ขันทีซ่าป่วนรัก

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 อาจารย์สอนพิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    20 ม.ค. 63





บทที่ 4

เฉาหมั่นลืมตาขึ้นมากลางดึก เขามักจะตื่นขึ้นมาช่วงนี้เป็นประจำ พอพลิกตัวหันไปทางที่ฉินจิ้งนอน ดวงตาก็เบิกกว้างในความมืด ใครสักคนกำลังอุ้มฉินจิ้งก่อนจะวางลงบนฝูกนอน เฉาหมั่นแกล้งทำเป็นหลับ ในความมืดเช่นนี้มิอาจบอกได้ว่าใครตื่นอยู่ใครนอนอยู่ แต่ที่แน่ๆ...

ลูกพี่ถูกใครสักคนพามานอน!!!

เช้ามาถึง ฉินจิ้งก็ตื่นมาด้วยความแจ่มใส แต่รู้สึกง่วงไม่น้อยเพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอน แต่แปลกใจไม่น้อยว่าตนเองกลับมานอนที่ห้องได้ยังไง หรือว่าเขาละเมอเดินกลับมาเอง ถึงยังไงก็ช่างมันไปก่อน ที่สำคัญตอนนี้คือ เฉาหมั่นที่ยุกยิกดูเหม่อลอยผิดวิสัยนี่สิ อากาศก็ไม่ได้ร้อน แต่พัดในมือกลับกระพือแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพัดมันจะหักอยู่แล้ว

ฉินจิ้งพยักหน้าให้ซาหยี ซาหยีก็รู้หน้าที่ สะกิดหลังของเฉาหมั่น แต่เจ้าเฉาหมั่นกลับไม่หัน มิหนำซ้ำยังเร่งข้อมือพัดแรงขึ้นไปอีก ซาหยีหันมามองหน้าเขาอย่างงงๆ ฉินจิ้งจึงตัดสินใจจะสะกิดเฉาหมั่นด้วยเท้าแทน ฉินจิ้งถีบไปโครมหนึ่ง เฉาหมั่นจึงร้องโอยก่อนจะหันมาถามเขา

"ลูกพี่ ท่านทำอันใดกัน..."

"ข้าต่างหากควรถาม เจ้าเป็นอะไร ทำท่าเหมือนกับวัวหายแล้วมานั่งนึกทีหลังแบบนี้เนี่ย"

เฉาหมั่นกลับมานั่งเหมือนเดิม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขาเหมือนจะพูดอะไร เขากับซาหยีเองก็ยื่นหน้าไปฟังเช่นกัน เฉาหมั่นกล่าวว่า"ลูกพี่ เมื่อคืนท่านไม่รู้สึกอันใดเลยหรือ"

ฉินจิ้งนิ่วหน้า"รู้สึกอะไร"

เฉาหมั่นเอาพัดมาป้องไว้ เเล้วกล่าวว่า"ก็เมื่อคืนข้าเห็นคนอุ้มท่านน่ะสิ"

ฉินจิ้งอ้อทันที แต่ก็ยังไม่แน่ใจ รู้สึกเหมือนจะถูกอุ้มจริงๆ แต่เขาคงหลับลึก อาจจะเป็นตาแก่นั่นก็ได้ เขาถามอีก"ใส่ชุดอะไร"

เฉาหมั่นทำท่านึก เพราะเวลานั้นก็มืดมิใช่น้อย แต่ก็พอจะนึกได้"ชุดคล้ายๆ ....องครักษ์ขอรับ"

ฉินจิ้งตบเข่า นั่นไงล่ะ เป็นตาแก่นั่นแหละ คนเดียวที่ตอนเช้าเป็นกงกง ตอนเย็นเป็นองครักษ์ก็มีอยู่แค่คนเดียว ยิ่งคนที่จะผ่านทางนั้นยิ่งใช่ใหญ่เลย

เฉาหมั่นกับซาหยีพอเห็นเขายิ้มเหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียวก็มองหน้ากัน ซาหยีจึงพูดขึ้น เล่นเอาทั้งวงสนทนาเงียบกันเลยทีเดียว

"แล้ว...เรื่องการสอบเล่าขอรับลูกพี่"

ฉินจิ้งไอออกมา ถึงอาจจะเป็นตาแก่นั่นเมื่อคืน แต่ที่พลาดคือตัวเองดันหลับ จะถามหรือขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้ จะรออีกวันก็กลัวว่าจะไม่ทัน อุตส่าห์เตรียมหนังสือไป....หืม...

ฉินจิ้งหยิบหนังสือของตัวเองออกมา เขาเปิดหนังสือปุ๊บ กระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงลงพื้น เฉาหมั่นหยิบขึ้นมาให้ฉินจิ้ง ฉินจิ้งก็รีบฉกไปอ่านทันที ลายมือที่อลังการงานช่างปรากฏอยู่ตรงหน้า ฉินจิ้งอ่านแล้วก็ยิ้มมุมปาก

' คืนนี้ยามจื่อ หอตำราฝ่ายในปีกซ้าย

จูหยวนจาง '

ฉินจิ้งแทบจะหัวเราะออกมาเป็นคนบ้า ตาแก่นี่ช่างรู้ใจ นัดไปเจอที่หอตำราซะด้วย แบบนี้ได้โกงข้อสอบเลยมั้งนี่ แต่เดี๋ยวก่อน ยามจื่อนี่มัน...กี่โมงวะ!

ฉินจิ้งหันไปหาซาหยีกับเฉาหมั่น ถามว่า"อาเฉา อาหยี ยามจื่อนี่มัน...กี่โมง"

เฉาหมั่นเลิกคิ้ว ซาหยีก็หน้าไม่ต่างกัน แต่ซาหยีเป็นคนตอบ"ยามจื่อก็ยามจื่อนี่ขอรับ กี่โมงคืออันใดขอรับ"

เยี่ยม ให้มันได้อย่างนี้ แล้วไอ้ยามจื่อนี่มันกี่โมงกันเนี่ย จะถามใครก็คงมีแต่คนตอบว่ายามจื่อคือยามจื่อแน่เลย สงสัยต้องเขียนตารางเวลาแล้วมั้งเนี่ย

เฉาหมั่นเห็นเขาถามถึงยามจื่อก็เอ่ยถามขึ้น"ยามจื่อมันทำไมหรือขอรับ ลูกพี่จะไปที่ใดหรือขอรับ"

ฉินจิ้งหันมายิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า"หาวิธีให้เราได้อ่านหนังสือให้ครบทุกเล่มน่ะสิ หึ หึ หึ"

เฉาหมั่นกับซาหยีดูจะสนใจมากทีเดียว ต่างพากันยิ้มดีใจ ไม่ว่าลูกพี่พวกเขาจะใช้วิธีอะไร พวกเขาก็ยินดีจะร่วมเผชิญ แต่ทว่าเมื่อถึงคราวจริงๆ พวกเขากลับค้านหัวชนฝาคำ

ค่ำคืนมาถึงแล้ว เพราะไม่รู้ว่ายามจื่อมันคือตอนไหน เลยต้องวานให้เฉาหมั่นกับซาหยีปลุกตอนนั้น เขานั่งรออยู่นาน แต่ไอ้ยามจื่อก็ไม่มาซะที จนกระทั้งกะเอาแล้วน่าจะประมาณห้าทุ่มแล้ว เฉาหมั่นถึงค่อยมาปลุกเขาที่นั่งหลับไปแล้ว

"ลูกพี่ เข้ายามจื่อแล้วขอรับ"

ฉินจิ้งลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาหลับไปแล้วรอบหนึ่ง ถึงจะนั่งก็ตามแต่ถึงคราวนอน ต่อให้เอาไม้มาค้ำคาไว้ก็ค้ำไม่อยู่ พอถูกปลุกปฏิกิริยาแรกคือ การมองแรงใส่เฉาหมั่นที่หน้าเสียไปครึ่งแล้ว แต่เพราะฉินจิ้งยังไม่ลืมว่าตนเองต้องไปที่ไหน จึงได้เอ่ยออกไป"ยามจื่อแล้วหรอ ช้าจัง"

เขาลุกขึ้นมา พยายามข่มความง่วงไม่ให้ตัวเองงอแง เดี๋ยวจะไปปลุกคนที่นอนอยู่ให้ตื่นขึ้นมาซะก่อน พวกเขาพากันแต่งตัว ก่อนจะหยิบตะเกียงไปอันหนึ่ง ซาหยีจุดไฟในตะเกียงเรียบร้อยก็ส่งให้เฉาหมั่นเป็นคนถือ เฉาหมั่นจึงทำหน้าที่นำทาง เพราะเจ้าตัวบอกว่ารู้จักหอตำราทางปีกซ้ายของวังหลวง เป็นสถานที่ให้ขันทีเข้ามาใช้ แต่ว่าขันทีฝึกหัดอย่างพวกเขายังไม่ได้รับอนุญาต หรือก็คือไม่มีป้ายเข้า ดังนั้นการมาครั้งนี้จึงเป็นการย่องเข้าแบบผิดกฏหมาย

ทันทีที่มาถึงก็พบว่าทหารเฝ้าเต็มไปหมดเลย ถ้าเดินเข้าไปมีหวังถูกจับโยนออกมา หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นคือ ถูกโบยก่อนจะโยนออกมา น่ากลัวกว่าในหนังก็เรื่องจริงนี่แหละ

ฉินจิ้งเริ่มคิ้วขมวดการจะเข้าไปในนั้นจำต้องผ่านประตูนั่นซะก่อน แต่ทหารสองคนที่เฝ้าอยู่จะทำยังไงละเนี่ย ถ้าเป็นในหนังแค่ทหารสองคน ยิ่งยาสลบคนละดอกก็ใช้ได้แล้ว แต่พอมาเป็นเรื่องจริงกลับทำเอาคิดไม่ตก ลูกเรือสองคนก็ตามหลังยิ่งกว่าเป็น...เฮ้อ ช่างมันเถอะ อย่าว่าแต่เดินไปสับคอทหารให้สลบเลย แค่เดินออกไปเฉยๆ ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ

"พวกเจ้าทำอะ....อุ๊บบบ! "

ฉินจิ้งกลับหลังหันไปปิดปากแทบไม่ทัน อีกสองคนที่ตกใจก็เข้ามาล็อกแขนขาอัตโนมัติ เรื่องล็อกแขนขานี่ถนัดจริงนะพวกแก เมื่อมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นเหรินหรู ยังอยู่ในชุดตัวกลางกับชุดคลุมด้านนอกแค่ตัวเดียว บ่งบอกว่าเจ้านี่พึ่งลุกขึ้นจากที่นอนสดๆ ร้อนๆ

"เรื่องทำชาวบ้านเดือดร้อนถนัดจังนะ ไอ้คุณชายเหรินหรู!!!"

ฉินจิ้งด่าอย่างเหลืออดจริงๆ ทว่าเหมือนเขาจะเผลอด่าเสียงดังไปหน่อย

"นั่นใคร!! "

ด่ายังไม่ทันจะสะใจ เรื่องเดือดร้อนก็เกิดจริง ทหารสองคนที่เฝ้าประตูเมื่อครู่ ส่งเสียงถามออกมาเสียงดัง พวกเขายังนิ่งอยู่ เหรินหรูพอได้ยินแบบนั้นก็เหงื่อตก คิดในใจว่าไม่น่าตามพวกนี้มาเลย ถ้าเขาปล่อยเลยแล้วนอนต่อก็คงดี แต่มาคร่ำครวญตอนนี้ก็คงไร้ประโยชน์แล้ว

ฉินจิ้งยังคงเอามือปิดปากเหรินหรู เช่นเดียวกับอีกสองคนที่ยังล็อกแขนขาเหรินหรูเอาไว้ เสียงพี่ทหารก็ยังคงดังใกล้เข้ามา

"ออกมาซะ!...หรือว่าข้าหูฟาดกัน"

ใช่ พี่หูฟาด ช่วยเดินกลับไปจะได้ไหม!

พวกเขาสี่คนเริ่มหลับตาปี๋เพราะถ้าพี่แกเดินมาอีกไม่กี่ก้าวก็จะเลี้ยวมาเจอพวกเขาแล้ว แต่จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นซะก่อน

"พวกเจ้าสองคน คืนนี้ไปเฝ้าที่ปีกตะวันตก ที่นี่ปล่อยไว้ก็ได้ ไม่มีอันใดสำคัญ"

"ขอรับ"

เสียงรับคำหนักแน่นของทหารสองคนพร้อมเสียงฝีเท้าที่เดินออกไปไกล เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็เงียบเป็นเป่าสาก ฉินจิ้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้โล่งใจ เหรินหรูพลักมือฉินจิ้งออก ตะโกนถามเสียงดัง"พวกเจ้าออกมาทำบ้าอะไร ถ้าถูกจับดะ....อื้ออออ!!! "

ฉินจิ้งเอามือปิดปากแทบไม่ทัน ต่อให้ทหารสองคนนั่นไปแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่านายจะมาว้ากแถวนี้ได้นะ หัดดูสถานที่บ้าง

"เอาเป็นว่าถ้าพวกเจ้าไม่ให้ข้าหาอ่าน ข้าก็ต้องหาทางรอดด้วยตัวเอง"

ว่าจบเขาก็พยักหน้าให้ซาหยีและเฉาหมั่น ทั้งคู่ก็เป็นอันเข้าใจ ก่อนที่ซาหยี ที่ตัวโตที่สุดจะอุ้มเหรินหรูขึ้น เฉาหมั่นทำหน้าที่เอาผ้ามาอุดปากเหรินหรูไว้ พร้อมจับข้อมือและขาไว้ไม่ให้ดิ้น และแน่นอนว่าคนอย่างเหรินหรู เจออะไรที่เหมือนกับกำลังจะพาไปฆ่าเช่นนี้ย่อมดิ้นสุดแรงเกิด แต่มันไม่ได้ผลหรอก

พวกเขาหอบเอาเหรินหรูที่ดิ้นเอาเป็นเอาตายเข้ามาในหอตำราได้สำเร็จก็รีบมัดเหรินหรูไว้กับเสาทันที พอจัดการเรียบร้อย แสงไฟที่มีอยู่ก่อนจากด้านหลังจึงค่อยสว่างขึ้น ฉินจิ้งหันกลับไปก็เห็นคนที่คุ้นเคยนั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อนแล้ว พออีกฝ่ายหันมาก็อึ้งเล็กน้อย ไม่คิดว่าฉินจิ้งจะขนประชากรมาด้วย อีกอย่างคือคนที่ถูกมัดอยู่เสานั่นมัน...

พอฉินจิ้งเห็นจูหยวนจางก็ทิ้งพวกทันที วิ่งมานั่งตรงข้ามกับจูหยวนจาง ยิ้มอย่างดีอกดีใจ เฉาหมั่นและซาหยี ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นขันทีที่เคยตรวจร่างกายพวกเขาแต่พวกเขาก็ต้องรักษามารยาท โดยการประสานมือทำความเคารพ เหรินหรูเองก็พอจะจำได้ ตอนนี้ได้แต่มองตาค้างกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของฉินจิ้ง

ฉินจิ้งเห็นอีกฝ่ายไม่พูด เขาจึงเริ่มพูดก่อน"นี่ตาแก่ จะสอนหนังสือข้าใช่ปะ รีบๆ สอนเลย ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว นัดให้มาซะดึกดื่น อาเฉา อาหยี พวกเจ้าก็รีบมานั่งเร็วๆสิ"

ว่าแล้วก็ตบเก้าอี้ข้างๆ เฉาหมั่นและซาหยีดูลังเล ไม่รู้ว่าลูกพี่กับท่านกงกงเป็นอะไรกัน ถึงได้ทำท่าเสียสนิทสนมขนาดนี้ พวกเขาค่อยๆ เดินเข้ามานั่งข้างๆ แต่ส่วนมากคือขยับเก้าอี้เข้ามาชิดทางเขามากกว่านั่นแหละ

จูหยวนจางมองดูฉินจิ้งแล้วก็ถอนหายใจ เป็นความผิดของเขาเองที่บอกไม่ชัดเจน เขาน่าจะเขียนลงไปด้วยว่าให้มาคนเดียวน่าจะดีกว่า ฉินจิ้งดันพาเด็กเป็นโขยงมา อีกหนึ่งโดนบังคับด้วยกระมัง ผูกติดเสาเสียน่าสงสารขนาดนั้น

"พวกเจ้า...เฮ้อ...เอาละงั้นก็ฟังข้าให้ดี ข้าจะสอนให้ก็ได้ แต่มีข้อแม้..."

ทั้งสามคนหันหน้ามองกัน ก่อนที่ฉินจิ้งจะเป็นคนถาม"ข้อแม้อะไร บอกมาได้เลย"

"ถ้าพวกเจ้าสอบไม่ผ่านเกินครึ่ง ข้าจะหักแขนพวกเจ้าเสีย"

ว่าจบจูหยวนจางก็กางหนังสือออกมา เริ่มสอนตั้งแต่เล่มแรก แต่ตอนนี้ทั้งสามคนต่างถูกคำว่าหักแขนกินหัวเข้าเสียแล้ว แต่ที่คิดมากสุดเห็นทีจะเป็นฉินจิ้ง เขาตั้งใจสอบตกตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าเขาสอบตกต้องโดนักแขนเลยหรอเนี่ย ดูท่าอีกฝ่ายคงแค่ขู่เขามั้ง

การสอนเริ่มต้นขึ้น เฉาหมั่นพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่ซาหยี ต้องอธิบายให้ละเอียดจึงค่อยพยักหน้าได้ ส่วนฉินจิ้ง นอกจากตอบคำถามแบบกวนเบื้องล่างแล้วก็นัาเข้าใจไปแปดส่วนของเนื้อหา ฉินจิ้งเป็นคนหัวไว ฟังแปบเดียวก็สามารถตีความออกไปได้หลายทางเลือก นับว่าเก่งจนน่ากลัวคนหนึ่ง

เหรินหรูนั่งฟังไปด้วยก็พยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว จนใจที่ผ้ามัดปากจะเอ่ยถามก็ไม่ได้ สุดท้ายพอโดนเสียงคนโน้นคนนี่พูดกล่อมหูเข้าหน่อยก็พลอยหลับ

"นี่ตาแก่ ข้าว่าตรงนี้มันแปลกๆ นะ แน่ใจนะว่าออกสอบ"

"ไม่เชื่อข้าหรือ"

"เปล่า แต่แค่...ไม่รู้สิ เหมือนจะไม่เคยได้ยินหรือว่าเห็นผ่านตาเลย ตอนที่กงกงแจกหนังสือมา ข้าอ่านหน้าปกทุกเล่มแล้วไม่เห็นมีอันไหนที่คล้ายกับเนื้อหาเมื่อครู่เลย"

"เจ้ารู้หรือไม่ ผู้ใดเป็นผู้ออกข้อสอบ"

ฉินจิ้งส่ายหน้า แต่เฉาหมั่นเป็นคนยกมือขึ้นมาตอบ แม้ว่าพอยกแล้วจะตอบแบบตะกุกตะกักก็ตาม"ข้ารู้ขอรับ...เอ่อ...ข้อสอบแปดสวนจะเป็นของกงกงที่ออกสอบ แต่อีกสองสวนเหล่าบุคคลในราชวงศ์จะเป็นคนออก อาจจะเป็นใครก็ได้...ถูกไหมขอรับ"

จูหยวนจางชี้นิ้วไปทางเฉาหมั่นแล้วกล่าวว่า"ถูกต้อง เจ้านี่รอบรู้เสียจริง"

เฉาหมั่นพอถูกชมก็ดีใจใหญ่ รีบกล่าวว่า"มิได้ขอรับ ข้าเคยศึกษามาบ้างตอนเป็นเด็ก...หมายถึงเด็กกว่านี้ ก่อนที่ท่านพ่อจะจับได้ว่าข้า...."

ฉินจิ้งเห็นเฉาหมั่นเริ่มจะดราม่าแล้วจึงได้ขัดซะก่อน"อาเฉา เจ้าเก่งแล้ว เก่งแล้ว เนอะตาแก่"

จูหยวนจางเลิกคิ้ว"ข้ามิได้เขียนนามตนลงบนจดหมายหรือ"

ฉินจิ้งหัวเราะแฮะๆ ก่อนจะตอบหน้าตาย"ก็ข้าอยากเรียกแบบนี้นี่ ถ้าท่านไม่พอใจข้าเรียก...ลุง..เหมือนลุกหมิงเจี๋ยดีปะ หรือจะเป็น..คุณตา"

พอเห็นสายตาไม่เล่นด้วยของจูหยวนจาง ฉินจิ้งจึงจำใจสงบปาก ทำเพียงยิ้มอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ก่อนจะแกล้งทำเป็นก้มอ่านหนังสือ เพื่อหลบตาจูหยวนจางแทน

เขารู้สึกว่ารอบข้างเริ่มเงียบลงเรื่อยๆ ทั้งเฉาหมั่นและซาหยี ต่างพากันโบกธงขาวหลับคาโต๊ะกันไปเรียบร้อยแล้ว มีแต่ฉินจิ้งที่ยังคงถามตอบกับจูหยวนจางอยู่ นิสัยของฉินจิ้ง หากสงสัยถ้าไม่ปล่อยผ่านก็ต้องรู้ให้มันถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นก็จะนอนไม่หลับ พอมีคนมานั่งตอบทุกคำถามของตนเอง จึงกลายเป็นว่าเขายิ่งสงสัยและพรั่งพรูคำถามออกมาเรื่อยๆ แทน

"ทำไมกฎในวังมันแน่นแบบนี้เนี่ย ข้าว่ากฎไหนที่ไม่จำเป็นตัดออกบ้างก็ได้ ดูแล้วยังกับอยู่ในคุก"

"กฎมีไว้เพื่อไม่ให้ผู้คนทำตามใจชอบ สายเลือดสวรรค์อย่างองค์ฮ่องเต้ย่อมเป็นผู้สูงศักดิ์ จะมาทำตัวเป็นลูกลิงอย่างเจ้าได้อย่างไร อีกอย่างฮ่องเต้ทรงมีพระปรีชาสามารถ ปกครองบ้านเมืองเพื่อส่วนรวม..."

"ตาแก่ ท่านพูดอย่างกับท่านเป็นฮ่องเต้เองงั้นแหละ"

หนังสือในมือจูหยวนจางแทบจะล่วงลงพื้น ยามนี้น่าจะยามหนึ่งแล้ว พวกเขาอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้วจริงๆ

"ข้าจะบอกอะไรท่านให้นะ ตาแก่"

จูหยวนจางเก็บหนังสือขึ้นมา ก่อนจะนิ่งฟัง"อันใดของเจ้า"

"ข้าเคย...เจอฮ่องเต้ท่านเชื่อข้าไหม"

จูหยวนจางเหงื่อตก กล่าวว่า"เคยเจอหรือ หรือว่าเจ้ารู้แล้วว่าข้า..."

"ล้อเล่นน่าตาแก่ ข้าจะไปเคยเจอได้ยังไงเล่า เงาข้ายังไม่เคยเห็นเลย แต่ท่านอย่าโกรธข้านะ ข้าเคยอยากต่อยฮ่องเต้ด้วย"

จูหยวนจางหัวเราะออกมาทันที เล่นเอาฉินจิ้งหัวเราะตาม คนที่นอนๆ อยู่ พอได้ยินก็มีสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมาบ้าง

จูหยวนจางถามต่ออย่างสงสัย แต่ก็ยังกลั้นขำอยู่"เหตุใดเจ้าจึงอยากทำเช่นนั้น มิกลัวหัวขาดหรืออย่างไร"

"ใครจะอยากหัวขาดกันเล่า แต่ก็นะ จะให้ขันทีตอนทำไม เป็นขันทีแล้วมีครบไม่ได้ไง ออกกฎแบบนี้มาได้ไงน้องชายสุดที่รักนะไม่ใช่เนื้องอกที่จะตัดออกก็จบ"

"ขันทีมีหน้าที่ต้องรับใช้ในส่วนของวังหลัง เช่นนั้นถือเป็นการป้องกันไม่ให้ขันทีลักลอบคบชู้กับนางในหรือสนมในวัง"

"ฮ้องเต้ไม่เหลียวพวกนางบ้างรึไง ถึงต้องคบชู้กับขันที ฮ่องเต้ต้องเป็นคนที่หน้าตาไม่ได้หล่อนักหนาแน่เลย ท่านหล่อกว่าตั้งเยอะ"

พอได้ยินแบบนี้ จูหยวนจางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีที่ถูกชมว่าหล่อ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าเด็กๆ ที่เหลือเริ่มจะตื่นกันแล้ว และคงได้เวลาอันสมควรที่พวกเขาจะได้พาตนเองกลับไปนอนได้แล้ว

จูหยวนจางมองเด็กทั้งสี่ที่ต่างหอบหิ้วคนที่ยังไม่สร่างนอนดี เดินกลับไปอย่างเหนื่อยใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ตนลดตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้กับเด็กพวกนี้ ถ้าเกิดสอบไม่ได้เขาคงต้องหักแขนเด็กพวกนี้จริงๆ แล้ว จูยวนจางเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของท่านราชครูที่สอนเขาเมื่อครั้งที่อายุยังน้อย พอได้มาสอนเองแบบนี้ ความคาดหวังย่อมมากตามจนน่าใจหาย

ฉินจิ้งแบกเหรินหรูที่ดูเหมือนจะหลับลึกไปเสียหน่อย ส่วนซาหยีก็คอยประคองเฉาหมั่นไม่ให้เดินชนอะไรเข้าเสียก่อน พอมาถึงพวกเขาก็พร้อมใจกันทิ้งตัวลงที่นอน เวลานี้คนหลับลึก ต่อให้พวกเขาเสียงดังกว่านี้ก็กล้ารับประกันว่าจะไม่มีใครลุกขึ้นมาแน่

การหลับแบบซ้อมตายของพวกเขาจึงได้เริ่มขึ้นในคืนนี้.....

เช้าถัดมาทุกคนต่างลุกขึ้นแต่งกายให้เรียบร้อย ยกเว้นสี่คนที่ยังคงนอนไม่รู้เรื่องรู้ราว คนกลุ่มหนึ่งเดินไปล้อมที่นอนของเหรินหรู พยายามเรียกปลุก แต่กลับได้สายตาอาฆาตมาแทน จึงไม่มีใครกล้ากวน ส่วนอีกสามที่เป็นกลุ่มเดียวกันไม่มีใครตื่นขึ้นมาปลุกใคร และไม่มีใครเข้าไปปลุก จนกระทั่งล่วงไปจนถึงเที่ยงมาถึง แดดเริ่มส่องเลียตาคนทั้งสี่ ต่อให้อยากนอนแค่ไหน แต่ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้นย่อมต้องจำลุกขึ้นมา

แต่ละคนต่างมองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นใครพวกเขาจึงรู้ว่าตื่นสายเสียแล้ว เหรินหรูมองหน้าอีกสามคน ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่มองหน้ากันไปมา ต่างคนต่างเงียบ ฉินจิ้งเห็นหน้าแต่ละคนแล้วก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวหัวเราะออกมาก่อน ก่อนที่อีกสามคนจะหัวเราะตามกันยังกับเป็นโรคติดต่อ

เหรินหรูที่หัวเราะกับพวกเขาครั้งแรก ทำเอาเฉาหมั่นและซาหยีมองหน้ากันไปมา ราวกับจะถามว่าเหรินหรูอยู่แก๊งเดียวกับพวกเขาหรือ

ทั้งสี่คนเริ่มลุกขึ้นมาแต่งกาย มีหลายครั้งที่เหรินหรูชอบเข้ามาช่วยฉินจิ้งแต่งตัว ฉินจิ้งเองก็ยอมรับว่าใส่มาจนถึงขนาดนี้ เขายังไม่ชินกับการใส่ชุดอยู่อีก จึงไม่ได้ปฏิเสธเหรินหรู แม้ว่าปากเจ้าตัวจะยังบ่นอยู่ก็ตาม จนกระทั่งทั้งสี่คนเดินออกมา ก็เป็นเวลาเที่ยงพอดีจึงกินข้าวเที่ยงควบกับข้าวเช้าไปเลย น่าแปลกที่เหรินหรูเองก็นั่งกินกับพวกเขาด้วย ฉินจิ้งไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร แต่อีกสองที่ทำท่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่สิ

เฉาหมั่นที่นั่งข้างเขาขยับเข้ามากระซิบว่า"ลูกพี่ เหรินหรูเขานั่นตรงข้ามท่านนะ"

ฉินจิ้งหันขึ้นไปมองก็หันกลับมาตอบ"แล้ว? "

"แล้ว? ...ลูกพี่ลืมแล้วหรือว่า..."

ยังไม่ทันจะได้พูดให้จบเหรินหรูก็ขว้างผักต้มมาใส่พวกเขา มองตาเขม็งถามว่า"นินทาอันใดข้า ข้านั่งอยู่ตรงนี้นะ"

ฉินจิ้งส่ายหัวเหมือนจะไม่อยากรับรู้ ก้มหน้าก้มตากินต่อไป เหรินหรูยังคงมองเฉาหมั่นเขม็ง อย่าว่าแต่เฉาหมั่นหรือซาหยี ตอนนี้คนทั้งหมดหันมาทางนี้เป็นตาเดียว ปกติเหรินหรูวางท่ากับพวกเขา แค่เดินเฉียดกันนิดเดียวก็มีเรื่องกันได้แล้ว แต่นี่ถึงขั้นตื่นสายก็สายพร้อมกัน กินข้าวก็นั่งอยู่ด้วยกันอีก คนไม่มองสิแปลก

พอกินเสร็จพวกเขาก็มานั่งทบทวนที่เรียนกันเมื่อคืน แต่จะเน้นที่เหรินหรู เพราะเจ้าตัวโดนจับมัดได้แค่ฟังอย่างเดียว สรุปไม่ได้ว่าเรื่องอะไร พอใครหลายคนมาเห็นภาพแบบนี้เขาถึงกับเข่าอ่อน

จู่ๆ ก็มีไอ้หน้าหยกคนหนึ่งที่เขาเคยถามว่าเจ้านี่ได้หนังสือเรื่องอะไร เดินเข้ามาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ชี้หน้าเขาทันที"ฉินจิ้ง เจ้าทำอันใดเหรินหรู เหรินหรูจึงได้ตามเจ้าแจขนาดนี้"

ฉินจิ้งหันไปมองหน้าเหรินหรู ซึ่งเจ้าตัวก็ทำหน้างงไม่แพ้กัน เป็นเฉาหมั่นที่ลุกขึ้นชี้หน้าไอ้หน้าหยกกลับ"ใครทำอันใดเจ้าพูดให้มันดีๆ นะ"

ฉินจิ้งแทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้เฉาหมั่น ปกติเจ้าเด็กนี่ขี้กลัวจะตาย หลบอยู่หลังเขาตลอด แต่กลับลุกขึ้นมาชี้หน้าคนได้นี่สุดยอด

พอไอ้หน้าหยกโดนชี้หน้าก็ทำท่าจะเดินเข้ามาหาเรื่อง เฉาหมั่นก็รีบวิ่งสี่คูณร้อยหลบหลังเขาเป็นนินจาไปแล้ว พึ่งจะชมอยู่หยกๆ ซาหยีแม้จะดูกลัวไปบ้าง แต่เพราะซาหยีตัวใหญ่จึงเดินมาขวางหน้าเหรินหรูไว้

ไอ้หน้าหยกตะโกน"ถอยไปซะ! เหรินหรูมากับพวกเราเถอะ"พร้อมกับจะพยายามเข้ามาคว้าตัวเหรินหรูไป แต่ซาหยีกลับบังได้ทุกทาง

จากตอนแรกมีแค่กลุ่มของเขากับกลุ่มขอเหรินหรูแค่ไม่กี่คน ก็เริ่มมีจีนมุงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉินจิ้งเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงได้เอ่ยขึ้นบ้าง

"นี่ ใครจะไปกับใครก็แล้วแต่เจ้าตัวสิ อาหยีถอยออกมา"

ซาหยีเหมือนไม่อยากถอยแต่ก็จำใจ ไอ้หน้าหยกก็รีบเหยียดยิ้มใส่ทันที หันไปหาเหรินหรูที่ทำหน้านิ่งเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่เพียงแวบเดียวที่เหรินหรูหันมามองเขาก็รู้สึกเหมือนสายตาบางอย่างมันทิ่มแทงแปลกๆ

"เหรินหรู ไปเถิดเราอย่ามาเกลือกกลั้วกับพวกนี้เลยนะ"

ว่าแล้วไอ้หน้าหยกก็เข้ามาจับมือเหรินหรูไป แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ซาหยีที่ถอยไปแล้วกลับคว้ามือเหรินหรูไว้ก่อนจะต่อยเข้าที่หน้าของไอ้หน้าหยกไปเต็มๆ

ทั้งเขาทั้งคนรอบด้านต่างอึ้งไปตามกัน ไอ้หน้าหยกถอยเซไปเล็กน้อย พอสัมผัสมุมปากตัวเองก็รู้สึกแสบไปหมด ถึงตอนนั้นเองที่ไอ้หน้าหยกและกลุ่มของมันพุ่งเข้ามาตะลุมบอนทันที ฉินจิ้งตกใจรีบพลักเหรินหรูไปด้านหลังก่อนจะเป็นฝ่ายเข้าไปรับหมัดแทน

นี่พวกเอ็งไม่สนแล้วใช่ไหมว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า!

และเหมือนไอ้คนที่ชกจะเพิ่มรู้ตัวว่าหากเมื่อครู่เขาไม่เข้ามารับแทน คงโดนหน้าเหรินหรูไปแล้ว

แต่พวกแกอย่าคิดว่าจะจบแค่นี้นะ ในเมื่อชกเขาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ขาจะต้องไม่เอาคืน!!

"อาเฉา อาหยี ลุย!! "











เด็กตีกันแล้วค่าาาาา ฉินจิ้งจอมแก่นกับเด็กในสังกัดของเขา อย่าลืมติดตามด้วยเด้อ ตอนนี้สมาชิกเหมือนจะเริ่มเพิ่มขึ้นแล้วหรือเปล่า?

เจอกันตอนหน้าจ้า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น