[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 5 : บทที่ ๔ งานเลี้ยงสังสรรค์ ตอนที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 พ.ย. 63

ค่ำคืนที่แสนพิเศษได้มาถึงอย่างรวดเร็ว 

ตามกำหนดนัด แขกจะมาร่วมงานเวลาหนึ่งทุ่มตรง ซึ่งเหมาะที่จะร่วมวงสังสรรค์และทานมื้อเย็น ดังนั้นจึงต้องเตรียมของทุกอย่างให้พร้อม จะดีอย่างยิ่งถ้าไม่ประมาท เพราะไม่มีใครมาสายเกินไปอย่างแน่นอน 

ทุกคนต่างรู้ว่ายองแจเป็นคนตรงเวลามาก

พ่อบ้านสูงอายุจัดที่นั่งอย่างระมัดระวัง มีแขกที่จะมาร่วมงานทั้งหมดเจ็ดคน จึงต้องจัดเก้าอี้ทั้งหมดเจ็ดที่นั่ง รายล้อมโต๊ะยาวที่ทำจากไม้โอ๊กเนื้อดี ก่อนจะวางผ้าปูโต๊ะ ดอกไม้สีสันต์สดใส จาน มีด และช้อนส้อมตามจำนวนที่กำหนดเอาไว้

ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างราวกับเนรมิต ดอกไม้ถูกจัดวางทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกผ่อนคลาย ส้อมอยู่ทางซ้าย มีดอยู่ทางขวา จานวางคั่นตรงกลาง เรียงรายอย่างเป็นระเบียบเหมือนแถวเกียรติยศ ผ้าเช็ดปากถูกผับไว้ในแก้วด้วยฝีมือประณีต

ในไม่ช้าสิ่งของต่างๆก็เข้าที่เข้าทาง ชายแก่สำรวจดูความเรียบร้อย ภูมิใจกับผลงานของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่เขามีความสุขคือตอนที่ได้สร้างสรรค์ แล้วค่อยยืนชื่นชมอย่างอิ่มเอมใจ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย หากเป็นไปได้ เขาจะขอจัดโต๊ะอาหารจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

คราวนี้ก็รอเพียงแขกผู้มีเกียรติจะมานั่งเท่านั้น หวังว่าทุกคนจะมีความสุขในค่ำคืนนี้

ชั้นบนของบ้าน

ชเว ยองแจสวมชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เสื้อเชิ้ตสีดำล้วน ผูกเน็คไทสีขาว ผมเผ้าถูกหวีจนเรียบลื่น สำรวจมองตัวเองในกระจกสองสามเที่ยว ปกติเขาจะไม่แต่งตัวสดใสแบบนี้ นอกจากวันคืนที่พิเศษมากๆ ซึ่งนั่นหมายถึงคืนนี้ด้วย 

เสียงกริ่งที่หน้าประตูดังขึ้น

ชายหนุ่มวกสายตาดูนาฬิกา พบว่าเป็นเวลาสิบแปดนาฬิกาสี่สิบห้านาที ดูเหมือนว่าจะมีแขกมาก่อนกำหนดนัด แน่นอนที่พ่อบ้านสูงอายุจะต้องออกไปต้อนรับ ส่วนเขาก็ต้องทำบ้างตามมารยาท ชายหนุ่มสำรวจมองความเรียบร้อยของตัวเอง ก่อนจะสาวเท้าลงไปด้านล่าง

ชั้นล่างของห้องตกแต่งเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศอบอุ่นเหมาะที่เพื่อนฝูงจะสังสรรค์ ดวงตานักธุรกิจหนุ่มมองไปที่หน้าประตู พบว่ามีชายสองคนเดินตามพ่อบ้านเข้ามา

เป็นคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี

“ว่าไงยองแจ...ธุรกิจกำลังไปได้สวยใช้มั๊ย?”

ชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งทักทายอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มเผยกว้างอย่างเป็นมิตร ในมือถือไวน์ราคาแพงมาขวดหนึ่งเป็นของขวัญ

ยองแจยิ้มต้อนรับ ทักทายกลับอย่างตื่นเต้น

“เหมาะเหม็งเลยครับพี่แจ็ค ผมเพิ่งทำสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้”

ว่าแล้วทั้งสองก็สวมกอดกันอย่างสนิทสนม ต่างยินดีที่อีกฝ่ายมีอนาคตอันรุ่งโรจน์ เชื่อว่าอีกไม่นานคงไปไกลกว่านี้อย่างแน่นอน

“เดี๋ยวนะ...นี่ไม่มีใครสนใจผมบ้างเลยเหรอ?”

เด็กหนุ่มที่ร่วมทางมาด้วยพูดอย่างน้อยใจ 

“โอ๊ะโอ๋...เกือบลืมยูคยอมน้องเล็กไปเสียสนิทเลย”

ยองแจเปรยแล้วกอดเด็กหนุ่มเป็นการปลอบขวัญ

ยูคยอมเป่าลมจากปาก สีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ทำไมเขามักเป็นคนสุดท้ายที่ใครๆจะนึกถึง ขนาดยืนห่างแค่ปลายจมูก ยังไม่ค่อยเหลียวมองกันเลย ดูแย่ยิ่งกว่ามนุษย์ล่องหนอีก

ทั้งสามคุยระลึกถึงความหลังกันอย่างออกรส สักพักแจ็คสันก็พูดว่า

“หวังว่ากับข้าวบ้านนายคงไม่ชวนให้คายทิ้งนะ ได้ยินคนที่บริษัทเล่าว่า นายไล่พ่อครัวออกไปหลายคนแล้วนี่”

ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง ใครต่อใครต่างก็รู้ว่ายองแจพิถีพิถันเรื่องการกินมาก หากรสชาติไม่ถูกปากก็แทบจะไม่แตะต้องเลย อีกทั้งยังจะตะเพิดส่งเป็นของแถม ไอ้นิสัยช่างเลือกแบบนี้แหละ ทำเอาพ่อครัวปวดหัวมานักต่อนัก

“ไม่หรอก...”

ยองแจแย้มยิ้ม พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยความเชื่อมั่น

“พ่อครัวคนใหม่ของผมไว้ใจได้”

แจ็คสันนิ่งเงียบ พิจารณารุ่นน้องคนนี้อย่างกังขา ดูท่ายองแจจะวางใจในตัวพ่อครัวคนนี้เหลือเกิน ชักอยากรู้เสียแล้วว่าฝีไม้ลายมือจะแน่สักแค่ไหน

“มิน่า...พี่ถึงได้ดูอ้วนขึ้นอย่างผิดปกติ”

ยูคยอมเปรยขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ พลางจับจ้องไปที่ส่วนท้องของอีกฝ่าย 

แจ็คสันเลยพลอยสังเกตขึ้นมาบ้าง เห็นว่าส่วนท้องของยองแจนูนขึ้นมาจริงๆ ผิดกับก่อนหน้าที่ค่อนข้างอิดโรย แสดงว่าหลายวันมานี้เจริญอาหารใช่ย่อย ของกินคงจะถูกปากมากสินะ

“จะจ้องท้องผมอีกนานมั๊ย ไปนั่งคุยกันที่โต๊ะดีกว่าน่า”

ยองแจเอ็ดตะโร เมื่อเห็นแขกเหรื่อเอาแต่จ้องเป็นตาเดียว เลยรีบชวนให้ไปนั่งรอตรงโต๊ะกินข้าว โชคดีที่ไม่มีใครเห็นว่าเขาหน้าแดงไปแวบหนึ่ง 

ทั้งสามคนนั่งคุยกันสัพเพเหระไปเรื่อยๆ ผ่านไปไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้น ยองแจขอตัวไปรับแขกด้วยตัวเอง คนกลุ่มหนึ่งก็ทยอยเข้ามาในบ้าน ต่างนำของขวัญล้ำค่ามามอบให้

นักธุรกิจหนุ่มนำทุกคนเข้ามายังห้องโถง โดยส่วนตัวเขารู้จักแขกทุกคนที่เข้ามาในงานดี นอกจากแจ็คสันที่สนิทมากกว่าใครเพื่อนแล้ว กับคนอื่นก็คุ้นเคยบ้างตามสมควร แต่วันนี้กลับมีชายหนุ่มที่เขาไม่ค่อยคุ้นตามาด้วย

“ไม่ทราบว่าคุณคือ...”

ยองแจถามตามมารยาท ในความทรงจำไม่ปรากฏบุรุษแปลกหน้าผู้นี้มาก่อน

“ผมชื่อไบรอัน เป็นเพื่อนสนิทของแม็ค”

ชายหนุ่มสวมชุดสูทสีเข้มเอ่ยเสียงนุ่ม สัมผัสมือกับเจ้าของบ้านตามมารยาท ดวงตาเป็นประกายระยับอย่างอารมณ์ดี

“เคยสนิท...”

แม็คที่ยืนอยู่ข้างไบรอันพูดขึ้น ท่าทางไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

“ตั้งแต่หมอนี่ได้เพื่อนใหม่ ก็แทบไม่เคยคุยกันอีกเลย”

เป็นใครก็ฟังออกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความน้อยใจ

ยองแจรับฟังอย่างยิ้มแย้ม เขากับแม็คเรียนจบจากสถานบันเดียวกัน ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะสนิทกับคนใจร้อนวู่วามอย่างนี้ได้ แม้ความสัมพันธ์จะไปไม่ค่อยสวย แต่แม็คก็เป็นเพื่อนที่จริงใจคนหนึ่ง เลยปลอบว่า

“เอาน่า เดี๋ยวก็กลับมาดีกันเองแหละ”

แล้วก็หันไปทางหนุ่มใหญ่วัยสามสิบ 

“ผมดีใจที่คุณมาได้นะฟิลิป”

“อืม ฉันก็ดีใจที่นายประสบความสำเร็จ”

ฟิลิปพยักหน้าพร้อมกับกล่าวแสดงความยินดี

ยองแจให้ความเคารพชายคนนี้เป็นพิเศษ เพราะตอนที่เขาเป็นนักศึกษาใหม่อยู่ เคยเกิดปัญหาขึ้นหลายอย่าง ทั้งการทำงานที่ไปไม่ถึงไหน การอ่านบทเรียนไม่รู้เรื่อง ไหนจะงานที่ได้รับมอบหมายอีกสารพัด สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน ถือเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ไม่รู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรดี

แต่ฟ้าก็ไม่โหดร้ายมากนักเมื่อฟิลิปยื่นมือเข้ามาช่วย

รุ่นพี่คนนี้สอนอะไรให้ตั้งหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความน่าเชื่อถือ และการตรงต่อเวลา

“ถ้าลูกค้าไว้ใจการใช้บริการของเรา โอกาสที่จะได้กำไรอีกครั้งก็มีสูง ถ้าเราสามารถรักษาเวลาได้ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือมากทีเดียว”

นี่คือถ้อยคำที่ฟิลิปเคยพูดเอาไว้ ซึ่งยองแจยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

“ผมว่าทุกคนไปนั่งคุยข้างในกันดีกว่า”

ยองแจพูดพลางบอกให้พ่อบ้านจัดที่ให้เพิ่มเติม เพราะมีแขกเข้ามาร่วมโต๊ะอีกหนึ่งคน

แขกผู้มาเยือนทั้งแปดต่างพากันนั่งลง ยองแจนั่งในตำแหน่งผู้เหย้า ทุกคนคุยกันถึงความหลังครั้งเก่า รวมถึงธุรกิจที่จะทำต่อไปในอนาคต จนกระทั่งพ่อบ้านเปิดจุกไวน์ที่เตรียมไว้

“ได้ยินว่าพักนี้นายไม่ค่อยเจริญอาหาร คงไม่ชวนให้พวกเรากินยาพิษด้วยใช่มั๊ย”

อยู่ดีๆแม็คก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกคนพากันหันมองด้วยสายตาตำหนิ แม้แต่ไบรอันยังต้องสะกิดเตือน

“อีกเดี๋ยวนายก็จะได้รู้”

ยองแจกล่าวอย่างมั่นใจเต็มร้อย แย้มยิ้มแบบผู้ถือไพ่เหนือกว่า

แม็ครู้สึกเคืองใจกับท่าทีแบบนั้นของเจ้าบ้าน เขาเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายก็จริง แต่ด้วยนิสัยหาเรื่องทำให้ต้องลองของกันอยู่เสมอ พอสบโอกาสเป็นต้องยั่วโมโหยองแจแทบทุกครั้ง ครั้งนี้เขาก็ไม่ยอมพลาดเด็ดขาด

อารมณ์คึกคะนอง ทำให้หนุ่มหัวร้อนอยากพิสูจน์ ว่าอาหารมื้อนี้จะถูกปากหรือเปล่า? 

พ่อบ้านยกอาหารรายการแรกออกมา ทุกคนพากันมองไปที่ฝาครอบสีเงินเป็นจุดเดียว ลุ้นว่ามื้อนี้จะได้เสพรสโอชา หรือขย้อนออกจากกระเพาะแทน

ฝาครอบสีเงินถูกเปิดออก กลิ่นหอมละมุนแผ่ระเหยอย่างนุ่มนวล ทุกคนต่างหยิบมีดและส้อมขึ้นมาเตรียมพร้อม จับตาดูอย่างใจจดจ่อ อยากรู้ว่าอารหารเรียกน้ำย่อยจะเป็นแบบไหน

พ่อบ้านวางจานสีขาวลายดอกไม้ลงบนโต๊ะ สิ่งที่เห็นคือมันฝรั่งชุบเกล็ดขนมปังกรอบ(คร็อกเก้) เป็นลูกทรงกลมสีเหลืองเหมือนทองคำ

บรรดาแขกหันไปมองหน้ากัน เหมือนต้องการถามว่าใครจะทานก่อน เพราะทุกคนยังไม่ไว้วางใจในฝีมือของพ่อครัวคนใหม่ เลยไม่อยากจะเสี่ยงชีวิตเป็นคนแรก

ขณะที่ลังเล ยองแจกับไบรอันใช้ส้อมจิ้มคร็อกเก้ขึ้นมาคนละอัน 

นักธุรกิจหนุ่มกัดกินอย่างไม่รอช้า หนุ่มฮิปฮ็อบสูดดมอยู่ชั่วครู่ก่อนเคี้ยวลงไป สีหน้าของทั้งสองสดใสเบิกบานขึ้นมาในทันที

แจ็คสันอดถามขึ้นมาไม่ได้

“ว่าไงยองแจ อาหารพอถูกปากบ้างมั๊ย?”

“ผมว่าลองกินเองจะดีกว่า”

ยองแจพูดชวนกึ่งท้าทาย อยากให้ทุกคนรู้ว่า ทำไมเขาถึงได้เชื่อมั่นในพ่อครัวคนนี้

แขกที่เหลือเลยเลือกคร็อกเก้มาคนละหนึ่งชิ้น ทำใจเล็กน้อยก่อนจะกัดไปคำหนึ่ง ในวินาทีนั้นรสชาติของมันก็ซึมซาบเข้าสู่ปลายลิ้น สัมผัสด้านนอกกรุบกรอบจนอยากเคี้ยวให้ละเอียด ทว่า...ข้างในกลับอ่อนนุ่มจนวาบหวาน แทบจะละลายในปากเลยทีเดียว

“ผมบอกแล้วว่าพ่อครัวคนใหม่ไว้ใจได้”

ยองแจพูดแล้วยกไวน์ขาวขึ้นจิบ รู้สึกสมใจที่ทำให้แขกตะลึงงันไม่เป็นท่า

“อย่าเพิ่งวางใจไป...”

แม็คขัดขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ เขานึกเจ็บใจที่ตัวเองตกเป็นรองตั้งแต่ยกแรก ด้วยความอยากเอาชนะ จึงบอกไปว่า

“นี่แค่อาหารรายกายแรก ดูซิว่าเมนูต่อไปจะรอดมั๊ย”

หนุ่มหัวร้อนตีหน้าบึ้งตึง ทุกคนต่างดูออกว่าเขาจงใจหาเรื่อง

ยองแจยักไหล่ วางท่านั่งอย่างตามสบาย ปล่อยให้คนทั้งหลายคอยลุ้นกันเอาเอง เขาเชื่อว่าค่ำคืนนี้จะไม่มีใครผิดหวังอย่างแน่นอน

รอเพียงชั่วครู่อาหารรายการที่สองก็ยกมา เป็นซุปสีขาวข้นจนแทบไม่มีอย่างอื่นเจือปน ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ แต่คราวนี้ทุกคนไม่ได้แสดงสีหน้าหนักใจเหมือนก่อน ต่างใช้ช้อนตักขึ้นมาทานอย่างไม่รอช้า

“อึ๋ย...เย็นเจี๊ยบเลย จะกินลงได้ยังไงเนี่ย”

แม็คร้องออกมาอย่างอิดออด สัมผัสได้ถึงความเย็นชืดที่ปลายลิ้น ทำสีหน้าเหมือนอยากคายของเก่าออกมา

“นี่คือซุปมันฝรั่ง...”

แจ็คสันพูด พร้อมกับใช้ช้อนตักซุปขึ้นมา

“มันจะต้องกินตอนเย็นๆเท่านั้น”

“แม็คเป็นคนเลือกกินนิดหน่อยครับ”

ไบรอันบอกสั้นๆ ความหมายก็คือแม็คเป็นคนเรื่องมาก จะกินเฉพาะที่ตัวเองชอบเท่านั้น ส่วนอะไรที่ไม่ชอบก็จะไม่แตะเลย

นอกจากแม็คแล้ว ทุกคนต่างรู้ความหมายในคำพูดนั้น เลยไม่ถือสาหาความกับการเสียมารยาท หันมาลิ้มรสอาหารที่อยู่ตรงหน้าดีกว่า

แต่ดูเหมือนว่า คนที่ได้ใจมากที่สุดจะเป็นยองแจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเพื่อนจอมกวนหน้าบึ้ง ซึ่งขัดกับบุคลิกยียวนที่มักจะเห็นเป็นประจำ ต้องขอบคุณพ่อครัวคนใหม่ที่บันดาลชัยชนะให้

หลังจากการทานซุปได้ผ่านพ้น พ่อบ้านก็ได้เก็บถ้วยให้เรียบร้อย พร้อมกับบอกว่า

“ต่อไปจะเป็นอาหารเนื้อเมนูแรก ขอให้ทุกท่านอดใจรอซักครู่”

พูดจบก็เดินไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมยกเมนู ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับอาหารรายการต่อไป คอยลุ้นว่าจะเป็นอะไรกันแน่

การเสิร์ฟอาหารของชาวตะวันตก จะเริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงมื้อหลัก ระหว่างนี้แขกกับเจ้าบ้านจะสังสรรค์กัน เป็นการสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นมิตรด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสัญญาก็จะสามารถตกลงกันได้ง่าย

แจ็คสันหันมาพูดกับยองแจว่า

“ดูเหมือนว่าพ่อครัวของนายจะไม่ทำให้ผิดหวัง ทุกคนอร่อยกับอาหารมื้อนี้มาก นายเลือกคนได้ไม่ผิดจริงๆ”

“ขอบคุณครับ”

ยองแจเอ่ยพร้อมกับพยักหน้า เขาตื้นตันในตัวพ่อครัวคนใหม่จริงๆ หากเด็กหนุ่มคนนี้ไม่โผล่มา เขาคงยากที่จะผ่านวันอันยาวนานไปได้ หรือไม่ก็ปวดหัวเรื่องหาอาหารรับรองแขก

หลังเสร็จงานนี้ ต้องตกรางวัลให้นายปีเตอร์เสียหน่อยแล้ว

“ผมขอเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”

ไบรอันพูดแล้วลุกขึ้นยืน ยองแจบอกทางไปห้องน้ำ ชายหนุ่มเดินทอดน่องมาตามทาง ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ แถมยังผิวปากเป็นท่วงทำนองเพลงโปรด แต่เขากลับไม่ได้ไปในทิศทางที่เจ้าของบ้านบอก

หนุ่มฮิปฮ็อปเลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง เป็นทางที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องน้ำ

ณ ห้องครัว แบมแบมสวมผ้ากันเปื้อน กำลังปรุงอาหารในกระทะ เปลวไฟลุกไหม้จนได้ที่ เสียงร้อนฉ่าเมื่อใส่เครื่องปรุง กลิ่นหอมหวลอบอวลไปทั่วบริเวณ

เด็กหนุ่มตั้งใจทำอย่างจดจ่อ พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปริมาณของเครื่องปรุง รวมถึงเวลาในการจัดทำ ต้องเนรมิตออกมาให้ดีที่สุด เพื่อเลี้ยงแขกในค่ำคืนที่ยาวนาน

ดวงตาทั้งคู่เป็นประกาย ใช้ช้อนตักอาหารขึ้นมาชิมเล็กน้อย รู้สึกว่ารสชาติมันยังเข้มข้นไม่พอ เลยเติมเกลือลงไปอีกหน่อย ตามด้วยพริกไทยดำกระจุกหนึ่ง

มีใครบางคนยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า มองการทำงานของพ่อครัวอย่างสนใจ จากนั้นจึงย่างเท้าเข้าไปหาอย่างแผ่วเบา ไม่มีเสียงผิดปกติดังขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ไบรอันย่องเข้าไปเหมือนแมวขโมย มองแผ่นหลังของคนตรงหน้าอย่างเตรียมพร้อม กำหนดไว้ว่าพอเข้าถึงตัวเมื่อไหร่ค่อยส่งเสียงดัง คิดจะแกล้งให้ตกใจเพื่อเอาคืนเรื่องยาสลบนั่น

ตอนนี้เขาห่างจากอีกฝ่ายแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

“อาหารไม่ถูกปากเหรอครับ?”

แบมแบมเอ่ยขึ้นโดยไม่หันหน้ามา เหมือนรู้อยู่แล้วว่าใครแอบมาทำลับๆล่อๆ มือทั้งสองข้างยังทำหน้าที่ปรุงอาหารต่อไป

คราวนี้ไบรอันกลับหน้าจ๋อยอย่างรุนแรง แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้เผลอทำเสียงผิดปกติ ต่อให้เป็นสุนัขที่หูดีหรือจมูกไวก็ไม่รู้ว่าเขามา ทักษะนี้ต้องฝึกเป็นร้อยครั้งถึงจะชำนาญ แม้แต่แมวก็ยังไม่เดินเงียบกริบเท่าเขาเด็ดขาด

แล้วเด็กหนุ่มล่วงรู้การมาของเขาได้อย่างไร?

“การเดินของพี่แผ่วเบาเกินไป...”

แบมแบมเฉลย พร้อมกับลดไฟในเตาให้อยู่ในระดับปานกลาง

“พ่อบ้านเป็นคนสูงอายุ ฝีเท้าจะหนักไปตามวัย ไม่มีทางย่องมาเงียบๆแบบนี้แน่”

ไบรอันยิ้มอย่างฝืดฝืน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนช่างสังเกตขนาดนี้ จึงถือโอกาสเข้าไปประชิดคนตรงหน้าเสียเลย แถมยังใช้แขนโอบเอวของอีกฝ่ายด้วย ดวงตามองข้ามไหล่ เพื่อดูการปรุงอาหารอย่างสนใจ เห็นควันหอมฉุยลอยขึ้นจากกระทะ ยั่วเย้าจนเขาน้ำลายสอ ต่อมความอยากถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งจะกินของรองท้องมาหมาดๆ

“น่าอร่อยนะ”

ชายหนุ่มพูด ยื่นนิ้วแตะเพื่อจะลองชิมดู แต่กลับถูกพ่อครัวตีมือเข้าอย่างจัง

“เดี๋ยวก่อนสิพี่ นี่คืออาหารมื้อหลักของเย็นนี้นะ”

แบมแบมทักท้วง รู้สึกว่าแขกคนนี้ชักจะวอแวกับคนทำอาหารเกินไปแล้ว เขาเองก็รู้สึกได้ว่าพ่อบ้านสูงวัยกำลังจะกลับมา หากว่าพวกเขาถูกคนอื่นเห็นในสภาพนี้ล่ะก็?

“ผมยังไม่เจอของที่ต้องการ รู้สึกว่าเจ้าของบ้านจะซ่อนเอาไว้ดีมาก”

หัวหอมถูกโรยลงในกระทะเพื่อดับกลิ่นคาว เด็กหนุ่มพลิกเนื้อที่สุกแล้วขึ้นมาอีกด้าน มันมีสีเข้มเกรียมส่งกลิ่นหอมของเกลือและพริกไทย

“งั้น นายก็ลองตะลอนถามดูสิ เขาอาจจะเผลอบอกเพราะหลงอาหารมื้อนี้ก็ได้”

ไบรอันแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่ เป่าลมหายใจรดต้นคอของคนตรงหน้า

แบมแบมขนลุกซู่ แทบไม่มีสมาธิทำครัว ชายคนนี้หาเรื่องแกล้งเขาผิดเวลาจริงๆ ทั้งที่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาคับขัน อาจถูกจับพิรุธได้ในทุกเมื่อ หากว่างนักทำไมไม่ช่วยเขาแก้ปัญหาก็ไม่รู้

“พี่ชอบสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานหรือครับ?”

พ่อครัวถามอย่างกังขา ขณะที่กำลังใช้ทัพพีพลิกเนื้อขึ้นมา

“เฉพาะกับคนน่ารักเท่านั้นแหละ”

...กับผมไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ

พอคิดแล้ว แบมแบมก็หันมาบอกเสียงเรียบ

“อาหารมื้อต่อไปใกล้เสิร์ฟแล้วนะครับ”

“โอเค ฉันก็เป็นอีกคนที่ชอบรสมือของนาย”

ไบรอันบอกแล้วถอยออกไปอย่างเสียดาย แต่เขาก็พอใจที่ได้เอาคืนเด็กหนุ่มบ้าง แม้จะเป็นแค่นิดเดียวก็ตาม

“แต่นายห้ามใจอ่อนเด็ดขาด ให้คิดเอาไว้ตลอดว่ามันคืองาน”

หนุ่มฮิปฮ็อปพูดทิ้งท้าย โดยไม่บอกกล่าวก็หอมแก้มแบมแบมทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มหน้าบานเดินไปจากประตู 

แบมแบมตกใจเล็กน้อย พอเห็นอีกฝ่ายเดินจากไป ก็หันมามองกระทะอย่างครุ่นคิด แต่ก่อนที่จะคิดมากเกินไปก็รีบตักอาหารใส่จาน

...เราต้องทำให้สำเร็จ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม 

เขาเตือนสติของตัวเองอยู่ในใจ พอมองไปที่ประตูก็เห็นพ่อบ้านสูงอายุเดินเข้ามา

งานเลี้ยงยังเป็นไปอย่างรื่นเริงออกรส ทุกคนกำลังคุยเฮฮาได้ที่ ไบรอันเดินกลับมายังที่นั่งของตนเอง พร้อมขอโทษขอโพยที่หายไปนาน

แจ็คสันเลยบอกออกมาอย่างโล่งอกว่า

“เห็นคุณไปซะนาน นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ...”

ไบรอันพูดแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ผมเชื่อว่าเมนูต่อไปจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

ชายหนุ่มหยิบไวน์ขาวขึ้นมาจิบเรียกน้ำย่อย แม็คที่นั่งอยู่ด้านข้างได้แต่ตีหน้าบูดบึ้ง ยูคยอมรอคอยอาหารมื้อหลักด้วยความระทึก แจ็คสันสนทนากับแขกคนอื่นๆอย่างเป็นกันเอง ยองแจนึกคิดเรื่องราวต่างๆไปเรื่อยเปื่อย

แค่ชั่วครู่อาหารมื้อหลักก็ถูกยกเข้ามา

กลิ่นหอมฉุยกระทบจมูกชวนให้น้ำลายสอ รอจนกระทั่งของกินถูกยกมาวางบนโต๊ะ ดวงตาของทุกคนก็ลุกวาว มันคือสเต็กเนื้อพริกไทยดำที่ผ่านการปรุงเป็นอย่างดี ส่วนที่สุกไม่ไหม้เกรียมและไม่ดิบเกินไป ประดับด้วยผักใบเขียวสีสดแลดูกลมกลืนยิ่ง สีสันต์อันน่าทาน แสดงถึงความเอาใจใส่ของคนทำ

พ่อบ้านเติมไวน์ใส่แก้วที่พร่องของแขกเหรื่อ ทุกคนใช้มีดหั่นชิ้นเนื้อแล้วส่งเข้าปาก ลิ้มชิมรสชาติอย่างพิจารณา

“อืม...”

แจ็คสันหลับตาพร้อมกับใช้ฟันบดเคี้ยวเนื้อ ความเผ็ดร้อนของพริกไทยซึมซาบเข้าปลายลิ้น รสสัมผัสอ่อนนุ่มจนแทบทำให้ล่องลอย ผสานความหอมของเนื้ออย่างลงตัว มันยากจะบรรยายเป็นคำพูด รู้แต่ว่าเขาไม่อยากให้อาหารมื้อนี้หมดไปเลย

“ฉันรู้แล้วว่าทำไมนายถึงอ้วนขึ้น แบบนี้น่าจะให้รางวัลพ่อครัวซักหน่อย”

“ผมเองก็คิดแบบนั้นอยู่”

ยองแจพูดพลางใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อเข้าปาก ความสุขของแขกเหรื่อทำให้เขาพลอยยินดีไปด้วย คงไม่มีใครกล้าวิจารณ์เรื่องอาหารในบ้านเขาอีกแล้ว

ยูคยอมอมชิ้นเนื้อไว้เต็มปาก ส่งเสียงพูดทั้งที่ยังเคี้ยวอยู่

“ชักอยากรู้ซะแล้วสิ ว่าใครคือพ่อครัวที่ทำให้พี่ยองแจอ้วนได้”

เด็กหนุ่มพูดพลางเคี้ยวกินจนแก้มตุ่ย พูดจาไม่ค่อยได้ศัพท์เพราะอาหารยัดอยู่เต็ม เขาต้องพยายามกว่าจะกลืนเนื้อลงไปได้ทั้งหมด

“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก็ได้”

ฟิลลิปซึ่งเงียบมาตลอดงานเอ่ยขัดขึ้น ชายหนุ่มจิบไวน์เข้าไปคำหนึ่งก่อนจะบอกว่า

“ความจริงแล้วฉันไม่ได้มานี่เพียงแค่เยี่ยมนายเฉยๆ”

“ผมรู้ว่าพี่ไม่ค่อยชอบไปงานสังสรรค์ของใคร”

ยองแจพูดแล้วยกไวน์ขึ้นดื่ม มองอีกฝ่ายอย่างกังขา คราวนี้เขาดื่มรวดเดียวหมด มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นตอนกำลังเครียด เพราะเริ่มรับรู้ได้ว่ารุ่นพี่คนนี้ไม่ได้มาดี

“นายเคยได้ยินเรื่องแสงสุริยะมั๊ย?”

ฟิลลิปพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน แขกเหรื่อทั้งหมดงงเป็นไก่ตาแตก อยู่ดีๆบรรยากาศที่เป็นกันเองก็เปลี่ยนไป มีความเงียบอันน่าอึดอัดเข้ามาแทนที่

แจ็คสันขมวดคิ้ว ถามออกมาด้วยความฉงน

“นี่พวกนายกำลังพูดถึงอะไร?”

ตั้งแต่เกิดมาเขาก็เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก ไอ้“แสงสุริยะ”ที่ว่ามันคืออะไรกัน แล้วมันมีความสำคัญอย่างไรกับรุ่นน้องคนนี้?

ยองแจกลืนน้ำลายด้วยความลำบาก ดวงตาจ้องมองไปที่ฟิลลิปไม่คลาดคลา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“พี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”

“แหล่งข่าวของฉันเชื่อถือได้...”

ฟิลลิปพูดพลางใช้มีดหั่นลงบนชิ้นเนื้อ

“พวกนั้นใช้เวลาตามสืบอยู่สองปี ถึงได้รู้ว่านายได้แอบซ่อนของดีเอาไว้”

“อ๋อ”

ยองแจขานรับ ยกแก้วไวน์ขึ้นจ่อริมฝีปาก คิดจะใช้เครื่องดื่มลดทอนความตึงเครียด แต่ก็พบกับความว่างเปล่าเพราะมันหมดไปนานแล้ว พ่อบ้านสูงวัยรีบมาเติมให้

ฟิลลิปมองหน้ารุ่นน้องอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

“มีไม่กี่คนที่รู้ ว่าแสงสุริยะคือการแปรสภาพของวัตถุให้กลายเป็นพลังงาน ความจุของมันเทียบเคียงกับดวงอาทิตย์ สามารถผลิตกระแสพลังงานที่เป็นอนันต์ได้ คิดดูว่าถ้านำมันมาใช้จะช่วยโลกได้มากขนาดไหน...”

“ผมให้พี่ไม่ได้”

นักธุรกิจหนุ่มปฏิเสธอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก

ฟิลลิปขมวดคิ้วเข้าหากัน

ทุกคนมองฟิลลิปสลับกับยองแจ ต่างสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เหมือนน้ำใจระหว่างพวกเขาใกล้จะจืดจางลงเรื่อยๆ

“เห็นแก่ที่พี่เคยมีพระคุณกับผม ผมจะบอกอย่างไม่ปิดบัง สิ่งที่พี่ต้องการมันสำคัญมาก ผมมอบให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น ขอให้พี่เข้าใจเรื่องนี้เอาไว้ด้วย”

ยองแจยืนยันอย่างหนักแน่น ไม่ยอมลดราวาศอกให้แม้แต่น้อย

ฟิลลิปได้ยินดังนั้นก็แกล้งตีหน้าซื่อ

“ใครบอกว่าฉันอยากจะได้”

“พี่คงไม่ได้มาที่นี่เฉยๆหรอกนะ”

ยองแจดักคออย่างรู้ทัน จากประสบการณ์ที่อยู่ด้วยกันมานาน ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่รุ่นพี่คนนี้ทำล้วนมีเป้าหมาย ไม่เคยทำอะไรอย่างเลื่อนลอยไร้เหตุผล ยังนึกแปลกใจที่วันนี้มาร่วมงานสังสรรค์ได้ ทั้งที่ร้อยวันพันปีก็เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียว

นึกแล้วว่ามันต้องมีบางอย่างแอบแฝง

ฟิลลิปจิบไวน์เข้าไปคำหนึ่ง ก่อนจะวางท่าเป็นงานเป็นการ

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ฉันดีใจที่นายได้ครอบครองสิ่งมีค่า แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งมันไปด้วย เลยอยากจะมาทำข้อตกลงนิดหน่อย เห็นแก่ที่ฉันเคยช่วยนายมาก่อน”

“ว่ามาเลยครับ”

ยองแจเอ่ยขึ้นพลางล้างหูรอฟัง ใบหน้าจริงจังจนไม่มีรอยยิ้มเกิดขึ้น ราวกับต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญที่พลาดไม่ได้

ฟิลลิปกระแอ้มไอ ก่อนจะยื่นข้อเสนอออกมา

“ฉันอยากให้นายเอาของนั่นมาศึกษาร่วมกัน ฉันเตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญเอาไว้พร้อมแล้ว เรื่องทุนฉันจะเป็นคนออกเอง หากว่าสำเร็จนายจะได้กำไรห้าสิบห้าเปอร์เซ็น ไม่ต้องเสียอะไรในงานนี้เลยแม้แต่น้อย”

ยองแจนิ่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิด

พอได้ยินแบบนั้น แขกเหรื่อคนอื่นๆหันไปพูดคุยกันอย่างอัศจรรย์ใจ เพราะแทบจะไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มาก่อน พวกเขาส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ บทเรียนที่สำคัญก็คือจะไม่ทำการค้าที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ฟิลลิปคนนี้กลับออกทุนเองทั้งหมด แถมมอบกำไรให้คนที่ไม่ต้องออกแรงมากกว่าตน

ใครที่ไหนเขาทำธุรกิจแบบนี้บ้าง หรือของที่เจ้าบ้านครอบครองมันล้ำค่ามากจริงๆ?

ความสับสนเข้าครอบครองห้องจัดเลี้ยง ทุกคนกำลังรอผลสรุปจากนักธุรกิจหนุ่มอย่างจดจ่อ ผลกำไรมหาศาลชนิดลอยมาหาเอง ยากนักที่ใครจะปฏิเสธได้ แทบไม่ต้องเหนื่อยเลยด้วยซ้ำไป

“ผมขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของพี่...”

ยองแจพูด

“แต่ผมคงรับไว้ไม่ได้”

พลางใช้ผ้าเช็ดปาก ความจริงเขาก็ไม่อยากหักหาญผู้มีพระคุณ แต่เรื่องนี้มันสำคัญเกินไป หากตัดสินใจพลาดอาจมีหลายคนต้องเจ็บตัวได้ จึงเลือกที่จะปฏิเสธเอาไว้ก่อน

สีหน้าฟิลลิปเปลี่ยนไปในทันที เหมือนกับต้องการถามว่าเพราะอะไร

ยองแจอธิบายต่อด้วยเสียงราบเรียบ

“ตอนเป็นนักศึกษา พี่เคยสอนผมว่าความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญกว่าอย่างอื่น ไม่ควรที่จะรีบร้อนลงทุน เพียงแค่คนเอาผลประโยชน์มาวางล่อ แต่ควรดูก่อนว่าที่เขาทำนั้นมีอะไรซ่อนเร้นอยู่”

แขกเหรื่อคนอื่นเข้าใจกระจ่างขึ้นมาได้ แจ็คสันเองก็พยักหน้าอย่างภูมิใจ

กำไรที่จะได้ในครั้งนี้งดงามเกินไปจริงๆ มีใครบ้างที่ลงทุนไปแล้วจะไม่หวังสิ่งตอบแทน พอคิดดูอีกครั้ง ข้อเสนอของฟิลลิปก็น่ากลัวใช่หยอกเหมือนกัน

“นายคิดว่าฉันจะเล่นตุกติกทีหลังเหรอ?”

ฟิลลิปถามอย่างเอาเรื่อง ท่าทีไม่ค่อยจะเป็นมิตร

“ผมแค่ไม่อยากเสี่ยงก็แค่นั้น พี่เป็นคนสอนผมเองไม่ใช่เหรอ”

ยองแจสวนกลับทันควัน มองหน้ารุ่นพี่ที่เคยช่วยเหลืออย่างไม่ลดราวาศอก

ในตอนนั้นใบหน้าของฟิลลิปก็กลับคืนสู่รอยยิ้ม

“ดีมากยองแจ ฉันภูมิใจนะที่นายไม่ลืมสิ่งที่ฉันสอนไว้”

“ครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่า พี่ยังห่วงใยผมเหมือนเดิมหรือเปล่า?”

ยองแจกล่าวด้วยเสียงเศร้าสร้อย

“คิดมากน่า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องธุรกิจแล้ว กินข้าวให้อิ่มกันดีกว่า”

ฟิลลิปพูดตัดบท หันมาพูดคุยอย่างเป็นกันเองอีกครั้ง บรรยากาศสังสรรค์ได้กลับมาเหมือนเดิม ความอึดอัดเมื่อครู่ คล้ายลมที่มาอย่างกะทันหันแล้วจากไป

ยองแจจิ้มเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าปาก พยายามใส่ใจกับอาหารอย่างเดียว ท่าทีของรุ่นพี่ที่ไม่ค่อยได้พบหน้ามันรบกวนจิตใจชอบกล แตกต่างจากเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยอย่างลิบลับ รู้สึกเหมือนถูกไล่ต้อนด้วยหมาล่าเนื้อไม่มีผิด

ฟันในปากบดเคี้ยวชิ้นเนื้อให้ละเอียด แต่คราวนี้กลับไม่รู้รสชาติเลยแม้แต่น้อย

งานเลี้ยงสังสรรค์ย่อมมีวันเลิกรา แขกเหรื่อรับประทานสลัดเป็นการปิดท้าย พูดคุยสังสรรค์กับเจ้าบ้านชั่วระยะหนึ่ง 

เมื่อได้เวลาอันสมควร แขกเหรื่อก็อวยพรให้เจ้าบ้าน ก่อนที่จะพากันทยอยกลับ ทุกคนต่างอิ่มหนำสำราญกับอาหารมื้อนี้ การลาจากจึงเปี่ยมด้วยความสุขใจยิ่ง

“ทุกคนพอใจกับอาหารมื้อนี้มาก หากมีโอกาสพวกเขาคงอยากมาเยี่ยมนายอีก”

แจ็คสันพูดอย่างจริงใจ 

“ไม่มาได้ยังไง อาหารอร่อยขนาดนั้น”

ยูคยอมเสริมขึ้นมา ท่าทางเหมือนอยากจะกินอีกรอบ

“ถ้าว่างเมื่อไหร่พี่ค่อยมาหาก็ได้ เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะบอกพ่อครัวให้ทำของพิเศษให้”

ยองแจยิ้มแย้ม รู้สึกภูมิใจที่ทำให้ทุกคนมีความสุขกับอาหารมื้อนี้ คงเป็นภาพที่เขาต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน

“จริงนะครับ?”

ยูคยอมทวนคำอย่างกระตือรือร้น แต่ไม่ทันไรก็ถูกดึงจนแทบลอยขึ้นฟ้า

“พอแล้ว...ตะกละเหลือเกินนะนายเนี่ย”

แจ็คสันคว้าคอรุ่นน้องให้เดินออกไปพร้อมกัน ยองแจตามมาส่งถึงที่จอดรถ รอจนแขกทุกคนจากไปหมดแล้วค่อยเดินกลับเข้าบ้าน

โต๊ะถูกทำความสะอาดเรียบร้อย พ่อบ้านสูงวัยง่วนอยู่กับการช่วยพ่อครัวล้างจาน งานเลี้ยงสังสรรค์ก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น

“เฮ้อ...”

ยองแจถอนหายใจยาว ทรุดนั่งลงบนโซฟา วันนี้แม้จะรู้สึกเหนื่อยก็จริง แต่เขาก็ภูมิใจที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขได้ ต้องยกความดีความชอบให้พ่อครัวคนใหม่ ไม่อย่างนั้นแขกทุกคนคงหน้ามุ่ยแน่ๆ

ตอนนั้นพ่อบ้านสูงวัยและพ่อครัวหนุ่มได้เดินออกมา คิดจะกลับห้องเพื่อพักผ่อนสักงีบ

“เดี๋ยวก่อน”

นักธุรกิจหนุ่มเรียกรั้งเอาไว้

แบมแบมและพ่อบ้านหันมาพร้อมกัน 

“มีอะไรให้รับใช้หรือครับ”

ชายสูงวัยถาม

“เปล่าหรอก แค่อยากจะมอบรางวัลพิเศษน่ะ ตอบแทนที่ช่วยให้งานผ่านได้ด้วยดี”

ยองแจพูด ชูขวดไวน์ในมือขึ้น มันคือของขวัญที่แจ็คสันมอบให้นั่นเอง ขายหนุ่มยกขวดเหนือศีรษะ เสมือนนั่นคือรางวัลแห่งชัยชนะอันล้ำค่า

พ่อบ้านประสานมือสำรวม

“ผมแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไรหรอกครับ”

แบมแบมกล่าวเสริมขึ้น

“นั่นสิครับ ผมก็แค่ตั้งใจทำงาน ไม่เห็นต้องตกรางวัลอะไรเลย”

“เอาน่า...”

ยองแจบอก

“ฉันอนุญาต ถือซะว่าดื่มเป็นเพื่อนก็แล้วกัน”

พูดจบก็หยิบแก้วมาสามใบ วางเรียงรายลงบนโต๊ะ พยายามเปิดจุกขวดออก แต่มันดันติดแน่นจนเขาไม่สามารถเปิดได้ แม้จะดึงอย่างสุดฤทธิ์แล้ว

พ่อบ้านเห็นอย่างนั้นจึงเดินมาเปิดให้ ฝาขวดจึงหลุดออกไปอย่างง่ายดาย

ยองแจจัดการรินเครื่องดื่มอย่างระวัง น้ำสีแดงไหลออกมาอย่างนุ่มนวล ส่งกลิ่นหอมซาบซ่านไปทั่วห้อง คงจะเป็นไวน์ชั้นดีที่หมักบ่มมานาน

“เอ้า”

นักธุรกิจหนุ่มส่งแก้วให้กับชายชรา พร้อมกับกวักมือเรียกแบมแบมให้มาร่วมวง

พ่อครัวคนใหม่ไม่ปฏิเสธ เดินไปรับแก้วจากเจ้าของบ้าน พลางยกขึ้นมองใต้แสงไฟ

“แด่ความสำเร็จ”

ยองแจพูดเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ คนอื่นก็พากันขานรับตอบ ทั้งสามคนชนแก้วเข้าหากัน ก่อนจะลิ้มชิมน้ำสีแดงเลิศรสนั่น

แบมแบมชะงักมือ จ่อขอบแก้วกับปลายจมูก สูดดมกลิ่นของมันอย่างพินิจ พบว่าในความหอมขององุ่น แฝงกลิ่นประหลาดเจือปนอยู่ด้วย ดวงตาหันไปมองที่ขวดไวน์โดยอัตโนมัติ

...แย่ล่ะสิ

ขี้ผึ้งที่ใช้ผนึกปากขวดไม่ได้เปลี่ยนสีไปตามอายุ แต่มันยังดูใหม่เหมือนเพิ่งปิดไม่นานมานี้

เขารีบตวัดมือปัดแก้วของยองแจออก

“อย่าดื่มนะ”

ช้าไปแล้ว

ได้ยินเสียงเพล้ง แก้วแตกกระจายไปตามพื้น น้ำสีแดงฉานไหลเนืองนอง ยองแจยกมือกุมคอหอยตัวเอง ราวกับมีเชือกที่มองไม่เห็นรัดคออยู่ พ่อบ้านสูงวัยก็มีอาการเดียวกัน

“ในไวน์นั่นมียาพิษ”

เด็กหนุ่มอุทานอย่างตกใจ เห็นผู้เคราะห์ร้ายสองคนทรุดลงกับพื้น

ห้องนอนของยองแจ ภายในห้องมีเสียงค้นตะกุกตะกัก ข้าวของถูกรื้อออกมาจนกระจัดกระจาย เงาร่างสายหนึ่งพลิกห้องค้นหา แต่ไม่เจอสิ่งที่ต้องการสักอย่างเดียว

“มันอยู่ไหนนะ?”

เงาร่างสายนั้นเค้นเสียงอย่างหงุดหงิด กระชากเสื้อผ้าออกจากตู้ เขวี้ยงลงพื้นอย่างไม่ใยดี มือทั้งสองคลำหาเผื่อมีช่องลับข้างใน แต่การลงทุนครั้งนี้ต้องพบกับความผิดหวัง

“โว้ย!”

เก้าอี้ถูกเตะใส่อย่างเดือดดาล ปลิวละลิ่วด้วยความโกรธที่ปะทุ กระแทกใส่ภาพวาดจนหลุดร่วง กรอบรูปด้านล่างหักเป็นสองเสี่ยง

เงาร่างสายนั้นตาลุกวาว เห็นตู้นิรภัยใบหนึ่งปรากฏขึ้น รีบเข้าไปสำรวจดูอย่างไม่รอช้า ฝ่ามือลูบคลำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่พลาด นำอุปกรณ์ขนาดเล็กออกมา มันคือระเบิดขนาดจิ๋ว ใช้ในการเปิดเซฟโดยเฉพาะ แม้เป็นตัวล็อคที่แน่นหนาก็ต้านไม่อยู่ แต่มันจะไม่ทำลายสิ่งที่อยู่ข้างในแม้แต่น้อย

แท่งสี่เหลี่ยมเท่ายางลบถูกติดไว้กับตู้นิรภัย ตรงตำแหน่งตัวล็อคพอดิบพอดี เงาร่างสายนั้นถอยออกมา เมื่อห่างได้สามเมตรก็กดรีโหมดเล็กๆในมือ

เสียงตูมดังสนั่น สะเก็ดไฟแลบพุ่ง ตัวล็อคถูกทะลวงเป็นโพรงใหญ่

ผู้วางระเบิดรีบเข้าไปค้นหาสิ่งของในทันที สิ่งที่พบเห็นมีเอกสารแผ่นหนึ่ง บัญชีธนาคาร เครื่องทองเพชร แต่ไม่มีไฟล์ข้อมูลอะไรทั้งสิ้น

“หึย...”

เงาร่างสายนั้นร้องอย่างฉุนเฉียว ยกตู้เซฟขึ้นแล้วเทของออกมา จนทุกอย่างหล่นพื้นจนกระจัดกระจาย ก่อนจะก้มตัวค้นหาอย่างบ้าคลั่ง

แสงไฟพลันสว่างวาบ เผยให้เห็นสภาพเละเทะของห้อง คนสวมโม่งเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ

“หาของเจอหรือเปล่าล่ะ?”

ไบรอันมองผู้บุกรุกอย่างยิ้มแย้ม ปลายนิ้วกดค้างตรงปุ่มเปิดไฟ

ชายสวมโม่งตวาดก้อง วิ่งเข้าใส่คนที่มาขัดจังหวะ ไบรอันตั้งท่ารับมืออย่างเตรียมพร้อม

แบมแบมมองผู้เคราะห์ร้ายทั้งสองอย่างตระหนก เห็นมุมปากของยองแจมีน้ำลายแตกฟอง ร่างสั่นกระตุกเหมือนถูกไฟช็อต ส่วนพ่อบ้านสูงวัยก็มีอาการอย่างเดียวกัน

...ทำยังไงดี?

เด็กหนุ่มคิดด้วยใจที่ร้อนประดุจไฟ จริงอยู่ที่เขามาที่นี่ก็เพราะงาน แต่ก็ทนไม่ได้ถ้าต้องมีใครมาตายต่อหน้า ต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง และจะต้องทำเดี๋ยวนี้ด้วย

ใบหน้าของยองแจหมองคล้ำ บอกว่าใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว หากคิดจะช่วยต้องรีบทำในตอนนี้ ไม่อาจเสียเวลาอีกแม้แต่วินาที

...จริงสิ

แบมแบมอุทานในใจ ก็เขายังมีสิ่งนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ?

มือเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบกล่องเล็กๆออกมา ภายในมีเข็มฉีดยาเรียวเล็กอยู่แท่งหนึ่ง มันคืออุปกรณ์ใหม่ของหน่วยข่าวกรอง ไบรอันบอกว่ามันถูกออกแบบไหม่ ยังไม่เคยใช้งานจริงมาก่อน จะได้พิสูจน์กันเดี๋ยวนี้แหละ

แต่พอมองไปยังผู้เคราะห์ร้ายเด็กหนุ่มก็ชะงักงัน เพราะยามีแค่เข็มเดียวเท่านั้น แต่ผู้ถูกพิษมีถึงสองคน!

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ได้มาถึงอย่างไม่คาดคิด หากแบมแบมช่วยชีวิตคนหนึ่งได้ อีกคนจะต้องหมดลมหายใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

นับเป็นการเลือกที่เจ็บปวดเหลือเกิน

มือเรียวกำเข็มจนเส้นเลือดขึ้นโปน เขาต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ จะชักช้าไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่สามารถช่วยใครได้เลย

แบมแบมกัดฟันกรอด ทิ่มเข็มเข้าที่ต้นขาของยองแจ

นักธุรกิจหนุ่มแอ่นตัวขึ้นมา เมื่อยาขจัดพิษพุ่งเข้าสู่กระแสเลือด ระบบการหายใจของเขาก็เป็นปกติทีละน้อย ร่างกายก็ผ่อนคลายแล้วเป็นปกติในที่สุด

...มันได้ผล

แบมแบมมองการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างโล่งอก ปล่อยเข็มในมือลงพื้น เห็นยองแจสูดลมเข้าปอดช้าๆ ใบหน้ากลับคืนเป็นปกติ

พ่อบ้านสูงวัยเสียชีวิตแล้ว กล้ามเนื้อที่เหี่ยวย่นบิดกระตุก น้ำลายที่แตกฟองมีเลือดปนออกมา ดวงตายังเหลือกลาน บ่งบอกถึงความเจ็บปวดก่อนสิ้นใจ

เด็กหนุ่มน้ำตาไหลอย่างไม่อาจข่มกลั้น

“โอ๊ย...”

เสียงอุทานดังขึ้นตรงราวบันได ร่างใครบางคนกลิ้งตกลงมาไม่เป็นท่า สีข้างกระแทกกับพื้นดังโครม 

“พี่ไบรอัน!”

แบมแบมร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้าไปดูอาการ พบว่าอีกฝ่ายแค่บาดเจ็บจากแรงกระแทก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นใครบางคนย่างเท้าลงมา

ชายคนหนึ่งสวมชุดดำรัดกุม สวมโม่งสีดำครอบศีรษะ กำลังเดินลงบันไดด้วยทีท่าปลอดโปร่ง ราวกับเดินเล่นในบ้านของตัวเอง

“รีบหนีไปก่อนแบมแบม ทางนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

ไบรอันกล่าวด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น ตามเนื้อตัวมีรอยฟกช้ำดำเขียว ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บจากการถูกตกบันไดเท่านั้น ยังสาหัสจากการถูกทำร้ายด้วย

ชายสวมโม่งหยุดเดิน มองแบมแบมด้วยสายตาเย็นชา พลางบุ้ยหน้าไปที่ประตู เป็นความหมายว่าให้ไปจากที่นี่เสีย

“ได้โปรด อย่าทำอะไรพี่ผมเลยนะครับ”

แบมแบมคุกเข่าอ้อนวอน กอดขาอีกฝ่ายเอาไว้แน่น

“บอกให้รีบไปไง”

ชายสวมโม่งตวาดอย่างหงุดหงิด ยันอีกฝ่ายให้พ้นตัว

คราวนี้แบมแบมทำตามอย่างว่าง่าย รีบวิ่งออกไปทางหน้าบ้านในทันที

ชายสวมโม่งมองไปที่ยองแจ พบว่าอีกฝ่ายยังหายใจอยู่ ทำให้เขาโล่งอกขึ้นมาเหมือนกัน เพราะนักธุรกิจหนุ่มเป็นคนเดียวที่รู้ว่าของอยู่ไหน หากตายไปก็หาไม่เจอกันพอดี 

ใช่...ชายสวมโม่งคนนี้เป็นผู้วางยาพิษเอง ไม่อย่างนั้นยองแจอาจตามทวงของในภายหลังได้ เลยต้องตัดไฟแต่ต้นลมเสียเนิ่นๆ แต่เขารีบลงมือเร็วเกินไป น่าจะลงมือหลังจากได้สิ่งที่ต้องการแล้ว

พอคิดแบบนั้นก็กระทืบเท้าใส่ไบรอัน แถมเตะใส่ลำตัวจนอีกฝ่ายร้องไม่เป็นภาษา เขาต้องการเค้นข้อมูลจากยองแจ เลยต้องป้องกันไม่ให้ใครมาขัดจังหวะ เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีปัญญาลุก ชายสวมโม่งก็ตรงไปหานักธุรกิจหนุ่มในทันที

“ข้อมูลอยู่ที่ไหน?”

ชายสวมโม่งกระชากปกเสื้อยองแจขึ้นมา เค้นถามด้วยเสียงอันดังสนั่น แต่อีกฝ่ายเพิ่งจะฟื้นจากการถูกพิษ สติยังไม่ค่อยกลับมา จึงทำได้แค่ส่งเสียงพึมพำเลอะเลือน นั่นทำให้เขาหงุดหงิดมาก ตวัดมือตบใส่หน้ายองแจไปสองสามที

“บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามันอยู่ไหน ไม่งั้นล่ะก็”

เขารวบปกเสื้อของอีกฝ่ายเข้าหากัน 

ยองแจอ้าปากพร้อมกับส่งเสียงในลำคอ รู้สึกเหมือนลมหายใจกำลังขาดห้วง ในใจร้องขอให้มีคนมาช่วย แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีใครโผล่มาในเวลาอย่างนี้แน่

ไฟดับพรึบลง ทั่วทั้งห้องโถงตกอยู่ในความมืดในทันที

“เฮ้ย...”

ชายสวมโม่งอุทาน คลายมือที่จับปกเสื้ออีกฝ่าย ไฟพวกนี้ดับอย่างกะทันหัน เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ แถมมันยังดับพร้อมกันเสียอีก นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

แต่ไม่กี่อึกใจ ไฟก็สว่างขึ้นดั่งเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกแล้ว

“รังแกคนที่อ่อนแอกว่า นิสัยไม่ดีเลยนะ”

พร้อมกับแสงที่สว่างจ้า ชายสวมชุดสูทสีดำก็ปรากฏตัวออกมา ปกเสื้อปักรูปนกสีเงินโผบินขึ้นฟ้า กำลังยืนเด่นเป็นสง่าตรงประตูหลังบ้าน

“นี่นาย...”

ชายสวมโม่งอุทาน ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผี ผงะถอยไปด้านหลังอย่างลืมตัว เป็นท่วงท่าที่ขัดกับความยโสเมื่อครู่ราวกับคนละคน

นั่นทำให้ไบรอันประหลาดใจมาก เขารู้ว่าชายสวมโม่งไม่ใช่คนกลัวอะไรง่ายๆ แต่ทำไมถึงได้กลัวคนสวมชุดแปลกตาอย่างนั้นด้วย หรืออีกฝ่ายจะมีอาถรรพ์อะไรอยู่

ชายสวมโม่งเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ยื่นนิ้วชี้ไปที่หน้าผู้มาเยือน

“นายตายไปแล้วนี่”

เสียงที่พูดสั่นระรัว บอกให้รู้ว่ากลัวจริงไม่ได้เสแสร้ง

“คนตายที่ไหนจะพูดได้กันล่ะ?”

ชายในชุดสูทบอกเสียงราบเรียบ ใช้มือจับขอบหมวกทรงสูง ดวงตาใต้หน้ากากสีขาวเป็นประกายเจิดจ้า ชายเสื้อสีเงินสะท้อนแสงพราวระยับ

“ถ้างั้นฉันจะฆ่าแกอีกครั้ง”

ชายสวมโม่งเค้นเสียง ล้วงเอาปืนที่เหน็บเอวขึ้นมา เล็งไปยังศีรษะของอีกฝ่าย

“ระวัง!”

ไบรอันร้องเตือน รู้ว่าจุดที่เล็งนั้นเป็นตรงไหน หากโดนเข้าไปได้ตายจริงๆแน่ หากเป็นปกติเขาคงวิ่งเข้าใส่เพื่อแย่งปืน น่าเสียดายที่ตอนนี้เขากำลังบาดเจ็บ ไม่สามารถทำอย่างที่ใจต้องการได้

“ไว้เจอกันในนรกนะ”

ชายสวมโม่งบอก เหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไป

เสียงแชะดังขึ้นอย่างไม่คาดหมาย ทุกอย่างยังคงสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนถือปืนหน้าเปลี่ยนสี เหนี่ยวไกปืนอย่างไม่ยอมลดละ ได้ยินเสียงแชะๆๆดังต่อเนื่อง แต่ไม่มีกระสุนลั่นออกแม้แต่นัดเดียว

เป็นไปไม่ได้...ก็เขาบรรจุกระสุนใส่รังเพลิงกับมือเองนี่ ปืนคู่ใจก็ไม่เคยขัดลำกล้อง แล้วทำไมมันถึงยิงไม่ออกล่ะ?

“เฮ้อ...”

วิหคราตรีถอนหายใจยาว ยื่นมือที่กำอยู่ไปข้างหน้า

“นายน่าจะเช็คกระสุนให้ดีก่อนนะ”

มือที่กำอยู่แบออก ลูกตะกั่วมากมายร่วงหล่นลงพื้น ส่งเสียงระคายหูเป็นอย่างยิ่ง

ชายสวมโม่งตะลึงงัน ไบรอันอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เข้าใจว่าวิหคราตรีล้วงกระสุนไปตอนไหน แต่เพียงไม่นานก็ฉุกคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ที่พ่อครัวหนุ่มกอดขาผู้บุกรุกเอาไว้แน่น

“ที่แท้นายคือ...”

ไบรอันพึมพำออกมา แต่ก็ได้สติรีบชะงักเสียงกลางคัน เขารู้แล้วว่าคนที่อยู่ภายใต้หน้ากากเป็นใครกันแน่ ที่เหลือก็แค่รอคำตอบจากเด็กหนุ่มเท่านั้น

วิหคราตรีวาดมือขึ้น ประกายแหลมคมพุ่งฝ่าอากาศ ปักตรึงเข้าตรงหลังมือผู้บุกรุกในทันที

“โอ๊ย...”

ชายสวมโม่งร้องลั่น ปืนที่กุมอยู่ร่วงหล่น บนหลังมือมีลูกดอกสีเงินปักตรึงอยู่ เลือดสีแดงไหลย้อยออกมาเป็นสายยาว

“ขอโทษที...”

วิหคราตรีพูด

“ฉันน่าจะยิงเข้ากะโหลกนาย”

ว่าแล้วก็เล็งปืนใส่อีกฝ่าย เหนี่ยวไกอย่างไม่ยั้งมือ ลูกดอกสีเงินนับไม่ถ้วนพุ่งออกไป สะท้อนประกายวิบวับล่อแสงไฟอยู่

“อ๊าค...”

ชายสวมโม่งแผดเสียงร้อง โดนลูกดอกปักตรึงใส่หัวไหล่ ข้อศอก หลังมือ หัวเข่าสองข้าง ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นในทันที

“หนอยแน่ะแก”

ผู้บุกร้องเค้นเสียงอย่างเดือดดาล มองอีกฝ่ายด้วยความชิงชังพยาบาท แทบไม่อยากเชื่อ ชายคนนี้แค่โผล่มาก็ต้อนเขาจนตกเป็นรองเสียแล้ว

วิหคราตรีหมุนควงปืนแล้วเก็บลงซองหนังข้างเอว ย่างเท้าเข้าหาอีกฝ่าย ก่อนจะหยุดยืนในระยะห่างหนึ่งเมตร แม้ถึงตอนนี้เขาก็ไม่ได้ประมาทแต่อย่างใด

“ถ้าจะเทียบที่นายเคยทำกับคนอื่น โดนแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

ชายภายใต้หน้ากากเน้นเสียง มองคนที่ตกเป็นเบี้ยล่างอย่างเย็นชา สองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง

ผู้บุกรุกกลับมองอีกฝ่ายอย่างขวัญเสีย ดวงตาสั่นระริกด้วยความกลัว ตอนนี้เขาตกเป็นรองอย่างสุดกู่ หากอีกฝ่ายคิดลงมือเขาต้องไม่รอดแน่

วิหคราตรีเหลือบมองยองแจที่กำลังนอนอยู่ ก่อนจะถามเสียงราบเรียบว่า

“เมื่อกี้นายบอกว่าเป็นคนวางยาพิษ แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นใคร”

ดวงตาของชายสวมโม่งทอแววตื่นตระหนก ภาวนาอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามสอดรู้ไปกว่านี้ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่

วิหคราตรีหันมาจ้องคนที่ตกเป็นเชลย ก่อนจะบอกข้อสัณนิษฐานออกมา

“ถ้าให้ฉันเดาคนที่วางยาได้ก็มีแค่ไม่กี่คน อย่างเช่นยูคยอม ฟิลลิบ...”

มือของเด็กหนุ่มยื่นออกไปข้างหน้า คว้าเข้าที่ถุงโม่งสีดำนั่น ขอเพียงมันหลุดออกความจริงก็เฉลยแล้ว จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ทำร้ายเพื่อนรักได้ลงคอ

“แจ็คสัน”

ถุงโม่งถูกกระชากออกมา สิ่งที่ปกปิดเอาไว้ก็หลุดไปในที่สุด

แสงไฟดับวูบลงอีกครั้ง

ไบรอันอุทานอย่างตกใจ คราวนี้เขารู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของวิหคราตรี ได้ยินเสียงกุกกักในความมืด มองไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เขาเป็นห่วงว่าเด็กหนุ่มจะเสียทีในการต่อสู้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเรื่องคงเลวร้ายสุดคาดคิด

ไฟสว่างขึ้นมาอีกครั้ง หนุ่มฮิปฮ๊อบถอนใจอย่างโล่งอก เห็นวิหคราตรียืนอยู่ที่เดิม มือกำถุงโม่งอยู่ แต่ผู้บุกรุกนั่นหายไปแล้ว

เมื่อมองไปยังปุ่มเปิดไฟ เห็นยองแจยืนหอบหายใจราววัวเหนื่อย ก่อนจะล้มตัวลงสลบไปอีกครั้ง นั่นทำให้ไบรอันไม่เข้าใจ

ก็ผู้บุกรุกเป็นคนวางยาใส่ยองแจชัดๆ แต่ทำไมนักนักธุรกิจหนุ่มถึงช่วยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ สติฟั่นเฟืองไปแล้วหรืออย่างไร หนุ่มฮิปฮ๊อปสบถอย่างขุ่นเคือง รู้อย่างนี้ไม่น่าเสี่ยงตายเข้าช่วยเลย

“เขาแค่กลัวน่ะ...”

วิหคราตรีอธิบาย

“กลัวว่าถ้าคนร้ายเป็นเพื่อนของตัวเอง ก็ยากจะทำใจยอมรับ เลยต้องหาทางหลีกเลี่ยงความจริงไป” 

แม้จะเป็นการบอกสั้นๆ แต่ไบรอันก็เข้าใจ

ในโลกนี้มีคนที่พยายามหลีกหนีความจริงอยู่มาก โดยเฉพาะกับเรื่องที่น่าสะเทือนใจ ถ้าจะให้เดา ยองแจคงเคยคบหาแต่เพื่อนแท้ เลยไม่ทันนึกฝันว่าจะถูกหักหลัง จึงยากจะทำใจได้

…ไม่เข้าใจความอ่อนไหวของมนุษย์เลยจริงๆ

“คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของพี่แล้ว ขอฝากที่เหลือด้วยนะครับ”

วิหคราตรีจับขอบหมวก ถลันกายหายไปทางหลังบ้าน

“เดี๋ยวสิ แบม...”

ไบรอันพยายามทักท้วง แต่ช้าไป เห็นเงาร่างสูงเพรียวหายลับไปจากสายตาแล้ว

“ไอ้เด็กเวร ทิ้งภาระให้เราซะได้”

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #7 BBTT (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 11:03

    สนุกมากกกกก ว่าแต่ใครวางยายองแจอ่ะ ขออย่าให้เป็นแจ็คสันเลยนะ ยองแจดูจะมีใจ แต่คงไม่ใช่แจ็คสันหรอกเพราะมันโจ่งแจ้งเกินไปเนาะ

    #7
    0