(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 5 : จดหมายฉบับที่ห้า : ผู้ปกครองชั่วคราว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 400 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่ห้า

ผู้ปกครองชั่วคราว

 

 

“ตั้งใจเรียนนะครับลูกหมู เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วแม่จะรีบมารับนะครับ” กุลกวินพูดกับลูกชายหลังเขาพาน้องเจนท์มาส่งที่โรงเรียนอย่างที่ทำทุกวัน แต่วันนี้เป็นวันที่เจ้าลูกหมูของบ้านร่าเริงกว่าวันอื่นๆ นั่นก็เป็นเพราะวันนี้เป็นวันที่เด็กๆ ในโรงเรียนทุกคนจะได้ส่งจดหมายถึงบรรดาผู้บริหารว่าด้วยของขวัญที่ตนเองต้องการแล้ว เขาได้ยินผู้ปกครองของรักเรียนคนอื่นๆ ที่อยู่มาก่อนน้องเจนท์พูดกันว่า แม้จะเป็นของขวัญที่หายากถึงเพียงใด ทางโรงเรียนก็สามารถหามาได้  

ซึ่งในบางปีมีนักเรียนบางคนเขียนอะไรพิเรนทร์ ลงไปไม่ว่าจะเป็น อยากได้รถเบนซ์สุดหรูเป็นของขวัญ หรืออยากได้บ้านหลังโตๆ แน่นอนว่าผู้บริหารได้จัดรถเบนซ์สุดหรูถึงเด็กคนนั้นตามที่ต้องการ…โมเดลรถเบนซ์อะนะ แน่นอนว่าเด็กคนนั้นก็ไม่สามารถเถียงอะไรได้เพราะมันคือรถยนต์ยี่ห้อหรูที่เขาต้องการจริงๆ เพียงแต่มาในรูปแบบของเล่นเพียงเท่านั้น

คุณครูใหญ่หรือคุณอาของเจนภพ ท่านคิดกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการคืนกำไรให้กับผู้ปกครอง แต่เหตุผลที่แท้จริงของคุณครูใหญ่พรทิพย์ หญิงผู้รักเด็กๆ เหนือสิ่งอื่นใด เธอมองว่าการส่งจดหมายถึงผู้บริหารโดยตรงทำให้เธอได้สัมผัสกับตัวตนของเด็กแต่ละคนไปด้วย  

ซึ่งทุกๆ ปีจะมีเด็กบางคนไม่ได้ขอของขวัญอะไรจากเธอ แต่เด็กๆ เหล่านั้นจะถือโอกาสส่งจดหมายถึงเธอเพื่อเล่าปัญหาทุกข์ใจเสียแทน  เธอได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ ของเด็กนักเรียนไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง หรือคุณครูลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุจากกิจกรรมนี้  และด้วยเหตุนี้คุณครูใหญ่พรทิพย์จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นในทุกๆ ปีที่ตรงกับวันสถาปนาโรงเรียนพอดิบพอดี

“ฮับ” เด็กน้อยตอบรับอย่างแข็งขันก่อนจะรีบวิ่งจู้ดเข้าห้องเรียนไป

กุลกวินมองภาพลูกชายตัวน้อยที่กำลังร่าเริงมีความสุขกับชีวิตในโรงเรียน มันทำให้เขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายได้มีสังคมอื่นๆ นอกจากคนในครอบครัว ทีนี้ถึงตาของเขาบ้างที่จะต้องเริ่มก้าวต่อไปเสียที

สิ่งหนึ่งที่กุลกวินไม่เคยเอ่ยปากเล่าให้คนในบ้านฟังคือตอนนี้สถานการณ์ในบ้านกำลังเริ่มตึงเครียด แม้ว่าจะไม่ได้เข้าขั้นวิกฤติแต่การที่มีรายได้หลักมาจากสุธีเพียงคนเดียว บวกกับเงินเก็บสะสมของเขาที่นับวันยิ่งร่อยหรอลง เห็นได้ชัดเมื่อต้องจ่ายค่าเทอมของน้องเจนท์  

กุลกวินไม่อาจนิ่งเฉยได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเริ่มต้นสอนพิเศษเพื่อเป็นการหารายได้เข้าบ้านอีกทางอย่างเร็วที่สุด และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่เขาจะเริ่มต้นสอนพิเศษเสียที

หลังจากกลับจากส่งน้องเจนท์แล้ว กุลกวินรีบตรงไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงรายทันที ที่นั่นเป็นสถานที่นัดหมายที่จะใช้สอนหนังสือกับเด็กกลุ่มแรกที่ติดต่อเข้ามาเมื่อสัปดาห์ก่อน เดิมทีกุลกวินตั้งใจจะใช้ที่บ้านของเขาเป็นสถานที่ในการใช้สอน แต่เนื่องจากนักเรียนกลุ่มแรก เป็นนักเรียนหญิงทั้งหมด ด้วยความเหมาะสมกุลกวินจึงยืมสถานที่ของร้านกาแฟบริเวณห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ในการใช้สอน

“สวัสดีค่ะ ใช่พี่กุญแจหรือเปล่าคะ” กุญแจเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงเรียกก่อนจะพบกับกลุ่มเด็กสาวน่ารักทั้งสามคน ในมือของพวกเธอถือชีทเรียนและอุปกรณ์เครื่องเขียนและกำลังมองมาที่เขาอย่างไม่แน่ใจ

“ใช่ครับ”

“สวัสดีค่ะพี่กุญแจ พวกหนูที่นัดเรียนไว้ค่ะ” พวกเธอยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าคือคุณครูที่พวกเธอกำลังตามหา

“ครับ ยินดีที่ได้เจอทุกคนนะครับ นั่งก่อนเลย จะดื่มอะไรกันไหมเดี๋ยวพี่เลี้ยง”  

“ไม่เป็นไรค่ะๆ เดี๋ยวพวกหนูไปซื้อกันเองดีกว่า รอสักครู่นะคะ

กุญแจพยักหน้ารับทันทีที่เด็กสาวขอตัวกันออกไปซื้อเครื่องดื่ม

ระหว่างนั้นกลุกวินจึงนั่งอ่านชีทเรียนของพวกเธอเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา วิชาที่เขารับสอนพิเศษจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์วิชาถนัดของเขา แต่ในวันนี้เด็กสาวกลุ่มนี้ขอให้เขาช่วยดูเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษเพียงเท่านั้นก่อน

“มาแล้วค่ะ ขอโทษที่ทำให้รอนะคะพี่”

“ไม่เป็นไรครับ งั้นเรามาเริ่มเรียนกันเลยดีกว่าเนอะ”

“โอเคค่ะ”

“เห็นว่าพวกเราจะไปสอบเข้าที่กรุงเทพกันใช่ไหม พี่ลองอ่านรายละเอียดมาคร่าวๆ แล้วหละ…”กุลกวินเริ่มต้นด้วยการพูดคุยและถามถึงความต้องการของเด็กนักเรียนอีกครั้ง  

ในปัจจุบันมีร้านกาแฟยี่สิบชั่วโมงเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักของร้านกาแฟสไตล์นี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษารวมไปถึงกลุ่มคนทำงานที่มักจะนัดมาคุยหรือนั่งติวกันหนังสือกันตลอดเวลา ซึ่งร้านกาแฟแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน แม้จะอยู่ติดกับพื้นที่ของตัวห้างสรรพสินค้า แต่เพราะร้านกาแฟตั้งอยู่ด้านนอก แถมทางที่เชื่อมกับตัวห้างก็จะเปิดปิดตามเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดและพนักงานที่จะมาไล่เพราะสามารถใช้พื้นที่ได้ตามสะดวก และเมื่อได้พูดคุยกันและรับรู้ถึงความต้องการของพวกเธอจบ เขาจึงเริ่มต้นการสอนทันทีเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา  

 

 

นักเรียนกลุ่มแรกนั่งฟังกุลกวินสอนอย่างไม่สามารถละสายตาไปไหนได้ ยอมรับเลยว่ากุลกวินนั้นสอนได้ดีกว่าพวกติวเตอร์ตามสถาบันดังๆ เสียอีก  

การเรียนภาษาอังกฤษต้องไม่เน้นที่จะต้องท่องจำเพียงอย่างเดียว การสอนของกุลกวินจึงมักจะมีการยกตัวอย่างหรือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ การสอนสไตล์นี้ผู้เรียนจึงสามารถเข้าใจได้ง่าย และไม่ได้รู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้สำเนียงของคุณครูหนุ่มยังฟังดูคล้ายกับเจ้าของภาษา ทำให้พวกเธอได้เรียนรู้เรื่องการออกเสียงไปด้วยในตัวจนคุ้มค่าเกินกว่าค่าเรียนที่เสียไป

รู้ตัวอีกทีระยะเวลาสามชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเธอได้รับความรู้มากมายที่โรงเรียนและสถาบันติวเตอร์ต่างๆ ไม่เคยให้ จากตอนแรกที่มาเรียน พวกเธอตั้งความหวังไว้แค่ว่าอยากจะทำข้อสอบเข้าในส่วนของวิชาภาษาอังกฤษให้ดีๆ แต่เมื่อได้เจอกับกุลกวินความคิดเหล่านั้นจึงเปลี่ยนไป  

กุลกวินไม่ได้ให้เพียงแค่ความรู้ตามตำรา แต่เขายังพูดถึงโอกาสและประสบการณ์ต่างๆ ให้ฟังด้วย หากว่าพวกเธอสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว มันจะเป็นตัวช่วยที่สามารถช่วยอัพเงินเดือนและยังมีโอกาสได้เลือกตำแหน่งงานต่างๆ มากกว่าคนทั่วไป ประสบการณ์ที่กุลกวินได้ไปพบเจอทำให้พวกเธออดคิดไม่ได้ว่าบางทีครูสอนพิเศษของพวกเธออาจจะเป็นลูกหลานจากตระกูลผู้มากรากดีก็เป็นได้ แถมเรื่องหน้าตาของพี่กุญแจยังนับว่า…โคตรหล่ออีกต่างหาก จนมีบางทีที่พวกเธอแอบเสียสมาธิเพราะหน้าตาอันหล่อเหลาของพี่เขาอยู่เหมือนกัน

“วันนี้ก็เอาไว้เท่านี้ก่อนนะ ส่วนเกินครึ่งชั่วโมงพี่ไม่คิดค่าสอน”

“ขอบคุณนะคะพี่กุญแจ” ตัวแทนในกลุ่มคนหนึ่งเป็นคนตอบก่อนจะจ่ายเงินในส่วนของค่าเรียนวันนี้ให้กับกุญแจ

“ขอบคุณครับ แล้วอย่าลืมทำการบ้านด้วยนะ ลิงค์ที่พี่ส่งให้ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ ก็อย่าลืมฟังกันบ่อยๆ หละ” กุลกวินเน้นย้ำกับนักเรียนทั้งสาม

“ค่า รับรองเลยพวกหนูจะฟังคลิปที่พี่กุญแจส่งมาให้ทุกวันเลย”

“แล้วนี่พวกเรากลับกันยังไง ให้พี่ไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไรค่า เดี๋ยวพวกหนูจะเข้าโรงเรียนไปเอาเอกสารกันต่อ นั่งรถสองแถวไปแค่นี้เองค่ะ งั้นเดี๋ยวพวกหนูขอตัวก่อนนะคะพี่กุญแจ”

“ครับ สวัสดีครับ” แม้ว่าจะไม่ได้ขับรถไปส่งบรรดานักเรียนของเขา แต่กุลกวินก็มายืนรอรถประจำทางที่หน้าห้างสรรพสินค้าเป็นเพื่อนพวกเธออยู่ดี จนเมื่อมั่นใจว่าพวกเธอขึ้นรถเรียบร้อยแล้วเขาจึงเดินกลับเข้ามาในห้างสรรพสินค้าเพื่อถือโอกาสซื้อของใช้สักหน่อย เพราะตามปกติหน้าที่ซื้อของใช้เข้าบ้านจะเป็นของสองซะมากกว่า เาไม่มีทางเลือกเนื่องจากต้องคอยเลี้ยงลูกอยู่บ้าน พอน้องเจนท์เข้าโรงเรียนแล้วจึงพอมีเวลาได้ทำกิจวัตรต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น

แต่แน่นอนหละ สุดท้ายคนเป็นแม่ก็ยังนึกถึงเรื่องของลูกมาเป็นอันดับแรก เขาตรงไปยังแผนกของใช้เด็ก เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ให้กับลูกชาย และเพราะไม่ได้ซื้อของเล่นให้น้องเจนท์นานแล้วจึงขอซื้อติดไม้ติดมือไปฝากเจ้าหมูอ้วนหน่อยละกัน  

แค่ได้เห็นรอยยิ้มของลูก แม่อย่างเขาก็มีความสุขมากพอแล้ว…

“อ้าวกุญแจมาซื้อของหรือ” เสียงคุ้นหูของชายหนุ่มที่ดังขึ้น ทำให้กุลกวินหันกลับไปมองตามเสียงนั้นก่อนรอยยิ้มสดใสจะปรากฎขึ้นอย่างดีใจ เมื่อได้เจอคนที่ไม่ได้เจอกันมาสักพัก

“พี่วัฒน์! สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลย ผมมาซื้อของครับแล้วพี่วัฒน์หละ”

“วันนี้พี่ออกเวรน่ะ เลยได้มีโอกาสมาซื้อของเข้าห้องบ้าง เป็นไงบ้างหืมเราไม่ได้เจอตั้งเกือบสองเดือน ตัวเล็กก็สบายดีใช่ไหม” หมอวัฒน์ถามไถ่ด้วยความสนิทสนมเหมือนกุลกวินเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดคนหนึ่ง

“เรียกตัวเล็กไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้กลายเป็นหมูน้อยไปแล้ว กินเก่งมาก” กุลกวินตอบ เห็นทีคงต้องเลิกความคิดซื้อขนมกลับไปฝากน้องเจนท์แล้วหละมั้ง

“เด็กกำลังโตก็อย่างนี้แหละ ไว้พี่ว่างๆ จะเข้าไปเยี่ยมน้องเจนท์หน่อยนะ ไม่เจอกันนานไม่รู้ป่านนี้ลืมลุงวัฒน์คนนี้ไปหรือยัง”

“แกความจำดีครับพี่วัฒน์ นี่ล่าสุดยังถามถึงพี่อยู่เลยว่าทำไมลุงวัฒน์ไม่ซื้อขนมมาให้เหมือนเมื่อก่อน”

“อย่างนี้ต้องรีบเข้าไปหาจริงๆ แล้วหละ เดี๋ยวหลานจะน้อยใจแย่ ถือโอกาสไปหาเจ้าสองเหมือนกันไม่ได้เจอกันมาหลายวันแล้ว”  

 

หืม ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน?

 

“ไม่ได้เจอกันหลายวันหรือครับ?” กุลกวินหรี่ตาอย่างคนกำลังจับผิด เขาพูดเย้าหมอวัฒน์ อันที่จริงเขาก็พอรับรู้อยู่บ้างว่าหมอวัฒน์กำลังคิดอะไรกับน้องชายของเขา แต่พออีกฝ่ายหลุดปากสารภาพความจริงออกมาเองแบบนี้จึงอดไม่ได้ขอแซวหน่อยละกัน

“เอ่อ พี่หมายถึงไม่ได้เจอกันมานานเหมือนกันน่ะ” หมอวัฒน์พยายามแก้ความเข้าใจผิดนั้น แต่กุลกวินกลับยกยิ้มมุมปากพลางส่ายหน้าให้กับท่าทางประหม่าของอีกฝ่าย

“ผมรู้ครับว่าพี่คิดอะไรกับสอง ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ถ้าเป็นพี่วัฒน์ผมก็ไว้ใจ”  

“เรารู้?” หมอหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ที่ผ่านมาเขาแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ

“ครับ ถึงมันจะไม่ชัดเจนขนาดนั้นแต่ว่าแววตาของพี่ที่มองสอง…” มันดูเหมือนสายตาของเจนภพที่เคยมองมายังเขา

“ฮ่าฮ่า อย่าเพิ่งเอาไปบอกสองนะพี่ขอเป็นคนสารภาพเองดีกว่า” หมอวัฒน์เกาหัวอย่างเขินอายเป็นเด็กหนุ่มวัยแรกแย้ม  

“ได้ครับ แต่ค่าตอบแทนพี่วัฒน์ต้องช่วยผมเลือกของใช้ให้น้องเจนท์ด้วยนะครับ”  

“เอาสิ ยังไงพี่ก็ว่างอยู่แล้ว เดี๋ยวซื้อของเสร็จแล้วเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่วัฒน์ แค่นี้ผมก็เกรงใจพี่จะแย่อยู่แล้ว” กุลกวินปฏิเสธเพราะรู้สึกเกรงใจ ที่ผ่านมาหมอวัฒน์คอยช่วยเหลือครอบครัวของเขามาโดยตลอด ให้มาเป็นผู้รับอยู่อย่างเดียว กุลกวินจึงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ที่อีกฝ่ายจะมาเลี้ยงข้าวเขาอีก

“เฮ้ยไม่เป็นไรๆ ถือซะว่าไปนั่งกินข้าวด้วยกันนั่นแหละ นานๆ ที”  

“แต่ว่าผมกลัวจะไปรับลูกไม่ทัน” เขาอยากนั่งทานอาหารกับอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน แต่เพราะอีกประเดี๋ยวก็จวนจะถึงเวลาเลิกเรียนของน้องเจนท์แล้ว เขาเกรงว่าถ้ามัวแต่นั่งเอ้อระเหยลอยชายอยู่แบบนี้ อาจทำให้ลูกชายต้องรอนาน

“เห็นว่าน้องเจนท์ชอบเล่นที่โรงเรียนไม่ใช่หรือไง นานๆ ทีก็ปล่อยลูกให้ได้อยู่กับเพื่อนของเขาบ้างดีกว่า ยังไงทางโรงเรียนก็ดูแลน้องเจนท์ให้อยู่แล้ว” ข้อเสนอของหมอวัฒน์ทำให้กุลกวินมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

“นี่เจ้าสองบอกอะไรพี่บางครับเนี้ย”

“แต่มันก็เป็นเรื่องจริงไม่ใช่หรือไง ถ้างั้นเราจะไปทานข้าวกับพี่ได้ยัง”

“ครับๆ ผมไปด้วยก็ได้ แต่ตอนนี้เราต้องมาซื้อของก่อนครับ ไม่งั้นจะยิ่งเสียเวลาเข้าไปอีก”  

เขารู้สึกโชคดีที่มีหมอวัฒน์คอยให้คำปรึกษาในการเลือกซื้อของใช้ให้กับลูกชาย การซื้อของในครั้งนี้จึงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ พอเสร็จแล้วทั้งสองคนจึงรีบตรงไปยังร้านอาหารภายในห้างสรรพสินค้าต่อทันที พวกเขาเลือกทานอาหารง่ายๆ ในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่ลูกค้าไม่มากนัก

“กรุณารออาหารสักครู่นะคะ ขอบคุณค่ะ” พนักงานสาวโค้งตัวเพื่อทำความเคารพก่อนจะเดินออกมาหลังรับรายการอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“แล้วนี่สอนพิเศษวันแรกเป็นยังไงบ้าง” เป็นหมอวัฒน์อีกเช่นเคยที่เริ่มบทสนทนาต่อ

“ผมคงไม่ต้องเดาแล้วใช่ไหมครับว่าใครเป็นคนบอกพี่ ก็ดีนะครับผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ อีกอย่างผมจะได้มีอะไรทำด้วยตอนช่วงที่น้องเจนท์ไปโรงเรียน”  

“อืม ดีแล้วหละ ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงเราก็เหมือนน้องชายของพี่อีกคน” หมอวัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  

ความปรารถนาดีของอีกฝ่ายทำให้กุลกวินอดรู้สึกตื้นตันใจไม่ได้ หลังจากถูกตัดห่างปล่อยวัด เขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองได้รับความสำคัญแบบนี้เหมือนที่หมอวัฒน์และหมอแพรมอบให้กับเขาและลูกชายเลยสักครั้ง  

“เฮ้ย พูดแต่นี้ทำไมต้องร้องไห้ด้วย” หมอหนุ่มตกใจเมื่อเห็นหยาดน้ำตาตรงหางตาของน้องชาย วัฒนาจึงรีบหยิบกระดาษทิชชู่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะส่งให้กุญแจพร้อมกับลูบหัวของคุณแม่ที่ยังร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนกับเด็กๆ ด้วยความเอ็นดู

“‘งือ ไม่ได้ร้องสักหน่อย” กุลกวินปฏิเสธเสียงสั่น

น้ำเสียงสั่นเครือแบบนี้ยังจะกล้าพูดอีกว่าไม่ได้ร้องไห้

“ครับๆ ไม่ร้องก็ไม่ร้อง แล้วนี่กุญแจโทรบอกทางโรงเรียนแล้วใช่ไหมว่าจะไปถึงโรงเรียนช้าหน่อย”

“โทรบอกแล้วครับ” กุญแจตอบ

“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารนะคะ ชุดข้าวหน้าซาบะค่ะ”

“อาหารมาพอดีเลย เรารีบกินกันเลยเนอะ”

กุลกวินพยักหน้ารับ ตลอดมื้ออาหาร บทสนทนาระหว่างกุลกวินและวัฒนาไม่ขาดตอนเลยสักนิด นั่นคงเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์จึงมีเรื่องให้พูดคุยและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่มากมาย รวมถึงชีวิตของกุลกวินในตอนนี้ เจ้าตัวก็ไม่ได้มีใครให้พูดคุยด้วยมากนัก การที่ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับหมอวัฒน์ในวันนี้จึงนับว่าเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากเรื่องต่างๆ อย่างหนึ่ง

แต่กุลกวินไม่รู้ตัวเลยว่า ภาพเหตุการณ์ที่หมอวัฒน์ลูบหัวของตนเองด้วยความเอ็นดู อีกทั้งรอยยิ้มที่แสดงออกมาอย่างมีความสุขเมื่ออยู่กับหมอวัฒน์ ทั้งหมดนั้นมันได้เข้าไปอยู่ในสายตาของใครบางคนเข้าเสียแล้ว…

 

 

 

“วันนี้คุณแม่จะมารับช้าหน่อยนะครับน้องเจนท์”

“คุงแม่ไปไหนเหยอ” เด็กชายแก้มป่องมองหน้าคุณครูประจำชั้นอย่างนึกสงสัย ปกติคุณแม่ไม่เคยมารับน้องเจนท์ช้าเลยนี่หน่า

“คุณแม่ไปทำธุระครับ น้องเจนท์จะออกไปเล่นรอคุณแม่ที่สนามเด็กเล่นไหมครับ เดี๋ยวครูพาไป”  

“ฮับ” เด็กน้อยกระโดดลงจากที่นั่งอย่างตื่นเต้นก่อนจะส่งมือข้อมือเล็กๆ ของตัวเองให้คุณครูจูงมืออย่างที่ทำประจำ  

น้องเจนท์ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสนามเด็กเล่นสักเท่าไหร่ เด็กชายวัยเกือบสี่ขวบจึงออกอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงสนามเด็กเล่น

ที่นี่คุณครูประจำชั้นจะปล่อยให้เด็กๆ ได้เล่นกันเองโดยไม่ได้เข้าไปรบกวน แต่ถึงอย่างนั้นคุณครูเวรทุกคนก็คอยยืนดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ อยู่ไม่ห่าง

“วู้ว สูงจัง” น้องเจนท์มองรุ่นพี่ที่ตัวโตกว่าเล่นชิงช้าด้วยความสนใจ  

และเมื่อรุ่นพี่ที่กำลังเล่นชิงช้าคนนั้นเห็นน้องเจนท์มองมา เจ้าตัวจึงหยุดให้น้องเจนท์ได้เล่นเป็นคิวต่อไปอย่างที่คุณครูสอนมาว่าต้องแบ่งปันให้น้องๆ ได้เล่นบ้าง

“เล่นได้เลยนะ พี่ให้เล่นต่อ”

“ขอบคุณฮับ” เด็กชายจิรภัทรยกมือไหว้พี่ตัวโตกว่าก่อนจะไปค่อยเดินไปนั่งบนชิงช้าอันนั้น แต่เพราะไม่เคยเล่นมาก่อน ชิงช้าที่ควรจะแกว่งไปได้สูงๆ จึงนิ่งสนิท

เด็กชายพยายามมองคนข้างๆ ที่กำลังแกว่งชิงช้าเล่นอย่างสนุกสนาน เจ้าตัวลองทำตามอยู่หลายครั้งจนนึกตัดใจ แต่จู่ๆ ก่อนที่น้องเจนท์จะลุกออกจากชิงช้า เด็กน้อยรับรู้ว่าชิงช้าที่ตัวเองนั่งมันกำลังขยับไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พร้อมกับเงาขอใครบางคนที่ทอดลงมาจากด้านบนของเขา

“คุงครูใหญ่!” เด็กชายจิรภัทรเรียกคุณครูใหญ่ด้วยความดีใจ เมื่อเห็นว่าคุณครูร่างสูงมาช่วยแกว่งชิงช้าให้ตัวเองนั่ง

“จับดีๆ นะครับ ครูจะแกว่งให้” หลังพูดจบชิงช้าที่หยุดนิ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนที่เร็วขึ้น เพื่อไต่ระดับความเร็ว  

“เย่ๆ ฉูงๆ คุงครูเอาฉูงอีก” น้องเจนท์หัวเราะคิกคัก เมื่อชิงช้าที่ตัวเองนั่งไปได้ไกลกว่าทุกคน  

รอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจนภพ เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกอิ่มเอมหัวใจเมื่อได้เห็นเด็กคนนี้ส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข มันอาจเป็นรอยยิ้มครั้งแรกในรอบสี่ปีของรองประธานหนุ่มที่ยิ้มออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่รอยยิ้มเพื่อธุรกิจอย่างที่เขาทำเวลามีประชุมกับลูกค้า

“จับแน่นๆ นะ ถ้าจับไม่แน่นตกชิงช้าครูไม่รู้ด้วยนะ” ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่เจนภพก็คอยควบคุมความเร็วของชิงช้าไม่ให้มันเร็วจนเกินไป  

“น้องเจนท์บินได้ ฟิ้วๆ”    

“งั้นเร็วกว่านี้นะ” เจนภพเผลอเร่งความเร็วขึ้นจนเด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะชอบใจ เจนภพอาจไม่รู้ว่านี่เป็นการเล่นชิงช้าครั้งแรกของน้องเจนท์ จู่ๆ มาเพิ่มความเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัวเด็กน้อยที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถทรงตัวได้

ตุบ

“เฮ้ย!” ภาพน้องเจนท์ลอยละลิ่วตกจากชิงช้าทำให้รองประธานตกใจจนร้องเสียงหลงออกมาอย่างไม่ห่วงมาดของตนเอง เขารีบวิ่งมาดูเด็กน้อยที่กระเด็นตกลงมาจากชิงช้า ถือว่าโชคยังดีที่โซนสนามเด็กเล่นถูกปูด้วยพื้นโฟมและบ่อทรายทั่วทั้งบริเวณ น้องเจนท์จึงล้มหน้าทิ่มลงกับทรายไม่ใช่พื้นปูนแข็งอย่างที่เจนภพกังวล และทั้งหมดนี้ก็เป็นความคิดของคุณครูใหญ่ตัวจริงที่จ้างคนออกแบบสนามเด็กเล่นมาอย่างรอบคอบ  

น้องเจนท์เงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงของคุณครูใหญ่ แต่แทนที่เด็กน้อยจะร้องไห้ กลับส่งเสียงหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องสนุก

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ให้ฉันดูหน่อยสิ” สรรพนามที่ใช้เปลี่ยนไปเพราะความตกใจ เจนภพช่วยประคองร่างของเด็กน้อยให้ลุกขึ้นมาแล้วรีบสำรวจบาดแผลบนร่างกายของเด็กน้อยด้วยความกังวล

“น้องเจนท์ไม่เจ็บฮับ คุงครูใหญ่” เด็กชายรีบตอบเพราะอยากจะกลับไปเล่นต่อ  

“เฮ้อ โล่งอกไปที แต่เดี๋ยวไปห้องพยาบาลเพื่อตรวจดูให้แน่ใจก่อนดีกว่านะ”  เด็กน้อยไม่สึกหรอตรงไหนทำให้เจนภพโล่งใจไปบ้าง แต่มันก็เป็นแค่การตรวจดูจากภายนอกเท่านั้น เขาควรจะพาน้องเจนท์ไปให้พยาบาลตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

หงึกหงึก

น้องเจนท์ส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ

“น้องเจนท์อยากเล่นต่อ”

พอเด็กนักเรียนคนโปรดพูดมาแบบนั้น คุณครูใหญ่อย่างเขาก็เกือบจะไปต่อไม่ถูก แต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็ก เขาจึงต้องยอมใจร้าย ขัดใจเด็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้

“ไปห้องพยาบาลก่อนนะครับ ถ้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ครูสัญญาว่าจะพากลับมาเล่นใหม่” เจนภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดีในแบบที่ไม่เคยทำ(?)

“ฉันญานะ” เด็กแก้มป่องชูนิ้วก้อยขึ้นมาแล้วยื่นไปที่หน้าของคุณครูใหญ่

“สัญญาครับ” คนอย่างเจนภพไม่เคยทำอะไรไร้สาระแบบนี้ เขาเลือกที่จะไม่ทำก็ได้ แต่ก็ยอมเกี่ยวก้อยสัญญากับน้องเจนท์อยู่ดี

พออีกฝ่ายสัญญากับเขาแล้ว น้องเจนท์จึงยอมเดินตามไปห้องพยาบาลกับครูใหญ่อย่างงว่าง่าย หลังจากให้พยาบาลตรวจเช็กจนแน่ใจว่าไม่มีบาดแผล แม้จะมีงานต้องทำต่อ แต่เจนภพก็ยอมกลับมาเล่นเป็นเพื่อนกับเด็กชายจิรภัทรตามที่เขาให้สัญญาไว้

เจนภพเล่นอยู่กับน้องเจนท์อยู่สักพัก จนคุณครูแป้งเดินมาบอกว่าคุณพ่อของอีกฝ่ายมาถึงแล้ว ในตอนแรกเขาตั้งใจจะเดินไปส่งน้องเจนท์ด้วยตัวเองเพราะคราวก่อนก็ติดสายจากบริษัท ซึ่งวันนี้เป็นจังหวะที่ตรงกับการประชุมผู้บริหารของทางโรงเรียนพอดี ประธานการประชุมอย่างเขาจึงต้องเสียโอกาสที่จะไปส่งน้องเจนท์อีกครั้ง และครั้งนี้มันก็อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอน้องเจนท์…เพราะพรุ่งนี้เช้าเขาต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตามกำหนดการแล้ว

“กลับดีๆ นะครับ”  

“พรุ่งนี้คุงครูใหญ่ต้องมาเล่นกับน้องเจนท์ด้วยนะ” เด็กน้อยไม่ลืมที่จะบอกกับเพื่อนใหม่ของตน  

เจนภพยิ้มให้กับเด็กน้อยตรงหน้าโดยไม่ได้ตอบอะไร เขาทำเพียงแค่ลูบหัวของน้องเจนท์ไปมาด้วยความเอ็นดูแล้วจึงบอกลาน้องเจนท์เพื่อจะได้เตรียมเข้าประชุมต่อ แต่ก่อนที่เขาจะเดินจากไป

“คุงครูหย่ายยยย” เสียงของเด็กน้อยดังลั่นไปทั่วทางเดิน พร้อมกับเจ้าตัวที่วิ่งกลับมา

“ว่าไงครับ ลืมอะไรหรือเปล่า”

“คุงครูใหญ่ห้ามลืมอ่านจดหมายของน้องเจนท์นะฮับ” เด็กชายจิรภัทรกระซิบบอกกับคุณครูใหญ่ แล้วจึงจะรีบวิ่งกลับไปหาคุณครูแป้งที่ยืนรออยู่เมื่อพูดเสร็จ

น้องเจนท์คงหมายถึงจดหมายที่ทางโรงเรียนให้เด็กๆ เขียนของที่อยากได้ลงไป อันที่จริง หน้าที่ครูใหญ่ชั่วคราวของเจนภพจะสิ้นสุดลงเมื่อการประชุมผู้บริหารผ่านพ้นไป รวมไปถึงหน้าที่จัดหาของขวัญคุณอาของเขาก็จะเป็นคนจัดการเอง

แต่ในเมื่อน้องเจนท์อยากจะให้เขาเป็นคนอ่านจดหมาย เขาก็จะให้สิทธิพิเศษกับเด็กคนนั้น เจนภพจะเป็นคนอ่านจดหมายของเด็กชายจริภัทรด้วยตัวเอง

“เดี๋ยวแยกจดหมายของเด็กชายจิรภัทรห้องอนุบาลหนึ่งทับสองออกมาให้ฉันด้วย”

“ครับท่านรอง เดี๋ยวผมจัดการนำมาให้ท่านหลังการประชุมนะครับ”

เจนภพพยักหน้ารับเลขา เมื่อเคลียร์ทุกอย่างหมดแล้ว เขาจะได้รีบทำภารกิจสุดท้ายในฐานะคุณครูใหญ่ชั่วคราวเสียที…

 

 

การประชุมในครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากเป็นเพียงแค่การประชุมเพื่อรายงานสรุปเรื่องราวต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เจนภพจึงมีหน้าที่แค่เพียงรับฟังเรื่องราวต่างๆ และนำไปบอกต่อคุณอาของเขาซึ่งเป็นคุณครูใหญ่และเจ้าของโรงเรียนอีกที จากที่เลขาเล่ามา มันคงเป็นเพราะคุณอาของเขาวางระบบทุกอย่างไว้เป็นอย่างดีจึงไม่มีค่อยเกิดปัญหาภายในสักเท่าไหร่ ซึ่งเจนภพเห็นด้วยกับความคิดนี้ ตลอดการประชุมสิ่งที่เขาได้ฟังมันก็มีเพียงแค่ปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นที่ไหนย่อมต้องมีปัญหากันทั้งนั้น

“จดหมายของเด็กชายจิรภัทรครับคุณเจนภพ”

“อืม ขอบใจมาก เดี๋ยวก่อนกลับโรงแรมพาฉันไปแวะที่ห้างก่อนฉันจะไปแวะซื้อของสักหน่อย อ้อ แล้วไม่ต้องไปห้างเมื่อตอนบ่ายแล้วนะ”  

“อ เอ่อครับ”

ผู้เป็นเลขาตอบรับอย่างหวาดหวั่นเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ช่วงบ่าย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำให้ท่านรองโมโหเหมือนกับไปกินรังแตนที่ไหนมา

เจนภพพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเปิดจดหมายของเด็กน้อยแก้มป่อง คนที่ขอให้เข้าเปิดอ่านจดหมายด้วยตัวเอง อันที่จริงสาเหตุที่เจนภพไปแวะห้างสรรพสินค้าก่อนเดินทางกลับโรงแรม มันก็มาจากเด็กคนนั้นอีกเช่นกัน

ถ้าของที่น้องเจนท์อยากได้เป็นของที่เขาพอจะหาได้ เขาก็อยากที่จะเป็นคนซื้อและฝากผ่านครูแป้งไปให้เด็กน้อยด้วยตัวเอง

ลายมือตัวโตๆ ของเด็กน้อยทำให้เจนภพนึกขันทันทีเมื่อเปิดอ่าน แต่นั่นไม่เท่ากับเมื่อเขาได้อ่านเนื้อหาด้านในของจดหมายจากเด็กชายจิรภัทรแล้ว

“นุ เดี๋ยวกลับโรงแรมเลยไม่ต้องไปห้างแล้ว”

“ได้ครับ”

“แล้วก็บอกภัทรให้จัดการยกเลิกไฟล์ทเดินทางกลับของฉันพรุ่งนี้ด้วย ส่วนโรงแรมฝากนายจัดการจองต่อแบบไม่มีกำหนดให้ฉันด้วยก็แล้วกัน”

“เอ่อ แล้วเรื่องงานหละครับท่าน”

“มีอะไรก็ส่งมาทางเมล ถ้าเรื่องไหนด่วนมากก็ให้ยัยจันทร์เจ้าจัดการไปก่อน ไม่มีอะไรสงสัยแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงเย็นชาของผู้เป็นนายทำให้นุเข้าใจทุกอย่างแม้จะยังมีเรื่องสงสัยอยู่อีกมากมาย

“ค ครับ ได้ครับท่าน”

สิ้นเสียงน่ารำคาญของเลขา เจนภพก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับจดหมายฉบับนั้นคนเดียวต่อจนคนที่แอบมองจากกระจกหน้ารถถึงกับขนลุกซู่เมื่อได้เห็นผู้เป็นนายยิ้ม

เด็กคนนั้นเขียนอะไรมานะ ถึงทำให้เสือยิ้มยากอย่างคุณเจนภพยิ้มกว้างได้ขนาดนั้น เอาเป็นว่าเขาจะทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้ก็แล้วกัน เรื่องของเจ้านายถ้ารู้มากไป อาจจะโดนเด้งไม่รู้ตัวก็เป็นได้ เขายังมีครอบครัวที่ยังต้องเลี้ยงดูอยู่…

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 400 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #56 FDB88 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 19:15

    หนูเจ้นท์เขียนอะไรน๊าถึงทำให้ครูใหญ่ยิ้มได้ / ยังจะไปเห็นน้องกินข้าวกับหมอวัฒน์อิ๊กก เข้าไปผิดไปกันใหญ่ละ

    #56
    0
  2. #48 Sepppppp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 00:40
    น้องงงแงงง
    #48
    0
  3. #11 primmi10 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 00:46
    ค้างงงง
    #11
    0
  4. #10 เลโอ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 19:10

    ค้างมากกกกกกก มาต่อพรุ่งนี้เลยได้มั้ย

    น้องน่าร้ากกก

    #10
    0
  5. #9 popkornpk (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:48
    ค้างคามากงื้อออ อยากอ่านต่อแล้วอ่ารอนะคะ
    #9
    0
  6. #8 Lee Green (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:48
    น้องเจนม์มาแล้ววววว
    #8
    0
  7. #7 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 13:23

    น้องเจนท์ลูกกกก เปนเอ็นดู
    #7
    0