(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 6 : จดหมายฉบับที่หก : ช่วงเวลาพิเศษของน้องเจนท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 403 ครั้ง
    13 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่หก

ช่วงเวลาพิเศษของน้องเจนท์

 

 

หลังจากที่คำสั่งย้ายสถานที่ทำงานชั่วคราวถูกประกาศออกมาจากปากของเจนภพ แน่นอนว่าบริษัทวงศ์หิรัญโลจิสติกที่เจนภพดำรงตำแหน่งรองประธานอยู่นั้นก็ย่อมต้องวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อหนึ่งในหัวเรือสำคัญแสดงเจตนารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนว่า ตนเองจะอยู่ที่เชียงรายต่อไปอย่างไม่มีกำหนดกลับ

ในตอนแรกนั้นพรทิยพ์หรือคุณครูใหญ่ตัวจริง ผู้มีศักดิ์เป็นคุณอาแท้ๆ ของเจนภพ ยังไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยินเลยด้วยซ้ำเมื่อรู้ว่าหลานชายของตนอาสาจะทำงานของเธอต่อ ถึงจะแอบสบายใจที่ได้ยินหลานชายหัวดื้อพูดมาแบบนั้น เพราะตัวเธอเองจะได้มีเวลาพักผ่อนหลังจากไม่ได้หยุดพักมานานต่ออีกสักหน่อย แต่อีกใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าผู้ชายที่ไม่ถูกกับเด็กแบบนั้นจะสามารถทำงานในโรงเรียนประถมได้อย่างไร แต่เมื่อหลานชายยืนยันว่าสามารถทำได้เธอจึงยอมให้เจนภพได้ทำตามความต้องการของเขา บางทีการมาช่วยงานของเจนภพในครั้งนี้ อาจทำให้อีกฝ่ายหายจากโรคเกลียดเด็กก็เป็นได้  

เมื่อหาข้อสรุปได้ดังนั้นทางท่านประธานใหญ่หรือคุณพ่อของเขาจึงอนุญาตให้เจนภพได้ทำในสิ่งที่ต้องการตามที่คุณอาเป็นคนขอไป และใช้โอกาสนี้ให้น้องสาวคนเล็กที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ ได้มีโอกาสขึ้นมาทดลองงานต่อจากพี่ชายโดยมีเจนภพคอยช่วยอยู่ห่างๆ

ส่วนที่โรงเรียนเอง พอรู้ว่าเจนภพจะอยู่รับหน้าที่เป็นคุณครูใหญ่ต่ออีกสักพัก ทั้งผู้บริหารและคุณครูทุกคนจึงพากันแปลกใจเพราะทุกคนเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าเจนภพนั้นไม่ชอบเด็ก จนบังเอิญไปได้เห็นเจนภพในอีกมุมมองหนึ่งนั่นแหละ อันที่จริงเจนภพก็นับว่าเป็นคนที่สามารถเข้ากับเด็กได้เป็นอย่างดีเลยนะ (แต่เพียงแค่คนเดียว)…เด็กชายจิรภัทร นักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งทับสอง  

กับเด็กคนอื่นๆ เจนภพไม่ได้เข้าหาแต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้พยายามปิดตัวเองเพื่อจะทำหน้าที่คุณครูใหญ่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด เพียงแต่เด็กชายจิรภัทรจะเป็นข้อยกเว้นของคุณครูใหญ่ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งในตอนแรกคุณครูในโรงเรียนต่างพากันคิดว่าเจนภพอาจจะเป็นคุณพ่อผู้ให้กำเนิดเด็กชายจิรภัทรก็ด้วยซ้ำ ยิ่งหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ บรรดาคุณครูในโรงเรียนจึงอดคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ แต่ข้อสงสัยทุกๆ อย่างก็เป็นอันตกไปเพราะพวกเธอรู้ว่าเด็กชายจิรภัทร มีคุณพ่อแท้ๆ อยู่แล้ว บางทีถ้าหากน้องเจนท์มีแต่คุณแม่ คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครเป็นพ่อของน้องเจนท์กัน…

“คุณเจนภพครับ คุณจันทร์เจ้าแจ้งมาว่าส่งเอกสารมาให้คุณเจนภพตรวจเช็กความถูกต้องทางอีเมลครับ”

“อืม เดี๋ยวฉันจัดการให้ แล้วเรื่องของขวัญเด็กๆ จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”  

“ครับ ทางเราจัดซื้อของขวัญให้เด็กทุกคนตามคำสั่งของท่านรองเรียบร้อยแล้วครับ ตามกำหนดการทางโรงเรียนจะแจกของขวัญให้เด็กๆ หลังจากกลับมาจากทัศนศึกษาครับ” ณภัทร เลขาประจำตัวของรองประธานตอบ  

เมื่อเจนภพย้ายมาทำงานที่เชียงรายชั่วคราว เลขาประจำตัวจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางตามมาด้วย

“ทัศนศึกษาจัดวันพรุ่งนี้ใช่ไหม”

“ใช่ครับท่าน”

“แจ้งทางนั้นไปด้วยว่าให้ส่งงานทุกอย่างมาภายในวันนี้หกโมงเย็น พรุ่งนี้ฉันไม่รับงาน” เจนภพพูดโดยไม่ได้ละสายตาจากเอกสารที่เขาต้องตรวจสอบตรงหน้า

“หมายความว่าท่านจะไปทัศนศึกษากับทางโรงเรียนด้วยหรือครับ”

“ตามนั้นแหละ”

“จริงๆ ท่านรองไม่ต้องไปก็ได้นะครับ ยังไงทางผู้อำนวยการก็จัดระบบดูแลนักเรียนได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ อีกอย่าง…” แต่ยังไม่ทันที่เลขาหนุ่มจะพูดจบ

“ณภัทร” เจนภพวางปากกาในมือลงพร้อมเอ่ยเสียงเรียบ

“ค ครับ”

“ทำตามที่ฉันสั่ง แล้วก็ออกไปได้แล้ว ฉันต้องใช้สมาธิทำงาน”  

“เอ่อ ค ครับ ขออภัยที่รบกวนครับ” เลขาโค้งหัวเพื่อเป็นการทำความเคารพก่อนจะเดินออกไปจากห้องทำงานตามคำสั่ง  

บนโต๊ะทำงานของเขายังมีเอกสารอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นของโรงเรียนและทางบริษัทที่ต้องคอยประกบน้องสาวจากที่นี่ เขาไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งเถียงกับเลขาด้วยเรื่องไร้สาระด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริง เจนภพไม่จำเป็นต้องเคลียร์ทุกอย่างให้จบภายในวันนี้หากเขาไม่มีจุดประสงค์อะไรบางอย่างอยู่

ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นครูใหญ่ ถึงจะชั่วคราว แต่ในฐานครูใหญ่ เขาควรจะต้องตามไปช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าจะต้องดูแลนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลหนึ่งเป็นพิเศษ…

 

 

“เด็กๆ คะ รู้ไหมเอ่ยว่าพรุ่งนี้พวกเราจะไปไหนกัน”

“ฉวนฉัตว์ ค้าบ/ค่า” เสียงเด็กอนุบาลหนึ่งห้องสองส่งเสียงตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ใช่แล้ว พรุ่งนี้ทางโรงเรียนจะพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษากันที่สวนสัตว์นะคะ”

“เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ทุกๆ คนต้องมาถึงโรงเรียนกันก่อนเจ็ดโมงเช้านะคะ แล้วก็อย่าลืมนำจดหมายที่คุณครูแป้งแจกไปให้ผู้ปกครองกันด้วยเข้าใจไหมคะ”

“ค้าบ/ค่า” เด็กๆ ตอบเสียงดังฟังชัดแสดงถึงความตื่นเต้นที่จะได้ไปเยือนสวนสัตว์ในวันพรุ่งนี้

รวมถึงเด็กชายจริภัทรที่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะตั้งแต่เกิดมาเจ้าตัวยังไม่เคยไปสวนสัตว์เลยแม้แต่ครั้งเดียว น้องเจนท์เคยเห็นทางโทรทัศน์ด้วยว่าสวนสัตว์เป็นที่ๆ มีสัตว์ตัวใหญ่ๆ เต็มไปหมดเลย

“ส่วนวันนี้เราจะมาเรียนเรื่องสัตว์กันนะคะ จะได้รู้ว่าที่สวนสัตว์มีอะไรให้เราไปดูกันบ้างนะคะ”

สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากว่าวันพรุ่งนี้เป็นกิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ คาบเรียนต่างๆ จึงถูกยกเลิกออกไปตลอดทั้งวันเพื่อเตรียมความพร้อมและให้ความรู้กับเด็กนักเรียนทุกคน ถึงแม้จะมีคุณครูและเจ้าหน้าที่ตามไปดูแล แต่ทางโรงเรียนเห็นว่าควรที่จะให้ความรู้ต่างๆ กับเด็กทุกคนเสียก่อน อย่างน้อยจะได้เป็นการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ ต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนคาบเรียนในวันนี้ได้ผ่านไปด้วยความสนุกสนาน  

“คุงแม่ฮับ”

“พรุ่งนี้น้องเจนท์จะได้ไปฉวนฉัตว์ด้วยแหละ” เมื่อเห็นคุณแม่ของตัวเองยืนรออยู่แต่ไกล เด็กน้อยในเครื่องแบบชุดนักเรียนน่ารักจึงรีบวิ่งไปหามารดาอย่างรวดเร็ว พร้อมพูดอวดให้ฟังด้วยว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะได้ไปเที่ยวสวนสัตว์

“จริงหรือครับ” กุลกวินเอ่ยถาม ทำไมเขาจะไม่รู้หล่ะว่าพรุ่งนี้ลูกชายจะได้ไปเที่ยวสวนสัตว์ ก็แกเล่นพูดมาตลอดสามสี่วันที่ผ่านมาเลยเนี๋ยสิ

“ฮับ”

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”

“สวัสดีครับคุณครู” กุลกวินลุกขึ้นยืนพร้อมรับไหว้จากคุณครูประจำชั้นของน้องเจนท์ที่เพิ่งเดินมาถึง

“พรุ่งนี้ตามที่แจ้งไปเลยนะคะ ทางโรงเรียนจะพาน้องๆ ไปทัศนศึกษาที่สวนสัตว์เชียงใหม่ คุณครูให้จดหมายกำหนดการและสิ่งที่ต้องเตรียมมาในวันพรุ่งนี้ไว้กับน้องเจนท์แล้วนะคะ” คุณครูประจำชั้นไม่ลืมที่จะบอกกับผู้ปกครองอีกครั้ง แม้จะย้ำเตือนไว้กับเด็กๆ มาเรียบร้อยแล้ว

“ได้ครับ ขอบคุณมากครับคุณครู แล้วพรุ่งนี้ผมสามารถมารับลูกได้ตามเวลาเลิกเรียนเลยใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ ทางโรงเรียนจะพาเด็กๆ กลับมาถึงที่นี่ตามเวลาเลิกเรียนปกติเลยนะคะ”  

“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีคุณครูเร็วครับน้องเจนท์”

“ฉวัดดีฮับคุงครู”  

“สวัสดีครับน้องเจนท์ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”

ระหว่างทางเดินไปยังลานจอดรถ กุลกวินจึงหยิบใบกำหนดการที่คุณครูประจำชั้นแจกมาให้ไปพลาง เมื่อเห็นว่าทางโรงเรียนให้เตรียมขนมและของใช้เล็กน้อยไปด้วยกุลกวินจึงตัดสินใจจะพาน้องเจนท์ไปเลือกซื้อของต่างๆ ที่ร้านสะดวกซื้อแถวนี้เสียก่อนจะขับรถกลับบ้าน

“แม่ให้ซื้อขนมแค่สองห่อเล็กนะครับ”

“ฮับ” น้องเจนท์ตอบรับอย่างไม่อิดออด ถึงน้องเจนท์จะเป็นเด็กคนหนึ่งที่ชื่นชอบการทานขนมห่อเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่กุลกวินหมั่นสอนมาเสมอว่า ขนมพวกนี้มันไม่มีประโยชน์และหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียกับร่างกายได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้น้องเจนท์จึงเป็นเด็กว่าง่ายไม่รบซื้อขนมบ่อยๆ นานๆ ทีเจ้าตัวถึงจะทานสักครั้ง

“น้องเจนท์เสร็จหรือยังลูก” กุลกวินเดินตามหลังเด็กน้อยที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าแผงวางขนมหลากหลายยี่ห้ออย่างช่างใจ  

น้องเจนท์ชอบทุกอย่างเลย แต่เลือกได้แค่สองห่อเอง

“น้องเจนท์เลือกไม่ได้ฮับ” เด็กน้อยตอบ

กุลกวินคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนเมื่อได้ฟังคำตอบ ก่อนจะตอบกลับลูกชาย “ถ้างั้นเลือกขนมที่น้องเจนท์ไม่เคยกินสิครับ ห่อที่ลูกชอบยังไงลูกก็รู้อยู่แล้วว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร บางทีลูกอาจจะได้เจอขนมอร่อยๆ ก็ได้นะครับ” คำแนะนำของมารดาทำให้น้องเจนท์ยิ้มกว้าง เด็กน้อยจึงรีบตรงไปหยิบห่อขนมที่ไม่คุ้นตา น้องเจนท์เลือกหยิบขนมที่มีลักษณ์คล้ายกับไอศกรีมโคนหนึ่งชิ้น และขนมห่อรสข้าวโพดที่ไม่เคยทานมาอีกหนึ่งห่อ แล้วจึงหันไปบอกกุลกวิน

“น้องเจนท์เอาอันฉองอันนี้ฮับ”

“ครับ ถ้างั้นเราไปจ่ายเงินกันนะ”  

เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน กุลกวินให้ลูกชายเป็นคนจ่ายเงินด้วยตัวเองโดยมีเขาคอยยืนประกบอยู่ห่างๆ การหัดให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองตั้งแต่ยังเด็กเป็นเรื่องที่คุณแม่ยังหนุ่มเคร่งครัดเป็นอย่างมาก บางเรื่องหากผู้เป็นพ่อเป็นแม่คอยทำให้ลูกอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะส่งผลให้ตัวเด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วยังอาจทำให้เด็กไม่มีความมั่นใจเวลาต้องเข้าสังคมอีกด้วย ดังนั้นกุลกวินจึงมักจะค่อยๆ สอนลูกชายให้ทำอะไรด้วยตัวเองทีละนิดตามวัยของเจ้าตัวเล็ก

“ทั้งหมดยี่สิบห้าบาทจ้า” เด็กชายจิรภัทรหยิบเงินจากกระเป๋าเสื้อที่มารดาให้เอาไว้ออกมานับเพื่อจ่ายเงินให้กับแคชเชียร์

“ยี่ฉิบบาทกับห้าบาท” เจ้าตัวยังไม่สามารถบวกเล็กสองหลักได้ แต่วิธีที่กุลกวินสอนให้ลูกชายสามารถทำความเข้าใจกับจำนวนเงินได้อย่างง่ายๆ คือการนำจำนวนเลขมาต่อกัน  

จำนวนที่ต้องจ่ายคือยี่สิบห้าบาท น้องเจนท์มีธนบัตรยี่สิบบาทอยู่ในมือแล้ว เติมเลขห้ามาก็จะเป็นยี่สิบห้าบาท ดังนั้นน้องเจนท์ต้องจ่ายธนบัตรยี่สิบบาทและเหรียญห้าอีกหนึ่งเหรียญให้กับพี่แคชเชียร์

“ยี่ฉิบห้าบาทฮับ”

“ขอบคุณมากจ้า พี่แถมอมยิ้มให้อันนึงด้วยน้า”

“ขอบคุณฮับ” น้องเจนท์รับถุงใส่ขนมมาจากแคชเชียร์และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้เป็นการขอบคุณที่อีกฝ่ายแถมขนมให้

หลังจากได้รับสินค้ามาแล้ว เด็กชายชั้นอนุบาลหนึ่งทับสองเดินตรงมาหาคุณแม่ที่กำลังยืนรออยู่นอกร้านพร้อมรอยยิ้มสดใสสมวัย  

“คุงแม่ฮับ พี่คนขายให้จุ้บจุ้บน้องเจนท์มาด้วย” น้องเจนท์หมายถึงอมยิ้มเสียบไม้ ของชอบอีกอย่างที่ตนเองชอบกิน

“แล้วขอบคุณพี่คนขายหรือยังครับ”

“น้องเจนท์ขอบคุณแล้วฮับ” เด็กน้อยตอบ

“เก่งมากครับ งั้นเรารีบกลับบ้านกันเถอะ ป่านนี้น้าสองน่าจะถึงบ้านแล้วหละ”

“ฮับ กลับบ้านแล้วน้องเจนท์จะรีบนอน อ้ะ ทานข้าวด้วย” เกือบจะลืมสิ่งสำคัญของช่วงเย็นไป สำหรับน้องเจนท์ถึงพรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญ แต่อาหารฝีมือคุณแม่สำคัญยิ่งกว่า

ทุกครั้งที่น้องเจนท์อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เด็กน้อยจะรีบเข้านอนเป็นพิเศษ เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วันที่น้องเจนท์รอคอยก็จะมาถึง เพราะฉะนั้นพอกลับบ้านไปน้องเจนท์จะรีบอาบน้ำ ทานมื้อเย็น แล้วเข้านอนเลย

น้องเจนท์อยากเจอพี่ช้าง พี่แพนด้า ไวๆ แย้ว คิกคิก…

 

 

 

เช้านี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เด็กชายจิรภัทรตื่นนอนขึ้นมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นสู่ขอบฟ้าโดยที่ผู้เป็นมารดาไม่ต้องไปปลุก เด็กน้อยวัยสามขวบกว่าพาตัวเองอาบน้ำและแต่งตัวในชุดพละเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมทัศนศึกษาในวันนี้เสร็จก่อนกุลกวินและสุธีจะตื่นนอนเสียอีก

กุลกวินแทบช็อกเมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้วเห็นเด็กน้อยแก้มป่องยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างเตียง น้องเจนท์อยู่ในชุดพละที่ดูเละเทะตามความสามารถของเด็กชั้นอนุบาลหนึ่ง แถมยังประแป้งบนหน้าตัวเองจนขาววอกเหมือนอาแป๊ะยิ้ม แต่โชคยังดีที่ไม่ทาจนเลอะไปทั้งตัวเหมือนเมื่อวันเปิดเทอม ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องพาลูกน้อยไปอาบน้ำใหม่อีกครั้ง แถมจากที่จะไปถึงโรงเรียนได้ไวกว่ากำหนด อาจจะกลายเป็นไม่ทันก็เป็นได้

“เช็กข้าวของเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”

“ฮับ” เด็กน้อยตอบรับแข็งขัน

“ถ้างั้นไปบอกลาน้องสองก่อนเร็ว” น้องเจนท์พยักหน้ารับพร้อมรีบวิ่งไปหาน้าสองที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่เพื่อบอกลา

“น้าฉอง น้องเจนท์ไปแล้วนะฮับ”

“ครับ โชคดีนะหมูน้อย ไปเที่ยวก็ห้ามดื้อห้ามซนเข้าใจไหม”

“ฮับ” ว่าจบเด็กน้อยจึงรีบวิ่งไปขึ้นรถของคุณแม่ที่สตาร์ทรอเอาไว้แล้ว  

คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าน้องเจนท์อยากจะไปทัศนศึกษามากขนาดไหน

เมื่อเดินทางมาถึงโรงเรียนกุลกวินช่วยเช็กความเรียบร้อยของสัมภาระลูกชายอีกครั้ง พอมั่นใจว่าไม่ลืมอะไรแล้ว คุณแม่ยังหนุ่มจึงจูงมือลูกชายไปส่งกับคุณครู ณ จุดจอดรถบัสบริเวณลานจอดรถของทางโรงเรียนทันที

“ห้ามแตกกลุ่ม ห้ามเดินไปไหนมาไหนคนเดียวเข้าใจไหมครับ” กุลกวินย้ำเตือนกับลูกชายเป็นครั้งที่สามของวัน

“ฮับ น้องเจนท์ไปก่อนนะฮับ”  

“ไม่ต้องห่วงนะคะคุณพ่อ ทางโรงเรียนจะดูแลเด็กๆ เป็นอย่างดีค่ะ” คุณครูประจำชั้นของน้องเจนท์บอกกับกุลวินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะยังกังวัลอยู่ไม่น้อย

“ฝากด้วยนะครับคุณครู” คุณครูประจำชั้นยิ้มรับก่อนจะพาน้องเจนท์เดินขึ้นรถบัสไป

กุลกวินมองภาพนั้นด้วยความเป็นห่วง แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพ่อแม่ทุกคน…ครั้งแรกกับทุกสิ่งของลูกน้อย แน่นอนว่ามันย่อมทำให้คนเป็นแม่ดีใจ เสียใจ และกังวลใจเป็นพิเศษ ดังนั้นคุณแม่ยังหนุ่มจึงยืนดูจนกว่ารถบัสของทางโรงเรียนจะเคลื่อนออกไป เมื่อมั่นใจว่าลูกน้อยได้ออกเดินทางอย่างปลอดภัยแล้ว คนเป็นแม่จึงสามารถขับรถออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงานของตัวเองได้เสียที

 

 

บนรถมินิบัสของนักเรียนห้องอนุบาลหนึ่งทับสองเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสของบรรดาเด็กนักเรียนตัวน้อยที่ส่งเสียงคุยเจื้อยแจ้วกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยตั้งแต่เดินทางออกจากโรงเรียนมา

“จริงใจกินหนมไหม น้องเจนท์แบ่งให้”  

“ขอบคุณนะน้องเจนท์”  

น้องเจนท์ยื่นถุงขนมแบ่งกับเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างจริงใจ ใช่แล้ว บัดดี้ของน้องเจนท์ในการมาทัศนศึกษาครั้งนี้คือจริงใจ เพื่อนสนิทของน้องเจนท์ในห้องเรียนอีกหนึ่งคน

เด็กน้อยทั้งสองพูดคุยเรื่องสัตว์ต่างๆ ที่วันนี้พวกเขาจะได้ไปพบเจอตลอดทางพร้อมทั้งสลับกันแบ่งขนมที่เตรียมมาให้อีกฝ่ายได้ลองทานด้วย

การเดินทางมาทัศนศึกษา ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ในครั้งนี้ คุณครูแป้งหรือครูประจำชั้นห้องอนุบาลหนึ่งทับสองได้ให้นักเรียนจับคู่เพื่อเป็นบัดดี้กัน และบัดดี้แต่ละคนก็มีหน้าที่ต้องคอยดูแลเพื่อนของตนเองให้เป็นอย่างดี หากจะพูดง่ายๆ การมีบัดดี้นั้นทำให้การดูแลเด็กนักเรียนง่ายดายขึ้น

น้องเจนท์และจริงใจนั่งพูดคุยพลางทานขนมขบเขี้ยวกันอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีตอนนี้พวกเขาก็เดินทางมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่จัดการเรื่องตั๋วเข้าชมเสร็จแล้ว คุณครูแป้งจึงเดินมาเรียกนั่งเรียนให้ลงจากรถบัสเพื่อเตรียมที่จะเดินทางเข้าไปในตัวสวนสัตว์

การมาทัศนศึกษาในครั้งนี้มีเพียงแค่นักเรียนระดับชั้นอนุบาลเท่านั้น เนื่องจากทางโรงเรียนได้พาพี่ๆ นักเรียนประถมไปอีกสถานที่หนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่แทน ดังนั้นจึงมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลประมาณหนึ่งร้อยคนเท่านั้นที่จะได้เข้าเยี่ยมชมสวนสัตว์ในวันนี้

“จับมือกับเพื่อนๆ ไว้นะคะ แล้วค่อยๆ เดินตามพี่มาไม่ต้องรีบวิ่งกัน” ไกด์สาวใจดีของทางสวนสัตว์เป็นผู้รับไม้ต่อนำนักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งเดินเที่ยวชมในส่วนแรก ทางโรงเรียนแยกนักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งถึงสามออกจากกันเพื่อที่จะได้ดูแลกันอย่างทั่วถึง ตอนนี้นักเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งทั้งสองห้องจึงกำลังเดินเที่ยวชมสวนสัตว์ในส่วนแรกกันก่อน

“น้องเจนท์ห้ามปล่อยมือจริงใจนะ”

“จริงใจก็ห้ามปล่อยมือน้องเจนท์นะ” เพื่อนซี้ตัวน้อยทั้งสองจับมือกันแน่นพร้อมเดินตามไกด์สาวโดยมีคุณครูอีกสองสามคนคอยเดินประกบหลังอยู่ไม่ห่าง

นักเรียนทุกตนต่างตื่นตาตื่นใจกับสัตว์มากมายหลายชนิดที่พวกเขาเดินผ่านไปตลอดทางรวมถึงเด็กชายจิรภัทรที่ส่งเสียงร้องออกมาเพราะความตื่นเต้นเมื่อเดินผ่านสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เจ้าตัวไม่เคยพบเห็นมาก่อน

“สำหรับตรงหน้าน้องๆ คือพี่ๆ นกฟลามิงโก้นะคะ มีถิ่นอาศัยอยู่แถวทวีปยุโรปและเอเชียบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรวมถึงทวีปแอฟริกาและอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือเลยนะคะ พี่ๆ เดินทางมาไกลกันมากเพื่อให้น้องๆ ได้ชื่นชมความงามกันค่ะ”

“อู้วๆ ฟลายมังโก”  

“ไม่ใช่ครับน้องเจนท์ ฟลามิงโก้จ้ะ” คุณครูแป้งที่ยืนอยู่บริเวณนั้นช่วยสอนเมื่อน้องเจนท์ออกเสียงผิด

“ทำไมพี่ๆ ฟลา…มิงโก้ ตัวสูงจังฮับคุงครู” เด็กน้อยยังคงสงสัย  

พี่ๆ ขาเล็กนิดเดียวเอง น้องเจนท์ยังขาใหญ่กว่าพี่ๆ ฟลามิงโก้อีก แต่ทำไมพี่ๆ เขาตัวสูงกันจัง

“เพราะพี่ๆ เขาต้องกินปลาเป็นอาหารครับ ปลาอยู่ในน้ำ ถ้าขาสั้นพี่ๆ จะจมน้ำได้ครับ”  

“อ๋อ แล้วถ้าน้องเจนท์กินปลาเยอะๆ น้องเจนท์จะสูงเท่าพี่ๆ เขาไหมฮับ”

“ครับต้องทานทุกอย่างเลยนะ ไม่ใช่แค่ปลา ถ้าทานอาหารมีประโยชน์ น้องเจนท์ก็จะตัวสูงครับ” น้องเจนท์ตาลุกวาวเมื่อได้ฟัง วันนี้กลับบ้านไปน้องเจนท์จะให้คุณแม่ทำอาหารให้เยอะๆ เลย น้องเจนท์จะได้สูงไวๆ

“ไปกันได้แล้วครับ เพื่อนๆ เดินกันแล้วเดี๋ยวต่อไปเราจะไปดูแพนด้ากันครับ”

“อู้วๆ แพนด้าๆ น้องเจนท์อยากไปดูแพนด้าฮับ”

“ถ้างั้นก็เดินตามเพื่อนๆ ไปเลยครับ เดี๋ยวเราจะได้ไปดูแพนด้ากันแล้ว”  เจ้าเด็กแก้มป่องยิ้มกว้างเมื่อได้ยินว่าตัวเองกำลังจะได้เจอแพนด้า น้องเจนท์จับมือเพื่อนแน่นตามหน้าที่ของบัดดี้ที่ดี แต่คราวนี้เด็กชายจิรภัทรเป็นคนเดินนำพาเพื่อนสนิทอย่างจริงใจเพื่อจะได้ไปดูแพนด้าไวๆ

และแล้วน้องเจนท์ก็เดินมาถึงที่หมาย โซนที่แพนด้าอาศัยอยู่ เป็นส่วนที่มองมาก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามีคุณหมีแพนด้า สัตว์ขวัญใจของผู้คนทุกวัย

“เด็กๆ คะ พอเข้าไปด้านในแล้ว ห้ามส่งเสียงดังกันนะคะ ไม่งั้นพี่หมีแพนด้าอาจจะตกใจได้ สัญญาไหมเอ่ย” ไกด์สาวสวยชูนิ้วก้อยขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเด็กๆ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงชูนิ้วก้อยขึ้นมาบ้าง  

เด็กดีทุกคนสัญญาว่าจะไม่ส่งเสียงดังทำให้พี่หมีแพนด้าตกใจ

“ค่อยๆ เดินตามกันเข้ามานะคะ”

ถึงคุณครูจะว่าแบบนั้น แต่พอเดินเข้ามาด้านในเด็กๆ ก็ต่างกรูกันเข้ามาเกาะราวเหล็กเพื่อรอดูเจ้าหมีแพนด้าที่กำลังนั่งกินไม้ไผ่อยู่ด้านในโซนจัดแสดง

“จริงใจ คุงหมีๆ ตัวโตมากเลย” ด้วยความรวดเร็วทำให้น้องเจนท์จับมือพาจริงใจเดินมาพื้นที่ด้านหน้าสุดด้วยความรวดเร็ว แม้ความสูงจะยังไม่พ้นรั้วเหล็กแต่น้องเจนท์ก็สามารถมองเห็นคุณพี่หมีได้จากมุมนี้เหมือนกัน

“หมีแพนด้า เป็นสัตว์ที่เดินทางมาจากประเทศจีนนะคะ ก่อนหน้านี้ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ของเรามีหมีแพนด้าอยู่สามตัว ตัวแรกคือพี่หลินปิงซึ่งตอนนี้เดินทางกลับบ้านไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ส่วนอีกตัวคือพี่ช่วงช่วงนะคะ พี่ช่วงช่วงตอนนี้ก็กลับไปพักผ่อนในที่ของพี่เขาแล้วเหมือนกัน น้องๆ สามารถเดินมาดูภาพของพี่ๆ ได้ทางนี้เลยนะคะ”

พอไกด์สาวพูดจบ เด็กๆ บางส่วนจึงทยอยเดินไปดูรูปภาพของหมีแพนด้าหลินปิงและช่วงช่วงที่ตอนนี้เราไม่สามารถมาดูได้ที่สวนสัตว์เชียงใหม่เหมือนเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมาแล้ว  

“น้องเจนท์ ไปดูรูปกัน”

น้องเจนท์สายหน้าหวือแทนคำตอบ ก็น้องเจนท์สนใจพี่หลินฮุ่ยมากกว่ารูปถ่ายนี่หน่า ดังนั้นน้องเจนท์จึงเลือกยืนเกาะรั้วเหล็กไม่ขยับไปไหนจนหมดเวลาของรอบจองที่ทางโรงเรียนเหมาเอาไว้

“เด็กๆ คะ หมดรอบแล้วค่า มาต่อแถวรวมกันตรงนี้นะคะ”

น้องเจนท์โบกมือเป็นการบอกลากับพี่หมี ก่อนจะเดินตรงไปต่อแถวบริเวณที่คุณครูเรียกรวม  

เด็กชายจิรภัทรจ้องมองหมีแพนด้าหลินฮุ่ยจนลับสายตา เจ้าตัวสัญญากับตัวเองไว้ในใจว่าสักวันเขาจะกลับมาหาพี่หมีอีกครั้งให้จงได้ น้องเจนท์หันหน้ากลับมาพร้อมเดินตามเพื่อนๆ ไปยังโซนถัดไป แต่ในระหว่างที่กำลังเดินออกมาจากส่วนจัดแสดง สายตาของเด็กน้อยดันหันไปเห็นร้านขายสินค้าที่ระลึกพอดิบพอดี ด้วยความชื่นชอบหมีแพนด้าเป็นทุนเดิมเด็กน้อยจึงเผลอปล่อยมือกับเพื่อนสนิทและเดินแยกออกมาคนเดียวซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้เข้าชมกำลังทยอยออกกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีคุณครูคนไหนสังเกตเห็นเลยว่า มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเดินแตกออกมาจากกลุ่มเสียแล้ว…

 

 

เจ้าตัวเล็กเดินดูสินค้าที่ระลึกด้วยความตื่นตาตื่นใจ สินค้าที่ระลึกลายหมีแพนด้ามากมายถูกวางเรียงไว้ในร้านค้าจนเด็กน้อยอยากจะได้มาเป็นเจ้าของทุกชิ้น น้องเจนท์เดินเลือกสินค้าต่างๆ ทีละชิ้น จนมาหยุดกับสมุดจดเล่มเล็กลายมีแพนด้าซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่น้องเจนท์พอซื้อได้  

เด็กชายวัยเกือบสี่ขวบหยิบสมุดขึ้นมาสองเล่ม เล่มหนึ่งซื้อให้ตนเอง ส่วนอีกเล่มหนึ่งน้องเจนท์จะซื้อให้คุณแม่ อันที่จริงน้องเจนท์อยากจะซื้อสมุดไปฝากน้าสองด้วยอีกคน แต่เพราะคุณแม่ให้เงินมาไม่พอ น้องเจนท์เลยตั้งใจว่าจะเก็บขนมที่อยู่ในกระเป๋าสะพายอีกชิ้นไปฝากน้าสองแทน น้าสองจะได้ไม่น้อยใจ

 “แปดสิบบาทจ้า” น้องเจนท์ส่งธนบัตรใบสีแดงให้กับพี่คนขายอย่างมั่นใจ เจ้าตัวมั่นใจเป็นอย่างมากว่าธนบัตรที่ตนเองมีอยู่นั้น เพียงพอที่จะจ่ายค่าสินค้า ก็เลขศูนย์ในธนบัตรที่น้องเจนท์ได้มาจากคุณแม่มีมากกว่าเลขศูนย์ที่พี่สาวบอกแหนะ

“นี่ฮับ”  

“ขอบคุณมากนะคะ” พี่สาวคนขายส่งเงินทองคืนมาให้ น้องเจนท์ไม่ลืมที่จะเก็บมันลงกระเป๋า พร้อมของที่ซื้อมาให้เป็นระเบียบก่อนจะรีบวิ่งออกมายังจุดที่เพื่อนๆ ในห้องเดินผ่านกันมาเมื่อตะกี้

แต่ทันทีเมื่อเดินออกจากร้านมา

“เอ๋” เพื่อนๆ และคุณครูประจำชั้นของน้องเจนท์ก็ได้หายตัวไปแล้ว

น้องเจนท์เดินหาเพื่อนๆ อยู่สองสามรอบ แต่ก็ยังไม่เจอใครเลย เด็กน้อยเริ่มใจเสียจนอยากจะเบะปากร้องไห้ ถึงจะดูโตกว่าเด็กทั่วไป แต่น้องเจนท์ก็ยังเป็นเด็กชายวัยเกือบจะสี่ขวบอยู่ดี

แต่ระหว่างที่น้องเจนท์กำลังจะร้องไห้ เด็กน้อยก็ดันนึกถึงคำสอนของมารดาที่คอยย้ำเตือนก่อนเขาจะมาทัศนศึกษาในวันนี้ขึ้นมาได้ว่า หากหลงทางให้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์พร้อมโชว์ป้ายชื่อจากทางโรงเรียนให้ดูด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กน้อยจึงเตรียมจะเดินกลับเข้าไปในร้านขายสินค้าที่ระลึกเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก่อนที่เด็กชายจะเดินกลับเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงของคนที่คุ้นเคยดังขึ้นมาเสียก่อน

“น้องเจนท์!”

“คุงครูใหญ่ ฮือ” เมื่อรู้ว่าเป็นเสียงของใคร เจ้าแก้มก้อนไม่รีรอที่จะวิ่งปรี่เข้าไปหาอีกฝ่ายทันที พร้อมปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสารเพราะความกลัว

คุณครูใหญ่ชั่วคราวที่คอยตามดูแลเด็กๆ (บางคน) อยู่ห่างๆ เขาเป็นคนแรกที่รู้ตัวว่า ตอนนี้มีเด็กคนหนึ่งได้หายออกไปจากกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่เจนภพคอยสังเกตตลอดว่าน้องเจนท์ชื่นชอบหมีแพนด้าเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงจังหวะที่เขาออกไปรับสายจากที่บ้าน กลับมาอีกทีน้องเจนท์ก็หายตัวไปแล้ว โซนหมีแพนด้าจึงเป็นสถานที่แรก ที่นักธุรกิจยังหนุ่มเลือกมาตามหาน้องเจนท์

ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาด

เจนภพรับเด็กน้อยเขามาสู่อ้อมกอด เจ้าตัวตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด ตั้งแต่เกิดมาเขาแทบจะไม่เคยปลอบคนร้องไห้เลยด้วยซ้ำ เจ้าตัวจึงทำได้เพียงแค่ลูบหัวเด็กน้อยไปมาและพูดคุยอีกเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกหายกลัว

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ครูมารับแล้ว”

“ฮึก ฮือ” น้องเจนท์ยังไม่หยุดร้องไห้ เมื่อเห็นแบบนั้น เจนภพจึงอุ้มเด็กชายจิรภัทรขึ้นมาสู่อ้อมกอดเผื่อน้องเจนท์จะหยุดร้อง

และก็เป็นไปตามคาดอีกเช่นกัน เมื่อร่างของน้องเจนท์ลอยขึ้นจากพื้น เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ก็เงียบสนิทราวกับว่าเจนภพมีเวทมนตร์ที่สามารถทำให้เด็กในอ้อมกอดหยุดร้องได้

“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ เดี๋ยวครูพาไปกินไอติมโอเคไหม”

เด็กน้อยกลัวจะเสียฟอร์ม แต่ก็ยังพยักหน้ารับเมื่อคุณครูใหญ่พูดถึงไอศกรีมของโปรดของตนเอง…ตอนนี้น้องเจนท์ไม่กลัวแล้วเพราะมีครูใหญ่ ไม่ใช่เพราะครูใหญ่จะพาไปกินไอศกรีมหรอกนะ!

หลังจากคุณครูใหญ่อุ้มน้องเจนท์ออกมาจากโซนของหมีแพนด้าแล้ว น้องเจนท์ไม่ยอมปล่อยมือจากครูใหญ่เลยแม้แต่ตอนนั่งกินไอศกรีม เจ้าตัวกลัวคุณครูใหญ่จะหายไปเลยยิ่งเกาะติดเจนภพแจเลยทีนี้

ส่วนเจนภพเองเขาก็ไม่ได้มีความคิดจะพาน้องเจนท์กลับเข้ากลุ่มไปหาเพื่อนๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมีความคิดบ้าๆ แบบนี้ เขาทำเพียงแค่แจ้งไปยังครูประจำชั้นว่าพบตัวน้องเจนท์แล้ว และสุดท้ายท่านรองประธานบริษัทขนส่งระดับประเทศอย่างเขาจึงเป็นฝ่ายอุ้มเด็กน้อยที่ไม่แม้แต่จะมีความสัมพันธ์ใดๆ กัน เดินเที่ยวรอบสวนสัตว์ด้วยตัวเอง  

คนที่แม้แต่ผู้เป็นบิดาและมารดายังไม่ยอมลงให้ กลับมาแพ้น้ำเสียงน่ารักของเด็กชาย เมื่อน้องเจนท์บอกว่าอยากจะพาไปไหน เจนภพก็อุ้มเด็กน้อยพาเดินเที่ยวทุกที่อย่างไม่คิดจะปฏิเสธ

“คุงครูใหญ่ฮับ น้องเจนท์อยากให้อาหารพี่ช้าง”  

“ที่สุดท้ายแล้วนะ เดี๋ยวเราต้องกลับไปหาเพื่อนๆ กันแล้ว”

“ฮับ” พอเด็กน้อยตอบรับ คุณครูใหญ่จำเป็นจึงไม่มีทางเลือกต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปซื้ออาหารช้างกับทางพนักงานด้วยตัวเอง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าตัวเองคิดผิดที่ยอมซื้ออาหารช้างมาให้น้องเจนท์ป้อนสัตว์ตัวโต

“น้องเจนท์ครับ อย่าขยับไปมา ให้ช้างกินเร็วๆ สิ”  

“คิกคิก พี่ช้างๆ” เด็กน้อยถือกล้วยขยับหนีช้างตัวโตไปมา จนเจ้าช้างตัวโตขยับงวงตามมือน้อยๆ ของเด็กชาย  

เขาจะไม่อะไรเลยนะถ้าเจ้างวงสกปรกนั่นไม่มาโดนใบหน้าเขาบ้าง คอเขาบ้าง สภาพของนักธุรกิจในประเทศตอนนี้จึงดูเฉอะแฉะไปด้วยน้ำลายของเจ้าช้าง แถมพอเห็นว่าเขาบ่นไม่หยุด น้องเจนท์ก็นึกสนุกไม่ยอมป้อนอาหารช้างสักที กว่าทั้งคู่จะให้อาหารช้างเสร็จก็กินเวลาไปเกือบยี่สิบนาทีเลยทีเดียว และคงเป็นเพราะเด็กน้อยใช้พลังงานมาทั้งวัน เมื่อเขาพาน้องเจนท์มาถึงรถบัส เด็กน้อยก็นอนหลับฟุบลงบนอกแกร่งของเจนภพไปเรียบร้อยแล้ว

“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะครูใหญ่ ที่ปลอยให้น้องเจนท์คาดสายตา เดี๋ยวแป้งอุ้มน้องเจนท์ขึ้นไปนอนบนรถบัสเองค่ะ” เมื่อเดินมาถึงรถบัส ครูสาวรีบวิ่งเข้ามาหาคุณครูใหญ่พร้อมเอ่ยปากขอโทษอีกครั้ง

ซึ่งก่อนหน้านี้ที่รู้ว่าน้องเจนท์หายไป คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าคุณครูและไกด์ทุกคนต้องเจอกับอะไรกันมาบ้าง

“ไม่เป็นไรครับ”

“คะ?”  

“ให้น้องเจนท์ไปนั่งกับผม ส่วนครูแป้งไปบอกให้คนขับออกรถได้เลย เดี๋ยวจะกลับไปไม่ทันตามกำหนดการ”

“อ เอ่อ ค่ะ ค่ะ ได้ค่ะ” ถึงจะยังไม่เข้าใจ แต่เธอก็รีบไปทำตามคำสั่งของเจนภพอย่างไม่ถามอะไรเพิ่ม  

ใครจะรู้หล่ะว่าเห็นเจนภพนิ่งๆ ดูเป็นคนสุภาพแบบนี้ ตอนโกรธขึ้นมาจะน่ากลัวจนคนอัธยาศัยดีอย่างเธอยังไม่กล้าเข้าหาเลยด้วยซ้ำ เอาให้มันเป็นแค่ครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นคุณครูใหญ่เจนภพโกรธคงจะดีกว่า

 

‘พวกคุณเป็นครู เป็นเจ้าหน้าที่ประสาอะไรกันครับ แค่เด็กคนเดียวยังดูแลไม่ได้ ผมผิดหวังในตัวพวกคุณจริงๆ’

 

แค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ครูแป้งและคุณครูคนอื่นๆ ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“ออกเดินทางเลยครับ”

“ครับคุณเจนภพ”

 เจนภพวางเด็กน้อยลงข้างที่นั่งของเขา และไม่ลืมที่จะคาดเข็มขัดให้กับน้องเจนท์เพื่อความปลอดภัยก่อนออกเดินทาง

พอมาเห็นหน้าน้องเจนท์ใกล้ๆ แบบนี้ ยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้หน้าตาคล้ายกับเขาจริงๆ  

เจนภพนึกย้อนไปเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว หากอดีตคนรักของเขาสามารถตั้งครรภ์ได้ บางทีลูกของพวกเขาก็คงน่าจะโตประมาณน้องเจนท์ แถมอาจจะยังน่ารักไม่แพ้เด็กคนนี้อีกด้วย  

‘นายกำลังคิดอะไรอยู่เจนภพ’

เจนภพได้สติกลับมาจากห้วงจินตนาการของเขา รองประธานหนุ่มเลิกสนใจกับเด็กน้อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข เขาถอดเสื้อคลุมออกเพื่อนำมาห่มให้กับน้องเจนท์ ก่อนจะหันกลับมาสนใจกับสมาร์ทโฟนเพื่อเช็กอีเมลต่อ แต่เจนภพไม่รู้ตัวเลยว่าทุกครั้งที่ตัวเองกำลังนึกถึงใครคนนั้น เขามักจะพยายามลืมความรู้สึกนี้โดยการพาตัวเองไปสนใจกับเรื่องงาน ใช่ เจนภพทำงานหนักเป็นวรรคเป็นเวรตั้งแต่วันที่กุลกวินหายไปจากชีวิตของเขา…

 

 

 

ใช้เวลานานกว่ามาเดินทางไปเล็กน้อย แต่รถบัสของทางโรงเรียนก็กลับมาถึงทันตามกำหนดการที่แจ้งเอาไว้กับทางผู้ปกครอง

เด็กๆ ทุกคนทยอยลงจากรถบัส หากผู้ปกครองของใครเดินทางมาถึงแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะรีบกลับกันทันที ส่วนบางคนที่ผู้ปกครองยังมาไม่ถึงก็แยกย้ายไปเล่นกันตามมุมต่างๆ ของทางโรงเรียน ซึ่งก็รวมถึงเด็กขี้เซาอย่างน้องเจนท์ที่ชาร์จพลังจนเต็มเปี่ยมแล้วพร้อมที่จะเล่นรอคุณแม่มารับ แต่ความคิดของน้องเจนท์ก็พังลงเมื่อคุณแม่ของเขามาถึงไวกว่าที่คิด

“คุงแม่มาเร็วจังฮะ”  

“อ้าว น้องเจนท์ไม่ดีใจหรือครับที่คุณแม่มารับเร็ว”

“ก็ดีใจฮับ แต่น้องเจนท์อยากเล่นกับเพื่อนๆ ก่อน”

“ไว้พรุ่งนี้มาเล่นกันใหม่นะครับน้องเจนท์ วันนี้เหนื่อยแล้ว คุณแม่จะได้ไม่ต้องมานั่งรอด้วย” คุณครูประจำชั้นที่ยืนฟังอยู่นาน เธอจึงเป็นฝ่ายพูดกับเด็กนักเรียนอย่างนึกเอ็นดู…ก็วันนี้น้องเจนท์ใช้พลังไปเยอะจริงๆ นั่นแหละ

“ก็ได้ฮับ”

“งั้นผมกับก่อนนะครับคุณครู วันนี้ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแลน้องเจนท์”

“เอ่อค่ะ ยินดีเลยค่ะ” คุณครูสาวยิ้มเจื่อน

“บ้ายบายฮับคุงครู”  

คุณครูสาวมองตามสองพ่อลูกออกไปอย่างที่ทำเป็นประจำ ใครจะกล้าบอกหล่ะว่าวันนี้น้องเจนท์หลงทาง แค่นี้เธอก็เข็ดไปจนวันตายแล้ว

“คุณครูแป้งครับ น้องเจนท์กลับไปแล้วหรือครับ” เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกเมื่อคนที่กำลังนินทาอยู่ในใจปรากฎตัวขึ้นมา

“ค่ะครูใหญ่ คุณพ่อของน้องเพิ่งมารับไปเมื่อตะกี้นี้เองค่ะ นั่นไงคะกำลังเดินอยู่นั่น อ้าว…” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ จู่ๆ คุณครูใหญ่ก็รีบวิ่งออกไปในเส้นทางเดียวกับที่สองพ่อลูกเดินผ่าน  

ครูแป้งยืนงงต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น บางทีเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคุณครูใหญ่กำลังคิดอะไรกันอยู่ แต่ที่เธอพอจะรู้ในตอนนี้คือ การที่อยู่ให้ห่างจากครูใหญ่เจนภพอาจจะทำให้ชีวิตการทำงานของเธอในโรงเรียนง่ายขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

เจนภพรีบวิ่งตามแผ่นหลังของคนคุ้นเคยที่กำลังเดินจูงมือเด็กนักเรียนคนโปรดอย่างไม่นึกสนใจภาพพจน์ของตนเอง แต่มันคงจะเป็นเพราะเขาเห็นสองคนนั้นช้าไป ตอนนี้สองคนนั้นได้เดินขึ้นรถและขับออกจากโรงเรียนไปเรียบร้อยแล้ว

“โถ่เว้ย” เจนภพสะบถออกมาด้วยความหัวเสีย ก่อนจะรีบโทรตามคนขับประจำตัวให้รีบวนรถมารับเขาทันที เขายังจำเลขทะเบียนและยี่ห้อรถคันนั้นได้ติดตา

“ลุงพรรีบออกรถเลยครับ พอเจอรถยี่ห้อโตโยต้าทะเบียน XX-XXXX ก็ให้ขับตามไปเลยนะครับ”  

“ครับคุณเจนภพ” คนขับรถตอบรับพร้อมรีบออกรถตามคำสั่ง

และคงเป็นเพราะความโชคดีที่วันนี้รถติดเป็นพิเศษ การจราจรบริเวณรอบตัวโรงเรียนจึงค่อนข้างเคลื่อนที่ได้ช้า ทำให้รถของเจนภพขับตามทันเป้าหมายได้ในที่สุด

เจนภพสั่งให้คนขับคอยรักษาระยะห่าง ขับตามรถคันนั้นอย่าให้คลาดสายตา  

ขับมาสักพัก รถคันนั้นจึงตบไฟเลี้ยวเข้าหมู่บ้านตรงหน้าทันที เจนภพจึงออกคำสั่งให้คนขับรถขับตามเข้าไปโดยยังคงรักษาระยะห่างเอาไว้อยู่

“มาบ้านเลขที่อะไรครับ” ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านขนาดกลางที่ค่อนไปทางเล็ก แต่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี ไม่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาได้หากไม่มีธุระเข้ามาติดต่อ

“ผมมากับรถคันนั้นครับ” คนขับรถตอบ

“แต่ว่าคุณกุลกวินไม่ได้บอกผมเลยนะครับว่าจะมีรถตามมา”

กึก  

ชื่อนั้น!

“ลุงพร” เจนภพหยิบธนบัตรใบสีน้ำตาลออกจากกระเป๋าเงินจำนวนสามใบพร้อมส่งให้คนขับเป็นผู้จัดการ  

พนักงานรักษาความปลอดภัยเลิ่กลั่ก เจ้าตัวหันซ้ายหันขวาก่อนจะรับธนบัตรจากมือคนขับรถไปพร้อมรีบเปิดประตูให้อย่างความรวดเร็ว

ตอนนี้เจนภพไม่สนใจอะไรแล้ว นอกเสียจากต้องการตามรถคันนั้นไปให้เร็วที่สุด

“ลุงพรจอดตรงนี้ก่อนครับ หลบๆ ตามมุมหน่อยเดี๋ยวผมเดินไปเอง” เจนภพเอ่ย เมื่อเห็นว่ารถคันเป้าหมายเลี้ยวเข้าไปจอดในบ้านหลังหนึ่งแล้ว เขาให้คนขับรถจอดไม่ไกลไปจากบ้านหลังนั้น พร้อมกับแอบเดินเข้าไปโดยที่พยายามไม่ให้คนในบ้านเห็น

เจนภพแอบยืนมองตรงพุ่มไม้ใกล้บ้านขนาดกลางของกุลกวิน เขามั่นใจว่าจากตรงนี้อีกฝ่ายไม่น่าจะมองเห็น แต่มันก็เพียงพอให้เขารับรู้ถึงเรื่องราวทุกอย่างได้

น้องเจนท์เป็นฝ่ายเปิดประตูพร้อมกระโดดลงมาจากรถก่อน ตามด้วยกุลกวินคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี แม้จะมีโอกาสได้เห็นอีกฝ่ายมาบ้างในตลอดช่วงสี่ปี แต่พอได้มาเห็นกุลกวินใกล้ๆ แบบนี้ ทำให้เจนภพรับรู้เลยว่า อดีตคนรักของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ถึงบ้านหลังใหม่ของอีกฝ่ายจะดูหลังเล็ก แต่กุลกวินก็ยังคงสามารถยิ้มออกมาได้อย่างมีความสุข

“คุงแม่ฮับน้องเจนท์ซื้อของมาฝากคุงแม่ด้วย”

“จริงหรือครับ ไหนซื้ออะไรมาให้คุณแม่เอ่ย” กุลกวินก้มตัวเพื่อคุยกับเด็กน้อย ก่อนที่น้องเจนท์จะเปิดกระเป๋าสะพายของตัวเองออกมาพร้อมส่งสมุดลายหมีแพนด้าให้คุณแม่หนึ่งเล่ม

“นี่ฮับ”

“โอ้โห สวยมากเลย ขอบคุณนะครับ”

ฟอด  

กุลกวินหอมแก้มเป็นของรางวัลจนเด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะออกมาเพราะรู้สึกจักจี้

“คิกคิก”

“แล้วไม่มีของให้น้าสองหรือครับ”

“มีฮับ นี่เลย” น้องเจนท์ว่าพร้อมชูขนมในมือที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเก็บนำมาให้น้าสอง  

“ไม่มีสมุดเหมือนของคุณแม่หรือครับ”

“น้องเจนท์มีเงินไม่พอฮับ เลยได้แค่เอ่อ เล่มเดียว แต่อันนี้ของน้องเจนท์นะ!” เด็กน้อบรีบแก้ตัวพัลวัน เมื่อมารดาเหลือบสายตามาเห็นสมุดแบบเดียวกันในกระเป๋าของลูกชายอีกเล่ม

ดูท่าแล้วคงมีเด็กหวงของอยู่ด้วยสินะ

“ไม่เป็นไรครับ น้าสองต้องชอบขนมของหนูแน่นอน”

“เย่ๆ”

“งั้นเราเข้าบ้านไปเตรียมอาหารรอน้าสองกันนะครับ”

“ทำๆ น้องเจนท์จะทำด้วย” น้องเจนท์กระโดดดีใจเพราะจะได้ช่วยคุณแม่ทำอาหาร กุลกวินเห็นดังนั้นจึงพาลูกชายเดินเข้าบ้านโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมายังพวกเขา

นี่มันอะไรกัน!

ทำไมน้องเจนท์ถึงอยู่กับกุลกวิน

แล้วทำไมเด็กคนนั้นถึงต้องเรียกกุญแจว่า ‘แม่’  

ตอนนี้เจนภพไม่รู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อ เขาควรจะเดินเข้าไปถามเรื่องราวทุกอย่างกับปากของกุญแจหรือไม่ หรือเขาควรจะปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไปโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  

ตอนนี้คนเก่งอย่างเขากำลังรู้สึกว่าตัวเองเปรียบเสมือนคนโง่คนหนึ่ง ที่ไม่สามารถเข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นไปได้เลยแม้แต่น้อย…

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 403 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #57 FDB88 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 19:34

    เข้าไปถามเลยยยย

    #57
    0
  2. #16 punchyjamm_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 19:21
    อยากอ่านต่อแน่วววว
    #16
    0
  3. #15 nuying88 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 14:31
    แล้วตอนที่มาสืบเจอครั้งแรกไม่รู้จักคิดนะ แทนที่จะให้สืบต่อว่าหมอเป็นใคร กวินเป็นไรก็ไม่ตามต่อ ชิ
    #15
    0
  4. #14 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 18:41
    ก็นั่นมันลูกคุณอะเจนภพ!!!!!!!!!
    #14
    0
  5. #13 Lee Green (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 18:27
    คุณพ่อต้องสืบแล้วแหล่ะ ขอให้ได้รู้ความจริงไวๆนะคะ
    #13
    0