Apocalypse Online เกมโกงวันโลกาวินาศ

ตอนที่ 109 : Login 106: Ancient of Days

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 316
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    8 พ.ค. 60

Login 106: Ancient of Days

 

            ตั้งแต่เริ่มโจมตีอารย-สนธยาแล้ว... ไม่สิตั้งแต่ตอนที่ถูกพวกอารย-สนธยาโจมตีแล้วต่างหาก ตั่งแต่ตอนนั้นมากวินทร์ก็คิดว่าถึงจะมีเรื่องไม่สมเหตุสมผลเกิดขึ้นอีกก็คงจะไม่ตกใจแล้ว

            ทั้งปีศาจ ทั้งมนุษย์ครึ่งปีศาจที่อ้างตัวว่าเป็นเทพเจ้า ทั้งมนุษย์ต่างดาวที่มาเจรจาสงบศึกหลังจากรบกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน แต่ความดื้อด้านของอวโลกิตะนี่ก็อยู่เกินสามัญสำนึกไปหน่อย

            มันน่าจะถูกมิ่งขวัญฆ่า ที่จริงแล้วเจ้านั่นเป็นอมตะก็เลยฆ่าไม่ได้แต่มิ่งขวัญก็ทุ่มสุดตัวยอมแลกกับการสูญเสียความเป็นมนุษย์เพื่อกำจัดตัวตนอมตะนั่นไปได้อย่างถาวรแต่มันกลับปรากฏออกมาอีก

            “ดื้อด้านชะมัดยาดเลย”

            กวินทร์พูดพลางใช้มือปาดเม็ดเหงื่อที่ไหลโกรกบนหน้าผากออก

            ความจริงก็คือตั้งแต่ตอนที่เสียงของอวโลกิตะดังขึ้นมาอุณหภูมิรอบๆ ก็เหมือนจะสูงขึ้น

            ร้อน

            ร้อน...

            คืนนี้อากาศค่อนข้างจะอบอ้าวไปบ้างก็จริงแต่ตอนนี้มันเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ

            “ร้อนโว้ยยย!!! ทำไมมันถึงได้ร้อนแบบนี้เนี่ย!”

            ฟูตะโกนเสียงดังพลางดึงคอเสื้อที่ชื้นเหงื่อออกหวังให้อากาศระบายเข้าไปในเสื้อ

            “นี่มันร้อนผิดปกติแล้วนะครับ”

            คำพูดของมิกซ์สมเหตุสมผล มันเกินกว่าจะเรียกว่าอบอ้าวไปแล้ว ที่นี่เหมือนกับอยู่ในเตาอบทุกคนเริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้าเพราะความร้อนออกมา

            กวินทร์มองไปที่ไทเทเนียม อีกฝ่ายก็เหมือนจะถูกความร้อนเล่นงานมีเหงื่ออกบ้างเล็กน้อยทั้งที่สวมชุดถ้าทางหนาแน่นชวนให้เหงื่ออกขนาดนั้นบางทีคงเป็นชุดที่มีลูกเล่นปรับอุณหภูมิได้หรืออะไรทำนองนั้น

            “หึๆๆ นึกไม่ถึงเลยนะว่าพวกเจ้าจะยังอยู่ที่นี่กันอีก...”

            ที่คาดไม่ถึงน่ะมันแกต่างหากจะตื้อไปถึงไหนกัน

            “น่าตกใจอยู่เหมือนกันที่เราผู้นี้ถึงกับต้องใช้ดวงใจที่แยกออกมาเพื่อควบคุมจอกศักดิ์สิทธิ์เป็นร่างหลักในการเผชิญหน้ากับพวกเจ้าแทนแบบนี้แต่ก็เพราะอย่างนั้นถึงรอดมาจากพลังทำลายลูกโซ่ของผู้ถูกฟันเฟืองเลือกนั่นได้เพราะดวงใจนี้กับร่างต้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันอีกถึงฝ่ายไหนจะอยู่หรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบ”

            ผู้ถูกฟันเฟืองเลือกที่ว่าคงหมายถึงมิ่งขวัญที่มีเฟืองเหมือนกับอิงศรท่าทางจะยังผูกใจเจ็บเรื่องที่แพ้อยู่

            “คราวก่อนทำไว้เจ็บแสบเหมือนกันนะแต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว”

            ไทเทเนียมพูดพลางดึงดาบออกจากพื้น

            “เปลี่ยนไปงั้นรึ หึๆๆ ก็นั่นน่ะสินะ สถานการณ์มันได้เปลี่ยนไปแล้ว จะว่าไปรู้รึเปล่าว่าเราปิดผนึกอมฤตด้วยวิธีการใด”

            จู่ๆ ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมากันนะ

            “จะว่าไปตอนที่จัดการมันได้ก็พูดเอาไว้ประมาณนี้ด้วย ถ้าดับสูญไปจอกศักดิ์สิทธิ์ก็จะอะไรทำนองนี้แหละ”

            มิ่งขวัญพูดแบบนั้น

            น้องชายของพี่ศรเป็นคนเดียวที่มีสติอยู่ตอนที่ต่อสู้ตัดสินกับอวโลกิตะดังนั้นคงไม่ได้พูดออกมาสุ่มๆ แน่

            เสียงของอวโลกิตะยังคงพูดต่ออีกว่า

            “จะบอกให้ก็ได้ว่าที่ปิดผนึกอมฤตไปน่ะไม่ใช่เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของอารย-สนธยาหรอกนะแต่เพื่อให้จอกศักดิ์สิทธิ์ได้รวบรวมอมฤตมากพอที่จะใช้มหาประทานพรได้เท่านี้การโปรดสัตว์ก็...อึก....อา”

            จู่ๆ น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป อวโลกิตะส่งเสียงเหมือนครางด้วยเหตุผลบางอย่าง

            “นะ...นี่มัน....อึก...เจ้าเป็นใครกันทำไมถึงมาแทรกแซงการควบคุม...ไม่สินี่เจ้าหรือว่า...”

            ดูเหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้น อะไรบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามที่ปีศาจคาดเอาไว้...กวินทร์คิดเช่นนั้น

            ตอนนั้นเองพื้นเบื้องหน้าเขาก็กระดอนขึ้นมา

            บานประตูไม้ที่โดนฝังอยู่ข้างล่างโผล่ขึ้นมา มันถูกผลักออกจากอีกด้าน

            “เกือบไปแล้วนึกว่าจะโดนฝังทั้งเป็นแล้วนะเนี่ย”

            เจ้าของเสียงคือคนที่อยู่หลังบานประตู ซากิรินั่นเองหล่อนขว้างบานประตูนั่นทิ้งไปแล้วเดินขึ้นมาจากด้านล่าง

            “ค..คุณซากิริไปอยู่ไหนกันมาครับเนี่ย”

            พอถามไปแบบนั้นซากิริก็หันหลังกลับไปทางที่เธอขึ้นมาแล้วก้มตัวดึงอิซานามิขึ้นมาแล้วค่อยตอบคำถาม

            “ก็ไปหลบน่ะซี่ข้างล่างโบสถ์นี่มีห้องใต้ดินที่เห็นมาจากแผนที่อยู่ด้วยน่ะเพราะไม่อยากทำตัวเกะกะตอนที่พลังยังไม่ฟื้นนี่นาแต่ว่า...”

            พอช่วยอิซานามิปีนขึ้นมาข้างบนได้ซากิริก็กวาดตามองรอบๆ แล้วยักไหล่พลางพูดว่า

            “ท่าทางจะเอาเรื่องอยู่นะเนี่ย”

            หล่อนพูดด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน

            ในตอนนั้นเองตรงพื้นที่ว่างที่แบ่งแยกระหว่างสองฝ่ายก็ปรากฏฟองผุดขึ้นมา

            กวินทร์จ้องมองฟองนั่นด้วยความฉงน ฟองไม่ได้มีแค่หนึ่งแต่มันผุดปุดๆ แล้วแตกเหมือนน้ำกำลังเดือด ไม่นานนักก็มีสิ่งที่เหมือนแก้วหรือจอกขนาดใหญ่ผิดปกติลอยขึ้นมา

            จอกทองคำพื้นผิวเกลี้ยงเกลากำลังลอยกลางอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ มีเสียงดังออกมาจากจอก...เสียงของอวโลกิตะ

            "อีก...อา...เจ้า...หรือว่า..."

            ฟังจากน้ำเสียงแล้วเหมือนกำลังทรมาน

            "เจ้าอวโลกิตะอยู่ในนั้นเหรอ"

            พอพูดแบบนั้นซากิริที่กำลังจ้องมองจอกด้วยก็พูดเหมือนกับจะรู้สถานการณ์

            "หมายความว่าเจ้านั่นแบ่งจิตไว้ควบคุมจอกด้วยสินะ"

            "รู้ด้วยเหรอครับ"

            "ก็ต้องรู้สิคนที่ปลดผนึกอาคมของมันคือฉันนะก็พอจะเห็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะแต่มันก็ทำอะไรกับตรงนั้นไม่ได้เลยไม่ใส่ใจน่ะไม่นึกว่าจิตที่แบ่งไว้จะมากขนาดทำงานแทนตัวจริงได้"

            "หมายความว่าไงกันล่ะครับนั่น"

            "อืม...จะอธิบายยังไงดีล่ะคือว่านะมันก็เหมือนกับการลงโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์น่ะถ้าบอกว่าฉันมองจอกนั่นเป็นแค่สมาร์ทโฟนแต่เอาเข้าจริงมันดันเป็นเครื่องเซิฟเวอร์สำรองไปซะได้แบบนี้จะพอเข้าใจรึเปล่า"

            คิดว่าถึงไม่ตอบเทวทูตผู้รอบรู้ก็น่าจะเข้าใจสีหน้ามึนงงของเขาได้

            "เอาเป็นว่างานเข้าก็แล้วกัน"

            ซากิริพูดโดยไม่รอคำตอบแล้วพูดต่อไปอีกว่า

            "ถ้ามหาประทานพรที่ว่าคือพิธีกรรมระดับสูงของศาสตร์เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของแท้แล้วล่ะก็มีหวังโลกได้หายไปทั้งใบแน่"

            "มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอครับ"

            พอถามไปซากิริก็ถอนหายใจเบาๆ

            "ก็ประมาณว่ามันเป็นเครื่องสร้างแบล็กโฮลขนาดใหญ่ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกกลับคืนสู่ความว่างเปล่าหรือนิพพานตามเป้าหมายของโพธิ์สัตว์น่ะนะ"

            หนนี้หล่อนอธิบายแบบกระชับเข้าใจได้ง่าย บางทีคงเบื่อที่จะพูดรายละเอียดนอกเหนือไปจากนั้นแล้วเพราะถึงพูดมาเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

            ระหว่างนี้เองก็ยังไม่อะไรเกิดขึ้น

            เสียงของอวโลกิตะเงียบไปได้ซักพักแล้วแต่จอกยังคงลอยอยู่

            พอคิดว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของอันตรายก็น่าจะทำลายมันทิ้งซะก่อนไม่ดีกว่าหรือ?

            ยังไงก็ดีกว่ารอให้มันลบทุกคนด้วยหลุมดำนั่นแหละ...กวินทร์คิดอย่างนั้นแล้ววิ่งไปเก็บดาบ เขามองหาตั้งแต่ช่วงที่คุยกับซากิริดาบที่หลุดมือตอนโดนไทเทเนียมโจมตีตกอยู่ไม่ไกลนักและเพราะมันหลุดไปจากมือทำให้เล่มหนึ่งที่เคยร่ายอาคมสายฟ้าใส่เอาไว้พ้นจากสภาพและกลายเป็นดาบธรรมดาทั้งคู่

            กวินทร์เก็บดาบขึ้นมา หันหลังกลับตั้งท่าจะไปทำลายจอกแต่ซากิริก็พูดหยุดเขาไว้ซะก่อน

            "อย่าดีกว่าโชเน็นเจ้านั้นน่ะฟันไม่โดนหรอกมันไม่ใช่ของที่มีตัวตนให้ทำลายได้"

            ถึงกวินทร์จะหยุดฟังแต่ไทเทเนียมที่อยู่ฟากตรงข้ามไม่ได้ใส่ใจคำพูดเตือนที่จงใจพูดให้หล่อนได้ยินด้วย

            ไทเทเนียมขยับเท้าออกจากที่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ใช้อาวุธติดตั้งอสุรา นั่นทำให้สันนิษฐานเรื่องขยับตัวออกจากที่ไม่ได้เป็นโมฆะไป

            หล่อนทัดดาบไว้บนบ่าแล้ววิ่งจ้ำเร็วๆ ที่จริงควรจะหายไปในพริบตาแล้วไปโผล่ที่ข้างๆ จอกด้วยซ้ำแต่นี่กลับวิ่งธรรมดาๆ จนมองด้วยตาของมนุษย์ก็ยังมองทัน

            "หรือดาบนั่นจะจำกัดความเร็วในการเคลื่อนที่"

            ก่อนหน้านี้ตอนที่ใช้แวริเอเบิลไนท์ก็เป็นวิธีสู้ที่ลดความเร็วของตัวเองลงแลกกับการโจมตีและตั้งรับที่สมบูรณ์พร้อมนั่นเป็นแนวทางที่หล่อนใช้เสมอมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นมนุษย์ บางทีอาวุธอสุรานั่นก็อาจจะมีคอนเซปเดียวกันเพียงแต่กดความเร็วลงไปมากกว่าที่ผ่านมา

            ทันทีที่เข้าถึงระยะดาบไทเทเนียมก็ตวัดดาบฟันจอกเต็มแรงแต่ใบดาบกลับทะลุผ่านเหมือนฟันใส่อากาศแล้วทุบลงบนพื้นดินแทนจนทำให้เกิดแรงสะเทือนคว้านเอาพื้นที่รอบๆ ขึ้นไปข้างบน

            เนื่องจากเป้าการโจมตีไม่ใช่พวกเขาทำให้มีระยะห่างของเวลาก่อนที่แรงสะเทือนจะวิ่งมาถึงพื้นที่ๆ พวกเขายืนและทำให้วิ่งหนีออกไปทัน

            ภายหลังจากที่เศษดินทรายตกลงมาหมดแล้ว สภาพขอจอกที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนก็เผยให้เห็น

            จากนั้นเสียงของอวโลกิตะก็ดังขึ้นมา

            “เรา...เป็นซึ่งเราเป็น

            “อะ

            อยู่ๆ ซากิริก็ส่งเสียงออกมาแบบนั้น
            ทันใดนั้นเองจอกก็เปล่งแสง แสงของมันเจิดจ้าขึ้นทุกขณะ

            เจิดจ้าจนทำให้ตาพร่าได้กว่าสายตาจะเริ่มชินกับแสงก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่

            กวินทร์ลืมตาที่เริ่มชินกับแสงจนหายพร่ามัว จ้องมองตรงไปข้างหน้า

            นี่มัน...

            เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเขาพูดได้แค่นั้นเพราะตรงที่จอกทองคำเคยอยู่ตอนนี้ กลับปรากฏรูปปั้นหินสีขาวของหญิงที่แต่งตัวคล้ายนักบุญอุ้มจอกเอาไว้และมีเด็กทารกกำลังหลับอยู่ในจอก

            รอบข้างรูปปั้นถูกล้อมไว้ด้วยรูปหล่อเทวทูตทองคำกำลังเป่าคันแตรเปล่งประกายพลานุภาพแห่งแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์

            มีเสียงดังออกมาจากกลุ่มรูปปั้นรูปหล่อพวกนั้นเป็นเสียงที่ไม่เหมือนเสียงของอวโลกิตะเลย

            เราคือเราผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน พระเจ้าของบรรพบุรุษเจ้า ของอับราฮัม ของอิสอัค ของยาคอบ นี่เป็นนามของเราชั่วนิรันดร์...

            น้ำเสียงนั้นฟังดูเด็ดขาดเป็นเสียงที่แยกไม่ค่อยออกว่าเป็นเสียงผู้ชายหรือเสียงผู้หญิงโทนมันสูงต่ำสลับกันไปแถมยังดังก้องเหมือนมีเสียงของคนหลายคนพูดปนเปกันมา

            เป็นไปไม่ได้...ไม่จริงน่า

            ซากิริพูด หล่อนเริ่มทำตัวแปลกๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง ที่จริงคงจะรู้นั่นแหละ หล่อนรู้ไปเกือบทุกเรื่องถึงได้เป็นที่ปรึกษาของเมตไตรยแล้วก็เป็นหัวหน้าของฝ่ายวิจัยจึงรอบรู้เรื่องของเกมโลกาวินาศมากมาย

            เสียงของจอกยังคงพูดต่อไปอีก

            ...เป็นนามที่พวกเจ้าจะเรียกเราตลอดทุกชั่วอายุเราคือ ยฮวฮ”

 

            …

 

            บนถนนซึ่งขนาบด้วยตึกร้างและซากตึกที่ถล่มลงมาภายในรากแห่งอาคาชิกเรคคอร์ด

            อิงศรกำลังวิ่งหนี

            มีปีศาจรูปงามกางกรงเล็บสยองวิ่งไล่ตาม

            อิงศรง้างสายขึ้นลูกธนูจนคันธนูโก่งเต็มที่พลางหันกลับไป ใช้เวลาเล็งแค่ชั่วพริบตาก็แผลงลูกศร

            ลูกธนูทะลวงใส่ร่างของปีศาจ เข้าเป้าทุกนัด

            ทะลวงหัวใจ ทะลวงหัวเข่าทั้งสองข้างถึงไม่มีหัวใจหรือไม่ตายอย่างน้อยขาก็น่าจะใช้การไม่ได้แต่เจ้าปีศาจกลับทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วใช้ขาคู่นั้นเดินต่อ

            “เจ้านี่มันยังไงกันนะ”

            อิงศรสบถใส่ปีศาจที่ไล่ตามมาโดยที่ขาไม่ได้หยุดวิ่ง

            สู้แบบไม่รู้อะไรเลยเสียเปรียบเกินไป ที่จริงข้อมูลจะถามซีลอร์ดเอาคงได้แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อำนวยให้ทำแบบนั้น

            พอเริ่มคิดถึงการสืบข้อมูลของศัตรูมันก็ทำให้นึกถึงนรินทร์ขึ้นมาอีกหมอนั่นคอยสืบข้อมูลของศัตรูมาสนับสนุนให้ที่ผ่านมาถึงได้ต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพได้แล้วตรงนั้นนั่นเอง...

            “จริงสิเรามีไอ้นั่นอยู่นี่นา”

            ที่อิงศรฉุกใจคิดขึ้นมาว่าแอพพลิชั่นปีศาจของนรินทร์อยู่กับตัวเอง เด็กหนุ่มเรียกหน้าจอคลังเก็บแล้วล้วงมือหยิบไม้เท้าของนรินทร์ออกมา

            ไม่รู้เหมือนกันว่าปีศาจของนรินทร์จะยอมรับไหมหรือแม้แต่จะเข้ากันได้กับตัวเองหรือเปล่า

            มีนาเคยบอกว่าถ้าปีศาจกับผู้ใช้ไม่มีความเข้ากันได้ก็จะทำให้มีปัญหา

            แต่ไม่ใช้ก็มีปัญหาเหมือนกันล่ะฟระ

            สรุปว่าจะลองใช้ดู...

            ที่ผ่านมาก็มีกรณีของโอดินมาแล้วถ้าเข้ากันไม่ได้ก็แค่เปลี่ยนไปหาวิธีอื่นอย่างไรซะคงไม่ถึงกับทำให้ตาย เมื่อตัดสินใจได้อิงศรก็ชูไม้เท้าขึ้นแล้วประกาศให้มันทำงาน

            ”เดม่อนแอพ ลาพาส!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

318 ความคิดเห็น