เอาเถิด ข้าไม่เสียใจ เพราะข้าตายแล้ว (Yaoi)

ตอนที่ 47 : ตอนที่ ๔๖ ข้าอ่อนแอเพียงนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32,468
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,576 ครั้ง
    26 ส.ค. 59

ตอนที่ ๔๖ ข้าอ่อนแอเพียงนี้

“นี่มันเกิดอันใดขึ้น!?

“เหว่ยเอ๋อร์! ลูกแม่!

ข้าชำเลืองมองไปที่หน้าประตูทางเข้าเรือนหงเหมยที่มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามา พอเห็นเหตุการณ์วุ่นวายก็รีบพากันวิ่งเข้ามาอย่างตื่นตกใจ ท่านแม่หยุดมือกอดอกถลึงตาใส่เหล่าคนที่มาขัดจังหวะ คนที่วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าคร่ำเครียดนั้นคือพ่อบ้านกู่ ตามด้วยสตรีร่างเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมวิ่งตามติดๆ ใบหน้าอันงดงามใสซื่อของนางสะท้อนความห่วงใยเมื่อเห็นบุตรชายของนางล้มก้มคะมำหน้าซีดขาว นางคือฮูหยินสาม มารดาของเซี่ยเหยียนเหว่ย น้องชายต่างมารดาของข้านั่นเอง ฮูหยินสามวิ่งไปประคองบุตรชายของนางขึ้นมา

“นายน้อย! เป็นอันใดหรือไม่ขอรับ?” พ่อบ้านกู่วิ่งตรงดิ่งมาที่ข้าซึ่งนอนหมอบกับพื้นหน้าแดงหน้าดำเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตา เอ่อ อันที่จริงเป็นเพราะข้ากลั้นหัวเราะมากไปหน่อยถึงได้มีสีหน้าอดสูได้ถึงเพียงนี้ พ่อบ้านกู่มองข้าแล้วหันไปมองโดยรอบก็ถอนหายใจประหนึ่งรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาหันกลับมามองข้าด้วยแววตาเวทนาสงสารแล้วหันไปสั่งเด็กรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกลให้นำข้าเข้าไปในเรือน

“พวกเจ้าพานายน้อยเข้าเรือนไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปรับประทานมื้อเย็นเถิด”

“ขอรับ” เด็กรับใช้สองคนเดินเข้ามาหาข้าแล้วพยุงตัวข้าที่ได้รับความตกตื่นใจเข้าไปในเรือน ข้าแอบหันไปมองด้านหลังเพื่อดูว่าพ่อบ้านกู่จะจัดการอย่างไรต่อ เขาเรียกคนรับใช้ให้พาเหล่าพี่น้องที่เสียขวัญของข้าไปส่งยังเรือนพัก รวมไปถึงพี่น้องจินที่ได้รับผลกระทบมากกว่าใคร ฮูหยินสามก็รีบเรียกคนรับใช้ของนางให้พาตัวบุตรชายที่ตัวแข็งทื่อกลับไป ข้าแอบพ่นลมหายใจแรงๆ ตามพวกมันไปอย่างเสียดาย ข้ายังไม่ทันได้เล่นกับพวกมันด้วยซ้ำช่างขี้ขลาดกันเหลือเกิน

ข้าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยจึงเดินออกมาหาพ่อบ้านกู่ที่ยืนรออยู่ในห้องรับแขกนานแล้ว พอเห็นข้าปกติทุกอย่างไม่มีส่วนใดสึกหรอเขาก็ถอนหายใจโล่งอก พ่อบ้านกู่ยกมือประสานกันแล้วเอ่ยขออภัยข้าที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ข้ายิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนแรงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงปลดปลงแกมเวทนา

“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก ใครจะคาดคิดว่าพวกเขายังคงทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่ ทำตัวเป็นอันธพาลระรานผู้อื่นเช่นนี้อยู่อีก เฮ้อ เห็นว่าข้าเป็นลูกพลับนิ่มกระมังวันแรกถึงได้มาข่มเหงกันเช่นนี้”

“นายน้อยไม่ต้องเป็นห่วง บ่าวเตรียมเด็กรับใช้ผู้หนึ่งที่มีฝีมือต่อสู้ไว้ให้นายน้อยแล้ว”

“ขอบใจเจ้ามาก แต่ทว่ามันก็เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุอยู่ดี แม้จะมีคนอารักขาแต่ทว่ามันก็เป็นเด็กรับใช้ ไม่อาจเทียบได้กับพวกเขาที่เป็นลูกหลานเจ้านาย เอาเถิด ก็ยังดีกว่าไม่มีใครช่วยเหลือ”

“นายน้อย เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น นายน้อยยังมีนายท่านแล้วยังมีบ่าวอีกทั้งคนที่คอยช่วยเหลือ”

“พ่อบ้านกู่ นี่ก็ได้เวลามื้อเย็นแล้วกระมัง” ข้าไม่พูดเรื่องนั้นต่อ จงใจเปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่องอื่นแทน พ่อบ้านกู่ชะงักแล้วเงียบไปสักพักก็เอ่ยตอบข้าตามน้ำไปไม่ขัดหรือแสดงท่าทีใดๆ ออกมา

“เช่นนั้นนายน้อยรีบไปเถิดขอรับ ประเดี๋ยวทุกคนจะรอเอาได้” พ่อบ้านกู่ผายมือเชิญให้ข้าเดินออกไปก่อนแล้วพยักหน้าเรียกเด็กรับใช้สองคนเดินตามมาพร้อมกับกำชับให้ดูแลข้าเป็นอย่างดี ข้าเพียงเหลือบมองพวกขาแวบหนึ่งอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อ

ข้ามาถึงห้องรับประทานอาหารในเรือนใหญ่เห็นผู้มานั่งรอก่อนเป็นสตรีสองนาง ได้แก่ ฮูหยินสามซึ่งนั่งรอด้วยกิริยาเรียบร้อย อีกคนนั้นคือเซี่ยเหยียนน่า ท่านย่าน้อยของข้า นางเป็นน้าของท่านพ่อ อายุมากกว่าท่านพ่อไม่กี่ปี นางเคยแต่งงานออกเรือนไปแต่ทว่าโชคร้ายสามีสิ้นชีพต้องกลายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว นางไม่มีบุตรจึงได้กลับมาอยู่ที่ตระกูลเซี่ย ท่านย่าน้อยเป็นสตรีที่เป็นเสมือนต้นแบบคุณหนูลูกผู้ดีตามแบบตำรับ เรียบร้อย ใสซื่อ อ่อนโยน นางกับท่านแม่ค่อนข้างสนิทสนมกันทำให้ข้าคุ้นเคยกับนาง หลังจากที่ท่านแม่เสียชีวิตนางไปออกจากบ้านไปถือศีลภาวนาอยู่ที่วัดจนกระทั่งข้าจากไปนางก็ยังไม่กลับมายังตระกูล แสดงว่านางอาจจะกลับมาหลังจากที่ข้าจากไปแล้วก็เป็นได้

“ถิงเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที โถ โตขึ้นจนแทบจำไม่ได้แน่ะ มาหาย่าสิลูก”

ข้ายิ้มเดินเข้าไปหาท่านย่าน้อยแล้วโอบกอดนางสักพักถึงผละตัวออกมา ท่านย่าน้อยจับแขนข้าแล้วเงยหน้าสำรวจตัวข้าพลางพยักหน้าหงึกหงักครุ่นคิดแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี

“ดูสิ โตเป็นหนุ่มเสียแล้ว เฮ้อ ยิ่งโตยิ่งคล้ายเหยียนจิ้ง มานั่งนี่สิถิงเอ๋อร์ จากบ้านไปนานเช่นนี้คงจะลำบากมิใช่น้อย ตัวถึงได้ผอมขนาดนี้ ต่อไปเจ้าต้องทานเยอะๆ จะได้มีเนื้อมีหนังเสียบ้าง เป็นบุรุษตัวผอมบางเช่นนี้จะมีเรี่ยวแรงทำอันใด” ท่านย่าน้อยบ่นพลางส่ายหน้าไปมา นางดึงข้ามานั่งข้างๆ แล้วถามไถ่ความเป็นอยู่ที่ผ่านมาของข้า ข้าตอบไปสั้นๆ ไม่พูดมากมาย คุยกันได้สักพักข้าก็หันไปมองฮูหยินสามที่นั่งเงียบเป็นผ้าพับไว้ก็ทำท่าคล้ายเพิ่งเห็นอีกฝ่ายจึงเอ่ยทักทายออกไปด้วยรอยยิ้มนิดๆ

“ท่านแม่สาม ขออภัยจริงๆ ที่มิได้ทักท่าน สบายดีหรือขอรับ?”

“สบายดี หวังว่าเจ้าจะสบายดีเช่นกัน”

“แน่นอนขอรับ ข้าสบายดีจนกระทั่งมีคนยกพวกเข้ามารบกวน อ้อ จริงสิ เหยียนเหว่ยไปไหนหรือขอรับ เหตุใดถึงไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่?” ข้ายิ้มพลางเอ่ยน้ำเสียงปนหัวเราะ ฮูหยินสามหรือซู่ลี่ปินก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มบางเบารับไม่เอ่ยหรือแสดงสีหน้าใดๆ ออกมา อืม เป็นสตรีที่ลึกล้ำอย่างที่ท่านแม่เคยเตือนไว้จริงๆ นางน่ากลัวกว่าฮูหยินรองผู้อารมณ์ร้ายคนนั้นมากนัก

“นั่นสิ ข้านั่งมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่เห็นเหว่ยเอ๋อร์เลย”

“น้าหญิง เหว่ยเอ๋อร์ไม่สบายเล็กน้อย ข้าจึงให้เขาพักผ่อนอยู่ที่ห้องเจ้าค่ะ”

“อ้าว เป็นอันใดมากหรือไม่?”

“ไม่มากหรอกเจ้าค่ะน้าหญิง ได้พักเสียหน่อยคงดีขึ้น”

“อืม อย่าลืมให้ลูกกินยากันไว้บ้างเล่า”

“เจ้าค่ะ”

ข้าก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แหม แค่นี้ก็จับไข้แล้วงั้นรึ? ข้ายังไม่ทันได้เล่นกับน้องชายผู้นี้เลยแท้ๆ อะไรจะอ่อนแอเช่นนั้น ข้าเงยหน้าขึ้นมามองไปรอบๆ โต๊ะที่เหล่าบ่าวรับใช้เริ่มตั้งสำรับข้าวทยอยยกจานอาหารมาวางไว้แล้ว ข้ามานั่งตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นท่านปู่ท่านย่าหรือแม้กระทั่งฮูหยินรองเลย ส่วนครอบครัวของลุงใหญ่นั้นทานข้าวที่เรือนตนเอง จำได้ว่าพวกเขาทานอาหารหรูหรากว่าเจ้าบ้านเช่นท่านพ่อเสียอีก ส่วนอาสามและเซี่ยเลี่ยวรุ่ยจะมาทานด้วยเป็นบางครั้งเท่านั้น

“แล้วนี่ท่านปู่กับท่านย่าเล่าขอรับ?”

“อ้อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เดินไม่ค่อยสะดวกจึงให้เด็กยกสำรับข้าวไปที่ห้อง” ท่านย่าน้อยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ข้าพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถามต่อ

“แล้วท่านแม่รองเล่า ตั้งแต่กลับมาข้ายังไม่เห็นท่านแม่รองเลย”

ท่านย่าน้อยชะงักตัวแล้วเงียบเบือนสายตาหลบข้า ในใจของข้าเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที ท่าทางขอท่านย่าน้อยดูมีพิรุธอย่างยิ่ง ฮูหยินสามกลายเป็นผู้ตอบคำถามนี้แทน

“ถิงเอ๋อร์คงจะยังไม่ทราบข่าว ฮูหยินรองนางเสียชีวิตเพราะเจ็บป่วยเรื้อรังตั้งแต่สองปีที่แล้วแล้ว”

อะไรนะ!? ข้าไม่คาดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ก็เผลอทำหน้าตกใจออกมา ก่อนจะค่อยๆ สงบลงอย่างรวดเร็ว ฮูหยินรองนางตายแล้วอย่างนั้นรึ!? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าจะ... ข้าเหลือบมองฮูหยินสามที่ทำหน้าซึมเศร้าเล็กๆ อย่างหวาดระแวง ฮูหยินรองที่ไม่มีบุตรและได้เสียชีวิตไปแล้ว โฮ่ ฮูหยินรองก็แพ้ภัยนางตกตายไปแล้วอย่างนั้นรึ? ช่างเป็นสตรีที่น่ากลัวไม่เหมือนภายนอกที่ดูเรียบร้อยใสซื่อเลยจริงๆ ข้าแสร้งสงบนิ่งแล้วพยักหน้าไม่เอ่ยถามใดๆ เหลือบสายตาไปมองท่านแม่ที่กอดอกนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่เดิมเป็นของนางจ้องมองฮูหยินสามพร้อมเบ้ปากกลอกตาใส่ ขมุบขมิบปากเอ่ยว่า นางมารใส่หน้าฮูหยินสาม ข้าหลุบตากลั้นขำมองตักตนเองเงียบๆ ไม่ใส่ใจบรรยากาศอึดอัดแปลกๆ ที่สองสตรีที่นั่งอยู่ด้วยกันสร้างขึ้นมา

ไม่กี่อึดใจนายท่านของจวนก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าราบเรียบ ข้าเงยขึ้นไปมองเขาที่ก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เซี่ยเหยียนจิ้งชะงักตัวไปวูบหนึ่งเมื่อเขามองมาที่โต๊ะอาหาร เพียงแวบเดียวเขาก็เดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าขมวดคิ้ว ถ้าหากไม่สังเกตดูดีๆ จะไม่เห็นท่าทางเปลี่ยนไปของเขาเลย เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ? เหตุใดเขาถึงได้หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อท่านพ่อเดินเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวถัดไปจากข้า ทุกคนก็เงียบและรอคอยเจ้าบ้าน บิดาของข้าไม่พูดอะไรพยักหน้าเล็กๆ ให้ทุกคนเริ่มรับประทานมื้อเย็นได้ ไม่มีคำถามเกริ่นหรือซักถามสมาชิกในครอบครัวใดๆ สักคำ แม้กระทั่งคนหายไปก็ยังไม่ถามถึง ข้านั่งทานไปเงียบๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างเงียบเชียบมีเพียงเสียงหายใจและเสียงเคี้ยวข้าว จนกระทั่งฮูหยินสามทำชามข้าวในมือตกพื้นเสียงดัง นางหน้าซีดขาวก่อนจะพึมพำขออภัยออกมาพร้อมกับหันไปบอกให้คนรับใช้นำถ้วยข้าวใหม่มาให้

อันที่จริงแล้วนางไม่ได้ทำหล่นมือเองหรอก แต่เพราะท่านแม่ตบมือนางจนถ้วยข้าวหล่นแตกกระจายต่างหาก ท่านแม่นะท่านแม่ อย่าแสดงอิทธิฤทธิ์แถวนี้ได้หรือไม่? ข้ากลั้นขำจนกลัวข้าวติดคออยู่แล้ว ท่านพ่อทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั่งทานข้าวต่อไปนิ่งๆ ท่านแม่ยังไม่หยุดซน หันไปทำหน้าทำตาล้อเลียนใส่ท่านพ่อแล้วจับๆ จ้องๆ ไปที่ตะเกียบในมือของเขา ข้าทำเป็นไม่เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นยังคงก้มหน้าทานต่อไป ท่านแม่ยิ้มกระหยิ่มยกมือหวดไปใส่มือที่ถือตะเกียบของท่านพ่ออย่างแรง พริบตานั้นท่านพ่อวางตะเกียบบนถ้วยข้าวบนโต๊ะแล้วหันไปมองหน้าประตูห้องที่มีแขกยกโขยงมากลุ่มใหญ่ ท่านแม่ฟาดหวือเกือบถลาตกเก้าอี้ ข้าเบิกตาพยายามไม่ขำมารดาตนเอง เลี่ยงความสนใจไปมองกลุ่มคนที่หน้าประตู พวกเขาล้วนทำหน้าบูดบึ้งน่ากลัวแผดเสียงจนแสบแก้วหูไปหมด

“เหยียนจิ้ง! ดูสิ่งที่ลูกของเจ้าทำลูกของข้า รังแกกันเกินไปแล้ว เจ้าต้องลงโทษมันให้ข้า!

ผู้ที่ยืนอยู่หน้ากลุ่มมีสีหน้าทะมึนตึงไม่พอใจเป็นอย่างมากนั้นไม่ใช่ใครอื่นไกล ที่แท้ก็คือท่านลุงของข้านั่นเอง เซี่ยเหยียนจิน บิดาของพี่น้องจินที่ถูกข้าเล่นด้วยเล็กน้อยนั่นแหละ ข้าวางถ้วยข้าวไว้บนโต๊ะจากนั้นก็วางตะเกียบในมือไว้บนถ้วยข้าว กวาดสายตามองแขกที่บุกเข้ามาในเวลาทานข้าวอย่างเยือกเย็น เซี่ยเหยียนจินยืนอยู่ด้านหน้า พี่น้องจินหลบอยู่ด้านหลังของบิดา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีญาติคนอื่นๆ ที่มีรอยบอบช้ำตามร่างกายยืนอยู่ด้านหลัง คาดว่าแผลเหล่านั้นได้มายามที่พวกเขาล้มลุกคุกคลานตอนวิ่งหนีเป็นแน่ และคนสุดท้ายที่เดินเข้ามาก็คือเซี่ยเหยียนเหว่ย ข้าเหลือบหางตามองฮูหยินสามที่มีสีหน้ากังวลเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายมาปรากฏตัว เซี่ยเหยียนเหว่ยไม่มีรอยช้ำตามตัวแต่ทว่าใบหน้าของเขาขาวซีดผิดปกติ

“ท่านพ่อ โปรดให้ความยุติธรรมด้วย” เซี่ยเหยียนจินมองไปยังบิดาของเขาแล้วยกมือประสานก้มหน้าร้องทุกข์

“เหยียนจิ้ง หากเจ้าไม่ไม่ลงโทษมัน ข้าไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ แน่” ฝ่ายท่านลุงก็เอ่ยเสียงฮึดฮัดจ้องกดดันน้องชายที่ยังนั่งนิ่งไม่พูดอันใด เซี่ยเหยียนจินขึงสายตาโกรธแค้นมาที่ข้าแบบไม่ปิดบังใดๆ ข้าแอบถอนหายใจ อันใดของท่านลุงกัน? โกรธแค้นถึงเพียงนี้เลยอย่างนั้นรึ แค่ฟันไม่กี่ซี่กับหน้าบวมแดงเท่านั้นเอง บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยเหยียนจินถึงได้เกลียดชังข้าถึงเพียงนี้ ทั้งที่เขาออกจะเอ็นดูเซี่ยเหยียนเหว่ยมากแท้ๆ ข้าก็หลานเขาเหมือนกันมิใช่รึทำไมถึงถูกกระทำไม่เท่าเทียมเช่นนี้

“พี่เหยียนจินหมายถึงเรื่องใดงั้นรึ?”

“จะหมายถึงเรื่องใดอีก นอกเสียจากเรื่องของเจ้าเด็กทรพีนั่น!” ท่านลุงโกรธจนหน้าแดงก่ำตอบเสียงดังและกลัวคนอื่นไม่ทราบว่าเป็นใคร ขนาดยกมือชี้นิ้วระบุตัวตนมาที่ข้าอย่างเจาะจง ข้ายังคงนั่งนิ่งเมื่อทุกคนจะหันมามองเป็นตาเดียว ฮูหยินสามเลื่อนสายตามาที่ข้าอย่างกังขา ส่วนย่าน้อยมองข้าอย่างตกใจ

“ถิงเอ๋อร์ นี่มันเรื่องอันใดงั้นรึ เหตุใดเหยียนจินถึงได้เอ่ยเช่นนั้น”

“ท่านลุงเหยียนจิน ขออภัยที่ยังมิได้ไปทักทายท่าน หลานผู้นี้เสียมารยาทแล้ว” ข้าลุกขึ้นเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรยิ่ง ราวกับไม่เห็นท่าทางโมโหจนพ่นไฟของอีกฝ่าย พอเอ่ยพร้อมกับก้มศีรษะทักทายไปเซี่ยเหยียนจินก็ขมวดคิ้วทำเสียงขึ้นจมูกอย่างรังเกียจ

“อย่าได้มาเสแสร้ง ข้าเห็นแล้วเอียนยิ่งนัก”

“ขออภัย ข้าลืมไปว่าท่านลุงคงจะทานอาหารดีๆ ราคาแพงมาเยอะ แม้อาหารจะดีแต่ทานน้อยลงหน่อยก็ดีนะขอรับ ข้าเป็นห่วงสุขภาพของท่านยิ่งนัก” ข้าพยักหน้าก่อนที่เอ่ยตอบไปอย่างรู้สึกผิด ลากยาวไปที่ประเด็นอาหารอันหรูหราอลังการของครอบครัวพวกเขาที่เกินหน้าเกินตาเจ้าบ้าน ตบท้ายด้วยการกวาดสายตามองรูปร่างค่อนข้างจะอ้วนของอีกฝ่าย

“เจ้า! ไอ้เด็ก...” ใบหน้าอวบอิ่มของท่านลุงแดงก่ำคั่งเลือดเหมือนจะระเบิดออกมา นิ้วอวบเป็นปล้องชี้หน้าข้าสั่นเทา ดวงตาคุโชนไปด้วยเพลิงเจ็บแค้นเป็นทวีคูณ ท่านลุงทำเสียงขึ้นจมูกแล้วหันไปมองท่านพ่อที่นั่งทำหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ทำตัวราวกับคนนอกไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ

“ดูลูกเจ้า! กลับมาเพียงวันแรกก็ออกลายไม่เห็นหัวข้าเสียแล้ว! เหยียนจิ้ง!

“ท่านลุง ขออภัย ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านลุงเอ่ยเลยแม้แต่น้อย ข้ายังเห็นหัวท่านชัดเจน รึว่าท่านมองไม่เห็นหัวตนเองเสียแล้วขอรับ นี่มันเป็นลางไม่ดีเลย ไม่เห็นเงาหัวย่อมหมายถึงมีลางมรณะนะขอรับ” ข้ากะพริบตาปริบๆ เอียงหน้ามองอีกฝ่ายด้วยท่าทางโง่เง่าไม่เข้าใจก่อนที่โพลงออกไปอย่างพาซื่อ เซี่ยเหยียนจินหันขวับกัดฟันจ้องมองข้าอย่างดุร้าย ข้าสะดุ้งตกใจกลัว ลนลานหลบหลังย่าน้อยเหมือนคนขี้ขลาด พอมีที่หลบข้าก็แอบยิ้มขำตามท่านแม่ที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ

“เหยียนจินมีอันใดก็ค่อยพูดค่อยจาได้หรือไม่ ถิงเอ๋อร์เป็นเพียงเด็กอาจพูดไม่รู้ความบ้าง แต่เจ้าเป็นผู้ใหญ่มีตำแหน่งใหญ่โตกลับถือสาคำพูดเด็กไร้เดียงสา ทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กไปได้!” ท่านย่าน้อยตวาดใส่เซี่ยเหยียนจินพลางโอบกอดข้ากางปีกปกป้องเต็มที่

“ท่านย่าน้อย” ข้ากอดท่านย่าน้อยพลางใช้ใบหน้าหวาดกลัวมองเซี่ยเหยียนจิ้ง เหล่าผู้มาฟ้องหน้าดำทะมึนอย่างน่าเกลียดกันทันที เซี่ยเหยียนเหว่ยที่ยืนทำหน้าราวกับถูกรังแกส่งสายตามายังบิดาที่นั่งนิ่งไม่ไหวติ่ง

“ท่านพ่อ...”

“ท่านพ่อ ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวกับลูกก็ขอให้ลูกได้เอ่ยเองเถิด ลูกพอจะนึกออกแล้วว่าพวกเขามาด้วยเรื่องอันใด” ก่อนที่เซี่ยเหยียนเหว่ยจะได้เอ่ยอันใดต่อ ข้าก็เม้มปากทำใจกล้าเอ่ยออกมาพร้อมกับสูดลมหายใจกล้าๆ กลัวๆ ออกมาเผชิญหน้ากับพวกเขาอีกครั้ง ข้ามองไปยังบิดาที่ยังคงนิ่งขรึม ทุกๆ คนจ้องมองไปยังเจ้าบ้านที่ไม่แสดงท่าทีใดออกมาจนกระทั่งคนผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมามองข้าด้วยแววตาแหลมคมจนข้าแทบผงะ

“ข้าไม่อนุญาต” เขาเอ่ยออกมาสั้นๆ แต่ชัดเจนปิดปากข้าเป็นอย่างดี ข้าตัวแข็งทื่อ จ้องมองบิดาผู้ใจดำที่มองมายังข้าราวกับกำลังท้าทายและเยาะเย้ย คล้ายจะบอกทางสายตาว่าหากข้าไม่อนุญาตแล้วเจ้าที่มีปัญญาทำสิ่งใดต่อ คนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าพอใจโดนเฉพาะเซี่ยเหยียนเหว่ยที่แอบยิ้มเยาะ โทสะของข้าแทบจะระเบิดออกมาพร้อมๆ กับการแผดเสียงแหลมของท่านแม่ ท่านแม่กรีดร้องข้างหูของท่านพ่ออย่างโมโห

“ไอ้บัดซบเหยียนจิ้งงงงงง!

ท่านพ่อใบหน้าบิดเบี้ยว คนอื่นๆ ต่างตัวแข็งทื่อกับความเกรี้ยวกราดที่มองไม่เห็นของท่านแม่ จานอาหารและถ้วยข้าวบนโต๊ะสั่นกึกๆ หน้าต่างหรือประตูที่เปิดไว้ต่างปิดดังปังทั้งที่ไม่มีลม ทุกคนในห้องสะดุ้งพร้อมกับมองตากันเลิกลั่ก ข้าสงบใจลงได้อย่างรวดเร็วจึงนั่งลงที่เดิมแสร้งทำตัวเศร้าสร้อยที่ถูกบิดาปฏิเสธ ในใจของข้าเต็มไปด้วยโทสะคุกรุ่น ข้าจะมีปัญญาทำอะไรได้อย่างนั้นรึ? หึ! ข้ากางอาณาเขตครอบคลุมห้องทั้งห้องแล้วจ้องมองพวกมันพร้อมออกคำสั่ง

คุกเข่า!

ตึง! แทบจะทันทีพวกพี่น้องที่มารังแกข้าคุกเข่าลงพื้นอย่างแรงเสียงดังฟังชัด พวกมันหน้าบิดเบี้ยวเจ็บหัวเข่าพยายามลุกขึ้นแต่ทำไม่ได้ก็ต่างหน้าไร้สีงุนงง พวกมันร้องอุทานสีหน้าหวาดกลัวเหมือนจะร้องไห้ออกมา ข้าแอบยิ้มเย็นชาเมื่อเห็นคนอื่นๆ หันไปมองกลุ่มคนที่คุกเข่าลงพื้นอย่างตกใจ

“พวกเจ้าคุกเข่าทำไม ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!

ข้าไม่รอให้พวกมันได้เอ่ยบอกอันใด สั่งให้พวกมันเงียบและก้มหน้าลงไป พวกมันทำตามคำสั่งของข้าอย่างพร้อมเพรียง เซี่ยเหยียนจินขมวดคิ้วโมโหที่พวกเด็กๆ ไม่ยอมลุกขึ้นและไม่ปริปากเอ่ยอันใด ข้านั่งมองพวกมันที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าตัวสั่นระริกไปด้วยความหวาดกลัวด้วยสายตาเย็นชา ข้าหัวเราะในใจ รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่พลังของข้าอยู่ในขั้นห้าแล้ว ต่อไปนี้ข้าสามารถออกคำสั่งใดๆ ก็ได้ภายในสี่คำ ข้าหรี่ตาลงมองพวกมันที่ยิ่งตัวสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนใจเสาะบางคนหลั่งน้ำตาออกมาอย่างน่าสมเพชเสียด้วย ข้าพ่นลมหายใจออกมาแล้วออกคำสั่งชุดต่อไปอย่างเยือกเย็น

โขกหัวกับพื้น!

สิ้นคำสั่งจากข้าคนที่นั่งคุกเข่าก็พร้อมกันโขกศีรษะลงพื้น เงยหน้าขึ้นมาโขกลงไปใหม่อย่างไม่สิ้นสุด ข้านั่งมองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมา

แรงกว่านี้!

เสียงศีรษะกระทบพื้นยิ่งดังมากขึ้นท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของคนอื่นๆ พวกมันโขกจนหน้าผากแดงเป็นปื้น โขกต่อไปจนเลือดเริ่มซึมออกมา ข้ารู้สึกพอใจขึ้นมาในทันที  

“พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรกัน!” เซี่ยเหยียนจินตะโกนถามอย่างหงุดหงิด ใบหน้าของเขาบูดบึ้งควันแทบออกจากหู

“เหว่ยเอ๋อร์ พอได้แล้ว!” ฮูหยินสามน้ำตาคลอปรี่เข้าไปหาบุตรชายเหมือนเจ็บปวดใจที่เห็นบุตรชายอันเป็นที่รักโขกศีรษะจนได้เลือด นางพยายามหยุดบุตรชายแต่เซี่ยเหยียนเหว่ยก็ไม่หยุด สะบัดมารดาของตนเองออกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ไม่ว่าจะเอ่ยหรือพยายามหยุดอย่างไรพวกเขาก็ยังโขกศีรษะต่อไปไม่หยุด ทุกคนในห้องมองพวกเขาอย่างงุนงงไม่เข้าใจ ข้าเองก็มองพวกมันอย่างตกใจเหมือนทำอะไรไม่ถูกตามน้ำไปไม่ผิดแผด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!? เจ้าทำอันใดพวกเขา!” เซี่ยเหยียนจินมองลูกของเขาที่เลือดเริ่มไหลอาบหน้าด้วยสีหน้าวิตก พึมพำถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ จากนั้นก็เงยหน้ามองไปรอบๆ แล้วมาหยุดสายตาที่ข้าก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ข้าขมวดคิ้วแล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหลืออด

“ท่านลุงเหยียนจิน หากจะปรักปรำกรุณาดูด้วยว่าข้ามิได้ทำอันใดเลยนะขอรับ! เมื่อท่านพ่อไม่อนุญาตให้ข้าพูด ข้าก็ไม่พูดแล้วอย่างไร ท่านเห็นข้าทำอะไรแล้วอย่างนั้นรึ? ข้าอ่อนแอเพียงนี้จะไปทำอันใดพวกท่านได้ ใครทำสิ่งใดไว้ย่อมรู้แก่ใจตัวเองดี และดูท่าว่าพวกเขาจะรู้ตัวอยู่บ้างถึงได้โร่มาโขกศีรษะขอขมาให้ข้ายกโทษให้เช่นนี้กระมัง”

“พูดบ้าอันใดกัน ใครโขกศีรษะให้แก่เจ้ากัน”

“เฮ้อ พูดไปแล้วท่านก็ไม่เข้าใจ อายุมากแล้วหูคงจะตึงจนไม่อยากฟังความผู้อื่นก็มิใช่เรื่องแปลก” ข้าถอนหายใจอย่างปลดปลงพึมพำออกมาอย่างหมดหวัง ก่อนที่เหลือบไปมองเหล่าคนที่ยังโขกหัวลงพื้นจนเลือดเริ่มไหลซึมไปกับเสื้อผ้าแล้วไม่พูดอันใดต่อ ฮูหยินสามกับเซี่ยเหยียนจินมองบุตรของพวกเขาหลั่งร้องไห้พลางโขกศีรษะต่อไปไม่หยุดอย่างทำอะไรไม่ได้ ทั้งสองส่งสายตามาที่บิดาใจดำที่ยังคงนั่งนิ่ง ท่านแม่ทำเสียงขึ้นจมูกตบมือลงบนโต๊ะอาหารจนจานชามกระเด็นขึ้นสูงตกลงมาพลิกคว่ำเสียหาย นางกัดฟันกรอดจ้องมองท่านพ่อด้วยดวงตาแดงก่ำคลั่งแค้น ทุกคนสะดุ้งตัวเฮือกมองไปรอบข้างอย่างหวาดระแวง ท่านพ่อถอนหายใจออกมาเหลือบมองข้าแวบหนึ่งด้วยแววตาประหลาดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องนี้ยังต้องให้พูดอีกงั้นรึ ดูก็รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น พี่เหยียนจิน ท่านพูดเองว่าวันนี้ลูกข้ากลับมาวันแรก สิ่งใดๆ ในจวนแห่งนี้เขายังไม่ทราบคงเป็นเรื่องยากที่จะไปหาลูกของพวกท่านหรือเรียกให้พวกเขามาพบ และที่สำคัญเรื่องเกิดขึ้นที่เรือนหงเหมยย่อมเป็นลูกของพวกท่านที่มาหาเอง”

ข้าแอบแปลกใจไม่คาดคิดว่าเขาที่เอ่ยเช่นนี้ออกมา แม้กระทั่งเซี่ยเหยียนจินยังไม่อยากจะเชื่อ เขาอ้าปากเถียงออกมา ท่านพ่อหันไปมองพี่ชายของเขาด้วยแววตาคมกริบ

“มันถึงได้รังแกลูกของข้าอย่างไรล่ะ ทั้งที่ลูกของข้าไปทักทายมันตามประสาญาติพี่น้องแท้ๆ แต่มันกลับรังแกลูกของข้าเช่นนี้!

“ท่านลุงเหยียนจิน บุตรชายและบุตรสาวท่านมาพร้อมกับเหล่าพี่น้องกลุ่มใหญ่ คนรังแกพวกเขาได้คงจะเก่งกาจอย่างยิ่ง แต่ท่านดูสิ ข้าคนนี้น่ะรึจะรังแกพวกเขาได้ ข้าอ่อนแอเพียงนี้ไม่ทันได้อ้าปากก็คงจะถูกหมัดพี่จินหรงชกหน้าเขียวแล้วกระมัง?” ข้าถอนหายใจเฮือกแล้วเอ่ยแย้งตอบโต้คนดื้อดึงที่ไม่ยอมแพ้จะยัดเหยียดให้ข้ารังแกลูกของเขาอย่างหัวชนฝา ท่านย่าน้อยที่หันมองคนนู้นทีคนนี้ทีก็เริ่มเข้าใจเรื่องราว นางขมวดคิ้วมองไปยังพวกลุงใหญ่และเด็กๆ ที่กำลังโขกศีรษะเป็นฉากหลังอย่างไม่พอใจ

“พวกเจ้า! ทั้งที่ถิงเอ๋อร์เพิ่งกลับมาถึงกลับวิ่งโร่ไปหาเรื่องเขาอย่างนั้นรึ!? เหตุใดถึงได้ทำเช่นนี้!

“แล้วเหตุใดลูกของข้าถึงมีสภาพเป็นเช่นนี้เล่า หากเจ้าไม่ได้ทำแล้วผู้ใดกันที่ทำ!?” เซี่ยเหยียนจินไม่ฟังอันใดยังคงดื้อรั้นชี้นิ้วไปที่ลูกของตนแล้วกล่าวออกมาอย่างไม่ยอมแพ้

“ท่านลุง ข้านั้นอ่อนแอและขี้ขลาดอย่างยิ่ง ท่านน่าจะทราบดี ตอนที่กำลังถูกท่านพี่จินหรงชกข้ามัวแต่หวาดกลัวก้มหน้าหมอบกับพื้นจึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีก็ตอนพ่อบ้านกู่บอกให้เด็กรับใช้พยุงข้าเข้าเรือน” ข้าทำสีหน้าจนใจและสงสัยไม่แพ้กันว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าหันไปมองพ่อบ้านกู่ที่ยืนนิ่งแวบหนึ่ง เขาก็เหมือนรู้ว่าข้าต้องการสิ่งใด ก้าวออกมายืนยันและเล่าสิ่งที่เขาเห็นออกมาพร้อมกับหันไปมองฮูหยินสามเพื่อดึงมาเป็นพยานบุคคลอีกหนึ่ง ฮูหยินสามอึกอักก่อนจะเล่าแบบกลางๆ ออกมาและไม่เอ่ยถึงบุตรชายของนาง ข้าไม่ใส่ใจนางมากนัก พยายามทำหน้าครุ่นคิดแล้วพึมพำออกมาอย่างไม่แน่ใจ

“บางทีอาจจะเป็นวิญญาณแถวนั้นที่ผ่านมากระมัง?”

“เหลวไหล!” เซี่ยเหยียนจินตะคอกกลับเสียงกระด้าง

“ข้าก็เพียงสงสัย” ข้าหดตัวอย่างหวาดกลัวแล้วเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ

“ท่านพี่ ในเมื่อลูกของข้ามิได้กระทำแต่ถูกลูกของท่านกระทำเช่นนี้ ในฐานะเจ้าบ้านแล้วข้าคงจะปล่อยไปมิได้ เห็นแก่ที่พวกเขาโขกศีรษะสำนึกผิดให้ลดโทษเป็นลดเบี้ยเลี้ยงให้เหลือเพียงหกในสิบส่วนสามเดือน ส่วนท่านและฮูหยินสามที่เป็นพ่อและแม่กลับไม่สั่งสอนลูกเมื่อพวกเขาทำผิดให้ลดเบี้ยเลี้ยงเหลือเพียงเจ็ดในสิบส่วนสามเดือนเช่นเดียวกัน เอาละ ทุกอย่างกระจ่างแล้วเชิญท่านพี่กลับไปพักผ่อนที่บ้านตนเองเถิด” ท่านพ่อเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบตาแทบไม่กะพริบ จากนั้นก็โบกมือไล่เหล่าแขกกลับไปพร้อมกับหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มทานข้าวเย็นต่อ ไม่สนใจสีหน้าเหวออ้าปากค้างของเหล่าคนถูกลดเบี้ยเลี้ยงเลยสักนิด ขนาดฮูหยินสามยังเผลอทำหน้าตกตะลึงออกมา

บิดาผู้คาดเดายากคีบอาหารทานหน้าตาเฉยก่อนที่เขาจะหันไปมองพี่ชายที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่เอ่ยอันใดด้วย เขาหันมาบอกให้พวกข้าทานข้าวต่อ ท่านย่าน้อยลังเลอยู่สักพักก็ค่อยๆ หยิบถ้วยข้าวขึ้นมาทานเนิบๆ ข้าจึงได้ยกถ้วยข้าวขึ้นมาทานข้าวต่อ ทว่าคนเหล่านั้นก็ยังไม่ขยับตัวไปไหน ยังคงยืนขาแข็งอยู่ที่เดิม ท่านพ่อเงยหน้ามาเห็นพี่ชายยืนนิ่งอยู่ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามเสียงราบเรียบ

“มีอันใดอีกงั้นรึท่านพี่ ไยยังอยู่ที่นี้ หากกลับไปช้าพี่สะใภ้อาจเข้าใจผิดได้ว่าว่าท่านไปเที่ยวนอกบ้านดึกๆ ดื่นๆ อีก”

“ข้าจะไปได้อย่างไรเมื่อลูกของข้ายังอยู่ที่นี้” เซี่ยเหยียนจินกัดฟันกรอดเมื่อถูกน้องชายเอ่ยเหน็บด้วยใบหน้านิ่ง

“อ้อ ข้าก็ลืมไป ท่านพี่กลับไปก่อนเถิด ส่วนพวกเด็กๆ ไว้ให้พวกเขาสำนึกผิดแล้วก็คงจะหยุดโขกหัวแล้วกลับไปทีหลังนั่นแหละ” ท่านพ่อเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ข้านึกขึ้นมาได้ว่ายังมีคนโขกศีรษะไม่หยุดอยู่ ข้าปลดอาณาเขตออกเป็นจังหวะเดียวกันที่คนพวกนั้นปล่อยโฮตะโกนยอมรับผิดและขอโทษเอ่ยว่าจะไม่ทำอีก พอขยับตัวได้ตามใจนึกพวกมันดีใจปนแปลกใจที่กลับมาเป็นปกติ ทันใดนั้นก็มองมาที่ข้าอย่างกริ่งเกรงแล้วรีบขอตัวออกไปอย่างทุลักทุเล สภาพของแต่ละคนนั้นเลือดอาบหน้าแดงฉานเป็นภาพสยดสยองยิ่ง ท่านย่าน้อยอ้าปากตกใจกับสภาพนองเลือด ฮูหยินสามก็หน้าซีดเผือดรีบตามบุตรชายไปด้วยความเป็นห่วง ข้ามองตามพวกมันไปเล็กน้อยก็ก้มหน้าทานข้าวต่อเหมือนกับท่านพ่อที่ทานข้าวหน้าตาเฉยยิ่งกว่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านแม่แลบลิ้นตามหลังพวกมันพร้อมกับยกนิ้วหัวแม่มือคว่ำลงอย่างก๋ากั่น

สมน้ำหน้า! อยากมารังแกลูกข้าดีนัก!

 

 

 

 

 

 

 

 

 




คือว่านะมือขวาใช้การไม่ได้ ขนาดพิมพ์ยังไม่ได้แล้วจะให้ใช้เขียนเหรอ //ขอลาแป๊บ 555

ให้หาผู้ช่วย อืม ให้มาช่วยอะไรคะ? ช่วยพิมพ์? จะเอาอะไรไปพิมพ์ มันอยู่ในสมองเค้าเนี่ย

อีกคนแนะนำให้อัดเสียงหรือไม่ก็พิมพ์ด้วยเสียง บอกตรงๆ เขินเสียงตัวเอง 5555

อีกคนบอกว่าให้ใช้แท็บแล็ตพิมพ์ไปก่อน อันนี้น่าสนใจค่ะ เดี๋ยวจะลองดู

ปล. ต้องทนๆ ไปก่อนเนอะจนกว่ามือจะกลับมาปกติ ไม่ต้องสงสารคนแต่งหรอกน่า

มีความสุขทุกครั้งที่ได้แต่งนิยาย และมีความสุขมากขึ้นเมื่อมีคนสนใจอ่านและเม้นให้//เนียนอ้อน 555

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.576K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

25,551 ความคิดเห็น

  1. #25380 Maylyunho (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 / 08:04
    อิท่านพ่อเนี่ยตัวดี พ่อรู้พ่อเห็น
    #25,380
    0
  2. #25059 pokepake222 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 10:38
    ✨🥰สนุกมาก
    #25,059
    0
  3. #25019 Fah_Nueafah (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 / 16:08
    ทำไมชอบคู่คุมพ่อกับคุมแม่จังอ่ะ
    #25,019
    0
  4. #24978 jinhaana (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 08:55
    ชอบตอนที่น้องร้ายมาก ๆ มันต้องแบบนี้แหละลูกก
    #24,978
    0
  5. #24832 than15 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 02:02
    ยังไงนี่ก็ไม่โอเคกับพ่อถิงๆอยู่ดี
    #24,832
    0
  6. #24680 P.Hawk (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 12:58
    คือเราไม่โอเคกับพ่อถิงๆ มากๆ พ่อที่รักลูกแต่ปล่อยให้ลูกโดนแกล้ง เหอๆ โคตรย้อนแย้งว่ะ
    #24,680
    0
  7. #24661 R.quartz (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 22:24
    ดูแลสุขภาพค่ะ😊😊
    #24,661
    0
  8. #24421 Fueled me (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 20:34
    บางทีท่านพ่ออาจจะมีเหตุผล แล้วไม่ช่วยตอนเด็กเพราะอยากให้น้องเข้มแข็งรึเปล่า แต่แบบพ่อน้องก็น่าจะเก่งไม่เบานะคงรู้ว่าแม่อยู่ด้วย555555555555
    #24,421
    0
  9. #24296 Kmmbs may (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 20:58
    พ่อชะงัก? พ่อเห็นแม่หรออออ
    #24,296
    0
  10. #23915 Cereal_Killer (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 01:21
    เข้าใจท่านพ่อแต่ไม่ได้แปลว่ายอมรับได้ รักมากแต่ทนเห็นคนที่รักถูกรังแกสินะคะ ซาบซึ้งจริงๆ - -
    #23,915
    0
  11. #23889 soundlessnote (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 00:24
    ไม่ทราบว่าผู้เขียนลองนวดกดจุดตรงมือหรือยังคะ? (ถ้าตอนนี้ยังมีอาการอยู่)
    #23,889
    0
  12. #23722 Peach9 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 16:57
    เฮ้อออแต่ก็นะ อยากรู้เหตุผลของท่านพ่อมาก
    #23,722
    0
  13. #23639 Tz-KiSs (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 23:30
    รักมาก ในที่สุดก็มาล้างบางแล้วสินะ555555
    #23,639
    0
  14. #23597 exolbenben (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 12:09
    ท่านพ่อมองเห็นท่านแม่รึเปล่านะลุ้นๆๆๆๆๆ
    #23,597
    0
  15. #23556 นกน้อยของบอสแบม (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 20:22
    แอบคิดว่าท่านพ่อน่าจะสัมผัสถึงการมีอยู่ของท่านแม่ได้ เหมือนที่อ๋องแมวสัมผัสถึงน้องถิงได้อ่ะ แบบตอนขุ่นแม่จะแกล้งนางก็รู้จังหวะหลบอ่ะ
    #23,556
    0
  16. #23424 fazaferinns (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 19:07
    ถึงตอนจบจะเฉลยว่าท่านพ่อไม่ได้เลวร้ายยังไง ก้ทำใจให้มองด้วยดีไม่ลงอะ เยนชากับลูกกับเมียเกินไป ไม่โอเค
    #23,424
    1
    • #23424-1 PaPa9(จากตอนที่ 47)
      2 พฤศจิกายน 2562 / 11:54
      นั่นสิคะ
      #23424-1
  17. #23363 แดนแดนของลูก (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 07:56
    สะใจข้ายิ่งนัก
    #23,363
    0
  18. #23320 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:42

    เปนผู้ชายสารเลวใช้ไม่ได้ไม่รักลูกเมียปล่อยให้คนอื่นมารังแกข่มเหงรักและเลี้ยงดูคนอื่นส่วนลูกตัวเองไม่เลี้ยงดูรวมหัวกันฆ่าเมียตัวเอง เจ้าบัดซบเอ๊ย

    #23,320
    0
  19. #22611 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 00:02

    อย่าบอกนะว่าอีตาท่านพ่อ สามารถมองเห็นวิญญาณท่านแม่ได่อ่ะ? //ชอบใจมาก ตอนท่านแม่เกรี้ยวกราด 555555

    #22,611
    0
  20. #22469 Pimfha.haneul (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 22:00
    ชอบความทั่นพ่อทั่นแม่ อั๊งงงงงง
    #22,469
    0
  21. #22447 Lanarabina (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 17:42
    ท่านพ่อต้องเห็นท่านแม่แน่ๆ
    #22,447
    0
  22. #22425 trp1021 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 18:13
    เห็นภรรยาตัวเองหรอ
    #22,425
    0
  23. #22177 Xialyu (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:15
    ที่จริงท่านพ่อดีแน่นอน
    #22,177
    0
  24. #22076 Miko_Chan2002 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 22:59
    ยังสงสัยท่านพ่ออยู่ แต่ตอนที่ชะงักตอนมองโต๊ะกินข้าวกับทำหน้าบิดเบียวนี่ เห็นแล้วก็ได้ยินเสียงท่านแม่ใช่มั้ยคะ555
    //fcท่านแม่ค่ะ!! ท่านแม่โหดมาก รักเลย อย่ามารังแกลูกชั้นนะ!!!
    #22,076
    0
  25. #21952 lills (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 09:15
    นี่ว่าท่านพ่อไม่ใช่คนไม่ดีหรอก มั้งงง
    #21,952
    0