[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 4 : บทที่ ๔ งานเลี้ยงสังสรรค์ ตอนที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    8 พ.ย. 63

ยามเช้าสดใสได้มาเยือนอีกครั้ง

ร้านคอมฯปิดให้บริการหนึ่งวันเต็มๆ ลูกค้าคนไหนต้องซ่อมในวันนี้ก็ให้เว้นไปก่อน เพราะเจ้าของร้านมีธุระสำคัญที่พลาดไม่ได้ 

...เมื่อไหร่จะมานะ

แบมแบมนั่งลงบนเก้าอี้ หลับตาทำสมาธิเพื่อผ่อนคลายตัวเอง รอคอยใครบางคนที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า ก่อนหน้านั้นเขาได้โทรบอกเจบีว่ามีธุระต้องไปที่อื่น และอาจไม่ได้กลับบ้านหลายวัน ซึ่งเจ้าของผับก็เข้าใจโดยไม่นึกสงสัย

เป็นอันว่าวันนี้ไม่มีใครมาขัดจังหวะอย่างแน่นอน ทำให้เขาสามารถทำงานได้หายห่วงไร้กังวล

เด็กหนุ่มทบทวนสิ่งที่ตัวเองต้องทำอีกรอบ นับตั้งแต่วัตถุประสงค์ของงาน ข้อมูลในด้านต่างๆ การวางแผนทุกขั้นตอน รวมถึงความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เรียกได้ว่าละเอียดถี่ยิบ ไม่เผลอปล่อยเรื่องเล็กน้อยให้ผ่านเลยไป 

...ยังมีอะไรที่เรามองข้ามอีกหรือเปล่านะ?

หากถามว่าเขาตื่นเต้นไหมสำหรับงานนี้ คำตอบคือตื่นเต้นมาก มากเสียจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว ขนาดตอนทานอาหารก็ยังไม่รู้สึกถึงรสชาติ

ในหัวคิดถึงแต่แผนการที่วางเอาไว้ มันเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดว่าจะอยู่หรือจะไป

เพราะถ้าพลาดขึ้นมาล่ะก็?

ดวงตาเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนบนเพดาน ขณะนี้เป็นเวลาแปดนาฬิกาห้าสิบเก้านาที เหลืออีกเพียงชั่วขณะก็จะเก้าโมงตรง ใกล้จะถึงกำหนดนัดในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

เด็กหนุ่มจ้องไปที่เข็มยาว นับตามการเดินของมันอย่างจดจ่อ

“ยี่สิบ สิบเก้า สิบแปด สิบเจ็ด...”

ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่นอกประตู ผู้มาได้ย่างเท้าอย่างแผ่วเบาเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ท่าทีดูระแวดระวังเหมือนกลัวคนสะกดรอยตาม

“หก ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง”

เสียงกริ่งประตูดังขึ้นระรัว เข็มยาวชี้ที่เลขสิบสองบนหน้าปัดพอดิบพอดี

แบมแบมผ่อนลมหายใจออก ลุกขึ้นไปต้อนรับแขกผู้มาเยือน เมื่อเปิดประตูออก เห็นชายคนหนึ่งแต่งชุดรัดกุมสีเข้ม สวมหมวกปิดบังใบหน้ามิดชิด คาดปากด้วยผ้าอนามัยสีขาว 

ชายคนนั้นเดินเข้ามาแบบไม่พูดไม่จา หิ้วกระเป๋าสีดำใบใหญ่สองใบเข้ามา แม้จะอยู่ในบ้านแต่ก็ระวังตัวเอาไว้อย่างเต็มที่ เหมือนกลัวว่ากำแพงจะมีหูก็ปาน

“วางของลงบนโต๊ะ”

แบมแบมพูดแล้วปิดประตูลงอย่างเดิม จับตามองแขกคนนี้อย่างพิจารณา 

ผู้มาเป็นชายร่างสูง ท่วงท่าคล่องแคล่วมีพลัง ดูมีความชำนาญในงานที่ทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่คล้ายพวกมือใหม่ที่อ่อนประสบการณ์

แต่เขากลับรู้สึกคุ้นตากับบุคลิกแบบนี้เหลือเกิน ราวกับเคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อนอย่างนั้นแหละ 

พอวางของเสร็จ แขกผู้มาเยือนก็ถอดหมวกออก เผยให้เห็นเส้นผมที่ย้อมสีฉูดฉาดจนบาดตา ผ้าคาดปากก็ถูกปลดออกไป ใบหน้าอันคุ้นเคยก็ปรากฏอย่างเด่นชัด

“พี่ไบรอัน!”

แบมแบมอุทานอย่างตกใจ นี่เป็นสิ่งที่เขานึกไม่ถึงจริงๆ เรียกได้ว่าผิดความคาดหมายไปเยอะมาก นึกไม่ถึงว่าหนุ่มฮิปฮ็อบจะเป็นคนที่ถูกส่งมา

“อืม...”

แขกผู้มาเยือนขานรับ จัดผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทาง พร้อมกับแย้มยิ้มทักทายอย่างสนิทสนม

“ฉันก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นนาย”

เวลานี้ความเงียบเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ ทั้งสองหนุ่มจ้องหน้ากันเหมือนต้องการหยั่งเชิง ดูว่าคนที่อยู่ตรงหน้ามีดีแค่ไหน มันเป็นความถือดีของคนเราที่มีมาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะเมื่อเจอสิ่งที่ไม่รู้ แต่เสียดายที่ทั้งสองคนต่างเก็บความรู้สึกเก่ง เลยไม่มีใครยอมเผยตัวตนออกมาให้เห็นง่ายๆ

“ผมก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพี่ ท่าทางของพี่ไม่เหมือนกับสายลับเลย”

แบมแบมเอ่ยขึ้นด้วยความกังขา ระคนกับประหลาดใจ เพราะดูอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่เหมือนคนที่แฝงตัวในเงามืด

“หึ...ถ้าดูออกง่ายขนาดนั้นเขาจะเรียกว่าสายลับเหรอ?”

หนุ่มฮิปฮ็อบสรุปความสั้นๆ ก่อนจะวกเข้ามาเรื่องงาน

“ได้ยินว่านายได้รับงานอภิมหาช้าง ทางนั้นเลยวานให้ฉันเอาของเล่นมาส่งให้ อยากจะทัศนาเดี๋ยวนี้เลยมั๊ย?”

“ก็ดีเหมือนกัน”

แบมแบมรับคำพร้อมกับย่างเท้าเข้ามา อยากจะเห็นของที่ต้องใช้ใจจะขาด ไม่รู้ว่าการออกแบบจะล้ำหน้ากว่าเดิมหรือเปล่า แต่ทางต้นสังกัดคงไม่ส่งของเหลาแหย่มาให้แน่ๆ

ไบรอันปลดตัวล็อคของกล่องออกทีละฝั่ง จงใจที่จะเปิดอย่างเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน ดวงตาจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาต้องการดูว่าสายลับคนนี้มีความอดทนมากแค่ไหน

ซึ่งในใจลึกๆเขาก็หวังจะเห็นอีกฝ่ายตบะแตก 

แต่สุดท้ายต้องผิดหวังจนได้

เจ้าของร้านคอมฯมีสีหน้าเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีท่าทีหงุดหงิดกับความยืดยาดของอีกคน ดวงตายังคงมองไปที่กล่องนั่นอย่างจดจ่อ แสดงว่ามีความสามารถในการควบคุมตัวเองอย่างดีเยี่ยม

ผ่านไปครู่หนึ่งกล่องก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายใน

“นี่คือของที่นายเคยใช้ ทุกอย่างยังอยู่ครบเหมือนเดิม มีการปรับปรุงให้ล้ำสมัยอยู่บ้าง และเพิ่มเติมสิ่งจำเป็นอีกนิดหน่อย ส่วนอีกใบก็คือค่ามัดจำขอองนาย”

ไบรอันแนะนำ ในใจรู้สึกทึ่งกับพลังสมาธิของแบมแบม หากเปลี่ยนเป็นเขาคงไม่ใจเย็นเป็นน้ำแข็งแบบนี้ ยิ่งไม่ชอบรอคอยอะไรได้นานๆ เพราะใครที่ทำงานยืดยาดคงถูกเขาด่าเปิงไปแล้ว

แบมแบมมองสิ่งของภายในกล่อง ก่อนจะหยิบขึ้นมาสำรวจดูทีละชิ้น ดวงตาเป็นประกายเหมือนคมดาบ ในกระเป๋ามีสิ่งละอันพันละน้อย อย่างเช่นปากกาหมึกซึม นาฬิกาข้อมือ แว่นตา เข็มขัด รองเท้า พวกนี้ล้วนเป็นของจุกจิกในชีวิตประจำวัน ดูไปก็ไม่มีตรงไหนสะดุดตา ไม่ว่าใครก็สามารถพกพาสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งนั้น

เอกสารปึกหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ เป็นข้อมูลสำคัญของภารกิจในครั้งนี้

“นี่คือเป้าหมายของนาย รีบศึกษาและทำลายมันทิ้งซะ”

ไบรอันพูดแล้วดันเอกสารส่งให้เด็กหนุ่ม

แบมแบมรับมาอ่านดู เห็นเนื้อหาและภาพถ่ายค่อนข้างละเอียด เขาอ่านทำความเข้าใจช้าๆ

“ชเว ยองแจ อายุยี่สิบสี่ปี เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของธุรกิจนำเข้า-ส่งออกยานยนต์ เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ฯลฯ”

นี่คือประวัติคร่าวๆของชายที่ชื่อชว ยองแจ เด็กหนุ่มอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ในนี้ดันไม่ได้บอกเอาไว้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร มีกิจวัตรแต่ละวันแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้าง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นข้อมูลที่เพิ่งรวบรวมได้ เลยมีแค่การบรรยายแบบลวกๆ ขาดความละเอียดของเนื้อหา

...หน่วยข่าวกรองเพิ่งจะสืบได้สินะ

เด็กหนุ่มเบ้ปากใส่ ดูเหมือนว่าเขาต้องสืบหาข้อมูลที่เหลือเอาเองแล้ว

“สายของเรารายงานมา ว่าชเว ยองแจมีข้อมูลบางส่วนของแสงสุริยะ แต่หมอนี่ซ่อนไว้ดีมาก จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหาพบ”

ไบรอันพูด จ้องมองแบมแบมไม่วางตา

“แล้วคิดว่าผมจะหาพบเหรอ?”

แบมแบมถามอย่างกังขา หยิบเข็มเล่มหนึ่งขึ้นมาพิจารณา มันเป็นเข็มฉีดยากระบอกใส มีน้ำสีขุ่นอยู่ครึ่งหลอด นี่จึงเป็นของใหม่ที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรกันแน่

“นั่นเป็นตัวยารุ่นใหม่ที่หน่วยข่าวกรองประดิษฐ์ขึ้น...”

ไบรอันอธิบาย

“มันช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และขจัดสารพิษทุกชนิด แค่ใช้เข็มแทงและกดปุ่มก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ”  

“เข้าใจคิดเนอะ”

เด็กหนุ่มพึมพำ หยิบอุปกรณ์ต่อไปขึ้นมาสำรวจ

ไบรอันอ้าปากหาว เห็นแบมแบมกำลังตรวจดูปากกาหมึกซึม ซึ่งเป็นหนึ่งในของที่จัดหามาให้ เขาชักจะสงสัยว่ามันใช้ทำอะไรกันแน่ แต่มันต้องไม่ใช่ของใช้ทั่วไปอย่างเด็ดขาด

“งานนี้ฉันจะไปกับนาย...”

หนุ่มฮิปฮ็อบอธิบายต่อ

“ชเว ยองแจกำลังหาพ่อครัวคนใหม่มาทำงาน นายก็ฉวยโอกาสนี้สวมรอยเข้าไปได้ ส่วนฉันจะปลอมตัวเป็นผู้ช่วย แล้วเราจะค้นหาข้อมูลด้วยกัน”

“ผมจะไปคนเดียว”

แบมแบมสวนกลับทันควัน ใช้ผ้าเช็ดปากกาด้ามสีเงินจนแวววาว

“ว่าไงนะ?”

ไบรอันหน้าแปรเปลี่ยน คิ้วขมวดเข้าหากัน

“ผมก็พูดชัดเจนแล้วนี่”

แบมแบมบอกเสียงเรียบ เป่าลมใส่ตรงหัวปากกา นึกสงสัยว่ามันยังใช้ได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า?

“ไม่ได้ นายกับฉันต้องทำภารกิจด้วยกัน นั่นเป็นคำสั่งที่หน่วยงานระบุเอาไว้”

หนุ่มฮิปฮ็อบกอดอก พลางส่งเสียงตำหนิอย่างขุ่นเคือง เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดไม่เข้าท่าแบบนี้ และไม่ยอมให้เด็กหนุ่มต้องไปเสี่ยงคนเดียวแน่ๆ

“ทำไมครับ?”

แบมแบมถาม ลูบไล้ด้ามปากกาอย่างทะนุถนอม

ไบรอันไม่ตอบคำ สีหน้าเรียบนิ่ง

“หรือทางหน่วยฯส่งพี่มาควบคุมผม เพราะกลัวว่าผมจะแอบฮุบข้อมูลคนเดียว?”

แบมแบมถาม พลางจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา ดูว่าคำพูดของเขาจะมีผลอย่างไร แต่ก็ได้คำตอบเมื่อเห็นหางตาของไบรอันกระตุก

“เอาเป็นว่าพวกเราต้องทำตามคำสั่ง นายเองก็ไม่ควรดื้อด้าน”

แล้วทั้งสองคนก็นิ่งเงียบ บรรยากาศแห่งความอึดอัดเริ่มคุกรุ่น ซึ่งเกิดจากความไม่ลงรอยของงานในครั้งนี้ เพราะเด็กหนุ่มต้อองการเคลื่อนไหวแบบอิสระ แต่อีกคนก็คิดจะคุมตลอดงาน 

“พี่สงสัยใช่มั๊ยว่ามันใช้ทำอะไร?”

แบมแบมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพ่งมองปากกาสีเงินในมือ

ไบรอันงุนงงวูบ อยู่ดีๆอีกฝ่ายก็ถามขึ้นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว เหมือนกับอ่านความคิดเขาออกอย่างนั้นแหละ ถ้าหากเป็นเรื่องจริงก็น่ากลัวเกินไปหน่อยแล้ว

“ก็แหม...”

หนุ่มฮิปฮ็อบพูด พลางเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน หวังผ่อนคลายบรรยากาศอันน่าอึดอัด คงไม่ใช่เรื่องดีถ้าจะผิดใจกันในตอนนี้

“ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่ต้องสาธิตให้ดูก็ได้”

“มันเป็นหนึ่งในทีเด็ดของผม”

แบมแบมบอก พลางลดปากกาในมือลง ควันสีขาวพุ่งออกมาเป็นสายยาว ลอยฝ่าอากาศเหมือนควันปะทุ ฟุ้งเข้าใส่ไบรอันจนเต็มหน้า มันเป็นการลอบจู่โจมที่รวดเร็วมาก ต่อให้ระวังตัวก็ยากจะหลบพ้น อย่าว่าแต่โดนเล่นทีเผลอเลย

ไบรอันผงะออกไปอย่างตกใจ ควันสายนั้นกระทบใส่หน้าเขาเต็มๆ ชายหนุ่มเผลอสูดเข้าไปจนสำลัก หันมาเอาเรื่องอีกฝ่าย

“นี่นาย...”

ดวงตาของชายหนุ่มพร่าเลือนทีละน้อย ศีรษะหนักอึ้งจนคิดถึงเตียงนอน การยืนเริ่มไม่มั่นคงเหมือนเห็นโลกหมุนคว้าง

นี่เขาเป็นอะไรไป?

“พี่แค่นอนให้หลับไปซักพัก ผมไม่ชอบให้ใครมากวนตอนทำภารกิจ”

แบมแบมพูด เก็บของเล่นทั้งหมดให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนไบรอันก็ทรุดตัวลงกับพื้น นอนหลับฝันหวานไปในที่สุด

ชเว ยองแจเป็นคนหนุ่มที่มุ่งมั่นกับการทำงาน ความสำเร็จของเขาเป็นที่น่าจับตามองยิ่งนัก ถึงขนาดถูกเชิญให้ไปสัมภาษณ์ในรายการชื่อดัง แน่นอน...การที่เขามีทุกอย่างในวันนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย

“ผมไม่มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ มีแค่ความตั้งใจเท่านั้น สิ่งนี้แหละที่ทำให้คุณก้าวไปข้างหน้า แต่อย่าลืมหาตัวช่วยเสริมด้วยนะครับ”

นี่คือหนึ่งในบทสนทนากับพิธีกร ถูกพาดหัวบนนิตยสารชื่อดังประจำสัปดาห์ ผู้ที่สนใจต่างพากันชื่นชมกับชายหนุ่มอนาคตไกลคนนี้

รวมถึงคนที่กำลังวางแผนร้ายด้วย

แน่นอนว่าแบมแบมก็มีโอกาสได้อ่านคำพูดดังกล่าว ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ นับเป็นคนเก่งที่จัดการยากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่โชคยังดีที่โอกาสยังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง เพราะข้อมูลทุกอย่างของอีกฝ่ายอยู่ในกำมือแล้ว 

เขาทบทวนข้อมูลที่รวบรวมขึ้นมาเองอย่างละเอียด กระทั่งมั่นใจว่าไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่เรื่องเดียว

ชเว ยองแจ นักธุรกิจหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบเครื่องยนต์ อีกทั้งยังนำเข้าและส่งออก เป็นคนตรงต่อเวลาไม่เคยขาดงานสักครั้ง ไปเช้าเย็นกลับค่อนข้างแน่นอน จนพวกลูกจ้างแอบตั้งฉายาให้ว่าเทพนาฬิกา

ด้านชีวิตส่วนตัวไม่มีเรื่องด่างพร้อย จนบัดนี้ก็ยังอยู่เป็นโสด ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดปล่อยตัวอิสระอย่างเต็มที่ หากไม่ออกไปเที่ยวก็ไปช่วยเหลือด้านการกุศล อย่างตอนที่เกิดวาตภัยครั้งล่าสุด เจ้าตัวยอมควักกระเป๋าบริจาคให้อย่างไม่เสียดาย เป็นมูลค่าเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านได้

กิจวัตรประจำวันของชายคนนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน โดยจะตื่นตั้งแต่ตีห้าสามสิบนาที ออกกำลังกาย ทานของว่าง หลังจากนั้นก็อาบน้ำ แต่งตัวให้เรียบร้อย ทานอาหารเช้าก่อนไปทำงานทั้งวัน กลับมาอีกทีก็ช่วงเย็นย่ำ แต่ไม่ค่อยได้ทานข้าวเย็นที่บ้าน เพราะกินมาตั้งแต่อยู่ข้างนอกแล้ว

นี่คือข้อมูลของชเว ยองแจที่แบมแบมได้สืบหาอย่างละเอียด เด็กหนุ่มพิจารณาทุกแง่มุม จนล่วงรู้นิสัยใจคออีกฝ่ายพอสมควร ทำให้รู้ว่าชายคนนี้รอบคอบกับชีวิตเอาเรื่อง ไม่ง่ายเลยที่จะเล่นกลตบตาใส่ แต่เขาต้องลองดูสักตั้ง

หลังจากทบทวนเรื่องของคนอื่นเสร็จ แบมแบมก็หวนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองต้องทำต่อ

บทบาทที่เขาต้องแสดงคือปีเตอร์ โฮเรซ เป็นลูกครึ่งชาวสวีนเดน-ฟิลิปปินส์ มีนิสัยละเอียดอ่อนและพิถีพิถันตามอาชีพ ไม่มีอะไรน่าโดดเด่นจนต้องมองเป็นพิเศษ ยกเว้นดวงตาทั้งคู่ที่ทอประกายเฉลียวฉลาด เรียนจบสาขาโภชนาการ ทำคะแนนเป็นที่น่าพอใจ อยู่ในช่วงเวลาที่กำลังหางานทำ 

สาเหตุที่เลือกมาทำงานที่นี่ เพราะเห็นเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ประกอบกับเงินเก็บก้อนสุดท้ายกำลังจะหมด เลยต้องเร่งหางานให้ได้ในวันนี้

ตอนนี้...แบมแบมยืนอยู่หน้าบ้านของเป้าหมาย เห็นกำแพงล้อมสูงตามที่ควรจะเป็น รั้วรอบขอบชิดมั่นคงแข็งแรง แม้จะไม่ได้ประดับประดาก็ให้ความรู้สึกสูงสง่า

ทันใดนั้น เขาก็เห็นชายคนหนึ่งเดินหน้ามุ่ยคอตกออกมา สีหน้าทั้งโกรธและอับอาย คงจะมาสมัครงานแล้วไม่ผ่านเป็นแน่ ว่าแต่ทำไมต้องอารมณ์เสียขนาดนั้น

นิ้วเรียวยื่นกดกริ่งที่หน้าประตู สูดลมหายใจยาวลึกเพื่อระงับสติให้เยือกเย็น รออยู่ชั่วครู่ก็มีคนมาเปิดให้

“เชิญทางนี้ครับ”

พ่อบ้านสูงอายุก้มหัวต้อนรับ นำทางแขกผู้มาเยือนให้เข้าไปในบ้าน เพราะได้รับการติดต่อจากผู้สมัครงานมาก่อนแล้ว 

แบมแบมเดินตามหลังชายแก่เข้าไป เห็นว่าภายในเป็นบ้านสวน มีสระน้ำและดอกไม้ประดับมากมาย ทุกดอกตกแต่งอย่างมีสีสันต์ ให้ความรู้สึกสบายตา น้ำพุผุดขึ้นมาเป็นสายยาว ก่อนจะวกกลับลงสู่พื้นเป็นจังหวะ ภายในสวนมีโต๊ะเก้าอี้สีขาวให้นั่งเล่น ดูท่าเจ้าของบ้านคงมีรสนิยมไม่น้อย

ชายแก่นำแบมแบมมาที่บ้านหลังหนึ่ง ตัวบ้านเป็นรูปทรงทันสมัย รับกับสวนด้านนอกจนแทบเป็นหนึ่งเดียว

“เจ้านายของผมอยู่ด้านใน แค่คุณเปิดเข้าไปก็เจอแล้ว”

พ่อบ้านสูงอายุพูดจบก็เดินเลี่ยงออกไปอีกทาง

แบมแบมรวบรวมสมาธิ ยื่นมือผลักประตู เห็นด้านในเป็นห้องรับแขก เครื่องเรือนหรูหราถูกจัดวางเอาไว้อย่างเหมาะสม ม่านหน้าต่างเปิดออกรับแสงสดใสของฤดูใบไม้ผลิ ความกว้างของห้องแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นสบาย

ชเว ยองแจในชุดลำลองนั่งเอกเขนกบนโซฟา มองดูแขกผู้มาเยือนอย่างพินิจ เขาเป็นชายร่างอวบ สูงปานกลาง จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง ผมเผ้าหวีอย่างเรียบร้อยจนมันระยับ เสื้อเชิ้ตสีเรียบที่สวมใส่สอดรับกับร่างกาย ใบหน้ายิ้มแย้มให้ความรู้สึกเป็นมิตร

“นั่งลงสิ”

“ครับ”

แบมแบมขานรับ นั่งลงบนโซฟาด้านตรงข้ามอย่างว่าง่าย จากนั้นก็เริ่มแนะนำตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

“ผมชื่อปีเตอร์ โฮเรซ มาจากสวีเดน เพิ่งเรียนจบวิชาสาขาโภชนาการ ต้องการที่จะมาทำงานที่นี่ครับ...” 

เขาเล่าเรื่องที่เตรียมเอาไว้ให้แนบเนียน ในเสียงพูดยังปนสำเนียงชาวสวีเดน พร้อมกับวางท่าอย่างสุภาพเหมือนนักศึกษาจบใหม่ 

“อืม...”

ยองแจรับแฟ้มประวัติมา ดวงตาไม่คลาดคลาจากเด็กหนุ่มตรงหน้า รอยยิ้มขยายกว้างจนไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มเอนกายพิงโซฟาอย่างสบาย ก่อนจะยิงคำถามว่า

“นายดูเหมือนคนเอเชียมากกว่านะ”

แบมแบมไม่ได้ตกใจกับการถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตอบกลับด้วยเสียงนุ่มนวลว่า

“ผมเป็นลูกครึ่ง พ่อผมมีพื้นเพเดิมมาจากฟิลิปปินส์ หน้าตาเลยอาจค่อนไปทางนั้นหน่อย”

“อากาศที่นั่นเป็นยังไงบ้าง?”

ยองแจยังคงถามเรื่องสัพเพเหระต่อไป

“ค่อนข้างอบอุ่น เพราะได้กระแสน้ำอุ่นในทะเล แถมบางช่วงพระอาทิตย์ไม่ตกดินเลย”

ประเทศสวีเดนแม้อยู่ทางเหนือสุดของโลก แต่ก็เป็นหนึ่งในดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ประกอบกับได้อิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทำให้สภาพออากาศค่อนข้างอบอุ่น ไม่ได้หนาวจัดเหมือนที่หลายคนเข้าใจ

ยอองแจเปิดดูแฟ้ม แต่ก็ยังถามออกมาไม่หยุด

“ถ้าฉันจำไม่ผิดมีเมืองอะไรนะที่มีฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลบอลติก”

“สตอกโฮล์ม เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีทะเลบอลติกล้อมรอบครับ”

แบมแบมตอบอย่างกระตือรือร้น 

“สีที่ใช้ในรถไฟใต้ดินที่นั่นมีกี่สี”

ยองแจถามพลางอ่านแฟ้มอย่างจดจ่อ

“มีสามสีคือ แดง เขียว น้ำเงิน ใช้แสดงกลุ่มเส้นทางของรถไฟ” 

ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะยิงคำถามอะไรมา แบมแบมก็ตอบได้อย่างเจนจัด ราวกับว่าเคยไปอยู่สวีเดนมาตลอดชีวิตก็ปาน ต่อให้ถูกถามอย่างกะทันหันก็ไม่มีทางตอบผิดเด็ดขาด

เพราะเด็กหนุ่มมองเจตนาของอีกฝ่ายออก

คำถามพวกนี้ดูผิวเผินแม้จะไม่มีความสำคัญ แต่เป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะมีแต่คนที่เคยอยู่หรือไปสวีเดนส์เท่านั้นถึงจะรู้คำตอบ หากว่าเด็กหนุ่มตอบมั่วซั่วก็จะเผยพิรุธในทันที ภารกิจก็จะล้มเหลวตั้งแต่แรกเริ่ม

เขาเชื่อแล้วว่าชายคนนี้รอบคอบขนาดไหน

โชคดีที่ข้อมูลของแบมแบมได้บอกประวัติของ“ปีเตอร์ โฮเรซ”อย่างละเอียด อีกทั้งเขายังศึกษาเรื่องราวของประเทศสวีเดนเพิ่มเติม สืบค้นมาแล้วทุกซอกและทุกมุม จนมั่นใจว่าล่วงรู้มากกว่าแปดในสิบ จนกระทั่งตอบคำถามได้อย่างไม่ตกหล่น

ยองแจถามจนพอใจ พยักหน้ายอมรับในตัวของผู้มาเยือน มั่นใจแล้วว่าประวัติของอีกฝ่ายจริงแท้ไม่แปลกปลอม แต่ก็ยังมีเรื่องที่มันค้างคาใจเล็กน้อย 

“นายรู้มั๊ยว่าทำไมฉันถึงต้องจ้างพ่อครัวใหม่?”

“ไม่รู้ครับ”

แบมแบมส่ายหน้าปฏิเสธ ทั้งที่ในใจรู้อยู่เต็มอก

ยองแจทำสีหน้าขุ่นเคืองอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะบ่นเป็นตุเป็นตะว่า

“ฉันเคยมีพ่อครัวคนหนึ่ง รายนั้นทำอาหารห่วยชะมัด ฉันเบื่อที่จะต้องกินของสั่วๆเต็มทน แต่โชคร้ายที่ยังหาคนใหม่มาแทนไม่ได้ จนกระทั่งมาพบนาย”

ชายหนุ่มพูดแล้วชี้นิ้วไปยังผู้ฟัง สาธยายความรู้สึกออกมาจนหมดเปลือก ดูท่าเขาคงเหลืออดกับอาหารของพ่อครัวคนก่อนจริง พอเล่าจบก็แสดงสีหน้าไม่สู้ดี เหมือนกับว่ารสชาติของมันยังติดปากอยู่เลย

พอเล่าเรื่องพร้อมกับระบายความในใจ ยองแจก็เรียกร้องว่า

“ฉันเลยอยากจะทดสอบก่อน ว่านายมีฝีมือพอที่จะทำครัวหรือเปล่า?”

แบมแบมนิ่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิด เขาไม่เคยทำอาหารให้ใครทานมาก่อน เลยไม่มั่นใจว่าฝีไม้ลายมือของตัวเองจะอยู่ระดับไหน ขณะเดียวกันก็พบว่าข้อมูลได้ตกหล่นไปอย่างหนึ่ง

มันไม่ได้บอกว่ายองแจชอบทานอะไรเป็นพิเศษ

“ว่าไง...มีอะไรขัดข้องมั๊ย?”

ยองแจรบเร้าถาม เมื่อเห็นเด็กหนุ่มเงียบเป็นเป่าสาก

“อืม...”

แบมแบมพยักหน้ารับคำ ตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจว่า

“ผมจะลองทำดู”

“ทำออกมาให้ดีก็แล้วกัน”

ยองแจเน้นเสียง สีหน้าดูจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

ห้องครัวภายในบ้านทั้งกว้างและสะดวกสบาย อุปกรณ์ทำอาหารถูกวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างครบครัน ทุกสิ่งอันล้วนสะอาดจนมีสีเงินแวววาว จานชามสีขาวเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้แต่แบมแบมยังรู้สึกทึ่งกับความละลานตานี้

พ่อบ้านสูงอายุนำผู้สมัครงานเข้ามาในครัว เอ่ยชี้แจงกติกาว่า

“เจ้านายผมเขาให้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง ขอให้คุณลงมือทำอย่างเต็มที่ ขาดเหลืออะไรก็บอกได้นะครับ”

“ครับ”

แบมแบมรับคำแล้วเดินไปที่มุมทำอาหาร โต๊ะทำจากไม้โอ๊กเนื้อดีปูทับด้วยผ้าสีเรียบ วางเรียงรายด้วยอุปกรณ์และเครื่องปรุงต่างๆ พ่อบ้านสูงวัยเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้เด็กหนุ่มใช้สมาธิกับการทำงาน

...จะเอายังไงดี?

ความเครียดได้เข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างสุดระงับ แถมไม่ยอมสงบลงง่ายๆเสียด้วย ในหัวพยายามทบทวนความทรงจำเมื่อครั้งอดีต ดูว่ามีช่วงไหนที่ตัวเองทำกับข้าวให้คนอื่นทานบ้าง แต่มันกลับว่างเปล่าเหมือนท้องฟ้าอันเวิ้งว้าง

...แล้วแบบนี้จะไหวมั๊ยเนี่ย?

สิ่งที่กำลังทำจะกำหนดชะตาชีวิตของเขา เป็นตัวตัดสินว่าจะได้อยู่ที่นี่หรือไม่ แถมภารกิจในครั้งนี้ล้มเหลวไม่ได้ เพราะอนาคตของโลกขึ้นอยู่กับมัน

ต่อให้เขายอมถอนตัว ก็มีคนอื่นคิดจะช่วงชิงแสงสุริยะอยู่ดี

ดวงตามองจานชามที่อยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วจิกลงบนผ้าปู ไม่รู้ว่าควรทำเมนูอะไรออกมา ต้องเป็นอาหารแบบไหนถึงจะถูกปากนักธุรกิจหนุ่ม เขาเองยังนึกหาวิธีการไม่ออกเลย ความคิดทุกอย่างมันตีบตันไปหมด

หรือภารกิจครั้งนี้จะล้มเหลวแล้ว คงต้องทำใจยอมรับว่าตัวเองทำไม่ได้ 

สิ่งที่ควรทำคือถอนตัวออกไป ทิ้งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง

“ไม่ได้ มันต้องมีหนทางสิน่า”

แบมแบมหลับตารวมสมาธิ มือที่วางบนโต๊ะเริ่มผ่อนคลายอย่างนุ่มนวล

...ไม่ต้องยุ่งยากหรอกน่า

คำพูดของใครบางคนดังก้องในความคิด ภาพของชายคนหนึ่งวูบเข้ามา

“พี่เจบี...”

แบมแบมรำพึงขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา หวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ เจบีได้มาเยี่ยมเยือนที่ร้านคอมฯตามปกติ เขากลับมัวแต่หมกมุ่นกับการซ่อมจอสี่เหลี่ยม เพราะมันเป็นงานค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน ต้องรีบทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด สิ่งที่อยู่ข้างในก็เสียหายมากกว่าที่คิด ทำให้เขาต้องถ่างตาแทบไม่ได้นอน น้ำก็ยังไม่ได้อาบเลยด้วยซ้ำ

เจบีนั่งมองดูอย่างเป็นห่วง พอเห็นเด็กหนุ่มเป็นอย่างนั้นก็บอกว่า

“ฉันว่านายควรพักก่อนดีกว่า ยิ่งเครียดแบบนี้ก็ยิ่งพานคิดอะไรไม่ออก”

“ไม่ได้หรอกพี่ ผมต้องทำให้เสร็จทันเวลา เจ้าของเครื่องคอมฯเขาจะมารับในอีกสามวันแล้ว”

เขาปฏิเสธ สายตาไม่เคยคลาดจากแผงวงจรแม้แต่น้อย สีหน้าดูหมกมุ่นจนเป็นกังวลมากกว่าเดิม ก็งานตรงหน้ามันสำคัญจริงๆนี่นา

เจบีก็รู้สึกได้ถึงความกังวลที่มีอยู่ แต่อยู่ดีๆก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า

“เคยได้ยินเรื่องความเรียบง่ายบ้างมั๊ย?”

เขาชะงักเมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าของผับเอ่ยอย่างชัดถ้อยคำ

“อะไรที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินไปก็จะเหมือนกับเขาวงกต หากเอาแต่วิ่งไปมาก็หาทางออกไม่ได้ แต่ถ้าหากเราเลือกเดินในหนทางที่ถูกต้อง ทางออกก็จะอยู่ตรงหน้าเราเอง”

เขานิ่งเงียบไม่ตอบคำ ทบทวนคำพูดนั้นอย่างพิจารณา ราวกับต้องการค้นหาความหมายที่แฝงอยู่ แต่ไม่ต้องรอนานนักเพราะเจบีได้สรุปให้แล้วว่า

“นายทำชีวิตตัวเองให้ยุ่งยากเกินไป ลองตั้งสติแล้วมองปัญหาใหม่อีกรอบ ในไม่ช้าก็จะเห็นทางออกอยู่ตรงหน้า”

ถ้อยคำที่มีความหมายประทับอยู่ในความทรงจำ ภาพของชายหนุ่มผู้มาดมั่นกับเด็กร้านคอมฯปรากฏออกมาเป็นฉากๆ เป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

แบมแบมลืมตาขึ้นมา มองลงมายังจานชามอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งสติจนไม่มีความฟุ้งซ่านมารบกวน

“ความเรียบง่าย”

เขาพึมพำเบาๆ ครุ่นคิดถึงคำพูดนั้นอย่างใจเย็น ในไม่ช้าก็นึกออกว่าควรจะทำอะไรดี

“ลองนี่หน่อยเป็นไง”

รอยยิ้มแห่งความปลื้มปิติปรากฏออกมา มือคว้าอุปกรณ์มาวางไว้ตรงหน้าอย่างว่องไว จัดแจงโน่นนี่นั่นให้เรียบร้อย ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งสบาย จากนั้นก็เริ่มแกะห่อวัตถุดิบและเครื่องปรุง

รับรองว่ามันต้องออกมาดีแน่

ยองแจนั่งรออยู่ในสวนอย่างจดจ่อ หยิบมือถือขึ้นมาเล่นเป็นการฆ่าเวลา ทั้งเล่นเกม ทั้งดูข่าวในแวดวงธุรกิจ ในหัวกลับนึกถึงแต่ของกินจนแทบร้อนรุ่ม 

ชายหนุ่มคิดไม่ออก ว่าพ่อครัวมือใหม่จะใช้เมนูอะไรมามัดใจ เพราะตัวเขาก็จัดว่าเป็นคนช่างเลือก และเรื่องมากจนหลายคนเอือมระอา นับแต่จำความได้ก็มีอาหารที่ถูกปากน้อยมาก อันไหนที่กินไม่ได้ก็ไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ แค่ได้กลิ่นก็ชวนให้คลื่นเหียนแล้ว

สิ่งที่เขายังไม่ได้บอกเด็กหนุ่มก็คือ ก่อนหน้านี้...เขาได้ไล่ตะเพิดผู้สมัครงานครัวไปหลายราย จนพวกนั้นหนีออกจากบ้านแทบไม่ทัน โดยไม่สนว่าจะเคยเรียนจบจากไหน หรือทำงานภาคสนามมาแล้วกี่ปี เหตุเกิดเพราะทำอาหารไม่ถูกปากนั่นแหละ 

ถ้าคราวนี้ยังไม่ได้เรื่องอีกก็จนปัญญา คงต้องถีบหัวส่งเหมือนคนอื่นๆเสียแล้ว

เวลาผ่านไปชั่วครู่ก็มีเสียงเริงร่าดังขึ้นมา

“มาแล้วครับ ขอโทษที่ให้รอนาน”

พ่อครัวมือใหม่เดินออกมาพร้อมกับเสียง มือขวาถือถาดที่ครอบด้วยฝาสีเงินวาววับ ย่างเท้าเข้ามาในสวนอย่างปลอดโปร่งเหมือนชมนกชมไม้

ยองแจจับตามองฝาครอบนั่นไม่กระพริบ ลุ้นว่าเมนูน่าทานนี้คืออะไรกันแน่ จะเป็นสูตรอาหารที่อลังการงานสร้าง หรือมีความยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ในใจก็เริ่มเดาไปเรื่อยเปื่อยต่างๆนาๆ

ฝาครอบสีเงินถูกเปิดออก เผยให้เห็นเส้นสีเหลืองทองปรุงด้วยผักขม ไอสีขาวจางลอยกรุ่นขึ้นมา

“นี่คือสปาเกตตี้ผักขม ทานแล้วขอให้ติชมได้เต็มที่เลยนะครับ”

สีหน้าของนักธุรกิจหนุ่มผิดหวังอย่างรุนแรง เขาคาดว่าจะได้เห็นสิ่งที่มีดีเลิศยิ่งกว่านี้ แต่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเป็นแค่อาหารธรรมดา เป็นของที่สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไป แทบทุกแห่งหนล้วนมีขายกันทั้งนั้น 

ไอ้ของพื้นๆอย่างนี้หรือจะมัดใจเขาได้?

“นี่เหรอ เมนูสุดวิเศษของนาย?”

ยองแจกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าผิดหวังอยู่มากทีเดียว

แบมแบมกลับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี นึกอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องมีปฏิกิริยาแบบนี้ แต่นั่นยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าเขาจะอยู่หรือจะไป

“ลองทานดูก่อนสิครับ”

เด็กหนุ่มคะยั้นคะยอ ในใจมุ่งหวังคำตอบจากชายตรงหน้า ส่วนอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะผิดหวังเหมือนกัน ว่าแต่ทำไมเขาถึงต้องลุ้นขนาดนี้นะ การมาทำครัวไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงเสียหน่อย

ยองแจมองดูอาหารอยู่นานพอสมควร เขาไม่ค่อยชอบกินผัก เมื่อเห็นใบสีเขียวแบบนี้ยิ่งไม่อยากเข้าใกล้ จึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ทำหน้ายี้ เมื่อพร้อมทานแล้วก็หยิบซ่อมขึ้นมา ม้วนเส้นให้กลายเป็นวงกลม จากนั้นจึงยกขึ้นมาสูดดมครั้งหนึ่ง

...กลิ่นหอมดีนี่

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเอาอาหารเข้าไปในปาก หลับตาลิ้มชิมรสชาติอย่างพิจารณา

แม้เวลาจะผ่านไปเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว แต่สำหรับคนที่รอคำตอบกลับรู้สึกนานเหลือเกิน ราวกับว่าทุกอย่างรอบตัวได้หยุดนิ่ง

“เป็นยังไงบ้างครับ?”

แบมแบมถามด้วยใจที่เต้นระทึก กลั้นใจรอคำตัดสินอย่างจดจ่อ จะได้รู้กันแล้วว่าเขาจะผ่านหรือเปล่า

“ไม่...”

ยองแจเอ่ยขึ้นแล้วส่ายหน้าไปมา

สีหน้าของพ่อครัวมือใหม่เปลี่ยนไปในทันที แม้จะรู้ว่าไม่ควรจะไปใส่ใจกับมันมาก แต่พอได้ยินแบบนั้นก็อดที่จะผิดหวังไม่ได้ ทั้งที่ความจริงเขาไม่ควรจะรู้สึกอย่างนี้เลย

“ไม่เลว”

ยองแจพูดแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ อาหารของเด็กหนุ่มคนนี้มีรสชาติดีเยี่ยม สามารถกินได้โดยไม่ฝืดคอแม้แต่น้อย มันกลมกล่อมเข้ากับผักที่ใส่มาอย่างไม่น่าเชื่อ แทบจะหอมหวานจนไม่รู้สึกถึงความขม 

เขาใช้ซ่อมชี้ใส่คนตรงหน้า

“ฉันรับนายเข้าทำงาน”

รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าของแบมแบม ชนิดที่ปิดเท่าไหร่ก็ไม่มิด เขารีบก้มหัวขอบคุณเป็นการใหญ่ รู้สึกโล่งใจที่ฝ่าด่านในครั้งนี้ไปได้ เรียกว่าต้องงัดพลังใจออกมาทั้งหมดเลยทีเดียว

ด่านต่อไปก็คงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว

ได้ยินนักธุรกิจหนุ่มถามขึ้นมาว่า

“แล้วนายนึกยังไงถึงทำอาหารง่ายๆอย่างนี้มา ถ้าเป็นคนอื่นคงทำอะไรที่มันหรูกว่านี้แล้ว”

แบมแบมส่งเสียงกระแอ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถามว่า

“ก็ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ ผมแค่สังเกตว่าอาการของคุณไม่ค่อยสู้ดี”

นักธุรกิจหนุ่มมีสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจความหมายที่พ่อครัวต้องการบอก

เด็กหนุ่มเลยเน้นเสียงว่า

“คุณไม่ค่อยชอบกินผักใช่มั๊ยครับ?”

ยองแจนิ่งเงียบไม่ตอบคำ ตะลึงงันกับการคาดเดาที่ตรงเป้าพอดี เด็กหนุ่มคนนี้รู้ด้วยหรือว่าเขาไม่ชอบกินผัก เป็นไปได้อย่างไร? เท่าที่จำได้เขายังไม่เคยบอกใครเลยนะ

“ตามหลักโภชนาการ...”

แบมแบมอธิบายอย่างจริงจัง

“มนุษย์เราควรทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ประกอบด้วยคาร์โบรไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ หากขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ร่างกายอาจเกิดสิ่งผิดปกติได้ ถ้าขาดวิตามินจะทำให้ไม่สามารถขับถ่ายของเสียได้ ส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หน้าซีด หรือแย่กว่านั้นคือเลือดออกตามไรฟัน”

เด็กหนุ่มว่า พลางมองหน้าเจ้าของบ้าน 

“ที่ผ่านมาคุณเน้นทานอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน ของพวกนี้ให้พลังงานมากก็จริง แต่ก็มีผลเสียถ้าสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป”

แบมแบมบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แฝงเอาไว้ความห่วงใยกังวล แม้แต่เขาเองก็แปลกใจที่แสดงความรู้สึกออกไปมากมาย อันที่จริงมันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลย เพราะสายลับที่ดีต้องเรียนรู้ที่จะไม่เผยอารมณ์ออกมา

“ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง”

ยองแจกล่าวด้วยความพิศวง รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน ในที่สุดก็บอกด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่า

“ถ้างั้นฉันก็เลือกไม่ผิด งานครัวในบ้านต้องพึ่งนายแล้ว”

แบมแบมอมยิ้มแล้วก้มหัวให้อย่างขอบคุณ พอเงยหน้าอีกครั้งก็เห็นแค่จานอันว่างเปล่า สปาเก็ตตี้หมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นักธุรกิจหนุ่มคงกอบโกยราวกับอดอยากมานาน พริบตาเดียวก็หมดเกลี้ยง

ยองแจส่งจานเปล่าให้กับพ่อครัวมือใหม่

“ขอออีกจานได้หรือเปล่า”

ในที่สุด...แบมแบมก็ได้เป็นพ่อครัวในบ้านของยองแจ งานที่ทำก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากมาย เพียงแค่เตรียมอาหารแต่ละมื้อ นอกนั้นก็ออกไปซื้อหาวัตถุดิบที่ยังขาดเหลือ

ยองแจเป็นนักธุรกิจที่ตื่นก่อนรุ่งสาง และจะไปทำงานอย่างตรงต่อเวลาเสมอมา อาหารในตอนเช้าจึงสำคัญเป็นอย่างมาก

ดังนั้น แบมแบมเลยต้องตื่นก่อนเจ้าของบ้านทุกวัน ลุกขึ้นมาเพื่อทำของว่างให้อีกฝ่ายกินรองท้อง จากนั้นก็ลงมือทำอาหารจานหลักให้เสร็จ ก่อนที่นักธุรกิจหนุ่มจะลงมารับประทานมื้อเช้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเคร่งครัดต่อเวลาชนิดที่พลาดไม่ได้

ยองแจเป็นคนที่ตื่นเช้าจริงๆ พอลุกจากเตียงก็มาวิ่งออกกำลังกาย เรียกเหงื่อจนได้ที่ก็ทานของว่าง หลังจากนั้นก็ขึ้นไปอาบน้ำที่ชั้นบน เช็ดตัวให้แห้ง ก่อนจะเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่อย่างพิถีพิถัน ชายหนุ่มต้องใช้เวลาชั่วระยะไปกับการแต่งตัว เมื่อมั่นใจว่าดูดีที่สุดแล้วค่อยลงมาชั้นล่าง

บนโต๊ะมีอาหารน่าทานรอคอยอยู่ แค่ได้กลิ่นก็กระตุ้นต่อมอยากมากโขทีเดียว

โดยไม่พูดพร่ำ นักธุรกิจหนุ่มสวาปามทุกอย่างที่เห็น ทำราวกับว่าอดอยากมานานแสนนาน ทั้งเนื้อวัว เบค่อน ขนมปัง ซุปผักที่ผ่านการปรุงอย่างดี คราวนี้เขาไม่ปฏิเสธพืชใบเขียวอีก แล้วจึงตบท้ายด้วยกาแฟหอมกรุ่น ในไม่ช้าก็เหลือแค่จานเปล่าๆ 

ถ้าจะให้พูดจากใจ คืออาหารมื้อนี้อร่อยมาก ทำให้เขาแทบจะร้องไห้ออกมา เพราะไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้มานานแล้ว 

ต้องขอบคุณพ่อครัวคนใหม่จริงๆ

หลังจากรับประทานจนอิ่มหนำ ชเว ยองแจก็ขับรถออกไปทำงานตามกิจวัตร พ่อบ้านสูงอายุทำหน้าที่ส่งหน้าประตูเช่นเคย

นี่คือสิ่งที่แบมแบมต้องทำในแต่ละวัน ซึ่งก็ลงมือทำอย่างสนุกสนาน แถมผลงานก็ออกมาดีเกินกว่าที่คาดหมาย เจ้าของบ้านดูจะชอบอาหารที่เขาทำมาก กินจนหมดเกลี้ยงจากจานชามทุกครั้ง ยิ่งถ้ามีของหวานก็ไม่เคยปล่อยให้ผ่านมือเลย

แบมแบมนึกขอบคุณที่ตัวเองเคยหัดทำอาหารมาก่อน

หลังจากที่ล้างจานเสร็จ เด็กหนุ่มยังต้องคอยตรวจดูว่าขาดเหลืออะไร ตอนบ่ายก็ไปซื้อมาเตรียมเอาไว้เพื่อใช้ในวันหลัง

มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับยองแจ คือการเจริญอาหารมากขึ้นเป็นสองเท่าตัว ไม่เคยพลาดมื้อเช้าเลยสักครั้ง แม้แต่พ่อบ้านสูงอายุยังบอกว่า

“เจ้านายของเขาดูอ้วนกว่าเดิมมาก”

เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่หลายวัน จนผ่านไปได้ราวสองอาทิตย์เศษ

ตกบ่าย ภายในห้างสรรพสินค้า

แบมแบมเดินซื้อตามแผงสินค้า เลือกเอาวัตถุดิบที่ต้องใช้ในวันถัดไป ตรวจดูในสมุดจดว่ายังขาดเหลืออะไรบ้าง สิ่งที่ควรซื้อเป็นอย่างยิ่งคือขนมปัง เนย เนื้อวัว เบค่อน แฮม ชี้ด เหล่านี้เป็นโปรตีนหลักที่ยองแจชอบทานอยู่แล้ว

แน่นอน...ที่ขาดไม่ได้ก็คือผักใบเขียว สิ่งพิเศษที่เขาเพิ่มลงไปในเมนู

มือเรียวดันรถเข็นที่มีของอยู่เต็ม เดินทอดน่องไปตามแผงสินค้าอย่างพิจารณา เขาซื้อของที่ต้องการเกือบครบ แล้ว ยังมีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า?

ดวงตามองหาของพร้อมกับครุ่นคิดทบทวน

“นี่...”

ชายคนหนึ่งร้องเรียกแล้วจับข้อมือของเด็กหนุ่มเอาไว้ ทำให้คนที่ถูกจับต้องหันมามองอย่างตกใจ

“พี่ไบรอัน...”

พอเห็นว่าเป็นใครแบมแบมก็อุทานออกมา นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะได้เจอะเจออีกคนในที่แบบนี้ เขาระงับความตกใจก่อนจะถามออกไปว่า

“พี่มาได้ยังไงเนี่ย?”

หนุ่มฮิปฮ๊อบทำสีหน้าถมึงทึง พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เค้นคอหอยอีกฝ่าย การที่เขาโดนเด็กหนุ่มเล่นงานเมื่อหลายวันก่อนก็แสบใช่ย่อย เลยอยากจะคิดบัญชีให้ได้เสียเดี๋ยวนี้

“นายคิดว่าฉันจะยืนอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลยเหรอ?”

ไบรอันพูดแล้วอธิบายช้าๆ

“ฉันแอบจับตาดูนายอยู่ตลอด รู้ว่านายเข้าไปทำงานในบ้านของเป้าหมายแล้ว แต่จนป่านนี้ยังหาของที่ต้องการไม่เจอ”

แบมแบมนิ่งเงียบ เขามีความในใจที่ยากจะบอก แต่คิดว่าคนอย่างไบรอันคงไม่เข้าใจหรอก 

พอเห็นท่าทีของเด็กหนุ่ม ไบรอันก็พยายามระงับสติลง พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ก่อนจะบอกว่า

“พูดตามตรงนะ...ฉันเริ่มคิดแล้วว่า นายชักจะไม่เหมาะกับการเป็นสายลับ”

คำพูดนั้นทำให้แบมแบมเงยหน้ามอง ข้อมือยังถูกอีกฝ่ายยึดกุมเอาไว้

ไบรอันยังคงพูดต่อไป

“เพราะว่านายอ่อนไหวเกินไป คนเป็นสายลับไม่มัวคิดอะไรไร้สาระหรอก นายคงไม่ได้เผลอชอบชีวิตแบบนี้ จนลืมหน้าที่ของตัวเองใช่มั๊ย?”

“ไม่ใช่...”

แบมแบมสวนกลับทันควัน

“ผมแค่ไม่รู้ว่าเขาซ่อนของเอาไว้ที่ไหนต่างหาก ถ้ามันหาง่ายอย่างนั้น ป่านนี้ใครต่อใครคงหาเจอแล้ว”

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแฝงความพลุ่งพล่าน เหมือนถูกเปิดเผยความในใจออกมา แต่ก็รีบระงับความรู้สึกของตัวเองอย่างรวดเร็ว

แม้จะไม่ค่อยพอใจเป็นที่สุด แต่ไบรอันก็พูดเชิงเตือนสติ ทำให้เขากลับมาคิดเรื่องงานอีกครั้ง คราวนี้จะมัวยืดยาดไม่ได้แล้ว ต้องรีบทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็ว 

ไบรอันมองหน้าเด็กหนุ่ม ก่อนจะพูดสำทับใส่

“เอาเป็นว่าฉันจะจับตาดูนายอยู่ตลอดเวลา หาของเจอเมื่อไหร่ก็รีบติดต่อมาแล้วกัน อย่าลืมว่านายไม่ใช่ปีเตอร์ โฮเรชจริงๆ”

ชายหนุ่มปล่อยมือออกจากการเกาะกุม 

“อืม”

แบมแบมพยักหน้ารับคำ รู้สึกมีบางอย่างกดทับหัวใจของเขา มันหนักอึ้งจนเดินแทบไม่ไหว ราวกับว่ากำลังลำบากใจในสิ่งที่ทำอยู่

โดยไม่คาดคิด ไบรอันใช้นิ้วจัดแจงเส้นผมที่ปรกหน้าผากของเด็กหนุ่ม มุมปากปรากฏรอยยิ้มออกมา

“นายคือแบมแบม เจ้าของร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ น้องชายสุดที่รักของเจบี อย่าลืมข้อนี้ซะล่ะ”

แบมแบมตะลึงงันไปแล้ว สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนจากรอยยิ้มนั่น ขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่าย ก็เมื่อกี้ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ ตอนนี้กลับเผยรอยยิ้มที่ชวนอบอุ่น ชายคนนี้จะมาไม้ไหนกันแน่?

“ไปล่ะ”

ไบรอันบอกแล้วหันกายเดินจากไป ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนงงอยู่

เมื่อไม่เห็นเงาหลังของหนุ่มฮิปฮ๊อบ แบมแบมก็กลับมาคิดเรื่องงานต่อ แต่กลับมีบางอย่างกดทับหัวใจของเขาอีกแล้ว 

ความรู้สึกผิดได้คืบคลานเข้ามา เหมือนกับว่าเขาได้ทำความผิดต่อยองแจ ทั้งโกหก ทั้งหลอกลวง เพียงเพื่อให้ได้สิ่งของที่อีกฝ่ายมีอยู่เท่านั้น หรือมันจะเป็นอย่างที่ไบรอันว่าเอาไว้ เขาคงอ่อนไหวมากเกินไปจริงๆ

...ทำไมเราต้องรู้สึกผิดด้วย มันเป็นแค่ภารกิจเท่านั้นไม่ใช่หรือ?

เด็กหนุ่มรวบรวมสมาธิ พยายามกล่อมตัวเองให้มีจิตใจแน่วแน่ ดันรถเข็นให้เดินไปข้างหน้า

บ้านของยองแจเงียบเชียบ นอกจากพ่อบ้านสูงอายุที่ทำหน้าที่ประจำแล้ว ก็แทบไม่มีคนอื่นอาศัยอยู่อีก แต่อย่าคิดว่าที่นี่ไม่ได้วางมาตรการป้องกันเอาไว้

ทุกซอกมุมของตัวบ้านมีกล้องวงจรปิดแฝงอยู่ แถมยังติดสัญญาณป้องกันขโมย หากใครคิดจะบุกเข้ามาก็อาจจ๊ะเอ๋กับตำรวจได้ทุกเมื่อ ปิดท้ายด้วยการใช้วันหยุดยาวพักร้อนหลังลูกกรง  

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมามีไว้ป้องกันการบุกรุกจากภายนอก

แบมแบมไขกุญแจประตูด้านหลัง อุ้มถุงใบใหญ่เดินเข้าไปอย่างลำบาก หลังจากเอาของไปเก็บเอาไว้ในครัว ก็ล้างหน้าล้างตา เอนกายพักผ่อนบนเตียง ทำสมาธิอยู่ในห้องเพื่อรอคอยโอกาสที่เหมาะสม เขารู้ดีว่างช่วงเวลาไหนที่จะปลอดคนจนสามารถลงมือได้

ปกติยองแจจะไม่กลับบ้านในช่วงเย็น เพราะเจ้าตัวนิยมทานข้าวจากด้านนอก บางครั้งต้องพบปะสังสรรค์กับลูกค้า กว่าจะกลับมาอีกทีก็สองทุ่มขึ้นไปแล้ว ส่วนพ่อบ้านสูงอายุจะหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ซึ่งเจ้านายของเขาอนุญาตให้พักก่อนเวลา เพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว

ดังนั้นช่วงที่จะสามารถปฏิบัติงานได้ คือหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม ช่วงนี้ในบ้านจะมีแค่เขาคนเดียว ไม่มีใครมารบกวนตอนกำลังค้นหาสิ่งของ

ดวงตามองนาฬิกาที่วางบนหัวเตียง ขณะนี้เป็นเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที 

อีกเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ในขณะที่กำลังนอนรอคอยอยู่ ภาพของใครบางคนก็ปรากฏเข้ามาในความคิด มาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวและควบคุมไม่ได้ เป็นคนที่มักจะมาเยี่ยมเยือนเขาอยู่เสมอ สัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่ชายคนนั้นแสดงออก

...พี่บี

แบมแบมรำพึงในใจอยู่เงียบๆ หลับตาหวนคิดถึงใครคนนั้น

น่าแปลกที่รู้สึกคิดถึงและโหยหามากเหลือเกิน  อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้กลับบ้านมาสองอาทิตย์แล้ว ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง สิ่งที่เคยเห็นยังจะเหมือนเดิมหรือเปล่านะ?

เด็กหนุ่มพลิกตัวนอนตะแคง มือเรียวกำผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น ความกลัวได้เข้ามาคุกคามจนน่าเจ็บปวด เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย 

ได้ยินเสียงกริ้งดังสนั่น

แบมแบมตื่นจากภวังค์ พบว่าเป็นเวลากว่าหกโมงเย็นแล้ว 

พอหวนนึกถึงท่าทีของตัวเองเมื่อครู่ก็รู้สึกขำขัน ในเวลางานยังจะมาคิดถึงเรื่องไม่เข้าท่าอยู่อีก มันใช่สิ่งที่พวกมืออาชีพสมควรทำไหม 

“ทำงานดีกว่าเนอะ”

เด็กหนุ่มบอกกับตัวเอง ผุดลุกขึ้นจากเตียงอย่างแข็งขัน

ห้องทำงานของยองแจอยู่ชั้นบนติดกับห้องนอน ช่วงเวลาเย็นย่ำแบบนี้จะเงียบจนเหมือนเป็นบ้านร้าง ไม่มีคนเดินผ่านไปมาแต่อย่างใด หากตั้งใจฟังให้ดียังแทบได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง

แบมแบมเคลื่อนตัวไปตามซอกมุม ย่างเท้าเดินเลาะไปตามผนังกำแพง หลังจากอยู่ในสถานที่นี้มาจนคุ้นชิน ทำให้รู้มุมของกล้องวงจรปิดเป็นอย่างดี ดวงตาสอดส่องไปมาอย่างละเอียด พบว่าในบ้านมีกล้องทั้งหมดห้าตัว แบ่งเป็นด้านนอกสาม ด้านในอีกสองตัว

ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะเป็นคนละเอียดจับจด แต่น่าแปลกที่ไม่ได้จ้างร.ป.ภ.มาเฝ้าระวัง คงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าบุกรุกเข้ามา

เท้าของเด็กหนุ่มย่องไปตามซอกมุมของบ้าน จับตามองตรงเพดานอย่างจดจ่อ กล้องตัวนี้จะส่องทางเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ทั้งหมด ยิ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนักถ้าต้องมองในความมืด

แบมแบมย่องผ่านซอกมุมที่กล้องส่องไม่ถึง ขึ้นไปชั้นบนอย่างแผ่วเบาราวแมวขโมย

ห้องนอนของยองแจจัดไว้อย่างสะดวกสบาย มีห้องน้ำชั้นบน เตียงหนานุ่ม ข้าวของเคื่องใช้ที่ควรมีครบครัน เหมาะสมกับการพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

แต่เด็กหนุ่มไม่มีเวลาเอนหลังลง ต้องเริ่มค้นหาสิ่งของกันได้แล้ว เขาเริ่มค้นโต๊ะทำงานก่อน แม้จะค่อนข้างมืด แต่เขาไม่ยอมเสี่ยงที่จะเปิดไฟ เพราะแสงอาจทะลุม่านหน้าต่างให้คนข้างนอกเห็นได้ จึงส่องไฟฉายค้นหาด้วยตัวเอง

แบมแบมค้นดูตามลิ้นชัก พบแต่เอกสารเกี่ยวกับธุรกิจ ตารางการปฏิบัติงาน จึงจัดมันเก็บเข้าที่เดิม ค้นยังส่วนอื่นต่อ ลิ้นชักถูกรื้อออกมาจนหมด ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการแม้แต่น้อย

...ต้องหาที่อื่น

เขาจัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่ ไม่มีใครดูออกว่าเคยมีคนมาสำรวจ เปลี่ยนมาค้นตามตู้เสื้อผ้าแทน เห็นชุดสูทและเสื้อลำลองแขวนเรียงราย กลิ่นหอมจากการซักรีดลอยฟุ้ง เด็กหนุ่มใช้มือคลำทุกส่วนของตู้ ดูว่ามีช่องลับแอบเอาไว้หรือเปล่า แต่สุดท้ายต้องพบกับความผิดหวัง

ในไม่กี่อึกใจ เด็กหนุ่มก็ค้นจนทุกซอกทุกมุม แม้แต่ฝาเพดานก็ไม่ได้ละเว้น ลงทุนเปิดฝาชักโครกดู ไม่เห็นมีสิ่งที่เขาต้องการเลยแม้แต่น้อย

“เฮ้อ...”

แบมแบมถอนหายใจยาว ทรุดนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยใจ จนปัญญาที่จะหาแล้วจริงๆ

“มีตรงไหนที่เรามองข้ามไปหรือเปล่านะ?”

เขาพึมพำ เอนศีรษะหนุนหมอนอย่างเหนื่อยล้า หลับตาครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา

ด้านนอก

รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้านอย่างช้าๆ เลี้ยวเข้าหาที่จอดด้วยความระมัดระวัง ประตูถูกเปิดออก ชเวยองแจก้าวเท้าลงมา ท่วงท่าอ่อนระโหยจากการโหมงานทั้งวัน

...วันนี้มีอะไรกินบ้างเนี่ย?

ชายหนุ่มปิดประตูรถ เดินลากเท้าเข้าไปในบ้าน อ้าปากหาวหวอดยาวๆ 

ในห้องนอน

แบมแบมลืมตาขึ้น พบว่ามีอยู่จุดหนึ่งที่เขายังไม่ได้ตรวจค้น ดวงตาหันมองผนังห้อง เห็นภาพวาดใบหนึ่งแขวนอยู่

...นั่นไง

เขาดีดตัวขึ้นมา ใช้มือจับตรงขอบภาพเอาไว้แน่น ทิวทัศน์ทะเลวาดได้อย่างวิจิตร เกลียวคลื่นม้วนตัวราวกับจะโถมออกมา ปกติถาพสวยแบบนี้ควรประดับในห้องนั่งเล่น ไม่น่าเอามาไว้รบกวนการนอนของเจ้าบ้าน

อีกด้าน

ยองแจก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน เปิดไฟเพื่อให้มองเห็นทาง ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกแขวนไว้บนราว เดินเข้าไปค้นหาของกินในตู้เย็น พบแซนด์วิสห่อพลาสติกแผ่นหนึ่ง เลยหยิบขึ้นมากินรองท้องเอาไว้ก่อน เขาเคี้ยวจับๆแล้วเดินขึ้นชั้นบน

ในห้องนอน

แบมแบมกำลังเพ่งสมาธิ ก่อนจะเลื่อนรูปภาพออก

...อยู่นี่จริงๆด้วย

เขาคิดไม่ผิด ด้านหลังของภาพวาดมีตู้เซฟอยู่ใบหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะเปิดดูใบหน้าก็ถอดสี 

เสียงตึกๆๆดังขึ้นที่นอกห้อง เหมือนเสียงฝีเท้ากระทบกับพื้นเป็นจังหวะ แถมยังเข้ามาใกล้เรื่อยๆแบบไม่มีทีท่าจะหยุดเสียอีก

...หรือยองแจจะกลับมาแล้ว

เด็กหนุ่มตกใจเมื่อรู้ว่าความคิดนั้นเป็นจริง รีบเลื่อนภาพวาดปิดตู้เซฟอย่างเดิม ในหัวคิดหาทางเอาตัวรอดอย่างรีบเร่ง เขารู้ดีว่าถ้าถูกจับได้จะโดนอะไร

...ทำไงดีเนี่ย?

ชเว ยองแจเปิดประตู จากนั้นจึงเปิดไฟจนสว่างวาบ ย่างเท้าเข้าห้องนอนเหมือนที่เคยทำทุกวัน ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูออกมา กะว่าจะอาบน้ำแล้วค่อยเรียกให้พ่อครัวทำกับข้าว เพราะเขาเองก็ชักจะหิวขึ้นมาแล้ว ขณะจะถอดเสื้อออกก็หันไปดูภาพวาด

เห็นว่ากรอบภาพมันดูเอียงๆหน่อย

แบมแบมซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง โดยขดตัวให้แนบชิดกับผนังให้มากที่สุด โชคดีที่เขาตัวอ่อนเลยทำได้สบายมาก เห็นเจ้าของบ้านเดินตรงไปยังภาพวาด ซึ่งนั่นทำให้เด็กหนุ่มกังวลสุดขีด หวังว่าเขาคงไม่เผลอทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเรื่องคงแดงแน่ๆ

ยองแจมองภาพวาดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะจัดมันให้เข้าที่เข้าทาง ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องน้ำ จัดการล็อคประตูลง

ดูเหมือนว่านักธุรกิจหนุ่มจะเหนื่อยเกินไป เลยไม่ได้สังเกตว่าเตียงมีรอยยุบ เหมือนมีใครนอนลงไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

นั่นทำให้คนที่แอบอยู่พ่นลมจากปาก รู้สึกโล่งที่ยังรอดมาได้อย่างหวุดหวิด รีบถลันออกมาจากใต้เตียง รีบเผ่นออกจากห้องอย่างไม่รอช้า

เจ้าของบ้านเปิดประตูออกมา กวาดตามองอย่างระแวง เมื่อครู่รู้สึกเหมือนมีอะไรวิ่งอยู่ข้างนอก แต่พอเห็นความว่างเปล่าก็กลับไปอาบน้ำเหมือนเดิม

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #6 BBTT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 10:38

    โอ้ย ลุ้นมาก เหมือนดูหนังเลยอ่า ส่วนบีแบมเหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็มีนะ ไม่งั้นคงไม่คอยไปมาหาสู่กันเรื่อยๆแบบนี้

    #6
    0