ขันทีซ่าป่วนรัก

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 กลั่นแกล้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    18 ม.ค. 63



บทที่ 3

ฉินจิ้งย่องเข้ามานอนในห้องรวมตามเดิม เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นสีขาวเหมือนเดิม และไม่ลืมเอาจดหมายที่วางข้างหมอนของเฉาหมั่นคืนมา ก่อนจะฉีกทำลายแล้วเอาซ่อนไว้ใต้หมอนตัวเอง เขาทิ้งตัวลงนอนทันที นึกไปถึงคำพูดของอีตาองครักษ์นั่นแล้วเจ็บใจยันไส้ติ่ง

เขาอุตสาบอกให้ช่วย แต่ดันตีความเองว่าเขาอยากเป็นขันทีมากแต่ไม่ได้ตอน ยังมีหน้ามาบอกว่าจะตัดให้อีก อยากเป็นขันทีแล้วเขาจะหนีทำพระแสงอะไรมิทราบ


ไม่กี่นาทีก่อน...

"คือข้า มีความลับจะบอกท่าน แต่ถ้าข้าบอกแล้วท่านต้องช่วยข้านะ...นะ"

อีกฝ่ายขมวดคิ้วยุ่ง แค่มองก็รู้แล้วว่ากำลังโกรธ แถมยังจะเข้ามาจับเขาให้เดินตามไปอีก เขาขืนตัวไว้ก่อนจะรีบกล่าวออกมา"นี่ๆ ๆ พี่ชายๆ ๆ ข้าคือแบบว่าช่วยฟังข้าสักหลายๆ ประโยคหน่อยนะ"

"เจ้ากำลังจะเข้ารับใช้ราชวงศ์แต่ตอนนี้กำลังจะหนีออกไปข้างนอกอีก เจ้าต้องไปรับโทษ"

อีกฝ่ายพูดอย่างไร้เยื่อใย แค่ออกแรงนิดเดียวเขาก็ปลิวไปตามลมแล้ว ไม่เห็นใจเด็กเอาะๆบ้างเลยตาแก่นี่ ฉินจิ้งยื้อไม่ได้ก็นั่งลงมันซะเลย อีกฝ่ายมีท่าทางไม่พอใจทำท่าจะเข้ามาอุ้มเขาไปเสียให้ได้ ฉินจิ้งหาก้อนหินหรือต้นไม้ดึงตัวเองไว้ทันที

"เจ้าอย่าดื้อ มิเช่นนั้นข้าจะสั่งประหารเจ้า"

"ไม่ๆ ๆ ๆ พี่ชายใจดีฟังข้าก่อนนนนน"

"ปล่อยเดี๋ยวนี้ ข้าขอสั่ง! "

"ข้ายังไม่ได้ตอนนนนน!!! "

ทุกอย่างหยุดลง ทั้งฉินจิ้งและคนตรงหน้ายังไม่มีการพูดอะไรออกมา ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดทวนออกมา"เจ้ายังไม่...ตอนหรือ? "

ฉินจิ้งเห็นท่าทีอ่อนลง และไม่บังคับลากถูแล้วก็ยอมปล่อยทั้งหินทั้งต้นไม้ หันกลับมาพูดอีกที"ใช่ ท่านเข้าใจข้าแล้วนะ เพราะฉะนั้น...."

อีกฝ่ายจู่ๆ ก็ยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมา เล่นเอาฉินจิ้งชักจะทำอะไรไม่ถูก เพราะอีกคนดูจะหัวเราะจนสติหลุดไปแล้ว ฉินจิ้งใช้จังหวะอันน้อยนิดกะจะย่องหนี ทว่ามือที่ยื่นมาคว้าท้ายทอยเขาแล้วให้หันกลับมาเผชิญหน้า ฉินจิ้งยิ้มแห้งหัวเราะแฮะๆ อีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วเลิกคิ้วให้

นี่ต้องการอะไรเนี่ยพี่ เป็นองครักษ์ก็ไปทำหน้าที่พี่เซ่!!!

"เจ้ายังไม่ได้ตอนจริงๆน่ะหรือ"

ไม่ว่าเปล่า พูดจบปับอีกฝ่ายเอามือมาจับปุ๊บ เล่นเอาฉินจิ้งสะดุ้งร้องลั่น แต่นอกจากจะโดนเอามือปิดปากแล้ว มือล่างของพี่แกยังขึงน้องชายเขาเล่นอีก ก่อนจะพูดออกมายิ้มๆ "จริงหรือนี่"

พี่ก็จับไปแล้วไม่ใช่หรอ ถามทำกะหล่ำปลีอะไรเล่า!

"มิยากๆ หากเจ้าอยากให้ข้าช่วย ข้าอาจจะช่วยเจ้าตอน..หรือ...อย่างไรดีหนอ เอาเป็นว่าเจ้าไปหลับนอนเสียก่อนดีหรือไม่ ข้าจะทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง แล้วข้าจะช่วย"

หลังจากนั้นเขาจะทำยังไงได้ นอกจากเดินกลับไปที่พัก แล้วก็มานอนถอนหายใจอยู่แบบนี้ไง ถ้าเกิดผ้าคาดเอวมันแข็งแรงกว่านี้ เขาคงได้ออกไปแล้วเชียว ไม่น่าไปเจอไอ้องครักษ์นั่นเลย กลับกลายเป็นว่าต้องมานอนถอนหายใจอยู่แบบนี้


สองวันนับว่าเป็นเวลาที่สั้นจนไม่รู้ว่าจะสั้นยังไงแล้ว หายใจสองทีเขาก็มายืนเข้าแถวรอท่านกงกงที่จะมาทดสอบขันทีเฟรชชี่เพื่อเลือกงานที่เหมาะสม แต่รอนานเข้าก็นึกว่ากงกงพวกนั่นมันจงใจมาช้าใช่ไหม ยืนจนขาลากแล้ว จะนั่งก็ไม่ได้ ถือเป็นการเสียมารยาท แม้แต่เจ้าเหรินหรูที่ปากดีนั่นยังทำหน้าไม่สบอารมณ์ ใครสะกิดหน่อยเป็นต้องแยกเขี้ยวใส่

เฉาหมั่นยังพกพัดติดตัวเสมอ แม้ว่าอากาศมันจะไม่ได้ร้อน เรียกว่าวันนี้เย็นสบายทีเดียว เฉาหมั่นดูตื่นเต้นกว่าคนอื่น ยืนนานขนาดนี้แล้วยังทำท่ากระตือรือร้นอยู่เลย จนกระทั่งท่านกงกงชุดเขียวทั้งหลายแหล่เข้ามา ทุกคนจึงประสานมือเพื่อทำความเคารพ เขาเองก็ไม่ได้อยากเคารพอะไร แค่ทำส่งๆไปเท่านั้น พอท่านกงกงมายืนประจำที่ก็ตีหน้าเป็นผู้มีอำนาจทันที

"ดี พวกเจ้ารู้จักหน้าที่ดี เช่นนั้นข้าจะมาประกาศการทดสอบแรกสำหรับการคัดเลือกเพื่อที่พวกเจ้าจะได้งานที่เหมาะสม หากโชคดี เจ้าอาจจะได้ไปถวายการรับใช้ให้องค์ฮ่องเต้..."

เฉาหมั่นที่ยืนอยู่สะกิดเขาเบาๆ ก่อนจะยื่นหน้ามากระซิบ"ลูกพี่ ลูกพี่ว่าการทดสอบแรกจะเป็นการทดสอบแบบใด"

เขาก็อยากรู้เหมือนกัน เขาส่ายหน้าเป็นคำตอบ เฉาหมั่นก็ถามอีก"ถ้าข้าไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรก ท่าน..."

"พอๆ ๆ เจ้าเชื่อมั่นในตัวเองหน่อยเถอะ มันไม่น่ายากขนาดนั้นหรอก"

เฉาหมั่นพยักหน้า แต่ดูแล้วไม่ได้วางใจจะเชื่อเพราะหัวคิ้วเฉาหมั่นยังชนกันอยู่เลย ในตอนนั้นเองที่ท่านกงกงได้ประกาศพอดี

"การสอบในรอบแรก...ตรวจร่างกาย"

"เห็นไหมว่าง่า...อะไรนะ!!! "

ฉินจิ้งแทบเข่าทรุด นี่จะตรวจร่างกาย หมายถึง ตรวจเจ้าปิกกาจูน้อยน่ะหรือ เวรแล้วไหมล่ะ เขาดันยังมีทั้งดุ้น เกิดถูกจับได้จะทำยังไง จะโดนฆ่าไหมหรือแค่ไล่ออกจากวัง ถ้าเป็นอย่างหลังก็พอได้ อับอายขายหน้านิดเดียว แต่ถ้าเป็นอย่างหน้าอย่าว่าแต่อับอายขายหน้า จะได้กลับมาเกิดใหม่หรือเปล่ายังไม่รู้เลย

เฉาหมั่นถอนหายใจอย่างโล่งอก ในขณะที่ฉินจิ้งเหงื่อแตกท่วมตัว เฉาหมั่นเห็นแบบนั้นก็เอาพัดมาพัดให้ พร้อมถามด้วยความเป็นห่วง"ลูกพี่ท่านร้อนหรือ"

"ปะ...เปล่า...ข้า...ข้า...ร้อน"

เฉาหมั่นขมวดคิ้ว"ข้าก็ถามท่านว่าท่านร้อนหรือ ลูกพี่เป็นอันใดไป"

คิดว่าเขาเป็นอะไรล่ะ ก็กินปูร้อนท้องน่ะสิ!

ด้านหน้าของพวกเขา มีฉากกั้นที่ถูกนำมาปิดเอาไว้ แล้วก็มีกงกงไปนั่งข้างใน เหมือนการคัดเลือกนักร้องไม่มีผิด คนข้างนอกไม่รู้เรื่องหลังฉากกั้น จะว่าไปกงกงที่เดินเข้าไปหน้าตาคุ้นๆ แฮะ... แต่ช่างมัน จะเป็นใครก็ตาม ตอนนี้เขาร้อนเป็นนรกแล้ว

"เอาล่ะ จะเริ่มจากสามคนแถวหน้า เดินมารับกระดาษ หากเจ้าผ่านจะได้รับตราประทับจาฝ่า...อะแฮมๆ จากท่านฝูกงกงที่อยู่หลังฉาก"

เจ้าเหรินหรูได้เข้าไปก่อนเพราะดันอยู่ลำดับแรก เจ้านั่นไม่ลืมส่งรอยยิ้มเป็นมิตร? มาให้ก่อนจะเดินเข้าหลังฉากไป เงาจากฉากกั้นทำให้เห็นภาพลางๆ เล็กน้อย พอจะรู้ว่าข้างในกำลังทำอะไร เห็นสามคนถอนกางเกงลง ฉินจิ้งถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอ ถึงจะบอกว่าตรวจร่างกาย แต่ก็แค่ดูน้องชายที่ถูกตัดไม่ใช่หรอ หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ออกมาแล้วยื่นกระดาษที่มีตราประทับสีแดงให้กับกงกงที่อยู่ข้างนอก แล้วพวกนั้นก็เดินออกไปข้างนอกเลย

เฉาหมั่นยังคงรอยยิ้มที่สดใส แต่เขานี่สิ จะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้ ถึงคนที่เท่าไหร่แล้วก็ยังไม่รู้เลย กระทั่งรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เฉาหมั่นมาสะกิดที่แขน"ลูกพี่กลุ่มเราแล้ว"

เขาเป็นคนแรกของกลุ่ม คนที่สองคือเฉาหมั่น และคนสุดท้ายคือใครสักคน หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ แต่ติดตรงที่ฟันนี่สิ นั่นฟันคนหรือฉลาม แต่ละเล่มทำไมมันดูแหลมพิกล

ฉินจิ้งจำใจเดินไปรับกระดาษจากกงกง ท่านกงกงข้างหน้าดูมองหน้าเขาแปลกๆ หรือเขาคิดไปเอง เขาหายใจเข้าลึก ถ้าเลี่ยงไม่ได้ขอต่อยหน้าขันทีก่อนตายก็แล้วกัน

พอเข้ามาในฉากกั้นก็มีองครักษ์คนเมื่อคืน....หืม..คนเมื่อคืน...ฉินจิ้งมองหน้าแล้วก็เป็นอันต้องสะดุ้ง อีกฝ่ายพอเห็นเขาเข้ามาแล้วก็ยิ้มอย่าง...ชั่วร้ายมาก ชั่วร้ายที่สุด ที่แท้คนตรงหน้าก็เป็นขันทีหรอ มีหน้ามาจับของเขาอีกนะ ว่าแต่ทำไมถึงมานั่งตรงนี้ได้ แถมรู้ความลับเขาไปแล้วด้วย

เฉาหมั่นและนายฟันฉลามต่างพากันปลดผ้าคาดเอวออกจากนั่นก็จัดการถอดกางเกงออก ภาพตรงหน้าทำเอาอยากจะเป็นลม ถ้าเขาต้องอยู่ในสภาพนั้นเขายอมปาดคอตัวเองดีกว่า อีกฝ่ายที่นั่งอยู่พยักหน้า เฉาหมั่นกับนายฟันฉลามค่อยใส่กางเกงเหมือนเดิม ผูกสายนัดเอวเรียบร้อยก็ไปรับตราประทับ เฉาหมั่นเห็นเขายังไม่ถอดให้ตรวจก็ถามอย่างแปลกใจ

"ลูกพี่ ไยท่านไม่ถอดเล่า พวกข้าเสร็จหมดแล้วนะ"

ฉินจิ้งยิ้มแห้งๆ ก่อนจะมีเสียงดังมาอีกทาง"นั่นสิ ไยเจ้าไม่ถอด ข้าตรวจไม่ได้หรอกนะถ้าเจ้า...ไม่ถอด"

คำว่าไม่ถอดมีมองมาที่เป้าเขาด้วย ฉินจิ้งเอามือมาปิดไว้โดยอัตโนมัติ อีกฝ่ายเห็นท่าทีเช่นนี้แล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ ฉินจิ้งแถบอยากจะโดดไปบีบคอไอ้แก่นี่ให้มันรู้แล้วรู้รอด เฉาหมั่นนิ่งคิดไปพักหนึ่งจึงสรุปได้ว่า

"หรือว่าลูกพี่อาย"

สามสายตาหันไปหาเฉาหมั่นทันที ก่อนสองในนั้นจะหันมาที่เขาอีกครั้ง แต่สายตาของกงกงที่นั่งเก้าอี้อยู่ไม่น่าจะเป็นสายตาที่ดีแน่ๆ เฉาหมั่นน้อยก็กล่าวขึ้นมาอีก

"เช่นนั้นให้พวกข้าหันหลังให้หรือไม่ ท่านถอดตามสบาย"

ว่าแล้วเฉาหมั่นก็จับหน้าเจ้าฟันฉลามหันไปทางอื่น เหลือแค่คนสองคนที่ยังจ้องตากัน ฉินจิ้งไม่รู้จะสันหาคำไหนมาบรรยายชีวิตตอนนี้ดี เจ้ากงกงนี่ไม่ใช่องครักษ์ รู้ว่าเขายังมีน้องชายอยู่ แล้วยังจะมาให้เขาถอดบ้าอะไร แล้วไอ้สายตาหื่นนี่เขารู้สึกไปเองหรือเปล่าวะ

เห็นว่าเขาไม่ถอดเสียที ท่านกงกงผู้โกหกเก่งก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ เดินอ้อมโต๊ะมาหาเขา ฉินจิ้งมองซ้ายมองขวาไม่รู้ว่าเจ้านี่จะเล่นอะไรพิเรนอีก ได้แต่ถอยหนีแต่ก็ถอยมากไม่ได้ ภายนอกฉากกั้นพอเห็นเงาสองคนที่ซ้อนกันก็เริ่มให้ความสนใจ พากันล้อมวงเข้ามาใกล้มาก แม้แต่กงกงที่อยู่ด้านนอก พอเห็นแบบนั้นแล้วก็หัวใจจะวาย เอามือกุมอกตัวเอง ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่

ฉินจิ้งยังยืนนิ่ง เป็นไอ้แก่นี่ค่อยๆ เลื่อนมือมาที่สายรัดเอวเขาก่อนที่มันจะตกลงพื้น ฉินจิ้งแทบไม่รู้สึกตัว คนข้างนอกก็ลุ้นตามหยังกับดูหนังสด ฉินจิ้งกลับหลังหันวิ่งหนี แต่ดันถูกจับแขนเอาไว้ได้

"ขี้อายเสียจริง เจ้าสองคนจับลูกพี่เจ้าไว้เสีย"

พอสองคนได้ยิน จากที่หันหลังก็เปลี่ยนมาจับเเขนเขาไว้ทั้งสองข้าง เฉาหมั่นทำหน้าเหมือนจะขอโทษ ส่วนเจ้าฟันฉลามที่เป็นลูกน้องเขาตอนไหนไม่รู้ก็ทำเช่นกัน

"หลับตาพวกเจ้าไว้ด้วย ลูกพี่เจ้าคงไม่อยากให้พวกเจ้าเห็นกระมัง"

ยิ่งกว่าเหงื่อแตกช่วงหน้าร้อน ฉินจิ้งแทบจะกระโดดแล้วบินหนี ติดที่สองแขนโดนล็อกตึง ทั้งเฉาหมั่นและเจ้าฟันฉลามก็ทำหน้าที่ได้ดี หลับตาปี๋กันทั้งคู่ แต่ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่ นอกจากจะทำหน้าหื่นแล้ว ก็ยังเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเขาอีก ทำท่านั่งลงแล้วยื่นมือมาดึงกางเกงเขาลง

คนที่อยู่ด้านนอก บางคนเลือดกำเดาไหลนำไปแล้ว บางคนจับไหล่เพื่อนแน่น บางคนแทบซี๊ดปากตาม ยิ่งเสียงเขาที่ร้อง ไม่เอา ออกไป ตลอดทำให้จินตนาการยิ่งเพิ่มพูน

ไอ้แก่นี่ ถึงหน้าจะไม่ได้แก่ขนาดนั้น แต่ก็แก่โว้ยยย! อีกฝ่ายยื่นมือมาลูบน้องชายเขาเบาๆ แต่เป็นเบาๆ ที่โครตจะ...บ้าเอ้ย เดี๋ยวน้องก็ชี้หน้าหรอก ฉินจิ้งกัดฟันตัวเองไว้ ไม่คาดว่าจะมีผู้ชายมาจับแล้วดันมีอารมณ์หรอกนะ

"แผลเจ้านับว่าหายดีแล้วทีเดียว ตอนได้แนบเนียน"

ตอแหลไปเถอะ แต่เดี๋ยวเมื่อกี้ว่าไงนะ ฉินจิ้งหันลงไปมองอีกคนที่สวมกางเกงคืนให้เขา มิหนำซ้ำยังเอาสายรัดเอวมาผูกให้อีก ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวว่า"เสร็จแล้ว" จากนั้นก็เดินไปประทับตราบนกระดาษก่อนจะยื่นให้เขา อีกสองคนที่จับแขนเขาก็ปล่อยก่อนจะลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นในมือของฉินจิ้งมีกระดาษที่ประทับตราเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มแสดงความยินดีกันยกใหญ่

ยินดีบ้านพวกเอ็งสิ!!

ฉินจิ้งยังคงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยจะเชื่อหู เมื่อครู่อีกฝ่ายช่วยเขาไว้หรอ นี่เขาคิดไปเอง หรือมันใช่จริงๆ วะ สองคนนี้ก็ซื่อสัตย์หลับตาปี๋กันทั้งคู่อีก สรุปยังไงวะเนี่ย

เห็นเขายื่นงง อีกฝ่ายก็เดินเข้ามาใกล้อีก ฉินจิ้งพลันได้สติถอยห่างตามเดิม พอเจอกับสายตาและรอยยิ้มแปลกๆ เหมือนแกล้งเขาแล้วสนุก ก็ทำอะไรไม่ถูก รีบสาวเท้าออกมาจากฉากกั้นทันที ก็พบกับสายตานับสิบที่มองเขาอยู่ รวมทั้งท่านกงกงชุดเขียวที่มองเขาตาค้าง ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ เขารีบยัดกระดาษใส่มือท่านกงกงก่อนจะรีบเดินออกไปทันที

เฉาหมั่นกับเจ้าฟันฉลามก็รีบวิ่งตามเขามาติดๆ สรุปเขาได้ลูกน้องเพิ่มใช่ไหม เจ้าฟันฉลามนี่ตามไม่ห่างเลยให้ตายสิ

พวกเขาเดินเข้ามาอีกห้อง ในนี้เป็นห้องของคนที่ผ่านการทดสอบแรก พอเจ้าเหรินหรูเห็นพวกเขาเดินเข้ามา จากที่คุยกับเพื่อนอย่างสนุกเป็นต้องหน้าบูดทันที ก่อนจะลุกขึ้นมาหาพวกเขา

"พวกเจ้าเข้ามาผิดห้องหรือไม่ มิใช่พวกเจ้าต้องไปห้องตรงข้ามกระมัง"

ฉินจิ้งพึ่งจะเจอการแกล้งแบบโบราณเข้าไปก็ไม่นึกอยากจะมาเถียงด้วย เขาตอบไป"โทษทีนะ อย่ากัดกันตอนนี้"

ฉินจิ้งหันไปมองสองคนที่ตามหลังก็ให้นึกแค้น ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าไปนั่ง ไม่สนใจเหรินหรูที่ยิ่งทำหน้าเหมือนลูกคุณหนูโดนขัดใจ เฉาหมั่นเห็นแบบนั้นก็มองหน้ากับเจ้าฟันฉลาม ก่อนที่ทั้งคู่จันีบวิ่งเข้ามาตามเขา เจ้าฟันฉลามนวดอย่างเอาใจ ส่วนเฉาหมั่นก็พัดให้เขาเช่นกัน กล่าวว่า"ลูกพี่อย่าโกรธข้าสิ ก็เขาเป็นถึง...."

ฉินจิ้งยกมือขึ้นไม่ให้พูด แต่เจ้าฟันฉลามก็ดันต่ออีก"ลูกพี่ ข้าก็..."

"เดี๋ยว ข้าไปเป็นลูกพี่เจ้าตอนไหน"

"โถ่ ถึงอย่างไรข้าก็อยากนับท่านเป็นลูกพี่ข้า ท่านมีความสามารถมาก อีกอย่างเหรินหรูไล่ข้าอย่างกับอะไรดี ข้าแค่..."

"ชื่ออะไร"

"ชื่อ ซาหยี ขอรับ"

พูดไปก็นวดไป ซาหยี ขนาดชื่อยังแปลว่าฉลามหรอเนี่ย พ่อแม่ช่างมีเซนต์ในการตั้งชื่อโดยแท้

เหรินหรูที่ถูกเมินไปโดยปริยายก็เริ่มที่จะปรี๊ดแตก เดินกระทืบเท้าเข้ามาชี้หน้าเขา"เจ้ากล้าว่าข้าเช่นนั้นหรือ เจ้านี่มันทาสชั้นต่ำ"

ฉินจิ้งตวัดสายตามองไปทางเหรินหรูจนเจ้าตัวสะดุ้ง ฉินจิ้งลุกขึ้น บรรดาลูกน้องทั้งสองก็ลุกตาม แต่กลับวิ่งไปรวมกันอยู่ด้านหลังเขา เขาก้าวเท้าเข้าไปหาเหรินหรู เขาก้าวข้างเหรินหรูก็ถอยข้าง จนกลายเป็นว่าถึงขอบกำแพง เหรินหรูสูงกว่าเขา ตัวหนากว่าแต่ไม่มาก พอหลังเหรินหรูชิดกำแพง เขาก็ท้าวมือเข้าที่กำแพงข้างหนึ่ง ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้

เหรินหรูจากที่ด่าสาดเสียเทเสียก็เงียบปาก มองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ฉินจิ้งยิ้ม พวกเก่งแต่ปากนี่เขารู้ดีว่าต้องทำยังไงมันถึงจะหุบปาก ถ้าไม่แสดงอำนาจซะบ้างเดี๋ยวมันเหิมเกริม

"จะ...เจ้าจะทำอะไรข้า"

นับถือใจเลย กลัวขนาดนี้แต่ยังถาม เขาตอบ"คิดว่าอะไรล่ะ เจ้าอย่าปากเก่งให้มันมาก ถ้าเจอคนที่เขาไม่ถนัดเรื่องอดทน เจ้าจะโดนดีเอาสักวัน"

ฉินจิ้งพูดกระแทกหน้าก่อนจะผละออกมานั่งที่เดิม ลูกน้องก็วิ่งกลับมาประจำที่ซ้ายนวดขวาพัด สำราญใจแท้ เหรินหรูเหมือนสติลอยหายไปแล้ว เอาแต่มองหน้าฉินจิ้ง ในใจกลับคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ เหรินหรูไม่คิดว่าฉินจิ้งจะกล้าขู่เขาขนาดนี้ หรือเมื่อครู่ฉินจิ้งอยากเตือนเขา?

คิดได้แบบนั้นจู่ๆ หน้าเหรินหรูก็แดงซ่านขึ้นมา พอหนึ่งในแก๊งเห็นเข้าจึงถามออกไป"พี่เหรินหรู ท่านไม่สบายหรือ"

แต่แทนที่เหรินหรูจะตอบกลับตวัดสายตามองเขม็งตาแข็ง ก่อนจะเดินลิ่วไปนั่งที่ตนเอง เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้ได้เลย เหรินหรูคิดในใจ

การตรวจร่างกายเสร็จสิ้น มีเพียงสองคนที่ไม่ผ่าน ส่วนเหตุผลก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน หลังจากนั้นก็มีกงกงเข้ามาให้ความรู้สำหรับการสอบครั้งต่อไปในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า บอกเพียงว่าจะเป็นการสอบเกี่ยวกับความรู้ หรือก็คือการสอบแบบปัจจุบัน มีกระดาษข้อสอบมีให้เลือกข้อที่ถูกต้อง เป็นข้องสอบปรนัยโดยแท้ โดยกงกงจะให้หนังสือมาอ่านคนละเล่ม แต่ละเล่มไม่เหมือนกัน ได้ไปคนละเรื่อง หากอยากสอบได้ก็มีแต่การเเลกเปลี่ยนความรู้กันเท่านั้น

เป็นการสานสัมพันธน์ที่ดีทีเดียว แต่ทว่าติดตรงที่

"เจ้าได้เรื่องอะไร"

เขาหันไปถามชายร่างเล็ก หน้าตาน่ารักที่อยู่ข้างๆ

"ทำไมข้าต้องบอกเจ้า"

ว่าแล้วไอ้หน้าหยกที่ดูเหมือนจะน่ารักใสใส ดันกลายเป็นงูพิษซะงั้น และเป็นแบบนี้อีกหลายคน จนกระทั้งฉินจิ้งสังเกตุเห็นหน้าของเหรินหรู ใบหน้าที่มีแววเยาะเย้ย อีกทั้งคนที่เขาพึ่งถามเมื่อครู่ก็กำลังยืนอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทางกระริกระรี้ เท่านี้ก็เป็นอันรู้แล้วว่าทำไมคนอื่นมันถึงได้หวงหนังสือกันนัก

หน่อยยยย!! เจ้าเหรินหรู

ดูเหมือนว่าทั้งเฉาหมั่นและซาหยีก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะคุยกับใครก็ล้วนแต่เดินหนี เราสามคนมองหน้ากัน โดยที่อีกสองคนทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ฉินจิ้งสูดหายใจเข้า

"มีเวลาตั้งอาทิตย์....เอ่อ...เจ็ดวัน ยังมีเวลาพวกเจ้าไม่ต้องห่วงน่า ข้าเป็นลูกพี่นะ ข้าจะหาทางให้"

ลำพังฉินจิ้งสอบตกไม่เป็นไร สมดั่งใจเขาดี แต่ดันมีลูกเรือเพิ่มมาอีกสองนี่สิ ต่อให้เขาต้องตกก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องลากสองคนนี้ตกไปด้วย สองคนนี้ก็ดันกลายเป็นเหยื่อโดนเพื่อนในห้องแอนตี้ไปกับเขาด้วยเนี่ย

เฉาหมั่นกล่าว"ลูกพี่ ท่านไม่ต้องโทษตัวเองหรอกนะ พวกข้ายินดีที่จะเป็นลูกน้องท่านเอง"

ซาหยีกล่าวเสริม"ใช่แล้ว เหรินหรูไม่เคยเห็นข้าเป็นสหายจริงๆ มีเพียงลูกพี่ที่พยายามปกป้องพวกเรา"

นี่มองเขาดีขนาดนี้เลยหรอเนี่ย!!

เอาวะ ยังไงก็ทำตัวเป็นสายแบกไปเรียบร้อยแล้ว จะช่วยสองคนนี้ให้เต็มที่แล้วกัน คอยดูเถอะเหรินหรู เขาจะทำให้ลูกน้องเขาได้คะแนนเต็มร้อยเลยคอยดู


...............

ขอถอนคำพูด!

"เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าบอกว่า...ทำไม่ได้? "

เฉาหมั่นพยักหน้า ตอนนี้พวกเราทั้งสามนั่งอยู่ในสวน ที่ที่โคตรเงียบสงบ เฉาหมั่นว่า"ก็ข้าไม่เคยขโมยของนี่ลูกพี่ ถ้าพวกเขาจับได้"

"เจ้าบอกว่าเจ้าความจำดีนี่อาเฉา แค่เข้าไปอ่านมาก็ได้"

"แต่พวกเขาไม่ยิมยอมให้..."

"พอๆ ๆ โอเคเจ้าทำไม่ได้ ข้าเข้าใจแล้ว"

ทั้งเฉาหมั่นและซาหยีมองหน้ากัน ก่อนจะประสานเสียงออกมา"โอเคหรือขอรับ"

เวร ลืมไปว่านี่มันยุคไหนก็ไม่รู้ ต่างชาติยังไม่เข้ามาเลย แล้วจะไปรู้คำภาษาอังกฤษได้ยังไง เขาจะเข้าไปเองหรือให้ซาหยีเข้าไปก็ไม่ได้ เพราะซาหยีความจำไม่ดี ส่วนเขาแค่ขยับตัวพวกนั้นก็เห็นทันที ส่วนคนที่ความจำดี ดันเป็นคนมีคุณธรรมเสียอย่างนั้น อยากจะบ้าตาย พวกเขาใช้หนังสือสามเล่มที่มีเนื้อหาแค่นิดเดียวมาอ่านไม่ได้หรอกนะ อาจจะทำได้ข้อสองข้อ แต่มันก็แค่นั้น ถ้าอีกเก้าสิบแปดข้อไม่ได้ก็ตกอยู่ดี อีกทั้งยังมีคนที่สมองไม่ค่อยจดจำอย่างซาหยีอยู่ด้วย แค่สามเล่มที่มียังจำได้แค่เล่มละบรรทัด จำต้องให้ทำความเข้าใจให้มาก เขาเองก็ไม่ได้มีความรู้ในยุคนี้ติดตัว ทำไมเขาถึงไม่ได้ทักษะของเจ้าของร่างมาบ้างนะ อาจจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย

สรุปแล้วพวกเขาก็ได้แต่อ่านหนังสือสามเล่มเท่านั้น ส่วนอีกร้อยกว่าเล่มที่เหลือไม่ได้อ่านเชี่ยอะไรเลย!

เมื่อถึงตอนค่ำ ทุกคนต่างเข้านอนอย่างเหนื่อยล้า (สมอง) มีเพียงพวกเขาสามคนที่ได้ฝึกสมองให้อ่อนล้าบ้าง เฉาหมั่นมองซาหยี ซาหยีก็หันมามองเขา แล้วเราทั้งสามก็ถอนหายใจออกมาโดยมิได้นัดหมาย เฉาหมั่นเริ่มกระชับผ้าห่มล้มตัวลงนอน ซาหยีเองก็เช่นกัน เหลือแต่เขา เหรินหรูเดินมาก็เเกล้งเตะฟูกนอนของเขา

"ตายจริง ข้าไม่ทันระวัง"

ไม่ระวังบ้านแกสิ แบบนี้เขาเรียกจงใจโว้ยยย!!

ฉินจิ้งยิ่งคิดก็ยิ่งแสดงออกทางสีหน้า เขาจ้องเหรินหรูเขม็ง เหรินหรูเห็นแบบนั้นก็รีบหลบตาทันที ก่อนจะเดินผ่านอย่างไว

แต่เจ้านั้นไม่สบายหรอ หน้าแดงๆ

แต่จะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน ตอนนี้เขาต้องคิดแผนการให้เด็กสองคนนี้ได้อ่านหนังสือ เหลืออีกแค่หกวันถ้ายังได้อ่านแค่สามเล่มนี้มีได้ตายแน่

ถึงคราวดับเทียน เสียงภายนอกเงียบสงัด แต่ฉินจิ้งกลับนอนไม่หลับ เขามองไปที่เฉาหมั่นกับซาหยี ตอนนี้เขาเหมือนเป็นพ่อที่กลัวว่าลูกจะสอบเข้ามหาลัยดีๆ ไม่ได้ แต่กลับไม่มีปัญญาที่จะหาเงินส่งลูกเรียน จะมีอะไรที่ซวยเหมือนที่โดนตาแก่นั่นแกล้งจับไข่เขาบ้างไหม...

ตาแก่?

ฉินจิ้งดีดตัวขึ้นมาทันที จริงสิ ตาแก่นั่นดูเหมือนจะเป็นองครักษ์ แต่ดันเป็นขันที จะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ไหนๆ ตาแก่นั่นก็ช่วยเขามาแล้ว ถ้าจะขอให้ช่วยอีกจะเป็นไรไป ยอมให้จับไข่อีกรอบก็ได้วะ

ว่าแล้วฉินจิ้งก็เอาเสื้อตัวนอกมาใส่ พันด้วยสายคาดเอวก็เป็นอันเสร็จ ผมขี่เกียจมัดก็ปล่อยสยายไปอย่างงี้แหละ เขาเดินออกมาที่กำแพงที่เดิมที่เคยคิดจะปีนหนี แต่ทว่าเขาลืมนึก ขันทีก็มีหน้าที่ในวัง จะมาเดินไปเดินมาให้เจอบ่อยๆ ได้ยังไงเล่า ฉินจิ้งตัดสินใจที่จะนั่งรออยู่ตรงนั้น ไม่แน่อาจจะเป็นทางผ่านตอนเลิกงานก็ได้ ตอนนี้อาจจะประมาห้าทุ่ม อีกไม่นอนคงเดินผ่านมา

แล้ว...ขันทีมีเวลาเลิกงานตอนไหน?

แต่ทว่าดวงจันทร์ที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ จนเดาเอาว่าเป็นตีสองแล้วมั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นเงาใครสักคน หรือเขาจะมาเสียเที่ยวจริงๆ แล้ว

ฉินจิ้งนั่งพิงกำแพงอยู่นานจนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว จนกระทั้งเขาหลับไปทั้งอย่างนั้น

.........

ลมที่ต้องกายทำให้ผมสยายตามลมเล็กน้อย แสงจันทร์สีนวลค่อยๆ ทำให้ผิวขาวนั้นราวกับไข่มุกที่ต้องจันทร์ดูแวววาว จูหยวนจางที่อยู่ในชุดฮ่องเต้เต็มยศมองดูเด็กน้อยที่มานั่งรับลมจนหลับ กระทั่งในมือก็ยังถือหนังสือ จูหยวนจางคิดว่าฉินจิ้งคงมาอ่านหนังสือจนหลับไป เวินกงกงที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยขึ้น

"ฝ่า..."

ทว่าเพียงคำแรก จูหยวนจางก็ใช้นิ้วจรดริมฝีปากตนเอง เป่าลมเพื่อบอกให้เวินกงกงพูดเสียงให้เบากว่านี้ เหล่านางกำนัลและขันที่ที่ตามเสด็จอยู่ด้านหลังต่างพากันกลั้นขำที่เวินกงกงถูกฮ่องเต้ดักทางเสียก่อนจะได้พูด เวินกงกงหันไปเอ็ดได้ครู่หนึ่งก็หันมากล่าวต่อ และพูดให้เบาตามพระประสงค์

"ฝ่าบาท จะทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"

จูหยวนจางค่อยๆ หยิบหนังสือในมืออีกฝ่าย ก่อนจะเปิดอ่าน แค่เพียงหน้าแรกจูหยวนจางก็แทบจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมา แต่เมื่อนึกได้ว่าเจ้าของหนังสือยังหลับไม่รู้เรื่อง จึงได้เพียงกลั้นเอาไว้สุดกำลังก่อนจะอ่านเบาๆ

" 'จะให้ตาแก่นั่นช่วยดีไหม'...หรือ ตาแก่ที่ว่าคงหมายถึงข้ากระมัง เวินกงกง ข้าแก่ขนาดนั้นเลยหรือ"

ว่าไปก็ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ เวินกงกงได้ยินก็แทบจะเป็นลม ขันทีฝึกหัดคนนี้กล้าเขียนถึงฮ่องเต้ว่าเป็นตาแก่เชียวหรือ น่าตัดมือนัก เวินกงกงรีบกล่าว

"หาเป็นเช่นนั้นไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทพึ่งจะสามสิบหกเองพ่ะย่ะค่ะ จะไปแก่ได้อย่างไร"

"จริงหรือ"

ว่าไปก็น่าขัน ขันทีน้อยนี่ไม่ได้ตอน มิหนำซ้ำยังกล้าเรียกเขาว่าตาแก่ ช่างใจกล้ามิเบา จูหยวนจางเปิดไปอีกหน้า ก็เป็นเนื้อหาธรรมดาที่จะออกสอบ แต่เป็นเพียงเนื้อหาส่วนเดียว จนกระทั้งหน้าสุดท้าย จูหยวนจางขมวดคิ้วทันที

แผนการขโมยหนังสืองั้นหรือ เขาไม่อยากเชื่อว่าขันทีน้อยนี่จะริอาจจะขโมยของได้ เขาอ่านแผนการที่เขียนด้านล่างก็ยิ่งขมวดคิ้ว คำสุดท้ายที่ฉินจิ้งเขียนคือ

"ต้องช่วยให้ลูกน้องสอบผ่าน"

จูหยวนจางเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะระบายยิ้มออกมา หันขอหมึกจากเวินกงกง เวินกงกงก็รีบนำมาให้ทันที จูหยวนจางเขียนบางอย่างลงไป เวินกงกงเองก็ไม่กล้าสอดรู้ เมื่อจูหยวนจางเขียนเสร็จก็หันไปสั่งเวินกงกง

"เวินกงกง ตรวจดูสิว่าขันทีฝึกหัดมีเรื่องอันใด ข้าต้องรู้เรื่องภายในเช้าพรุ่งนี้"

"พ่ะย่ะค่ะ"

จูหยวนจางแนบกระดาษใส่หนังสือก่อนจะยื่นใส่มือของฉินจิ้งตามเดิม จูหยวนจากสะบัดมือเล็กน้อย ชายในชุดองครักษ์ก็ปรากฏตัวออกมา แล้วอุ้มฉินจิ้งกลับไปนอนในเรือนขันทีตามเดิม












ปวดมือมากขอรับ555

ตอนนี้ก็จะมีการลวนลามกันเล็กน้อย แต่ฮ่องเต้เป็นคนดีนะ เชื่อไรท์สิ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น