(MPREG) จดหมายถึงพ่อหนู

ตอนที่ 4 : จดหมายฉบับที่สี่ : ของขวัญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,516
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 404 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

จดหมายฉบับที่สี่

ของขวัญ

 

 

 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองได้ยินในสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงนี้ แต่ถึงแม้ว่าบรรยากาศจะดูอึดอัดเพียงใด บนโต๊ะอาหารกลับยังมีเด็กน้อยแก้มป่องมองไปทางผู้ใหญ่ตัวโตทั้งสองคนสลับไปสลับมาด้วยแววตาออดอ้อน

กุลกวินเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อนจึงหันไปถามลูกน้อยอย่างใจเย็น

“คุณพ่อคืออะไร น้องเจนท์รู้ไหมครับ”

“คุงครูฉอนว่า ครอบครัวจะต้องมีคุงพ่อ คุงแม่ แล้วก็ลูกฮับ” น้องเจนท์ตอบอย่างฉะฉาน

“อ้าว ถ้างั้นน้าสองก็ไม่ใช่ครอบครัวของเราสิ”  

“งืมๆๆ น้องเจนท์รักน้าฉองน้า” พอคุณแม่พูดมาแบบนั้นเด็กน้อยจึงหันไปพูดกับน้าของตัวเองเพื่อเป็นการเอาใจน้าสอง…น้องเจนท์รักน้าสองจะตาย

“ใช่ครับ ครอบครัวเรามีน้องเจนท์ มีน้าสอง แล้วก็มีแม่ เห็นไหมว่าแค่นี้ก็เหมือนที่คุณครูสอนแล้ว” กุลกวินแก้สถานการณ์โดยไม่เป็นการทำร้ายจิตใจลูก บางทีน้องเจนท์อาจจะแค่บังเอิญได้เรียนเรื่องครอบครัวมา เด็กน้อยจึงพูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจก็เป็นได้

“แต่…จริงใจบอกว่า ถ้ามีคุงพ่อ คุงแม่ เวลาไปเที่ยวกันจะฉนุกมากเลย” เด็กน้อยยังไม่ลดละความพยายาม  

เป็นความจริงที่ว่า เวลาเขาพาน้องเจนท์ไปเที่ยว โดยปกติแล้วเขามักจะไปกับน้องเจนท์เพียงแค่สองคน เนื่องจากสองนั้นติดงานประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้น้องเจนท์อยากมีพ่อมากที่สุดอยู่ดี  

ยามที่เด็กน้อยนั่งรอคุณแม่มารับหลังโรงเรียนเลิก ภาพที่พ่อแม่หลายคู่ต่างพากันมาทยอยรับเพื่อนๆ ของเขา มันทำให้เด็กน้อยวัยเกือบจะสี่ขวบเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมาภายในจิตใจ แต่คงเป็นเพราะน้องเจนท์ยังเด็กจึงยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร อย่างน้อยที่สุด น้องเจนท์ก็รู้ดีว่า ตัวเองไม่เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นเหมือนกับเพื่อนๆ คนอื่นเลยสักครั้ง…ความรู้สึกที่มีทั้งคุณพ่อและคุณแม่คอยจูงมือน้องเจนท์แล้วเดินไปด้วยกันอย่างมีความสุข

“ไม่ได้หรือฮับ” เด็กน้อยถามซ้ำ

“คุณครูให้เขียนเป็นของขวัญเป็นพวกของเล่นหรือเครื่องเขียนไม่ใช่หรือไงครับ น้องเจนท์ลองนึกดูดีสิครับว่าอยากได้อะไร”

“อู้วๆ น้องเจนท์อยากได้ตุ๊กตาทาฉีได้” น้องเจนท์หมายถึงตุ๊กตาปูนโปสเตอร์ที่สามารถระบายสีทับลงไปได้  

ตอนคาบศิลปะคุณครูให้น้องเจนท์กับเพื่อนช่วยทาสีบนตัวการ์ตูน สนุกมากเลย น้องเจนท์อยากเล่นอีก

“ครับ งั้นพรุ่งนี้หนูต้องเอาไปเขียนลงจดหมายนะครับ”

“ฮับ”

สองพี่น้องกุลกวินและสุธีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งเมื่อน้องเจนท์เลิกให้ความสนใจที่จะพูดถึงเรื่องพ่อของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็คงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไปแล้วล่ะ

การที่น้องเจนท์เติบโตขึ้นทุกวัน นั้นหมายความว่าเจ้าตัวก็จะเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน และเมื่อถึงวันนั้นในฐานะคนเป็นแม่ เขาจะทำอย่างไรไม่ให้ลูกน้อยของเขาต้องรู้สึกถึงความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องเจนท์ไม่มีพ่อ

หลังมื้ออาหารผ่านพ้นไป เขาพาน้องเจนท์อาบน้ำแต่งตัวและนั่งเล่นกับลูกชายอีกสักพัก ไม่นานหลังจากนั้นจึงเป็นเวลาที่น้องเจนท์จะเข้านอน กุลกวินค่อยๆ อุ้มลูกน้อยขึ้นเตียงนอนขนาดปานกลาง การที่บ้านหลังนี้มีเพียงสองห้องนอน รวมไปถึงพื้นที่ใช้สอยในแต่ละห้องก็ไม่ได้มีมากนัก พอน้องเจนท์โตพอที่จะนอนบนเตียงได้ เขาจึงให้ลูกชายนอนบนเตียงเดียวกับเขาตั้งแต่น้องเจนท์สองขวบ แม้จะคับแคบแต่น้องเจนท์กลับรู้สึกชอบมัน เพราะการนอนกับคุณแม่ทำให้เด็กน้อยรู้สึกถึงไออุ่นของกุลกวิน

กุลกวินจูบหน้าผากลูกน้อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฎขึ้นบนใบหน้าของกุลกวิน เมื่อเห็นว่าน้องเจนท์ยามนอนหลับนั้นดูมีความสุขมากมายขนาดไหน  

“คิก” น้องเจนท์ขยับตัวดิ้นไปดิ้นมาแล้วละเมอหัวเราะออกมา เขาจึงลูบหัวศีรษะของลูกไปมาเพื่อเป็นการปลอบ  

โชคดีที่มีหมอวัฒน์และหมอแพรคอยให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูน้องเจนท์ กุลกวินจึงรู้ว่าอาการละเมอสามารถเกิดขึ้นในเด็กได้เป็นเรื่องปกติ  

ยิ่งวันไหนเล่นจนเหนื่อยด้วยแล้วล่ะก็ วันนั้นน้องเจนท์ก็จะยิ่งละเมอเยอะเป็นพิเศษ เมื่อเขาคอยลูบหัวน้องเจนท์ อาการละเมอของน้องเจนท์ก็จะดีขึ้นทันตา

กุลกวินลูบผ่านกลุ่มผมนุ่มของลูกน้อยพร้อมส่งผ่านความรักความห่วงใยด้วยการกระทำ

เขารู้ดีว่าสักวันหนึ่ง น้องเจนท์จะต้องถามเรื่องพ่อของตัวเอง

มันไม่ใช่ความผิดของลูกเลยที่เกิดความสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีพ่อเหมือนเพื่อนๆ คนอื่น

กุลกวินไม่รู้ว่าในอนาคตเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร น้องเจนท์จะเกลียดเขาหรือเปล่าที่ทำให้ตัวเองไม่มีพ่อ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ มันคงมีเพียงแค่เขาต้องเลี้ยงน้องเจนท์ให้ดีที่สุด เพื่อทดแทนความรักที่หายไปของผู้เป็นพ่อ…

“แม่ขอโทษนะครับน้องเจนท์”

 

 

“สวัสดีครับ คุณเจนภพ”

“สวัสดีครับ คุณณรงค์” เจนภพยกมือรับไหว้คนสนิทของคุณอาที่เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานและดูแลเขาในการมาทำภารกิจแทนในวันนี้ แม้ตามศักดิ์ อีกฝ่ายจะมีฐานะเป็นลูกน้อง แต่ถ้าอีกฝ่ายมีอายุมากกว่า เจนภพก็จะให้ความเคารพในฐานะที่มีวัยวุฒิสูงกว่า  

“คุณเจนภพทานข้าวเช้าหรือยังครับ ถ้ายังไม่ได้ทานผมจะพาไปทานร้านอร่อยๆ แถวนี้ครับ”

“ผมกับเลขาทานที่โรงแรมเรียบร้อยแล้วครับคุณณรงค์” เจนภพตอบกลับ

“ถ้างั้นเดี๋ยวเรารีบเข้าโรงเรียนกันเลยไหมครับ ป่านนี้ทางโรงเรียนน่าจะพร้อมเริ่มพิธีแล้วครับ”

“ครับ”  

เขาและเลขาเดินทางมาถึงตัวเมืองเชียงรายตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานแล้ว และนั่นก็เป็นเพราะเจนภพพอจะมีเวลาว่างที่ไม่มีตารางงานแค่ช่วงบ่ายเท่านั้น มันจึงเป็นเหตุทำให้เขาต้องมานอนค้างที่เชียงรายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคืน  

เจนภพนั่งมองบรรยากาศในตัวเมืองเชียงรายไปตลอดเส้นทางจากโรงแรมจนไปถึงโรงเรียนที่คุณอาของเขาเป็นผู้สถาปนา  เขารู้สึกถึงความปลอดโปร่งยามเมื่อมองออกไปตามสองข้างทางที่รถขับผ่านของตัวเมืองเชียงราย  

แม้ว่าจำนวนรถยนต์บนท้องถนนจะไม่ได้น้อยจนไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการจราจรติดขัด แต่ถ้าหากเทียบกับเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพแล้ว สภาพการจราจรของที่นี่นั้นจัดได้ว่าดีกว่าเยอะ  แต่สิ่งที่ต่างและทำให้เจนภพรู้สึกชื่นชอบมากที่สุดคือการที่เจนภพสามารถมองเห็นยอดเขาเขียวขจีได้ตลอดทางที่รถขับผ่าน มันให้ความรู้สึกร่มรื่นจนเจนภพรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานอย่างไม่รู้ตัว บวกกับบรรยากาศในตัวเมืองที่มีกลิ่นอายในแบบฉบับของตนเอง ทำให้จังหวัดเชียงรายนับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่น่ามาเยือนเป็นอย่างมาก

ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที รถของเจนภพก็ขับผ่านประตูรั้วโรงเรียนเข้ามาก่อนจะมาจอดสนิท เมื่อนั้นคนบนรถจึงได้ทยอยกันเดินลงมา

นับเป็นครั้งที่เจนภพได้มาเห็นโรงเรียนของคุณอาด้วยสายตาของตัวเอง แม้จะไม่ได้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่โรงเรียนแห่งนี้ก็ถือเป็นอีกโรงเรียนหนึ่งในตัวเมืองเชียงรายที่ติดอันดับโรงเรียนคุณภาพตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เพราะเปิดสอนแค่เพียงนักเรียนในระดับชั้นตั้งแต่เตรียมอนุบาลไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก ดังนั้นจำนวนของนักเรียนที่นี่รวมกันจึงมีเพียงประมาณห้าร้อยคนเท่านั้น

“ยินดีต้อนรับค่ะคุณครูใหญ่” ทันทีที่ลงมาจากรถ ผู้หญิงที่ค่อนไปทางสูงวัยเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายเจนภพด้วยความไมตรี ถ้าจะให้เดาเธอน่าจะเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้

“สวัสดีครับ จริงๆ เรียกผมเจนภพก็ได้นะครับ ไม่ต้องเรียกครูใหญ่หรอกครับ” เจนภพตอบ เวลาที่ถูกเรียกว่าครูใหญ่ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ทุกที

“ได้ยังไงกันคะ คุณเจนภพเป็นตัวแทนของคุณครูใหญ่ก็ต้องเรียกครูใหญ่สิคะ” เธอยังยืนยันที่จะเรียกเจนภพแบบนั้น ในเมื่อคุณครูใหญ่ตัวจริงกำชับมาขนาดนั้น มีหรือที่เธอจะไม่ทำตาม  

“งั้นก็ได้ครับ”

“เดี๋ยวเชิญคุณครูใหญ่ทางนี้เลยครับ อีกเดี๋ยวพิธีก็จะเริ่มแล้วครับ”

“ครับ” ทำความรู้จักกันไม่นาน เจนภพจึงเดินตามคุณครูคนหนึ่งเข้าไปในโรงเรียน เพื่อร่วมพิธีวันสถาปนาโรงเรียนจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา

พิธีในวันนี้ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรซับซ้อนมากนัก เนื่องด้วยโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่นับถือพุทธ พิธีภายในงานวันนี้จึงเป็นการทำบุญและเลี้ยงเพลพระที่ทางโรงเรียนนิมนต์มาเท่านั้น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการที่คุณครูใหญ่จำเป็นอย่างเขาต้องให้พรกับนักเรียนทุกคน และร่วมรับประทานอาหารกับบรรดาผู้บริหารเป็นอันเสร็จพิธี

“ก่อนจะไปทานข้าว ทางโรงเรียนมีของขวัญเล็กๆ น้อยเตรียมเอาไว้ให้คุณครูใหญ่ด้วยนะคะ เข้ามาเลยจ้าเด็กๆ” เสียงเรียกของผู้อำนวยการ ทำให้คุณครูที่ยืนอยู่บริเวณนั้นพาตัวแทนนักเรียนเดินเข้ามายังโซฟาที่เหล่าผู้บริหารและเจนภพกำลังนั่งกันอยู่

เด็กน้อยชายหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาพร้อมด้วยกล่องของขวัญในมือคนละกล่อง ประเมินจากสายตาแล้วเด็กทั้งสองน่าจะเป็นเด็กในชั้นอนุบาลของทางโรงเรียนอย่างแน่นอน

“ขอบคุณมากครับ” เจนภพรับกล่องของขวัญจากเด็กน้อยทั้งสองคน โดยไม่ลืมที่จะยิ้มตามที่เคยซ้อมเอาไว้  

แต่รอยยิ้มของคนหน้าดุ คงทำให้เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกหวาดกลัวแทน เธอค่อยๆ ถอยห่างจากครูใหญ่หน้าดุอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนคุณครูที่อยู่บริเวณนั้นต้องเดินเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนกับเธอ

“ชื่ออะไรกันบ้างเอ่ย” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ คุณครูใหญ่จำเป็นจึงต้องพยายามหาเรื่องพูดคุยกับเด็กๆ ดูบ้าง แต่เมื่อเจนภพยิ่งพูด เด็กหญิงกลับยิ่งรู้สึกหวาดกลัว ทีนี้เธอเดินหนีไปหลบอยู่ที่ด้านหลังของคุณครูประจำชั้นอย่างช่วยไม่ได้

“สงสัยแกจะตื่นเต้นน่ะค่ะ” ผู้อำนวยการอธิบาย แม้ความจริงเธอจะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดุขนาดไหน

ทุกคนให้ความสำคัญกับเด็กหญิงจนลืมไปว่าตรงนี้ก็มีเด็กชายตัวน้อยอีกคนกำลังยืนจ้องหน้าท่านรองประธานอย่างไม่รู้สึกเกรงกลัว ผู้อำนวยการจึงหันไปพูดกับเด็กน้อยอีกคนเพื่อเป็นการกอบกู้สถานการณ์อันน่าอึดอัด  

“น้องเจนท์แนะนำตัวให้คุณครูใหญ่ฟังหน่อยเร็วลูก”

“ฉวัสดีฮับ ชื่อเด็กชายจิรภัทร เอ่อนามฉกุล” เด็กน้อยเงียบไปพักหนึ่งเพราะจำนามสกุลของตนเองไม่ได้ ท่าทางน่ารักๆ ของน้องเจนท์ทำให้บรรยากาศกลับมาสดใสอีกครั้ง  

“ณ…รงค์…ภักดีฮับ ห้องอนุบาลหนึ่งทับฉอง” เด็กชายจิรภัทรค่อยๆ พูดนามสกุลของตัวเองอย่างช้าๆ ทีละพยางค์ ถึงจะช้าแต่น้องเจนท์ก็สามารถจดจำนามสกุลของตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เป็นมารดาหมั่นย้ำเตือนกับลูกน้อยอยู่เสมอ เวลาหลงทางจะได้สามารถบอกข้อมูลพื้นฐานของตัวเองได้

กึก

คุณครูทุกคนยิ้มกว้างและปรบมือให้กับความน่ารักน้องเจนท์ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทุกคน จะมีชายคนหนึ่งนั่งนิ่งจ้องมองไปยังเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าอย่างไม่สามารถละสายตาไปไหนได้ ทันทีที่เขาได้ยินนามสกุลของเด็กคนนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจนภพก็หายไปในทันที…ใช่ นี่มันเป็นนามสกุลของกุลกวิน!

เจนภพมองหน้าเด็กน้อยคนนี้อย่างพินิจพิจารณา เขารู้จักสมาชิกทุกคนของครอบครัวณรงค์ภักดีเป็นอย่างดี และถ้าจำไม่ผิดก็ไม่น่าจะมีเด็กอายุเท่านี้ไม่ใช่หรือ…

“พอดูไปดูมา น้องเจนท์ก็น่าคล้ายๆ กับคุณครูใหญ่อยู่นะคะ ไม่สิคล้ายมากๆ เลยค่ะ” พอผู้อำนวยการพูดมาแบบนั้น เจนภพจึงได้รับรู้ความจริงเพิ่มอีกข้อหนึ่งคือเด็กคนนี้หน้าละม้ายคล้ายกับเขาเป็นอย่างมาก ถ้าหากเอารูปสมัยเด็กของเขามาเทียบ อาจจะได้พบกับความจริงที่ทำให้เขาต้องขนลุกซู่ก็เป็นได้

“ตายจริง นี่ก็ใกล้เวลาที่เด็กๆ จะต้องทานอาหารเที่ยงแล้วเข้านอนแล้วนิหน่า เดี๋ยวคุณครูแป้งพาน้องเจนท์กับน้องนิดไปทานข้าวได้เลยนะคะ ส่วนคุณครูใหญ่เดี๋ยวเชิญที่ห้องอาหารเลยนะคะ”

“เอ่อครับ” เจนภพตอบรับไปอย่างไม่รับรู้อะไร ความสนใจของเขาในตอนนี้กำลังไปอยู่ที่เด็กตัวน้อย เขามองตามน้องเจนท์ที่กำลังเดินไปกับคุณครูประจำชั้นอย่างไม่วางตา

แม้จะเจอกันครั้งแรก แม้จะไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน แต่ทำไมเจนภพกลับรู้สึกถึงอะไรบางอย่างระหว่างเขาและเด็กคนนั้น มันเป็นความรู้สึกที่เจนภพเองก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้…รู้แต่เพียงว่ามันมีอะไรบางอย่างกำลังดึงดูดเขาให้เขาหาเด็กน้อยที่ชื่อจิรภัทร

 

 

“ครูแป้งครับผมมีเรื่องจะถามหน่อยครับ”

“ได้ค่ะ คุณครูใหญ่มีอะไรอยากถามหรือคะ”

“เด็กคนนั้น เอ่อผมหมายถึง เด็กผู้ชายที่เป็นคนนำของขวัญมาให้ผมน่ะครับ”

“อ๋อ น้องเจนท์สินะคะ จะว่าไปน้องเจนท์ก็หน้าตาคล้ายๆ ครูใหญ่เลยนะคะ อุ่ย คือแป้งขอโทษนะคะที่เผลอปากไวไป” คุณครูประจำชั้นห้องอนุบาลหนึ่งทับสองเอ่ยปากขอโทษกับคุณครูใหญ่จำเป็น อีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไรจึงอมยิ้มเล็กๆ เป็นเชิงว่าไม่ได้ถือโทษโกรธคุณครูสาว

“ครับ เด็กคนนั้นนั่นแหละครับ พอดีผมเห็นว่าเป็นเด็กที่ดูน่าสนใจดี เลยอยากลองถามดูน่ะครับ” เจนภพอธิบายขึ้นมาก่อน แม้ว่าคุณครูแป้งจะยังไม่ได้เอ่ยถามถึงสาเหตุที่เรียกเธอมาถามเรื่องน้องเจนท์

หลังจากเสร็จสิ้นกำหนดการในวันนี้ทั้งหมดแล้ว ด้วยความสนใจในตัวของเด็กน้อยคนนั้น มันจึงทำให้เจนภพขอใช้อำนาจของตนเองให้เป็นประโยชน์โดยการเรียกครูประจำชั้นของเด็กคนนั้นมาถามเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนนั้น

“เท่าที่แป้งรู้จักน้อง ในฐานะครูประจำชั้น ต้องยอมรับเลยว่าน้องเจนท์เป็นเด็กคนหนึ่งที่มีพัฒนาการดีกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ” เจนภพยืนฟังเธอพูดโดยไม่ได้พูดแทรกขึ้นมา

“วันที่น้องเจนท์มาเรียนวันแรก ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็จะร้องไห้หาผู้ปกครองกันหมด แต่ว่าน้องเจนท์นอกจากจะไม่ร้องไห้แล้วยังไปช่วยปลอยเพื่อนๆ คนอื่นให้หยุดร้องไห้ด้วยนะคะ” เธอพูดด้วยความปลื้มใจเมื่อพูดถึงลูกศิษย์คนเก่ง

“จากที่ฟังครูแป้งพูดมาแล้ว ดูท่าจะเป็นเด็กที่เก่งจริงๆ นะครับ”

“ใช่ค่ะ นอกจากเรื่องการเข้าสังคมแล้ว ในด้านการเรียน น้องเจนท์ก็เป็นที่หนึ่งของห้องเหมือนกันค่ะ”

“แล้วคุณครูแป้งพอจะรู้เรื่อง…พ่อแม่ของเด็กคนนั้นไหมครับ” เจนภพเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการรู้เสียที การที่จู่ๆ จะถามถึงพ่อแม่ของเด็กคนนั้น เป็นใครก็คงรู้สึกแปลกใจ ดังนั้นผู้ชายที่ถนัดในเรื่องการเจรจาและสามารถพูดจาโน้มน้าวผู้คนได้อย่างแนบเนียน จึงค่อยๆ แอบตะล่อมถามอย่างไม่รีบร้อน

“เท่าที่แป้งรู้ เหมือนน้องเจนท์จะมีแค่คุณพ่อนะคะ เป็นคุณพ่อที่เก่งมากๆ เลยค่ะ วันนี้คิดว่าคุณพ่อของน้องเจนท์ก็น่าจะมารับเหมือนทุกวันนะคะ”

“ถ้ามีโอกาสผมก็อยากลองคุยกับคุณพ่อของน้องเจนท์ดูสักครั้งนะครับว่าเขามีเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกยังไงบ้าง พวกเราจะได้นำมาปรับใช้กับที่โรงเรียน”

“นั่นสิคะ”  

“เย่ๆ เลิกเรียนแล้ว” ทั้งสองหันไปมองเมื่อได้ยินเสียงเจี๊ยวจ้าวของเด็กๆ ดังขึ้นมา จึงรับรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว

“พูดถึงน้องเจนท์ น้องเจนท์ก็มาพอดีเลย น้องเจนท์มาทางนี้หน่อยครับ” เด็กน้อยแก้มป่องเดินมาตามคำสั่งของคุณครู ในมือของน้องเจนท์ถือกล่องนมที่ทางโรงเรียนแจกให้อย่างหวงแหน ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่าหยิกเหลือเกิน

“ฮับ คุงครู” เด็กชายจิรภัทรฉีกยิ้มหวานให้คุณครูประจำชั้นเมื่อเดินมาถึง

“เดี๋ยวน้องเจนท์อยู่กับคุณครูใหญ่ก่อนนะครับ คุณครูใหญ่อยากคุยกับหนู งั้นเดี๋ยวแป้งขอตัวไปส่งเด็กๆ ก่อนนะคะคุณครูใหญ่” เธอว่าเพียงแค่นั้น แล้วจึงปล่อยให้น้องเจนท์นั่งเล่นอยู่ที่บริเวณม้านั่งกับคุณครูใหญ่

“นั่งไหมครับ เดี๋ยวเอ่อ ครูช่วยอุ้ม” จะใช้สรรพนามแทนตัวว่าฉันกับเด็กอายุสี่ขวบมันคงจะแปลกไม่น้อย ถึงจะไม่ได้เป็นครู แต่ยังไงตอนนี้เขาก็มาในฐานะคุณครูใหญ่ชั่วคราว ใช้สรรพนามแทนตัวแบบนี้เด็กมันจะได้ไม่สับสน

“ฮับ” ได้ยินดังนั้น รองประธานหนุ่มจึงช่วยอุ้มตัวน้องเจนท์ให้ขึ้นมานั่งด้วยกันบนม้านั่ง ยิ่งเห็นน้องเจนท์ใกล้ๆ แบบนี้ เขายิ่งเห็นชัดเลยว่า เด็กคนนี้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับตนเองมากแค่ไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใด…เขายิ่งรู้สึกว่าอยากจะนั่งคุยกับเด็กคนนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ปกติคนอย่างเจนภพไม่เคยจะมาเสียเวลามานั่งทำอะไรแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แถมคนที่กำลังนั่งคุยด้วยก็ยังเป็นเด็ก สิ่งมีชีวิตที่เจนภพพยายามหลีกเลี่ยงมากถึงมากที่สุด  

“คุณพ่อจะมารับใช่ไหมครับ เดี๋ยวครูนั่งรอเป็นเพื่อนนะ” เจนภพพยายามพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงใจดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

“ฮื่อ ฮื่อ” น้องเจนท์ส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบคำถามของครูใหญ่ร่างสูง  

“คุงแม่มารับน้องเจนท์ฮับ น้องเจนท์ไม่มีคุณพ่อ” เด็กน้อยตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะหันกลับไปมองภาพที่เพื่อนๆ ของเขามีทั้งคุณพ่อและคุณแม่มารับ แต่กระนั้นน้องเจนท์ก็ไม่เคยอยากเรียกร้องกับมารดาแต่อย่างใด ถึงจะเด็กแต่น้องเจนท์ก็รับรู้ว่าแม่ของเขารักตัวเองมากแค่ไหน  

น้องเจนท์เพียงแค่อยากจะลองมีครอบครัวที่มีคุณพ่อดูสักครั้ง มันน่าจะสนุกไม่น้อยเลยนะ

“แต่ว่าคุณครูแป้งบอกว่าคนที่มารับคือคุณพ่อของน้องเจนท์ไม่ใช่หรือครับ” ร่างสูงเลิกคิ้วทันทีเมื่อได้ฟังในสิ่งที่เด็กพูด ถ้าจำไม่ผิดคุณครูแป้งบอกเขาว่าน้องเจนท์มีคุณพ่อคอยเลี้ยงดูเพียงแค่คนเดียว เขาว่าตัวเองไม่น่าจะแก่เกินกว่าจะได้ยินผิดนะ

“คุงแม่ฮับ แต่คุงแม่ของน้องเจนท์เป็นผู้ชาย” เด็กน้อยตอบอย่างไม่เขินอาย ถึงคำว่าแม่จะถูกใช้แทนฝ่ายหญิงที่เป็นฝ่ายให้กำเนิดลูก แต่สำหรับกุลกวินที่เป็นคนให้กำเนิดน้องเจนท์ เขาจึงไม่รู้สึกอายเลยที่จะให้ลูกเรียกเขาว่า ‘แม่’ ต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะไม่เข้าใจ แต่นั้นก็เป็นเรื่องของคนอื่น

“ครับ คุณแม่ก็คุณแม่ครับ แล้วนี่น้องเจนท์ รู้หรือยังครับว่าอยากได้ของขวัญอะไร พรุ่งนี้ต้องบอกคุณครูแป้งแล้วนะ” บทสนทนาระหว่างพ่อลูกที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครรู้ความจริง เป็นไปด้วยความลื่นไหล ใครจะรู้ว่าคนอย่างเจนภพกำลังสนุกที่ได้คุยกับเด็กวัยเกือบจะสี่ขวบกัน

“ฮับ น้องเจนท์รู้แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนเยย”

“อย่าลืมกลับไปเขียนนะครับ” เจนภพพูดพลางลูบหัวของเด็กตรงหน้าไปด้วย ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาทำแบบนั้น

“ฮับ”

“คุณครูใหญ่คะ คุณพ่อของน้องเจนท์มาถึงพอดีเลยค่ะ เห็นครูใหญ่อยากจะคุยด้วยเลยมาบอกไว้ก่อน ไปกันเถอะครับคุณพ่อมารับแล้ว” คุณครูประจำชั้นส่งมือไปให้เด็กชายจับ น้องเจนท์รีบกระโดดลงจากมานั่งในทันทีเมื่อได้ยินว่าใครมาถึงแล้ว ส่วนคนร่างสูงเมื่อเห็นว่าน้องเจนท์เลิกให้ความสนใจกับตัวเอง จึงลุกจากที่นั่งแล้วเดินตามทั้งสองคนไป แต่ติดที่ว่า

ครืด ครืด

“ครูแป้งครับ พอดีผมติดคุยโทรศัพท์เดี๋ยวพาน้องเจนท์ไปก่อนก็ได้นะครับ”

“ได้ค่ะ ครูใหญ่” ได้ยินดังนั้น เธอจึงจูงมือพาน้องเจนท์ไปส่งยังจุดที่คุณแม่ของเจ้าตัวกำลังยืนรออยู่ก่อนที่เจนภพจะขอแยกตัวไปรับโทรศัพท์อีกทาง  

“เราก็ไปกันเถอะครับน้องเจนท์”

“ฮับ” คุณครูสาวจูงมือพาน้องเจนท์เดินไปยังจุดรับส่งนักเรียน  

เพื่อความปลอดภัยกับนักเรียน ทางโรงเรียนจึงได้จัดจุดรับส่งนักเรียน ให้บรรดาผู้ปกครองได้นั่งรออย่างเป็นสัดส่วน และนั่นก็เป็นเหตุผลอีกหนึ่งข้อว่าที่กุลกวินได้เลือกโรงเรียนแห่งนี้ให้กับลูกชายของตน

“คุงแม่” เด็กน้อยรีบวิ่งโผเข้ากอดเมื่อเห็นคุณแม่มายืนรอรับเขาอยู่อย่างที่ทำประจำ

“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”  

“สวัสดีครับ”

ถึงน้องเจนท์จะเรียกกุลกวินว่าคุณแม่ก็ตาม แต่ถ้าจะให้ครูประจำชั้นสาวเรียกผู้ชายว่าเป็นคุณแม่เหมือนกับน้องเจนท์ เธอคงรู้สึกแปลกไม่น้อย เอาเป็นว่าเธอขอเรียกคุณพ่อแบบนี้แทนจะดีกว่า

“คุงแม่ๆ วันนี้น้องเจนท์เป็นเด็กดี ได้เอาของขวัญให้คุงครูหย่ายด้วยแหละ คุงครูหย่ายตัวหย่ายมาก” เด็กน้อยรีบพูดอวดถึงกิจกรรมในวันนี้ น้องเจนท์ได้เป็นตัวแทนของเด็กทั้งโรงเรียนเลยด้วย!

“จริงหรือครับ เก่งมากครับ” กุลกวินลูบหัวลูกชายเป็นการชื่นชม ทั้งหมดอยู่ในสายตาของครูประจำชั้นห้องอนุบาลหนึ่งทับสอง เธออดชื่นชมความอ่อนโยนของผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ แม้จะเป็นผู้ชายแต่เธอก็รับรู้ถึงความอบอุ่นที่มีต่อลูกชายเช่นกัน

“วันนี้คุณครูใหญ่เอ่ยชมน้องเจนท์ด้วยนะคะ อันที่จริงท่านก็อยากจะมาคุยกับคุณพ่อเหมือนกัน แต่พอดีมีสายเข้ามาพอดีค่ะ เห็นว่าอยากจะขอเคล็ดลับการเลี้ยงลูกจากคุณพ่อนะคะ”  

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับคุณครู ผมก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น อีกอย่างเพราะน้องเจนท์เป็นเด็กดีด้วยมั้งครับ เลยเลี้ยงไม่ยาก” กุลกวินตอบอย่างถ่อมตัว  

“แต่ถ้าคุณครูใหญ่อยากคุยจริงๆ เอาไว้วันอื่นก็ได้นะครับ ส่วนวันนี้ผมขอตัวรับน้องเจนท์กลับเลยนะครับคุณครู สวัสดีคุณครูเร็วครับน้องเจนท์” กุลกวินก้มตัวลงไปพูดกับลูกชาย

“น้องเจนท์กลับแล้วฮับคุงครูแป้ง ฉวัสดีฮับ”

“สวัสดีจ้ะ เจอกันพรุ่งนี้นะครับน้องเจนท์”  

คุณครูแป้งยืนส่งจนสองพ่อลูกเดินลับสายตาไป เธอจึงกลับไปทำหน้าที่ของเธอต่อ ซึ่งมันพอดีกับจังหวะที่เจนภพคุยธุระเสร็จพอดี คุณครูใหญ่จำเป็นจึงเอ่ยถามถึงเด็กชายที่เขารู้สึกถูกชะตาขึ้นมา

“น้องเจนท์กลับไปแล้วหรือครับ”

“ใช่ค่ะ คุณพ่อเพิ่งมารับกลับไปสักครู่นี้เอง เสียดายที่คุณครูใหญ่ไม่ทันได้เจอกับคุณพ่อของน้องเจนท์นะคะ”  

“พรุ่งนี้คงจะได้เจอกันครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า เจอกันพรุ่งนี้นะครับครูแป้ง”

“สวัสดีค่ะครูใหญ่”  

เมื่อไม่มีน้องเจนท์ เจนภพจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่โรงเรียนอีกต่อไป เจนภพเดินตรงไปขึ้นรถที่คนขับจอดรออยู่พร้อมออกคำสั่งให้กลับไปที่โรงแรมทันที เขายังมีงานที่จะต้องสะสางอีกเยอะ  

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา เจนภพไม่รู้ตัวเลยว่า ไม่มีใครสามารถทำให้เขาละความสนใจจากการทำงานได้เลยแม้แต่บุพการีของตนเอง แต่กับน้องเจนท์ เด็กน้อยชั้นอนุบาลหนึ่งที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนของคุณป้าเขา สามารถทำให้คนอย่างเจนภพที่ถือคติว่า ‘เวลาเป็นเงินเป็นทอง’ สามารถสละเวลาของตนเองมานั่งคุยเล่นกับเด็กอนุบาลได้

‘อาการหนักแล้วสินะเจนภพ’

เจนภพสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านให้ออกไป เมื่อกลับถึงโรงแรม เขายังมีงานที่ต้องจัดการอีกมากมาย อย่างน้อยก็ต้องทำงานในส่วนที่เสียไปตอนอยู่กับเด็กคนนั้นนั่นแหละ…

 

 

 

หลังจากน้องเจนท์กลับมาจากโรงเรียน กิจวัตรประจำวันของน้องเจนท์ก็ยังคงดำเนิดไปตามปกติ

น้องเจนท์ได้กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือของคุณแม่เป็นมื้อเย็น พร้อมทั้งดูการ์ตูนเรื่องโปรดที่ฉายช่วงเย็น เสร็จแล้วคุณแม่จึงจะพามาอาบน้ำ

พอน้องเจนท์ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จหมดทุกอย่างแล้ว น้องเจนท์จึงมักจะใช้เวลาที่เหลือในการวาดภาพระบายสีซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กน้อยชอบมากเป็นอันดับต้นๆ แต่ถ้าวันไหนน้องเจนท์มีการบ้าน น้องเจนท์จะไม่ได้ระบายสี เช่นวันนี้ที่น้องเจนท์มีงานต้องทำ

“ทำอะไรอยู่ครับคนเก่ง”

“ฮือ คุงแม่อย่าดูนะ” เด็กชายที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่บนโต๊ะทำงานพยามใช้มือน้อยๆ ของตัวเองปิดซ่อนสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่

 “ให้คุณแม่ดูหน่อยนะครับ จี๋ๆๆๆๆ”  

“คิกคิก คุงแม่ คิกคิก” กุลกวินไม่ได้จั๊กจี้หมูน้อยเพื่อจะดูสิ่งที่ลูกชายกำลังแอบทำ เขาเพียงแค่แกล้งแหย่น้องเจนท์เพียงเท่านั้น  

พอเห็นเด็กน้อยนั่งหน้าเครียดดูไม่สมวัย จึงอดไม่ได้ที่คนเป็นแม่จะเข้าไปเล่นกับลูกเพราะกลัวน้องเจนท์เครียดมากเกินไป

“ไม่ให้คุณแม่ดูจริงๆ หรือครับ” กุลกวินแสร้งทำเสียงเศร้า

“น้องเจนท์กำลังเขียนของขวัญอยู่ฮับ แต่ให้คุงแม่ดูยังไม่ได้” เด็กน้อยตอบ

“งั้นคุณแม่ยังไม่ดูก็ได้ครับ แต่ถ้าได้ของขวัญมาแล้ว ต้องมาให้คุณแม่ดูด้วยนะครับ”  

“ฮับน้องเจนท์จะให้คุงแม่ดูด้วย”

ฟอด

“เขียนเสร็จแล้วรีบมาเข้านอนนะครับ”

“ฮับ”  

พอคุณแม่เดินออกไปจากห้อง เด็กน้อยจึงค่อยๆ แอบเอากระดาษที่ซ่อนเอาไว้ออกมาเขียนต่อ เด็กชายวัยเกือบสี่ขวบนั่งแก้ไขเนื้อหาในกระดาษที่ต้องส่งในวันพรุ่งนี้อยู่สักพัก ก่อนจะฉีกหยิ้มจนแก้มปริเมื่อเนื้อหาในจดหมายถูกใจเจ้าตัวแล้ว  

อันที่จริงวันนี้น้องเจนท์ไปถามคุณครูแป้งเรื่องคำสะกดต่างๆ มา เพราะหลายๆ คำเด็กอนุบาลหนึ่งอย่างน้องเจนท์ยังเขียนไม่เป็นหรอก คุณครูแป้งจึงช่วยสอนเขียนคำต่างๆ จนน้องเจนท์สามารถเขียนจดหมายฉบับนี้ได้จนเสร็จ

เด็กน้อยหัวเราะคิกคักเมื่อนึกถึงภาพของขวัญที่จะได้มาหลังจากส่งจดหมายฉบับนี้ให้กับทางโรงเรียนไป

มันเป็นของขวัญที่น้องเจนท์อยากจะได้มากที่สุดเลยล่ะ คิกคิก…

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 404 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #89 KAEKAE_95 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2563 / 11:45
    น้องเจนท์น่ารักจนใจเจ็บ พรุ่งนี้น้องเจนท์ต้องได้คุณพ่อสมใจแน่ๆเลย
    #89
    0
  2. #66 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 15:41

    อายุสี่ขวบเขียนจดหมายเป็นแล้วนะคะเนี่ย

    #66
    0
  3. #55 FDB88 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 19:02

    น่าเอ็นดูน้องเจนท์ลูกก

    #55
    0
  4. #34 ขออนุญาตหยาบคาย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 21:00

    เซอไพรส์ป่าวเนี่ย

    #34
    0
  5. #24 ยี่เจ้ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 20:36

    น้อนนนนนนนน

    #24
    0
  6. #6 Lee Green (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 00:26
    งือออออ
    #6
    0
  7. #5 เลโอ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 19:24

    โอ้ยลูก อยากได้มาเลี้ยงเลย

    รอตอนต่อไปนะค้า

    #5
    0
  8. #4 wannabehiqx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 02:56
    ฮื่อ สนุกมาก ชวนคนทั้งชลบุรีมาอ่านแล้วนะคะ รอก่อน
    #4
    0
  9. #3 ThisisMinyoongi_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:31

    พ่อลูกเค้าเจอกันแล้ว ปาดน้ามตา
    #3
    0