำกล่าวของเขาก็ไม่อาจระงับโทสะของจักรพรรดิ์เจาได้เลย 


"ทั้งๆที่เจ้าก็รู้ว่าพิษแทรกวิญญาณแต่ละเม็ดนั้นมีค่ามหาศาล แต่....!" 


เสียงของจักรพรรดิ์เจาดังขึ้นมาพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านไปด้วยความโกรธเบาๆเมื่อคิดถึงราคาของพิษแทรกวิญญาณในแต่ละเม็ด 

เนื่องด้วยพิษแทรกวิญญาณชนิดนี้ไม่อาจหามาจากดินแดนเขียวขจีและต้องเป็นเพียงในดินดินบรรพชนเท่านั้นถึงจะมีขาย ทำให้ราคาของมันสูงกว่า100ล้านเหรียญทองต่อหนึ่งเม็ด และด้วยความจำเป็น ทางราชวงศ์เจาจึงได้สั่งซื้อผ่านคนที่สนิทในเม็ดละ150ล้านเหรียญทองจำนวน20เม็ด ซึ่งในตอนนี้หลงเหลือเพียง12เม็ดและยังถูกใช้ไปด้วยพวกนักฆ่าไร้ประโยนช์ตั้ง3เม็ดเมื่อวานนี้ทำให้เขาเหลืออยู่จริงๆคือ9เม็ด และแน่นอนว่า3เม็ดที่เสียไปย่อมมีมูลค่าถึง450ล้านเหรียญทอง นี่จะไม่เอาโมโหได้อย่างไร 


"ฮึ่ม..." 


แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปบวกกับอารมณ์ที่ค่อยๆสงบลงของจักรพรรดิ์เจาเมื่อคิดไปคิดมาถึงพิษแทรวิญญาณทั้ง3เม็ดที่ไม่อาจกลับมาได้แล้ว ตัวเขาก็ค่อยๆผ่อนคลายอารมณ์โกรธของตนเองลงอย่างช้าๆ แต่ยังคงจ้องมองเจาฟูเยี่ยอยู่ด้วยแววตาที่น่ากลัวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขายังไงยังไงก่อนจะเอ่ยขึ้นมา 


"ในครั้งนี้...ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง แต่...ข้าจะไม่ให้เจ้าใช้พิษแทรกวิญญาณไปสังหารมันแล้ว เจ้าจงใช้พลังของตนสังหารมันด้วยตนเองและน้ำหัวของมันมาให้ข้าซะ หากเจ้าพลาดก็อย่าได้กลับมาให้ข้าเห็นอีกเป็นครั้งต่อไป!" 


สิ้นเสียงของจักรพรรดิ์เจา แรงกดดันที่มีอยู่ก็สลายหายไปจนสิ้น ทำให้เจาฟูเยี่ยกลับมาเคลื่อนไหวได้เช่นเดิมอย่างไม่ลำบากทันที 


"ขอรับๆ! ครั้งนี้ข้าจะไปสังหารมันด้วยตนเอง!" 


เจาฟูเยี่ยที่ได้รับโอกาสก็โขกศรีษะลงกับพื้นด้วยความดีใจ อย่างสุดแสน เนื่องจากเขารู้ดีว่าจักรพรรดิ์เจาเป็นคนเช่นไร และที่เขาได้โอกาสเช่นนี้ก็ถือเป็นความเมตตามากแล้ว 


"ไปซะ!" 


แต่ทางจักรพรรดิ์เจาไม่เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงไล่เจาฟูเยี่ยด้วยคำกล่าวที่ทรงพลังเท่านั้น ทำให้เจาฟูเยี่ยไม่รอช้า โขกศรีษะคำนับเขาอีกครั้งก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว 

"ขอรับ!" 

หลังจากที่เจาฟูเยี่ยจากไป ภายในห้องโถงแห่งนั้ก็เหลือเพียงจักรพรรดิ์เจาผู้เดียวเท่านั้น  


พรึ่บๆ*! "คาราวะนายท่าน!" 


แต่พริบตาเดียว ภายในห้องโถงแห่งนี้ก็ปรากฎเงาร่างของบุคคลทั้ง10ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ พร้อมกับที่จักรพรรดิ์เจาจะรีบลุกขึ้นยืนและโค้งตัวทำความเคารพด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างรวดเร็ว 


"อืม! เจาซีหมิง! ข้าแค่อยากจะมาเตือนเจ้าอีกครั้งนึงว่าหากเรื่องแผนการณ์ในครั้งนี้จบสิ้นลง ทุกสิ่งที่เจ้าเสนอมาย่อมต้องได้รับมันในตอนท้ายทันที!" 


สิ้นเสียงเคารพของจักรพรรดิ์เจา หนึ่งใน10คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาก็กล่าวดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังที่ให้ความรู้สึกกดดังในทุกๆคำ โดยที่พวกเขาเหล่านี้ต่างมีกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นวนเวียนอยู่รอบๆตัวตลอดเวลา อีกทั้งพวกเขาเหล่านี้ยังเป็นพวกเดียวกันกับที่คุมการประลองเมื่อวานนี้ด้วย 


"ขอรับ! ข้าได้เตรียมทุกสิ่งเอาไว้แล้ว ขอเพียงสิ้นสุดแผนการณ์ในครั้งนี้ ข้าจะมอบพวกมันให้ท่านทันที!" 


จักรพรรดิ์เจากล่าวดังขึ้นขณะยังคงโค้งตัวจ้องมองพื้นอยู่เช่นเดิม เนื่องจากเขาไม่อาจทำตัวเทียบเคียงหรือแม้แต่จะเงยหน้ามองพวกเขาเลย เพราะเกรงว่าพวกเขาจะไม่พอใจและสังหารตนเองทิ้ง 


"อืม เช่นนั้นก็ดี! แต่ข้ามีอีกเรื่องจะบอก! หากเจ้าจะทำลายทวีปฟ้าคำรนตัวคนเดียวมันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเบื้องหลังของมันนั้นยิ่งใหญ่พอๆกับพวกข้าและพวกข้าก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวด้วยได้ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่?" 


เพียงแต่บุคคลเบื้องหน้าของจักรพรรดิ์เจาก็เอ่ยดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นเดิม เพียงแต่ครั้งนี้เวลาที่เขาเอ่ยถึงเบื้องหลังของทวีปฟ้าคำรนกลับเผยสีหน้าที่ดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่ก็แค่ครู่เดียวก่อนที่ใบหน้าของพวกเขาจะกลับมาสงบนิ่งเช่นเดิม 


"ขอรับ ข้าต้องขอขอบคุณที่พวกท่านอุสาห์มาเตือน!" 


ทางจักรพรรดิ์เจาที่ได้ยินก็ไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาขณะกล่าวกับบุคคลเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมเช่นเดิม  


"เช่นนั้นข้าคงต้องก่อน!"


จากนั้นพวกคนทั้ง10ที่อยู่เบื้องหน้าของจักรพรรดิ์เจาก็กล่าวดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของพวกเขาทั้งหมดจะหายไปอย่างรวดเร็ว 


"หึ! ถึงแม้พวกเจ้าจะมีคนจากดินแดนบรรพชนอยู่เบื้องหลังเช่นกัน แต่ในตอนนี้พวกเจ้าดันอยู่ในเขตของข้า? ฮ่าๆๆ" 


เมื่อจักรพรรดิ์กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง ใบหน้าของเขาก็ปรากฎรอยยิ้มขึ้นมาก่อนที่ร่างของเขาจะเดินออกจากห้องโถงแห่งนี้ไปพร้อมกับเสียงหัวเราะทันที...


กลับมาที่หรงเฟยและหนิงฮวา หลังจากที่พวกเขาทั้ง2คน พร้อมด้วยสัตว์อสูรอีก2ตนออกตะเวนล่าของกิน อีกทั้งยังเดินเล่นทั่วทั้งเมืองรอบทิศอยู่นาน ทางหรงเฟยที่เห็นว่าเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนเหลืออีกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นการประลองในวันนี้ก็จะเริ่มต้นขึ้นทำให้เขารีบหันไปกล่าวกับหนิงฮวาทันที 


"ฮูหยิน! พวกเรารีบไปที่ลานประลองกันเถอะ!" 


สิ้นเสียงของหรงเฟย หนิงฮวาที่ได้ยินก็หยุดชะงักเล็กน้อยก่อนจะมีสีหน้าที่เศร้าลง 


"แต่ข้าอยากอยู่แบบนี้ไปอีกสักพัก!...และวันนี้พวกเราก็ไม่มีแข่งแล้วด้วยทำไมต้องไปอีก?" 


หนิงฮวากล่าวตอบออกมา โดยที่ที่นางเองก็ไม่อยากให้เวลาในตอนนี้หายไปอีกเช่นเคย 


"ไม่ได้หรอก! เดี๋ยวหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา พวกเราจะไม่สามารถช่วยอะไรพวกเขาได้ทันท่วงทีนะ!" 


หรงเฟยส่ายศรีษะกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มเอนดู 


"อือ...ตามใจเจ้า!" 


ทางหนิงฮวาที่ได้ยินก็เริ่มคล้อยตามคำพูดของหรงเฟยก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ 


"...หากการประลองสิ้นสุดลง! ข้าสัญญาว่าคืนนี้ข้าจะ..." 


แต่หรงเฟยที่เห็นหนิงฮวาตอบตกลงแล้วแต่ก็ยังมีสีหน้าเศร้าๆอยู่ ตัวเขาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูของนางก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ


"ข้าจะ...เจ้าจะอะไร?" 


หนิงฮวารีบผละศรีษะของตนเองออกจากหรงเฟยเล็กน้อยก่อนจะมองหน้าหรงเฟยด้วยใบหน้าที่แดงระรื่นและแสร้งแสดงออกมาอย่างไม่เข้าใจ 


"ข้าจะ...พาเจ้าไปชมจันทร์ไง ทำไมต้องหน้าแดงเล่า?" 


หรงเฟยที่เห็นใบหน้าของหนิงฮวาแดงขึ้น เขาก็ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเจ้าเลห์


"เจ้า...!" 


หนิงฮวาที่ได้ยินก็รู้ทันทีว่าหรงเฟยกำลังแกล้งตน ทำให้นางถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว


"ฮ่ะๆ! เอาเถอะๆ! พวกเราควรไปกันได้แล้วเดี๋ยวจะไม่ทันนะ?" 


แต่ทว่าในขณะที่หนิงฮวาทำท่าทีว่าจะเอาเรื่อง หรงเฟยก็กล่าวขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มพร้อมกับดึงหนิงฮวาให้เดินตามตนเองไปเบาๆอย่างรวดเร็ว 


"ขี้โกง!" 


หนิงฮวาที่เดินตามหรงเฟยไปก็ได้แต่พรึมพรำออกมาเบาๆขณะที่รู้ว่าตนเองไม่มีทางเอาเรื่องหรงเฟยได้ทั้งๆที่ถูกแกล้งเช่นนี้ แต่สักพัก ใบหน้าของนางก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อมองไปที่มือของนางที่หรงเฟยจับอยู่ทันที


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

1,987 ความคิดเห็น