เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 49 : ตอนที่ ๔๘ งานเลี้ยงในวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,907 ครั้ง
    3 ก.ย. 59

ตอนที่ ๔๘ งานเลี้ยงในวัง

หลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนก็เริ่มทยอยลุกออกไป ข้าเองก็มีแผนการในใจเช่นกัน จึงลุกขึ้นพลางลอบมองไปที่ท่านพ่อแวบหนึ่งก่อนจะเบือนสายตาไปมองท่านแม่ ส่งสายตาให้แต่ทว่าท่านแม่กลับเอาแต่มองท่านพ่อ ข้าเดินออกไปอย่างงุนงง นี่มันหมายความว่ายังไง? เหตุใดท่านแม่ถึงได้ทำตัวติดหนึบกับเขาเช่นนั้น? หรือว่ากำลังพยายามสังเกตพฤติกรรมของเขาอยู่งั้นรึ? ข้าหันกลับไปมองพวกเขาที่นั่งนิ่งๆ ท่านพ่อเรียกพ่อบ้านกู่มาแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้แก่อีกฝ่ายพร้อมกับสั่งให้นำไปเผา

อย่าลืมชุดลายโบตั๋นด้วย ชุดนี้ข้าใส่นานเกือบเดือนแล้ว

“ชุดลายโบตั๋นที่เตรียมเอาไว้ด้วย”

ข้าขมวดคิ้วหนักยิ่งกว่าเดิม เหตุใดเหมือนพวกเขาคุยกันรู้เรื่อง? ท่านพ่อได้ยินที่ท่านแม่พูดอย่างนั้นรึ? ข้าแทบจะถลึงตาออกมาด้วยความตกใจที่เห็นท่านแม่ญาติดีกับท่านพ่อ ขนาดกระโดดไปกอดอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อันใดกันแค่เพียงคืนเดียวก็ทำให้ท่านแม่แปรพักตร์เลยงั้นรึ? ท่านพ่อที่มีท่านแม่เกาะหนึบด้านหลังลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องรับประทานอาหารด้วยสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม เขาเหลือบมองข้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอันใดทำเพียงเดินผ่านไปเฉยๆ ท่านแม่หันมามองข้าพร้อมกับยิ้มแป้นอย่างระรื่น ผิดกับเมื่อวานที่ยังหลั่งน้ำตาสะอื้นอย่างเศร้าใจ ข้ามองตามพวกเขาไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตอนนี้ข้าเหมือนถูกทิ้ง!

ท่านแม่ นี่มันอะไรกันขอรับ!?

เมื่อวานทำให้ข้ารู้สึกสับสนมากพออยู่แล้ว พอตอนนี้ยิ่งสับสนมากกว่าเดิมอีก ข้านวดขมับที่ปวดหนึบเพราะคิดมากจนเกินไป ก่อนจะตัดสินใจไปหาใครบางคนที่ข้าตั้งใจจะไปถามเรื่องราวทั้งหมด ข้ามั่นใจว่าเขาต้องรู้เรื่องอย่างแน่นอน ข้าเดินตามหาพ่อบ้านกู่โดยถามหากับเหล่าคนรับใช้ พวกเขามีท่าทางขัดเขินข้าอยู่บ้างแต่ก็พยายามช่วยเต็มที่ จะว่าไปแล้วคนรับใช้ก็เหมือนจะเป็นคนหน้าใหม่ทั้งหมดเลย เพราะไม่มีคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยสักคน ข้าเดินมาหลังห้องครัวเห็นพ่อบ้านกู่กำลังนั่งเผาอะไรบางอย่างอยู่ ข้ารีบเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับเอ่ยเรียกอีกฝ่าย พอเข้ามาใกล้ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเผาชุดของสตรี ข้าไม่สนใจมากนัก

“นายน้อยมีอันใดให้บ่าวรับใช้หรือขอรับ?” พ่อบ้านกู่แย้มยิ้มออกมานิดๆ พร้อมกับเอ่ยถามข้าอย่างนอบน้อม ข้าส่ายหน้าไปมาเอ่ยบอกสาเหตุที่มาพบเขาอย่างตรงไปตรงมา

“ไม่ใช่ ข้าเพียงอยากมาถามเจ้าเรื่องท่านพ่อ...”

“แล้วเหตุใดนายน้อยไม่ถามนายท่านเองเล่า?”

“เฮ้อ พ่อบ้านกู่ ตอนนี้ข้าไม่อาจเผชิญหน้ากับเขาอย่างสงบได้ ใจของข้านั้นโกรธแค้นต่อเขามากเกินไป และด้วยนิสัยของเขาเจ้าคิดว่าเขาจะตอบง่ายๆ หรือหากข้าเข้าไปถามจริงๆ” ข้าพูดความจริงที่รู้สึกออกไปพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนตอไม้ใกล้ๆ พ่อบ้านกู่มองข้าแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเข้าใจ เขาหันไปมองเตาไฟตรงหน้าที่ค่อยๆ เผาไหม้ชุดสีฟ้าอ่อนลวดลายโบตั๋น ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผ้าชั้นดีค่อนข้างมีราคา เหตุใดถึงได้เผาชุดนี้กันเล่า? ข้าจ้องมองแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นตรงพื้นมีกระดาษเงินกระดาษทองกองเกลื่อนอยู่ มันทำให้นึกถึงประโยคที่ท่านแม่ได้เอ่ย ใช่ นางพูดถึงชุดลายโบตั๋นของนาง ซึ่งชุดที่กำลังเผาอยู่นี้ก็เป็นชุดลายโบตั๋น!?

“ชุดนี้...?”

“อ่า งดงามมากใช่หรือไม่ขอรับ? ชุดนี้ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเสร็จ ช่างเป็นคนที่น่ากลัวอย่างยิ่ง แม้แต่งานฝีมือเหล่านี้ยังสามารถทำออกมาได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้” พ่อบ้านกู่ระบายยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเอ่ยชื่นชมชุดที่กำลังถูกเผา ข้านิ่งครุ่นคิดสักพักถึงได้เอะใจต่อคำพูดของเขา นี่อย่าบอกนะว่าคนที่ทำชุดนี้ก็คือ...เขาน่ะ!?

“เรื่องที่นายน้อยอยากทราบบ่าวอาจจะรู้ไม่มากนัก”

“ไม่เป็นไรหรอกพ่อบ้านกู่ เล่าสิ่งที่ท่านทราบมาเถิด”

“เรื่องในอดีตข้าไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้น นายน้อยยังจำตอนที่นายท่านกับนายหญิงทะเลาะกันครั้งนั้นได้หรือไม่? ครั้งนั้นบ่าวเป็นคนเตรียมรถม้าและของข้าวทุกอย่างไว้ให้นายหญิงและนายน้อยเพื่อกลับไปยังตระกูลเก่าของนายหญิง บ่าวเองก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดถึงได้เป็นเช่นนั้นนายท่านยืนยันจะให้นางหญิงกับนายน้อยจากไป แต่นางหญิงไม่ยินยอมถึงกับทำลายของทุกอย่าง พวกเขาทะเลาะกันรุนแรงโกรธเคืองจนหันหลังไม่ยอมพูดอะไรกันอีก ต่างใช้ความเย็นชากดดันกันจนกระทั่งนายหญิงล้มป่วยลง...”

ข้าจำได้ว่าท่านแม่เล่าให้ฟังว่าท่านพ่อกลับมาทำดีด้วยอีกครั้งจนกระทั่งนางเริ่มใจอ่อน และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้นางต้องตายเพราะยาพิษที่ท่านพ่อนำมาให้ดื่มด้วยตนเอง ข้าค่อยๆ หรี่ตาลงราวกับกำลังข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้

“วันนั้นเป็นบ่าวเองที่ต้มยาและยกไปให้นายท่านเพื่อให้นายหญิงดื่ม... พอนายหญิงดื่มยาเข้าไปกลับทำท่าเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก นายท่านกับบ่าวตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยาที่บ่าวเป็นคนนำมากลับทำให้นายหญิงเป็นเช่นนั้น บ่าวไม่เข้าใจว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เพราะบ่าวตรวจสอบดีแล้วว่าเป็นตัวยาจริงๆ ไม่น่าจะเป็นพิษได้ ระหว่างที่บ่าวกลัวนายท่านสั่งให้บ่าวไปตามหมอ พอหมอมาถึงนายหญิงได้สลบไม่มีสติแล้วแต่ทว่าหมอกลับไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้เพราะตรวจไม่พบสิ่งใดผิดปกติ นายท่านจึงออกไปขอร้องหมอหลวงเฉินด้วยตนเองแล้วให้บ่าวเป็นคนเฝ้านายหญิง พอนายท่านจากไปท่านเหยียนน่าก็เข้ามาเยี่ยมนายหญิง จู่ๆ ท่านเหยียนน่าก็ทำร้ายบ่าวจนสลบไป... ถ้าหากบ่าวสังเกตความผิดปกติของท่านเหยียนน่าคงจะไม่ปล่อยให้นางเข้าไปในห้อง นายน้อย บ่าวขออภัยจริงๆ ที่ปกป้องท่านแม่ของนายน้อยไม่ได้” พ่อบ้านกู่หลุบตาต่ำลงไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นมามองข้า ใบหน้าของเขาดูเสียใจมากจริงๆ ข้าเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเล่า

“ท่านย่าน้อย? ท่านย่าน้อยเข้าไปแล้วเกิดอันใดขึ้น!?”

“นายน้อยยังจำตอนที่เดินกลับมาเจอนายหญิงตอนนั้นได้หรือไม่?”

ข้าพยายามนึกกลับไปในความทรงจำที่เลืองรางของเด็กวัยแปดขวบ ข้าจำได้เพียงว่าตอนนั้นกลับมาจากเล่นอย่างปกติกำลังแวะมาดูท่านแม่ ช่วงที่ข้าจำได้ชัดเจนมากที่สุดคือตอนที่เปิดประตูห้องเข้าไปพร้อมกับเรียกหามารดา แต่ภาพที่เห็นนั้นกลับเป็นร่างมารดาที่ห้อยลงมาจากขื่อ จากนั้นข้าก็จำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเสียงกรีดร้องของผู้คนมากมาย

“วันนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเหลือเกิน กว่านายท่านจะกลับมาพร้อมกับหมอหลวงเฉินที่ไปรักษาอาการขององค์ชายรองทุกอย่างมันก็สายเกินไปแล้ว”

“ท่านย่าน้อยเป็นคนวางยาท่านแม่แล้วจัดฉากให้นางผูกคอตายอย่างนั้นรึ!? แล้วทำไมนางถึงได้ทำเช่นนั้น?” ข้าเบิกตากว้างอย่างตกใจ คาดไม่ถึงว่าคนที่ลงมือทำร้ายท่านแม่กลับกลายเป็นคนที่นางไว้ใจไปเสียนี่!? ท่าย่าน้อยที่อ่อนโยนคนนั้นน่ะหรือ!? เพราะอะไรกัน? ไยนางถึงได้ลงมือสังหารคนที่เรียกนางว่าพี่สาวได้ลงคอกัน? ทำไมตอนนี้นางถึงใช้ชีวิตเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเช่นนั้นได้!?

“นายน้อย คนที่วางยาพิษไม่ใช่ท่านเหยียนน่าขอรับ แต่คนที่จัดฉากให้นายหญิงผูกคอตายเป็นท่านเหยียนน่าจริงๆ แต่ว่าในตอนนั้นท่านเหยียนน่าถูกควบคุมจนเสียสติ หลังจากเกิดเรื่องนั้นท่านเหยียนน่าก็ถูกส่งตัวไปรักษาอาการป่วยทางจิต พอรักษาจนหายดีแล้วแต่ความทรงจำในเหตุการณ์หรือก่อนหน้านั้นของนางกลับหายไปหมด เรื่องยาพิษนั้นคนที่สลับห่อยาคือฮูหยินรอง แต่ห่อยาพิษนั้นฮูหยินรองได้มาจากใครบางคนอีกที แม้กระทั่งตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่ให้ยาพิษกับฮูหยินรอง”

ข้าคิดตามแล้วขมวดคิ้ว มิน่าหลังจากที่ท่านแม่ตายท่านย่าน้อยก็ไปถือศีลที่วัดอย่างกะทันหัน ที่แท้ก็ไปรักษาอาการป่วยนี่เอง เรื่องราวมันซับซ้อนยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก ใครกันแน่ที่มอบยาพิษให้กับฮูหยินรองมาสับเปลี่ยนห่อยากัน? ระหว่างที่ฟังอยู่นั้นข้ากลับไม่ได้ยินพ่อบ้านกู่พูดถึงฮูหยินสามหรือซู่ลี่ปินคนนั้นเลย ข้าเชื่อว่านางจะต้องมีส่วนในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

“เพราะเรื่องนั้นทำให้นายท่านเสียความน่าเชื่อถือและอำนาจไปไม่น้อยเลย ขุนนางคนอื่นๆ ต่างใช้เรื่องนี้โจมตีนายท่านแต่ทุกอย่างก็จบลงเพราะฝีมือฮ่องเต้ คดีของนายหญิงถึงถูกบิดเบือนให้กลายเป็นล้มป่วยจนสิ้นใจตาย”

ข้ายิ้มเย็นออกมา ใช่แล้ว พอท่านแม่ตายแล้วข้าก็เริ่มตกต่ำเพราะถูกบิดาละเลย ถึงแม้จะบอกว่าทำเพื่อให้ข้าเข้มแข็งขึ้นก็เถิดแต่ทว่าข้าก็รู้สึกโมโหอยู่ดี ข้าเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นแต่เขากลับทอดทิ้งข้าไป ไม่มีอะไรจะปวดใจเท่าสิ่งนี้อีกแล้ว

“แถมปล่อยข่าวลือว่าข้าเองก็เป็นโรคร้ายและตายจากไปเช่นกัน หลังจากนั้นข้าก็ตกต่ำยิ่งกว่าคนรับใช้ หึ”

“...นายน้อย คนรับใช้ไม่สวมชุดราคาแพง ได้กินอาหารดีๆ หรือใช้หยูกยาชั้นดีเช่นนั้นหรอกนะขอรับ”

“นะ นั่นเจ้าให้ข้า...” ข้าชะงักก่อนจะขมวดคิ้วเอ่ยตะกุกตะกักแย้งออกไป

“แล้วคิดว่าบ่าวนำมาจากผู้ใดกันล่ะขอรับ? บ่าวไม่ทราบว่าทำไมนายท่านถึงทำเช่นนั้นแต่ว่านายท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งนายน้อย แม้กระทั่งนายน้อยไปอยู่วังหย่งเฮ่าก็ตาม นายท่านส่งคนไปดูแลนายน้อยและยังขอร้องให้ลุงเถียนช่วยดูแลนายน้อยให้อีกด้วย เฮ้อ บางทีนายท่านก็เหงาเหมือนกันกระมังถึงได้ชอบไปหาเรื่องฉินอ๋องบ่อยๆ...”

ลุงเถียน!?

ข้าสะดุ้งเฮือก ลุงเถียนที่เป็นผู้ช่วยพ่อบ้านหม่าอย่างนั้นรึ? ประเดี๋ยวก่อน ตอนที่มาถึงที่นี้ใหม่ๆ แขกที่มาหาท่านพ่อก็ชื่อเถียนแถมข้ายังคุ้นๆ เขาอีก จริงสิ ข้านึกออกแล้วที่แท้เขาก็เหมือนกับลุงเถียนคนนั้นนั่นเอง! ข้าคล้ายกับโล่งเมื่อนึกออกสักทีว่าคนผู้นั้นคล้ายใครที่รู้จัก ข้านั่งครุ่นคิดกับตนเองอยู่เงียบๆ ในขณะที่พ่อบ้านกู่ก็ยังพูดต่อไปเรื่อยๆ

“บ่าวเคยถามนายท่านว่าทำไมถึงไม่ไปรับนายน้อยกลับมาสักที นายท่านตอบว่าอยากให้นายน้อยกลับมาด้วยความต้องการอย่างสมัครใจของนายน้อยเอง ไม่ใช่เพราะว่ามีใครมาบังคับให้กลับ อันที่จริงบ่าวคิดว่านายท่านเองก็รอคอยให้นายน้อยกลับมาตลอด นายท่านดีใจที่นายน้อยตัดสินใจกลับมานั่นแสดงว่านายน้อยกลายเป็นคนเข้มแข็งมากพอที่จะเอาชนะความกลัวในอดีตได้แล้ว บ่าวเองก็ดีใจเช่นกัน”

“จริงสิ ยินดีต้อนรับกลับมานะขอรับนายน้อย” พ่อบ้านกู่ทำท่าเพิ่งนึกขึ้นมา เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ยประโยคต้อนรับที่ล่าช้าออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางยินดี ข้ามองเขาแล้วยกยิ้มออกมาอย่างสงบ เลื่อนสายตาไปมองขี้เถาในเตาไฟพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยแซวพ่อบ้านใหญ่

“มาต้อนรับหลังจากผ่านไปเป็นวันแล้วน่ะรึ?”

“นายน้อยล่ะก็ หยวนๆ หน่อยสิขอรับ” พ่อบ้านกู่หัวเราะเขินๆ ข้ายังคงนั่งมองไฟที่ค่อยๆ เผาไหม้สิ่งต่างๆ ในเตาพลางสนทนากับพ่อบ้านกู่จนกระทั่งทุกอย่างมอดไหม้ไปหมด เช่นเดียวกับบางสิ่งบางอย่างในใจของข้าที่มอดไหม้ไปพร้อมกัน พวกเราแยกย้ายกันไป พ่อบ้านกู่ไปทำหน้าที่ของเขาต่อ ส่วนข้านั้นเดินทอดน่องมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องทำงานที่อยู่ในเรือนใหญ่ หน้าห้องนั้นมีร่างสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนลวดลายโบตั๋นยืนยิ้มกว้างราวกับกำลังรอคอยการมาของข้า

“ท่านแม่?”

มาแล้วรึถิงเอ๋อร์? แม่กำลังรอเจ้าอยู่พอดี เข้ามาสิ

ข้าพยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องที่ค่อยๆ เปิดด้วยการสะบัดมือวูบเดียวของท่านแม่ พอเดินเข้าไปในห้องก็สัมผัสถึงบรรยากาศอันตึงเครียดและหนักหน่วงทันที ข้าพยายามอดทนต่อแรงกดดันรุนแรงหันไปมองบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดสีดำที่นั่งอยู่บนหมู่โต๊ะกลางห้องด้วยใบหน้านิ่งขรึม ท่านแม่บอกให้ข้ามานั่งด้วยกัน ข้าก็เดินมานั่งพร้อมกับมองตรงไปยังบุรุษอีกคนพร้อมจะต่อสู้เต็มที่ เขาใช้ดวงตาคมกริบที่แฝงแรงกดดันมองมาแต่ข้ากลับมองกลับไปนิ่งๆ ไม่รู้สึกหวาดกลัวหรืออะไรเลยแม้แต่น้อย ท่านแม่มองข้าสลับกับท่านพ่อไปมาก่อนจะหันไปมองท่านพ่อพร้อมกับเอ่ยกระตุ้นอีกฝ่าย

เจ้ามีอะไรจะบอกลูกมิใช่หรือเหยียนจิ้ง?

ท่านแม่ยกคิ้วจ้องมองท่านพ่อเขม็ง ใบหน้านิ่งๆ ของท่านพ่อค่อยๆ บิดเบี้ยวก่อนจะเอ่ยเหมือนคนถูกบังคับ

“...ขอโทษ”

ไม่มีความจริงใจเลย อีกที!

“ขอโทษ” ท่านพ่อขมวดคิ้วเหลือบมองท่านแม่ที่บอกให้เขาพูดอีกครั้ง ท่านพ่อกลอกตามามองข้าแล้วเอ่ยคำนั้นอีกครั้ง ข้านั่งอึ้ง ไม่คิดว่าเขาจะพูดคำนี้ออกมาทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ท่านแม่ยิ้มแป้นอย่างดีใจลอยตัวไปกอดคอคนที่นั่งขมวดคิ้วหน้าบึ้งแล้วหันมายิ้มบางๆ ให้กับข้าพร้อมกับเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

ถิงเอ๋อร์ ยกโทษให้พ่อโง่ๆ ของเจ้าด้วยนะ ถึงปากเขาจะบอกว่าไม่เสียใจแต่จริงๆ แล้วเขาเสียใจที่ต้องทำแบบนั้น ยกโทษให้คนปากปีจอ ไม่สิ คนพูดไม่เป็นอย่างพ่อเจ้าด้วยเถอะ

“ข้าไม่ได้เสียใจ...โอ๊ย!” ทันทีที่ท่านพ่ออ้าปากแย้งก็ถูกท่านแม่ตบหน้าดังเพี้ยะเต็มฝ่ามือ ท่านพ่อคิ้วกระตุกแต่ไม่พูดอะไร ท่านแม่ยิ้มหวานมองข้าแล้วเกลี่ยกล่อมต่อไป

ถ้าเจ้าไม่ยกโทษให้คืนนี้เขาอาจจะร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเมื่อคืนนี้ก็ได้

“ข้าไม่ได้ร้องไห้...โอ๊ย!” เป็นอีกครั้งที่ท่านแม่ฟาดมือออกไปอย่างไม่ต้องหันกลับไปมอง ท่านพ่อที่โดนตบด้วยฝ่ามืออย่างจังนั่งเม้มปากจ้องท่านแม่ด้วยสายตาน่ากลัวแต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไร ข้ากะพริบตามองภาพตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาเพราะภาพนี้มันช่างเหมือนในอดีตยิ่งนัก ท่านแม่ที่สนุกสนานกับการแกล้งท่านพ่อ ท่านพ่อที่ขมวดคิ้วไม่พอใจแต่ก็ไม่เคยพูดอะไรจำยอมให้ท่านแม่แกล้ง

เงียบซะไอ้แก่ ข้ากำลังคืนความสุขให้ครอบครัว อย่าได้มาขัด

“ข้าไม่ได้อยากจะ...โอ๊ย! สตรีป่าเถื่อนเช่นเจ้า ฮึ่ม!” ไม่ทันไรท่านพ่อก็หน้าหันไปด้วยแรงตบจากท่านแม่อีกครั้ง ท่านพ่อกัดฟันกรอดหันกลับมาจ้องท่านแม่เขม็ง หน้าแดงไปด้วยเพลิงโทสะ เขามองท่านแม่ที่เชิดหน้าหาเรื่องอย่างไม่กลัวด้วยสายตาเย็นเยียบ

“บอกแล้วอย่างไรว่าอย่าตบหน้า! ตบไหล่ ตบหลังไปสิ สตรีป่าเถื่อนเช่นเจ้าบอกเท่าไรก็ไม่เคยจำ!”

เดี๋ยวนะ ประเด็นมันไม่น่าจะเป็นเรื่องนั้นนะท่านพ่อ?

ก็ข้าชอบหน้าเจ้านี่

“เอ่อ...งั้นเจ้าไปชอบส่วนอื่นๆ บ้างสิ”

ข้าก็ชอบหมดแหละ แต่ข้าชอบหน้าเจ้ามากที่สุด

“เช่นนั้นตบเบาๆ ได้หรือไม่?” สุดท้ายท่านพ่อก็ทำหน้าลำบากใจเมื่อเจอท่านแม่ตอบด้วยใบหน้าซื่อ เขาถอนหายใจเฮือกแล้วพยายามต่อรองครั้งสุดท้าย ท่านแม่ตาเป็นประกายแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ข้ามองพวกเขาที่ทำตัวเด็กน้อยก็อดกลั้นไม่ไหวจนต้องหลุดหัวเราะออกไป

“พรืดดดด! ฮ่าๆๆ” 

ท่านพ่อท่านแม่หันมามองข้าที่หัวเราะออกมาจนน้ำตาไหล ผ่านไปสักพักข้าก็ค่อยๆ ลดระดับการหัวเราะลงจนกลายเป็นยิ้ม ข้าเงยหน้ามองพวกเขา ท่านแม่ยิ้มกว้างอย่างสดใสพร้อมกับหัวเราะไปด้วย แต่ท่านพ่อนั้นไม่ทราบว่ายิ้มหรือบิดรูปปากเหมือนจะเขินอายเสียมากกว่า

ลูกจะยังไม่ให้อภัยพ่อตอนนี้ก็ได้ แต่ว่าขอโอกาสให้พ่อได้แก้ตัวที่เคยทำบ้าๆ แบบนั้นกับลูก ไม่ต้องกลัวเพราะครั้งนี้แม่จะอบรมสั่งสอนเขาเอง เจ้าก็เช่นกันเหยียนจิ้ง เจ้าต้องเชื่อมั่นพวกเรามากกว่านี้ มีอะไรก็ต้องพูดต้องคุยกัน เอะอะก็คิดก็ทำเองฝ่ายเดียวพวกเราไม่เข้าใจหรอกนะ ต่อไปนี้ข้ากับเจ้าเรามาเริ่มสั่งสอนลูกบื้อๆ ใหม่ตั้งแต่ต้นเถิดท่านแม่พูดกับข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วหันไปพูดเสียงเข้มคล้ายข่มขู่กับท่านพ่อ ท่านพ่อขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเหมือนโดนบังคับ ก่อนจะชะงักเมื่อฟังถ้อยคำที่ท่านแม่พูดจนจบ ข้ายกคิ้วขึ้นจ้องมองใบหน้าของท่านพ่อที่คล้ายกับมีอะไรบางอย่างเปล่งออกมาชัดเจน ข้าไม่ได้ตาฟาด เป็นสีหน้าที่ข้าไม่คิดว่าเขาจะมี  

“เฮ้อ สมแล้วที่เป็นเจ้า เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยเจอจริงๆ” ท่านพ่อถอนหายใจออกมาคล้ายยอมรับและอ่อนใจในคราวเดียว เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบภายใต้ใบหน้ายิ้มนิดๆ ดูเปล่งประกายความอ่อนเยาว์และงดงามชวนมอง ท่านแม่จ้องท่านพ่อเขม็งก่อนจะกระโจนใส่อีกฝ่ายอย่างแรงจนท่านพ่อเกือบผงะหงายหลังตกเก้าอี้

บ้าเอ๊ย! เหยียนจิ้ง หน้าของเจ้ามันบาปหนา! ข้ารักเจ้า!

“เออๆ รู้แล้ว ถอยออกไป”

“อะแฮ่ม แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงมองเห็นท่านแม่ได้ล่ะขอรับ?” ข้าส่งเสียงกระแอมขัดจังหวะท่านแม่ที่พยายามลวนลามสามีตัวเองต่อหน้าลูกชาย ไม่อายกันเลยสินะ เฮ้อ ท่านพ่อดันหน้าท่านแม่จนสุดมือสีหน้าคิ้วขมวดอย่างไม่รู้จะจัดการอย่างไร พอถูกข้าถามออกไปทั้งสองก็หยุด ท่านแม่ดีดตัวออกห่างจากท่านพ่อมานั่งสงบเสงี่ยม ส่วนท่านพ่อนั้นกลับมานั่งตัวตรงเช่นเดิมแล้วส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้เพราะอะไรถึงได้เห็น แถมเขายังเห็นมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วด้วย ข้าถึงกับร้องอ้อ มิน่าถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนั้นได้ นี่มันไม่ใช่แค่การเห็นและได้ยินธรรมดาแบบข้า พวกเขาสัมผัสซึ่งกันและกันได้ด้วย ทั้งๆ ที่ท่านแม่สัมผัสข้าไม่ได้มันมักจะเป็นการทะลุผ่านร่างกายเสียมากกว่า

ท่านพ่อยกมือขึ้นมาหยุดไม่ให้ข้าพูด เขาทำหน้าจริงจังก่อนจะขยับมืออย่างรวดเร็ว ข้ากะพริบตามองการเคลื่อนไหวของเขา อะไรงั้นรึ? ท่านพ่อจะทำอันใดนะ? ท่านแม่พยักหน้าเหมือนเข้าใจก่อนจะตอบกลับไปด้วยการเคลื่อนไหวมือแบบเดียวกัน ประเดี๋ยวก่อนท่านทั้งสอง ให้ข้าเข้าใจด้วยได้หรือไม่!? ทั้งสองส่งรหัสลับตอบโต้กันไปมา ปล่อยให้ข้านั่งดูอย่างโดดเดี่ยว บ้าจริง ข้าถูกทิ้งอีกแล้ว

ถิงเอ๋อร์ กางอาณาเขตกั้นเสียงกั้นภาพ แถวนี้มีหูตาสอดส่องอยู่ จะให้พวกมันรู้ว่าพวกเราคุยอะไรกันไม่ได้

ท่านแม่เอ่ยออกมาให้ข้าได้ยินในหัว นางยังคงส่งรหัสลับคุยกันกับท่านพ่ออยู่เช่นเดิม ข้าเหลือบมองนางอย่างแปลกใจ เอ๋ มีคนอื่นอยู่แถวนี้ด้วยอย่างนั้นรึ? ข้ารับฟังนิ่งๆ ท่านแม่ก็เอ่ยต่อ

อ้อ แล้วก็แอบๆ ใช้พลังเล่า ตอนนี้เก็บเรื่องพลังวิเศษของเจ้าไว้เป็นความลับเสียก่อน เราค่อยหาจังหวะเหมาะๆ เปิดเผยให้พ่อของเจ้าดีใจจนน้ำตาไหลกันดีกว่า เฮ้อ ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นห่วงเรื่องพลังวิเศษของเจ้ามากขนาดนี้ ถ้าหากว่าตอนนั้นข้าไว้ใจเขาสักหน่อยก็คง... เฮ้อ ช่างมันเถิด

ข้าแอบกลอกตากับมารดาที่เริ่มวางแผนแกล้งสามี ก่อนจะค่อยๆ หรี่ตาลงมองมือที่วางอยู่บนตักฟังเสียงมารดารำพึงอย่างเศร้าสร้อย อันที่จริงแล้วเรื่องในอดีตทุกคนก็ผิดพลาดด้วยกันทั้งหมด แต่มันก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ที่มีผิดบ้างถูกบ้าง อย่างที่ท่านแม่กล่าวพวกเราต้องพูดคุยกันและช่วยกันแก้ไข ข้ามองท่านแม่กับท่านพ่อที่เริ่มตีกันอีกครั้ง เป็นท่านแม่นั่นละที่เป็นฝ่ายลงมือคนเดียว ข้าแอบสร้างอาณาเขตปิดกั้นเสียงและภาพไม่ให้คนภายนอกอาณาเขตได้ยินหรือเห็นอะไรภายในอาณาเขต พอกางอาณาเขตเรียบร้อยข้าก็แอบพยักหน้าส่งสัญญาณให้แก่ท่านแม่ทราบ ท่านแม่จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการและมุ่งมั่น

เอาละ ตอนนี้ไม่มีใครได้ยินหรือเห็นอะไรพวกเราแล้ว เหยียนจิ้ง เจ้าจงเล่าสิ่งที่เล่าให้ข้าฟังเมื่อคืนทั้งหมดให้ถิงเอ๋อร์ฟังด้วย เพราะจากนี้ไปพวกเราสามคนพ่อแม่ลูกจะต้องลากคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังออกมารับผิดให้จงได้!

จากนั้นพวกเราก็ใช้เวลาคุยกันอย่างยาวนานเกือบเลยมื้อกลางวันไป พอได้ทราบเรื่องทั้งหมดข้าก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นกว่าเดิม การตายของท่านแม่มันซับซ้อนมากจริงๆ มีคนมากมายที่อาจจะเป็นเบื้องหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะท่านพ่อเป็นขุนนางใหญ่ที่มีศัตรูและคู่แข่งอยู่มากมาย เมื่อคุยกันเสร็จพวกเราก็แยกย้ายมาทานข้าวกลางวันที่ห้องรับประทานอาหาร หลังทานข้าวท่านพ่อก็พูดถึงงานเลี้ยงตอนเย็นที่วังหลวง ข้าถึงนึกขึ้นได้ว่าถูกเชิญไปร่วมงานด้วย ท่านพ่อสั่งให้พ่อบ้านกู่เตรียมชุดให้แก่ข้าและบอกเวลาที่จะออกเดินทาง เซี่ยเหยียนเหว่ยเห็นท่านพ่อจะพาข้าไปจึงขอร้องให้พาเขาไปด้วย แต่ทว่าท่านพ่อปฏิเสธแล้วลุกออกไป เซี่ยเหยียนเหว่ยทำหน้าเศร้าก่อนจะหันมาข้าด้วยสายตาอิจฉาแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองมารดาของตนเองที่เอ่ยปลอบใจด้วยเหตุผลราวกับเข้าใจสามีเป็นอย่างดี ท่าทางของฮูหยินสามนั้นเหมือนเป็นภรรยาที่ดีงามอย่างยิ่ง แม้กระทั่งท่านย่าน้อยยังชมเปราะทีเดียว ข้าจ้องมองนางนิ่งๆ แล้วรู้สึกสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น

การแต่งฮูหยินรองและฮูหยินสามของท่านพ่อนั้นเกิดจากการพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ การพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้นั้นจะปฏิเสธไม่ได้ ตอนที่ต้องรับพระราชทานสมรสท่านพ่อได้บอกแก่ท่านแม่ สัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกนาง ท่านแม่จึงยอมรับการแต่งงานครั้งนั้น อนึ่งหากปฏิเสธก็เท่ากับว่าตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับฮ่องเต้ ผลพ่วงทำให้ฮ่องเต้หวาดระแวดเพราะการส่งคนมาแต่งงานนี่ก็เหมือนส่งคนมาจับตามองกลายๆ ตลอดการแต่งงานนั้นท่านพ่อรักษาคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือมีสัมพันธ์กับทั้งสองฮูหยิน

ข้าสังเกตเซี่ยเหยียนเหว่ยอย่างละเอียดลออมากกว่าเดิม เขามีส่วนคล้ายกับท่านพ่ออยู่บ้าง อันที่จริงจะบอกว่าเหมือนท่านพ่อก็มิผิดแต่หากจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าเหมือนท่านลุงเซี่ยเหยียนจินตอนหนุ่มๆ มากกว่า ตอนที่เขายังหล่อเหลาไม่อวบอ้วนเช่นตอนนี้ ถ้าหากท่านพ่อไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับพวกนางจริงตามที่พูดไว้ แล้วเซี่ยเหยียนเหว่ยคือลูกของท่านลุงอย่างนั้นรึ? เพราะว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกันเซี่ยเหยียนเหว่ยจึงคล้ายคลึงท่านพ่อ ทำให้ไม่มีใครเอะใจหรือสงสัยเรื่องนี้เลย ประกอบกับภาพลักษณ์อันขาวสะอาดของฮูหยินสามคงไม่มีใครคิดว่านางจะมีลับลมคมในกับท่านลุง ฮูหยินสามผู้นี้ช่างอันตรายไม่เหมือนภาพลักษณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อย ขนาดข่มขู่ให้ท่านพ่อยอมรับสมอ้างเป็นพ่อเด็กได้เช่นนี้

ท่านแม่เคยอาสาไปทำงานที่ฮ่องเต้มอบหมายแก่ท่านพ่อ ให้ลงมือสังหารครอบครัวขุนนางคนหนึ่งที่แข็งข้อต่อต้านฮ่องเต้ ด้วยความใจอ่อนนางปล่อยให้ลูกและภรรยาของขุนนางคนนั้นหนีรอดไปได้ สุดท้ายทั้งสองคนนั้นก็ย้อนกลับมาเพื่อแก้แค้นนาง แต่ถูกฮูหยินสามล่วงรู้เข้าเสียก่อนจึงเก็บสองแม่ลูกเอาไว้ลับๆ นางใช้เรื่องนี้มาข่มขู่ท่านพ่อว่าจะเปิดเผยเรื่องของท่านแม่แก่ทางการเพื่อให้ท่านแม่ถูกตัดสินโทษประหาร และถึงจะไม่ถูกลงโทษเช่นนั้นแต่ท่านแม่ก็ไม่มีวันรอด เพราะนางจะถูกฮ่องเต้กำจัดฐานทำงานผิดพลาด นั่นทำให้ท่านพ่อยอมรับข้อเสนอ และไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้ให้แก่ใครฟังรวมทั้งท่านแม่ด้วย ท่านแม่เข้าใจว่าถูกทรยศหักหลังจึงเสียใจอยู่สักใหญ่ แม้ว่าต่อมาท่านพ่อและท่านแม่จะกลับมาคืนดีกันแต่ในใจก็ก่อเกิดความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความวุ่นวายต่างๆ

ทุกคนใส่ชุดสีฟ้าทั้งหมดเลย ฮิๆ

ขณะที่พวกเรากำลังนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังวังหลวงท่านแม่ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงหลังจากมองเสื้อผ้าที่พวกเราใส่ด้วยดวงตาโตเหมือนเด็กๆ ข้ายิ้มออกมาเล็กน้อยพลางชำเลืองมองชุดของท่านพ่อที่เป็นสีฟ้าเช่นเดียวกันชุดของข้า เรียกได้ว่าถอดแบบออกมาจากกันเลยต่างกันแค่ขนาดเท่านั้น เนื่องจากงานนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงอย่างเป็นทางการท่านพ่อจึงไม่สวมชุดขุนนางประจำตำแหน่ง ไม่นานพวกเราก็มาถึงวังหลวงกันแล้ว ข้าเดินตามหลังท่านพ่อไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงทราบมาว่าเป็นงานเลี้ยงกลางแจ้ง พอคิดถึงตรงนี้ข้าก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าอาจจะได้เจอเจ้าแมว ระหว่างที่ข้ากำลังคิดถึงฉินอ๋องอยู่นั้นท่านพ่อก็หยุดแล้วหันกลับมาหาข้า เขาย่อตัวลงมาต่ำกว่าข้าเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“เหม่ยถิง จงจำไว้ว่าคนที่น่ากลัวที่สุดคือฮ่องเต้ เจ้าอย่าได้ประมาทพระองค์เด็ดขาด คนที่เจ้าจะได้เจอพวกนั้นร้ายกาจไม่เหมือนที่เจ้าเคยเจอเพราะฉะนั้นจงระวังตัว ในอดีตข้าอาจจะไม่ได้พูดกับเจ้าเพราะด้วยข้อจำกัดเวลา แต่ทว่าตอนนี้ข้าสามารถพูดได้แล้ว... ลูกพ่อ ข้าไม่ได้อยากให้เจ้ามีความทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง เพียงต้องการให้เจ้าต่อสู้เพื่อตนเอง ไม่ถูกผู้อื่นรังแกโดยง่าย เจ้าอยากทำสิ่งใดจงทำตามใจเถิดแต่จงคำนึงถึงชีวิตของเจ้าเองด้วย ผู้ใดมาคุกคามเจ้าจึงตอบโต้มันกลับไป อย่าแสดงความหวาดกลัวจงให้พวกมันหวาดกลัวเจ้า เจ้าทำได้หรือไม่?”

“ข้าเข้าใจขอรับท่านพ่อ ต่อจากนี้ข้าจะไม่ให้ใครมารังแกง่ายๆ อีกแล้ว”

ถึงแม้ข้าจะยังรู้สึกไม่ดีกับอดีตที่เขาเคยทอดทิ้งข้าไปแต่ว่าความโกรธแค้นอะไรนั่นมันไม่มีอีกแล้วในใจของข้า แค้นไปก็ทำให้ใจของข้าเป็นทุกข์และแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งต่อไป ข้าไม่ต้องการเช่นนั้น ข้ารู้ดีว่าตนเองต้องการอะไร ไม่ว่าอย่างไรตัวข้าในอดีตหรือปัจจุบันก็ต้องการพวกเขา ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจพยายามเริ่มต้นใหม่พร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่อีกครั้ง ข้าตอบท่านพ่อไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ท่านพ่อเผยยิ้มที่มุมปากพยักหน้าอย่างพอใจ

“ที่จริงแล้วเจ้าเองก็เข้มแข็งในแบบของเจ้า แต่หากเจ้าสู้ไม่ไหวก็จงบอกข้า ข้าจะจัดการให้เอง”

ข้าเบิกตากว้างมองเขาอย่างแปลกใจ อะไรนะ? เขาหมายถึงจะช่วยข้าอย่างนั้นรึ? ท่านพ่อยกคิ้วแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ

“หากเจ้าคิดจะสู้ ข้าก็พร้อมจะช่วยทุกเมื่ออยู่แล้ว”

อย่าห่วงไปเลยน่าเหยียนจิ้ง เห็นหน้าโง่ๆ เช่นนี้แต่ลูกของเราแข็งแกร่งมากนะ

ท่านแม่นี่เรียกว่าชมแล้วหรือขอรับ? ข้ากลอกตาอย่างเอือมระอาให้แก่มารดาที่ยักไหล่อยู่ด้านข้าง ท่านพ่อถอนหายใจแล้วยืดตัวขึ้นเต็มความสูงจากนั้นก็พยักหน้าบอกให้พวกเราเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนจะค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไปในงานเลี้ยง ข้าคว้าแขนเสื้อของบิดาแล้วเดินตามเขาไปด้วยอาการเหมือนเด็กตื่นผู้คน ท่านแม่เกาะแขนของท่านพ่ออีกด้าน

ข้าพยายามแสดงเป็นเด็กน้อยที่ตื่นผู้คนและตื่นเต้นกับบรรยากาศยิ่งใหญ่ของวังหลวง ระหว่างเข้างานท่านพ่อก็หยุดเมื่อมีคนเข้ามาทักทาย คนเหล่านั้นต้องหันมามองข้าพร้อมกับเอ่ยชมยกย่อหวานหู ระหว่างนั้นข้าก็แสร้งจับแขนเสื้อท่านพ่อหลบอยู่ด้านหลัง พวกเราเดินตามขันทีเจ้าหน้าที่ที่นำมายังโต๊ะตำแหน่งที่นั่งของพวกเรา พอมาถึงโต๊ะของตนเองเหล่าคนที่นั่งอยู่ก่อนก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับท่านพ่ออย่างเคารพนบน้อม ไม่เพียงแค่นั้นแม้แต่เหล่าอ๋องทั้งหลายยังต้องกุลีกุจอเข้ามาทักทาย นี่สินะที่เรียกว่าอิทธิพลของท่านพ่อ ท่านพ่อทำสีหน้าราบเรียบเช่นเดิมทักตอบกลับไปอย่างห่างเหินและไม่ทำตัวสนิทสนมกับใครออกหน้าออกตา

“ท่านอำมาตย์เซี่ย”

“ฉินอ๋อง”

ข้าจ้องมองบุรุษหนุ่มที่เดินเข้ามาพร้อมกับส่านอ๋อง ท่าทางของเขายังเหมือนเดิมทุกอย่าง เจ้าแมวพยักหน้าเอ่ยทักท่านพ่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ ส่านอ๋องยิ้มกว้างเอ่ยทักท่านพ่อด้วยท่วงท่าสบายๆ ท่านพ่อหันไปมองเจ้าแมวแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าทื่อๆ พึมพำรับในลำคอ ท่าทางเหมือนไม่ค่อยอยากจะสนใจมากกว่าปกติทำให้ข้ารู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง

“อายุยังน้อย เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ อย่ามัวแต่เที่ยวเตร่กลางค่ำกลางคืน โดยเฉพาะฉินอ๋องเพิ่งกลับมาจากการทำศึกต้องพักให้มาก อย่าได้หาเรื่องเจ็บตัวมากนัก” ท่านพ่อเปรยสายตาเย็นเยียบไปมองฉินอ๋องที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ก่อนจะเอ่ยแนะนำทั่วๆ ไปแต่เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ หมายความว่าอย่างไรกัน? เจ้าแมวไปเที่ยวเตร่กลางคืนอย่างนั้นรึ? ข้าขมวดคิ้วมองฉินอ๋องอย่างสงสัย ฉินอ๋องยืนนิ่งไม่สนใจ ส่านอ๋องเป็นคนออกตัวแทนเขาหัวเราะเบาๆ ตอบกลับมาด้วยท่าทีเจ้าสำราญ

“ท่านอำมาตย์เซี่ยข่าวเร็วยิ่งนัก เป็นความคิดของข้าเองที่อยากจะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของเสด็จพี่เสวี่ย เช่นนั้นเชิญท่านอำมาตย์เซี่ยมาร่วมสนุกด้วยกันดีหรือไม่? ท่านเองก็ทำงานหนักไม่น้อย ต้องหาเวลาผ่อนคลายบ้างนะ”

“ข้าคงต้องขอปฏิเสธ มิอยากไปขัดความรื่นเริงของคนหนุ่ม แม้ว่ากิจกรรมผ่อนคลายยามค่ำคืนจะมิผิดเพราะท่านอ๋องทั้งสองยังหนุ่มและยังโสด” ท่านพ่อพยักหน้าเข้าใจแล้วส่ายหน้าปฏิเสธคำชวนของส่านอ๋องที่ยังยิ้มระรื่นโบกพัดลายไผ่ในมือไปมา ข้ากะพริบตาคิดตามแล้วขมวดคิ้ว กิจกรรมยามค่ำคืนงั้นรึ? หนุ่มและโสด? ข้าเหลือบสายตาไปมองเจ้าแมวที่มองน้องชายด้วยสายตาน่ากลัวก่อนจะหันมามองข้าพร้อมกับทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง

โฮ่ นี่แค่คืนเดียวก็ไปผ่อนคลายเล็กน้อยมาอย่างนั้นรึ?

“ลูกพ่อ เราไปนั่งกันเถิด” ท่านพ่อชวนขัดจังหวะฉินอ๋องที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ท่านพ่อโอบไหล่ข้าแล้วดันตัวให้เดินออกไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกไปก็มีเสียงเอ่ยทักท่านพ่อขึ้นมาก่อน เป็นองค์รัชทายาทนั่นเอง เขาเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจข้างๆ เขาเป็นสตรีงดงามที่มีรอยยิ้มปริศนาประดับใบหน้าตลอด นางคือพระชายาเอกผู้งดงามขององค์รัชทายาทนั่นเอง ท่านพ่อหันไปรับคำทักทาย องค์รัชทายาทเหลือบมองมาที่ข้าแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม ข้าจับแขนเสื้อของท่านพ่อแน่นมากขึ้นพยายามไม่แสดงความกลัวออกไป เมื่อเขาจ้องมองมาข้าก็จ้องกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ องค์รัชทายาทเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“บุตรชายท่านอำมาตย์เซี่ยช่างคุ้นตายิ่งนัก หรือว่าพวกเราเคยพบกันมาก่อน?”

 








สร้างสรรค์ผลงานโดยท่าน KN

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.907K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25500 kristkatt (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:01
    อยากจะบอกว่าเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างโง่เง่ามากๆ

    อย่าลืมว่าจิ้งถิงในชาติก่อนตายไปแล้ว ตายไปแบบโดดเดี่ยวเเละน่าสงสาร ยายไปด้วยความรู้สึกที่ไม่มีใครรักแม้เเต่พ่อของตัวเอง ส่วนเเม่ตอนเเรกก็ดูโกรธเเค้าเเทบตาย ไม่เชื่อใจเค้า พอเค้ามาพูดอะไรให้ฟังนิดหน่อยกลับเชื่อสุดใจ ง่ายไป นี่เป็นเเค่โอกาสที่น้องได้รับให้มาเกิดใหม่ถ้าไม่ได้รับโอกาสล่ะ

    เเล้วคนที่บอกให้จิ้งถิงขอโทษที่เข้าใจผิดคืออะไร

    คนที่ต้องขอโทษที่ทำให้น้องเข้าใจผิดคือพ่อต่างหาก เเล้วคงต้องขอโทษอีกหลายเรื่องเลยล่ะ

    เเถมตอนขอโทษก็คือขอโทษเพราะถูกเมียบังคับ เหมือนไม่ยินยอมอ่ะ

    เอาจริงเวลาเห็นเรียกจิ้งถิงว่าลูกพ่อเเล้วเรารู้สึก อี๋ แปลกๆอ่ะ เเหะๆ ฟีดเเบ็ควันนี้คือนิยายไรท์เป็นเส้นตรงเข้าสู่สุขนิยมเเบบเเปลกๆ ง่ายๆเกินไป

    บทขอโทษหรือบทครอบครัวดูทื่อ ดูเเข็ง ไม่ได้ทำให้อินตาม เเต่กลับทำให้ดูอึดอัดมากกว่า อยากเเนะนำว่าถ้าไรท์อยากให้คนอ่านอินกับบทพ่อผู้น่าสงสารตรอมตรมรอลูกรอเมียมากกว่านี้ น่าจะเขียนให้ดูน่าสำนึกผิดกว่านี้ (ถึงเราจะคิดว่าไม่ทันเเล้วก็ตาม)

    ถึงจะบอกว่าเป็นเพราะบุคลิกที่พ่อปากเเข็งก็เถอะ

    เเต่ปากจะเเข็งเกินไปหน่อยมั้ยปล่อยลูกไปลำบากทุกข์ทรมาน เเต่กลับไม่ยอมลดอีโก้บุคลิกตัวเองให้โอนอ่อนกับลูกที่ตัวเองทำผิดด้วยไว้. เเค่นี้ค่ะขอบคุณค่ะ
    #25,500
    0
  2. #25382 Maylyunho (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:38
    พ่อตากับลูกเขย
    #25,382
    0
  3. #25095 Kanomeai01 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 08:51
    ตอนท่านพ่อพูดขอโทษคือมโนหน้าแมวอีกตัวขึ้นมาอะ
    #25,095
    0
  4. #25043 despasito (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 14:36
    พ่อหวงลูกหนักมากกันทุกทางฉินอ๋องเข้าไม่ถึง55555
    #25,043
    0
  5. #25020 Fah_Nueafah (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 22:02
    อยากให้น้องขอโทษคุมพ่อที่เคยเข้าใจผิดด้วย ขอโทษที่เคยอ่อนแอ คือไม่ได้บอกว่าน้องผิดแต่จะให้คุมพ่อขอโทษอยู่ฝ่ายเดียวงี้มันดูไม่เคารพให้เกียรติบิดาของตนเองนะ
    #25,020
    0
  6. #24939 ดอกไม้และสายรุ้ง (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 09:01
    นั้มตาท่วมเจิ่งนองแบบมั่กๆ แต่ใดๆคือพ่อหวงลูกหนักมากชั้นอย่างชอบบบ
    #24,939
    0
  7. #24741 PRF. (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 13:16
    ที่ดราม่ามาทั้งหมดคือไรวะ แค่เนี้ย!?! ... //ว่าด้วยเรื่องครอบครัว
    #24,741
    0
  8. #24697 OraweeBoonklong (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:13
    คุณพ่อ น่าจะหมายถึง"ดึกๆดื่นๆอย่าริอาจมาปีนกำแพงจวนเข้ามรเป็นเเมวขโมย"
    #24,697
    0
  9. #24690 suprem-leader (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 18:44
    เอาจริงดิ กลับมาเป็นครอบครัวสุขสันต์ง่ายๆเลยเนี้ยนะ งงใจแล้วที่ปูมาหลายๆตอนนี้แค่นี้เนี้ยนะ พ่อแม่เข้าใจกับภายในสองตอน จากการปูมาตลอดทั้งเรื่อง? เราเข้าใจไรท์นะคะว่าอยากให้สุขนิยม แต่เราขอแนะนำเท่าที่อ่านมาคือนิยายไรท์เป็นเส้นตรงมาก ไม่มีตื่นเต้น เศร้าใจ หรืออะไรเลย นอกจากความสุข
    เดาตอนจบได้อย่างง่ายๆหรือแม้กระทั่งเนื้อหาต่อไปก็สามารถเดาว่าเป็นอย่างไรต่อไป
    #24,690
    2
    • #24690-1 PRF.(จากตอนที่ 49)
      22 พฤษภาคม 2563 / 13:16
      ++++++
      #24690-1
    • #24690-2 582201(จากตอนที่ 49)
      9 กุมภาพันธ์ 2564 / 00:49
      +++ถ้าพ่อคิดได้ว่าควรปกป้องลูกเมื่อลูกไม่ไหวคงชีวิตน้องจงไม่ต้องออกจากบ้านแล้วตายในชาติแรกอ่ะ แล้วถ้าพ่อพูดกับเมียถึงปัญหาคงหาทางแก้ไขได้ดีกว่าเนี่ย

      แต่นั่นแหละตัวละครทุกตัวมีบทบาทและไม่มีใครสมบูรณ์แบบแต่ปกติคงไม่อภัยหรือเข้าใจกันง่ายขนาดนี้อ่ะ
      #24690-2
  10. #24424 Fueled me (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 21:09
    พ่อน้องเก่งทุกอย่างเลยอะ แสนเท่เรยนะ แง555555555555555
    #24,424
    0
  11. #24394 Lalunla.la (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 10:56
    พ่อตา กับลูกเขย
    #24,394
    0
  12. #23890 soundlessnote (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 00:53
    โอ้ยอิเต้! monogamy ค่ะ monogamy!
    #23,890
    0
  13. #23724 Peach9 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 18:25
    พ่อจากับลูกเขยงี้55555555
    #23,724
    0
  14. #23557 นกน้อยของบอสแบม (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 21:35
    องค์ชายหมามา!!

    // อุ้มถิงถิงวิ่งหนี
    #23,557
    0
  15. #23515 D_mza (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 16:21
    ทำในพ่อกับจิ้งถิงเนี่ยเหมือน อิทาจิกับซาซึเกะเลยนะที่ยอมทำให้น้องชายเกลียดจนอยากฆ่าตัวเองเพื่อที่จะได้แข็งแกร่งขึ้นเพราะรักน้องมากทำให้ได้ทุกอย่างยิ่งประโยคที่ว่า"เกลียดแค้นข้าสิถ้ามันทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้จงเกลียดแค่นข้าให้มากกว่านี้"
    #23,515
    0
  16. #23495 Wilnot (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 17:34
    นี่เรากลัวองค์รัชทายาทตามถิงถิงจริงๆนะ5555
    #23,495
    0
  17. #22630 DKdabble (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 07:23
    ฉันชอบความกีดกั้นของท่านพ่อต่ออ๋องแมวจังเลยค่ะ เอาอีกๆ
    #22,630
    0
  18. #22613 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 01:26

    อีครอบครัวนี้นี่มันอะไรกันเนี่ย? สรุปที่ท่านแม่เคยเล่านั้นคือเรื่องเข้าใจผิด? อีท่านพ่อรึก็ซึนพอกับเจ้าแมว พูดน้อยไม่ค่อยแสดงออก? เฮ้อ ยังดีที่เค้าใจกันได้ง่ายๆแบบนี้ ทีแลกโคตรหน่วงอ่ะ

    #22,613
    0
  19. #22472 Pimfha.haneul (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 22:39
    #องค์ชายฆ่าหมาคัมแบค!!!
    #22,472
    0
  20. #22427 trp1021 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 18:47
    รัชทายาทนี่ผูกใจสุด
    #22,427
    0
  21. #22179 Xialyu (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:44
    บอกแล้วว่ามีอะไรก็ต้องคุยกัน
    #22,179
    0
  22. #22078 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:46
    อบอุ่น ละมุนสุดๆ อ่าาาาา สดชื่น!
    #22,078
    0
  23. #21954 lills (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 09:58
    ท่านอ๋องโดนแล้ววว
    #21,954
    0
  24. #21894 Doctor Seraph (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 00:09
    อ่านตอนนี้รู้สึกอบอุ่นมากกกก
    ตอนท้ายนี่คือการปะทะของพ่อตากับว่าที่เขยสินะ 55

    คนหวงลูกกกก

    แค่แมวตัวเดียวเอง ปล่อยๆให้เข้ามาเถอะ
    #21,894
    0
  25. #21575 LullaB (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 06:35
    รุ้เรยนะคะว่าแมวตัวไหนมันบุกจวนสกุลเซี่ย
    #21,575
    0