เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 48 : ตอนที่ ๔๗ ความคับแค้นใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,655
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,634 ครั้ง
    1 ก.ย. 59

ตอนที่ ๔๗ ความคับแค้นใจ

มื้อเย็นมื้อแรกที่บ้านตระกูลเซี่ยจบลงด้วยคำสั่งให้ล้างเลือดที่เปื้อนเขรอะอยู่บนพื้น ข้าเดินออกมาจากห้องทานข้าวไม่เหลือบแลคราบเลือดเหล่านั้นแม้แต่น้อย ท่านลุงเซี่ยเหยียนจินและสองพี่น้องจินคงจะไม่มารบกวนสักพักใหญ่กระมัง เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมเยียนทักทายพวกเขาเพื่อตอกย้ำให้พวกมันจำน่าจะดีกว่า ข้าเดินเตร่ไปมาอยู่ในสวนใกล้แถวเรือนใหญ่เพื่อรอเวลาเผชิญหน้ากับบิดา สารภาพตามจริงข้ารู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง การที่จะไปพบบิดาผู้อ่านทางยากเป็นอะไรที่ทำใจยากจริงๆ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดเรื่องใดหรือทำอะไรกับข้ากันแน่? ได้แต่จินตนาการคาดเดาไปต่างๆ นานา ยิ่งคิดเหมือนว่ามันยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าหยุดคิดก่อนที่มันจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ ให้ตายเถิด ข้านี่มันเป็นคนจำพวกคิดในแง่ร้ายจริงๆ

ผ่านไปครึ่งชั่วยามเท้าของข้าก็พามายังหน้าห้องหนังสือ ซึ่งในสมัยเด็กข้าร่ำเรียนอ่านตำราที่ห้องนี้ ข้ายังไม่ได้เดินเข้าไปแต่เดินวนไปมาอยู่ไม่ใกล้จากหน้าประตูห้องหนังสือ ยิ่งเข้าใกล้ข้าก็ยิ่งรู้สึกประหม่าอย่างควบคุมตัวไม่อยู่ ระหว่างที่ข้าเดินเป็นวงกลมอยู่นั้นประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดออก หัวใจของข้าแทบหยุด แต่พอเห็นเป็นพ่อบ้านกู่ที่เดินออกมาจากห้องนั้นข้าก็ถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเขาออกมาตามเสียอีกแต่พอใจเย็นลงก็คิดว่าคนอย่างเซี่ยเหยียนจิ้งไม่มีทางเดินออกมาหาข้าก่อนแน่ ข้ามองไปที่พ่อบ้านกู่ที่ค่อยๆ เดินตรงมา ข้าเผยยิ้มออกไปทักทายเขาก่อนจะชะงักเมื่ออีกฝ่ายผงกศีรษะตอบแล้วผายมือไปยังห้องหนังสือ

“นายน้อย เชิญขอรับ”

“เอ่อ...ขอเวลาสักประเดี๋ยวเถิด” ข้ายกมือห้ามเขาแล้วเอ่ยบอกอย่างรวดเร็วเมื่อถูกอีกฝ่ายทำมือเชิญเข้าสู่โรงเฉือน ว้า ยิ่งมองห้องนั้นมันก็เหมือนน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าเหลือบมองไปอย่างไม่สบายใจ พ่อบ้านกู่มองข้านิ่งอยู่ชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ เขาไม่เอ่ยคำใดอีกทำเพียงยืนนิ่งๆ รอคอย ข้าลอบเหลือบมองเขาที่ยืนคอยอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้ากระวนกระวาย เฮ้อ มายืนคุมราวกับบีบบังคับเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกกังวลมากขึ้น

“นายน้อยกลัวงั้นรึ?”

“พ่อบ้านกู่ ข้าต้องกลัวอันใดเล่า?” ข้าชะงักตัวแล้วค่อยๆ เงยหน้าไปเอ่ยถามอีกฝ่ายเหมือนไม่เข้าใจ พ่อบ้านกู่มองข้าด้วยนัยน์ตายิ้มๆ พลางพยักหน้าแล้วเอ่ยตามน้ำ

“นั่นสิขอรับ เป็นบ่าวที่เข้าใจผิดไปเองว่านายน้อยกลัวหรือกังวลที่จะเผชิญหน้ากับนายท่าน ถ้าเช่นนั้นเชิญนายน้อยเข้าไปพบนายท่านเถิดขอรับ นายท่านรออยู่นานแล้ว”

บางครั้งข้าก็รู้สึกว่าพ่อบ้านกู่ช่างน่ากลัวเหลือเกิน! นี่เขาเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? ข้ามองหน้าพ่อบ้านกู่อดีตคนซื่อที่พัฒนาเป็นพ่อบ้านใหญ่ที่มีลูกล่อลูกชนแพรวพราว ข้าทำหน้าอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจออก กำลังจะอ้าปากพูดกับพ่อบ้านใหญ่ประจำจวนตระกูลเซี่ย แต่กลับถูกอีกฝ่ายชิงจังหวะการพูดไปเสียก่อน ข้ายืนนิ่งฟังสิ่งที่พ่อบ้านกู่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงคล้ายปลอบประโลม

“อย่าได้กลัวเลยขอรับ อย่างไรเสียนายท่านก็คือบิดาของนายน้อย อดีตเคยเป็นเช่นไรท่านก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ นายน้อยคิดว่าถูกนายท่านทอดทิ้งใช่หรือไม่? แท้จริงแล้วนายท่านไม่เคยทอดทิ้งนายน้อย เพียงแต่นายน้อยไม่ทราบเท่านั้น”

“พ่อบ้านกู่ ข้าเชื่อในสิ่งที่ตาตนเองเห็น”

ไม่เคยทอดทิ้งอย่างนั้นรึ? แล้วเหตุใดตอนนั้นข้าถึงตกต่ำลงจนมีสภาพไม่ต่างจากหนูสกปรกตัวหนึ่ง หากไม่ได้ฉินอ๋องเกรงว่าจะต้องตกตายด้วยน้ำมือของคนใจร้ายพวกนั้นไปแล้ว เมื่อย้อนคิดไปถึงอดีตอันปวดร้าวสายตาของข้าก็พลันแข็งกร้าวอย่างไม่รู้ตัว

“สิ่งที่ตาของท่านมองเห็นอาจจะเป็นครึ่งหนึ่งของความจริงทั้งหมด” พ่อบ้านกู่ไม่มีท่าทีจะตกใจหรือแปลกใจใดๆ เขามองข้าอย่างเข้าใจก่อนจะเอ่ยประโยคลึกซึ้งออกมา

ข้าขมวดคิ้วครุ่นคิดสิ่งที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้อย่างไม่เข้าใจ หมายถึงสิ่งที่ข้าเห็นมันไม่ใช่อย่างที่ข้าเข้าใจอย่างนั้นรึ? มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? ข้ายังจำได้ดี เขาเป็นบิดาผู้แสนใจดีเมื่อครั้งข้ายังเป็นเด็ก จนกระทั่งข้าอายุครบสี่ขวบแต่กลับไม่มีพลังใดๆ บิดาผู้ใจดีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นบิดาจริงจังเคร่งขรึม ราวกับพลิกตลบจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเลวร้ายที่สุดเมื่อท่านแม่ได้สิ้นใจจากไปอย่างกะทันหัน บิดาผู้นั้นไม่เหลือบแลข้าเลยสักครั้งแม้จะถูกเหล่าญาติพี่น้องรุมรังแกอย่างไรเขาก็ไม่เคยสนใจใยดี แล้วอะไรคือความจริงทั้งหมดกัน? สิ่งที่ข้าคิดล้วนได้คำยืนยันจากมารดาผู้ใจสลาย

“นายน้อยจะเข้าไปตอนไหนก็ตามใจเถิด บ่าวขอตัวก่อน” พ่อบ้านกู่เอ่ยทิ้งท้ายไว้แล้วเดินออกไปทันทีที่พูดจบ ข้าหันไปมองท่านแม่ที่ลอยตัวอยู่ใกล้ๆ นางมีสีหน้าราบเรียบเหมือนเตรียมใจพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับอดีตอันเลวร้าย ข้าสูดลมหายใจเข้าแล้วพยักหน้าเบาๆ

“เอาละ ข้าพร้อมแล้ว”

จะเจออันใดไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องเจออยู่ดี ข้าเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งมาจนถึงตอนนี้แล้วข้ายังต้องกลัวหรือเสียใจอะไรด้วย ข้ากลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ชีวิตก่อนได้หลบเลี่ยงอย่างคนขี้ขลาดไปมิใช่หรือ? ข้าต้องทำทุกสิ่งที่อยากจะทำ จที่อุตส่าห์ได้กลับมาอีกครั้งเช่นนี้ไยจะต้องกลัวอีก! ข้าเดินมุ่งหน้าไปยังประตูห้องหนังสือที่มีไฟสว่าง หยุดมองประตูห้องเล็กน้อยแล้วยกมือเคาะประตูสองสามทีแล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงสงบ ไร้ความตื่นเต้น ไร้ความประหม่ากังวล

อันใดจะเกิดก็ต้องเกิด!

“ท่านพ่อ จิ้งถิงเองขอรับ”

“เข้ามา” บุรุษในห้องเอ่ยอนุญาตสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งไม่ต่างกัน ข้าเม้มปากแล้วเปิดประตูก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องหนังสือเพื่อไปเผชิญหน้ากับบิดา ในชีวิตที่แล้วข้าไม่เคยมีโอกาสได้เจอเขาอีกเลยนับตั้งแต่ก้าวเท้าเดินออกไปจากตระกูลเซี่ย ในชีวิตที่แล้วข้าไม่มีความคิดที่จะกลับมาที่นี้แม้แต่น้อย แต่ทว่าในชีวิตใหม่นี่ข้าเลือกที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ข้าเลือกกลับมาโดยไม่รู้ว่ามันจะดีหรือร้าย แต่เมื่อเลือกแล้วข้าจะเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่เสียใจ

ข้าหันตัวปิดประตูแล้วหันไปมองบุรุษวัยฉกรรจ์ที่นั่งปักผ้าอย่างจดจ่อ ข้าเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ บุรุษผู้นี้เป็นคนที่คาดเดาอันใดมิได้เลยจริงๆ! ข้าไม่คิดว่าเข้ามาจะได้เห็นภาพที่เป็นไปไม่ได้แบบนี้ สติของข้าแทบแตกกระเจิง บ้าจริง! ขุนนางที่มีอำนาจล้นมือกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าน่ะหรือ!? ข้าตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเลย ทำเพียงยืนนิ่งๆ อยู่ที่เดิม ส่วนท่านแม่ที่ขมวดคิ้วทำหน้าราวกับเจอผีก็ตั้งสติลอยไปมองผ้าปักในมือของเขา แต่ก่อนที่ท่านแม่จะไปถึงท่านพ่อก็เงยหน้าขึ้นมามองข้าพร้อมกับเก็บผ้าเช็ดผ้าที่กำลังปักไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิด เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงมาที่ข้าด้วยสายตาที่เคร่งขรึมอ่านไม่ออก ข้ายืนนิ่งมองที่เขาไม่หลบสายตาหรือแสดงท่าทีหวาดหวั่นออกไป

“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อไปอย่างนั้นรึเหม่ยถิง?”

ข้าตกใจไม่น้อยที่เขาเรียกข้าว่า เหม่ยถิงข้าไม่ได้ยินเขาเรียกเช่นนี้มานานมากแล้ว มันเป็นชื่อเรียกที่เขาเรียกอย่างล้อเลียนด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู เนื่องจากเขาจะเรียกท่านแม่ที่ชอบยกยอตนเองว่างามอย่างนู้นอย่างนี้ว่า เหม่ยเหมย(ดอกเหมยที่งดงาม) จึงเรียกชื่อข้าแบบนั้นไปด้วยเพราะตอนข้ายังเด็กบอกว่าเขาเรียกท่านแม่แบบนั้นผู้เดียวไม่ยุติธรรม จะต้องเรียกข้าด้วยชื่อนั้นบ้างถึงจะยุติธรรม จากนั้นมาเขาก็เรียกข้าเช่นนั้นในเชิงหยอกล้อ และที่ข้านิ่งไม่ตอบอะไรออกไปก็เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามเรื่องในอนาคต จะทำอันใดต่อไปอย่างนั้นรึ? เหตุใดเขาถึงได้ถามเช่นนี้หรือว่าจะระแคะระคายว่าข้าตั้งใจจะมาทำสิ่งใดอย่างนั้นรึ? ข้าครุ่นคิดอยู่ชั่วหนึ่งก่อนจะแสร้งถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

“ขออภัยจริงๆ ขอรับ อันที่จริงแล้วลูกยังไม่ได้คิดถึงเรื่องในอนาคตไว้เลย...” พูดไปได้เล็กน้อยข้าก็หยุดปากเพราะสายตาคมกริบที่ราวจะล้วงลึกเข้าไปในจิตใจจ้องลงมาวูบหนึ่ง ตัวของข้าเย็นเหยียบ เหงื่อเย็นๆ หลั่งออกมาทั่วหน้าผาก หัวใจเต้นระส่ำเหมือนถูกอีกฝ่ายจับไต๋ได้ มือใต้ชุดค่อยๆ กำแน่น ข้าพยายามต่อสู้กับแรงกดดันอันหนักหน่วงจากบิดาที่เอ่อล้นออกมาพุ่งพล่านราวกับพุ่งชนให้ข้าถอยหลัง ข้ายืนหยัดอยู่ที่เดิมอย่างไม่ยอมแพ้จนกระทั่งร่างสูงโปร่งในชุดสีดำค่อยๆ ย่างก้าวเลยผ่านตัวข้าไปอย่างช้าๆ นำพาน้ำหนักในบรรยากาศที่ทำให้หายใจไม่ออกไปห่างออกไป

“ก็ดี ตอนนี้เจ้าไม่มีประสบการณ์เท่าไรนัก ยังไม่ได้เข้าสังคมเรียนรู้สิ่งต่างๆ ค่อยๆ คิดวางแผนไปว่าจะทำสิ่งใด”

ข้ากลับมาหายใจและโล่งโปร่งเช่นเดิมหันกลับไปมองเบื้องหลังของบุรุษที่เป็นบิดาแท้ๆ อย่างข้องใจ นี่เขาเรียกข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องอนาคตอย่างนั้นรึ? เขาไม่เอ่ยถามเรื่องราวที่ข้าไปเจอมาหรือเหตุผลที่ข้ากลับมาที่นี้เลยสักคำ หรือว่าเขากำลังจะเบี่ยงเบนความสนใจของข้าอยู่ ข้ายังคงระแวดระวังคนมากแผนไม่ลดละจนตึงเครียด ท่านพ่อของข้าค่อยๆ เดินไปยังชั้นตำราที่เก็บตำรามากมายเอาไว้ เขาค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเลือกตำราออกมาดูเล่มแล้วเล่มเล่าพลางเอ่ยอย่างราบเรียบ

“เจ้าจะต้องกลับมาศึกษาเล่าเรียนอีกครั้ง”

ข้าขมวดคิ้วเมื่อคิดถึงการเล่าเรียนอันหนักหนาในอดีต ข้าต้องขอบคุณการเคี่ยวเข็ญของเขาในอดีตที่ทำให้ข้าอ่านออกเขียนได้ล้ำหน้าเด็กคนอื่นๆ ไปมาก แม้จะร้างลาจากการเล่าเรียนมานานแล้วก็ไม่ได้ทำให้ข้ามีความรู้ด้อยกว่าเด็กวัยเดียวกัน เพราะในอดีตนั้นข้าถูกบังคับให้ศึกษาอย่างหนักกว่าเด็กคนอื่นๆ เป็นอย่างมาก มากจนไม่คิดว่าเด็กเช่นข้าจะแบกรับมันได้ไหว เขาหันมาเห็นสีหน้าไม่ดีนักของข้าเพียงแวบเดียวก็หันกลับไปมองตำราในมืออย่างไม่ใส่ใจ ท่านพ่อหลุบตามองตำราในมือเขาเปิดตำราที่ค่อนข้างยับยุ่ย มือหนาเปิดตำรานั้นแล้วค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วลูบไล้อักษรประโยคแล้วประโยคเล่า

“เจ้าคิดว่าพลังวิเศษของข้าคืออันใดงั้นรึ?”

“.....” ข้ากะพริบตาเมื่อถูกถามด้วยคำถามที่ไม่คาดคิดอีกครั้ง จริงๆ แล้วข้าไม่เคยเห็นท่านพ่อใช้พลังวิเศษเลย หรือว่าเคยแต่ข้าจำอะไรไม่ได้ จำได้แต่เพียงพลังวิเศษของท่านแม่ ข้าขมวดคิ้วพยายามขบคิดวิเคราะห์พลังวิเศษของเขา บางทีมันอาจจะเป็นพลังวิเศษที่ไม่สามารถมองเห็นหรือไม่ชัดเจน ต้องไม่ใช่สายต่อสู้อย่างแน่นอนเพราะเขาขึ้นเสียงเรื่องบุ๋น จากที่ได้ยินมาน่าจะเป็นพลังที่เกี่ยวกับความคิด ข้าส่งสายตาไปหาท่านแม่ที่ทำหน้าครุ่นคิดไม่ต่างกัน อ้าว อย่าบอกนะว่าท่านแม่ก็ไม่ทราบเรื่องนี้!? ท่านพ่อเงยหน้ามามองเมื่อเห็นข้าพยายามคิดเขาก็คลี่ยิ้มเยาะหยัดออกมาเล็กๆ

“ต่อให้เจ้าคิดจนตายก็ไม่มีวันเดาถูก เพราะข้านั้นไม่มีพลังวิเศษ”

“....!!?” ข้าเบิกตากว้างแสดงอาการตกใจออกมาอย่างไม่ปกปิด จ้องมองไปยังบิดาที่บอกความลับของตนเองออกมาหน้าตาเฉย ไม่มีพลังวิเศษ!? มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ข้าไม่เคยได้ยินว่าเขาไร้พลังวิเศษเลย!

ไม่จริง ไม่มีทาง!?

ร่างสูงโปร่งค่อยๆ เดินเข้ามาอย่างใจเย็นพร้อมกับค่อยๆ เล่าด้วยน้ำเสียงค่อนราบเรียบเช่นเดิม

“พี่น้องของข้าล้วนมีพลังวิเศษน่าตื่นตาแต่ทว่าข้ากลับไม่มีพลังวิเศษใดๆ นั้นทำให้บิดามารดาไม่ใส่ใจข้า พวกเขาทุ่มเททุกสิ่งให้แก่พี่ชายของข้าเซี่ยเหยียนจิน เจ้าคิดว่าข้าจะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้างในฐานะบุตรไร้ค่าที่ไม่มีพลังใดๆ ให้ส่งเสริม มันเลวร้ายยิ่งกว่าที่เจ้าจะนึกถึงเสียอีก สิ่งที่เจ้าเจอเทียบไม่ได้แม้แต่น้อย ข้าตัวคนเดียวและไม่มีพลังวิเศษใดๆ แต่ข้าไม่เคยยอมแพ้ ข้าต่อสู้กับทุกสิ่งกับทุกคน แม้จะถูกทรมานเจียนตายแต่ข้าก็กัดฟันสู้ยิบตา ข้าไม่ได้โง่ที่เอาแต่เพ้อฝันเงยหน้ามองฟ้าเรียกร้องร่ำไห้หาวีรบุรุษมาช่วยเหลือ หากแม้แต่ตัวเองไม่ช่วยเหลือตัวเองแล้วจะรอให้ผู้ใดมาช่วย”

“ข้าตระหนักดีว่าตัวข้าไม่มีพลังวิเศษเหมือนคนอื่นจะต้องพยายามให้หนักขึ้นเป็นเท่าตัว ข้าโหมอ่านตำราอย่างหนักพยายามจนกระอักเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะมีอุปสรรคหรือถูกขัดขวางข้าก็มุ่งมั่นต่อไปไม่มีหยุด จนกระทั่งข้าสามารถสอบจอหงวนได้ด้วยตัวเองเมื่ออายุสิบสี่โดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือแม้สักครั้ง เจ้าคงคิดว่าข้าประสบความสำเร็จมากแล้วใช่หรือไม่? แต่สิ่งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะราชสำนักนั้นเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่า แต่ข้าก็ฝ่าฟันมาได้จนสามารถยืนได้มั่นคง เมื่อถึงจุดนั้นไม่มีใครดูถูกข้าไม่มีใครกล้ารังแกข้า บิดามารดาและเหล่าญาติพี่น้องที่เคยไม่ใยดีก็กลับมาฉอเลาะทำดีอย่างน่าขำ”

“อะไรทำให้ข้ากับเจ้าแตกต่างกันอย่างนั้นรึลูกข้า? คำตอบง่ายมากนั่นก็เพราะข้าเข้มแข็งกว่าเจ้าอย่างไรเล่า! ข้าฮึดสู้สุดชีวิตแต่เจ้าเล่า? เจ้าทำอันใดบ้าง? สู้เพื่อตนเองงั้นหรือ? ปกป้องตนเองรึ? ไม่! เจ้าไม่ทำอันใดเลย เจ้ายอมรับสภาพทุกอย่างง่ายดายทั้งที่ยังไม่พยายามทำอันใด?”

เหตุใดสายตาเย็นเยียบและมุ่งมั่นอันแข็งกล้าของเขาขณะพูดนั้นถึงทำให้ข้าหน้าชาขนาดนี้กัน ข้าเม้มปากจ้องมองอีกฝ่ายที่คล้ายกับยิ้มเยาะด้วยสีหน้าราบเฉย เจ็บจี๊ดราวกับถูกสบประมาทรุนแรง และที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือข้าพูดอะไรไม่ได้เลย เมื่อย้อนคิดไปถึงอดีตตัวข้าก็อ่อนแอน่าสมเพชยิ่งนัก ข้ายืนขาแข็งพูดอะไรไม่ออกเมื่อถูกอีกฝ่ายไถ่ถามด้วยน้ำเสียงดุดันแข็งกร้าว

“ตอนนั้นเจ้าช่างน่าสมเพชยิ่งนักลูกข้า แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะเป็นลูกของข้ากับเหม่ยเหมย พวกข้าล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งไม่ยอมใคร แต่เหตุใดลูกของเราถึงได้อ่อนแอ ตอนที่เจ้าครบสี่ขวบไม่มีพลังวิเศษใดๆ ข้าได้แต่โทษตัวเองว่ามันเป็นเพราะข้าเอง ข้าไม่มีพลังใดๆ ถ่ายทอดให้แก่เจ้า แม้เหม่ยเหมยจะไม่สนใจว่าเจ้าจะไม่มีพลังใดแต่นั่นไม่ใช่ข้า ข้าในฐานะบิดาของเจ้าต้องรับผิดชอบ สิ่งเดียวที่ข้าจะทำเพื่อเจ้าก็คือการเคี่ยวเข็ญให้เจ้าแข็งแกร่งเหมือนตัวข้าในอดีต แต่ทว่าเจ้าไม่เคยสนใจเอาแต่คิดจะพึ่งพาข้ากับเหม่ยเหมย เจ้าทำให้ข้าหวาดกลัว หากวันหนึ่งข้ากับเหม่ยเหมยตายไปแล้วเจ้าจะพึ่งพาผู้ใด? เจ้าไม่ผิดเพราะเจ้ายังเด็กเกินไป แต่เป็นข้าเองที่ผิดที่ใจอ่อนให้เจ้าเกินไป จนแล้วจนรอดเจ้าก็เอาแต่หลบหลังอยู่หลังข้าและเหม่ยเหมย”

“ข้าคิดแล้วคิดอีก ควรทำอย่างไรดีแต่พวกเจ้าแม่ลูกก็ไม่เคยใส่ใจ หากเจ้าถูกอสรพิษรอบข้างกัดจนตายก็ไม่อาจโทษผู้ใด นอกเสียจากข้าผู้นี้ที่ล้มเหลวกับการเป็นบิดา จนกระทั่งทุกอย่างเลวร้ายข้าพลาดท่าทำให้เหม่ยเหมยต้องตาย ทุกสิ่งทุกอย่างถล่มทลายลงต่อหน้าข้า ข้าพยายามรอคอยอดทนให้เจ้าคิดได้แต่ทว่าลูกข้าเอ๋ยเจ้าช่างอ่อนแอยิ่งนัก ตอนที่เจ้าเดินจากไปพร้อมกับฉินอ๋องข้าได้แต่หัวเราะเยาะตามหลังเจ้า ยอมจำนนไม่พูดอันใดสักคำ ข้าเห็นอนาคตของเจ้าชัดเจน ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปอยู่ที่ใดก็ต้องทนทุกข์มีจุดจบแสนเศร้าไม่ต่างจากที่นี้ ต่อให้เจ้าหนีไปสุดล่าฟ้าเขียวแต่เจ้าก็หนีความอ่อนแอของตนเองมิได้หรอก หึ”

ใบหน้าราบเรียบแต่ทว่าดวงตาของเขากลับเปล่งประกายโกรธเกรี้ยวที่เงียบงันออกมาอย่างรุนแรง ข้าตัวสั่นหนาวเยือกท่ามกลางการจับจ้องดุดันของบิดา พอเขาเอ่ยถึงการตายแล้วท่านแม่ด้วยท่าทางข่มขื่นใจข้าก็ขมวดคิ้วเริ่มทนไม่ไหวที่ถูกต่อว่าฝ่ายเดียว และพอถูกอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องในอดีตและกล่าวอย่างรู้ทันในโชคชะตาที่ข้าต้องเจอ มันตรงเสียจนข้าอึ้งและเจ็บใจอย่างที่สุด ขอบตาของข้าร้อนผ่าวไม่อาจจะทนให้เขาเอ่ยถากถางได้อีกต่อไป ข้ากำลังอ้าปากจะพูดแต่ทว่าท่านแม่กลับตะโกนออกมาแทนอย่างอดทนไม่ไหวอีกต่อไป

โกหก! อย่ามาเสแสร้งนักเลยเหยียนจิ้ง! เจ้าเป็นคนฆ่าข้าเองกับมือ!

“หุบปาก!!

ร่างสูงโปร่งตรงหน้าข้ายกมือสั่งด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม ข้าหุบปากพร้อมๆ กับท่านแม่ที่ผงะตกใจเงียบไปในทันที นางทำหน้าตกใจสุดๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้เอ่ยห้ามนางโดยตรงก็ตาม เท่าที่ข้าจำได้ท่านพ่อค่อนข้างตามใจท่านแม่มากแม้จะถูกแกล้งแบบเด็กๆ ท่านพ่อก็ไม่เคยหัวเสียหรือขึ้นเสียงใส่ มีเพียงครั้งเดียวในตอนนั้นที่ท่านพ่อขึ้นเสียงกับท่านแม่ในตอนที่พวกเขาทะเลาะกัน ท่านพ่อสูดลมหายใจสงบอารมณ์ให้กลับมาสงบเช่นเดิมแล้วหันตัวเดินเบี่ยงตัวไปนั่งบนตั่งไม่ไกล ข้าและท่านแม่ที่เม้มปากกำหมัดหันไปมองเขาที่หัวเราะเยาะเบาๆ ออกมา ข้าไม่รู้ว่าเขาหัวเราะเยาะตัวเองหรือใคร ท่านพ่อเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง

“พวกเจ้าแม่ลูกทำให้ข้าต้องคับแค้นใจ อ้างแต่ความรัก ความรัก ความรักบ้าบออันใดกัน ข้าเตือนเจ้าตั้งแต่แรกแล้วว่าข้าไม่ใช่คนดี ข้าเตือนเจ้าให้หนีไป แต่เจ้าก็บอกว่าเจ้ารักข้า เจ้ารับได้ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไร มันเคยเป็นคำพูดที่ทำให้ข้าดีใจแต่วาจานั้นของเจ้าช่างเบาหวิวพอๆ กับความรักของเจ้า เมื่อถึงเวลาจริงๆ คนดีอย่างเจ้าก็เกิดมโนธรรม หวาดระแวงและไม่เคยเชื่อใจข้า ข้าเตือนให้เจ้ากลับไปตระกูลของเจ้าแต่เจ้าไม่เคยแยแสคำเตือนของข้า สุดท้ายพอทุกอย่างเลวร้ายเจ้าก็โยนความผิดทั้งหมดมาให้แก่ข้า เอาเลย หากมันทำให้เจ้าสบายใจมีความสุข จงโยนความผิดมาให้แก่สามีผู้ชั่วร้ายสารเลวผู้นี้ของเจ้าได้เต็มที่!

“เจ้าเองก็เช่นเดียวกัน จงเกลียดจงชิงชังบิดาของเจ้าผู้นี้ ถ้ามันทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นก็จงเกลียดข้าให้มากกว่านี้แค้นข้าให้มากกว่านี้  เจ้ากลับมาแก้แค้นข้ามิใช่รึ? ถ้าเช่นนั้นก็จงทำให้เต็มที่เพราะคนชั่วด้อยศีลธรรมเช่นข้าค่อนข้างร้ายกาจพอตัว อ้อ แล้วอย่าคาดหวังให้ข้าสำนึกผิดหรือรู้สึกผิดเล่า เพราะข้าไม่เคยเสียใจหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อยกับสิ่งที่ข้าทำไปในอดีต” ท่านพ่อเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ข้าผงะพูดอะไรไม่ออกเมื่อถูกอีกฝ่ายเอ่ยดักก่อนที่จะได้พูดออกไป ที่จริงแล้วมันควรเป็นพวกเราไม่ใช่หรือที่ต้องประณามการกระทำของเขา!?

เหยียนจิ้ง!!ท่านแม่ปิดหูตัวเองแล้วกรีดร้องออกมาพร้อมกับร้องไห้โฮอย่างอดทนไม่ไหว ข้าเหลือบไปมองนางด้วยความรู้สึกมึนงงสับสน ในหัวของข้ามันคิดอะไรไม่ออก น้ำตาที่เอ่ออยู่ขอบตาก็พลันแห้งหายไปเมื่อเห็นคนที่โดนจี้ใจมากกว่าปลดปล่อยอารมณ์ออกมา

พูดเช่นนั้นได้อย่างไร พูดออกมาได้อย่างไร สงสัยความรักของข้าได้อย่างไร!? ข้ารักเจ้า! ข้ารักเจ้าแม้ว่าจะถูกเจ้าทรยศหักหลังผิดคำพูดไปมีอะไรกันกับนางซู่ลี่ปินนั่น สุดท้ายแล้วอย่างไรเจ้าคงอยากจะเสพสุขกับมันจนต้องวางยาข้าจนตาย ที่ข้าโกรธแค้นที่สุดคือเจ้าทอดทิ้งลูกของข้า เซี่ยเหยียนจิ้ง อย่าได้มาพูดเอากลับผิดให้เป็นถูก! ชายสารเลวอย่างเจ้า...

“สุดท้ายแล้วพวกเจ้าก็ไม่เคยเข้าใจข้า” ท่านพ่อนิ่งไปเนิ่นนานก่อนจะถอนหายใจพึมพำออกมาอย่างเศร้าสร้อยอ้างว้าง เขาเบือนหน้าไปยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบนิ่งๆ พร้อมกับโบกมือไล่ข้าออกไป

“ออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีธุระอะไรกับเจ้าอีก เรื่องเรียนก็ไม่ต้องแล้วข้าไม่อยากบังคับใคร”

“...ท่านจะบอกว่าที่ทำไปเพราะให้ข้าเข้มแข็งขึ้นอย่างนั้นรึ? ตอนนั้นข้ายังเด็กและเพิ่งเสียมารดา ข้าเหลือเพียงแต่ท่าน แต่ทว่าท่านกลับผลักข้าลงเหวไม่ดูดำดูดีใดๆ...”

“หึ ข้าไม่จำเป็นต้องสาธยายอันใดในเมื่อพวกเจ้าตราหน้าข้าว่าสารเลว ...ออกไป!” เขาหัวเราะเสียงขึ้นจมูกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองข้าด้วยสายตาเหยียดหยัดก่อนจะตวาดไล่อีกครั้ง

ข้ากัดริมฝีปากแน่นอย่างอึดอัดก่อนจะหันตัวเดินออกไปจากห้องด้วยใจที่หนักอึ้งยิ่งกว่าตอนเข้าไปเสียอีก ในหัวของข้ามันสับสนวุ่นวายไปหมด สิ่งที่คิดมากลับถูกอีกฝ่ายตีแตกกระจายไม่มีเหลือ คำพูดของเขานั้นทำให้ข้าเถียงอะไรไม่ได้เลย ข้ารู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงแทบอยากจะล้มตัวลงไปนอนกับพื้นมันเสียเดี๋ยวนี้ ข้าถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะหันหลังกลับไปมองห้องที่ข้าเดินออกมา รู้สึกว่าท่านแม่ยังไม่ได้ออกมาเลยนี่น่า ข้ากำลังอ้าปากเรียกนางแต่กลับมีบางอย่างกระโดดผลุบลงมาตรงหน้า ข้าสะดุ้งตกใจพร้อมกับกางมือสร้างอาณาเขตป้องกันตัวจากการโจมตีของศัตรู

“นายน้อย!

ข้าชะงักมือจ้องมองคนชุดดำตรงหน้าที่ค่อยๆ คุกเข่าลงก้มตัวทำความเคารพข้าอย่างนอบน้อม ข้าขมวดคิ้วพยายามจ้องมองพวกเขาทั้งสองอย่างสงสัยปนหวาดระแวง ทั้งสองหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาพวกเขาสวมหน้ากากสีดำสนิทที่มีรูปหยดน้ำสามหยดอยู่ตรงแก้มด้านขวา พวกเขาสวมหน้ากากออกมาแล้วส่งยิ้มให้แก่ข้าอย่างเป็นมิตร พวกเขาเป็นใครกัน? ในขณะที่จ้องมองข้าก็ขยับตัวถอยห่างเว้นระยะจากพวกเขา แม้ว่าท่าทางพวกเขาจะมาดีก็ตาม

“พวกเจ้าเป็นใคร?”

“นายน้อย ข้าคืออู้หย่า(อีกา) ส่วนเจ้านี่คือไป๋หู่(เสือขาว) พวกเราเป็นองครักษ์ประจำตัวของนายน้อย”

“...ฉินอ๋องส่งพวกเจ้ามางั้นรึ?” ข้ายกคิ้วขึ้นอย่างตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามพวกเขาพร้อมกับลดมือปลดอาณาเขตออก หากมิใช่ฉินอ๋องแล้วจะเป็นผู้ใดเล่าที่ส่งคนมาอารักขาข้า องครักษ์ขาวดำทั้งสองหุบยิ้มแทบไม่ทัน โดยเฉพาะอู้หย่าที่เบ้ปากคว่ำพร้อมกับทำเสียงหึขึ้นจมูก

“มิได้ขอรับ เฮ้อ เป็นนายท่าน...บิดาของนายน้อยต่างหากเล่า อันที่จริงพวกข้าติดตามดูแลนายน้อยมาตั้งแต่เด็กๆ ทุกเรื่องของนายน้อยพวกข้าล้วนทราบดีไม่แพ้ใคร หุๆ แม้ว่าจะลำบากสักหน่อยเพราะถูกอ๋องหน้าหินนั้นขัดขวางแต่พวกข้าก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่ อันที่จริงข้าอยากปรากฏตัวต่อหน้านายน้อยตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเลยขอรับ ยามนายน้อยอยู่ในวังหย่งเฮ่าพวกข้าคอยเฝ้าดูอยู่ข้างนอกวัง พอนายน้อยออกมาข้างนอกพวกข้าก็ถูกองครักษ์ของฉินอ๋องที่ตามนายน้อยเป็นโขยงนั่นกีดกันไม่ให้เข้าใกล้ วันนี้นายน้อยกลับมาที่ตระกูลเซี่ยก็ไม่มีอะไรมาขวางกันระหว่างข้ากับนายน้อยอีกแล้ว หุๆ หากนายน้อยต้องการใช้งานพวกเราโปรดเรียกใช้ได้ทุกเมื่อนะขอรับ” อู้หย่าเอ่ยเสร็จก่อนก้มตัวลงพื้นอีกครั้งเขาเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ มีเพียงตอนที่พูดถึงฉินอ๋องเท่านั้นที่เบ้ปากรังเกียจสุดทนออกมา ข้ากะพริบตาปริบๆ ประมวลข้อมูลที่ได้รับเข้าสมองอย่างช้าๆ

“พวกเจ้าติดตามข้าไปยังวังหย่งเฮ่างั้นรึ?”

“ขอรับ อันที่จริงพวกข้าพยายามปลอมตัวเข้าไปในวังกันหลายรอบแต่ล้มเหลวเสียทุกครั้ง ฉินอ๋องผู้นั้นจมูกดีเหลือเกิน ทำให้ต้องเฝ้ามองนายน้อยอยู่ห่างๆ ช่างบกพร่องต่อหน้าที่ยิ่งนัก ขออภัยอย่างยิ่งขอรับ”

“เขาสั่งมางั้นหรือ?” ข้านิ่งไปอยู่นานก็ค่อยๆ เอ่ยถามเสียงเบา อู้หย่าเอียงหน้างุนงงกับคำถามก่อนจะคิดตกว่าข้าหมายถึงอันใด เขายิ้มให้แก่ข้าแล้วพยักหน้าเอ่ยตอบชัดถ้อยชัดคำ

“แน่นอนขอรับ นายท่านเป็นผู้ส่งพวกข้าไปดูแลนายน้อยที่นั้น นายน้อย...” อู้หย่าทำหน้าจริงจังขึ้นมาเพียงเสี้ยวอึดใจ ข้าพลอยต้องทำอารมณ์ขึงขังไปด้วย ข้ารอให้อีกฝ่ายเป็นผู้พูด อู้หย่าจ้องมองข้าเขม็งก่อนจะระบายยิ้มยกมือจับแก้มที่เหมือนจะแดงระเรื่อหลบสายตาไปอย่างเขินอาย “พอมาเห็นใกล้ๆ เช่นนี้ก็ทำให้ข้าอดเคลิ้มมิได้ นายน้อยช่างงดงามจริงๆ เห็นจากระยะไกลๆ ว่างดงามแล้ว มาเห็นระยะประชิดเช่นนี้ข้าเกือบหัวใจวาย หุๆ นายน้อย~

ข้าขนลุกเกรียวเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะออกมาแปลกๆ ไป๋หู่ที่เงียบอยู่นานก็ขมวดคิ้วมองสหายอย่างเอือมระอา เขาโบกศีรษะของอู้หย่าแล้วหันมาบอกลาข้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับลากเพื่อนที่ยังหัวเราะเคลิบเคลิ้มออกไป ข้าหันมองตามพวกเขาแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอย สมกับเป็นองครักษ์เงาจริงๆ ข้าถอนหายใจนึกถึงคำพูดของพ่อบ้านกู่ขึ้นมาทันที บางทีข้าอาจจะไม่รู้อะไรอีกมากจริงๆ ข้าเดินกลับเรือนไปอย่างเหนื่อยล้าพลางคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป

กว่าข้าจะนอนหลับสนิทก็เกือบรุ่งสางทำให้ตื่นสายเล็กน้อย พวกเด็กรับใช้เข้ามาปลุกข้าพร้อมกับรับใช้ล้างหน้าแต่งตัว ข้ารีบเดินไปเรือนใหญ่เพื่อรับประทานมื้อเช้าที่นั้น เมื่อไปถึงปรากฏว่าทุกคนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ข้านั่งลงข้างท่านย่าน้อยเหลือบไปมองท่านแม่ที่นั่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่ที่นั่งของนาง จะว่าไปเมื่อคืนท่านแม่ไม่ได้กลับมาพร้อมข้านี่น่า นางไปอยู่ที่ไหนกัน ข้ารีบมองไปทางอื่นเพราะกลัวผู้อื่นจะผิดสังเกต สายตาไปปะทะเซี่ยเหยียนเหว่ยที่ส่งสายตาน่ากลัวมาให้ ข้าไม่สนใจนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับระบายยิ้มนิดๆ ออกมาเอ่ยขออภัยที่มาช้า ท่านย่าน้อยยิ้มรับไม่ถือสาบอกว่าข้าเพิ่งมาที่นี้อาจจะนอนไม่หลับเพราะผิดที่ผิดทาง และเหมือนเดิมไม่มีคำถามอารัมภบทใดๆ เจ้าบ้านส่งสัญญาณให้ทุกคนลงมือทานข้าวเช้าได้ พวกเราก้มหน้าทานกันเงียบๆ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดยกเว้นท่านย่าน้อย

“เมื่อคืนเกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นรึเหยียนจิ้ง? เหตุใดเจ้าถึงสั่งให้เพิ่มเวรยามเข้มงวดขึ้นเช่นนี้?”

“ไม่มีอันใด เพียงแค่มีแมวขโมยพยายามปีนกำแพงเข้ามาในจวนเท่านั้น” ท่านพ่อเอ่ยตอบเรียบๆ แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเขาค่อนข้างจะสะใจที่ป้องกันไม่ให้แมวขโมยเข้ามาได้กันนะ บางทีข้าอาจจะคิดไปเอง ข้าก้มหน้าทานข้าวเงียบๆ ต่อ

“หา? ใครกันที่กล้าปีนเข้ามา มันไม่รู้หรือไรว่าที่นี้จวนอำมาตย์เซี่ย หาเรื่องตายชัดๆ” ท่านย่าน้อยตกใจยกมือทาบอกก่อนจะขมวดคิ้วเอ่ยถามอย่างข้องใจ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อซึ่งข้าก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

นั่นสิ แมวขโมยตัวนั้นต้องใจกล้ามากแน่ๆ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แมวขโมย : รอก่อนถิงถิง ข้ากำลังจะไปหาเจ้า...แว๊กกกกกก! บัดซบบบบบบ!? //ถูกสอยร่วง

(ลาก่อนเจ้าแมว ต้องหาพระเอกใหม่สินะ) ข้ายังไม่ตายเว้ยยย!//เสียงแมวตะแง่วๆ มาจากที่ห่างไกล

 

 อืม ไม่ได้โกรธหรือพิโรธอันใดนะ ทำไมตีความหมายไปเช่นนั้นล่ะทุกคน

ปล. อาการข้อมือดีขึ้นแล้วค่ะ แต่ยังไม่หายนะ 555 ยังมีอาการอยู่จ้ะ

ปุจฉาาาาาาาาา แมวมาขโมยอันใด?

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.634K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25531 CK 27 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 16 มีนาคม 2564 / 21:02
    ใครจะยังไงไม่รู้ แต่ฉันโอเคกับเหตุผลท่านพ่อนะ คือมันแสดงให้เห็นเลยว่ารักลูกมากอยากให้ลูกได้ดีอะ มันก็เหมือนแบบตัวเองทำได้ก็เชื่อว่าลูกจะทำได้ มันต่างกันตรงที่น้องเคยได้รับความรักมาก่อนเนี่ยละ เด็กที่ถูกทะนุถนอมมาอย่างดีมาเจออย่างนี้น้องเลยไม่ไหวไง โอ่ย เห็นใจทุกคนเลยอะ
    #25,531
    0
  2. #25512 sunflowerrrr (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 มีนาคม 2564 / 22:30
    แมวขโมย55555555555555
    #25,512
    0
  3. #25499 kristkatt (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:25
    ไม่มีเหตุผลไหนฟังขึ้นซักอย่างสุดท้ายก็เห็นเเก่ตัวอยู่ดี

    อย่าลืมนะนี่มันชาติใหม่

    ถ้าชาติเดิมคือลูกตายไปแล้ว อันนี้หรอที่เรียกว่าปกป้อง

    ข้ออ้างโคตรเเย่

    จะบอกว่าเป็นพ่อที่สารเลวก็คงไม่ผิด ตัวเองเคยโดนอะไรมาก็จะให้ลูกโดนด้วยงั้นหรอ

    เป็นบ้าหรอ ตัวเอฝมีอำนาจใหญ่คับฟ้าเเทนที่จะปกป้องเเละสั่งสอนลูกดีๆกลับทำอะไรแบบนี้โคตรน่ารังเกียจ ต่อให้นักเขียนจะหาข้ออ้างมาทำให้อีตาพ่อดูดีกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า ก็คงลบความจริงไม่ได้ว่าจริงๆจิ้งถิงคนนั้นตายไปแล้วด้วยซ้ำ
    #25,499
    0
  4. #25477 582201 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:31
    ข้ออ้างคุณพ่อแย่มากเ-้....คือหลังจากแม่ตายถ้าอยากให้ลูกเก่งก็ควรพูดความจริงกับลูกคอยสอนคอยปูทางให้ลูกรู้ที่ตัวเองเจอมันเลวร้ายทำไมถึงยังทำมันกับลูกอ่ะ ถ้าทำงี้เลิกพูดว่ารักเถอะอ้างคนที่ส่งมาดูมีใครช่วยน้องบ้างชาติเป็นสาเหตุให้ลูกออกจากบ้านแท้ขนาดปกป้องจากคนในบ้านยังทำไม่ได้เลยมาพูดบอกทำทุกอย่างจนมีอำนาจเมียตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้จะไม่ให้ระแวงได้ไงมีอะไรไม่เคยบอกลูกเมีย
    #25,477
    0
  5. #25419 NEPTUNEL (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 / 05:14
    ก็เอามาใช้เป็นเหตุผลไม่ได้อยู่ดี ฟังไม่ขึ้น สุดท้ายความเป็นจริงที่ไม่ดูดำดูดีลูกก็ยังอยู่
    #25,419
    0
  6. #25381 Maylyunho (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:21
    ไม่ว่าจะเหตุผลไหนก็ไม่ควรไม่ดูดำดูดีแบบนั้น ตัวเแงผ่านความดลวร้ายมาแล้ว ทำไมยังต้องให้ลูกรู้สึกเลวร้ายตาม แนะนำเค้าสิ่ คนเราจิตใจมันไม่เหมือนกันน่อท่านพ่อ อ๋องแมวเจ้าแอบปีนเข้าวังเร๊อะ
    #25,381
    0
  7. #25219 The cutest mango (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 มกราคม 2564 / 02:43
    อ่านกี่รอบก็อยากตีท่านพ่อ โว้ยยยยย
    #25,219
    0
  8. #25028 Espoir_U (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 06:21
    ฉันว่าท่านพ่อไม่ได้เลวอย่างที่คิด เอเวอรี่บอดี้ใจเย็นก่อน
    #25,028
    0
  9. #25000 Apexxx (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 16:07
    ถึงยังไงก็โกรธทั่นพ่ออยู่ดี
    #25,000
    0
  10. #24979 jinhaana (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 09:07
    อ่านตอนนี้แล้วนึกถึงเพลงอยากฟังเหตุผล
    #24,979
    0
  11. #24926 kantt19 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 09:39
    ค่อนข้างเข้าใจท่านพ่อนะ เพราะถิงถิงอ่อนแอจริงๆและหวังแต่ให้คนอื่นมาช่วยเหลือ แต่ก็ผิดจริงๆที่ไม่ออกตัวปกป้องถิงถิงเลย ปล่อยให้ถูกรังแกถึงปานนี้ แค่ออกปากปกป้องสักนิดก็ไม่ทำเลย กลับปล่อยให้น้องผูกใจเจ็บและคิดไปเอง ปล่อยให้เข้าใจผิดมานาน

    แล้วยังเอาตัวเองมาเปรียบกับน้องอีก แล้วตอนนั้นน้องเพิ่งจะกี่ขวบเอง เหมือนถูกตบหัวแล้วลูบหลังอ่ะ แต่ก็คิดว่าคงมีเหตุผลของเขา
    #24,926
    0
  12. #24789 ปราน (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 23:19

    มันรู้สึกแปลกๆ ท่านพ่อต้องมีเงื่อนงำซุกซ่อน พอๆกีบอ๋องแมวนั่นแหละ

    #24,789
    0
  13. #24785 magarita30 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 20:12
    พ่อไม่สำนึกนะ เมียตายไปคนยังไม่รู้อีกว่าตัวเองทำอะไรผิด ลูกตายอีกคน คงสบายใจสินะ
    #24,785
    0
  14. #24781 pretendgirl (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 01:39
    มันแบบเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้เลยนะ เด็กอะมันไม่ได้คิดได้ทุกคนหรอกมั้ยถามก่อนเลย ผู้ใหญ่ก็คิดในแบบผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าใจเด็กแบบจริงๆหรอก ทั้งๆที่ตัวเองก็เคยเป็นเด็กมาเหมือนกัน
    #24,781
    0
  15. #24763 PaPa9 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 09:48
    ถึงจะหวังดีขนาดไหนแต่ถ้าไม่พูดอะไรเลยปล่อยให้เราเข้าใจแบบผิดๆเข้าใจว่าพ่อไม่รักมันก็ทำให้เราไม่อยากที่จะสู้ไม่อยากที่จะทำอะไรทั้งนั้นเพราะคิดว่าทำไปก็ไม่มีพูใดสนใจ ท่านพ่อก็เหมือนท่านอ๋องในอดีตนั่นแหละ หวังดี ปกป้อง แต่แล้วอย่างไร หวังดีแบบผิดๆ ปกป้องแบบผิดๆ สิ่งที่ตามมาก็คือทำให้เราเสียใจ แต่ถ้าพอมารู้ทีหลังมันก็จะทำให้เราคิดว่าเราช่างโง่งมนัก เราจะโทษตัวเองที่งี่เง่าสุดท้าย การหวังดีแบบผิดๆ แทนที่จะทำให้เราเข้มแข็งแต่มันกลับทำให้เราอ่อนแอมากขึ้น
    #24,763
    0
  16. #24740 PRF. (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 13:09
    ยังไงก็ไม่ชอบพ่ออยู่ดีอ่ะ... ฟังใครก็ไม่ฟังเล้ย ก็รู้ว่าน่าจะรักน้องแต่แบบ แล้วดูพูดถึงเมียตัวเองดิ =-= ไปพักกกกกก
    #24,740
    0
  17. #24695 OraweeBoonklong (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 21:39
    พ่อ จะสอนลูกให้เข้มแข็งแต่สอนผิดวิธีผิดเวลา น้องไม่เหมือนพ่อที่จะเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยวิธีนี้
    #24,695
    0
  18. #24689 suprem-leader (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 18:38
    เอาจริงดิโยนมาอย่างนี้เลยนี้นะ อย่าอ้างเลยว่าให้ลูกเข้มแข็ง อย่านี้เขาก็เรียกว่าโยนขี้ให้คนอื่นเหมือนกัน คิดว่าเด็กที่อายุ4ขวบ แม่พึ่งตาย พ่อแม่งไม่ทำไรเลย เด็กมันจะเป็นยังไง อย่าน้อยถ้าพูดปลอบแค่คำเดียวมันก็จะดีกว่านี้ แล้วอีพ่อคิดว่าตัวเองปกป้องเมียกับลูกตัวเองสุดกำลังหรือยัง หรือแค่คิดว่าเมียตัวเองแข็งแกร่ง แล้วปล่อยปะละเลย
    #24,689
    0
  19. #24681 P.Hawk (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 13:10
    อ่านกี่รอบก็ไม่พอใจพ่อจิ้งถิงเลยนะ ต้องรอให้ลูกตายคามือพวกนี้ก่อนถึงจะยอมช่วยลูกหรอ? เหอ! ลูกพึ่งเสียแม่พ่อยังทิ้ง ดีได้ท่านอ๋องพาออกไป จะอ้างขี้หมูขี้หมาอะไรก็ช่าง อย่างให้ลูกเข้มแข็ง แต่ไม่คิดจะสอนลูกดีๆ ใช้วิธีอย่างงี้ใช้ได้หรอว่ะ แต่ล่ะคนมันก็แตกต่างป่ะ ฮึ้ย! อารมณ์เสีย อย่าพูดว่ารักลูกเลนแบบนี้
    #24,681
    0
  20. #24593 pupe. (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 15:48
    ถ้าท่านพ่อขอโทษซักคำ จะอินกว่านี้
    #24,593
    0
  21. #24422 Fueled me (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:53
    นั่นไง พ่อแกไม่ใช่คนดีจริงๆด้วย สงสารน้องนะ ถ้ามองในอีกมุมนึงก็คือความรักอย่างเดียวมันไม่พอหรอก ถ้าจะอ้างว่าพ่อไม่รักอย่างเดียวก็ไม่ถูกรึเปล่า ก็ในเมื่อตอนนั้นน้องก็ไม่พยายามสู้ด้วยตัวเองเหมือนกัน แต่ก็พอเข้าใจแหละคนมันเสียขวัญจากอะไรหลายๆอย่าง ยิ่งพื้นเพน้องเป็นคนซื่อๆอยู่ ไหนจะมองโลกในแง่ร้ายนั่นอีก
    #24,422
    0
  22. #24355 XXXFUXXX (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 12:48
    ท่านพ่อคะ น้องแค่ต้องการความรักจากท่านพ่อเท่านั้นเองค่ะ เหตุผลท่านพ่อช่างทำร้ายน้องเหลือเกิน
    #24,355
    0
  23. #23878 jaeh96 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 22:33
    งงมากเพราะขนาดมีองครักษ์น้องยังโดนตีจนตายเลย?
    #23,878
    2
    • #23878-1 soundlessnote(จากตอนที่ 48)
      10 เมษายน 2563 / 00:36
      น่าจะเพราะโดนฉุดไปจากห้องครัวแล้วโบยทันทีจนตาย (วิเคราะห์ว่าที่องครักษ์ ‘คอยดูอยู่ห่างๆ’ ทำให้ไม่ทันการ)
      #23878-1
    • #23878-2 soundlessnote(จากตอนที่ 48)
      10 เมษายน 2563 / 00:42
      งงกว่าคือพ่อเห็นแม่เหรอ???
      #23878-2
  24. #23790 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 21:34
    ไม่เข้าใจความคิดท่านพ่อ อะไรคือการเกทับว่าตัวเองเข้มแข็งมากกว่าลูก รู้นะว่ารักลูกรักเมีย แต่รักด้วยวิธีแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรอ นี่อ่านความคิดท่านพ่อแล้วก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นกับท่านพ่อเลย เด็กแค่สี่ขวบเองนะแถมแม่ก็พึ่งมาเสียไปอีก เด็กมันจะเอากำลังใจที่ไหนมาเข้มแข็ง พอเหลือที่พึ่งสุดท้ายอย่างพ่อ พ่อก็ทำท่าทีหมางเมินใส่ เด็กมันจะไม่ฝังใจว่าพ่อไม่รักได้ยังไง
    #23,790
    2
    • #23790-1 soundlessnote(จากตอนที่ 48)
      10 เมษายน 2563 / 00:39
      เอาจริงๆ มันมีคนประเภทนี้อยู่ ส่วนตัวขอเรียกว่าเป็นเลี้ยงลูกไม่เป็น หวังแต่จะให้ลูกเข้มแข็งเหมือนตนเองในอดีต แต่ว่าลืมนึกถึงปัจจัยในชีวิตของลูกและสภาพแวดล้อมที่เจริญเติบโตของลูกและตัวเองมันต่างกัน

      ให้ตายเถอะ
      #23790-1
    • #23790-2 soundlessnote(จากตอนที่ 48)
      10 เมษายน 2563 / 00:39
      เอาจริงๆ มันมีคนประเภทนี้อยู่ ส่วนตัวขอเรียกว่าเป็นเลี้ยงลูกไม่เป็น หวังแต่จะให้ลูกเข้มแข็งเหมือนตนเองในอดีต แต่ว่าลืมนึกถึงปัจจัยในชีวิตของลูกและสภาพแวดล้อมที่เจริญเติบโตของลูกและตัวเองมันต่างกัน
      #23790-2
  25. #23723 Peach9 (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 17:34
    ท่านพ่อคะ เอาจริงๆถ้าท่านย้อนคิดสักนิดนึงตามที่อ่านน้องยังเด็กแล้วอยู่ๆมาเสียแม่ไปมันยากที่จะยอมรับอยู่แล้ว แล้วท่านก็มาทำท่าทีห่างเหินอีก มันไม่ใช่ในอดีตอ่ะไม่ว่าท่านจะเจออะไรมาผ่านอะไรมาบ้างนั่นมันตัวท่าน ท่านมีปมในใจรู้ไหม? ความอดทนคนเรามันไม่เท่ากันอยู่แล้ว หรือท่านคิดว่านี่คือวิธีของท่านก็แล้วแต่เถ ะ
    #23,723
    0