ขันทีซ่าป่วนรัก

ตอนที่ 2 : บทที่ 2 เข้าวัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 ม.ค. 63



บทที่ 2

หมิงเจี๋ยลืมตาขึ้นมา เมื่อคืนเขาเมาจนจู่ๆ ก็วูบไป ยังไม่ทันได้รู้ว่าตอนเสร็จหรือยังเลยด้วยซ้ำ

เขาหันไปที่เกาอี้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครนั่งแล้ว หมิงเจี๋ยสะดุ้งขึ้น บนเก้าอี้มีเลือดย่อมหนึ่ง หยดไปตามพื้น หมิงเจี๋ยลุกขึ้นอย่างมึนงง เดินตามรอยเลือดไป ก่อนจะเห็นฉินจิ้งที่นอนอยู่บนฟูก ห่มผ้ามิดจนถึงคอ หน้าซีดปากสั่น พอเปิดผ้าห่มดูก็มีเลือดอยู่ตรงเป้ากางเกง หมิงเจี๋ยหน้าซีดรีบปลุกฉินจิ้งทันที

ฉินจิ้งลืมตาขึ้นมาช้าๆ พอเห็นหมิงเจี๋ยก็ยิ้มบางออกมา กล่าวเสียงแผ่วว่า"...ลุง"

หมิงเจี๋ยเห็นฉินจิ้งยังไม่ตายก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงได้ถามขึ้น"เจ้า...เป็นอย่างไรบ้าง....ข้าคงไม่ได้...."

ฉินจิ้งยกนิ้วโป้งขึ้นมา ก่อนจะทิ้งมันลงพื้นอย่างหมดแรง หมิงเจี๋ยรุดเข้ามาดูแทบไม่ทัน แต่ฉินจิ้งเอ่ยขัดขึ้นซะก่อน

"ลุง! ลุง! ไม่ต้อง ผม...ข้าไม่เป็นไร แค่อยากพักเท่านั้นเอง ลุงฝีมือเยี่ยม..เอ่อ...ดีมากอะ เร็วจนแทบไม่รู้สึกเลย จริงๆ นะ"

หมิงเจี๋ยเห็นท่าทางอ่อนเพลียบวกกับเลือดที่อยู่กลางหว่างขาแล้วก็ยอมออกไปแต่โดยดี แม้ว่าจะจำเรื่องเมื่อคืนไม่ค่อยได้ แต่ฝีมือตนคงจะดีอย่างปากฉินจิ้งว่านั้นแหละ

ฉินจิ้งมองตามหลังหมิงเจี๋ยไป เมื่อเห็นว่าประตูปิดลงแล้ว เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที สูดปากระบายความเจ็บที่หว่างขา ก่อนจะค่อยๆ ถอดกางเกงออก เขาแทบอยากจะหัวเราะออกมา แต่ติดที่หัวเราะไม่ออก น้องชายยังอยู่ดี โชคดีที่ลุงนั่นดันเมาหลับกลางอากาศไปซะก่อน ไม่อย่างนั้นน้องเขาได้หายไปจากชีวิตตลอดการแน่เลย แต่ทว่าลุงนั่นถือมีดจ่อเอาไว้อยู่ มันเลยบาดเอาโคนขาด้านในเข้าจนได้เลือดแบบนี้

แผลที่โคนขาเป็นทางยาว จะว่าลึกก็ลึกอยู่ คงทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้แน่ๆ แต่ยังไม่ทันจะได้สำรวจแผลให้ดี ประตูก็ถูกเปิดพรวดขึ้น ฉินจิ้งใช้ความเร็วแสงห่มผ้าทันที ลุงแกกำลังหันกลับไปปิดประตู ในมือถือตะกร้าสมุนไพรหลายอย่าง ทั้งที่บดด้วย ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่มันเอาไว้บดแน่ๆ ลุงแกรีบวิ่งมานั่งข้างเขาก่อนจะทำท่าเลิกผ้าห่มขึ้น

"เฮ้ยๆ ลุง จะทำอะไร"

ฉินจิ้งพูดพร้อมกับดึงผ้าห่มไว้ ลุงแกท่าทางจะฉุนไม่น้อย ก่อนจะยื่นตะกร้ามาให้

"เอ่อๆ ข้ารู้ข้าเข้าใจ พึ่งจะเสียไปเจ้าคงไม่อยากให้ผู้ใดเห็น ทำเองก็เเล้วกัน ข้าเขียนวิธีการรักษาให้แล้ว"

ว่าแล้วลุงก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ฉินจิ้งถอนหายใจพรืดใหญ่ออกมา เกือบไปแล้ว ถ้าลุงรู้ว่าไม่ได้ตัดน้องชายเขาลุงจะทำหน้าแบบไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่น่าจะยิ้มยินดีไปกับเขาแน่ๆ

ฉินจิ้งพิจารณาสมุนไพรในตะกร้า บางชนิดก็พอรู้จัก เขาไม่ใช่คนรวย บ้านอยู่ชนบทตามภูเขา แต่เพราะเขาไฝ่เรียน พ่อแม่ก็สนับสนุนเลยไม่ค่อยได้ออกไปเก็บสมุนไพรหรือของป่าตามคนอื่น แต่ก็พอรู้จักบ้าง เขาบดสมุนไพรก่อนจะเอามาใส่แผล ดีที่ลุงแกยังใจดีเอายามาให้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเสียเลือดตายแทน

เมื่อจัดการเรียบร้อยก็เอาผ้าขาวมาพันรอบโคนขา รู้สึกดีกว่าตอนที่ปล่อยทิ้งไว้เยอะเลย

"ค่อยดูเถอะ ถ้าเข้าวังเมื่อไหร่ พ่อจะซัดหน้าฮ่องเต้ให้มันรู้แล้รู้รอด กล้าตัดน้องชายขันทีเป็นแต่งกิ่งไม้ไปได้"

ผ่านไปประมาณสองอาทิตย์ แผลที่โคนขาก็ดีจนสามารถเดินได้แล้ว ลุกแกจึงจัดเตรียมตัวเขาไปคัดเลือกขันที แน่นอนว่าจะต้องแต่งตัวด้วยชุดสีขาวสะอาด แบบเดียวกันกับหมวก มองดูแล้วเหมือนเป็นเครื่องแบบนักเรียน เพราะนอกจากเขาคนอื่นก็สวมแบบเดียวกัน ลุงพาฉินจิ้งเข้ามาตรงลานกว้าง ไม่รู้ว่าส่วนไหนของวัง แต่กว้างมาก ชนิดที่สนามฟุตบอลสองสนามรวมกันก็ว่าได้

"เจ้าลงชื่อเสีย จากนั้นก็รอท่านเหรินกงกงมาขานนาม เจ้าจะได้ที่พัก ข้าต้องกลับแล้ว"

ฉินจิ้งคว้าแขนลุงไว้แทบไม่ทัน ทำหน้าให้น่าสงสารที่สุด กล่าวเสียงอ่อนว่า"ลุงอยู่กับผม...เอ้ย...กับข้าก่อนไม่ได้หรอ วังใหญ่ขนาดนี้ข้า...."

ลุงแกเอามือมาตบบ่าเขาก่อนจะกล่าวอย่างลำบากใจ"เอาน่า เจ้าไม่ตายหรอก อีกอย่างข้าอุตสาใช้ฝีมือของข้าทำให้เจ้าเสียมันไปแล้วก็อยู่ๆ ไปเถอะ"

ลุงแกทำท่าจะเดินไปอีก ฉินจิ้งก็คว้าแขนเอาไว้อีก"ถ้าข้าโดนไล่ออกจากวังล่ะ ข้าไปอยู่ไหนได้อะลุง"

"จะอยู่ไหนได้ มีขันทีคนไหนที่โดนไล่ออกมา โดนประหารหมดน่ะสิ"

"ห๊าาา!! "

"ไม่ต้องหา ยังไงเจ้าก็ต้องเป็นขันทีให้ได้"

ว่าแล้วลุงแกก็สะบัดมือเขาออก แต่เดินไปได้สามก้าวก็หันมาอีก ฉินจิ้งยิ้มแฉ่งทันที แต่ก็ต้องหุบทันทีเช่นกัน

"ถ้าคิดว่าไม่ไหว ก็....หนีให้ไกลก็แล้วกัน"

"อ้าวลุงงงงง"

"ข้าไปแล้ว ไม่ต้องเรียก"

คราวนี้ลุงไม่เหลียวหลังจริงๆ ฉินจิ้งจำใจเดินไปลงชื่อ ฉินจิ้งมองอย่างแปลกใจ ทุกคนมีแซ่กันหมด ฉินจิ้งไม่มี ไม่รู้ว่าแซ่ในโลกนี้ตนเองชื่ออะไร จะเขียนอะไรดีละเนี่ย เขียนแต่ชื่อได้ไหมหว่า

"เจ้าจะเขียนหรือไม่"

ชายสูงวัยในชุดสีแดง เหมือนขันทีในราชสำนัก พวกชั้นสูงที่ชอบเห็นในหนัง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าดุๆ ฉินจิ้งยิ้มแห้งๆ ให้ ก่อนจะตัดสินใจเขียนแซ่เดิมในโลกเก่าของตนเอง

"ฉางฉินจิ้ง? "

"มีอะไรหรอครับ...เอ้ย...ขอรับ"

"เปล่าๆ ไปๆ คนอื่นเขารออยู่"

ฉินจิ้งเกาหัวแกร่กๆ เมื่อครู่ขันทีชั้นสูงคนเมื่อกี้ทวนชื่อเขาเหมือนจะนึกอะไรบางอย่าง แต่เขาคงคิดมากไปเอง เขาเดินไปรวมกลุ่มกับคนที่ลงชื่อหมดแล้ว แต่ละคนยังเด็กๆ ทั้งนั้น อายุแค่สิบสี่ ไม่สิ สิบห้าเองมั้ง ต้องมาโดนเจียนของรัก แล้วก็ต้องมาอยู่ในที่ที่อันตราย ต้องมีการตบตีแย่งฮ่องเต้เหมือนในหนังแน่เลย?

เขายืนรออยู่นาน จนจากยืนเป็นนั่ง ถ้านอนได้เขาทำไปแล้ว คนมันจะเยอะอะไรขนาดนี้เนี่ย นึกว่ามีแค่ห้าสิบหกสิบคน แต่ผลปรากฏว่ายังมีเข้ามาลงชื่อเรื่อยๆ จนกระดาษถูกเปลี่ยนแผ่นแล้วแผ่นเล่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดเลย

ยิ่งรอยิ่งเบื่อ ยิ่งลุงไม่อยู่ยิ่งเบื่อเข้าไปอีก!

เขามองไปรอบด้าน ตอนนี้ไม่มีเพื่อน ไม่มีใคร ทำให้เขานึกถึงฉงจิ้งขึ้นมา ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง อยู่หรือตาย ตกหน้าผาไปคราวนั้นยังติดตาอยู่เลย ฉินจิ้งเผลอกอดเข่าโดยไม่รู้ตัว ก็มีเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามามองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เหมือนอยากทำความรู้จัก แต่ก็กลัวโดนปฏิเสธ

เขาเงยหน้าขึ้นมามอง เจ้าเด็กนี่ก็ยิ้มแฮะๆ ออกมา ในมือถือพัดขาวอยู่ ไม่มีลวดลายอะไร มีแค่ตัวอักษรคำเดียวว่าความสุขอยู่มุมหนึ่งเท่านั้น

"เจ้าอยากได้อะไร"

เขาถามขึ้น เล่นเอาเจ้าเด็กนั่นสะดุ้งโหยง กล่าวอย่างตะกุกตะกัก"ขะ...ข้ามีนามว่า...เฉาหมั่น ท่านเอ่อ...ท่านมีนามว่า..."

"ฉินจิ้ง"

"ฉินจิ้ง? ...ชื่อคุ้นจัง"

ฉินจิ้งลุกขึ้นเพราะเขานั่งมานานแล้ว เมื่อยอย่างไรไม่รู้ เจ้านั่นนึกว่าเขาจะเข้าไปต่อยหรือยังไงไม่รู้ พอเห็นเขาลุกก็นังลงเอามือกุมหัวไว้ ฉินจิ้งเห็นแบบนั้นแล้วก็แทบกลั้นขำไม่ไหว พอเจ้าเด็กเฉาหมั่นเห็นเขาหัวเราะ ก็รู้ว่าตัวเองโดนแกล้งเข้าซะแล้ว รีบลุกขึ้นเอามือกุมไว้ หน้าตาเหมือนอยากโกรธแต่ก็ไม่กล้า อยากร้องไห้แต่ก็กลัว ฉินจิ้งเข้าไปโอบบ่า ก่อนจะมองหน้า เจ้าเด็กเฉาหมั่นก็ทั้งยิ้มทั้งกลัว

น่าสงสารอะไรขนาดนี้..

เจ้าเด็กนี่คง....ถูก...

อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หว่างขาของเฉาหมั่น พอเจ้านั้นเห็นสายตาเขาก็รีบกางพัดมาปิดเอาไว้ทันที

"ท่านพี่ฉิน ท่านมอง...อะ...อันใดข้า ท่านก็เหมือนกันแหละ"

เจ้าเด็กนี่หน้าแดงไปหมดแล้ว แถมยังโบ้ยมาใส่หว่างขาเขาด้วย เสียใจนะน้อง ของเขายังอยู่ดี แต่ของนายไม่น่าจะดีแล้ว ก็...สู้ๆ แล้วกันนะ

"เมื่อกี้เรียกข้าว่าท่านพี่หรอ"

"ใช่ ก็ท่านอายุคง....สิบสี่สิบห้าแล้ว ข้าพึ่งจะสิบสอง...."

ฉินจิ้งอึ้งไปพักหนึ่ง อาชญากรรมชัดๆ เด็กอายุสิบสอง โดนทารุณทางร่างกาย คิดว่าแค่สิบห้าก็เกินพอแล้ว แต่นี่....สิบสองเชียวนะ ถึงขนาดตัวจะไม่ได้ต่างกับเขามาก แต่ก็ยังเด็กอะ ในโลกนี้เขาอายุสิบห้า เพราะจากที่ลุงแกบอกว่าอายุเขาน่าจะประมาณเท่านี้ และภาพสะท้อนจากกระจกก็บ่งบอกได้อย่างดี หน้าตาก็เหมือนเขาตอนเด็กมาก เรียกได้ว่าเป็นคนคนเดียวกันเลยก็ได้

ทั้งเสียง และชื่อก็ด้วย...

คงเป็นชาติที่แล้วของเขากระมังงงงง...

"เอาอย่างงี้น้องเฉา ข้าจะเรียกเจ้าว่า...อาเฉา เจ้าก็เรียกข้าว่าลูกพี่"

ฉินจิ้งเสนอ เขาอยากเป็นลูกพี่มานานแล้ว แต่ด้วยความเป็นเด็กเรียน เขาเลยต้องทำตัวให้สมกับเป็นผู้มีปัญญา เฉาหมั่นได้ยินก็ตาเป็นประกาย เหมือนกับว่าได้ที่พึ่งแล้ว เจ้าเด็กนี่ก็รีบเรียกเขาทันที

"ลูกพี่ ลูกพี่ ลูกพี่ ๆ ๆ ๆ ๆ"

ฉินจิ้งยกมือปราม เดี๋ยวมันจะมากไปกว่านี้ แต่ก็รู้สึกดีไม่น้อย เขาจะเป็นลูกพี่ของนายเอง นายวางใจได้ เขาเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยเป็นลูกพี่ แม้ว่าลูกน้องเขามันจะเป็นตุ๊กตาผ้าก็ตาม

ยังไม่ทันจะได้หัวเราะเต็มที่กับลูกน้องคนแรกของเขา ก็มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา ก่อนจะทำท่าหัวเราะเยาะพวกเขา

"เฉาหมั่น เจ้าได้ที่พึ่งแล้วหรือ หวังว่ามันจะคุ้มกะลาหัวเจ้าได้นะ"

เฉาหมั่นหน้าเปลี่ยนสีซีดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งไอ้นี่ยังหน้าร้ายยิ่งกว่าในหนังซะอีก มันเป็นใครมาจากไหนเนี่ย มาถึงก็แผ่อำนาจด้วยจำนวนคนทันทีเลย ข้างหลังเจ้านี่ มีกลุ่มเด็กอีกห้าถึงหกคน นับว่าเป็นกลุ่มใหญ่เท่าที่ดูตอนนี้ แต่แค่กลุ่มใหญ่ ไม่ได้แปลว่าจะมาข่มใครก็ได้นะเว้ย

"เจ้ามีเรื่องอะไรกับอาเฉา"

เขาถามขึ้น แต่พอพวกนั้นฟังจบก็พากันปิดปากหัวเราะ"อาเฉา พวกเจ้าได้ยินไหม ฮ่าๆ ๆ "

"หยุดหัวเราะนะเว้ย! ข้าเรียกอาเฉาเเล้วมันทำไมวะ"

"เปล่า แค่เจ้านี่อยากจะเป็นอาเฉาของเจ้าก็ไม่เป็นไร แต่ระวังไว้หน่อยเล่า ไอ้เด็กวิปริตนี่อาจจะ....อยากได้เจ้าขึ้นมาก็ได้ ฮ่าๆ ๆ "

ว่าแล้วเจ้านั่นก็เดินไปเฉยเลย เห็นว่าคนเยอะแล้วจะข่มใครก็ได้งั้นหรือ เขาหันกลับมาหาเฉาหมั่น เจ้านี่หน้าสลดลงไปแล้ว เหมือนจะร้องไห้ด้วยสิ เขากะจะปลอบเสียหน่อย แต่พอจะจับไหลเจ้านี่ดันขยับหนีเสียอย่างงั้น

"เจ้าเป็นอะไร หนีทำไม"

"ลูกพี่ ท่านไม่ต้องมาคุยกับข้าก็ได้นะขอรับ"

ฉินจิ้งขมวดคิ้ว"ทำไม"

"ท่านก็ได้ยินแล้ว ข้ามันวิปริต ข้าไม่ควรเข้าใกล้ใคร"

ฉินจิ้งเดินเข้ามาจับไหลของเฉาหมั่นให้นั่งลง ไม่รู้หรอกว่าเจ้านี่เป็นอะไร ถึงได้โดนคนดูถูกแบบนั้น แต่เขาไม่ชอบขี้หน้ามันอย่างแรง

"เจ้าวิปริตยังไงบอกมาสิ แล้วข้าจะตัดสินเองว่าจะเกลียดหรือไม่เกลียดเจ้า"

เฉาหมั่นดูลังเล มือก็กำเข้าหากันเเน่น จนพัดในมือมันจะหักอยู่แล้ว ไม่รอช้า เข้าคว้าเอาพัดในมือของเฉาหมั่นมา ก่อนจะกางออกมาพัดสบายใจ ส่งสายตาให้เริ่มเล่าได้แล้ว

"ข้า....ข้า....ข้า...ชอบบุรุษด้วยกัน"

พัดในมือร่วงทันที... ที่แท้ก็แอนตี้เกย์นี่เอง ก็ใช่ว่าเขาจะรังเกียจหรอกนะ แต่แค่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเกย์เท่าไหร่ เลยรู้สึกตกใจเล็กน้อย เฉาหมั่นเห็นปฏิกิริยาเขาแล้วก็หน้าเสีย รีบเก็บพัดก่อนจะลุกวิ่งหนี แต่ฉินจิ้งตั้งสติได้ก่อนจะคว้าแขนเอาไว้

"เดี๋ยวๆ ๆ ๆ จะไปไหน"

"แค่ข้าดูท่านก็รู้แล้ว ลูกพี่คงรังเกียจข้า ชายอันใดจะชมชอบบุรุษเพศเดียวกันได้ เมื่อครู่เหรินหรูก็บอกท่านแล้ว"

เหรินหรู?

ไอ้เด็กปากหมานั่นน่ะหรอ พึ่งรู้ชื่อนะเนี่ย...

ฉินจิ้งลากเฉาหมั่นให้มานั่งที่เดิม ก่อนจะจ้องตาเข้าไปให้ลึกที่สุด เจอแบบนี้ก็ต้องนิ่งแล้วล่ะ เขาถอนหายใจ เรื่องแบบนี้ในสมัยนี้คงเป็นเรื่องผิดผี ผิดไส้คนที่นี่สินะ อยากให้เหล่าราชสำนักไปเห็นบาร์เกย์ในยุคปัจจุบันจังโว้ย คงตาค้างไม่น้อย

นึกแล้วก็สะใจพึลึก

"ฟังนะอาเฉา ข้อแรกข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นอะไร จะชอบอะไร ข้องสองเจ้าไม่ได้เป็นตัวประหลาดอะไร เขา หาง ปีก ก็ไม่เห็นงอกออกมาซะหน่อย ข้อสามข้าไม่ได้มองคนที่ภายนอกหรือสิ่งที่เขาเป็น เจ้าเป็นคนดี สุภาพนับถือข้าเป็นลูกพี่ แล้วทำไมข้าต้องรังเกียจเจ้า"

เฉาหมั่นได้ฟังก็น้ำตารื้อ โผเข้ากอดเขาแน่นจนคนอื่นมองกันหมด ชื่อเสียงของเด็กนี่คงจะดังน่าดู เพราะดูหน้าตาแต่ละคนแล้ว ดูจะขยะแขยงพวกเขาไม่น้อย เฉาหมั่นผละออกมา น้ำตงน้ำตาไหลจนดูไม่ได้เลย ฉินจิ้งไม่คิดมากเช็ดน้ำตาให้เรียบร้อย เหมือนน้องชายเลย และอีกอย่าง...

มีเพื่อนแล้วโว้ยยยย

ทั้งเขาทั้งเฉาหมั่นตอนนี้เป็นเพื่อนกันไปเรียบร้อย อีกอย่างคือในที่สุด ก็มีการเรียกรวมตัวกันซะที เหล่าขันทีร้อยกว่าคนต่างยืนกันจนลานกว้างๆ เหลือครึ่งเดียว เขายืนอยู่เกือบหน้าสุดแถวที่สอง ข้างๆ มีเฉาหมั่นอยู่ ดูแล้วเจ้าเด็กนี่ขี้กลัวไม่เบา ยืนๆอยู่ก็ลอบมองเขาเหมือนเด็กอนุบาลเข้าโรงเรียนวันแรกแล้วกลัพ่อแม่หาย

มีขันทีคนหนึ่งหน้าตาดูมีอายุแล้ว เสื้้อผ้าที่ใส่เป็นสีแดง ลายมังกรอยู่ตรงกลางบ่งบอกว่าเป็นขันทีระดับไหน อีกทั้งด้านข้างยังมีขันทีอีกสองสามคนสวมชุดสีน้ำเงินเข้มลายนกกระสา กำลังก้มหัวให้ ดูแล้วเหมือนเป็นฮ่องเต้เลย แต่ฮ่องเต้ต้องสวมชุดสีทองลายมังกรห้าเล็บ ความรู้จากการ์ตูนมีประโยชน์ก็วันนี้เเหละ

หลังจากยืนงงกันอยู่นาน ท่านกงกงก็ได้ฤกษ์งามยามดีกล่าวว่า"ตอนนี้พวกเจ้าได้ก้าวขาเข้ามาอยู่ในพระราชสถานขององค์ฮ่องเต้จูหยวนจางแล้ว จงตั้งใจทำหน้าที่ดูแลราชวงศ์มังกรให้ดี หากพวกเจ้ามีฝีมือพออาจจะได้รับใช้ฮ่องเต้..."

พูดมาขนาดนี้ บางคนถึงกับยิ้มอย่างมั่นใจ ว่าตนเองมีคุณสมบัติพอ แต่บางคนถึงกับขาสั่น อย่างเช่นเฉาหมั่นในตอนนี้ สั่นตั้งแต่หัวยันเท้าแล้ว แอบเห็นสายตาเจ้าเหรินหรูที่แอบมองจากไกลๆ หน่อยแน่ อย่ามาดูถูกอาเฉานะโว้ย เฉาหมั่นน้องเป็นเสือซ่อนเล็บแน่ๆ เขาเชื่อแบบนั้น...มั้งนะ...

"แต่...พวกเจ้าจะเข้ารับใช้ราชวงศ์ได้ ต้องได้รับการทดสอบเสียก่อน หากผู้ใดเกณฑ์ดี ก็จะได้เข้าวังชั้นใน ใครที่ไม่ผ่าน เจ้าจะถูกไล่ออกจากวังหลวงทันที"

ฉินจิ้งตาโตทันที รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก หากไม่ผ่านก็จะถูกไล่ออกจากวังหลวงทันที ขอแค่สอบไม่ผ่านเท่านั้นทุกอย่างก็จบ แต่ยังไม่ทันจะได้ดีใจเขาก็หันไปมองเฉาหมั่น เฉาหมั่นอาจจะถูกรังแกก็ได้ คนหัวอ่อนขนาดนี้ แถมเจ้าเหรินหรูก็ดันมั่นใจในตัวเองมากซะด้วย หรือจะให้เฉาหมั่นตกด้วย ลำพังเขาไม่เป็นไรเพราะไม่ได้โดนเฉือนจริงๆ แต่เฉาหมั่นโดนเฉือนไปแล้วแน่ๆ ใช้ชีวิตลำบาก มีตราบาปไปชั่วชีวิตอีก

ฉินจิ้งเหมือนคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะไปก็ห่วงลูกน้อง จะอยู่ก็กระไรอยู่ เข้าไม่ใช่คนที่จะวิ่งหน้าวิ่งหลังอยู่ที่นี่ซะหน่อย

"การทดสอบจะเริ่มขึ้นในอีกสองวัน ตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดจะได้ที่พัก เตรียมตัวให้ดี หลิวกงกงจะเป็นคนนำทางพวกเจ้าไป"

ว่าจบขบวนขันทีก็เดินออกไป จากนั้นขันทีในชุดสีเขียวก็เดินเข้ามาแทนที กล่าวเพียงสองประโยคว่า"ตามมา"จากนั้นก็พากันยกโขยงกันเดินตามไป

เข้ามาลึกอีกหน่อยเป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่ง มีหลายห้องด้วยกัน นับดูแล้วเยอะจนนับไม่ไหว หน้าตาก็คล้ายๆ กันจนเหมือนจะหลงทางได้ทุกเมื่อ เขายังมีเวลา การทดสอบจะเริ่มอีกสองวัน ถ้าเขาหายไปสักคนคงไม่เป็นไร แต่ก่อนที่จะได้คิดถึงทางหนี ดันไปนึกถึงเฉาหมั่นขึ้นมาอีก ยิ่งเห็นท่าทางเหมือนลูกไก่ที่เดินหลงฝูงมาเจอฝูงหมาป่า คงโดนงาบไปกินตั้งแต่สามก้าวแรก

จะเอายังไงดีวะเนี่ย...

ทีแรกคิดว่ามีหลายห้อง แต่พอเข้ามาข้างในจริงๆ ดันเป็นห้องนอนรวมซะงั้น มีฟูกไม่ต่ำกว่ายี่สิบอันข้างใน ต้องนอนแบบนี้จนกว่าจะได้เข้าเป็นขันทีจริงๆ ได้ ถึงจะมีห้องที่นอนกันอย่างน้อยสี่คน เหมือนกับหอพักนักศึกษา

ตกดึกในคืนแรก ฉินจิ้งทิ้งความเป็นห่วงเฉาหมั่นทั้งหมดลงกองขยะ เขาเขียนจดหมายก่อนจะวางไว้ข้างหมอนของเฉาหมั่น เขาหาชุดชาวบ้านธรรมดาๆ มาใส่ เตี้ยมทรงผมให้ดูดี ความจริงอยากจะเอามีดเฉียนให้เหลือสองเซนด้วยซ้ำ แต่ส่วนมากคนที่นี่ผมยาวกันทั้งนั่นถ้าตัดออกต้องแปลกกว่าชาวบ้านแน่ๆ เขาจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยก็แอบย่องออกมาข้างนอก

เพราะการเข้ามาในวังเหมือนเข้ามาตัวเปล่า เขาเลยไม่ต้องเอาอะไรติดตัวมาก แค่เงินทุนที่ลุงหมิงเจี๋ยให้มาก็พอแล้ว เขาเดินลัดเลาะตามสวนที่โคตรสวย ก่อนจะมาถึงกำแพงที่ตนเองเดินเข้ามา สอดส่องหาว่ามีทหารผ่านมาหรือเปล่า เมื่อแน่ใจแล้วก็หาที่ปีน

แต่...

ไม่มีที่ปีน...

กำแพงก็สูงชนิดที่ตึกสองชั้นก็เทียบไม่ได้ แล้วจะให้เขาปีนยังไงกันเนี่ย ฉินจิ้งสะกิดใจ เมื่อครู่วิ่งผ่านสวนมา เหมือนจะมีบันไดลิงที่เอาไว้ใช้ปีนเพื่อแต่งกิ่งไม้ที่อยู่สูงๆ อยู่ ฉินจิ้งรีบวิ่งกลับไปเอาทันที พอเอามาได้ความยาวดันไม่พออีก

ฉินจิ้งจำใจลองย้อนกลับไปเผื่อมีอีกอัน วังหลวงไม่กล้าให้ขันทีคนเดียวทำงานตัดกิ่งทั้งสวนหรอก และก็เป็นดังคาดเมื่อเจออีกตัวหนึ่ง ฉินจิ้งรีบเอามาต่อ ก่อนจะเอาสายรัดเอวมาผูกต่อกัน บันใดก็น่าจะมีความยาวพอแล้ว

ฉินจิ้งลงมือปีนทันที ปีนไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังขาด เขาหันกลับลงไปมอง ก็เห็นผ้าที่กำลังจะขาดออกจากกัน สติของฉินจิ้งแทบจะกระจายไปอยู่ที่พื้น ตอนนี้เขาปีนขึ้นมาได้เกือบครึ่ง ถ้าไปต่ออีกหน่อยก็จะถึงแล้ว แต่ถ้ากลับลงไปก็ไม่น่าทันเช่นกัน

ฉินจิ้งผ่อนลมหายใจ ต้องพยายามขึ้นไปอีก อย่างน้อยก็ก่อนที่มันจะพัง ตกลงไปศพไม่สวยแน่ อีกอย่างถ้ารอดขาก็อาจหักเดินไม่ได้ แม้ว่ามือจะสั่นแค่ไหน แต่ฉินจิ้งยังคงพยายามก้าวต่อ ยิ่งก้าวขึ้นเสียงผ้าขาดก็ดังตามหลังมาเช่นกัน ตอนนี้แม้แต่ขายังจะก้าวไม่ออก ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูช้าไปหมด

ฉินจิ้งผ่อนลมหายใจสะกดจิตตัวเองขั้นสุดก่อนจะรีบปีนขึ้นสุดชีวิต พอมือแตะด้านบนได้เท่านั้นแหละ

แคว่ก!

ได้แค่แตะ...แต่จับเอาไว้ไม่ได้ ร่างของฉินจิ้งค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้น เหมือนภาพมันสโลโมชั่น ความคิดร้อยแปดผุดขึ้นในหัวก่อนจะได้ร้องออกมาเสียอีก ก่อนจะมีเสียงแววเข้ามาในหัว

"ระวัง! "

ฟุบ!!!!

ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในวงเเขนทำเอาฉินจิ้งที่หลับตาปี๋ลืมขึ้นมาดูด้วยความสงสัย ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง ไม่ใช่แค่หล่อ แต่โคตรของโคตร สามารถเป็นดาราได้สบาย คิ้วเข้มหนาตรงเหมือนกับพระเอกหนังจีน ตาคมเรียวเหมือนเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ปากหนาทว่าเป็นสีแดงระเรื่อ หน้าคมนี่มันเทพชัดๆ

เหมือนเขาจะมองนานไปหน่อย อีกคนจึงกระแอมขึ้น ฉินจิ้งดึงสติกลับมาก่อนจะดิ้นจนหลุดออกมาวงแขนใหญ่ พอลงมายืนแบบนี้ ตัวเขาสูงเท่าอกอีกฝ่ายเอง ตัวก็ดูหนาใหญ่ รู้เลยว่าข้างใต้เสื้อผ้าแบบองครักษ์ต้องมีกล้าม....

อง...องครักษ์???!!!

เชี่ยยย!!!

ฉินจิ้งทำท่าจะวิ่งหนี แต่ดันโดนคว้าข้อมือเอาไว้ซะก่อน พร้อมกับเสียงนุ่มทุ่มลึกของอีกฝ่ายที่อย่างกับซาวด์หนังกำลังภายใน เอ่ยว่า"เจ้ากำลังอันใด ไยจึงปีนกำแพง"

"เอ่อ...ผม...เอ้ย ข้าแค่....ร้อน ปีนไปรับลม"

"หึ อย่ามาเล่นลิ้นดีกว่า เจ้าจะทำอันใด"

"ก็หนีน่ะสิถามมาได้ ปล่อยโว้ยยยยย!!! "

นี่มือคนหรือตุ๊กแก เหนียวเป็นกาวตราช้างเลย ถ้าไม่บอกว่ามือคนเขาไม่เชื่อเด็ดขาด ในเมื่อสะบัดไม่หลุด ฉินจิ้งก็เข้ามาชกเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายแทน แต่เหมือนเขาเอามือไปชกกำแพง นอกจากกำแพงจะไม่สะทกสะท้าน กลับเป็นมือเขาที่เจ็บแทน

ฉินจิ้งสะบัดมืออีกครั้งคราวนี้อีกฝ่ายยอมปล่อย ฉินจิ้งนั่งลงกุมมือตัวเอง มันกล้ามแน่นจริงนะ เจ็บยันข้อศอกเลย นี่แค่นั่ง ถ้าเขานอนกลิ้งได้เขาทำไปแล้ว

อีกฝ่ายเห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมา ฉินจิ้งมองตาเขม็ง เห็นคนเจ็บแล้วยังมาหัวเราะอีก

"หากจำไม่ผิด เจ้าเข้ามาในวังเพราะเป็นขันทีใช่หรือไม่ ไยอยากหนีกันเล่า"

ฉินจิ้งหน้าบึ้งอยู่ แต่ก็นึกขึ้นได้ บางทีองครักษ์สุดหล่อคนนี้อาจช่วยเขาได้

"คือข้า มีความลับจะบอกท่าน แต่ถ้าข้าบอกแล้วท่านต้องช่วยข้านะ นะ"

ไหนๆ ก็เป็นเด็กอายุสิบห้า ก็ขออ้อนตามอายุเลยละกัน เชื่อเถอะว่าต้องยอม ขนาดแม่เขาโดนไปถึงกับยอมให้เขาเรียนศิลปกรรมศาสตร์แทนที่จะเรียนแพทยศาสตร์

........................

ชายรูปร่างสง่าเดินมาตามทาง ชุดองครักษ์โดดเด่นให้เห็นไกลๆ ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางคราก็หัวเราะออกมา จนกระทั่งเจอเข้ากับขบวนขันทีที่รีบร้อนกันออกมา พอเจอเขาเข้าก็พากันรุดเข้ามาหาทันที

"ฝ่าบาท ทรงเสด็จไปที่ใดมาพ่ะย่ะค่ะ แล้วนี่พระองค์ทรงสวมใส่อาภรณ์องครักษ์ พระองค์...."

จูหยวนจางรีบยกมือปราม เวินกงกงที่กำลังจะบ่นชุดใหญ่ออกมา ด้วยความอายุมากของเวินกงกงแล้วต่อให้เขาจะเป็นฮ่องเต้แล้วก็ยังไม่แคล้วโดนบ่นหูชาอยู่ดี

"เวินกงกง"

"พ่ะย่ะค่ะ"

"ข้ามีเรื่อง...ให้ท่านช่วยนิดหน่อย"

"พ่ะย่ะค่ะ??? "







ฝ่าบาทโผล่แล้วเด้อ น้องมิได้โดนตอนนะจ๊ะ ไรท์ไม่โหดขนาดนั้น

ใครชอบก็โดเนท เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยเด้อ ช่วงนี้ไรท์อาจจะจัดตารางเวลาได้ไม่ดี บางทีก็อาจจะมีเรื่องให้ไรท์ทำจนไม่ว่างมาเขียนก็อย่าโกรธกันเด้อ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 Ninja-26 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 16:34

    รอนะคะไรท์ สนุกมากเลย เมื่อไหร่น้องจะรู้ว่าตาแก่คือใครรร ตอนรู้นี้น่าจะช็อกหนักอยู่นะเนี่ยยย 



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 มกราคม 2563 / 17:59
    #1
    0