[GOT7] ห้วงความตาย

ตอนที่ 6 : บทที่ ๕ ไม่เชื่อใจ ตอนที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 พ.ย. 63

เวลากลางวัน

เจบียืนอยู่แถวซอกมุมของตึกที่เยื้องเฉียงออกไป ดวงตาคมกริบจ้องมองอาคารด้านหน้า อพาร์ทเม้นแห่งนี้ค่อนข้างมีระดับ อย่างน้อยก็มีคนมาขอเช่าพักตลอดปี อยู่ในราคาที่สามารถต่อรองได้ ด้านหน้าเพิ่งจะทาสีใหม่ บางชั้นเห็นกระถางดอกไม้วางประดับเอาไว้

ด้านนอกมีคนเดินอยู่ไม่ถึงสิบ เขาแน่ใจว่าตัวเองสำรวจหนทางครบทุกซอกมุม หากมีอะไรผิดพลาดจะได้ไม่ต้องวิ่งอย่างคนตาบอด จากการทำงานภาคสนามมานานปีสอนให้รู้ว่า “ต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ” 

วันนี้เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงแล้ว

ในไม่ช้าเป้าหมายก็ปรากฏ หมอนั่นเดินกลับเข้าไปในที่พัก ท่าทางระวังตัวเอาเรื่อง เหมือนจิ้งจอกที่ตื่นกลัวว่าจะถูกหมาป่าไล่ล่า

เห็นอีกฝ่ายเดินแบบรีบร้อน คงอยากจะเผ่นไปจากที่นี่เต็มแก่

เจบีดึงหมวกปิดบังใบหน้า สวมแว่นตากันแดด เดินเข้าไปในอพาร์ทเม้นอย่างคนต้องการที่พัก พร้อมกับรักษาระยะห่างในการติดตาม

ภายในตัวอาคารเงียบเชียบ ที่เคาน์เตอร์ไม่มีคนเฝ้า คิดว่าคงไปทำธุระส่วนตัว บนชั้นมีขวดโหลบรรจุไม้ขีดหลายกล่อง เขาไล่หลังอย่างใจเย็น เพราะอาจแหวกหญ้าให้งูตื่น หมอนั่นคงคิดไม่ถึงว่าจะถูกติดตามในไม่กี่ชั่วโมง ขืนทำให้ไก่ตื่นอาจคลาดกันได้ทุกขณะ 

หลังกลับจากชายหาด เขาก็รีบหาข้อมูลจากเบาะแสอันน้อยนิดทันที อพาร์ทเม้นดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง ห่างจากชายหาดที่เล่นน้ำราวสี่กิโลเมตร เขารีบเดินทางโดยใช้เวลาไม่ถึงวัน ต้องทำอย่างรวดเร็วจนศัตรูนึกไม่ถึง 

ต่อให้เป็นคนที่ฉลาดกว่านี้ก็ไม่ทันเฉลียวใจ ว่าหลังจากผ่านเรื่องร้ายมาหมาดๆ เจบีก็เตรียมตอบโต้กลับเสียแล้ว ไม่ปล่อยให้ศัตรูต้องรอนานแต่อย่างใด

หมอนั่นก็เพิ่งทำงานล้มเหลว จิตใจเลยกำลังตึงเครียด คงไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกไล่ล่าในเวลาไม่ถึงวัน

เจบีทำท่าเหมือนยืนอ่านโฆษณาที่ติดไว้บนผนัง หางตากลับชำเลืองมองไปยังเป้าหมาย เห็นชายคนดังกล่าวก้าวเข้าไปในลิฟต์ แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะ เขาก็จดจำรายละเอียดของอีกฝ่ายได้

ร่างสูงปานกลาง หน้าสี่เหลี่ยม อายุราววัยกลางคน ไม่มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ ก็เหมือนคนทั่วไปที่เดินถนน แทบดูไม่ออกว่าทำงานสายมืด

ตอนนี้เป้าหมายก้าวเท้าเข้าไปในลิฟท์แล้ว

ชายหนุ่มสามารถวิ่งปราดเข้าไปได้ถ้าจะทำ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหมอนั่นจำเขาได้หรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วพวกมืออาชีพมักจะมีความจำเป็นเลิศ เห็นแค่แวบเดียวก็ไม่ลืมเลือนไปตลอดกาล ดังนั้นจึงไม่ควรเสี่ยงไปเข้าใกล้ในตอนนี้ 

ควรรอให้อีกฝ่ายกลับถึงห้องก่อน

ดวงตาคมกริบเหลือบมองอย่างใจเย็น ไฟหน้าปัดด้านบนปรากฏเป็นเลขห้า

ถึงเวลาที่จะต้องตามไปแล้ว

เจบีสาวเท้าไปที่ลิฟต์ กดปุ่มเรียกอย่างไม่รอช้า ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ไม่ลืมที่จะกดปุ่มหมายเลขห้า 

พอออกมาข้างนอกชายหนุ่มก็ชะงักงัน มองซ้ายมองขวา เห็นโถงทางเดินอันว่างเปล่า ห้องพักเรียงรายสิบกว่าห้อง ประตูสีคล้ำมีหมายเลขติดเอาไว้ด้านหน้า

ปัญหาก็คือเขาไม่รู้ว่าชายคนนั้นอยู่ห้องไหน

...บ้าเอ๊ย

เจ้าของผับสบถในใจ แต่ก็ไม่ได้อับจนปัญญาเสียทีเดียว เขาถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาแคบเรียวสอดส่องหาร่องรอยบนพื้น เหมือนนกเหยี่ยวสำรวจหาเหยื่ออย่างไม่ลดละ

การแกะรอยคือสิ่งหนึ่งที่เขาภูมิใจ

นี่ก็เป็นอีกความสามารถที่ได้จากการทำงานในอดีต ร่องรอยแต่ละอย่างล้วนมีที่มาของมันทั้งนั้น ทุกการย่างเท้า การขีดข่วน ตลอดถึงคราบเลอะเลือน บางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็บอกความลับได้มากมาย อยู่ที่ว่าผู้มองจะใส่ใจหรือเปล่า

ตอนนี้เจบีตั้งใจเพ่งมองแบบไม่คลาดสายตา

พื้นปูนของโถงทางเดินเก่าไปตามกาลเวลา ร่องรอยต่างๆเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่ชายหนุ่มต้องการคือรอยใหม่สุดของวันนี้

ใช้เวลาชั่วขณะก็เห็นสิ่งที่ค้นหา

มีรอยเท้ากว่าสี่ห้าคู่ประทับอยู่บนพื้น ทว่า...เจบีกลับสนใจรอยเท้าขนาดเล็กมากเป็นพิเศษ

ชายหนุ่มหลับตา ทบทวนเหตุการณ์คืนที่ผ่านมา หัวขโมยคนนั้นมีขนาดเท้าแค่ไหนกันนะ? ตอนนั้นเขาถูกบีบให้ป้องกันตัว ไม่มีเวลามาสังเกตเรื่องยิบย่อยแบบนี้

เขาลืมตาขึ้น ความคิดบางอย่างวูบเข้ามาในหัว

...ทำไมไม่มองหาร่องรอยอย่างอื่นล่ะ

เจบีออกหาร่องรอยทั่วโถงทางเดินในทันที ในขณะเดียวกันก็จับตาสังเกตประตูเอาไว้ เผื่อว่าหมอนั่นจะเดินออกมา ใช้เวลาเพียงชั่วครู่เขาก็พบเห็นอะไรบางอย่าง

ทราย

เขาย่อตัวลง ใช้นิ้วหยิบขึ้นมาอย่างพิจารณา มันไม่ใช่ฝุ่นที่เกิดจากความสกปรกของตัวอาคาร หากแต่เป็นทรายที่มาจากทะเล เห็นได้จากสีสันต์ที่ค่อนข้างสดใส แตกต่างจากฝุ่นตามบ้านเรือนทั่วไป

เพื่อความแน่นอน ชายหนุ่มลงทุนแตะทรายใส่ปลายลิ้น สัมผัสได้ถึงความเค็มของทะเลจริงๆ

ทรายพวกนี้ยังใหม่ แถวนี้แม้มีหลายคนที่ไปเที่ยวทะเล แต่จะมีสักกี่คนที่รีบกลับมาโดยที่ไม่ล้างตัวก่อน ปล่อยให้ทรายกระจายบนพื้นเยอะแบบนี้? 

คงมีไม่กี่คนหรอกน่า

เจบีลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะเคาะประตูทีละห้อง หากไล่ไปเรื่อยๆต้องหาเจอจนได้ แต่ต้องรีบยั้งความคิดนั้นเอาไว้ก่อน เพราะถ้านี่เป็นห้องของหัวขโมยคนนั้นจริง หมอนั่นคงต่อสู้ขัดขืนจนเกิดสียงดัง ซึ่งอาจทำให้เขาพบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา นั่นคือตำรวจมากมายที่บุกมาขัดจังหวะ 

ดังนั้นการเข้าไปแบบทื่อมะลื่อจึงไม่เข้าท่าอย่างแรง แถมการหาทีละห้องอาจทำให้ศัตรูไหวตัวได้

...จะทำยังไงดีนะ?

ในขณะที่กำลังคิดหาวิธี ชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นปุ่มแดงที่อยู่ติดผนัง ปุ่มนี้จะใช้กดเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าไฟกำลังไหม้ ส่วนใหญ่จะใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น

ดวงตาของเจบีทอประกายวูบ เขาคิดออกแล้วว่าควรทำอย่างไร

โดยไม่รอช้า ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปที่ปุ่มฉุกเฉิน กำหมัดต่อยใส่ที่ครอบจนแตก ก่อนจะใช้นิ้วกดเน้นย้ำเข้าไป เสียงกริ่งดังขึ้นเหมือนอย่างที่เขาต้องการ สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือความชุลมุนวุ่นวาย ผู้เช่าพักทั้งหลายโผล่ออกมาจากห้อง ต่างวิ่งหนีออกไปด้วยความแตกตื่น เขารีบไปดักรอเป้าหมายในทันที

ประตูหมายเลขแปดเปิดออกมาอย่างรีบร้อน ชายกลางคนหน้าสี่เหลี่ยมนายหนึ่งคิดวิ่งหนี แต่ต้องชะงักงันเมื่อเห็นว่ามีคนขวางทางออก

เจบียิ้มให้เล็กน้อย กำหมัดต่อยใส่หน้าเจ้าหัวขโมยนั่นเต็มแรง ได้ยินเสียงกร็อบดังสนั่นเต็มสองหู

หัวขโมยถึงกับผงะไปด้านหลัง จมูกยุบลงเหมือนลูกพลับถูกบดบี้ เลือดกระเซ็นออกมาเป็นด่างดวง ขณะเดียวกันร่างคนถูกต่อยก็ร่วงลงกับพื้น

เจบีสาวเท้าเข้ามาในห้อง ล็อคประตูเอาไว้อย่างแน่นหนา คราวนี้ไม่มีใครสงสัยแน่ว่าทำไมถึงมีเสียงดัง และกว่าพวกหน่วยดับเพลิงจะมาก็คงต้องใช้เวลามาก ชายหนุ่มตามเล่นงานศัตรูแบบไม่ยอมให้ตั้งตัว ตวัดเท้าเตะเข้าที่ชายโครงของหมอนั่น พร้อมกับกระทืบซ้ำเข้าให้ที่สีข้าง เจ้าหัวขโมยถึงกับตัวงอเป็นกุ้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“ใครส่งแกมา”

เจ้าของผับเค้นเสียงถาม ใช้เท้าเหยียบเข้าที่มือของเจ้าหัวขโมย เพื่อปิดโอกาสไม่ให้ตอบโต้ ได้ยินเสียงแผดร้องดังลั่น ตามด้วยการดิ้นพล่านเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า 

ชายหนุ่มกดเท้าลงไปแน่น พร้อมกับถอดแว่นกันแดดออกมา เผยให้เห็นดวงตาที่ดุกร้าว

“ฉันไม่มีเวลามาเล่นเกมยี่สิบคำถาม ถ้านายยังไม่พูด ก็บอกลามือที่ใช้ขโมยของได้เลย”

นั่นไม่ใช่แค่คำขู่ เพราะเท้าที่เหยียบมือได้กดลงมาทุกที มันแรงมากจนรู้สึกไปถึงกระดูก หากกดแรงกว่านี้อีกนิดเดียว มือข้างนั้นก็จบสิ้นกัน

“ยอมแล้ว ยอมแล้ว...”

เจ้าหัวขโมยร้องออกมาอย่างไม่คิดชีวิต เขาจำเป็นต้องใช้มือทำมาหากิน ถ้ามันพิการขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เลยไม่มีทางเลือก นอกจากยอมทำตามที่ผู้บุกรุกสั่งแต่โดยดี

“ว่าง่ายๆแบบนี้สิ”

เจบีพูด ลากเก้าอี้ที่มีล้อเลื่อนมาตัวหนึ่ง จากนั้นก็คว้าตัวเจ้าหัวขโมยขึ้นมานั่ง พร้อมกับจับตาดูอีกฝ่ายตลอดเวลา หากหมอนี่กล้ามีลูกเล่น เขาจะทำให้มันลุกไม่ได้อีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ชายหนุ่มก็ยืนเผชิญหน้า พร้อมที่จะตั้งคำถามที่สงสัย

“นายมีเวลาก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมา ถ้าฉันถามก็ให้ตอบอย่างเดียว และต้องตอบในทันทีด้วย...เข้าใจมั๊ย”

เจ้าของผับตั้งเงื่อนไขด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ส่วนหัวขโมยได้แต่พยักหน้ายอมรับ ลูบคลำมือที่เจ็บอย่างเสียไม่ได้

เจบียิงคำถามแรก

“นายชื่ออะไร?”

เจ้าหัวขโมยลังเลเล็กน้อย แต่พอเห็นสีหน้าเอาจริงของอีกฝายก็ยอมตอบโดยดี

“โจเซฟ”

“ขอดูบัตรประชาชน”

เจบีไม่ค่อยเชื่อ ว่าที่อีกฝ่ายบอกออกมาจะจริงเต็มร้อย คนที่ทำงานสายมืดจะเปิดเผยแค่ไหนกัน? แต่เจ้าหัวขโมยก็หยิบบัตรออกมาอย่างไม่ลังเล เป็นบัตรประจำตัวประชาชน

เมื่อเขารับมาดูก็ปรากฏว่ามีชื่อโจเซฟจริงๆ ชายหนุ่มถูบัตรไปมาบนฝ่ามือ ก็พบว่ามันคือของแท้ ไม่ได้ผ่านการทำเทียมเลียนแบบแต่อย่างใด 

“นายฉลาดที่มากที่บอกความจริงกับฉัน”

เจ้าของผับเอ่ยขึ้น น้ำเสียงมีแววชื่นชมนิดหน่อย

“ฉันรู้ว่านายเป็นมือฉมัง ถ้าขืนใช้บัตรปลอมนายก็จับไต๋ได้พอดี”

หัวขโมยที่ชื่อโจเซฟพูดแล้วไอแค่กๆ ยังรู้สึกจุกที่ทรวงอกจากการถูกเล่นงานเมื่อครู่ ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนชักช้าอะไร แต่ชายคนนี้ลงมือเร็วจนผิดคาดหมาย ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยพบใครลงมือฉับไวอย่างนี้มาก่อน ต้องโทษที่เขาประมาทชายคนนี้เกินไป

“นายหาฉันเจอได้ยังไง?”

โจเซฟถามอย่างไม่เข้าใจ คิดไม่ถึงว่าจะถูกเจอตัวเร็วแบบนี้ เวลายังผ่านไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย

เจบีล้วงของบางอย่างออกมา มันคือกล่องไม้ขีดไฟที่มีรูปต้นมะพร้าว

หัวขโมยตาเบิกค้างทันที มันคือของที่ระลึกสำหรับแขกที่มาพัก เขาเองก็ได้มาอันหนึ่ง ด้านหลังของกล่องมีชื่ออพาร์ทเม้น เขียนเป็นลายเส้นลวดลายสวยงาม คงจะถูกล้วงออกไปตอนสู้กันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มิน่า...อีกฝ่ายถึงตามเขาเจอเร็วนัก

เจบีไม่รอช้า เริ่มถามเข้าประเด็น

“นายอยากได้อะไรจากฉัน?”

พอได้ยินคำถาม โจเซฟก็คิดจะพูดกวนประสาท แต่เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนใจ ใบหน้านั่นดูเคร่งเครียดจริงจัง ดวงตาดุกร้าวเหมือนเสือจ้องตะปบเหยื่อ เขาเลยต้องพูดอย่างเป็นงานเป็นการขึ้น

“เมื่อสามวันก่อน มีคนจ้างฉันให้มาขโมยของๆนาย เขาเสนอรางวัลอย่างงาม แถมรับปากว่าจะช่วยฟื้นฟูกิจการที่ใกล้เจ๊งของฉันเสียอีก...”

เจบีมองดูนาฬิกาข้อมือ ป่านนี้พวกหน่วยกู้ภัยคงใกล้จะมาถึงแล้ว แต่เขาก็อดทนพอที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ เพราะหมอนี่อาจเผยความลับออกมาได้ทุกเวลา

โจเซฟอธิบายต่อ

“เมื่อก่อนฉันเป็นหัวขโมยชั้นเซียนคนหนึ่ง ตอนหลังพอตั้งตัวได้ก็เลิกเดินทางสายนั้น หันมาทำงานจนสามารถขยับฐานะขึ้นมาได้...”

กล่าวถึงตอนนี้ ดวงตาของโจเซฟก็ทอแววหดหู่ขึ้นมาเฉยๆ

“แต่ปกติฉันเป็นคนที่ชอบเล่นการพนัน หลายปีมานี้กลับถูกบ่อนถลุงไปเป็นล้าน สุดท้ายก็เหลือแค่ตัวเปล่าๆ บริษัทที่มีอยู่ก็ใกล้ถูกฟ้องล้มละลาย แน่นอนว่าฉันตอบตกลงเมื่อมีโอกาสดีๆมาถึง”

“โดยหันกลับมาทำเรื่องชั่วเหมือนเดิม”

เจบีพูดขัดขึ้นมา เป็นถ้อยคำที่แทงใจดำจนเจ็บแปลบ

โจเซฟแย้มยิ้มอย่างขมขื่น

“การขโมยของมันเป็นงานที่ช่ำชอง และครั้งนี้ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ”

เจ้าของผับมองชายตรงหน้าอย่างไหวหวั่น เขารู้สึกเห็นใจเจ้าหมอนี่ขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาเองก็เคยถูกบีบคั้นจากคำว่า “ไม่มีทางเลือกมาแล้ว” แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งปรับทุกข์ มีเรื่องสำคัญที่ต้องทำยิ่งกว่านั้น เลยรีบเข้าประเด็นว่า

“แล้วใครเป็นคนจ้างนายมา?”

“นายคิดว่าฉันจะ...”

เสียงเพล้งดังสนั่น กระจกหน้าต่างแตกกระจายไปรอบข้าง กระสุนนัดหนึ่งพุ่งทะลุกะโหลกของหัวขโมย ร่างที่อยู่บนเก้าอี้ล้มคว่ำกับพื้น!

เจบีหมอบลงตามสัญชาติญาณ เศษกระจกกระเด็นถูกมือจนเป็นแผล เห็นโจเซฟตาเบิกค้าง ศีรษะมีเลือดไหลย้อยไม่ขาดสาย มันสมองบางส่วนกระเซ็นโดนเขาด้วย ขณะกำลังคลานหนี ดวงตาเหลือบเห็นถังน้ำมันใบหนึ่งวางอยู่ใกล้กับประตู หัวของเขาคิดได้อย่างฉับไว 

เจ้าหัวขโมยตั้งใจจะทำลายหลักฐานทุกอย่าง ไม่ให้เหลือร่องรอยอะไรทั้งนั้น โดยเน้นจัดการอย่างรวดเร็วและได้ผล น่าเสียดายที่เขาเข้ามาขัดจังหวะก่อน

ได้ยินเสียงฝ่าอากาศดังมาจากด้านนอก ลูกตะกั่วร้อนๆทะลวงเข้าใส่ถังใบนั้น น้ำมันกลิ่นฉุนเฉียวทะลักออกมา กระสุนพุ่งเข้ามาอีกรอบ คราวนี้โดนพื้นปูนจนสะเก็ดไฟแลบกระจาย ประกายไฟลุกพรึบลามเลียอย่างรวดเร็ว

เจบีกลิ้งตัวให้ห่างจากเปลวความร้อน เขาไม่กล้าลุกขึ้นยืน เพราะไม่แน่ใจว่าคนซุ่มยิงยังดักรออยู่หรือเปล่า? แต่การนอนอยู่เฉยๆย่อมไม่ดีแน่ ต้องหาทางออกไปจากห้องนรกนี้ให้ได้เสียก่อน ชายหนุ่มหมอบลงต่ำพลางครุ่นคิดหาทางรอด

...เอาน่า--น่ากลัวกว่านี้เราก็เคยจอมาแล้ว

เปลวไฟลามเลียไปตามห้องอย่างรวดเร็ว ควันกลิ่นฉุนลอยฟุ้งขึ้นด้านบน ความร้อนรมใส่จนเขาเหงื่อแตกโทรม น้ำตาของชายหนุ่มไหลย้อยจนเบื้องหน้าพร่ามัว เขากลิ้งตัวไปที่ห้องน้ำ ตรงจุดที่เปลวไฟยังลามไปไม่ถึง ประตูทางออกถูกเผาจนลูกบิดแทบละลายแล้ว มีแต่ต้องไปมุมที่ไม่ถูกความร้อนคุกคามเท่านั้น

ดวงตาคมกริบเหลือบมองด้านข้าง เห็นบางอย่างเลื่อนออกมาจากปกเสื้อของศพ ชายหนุ่มไม่เสียเวลาคิด รีบหยิบมาเก็บในกระเป๋าเสื้อชั้นใน

เจบีเปิดประตูห้องน้ำ ถลันปราดเข้าไปเหมือนแมวกระโจน เขาโดดลงไปในอ่างอาบน้ำอย่างรวดเร็ว รีบเปิดฝักบัวออกอย่างรีบด่วน นี่เป็นครั้งแรกที่อยากจะอาบน้ำมากที่สุดในชีวิต สายธาราเย็นฉ่ำพร่างพรมบนร่างกายจนเปียกโชก ไล่ความร้อนที่สุมอยู่ให้หายไปในทันที

ชายหนุ่มทรุดตัวนั่งลงอย่างโล่งอก ปรับลมหายใจให้กลับสู่สภาวะปกติ เห็นควันลอยฟุ้งบนเพดาน เกาะกลุ่มเหมือนก้อนเมฆอันมหึมา

พูดไปแล้วก็แปลกดี เขาเพียงแค่จะหลอกว่ามีไฟไหม้เพื่อล่อผู้ร้าย แต่ไฟดันลุกไหม้จริงๆเสียได้ แถมเขาก็เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งในห้องนี้เสียอีก หากจินยองรู้เรื่องคงจะขำขันพิลึก

ในช่วงเวลาที่เจ้าของผับกำลังคิดเพลินๆ เสียงไซเรนก็ดังแว่วออกมาจากด้านนอก หน่วยกู้ภัยทั้งหลายคงจะแห่กันมาแล้ว

...มาจนได้นะพวกนาย

เจบีเงยหน้าขึ้นด้านบน รับกระแสน้ำที่กระจายลงมาราวสายฝน

พวกหน่วยกู้ภัยพังประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใช้สายยางฉีดน้ำใส่เปลวไฟที่ฮือโหม มีศพของใครบางคนนอนคว่ำกับพื้น แต่มีชายคนหนึ่งรอดชีวิตอยู่

น้ำจากฝักบัวช่วยให้รอดมาได้อย่างหวุดหวิด

ชายคนนั้นถูกช่วยออกมา สภาพยังสมบูรณ์ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสมาก แค่มีรอยแผลโดนบาดนิดหน่อยเท่านั้น เจ้าหน้าที่หลายนายวุ่นวายกันยกใหญ่ แต่ก็สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้โดยเร็ว โชคยังดีที่ไม่มีไฟลามไปห้องอื่นด้วย

เจบีทรุดนอนอยู่บนรถพยาบาล ดวงตาสะลึมสะลือ ดูเหมือนเขาจะสูดควันเข้าไปมาก เลยมึนหัวจนอยากจะอ๊วกออกมา แต่ก็มีสติพอที่จะโต้ตอบกับบุรุษพยาบาลได้

มีการพบศพของชายนิรนามในห้องพัก ขั้นแรกคือไม่สามารถระบุตัวตน เพราะไม่พบบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญใดๆเลย คงต้องใช้เวลาในการสืบสวนนานหน่อย

ด้านนอกของตัวอาคาร มีผู้คนมายืนดูกันหนาแน่น บ้างก็ถ่ายรูปเหตุการณ์เอาไว้อย่างใกล้ชิด หลายคนคือผู้เช่าที่หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด พวกเขากำลังขวัญเสียกับภัยที่ไม่คาดฝัน เห็นควันดำลอยออกมาไม่ขาดสาย นี่ถ้าหนีไม่ทันคงแย่แน่ๆ 

ในตอนนั้น รถตำรวจคันหนึ่งขับแทรกเข้ามา ฝูงชนก็ขยับออกไปสองฟากข้าง เปิดทางให้รถแล่นผ่านไปอย่างสะดวก

ตำรวจนายหนึ่งก้าวเท้าลงจากรถ เป็นชายวัยใกล้ห้าสิบ ผมเป็นสีขาวดอกเลา รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบอกถึงการคร่ำโลกมานาน ท่าทางดูเหนื่อยหน่ายราวกับเดินทางมาไกล เมื่อลงจากรถ ชายแก่ใช้สายตาสำรวจมองรอบตัว ก่อนจะสาวเท้าเข้าหาเพื่อนร่วมงาน

“สวัสดีครับหัวหน้า”

นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งทักทาย ท่าทางยังเงอะงะขัดเขิน คงเป็นพวกมือใหม่ที่เพิ่งลงสนามไม่นาน แถมสามารถปิดความตื่นเต้นบนใบหน้าได้

“ได้อะไรบ้างเหรอผู้หมวด?”

ชายแก่ถามพลางเงยหน้ามองชั้นบน เห็นกรอบหน้าต่างถูกเผาไหม้เกรียม ควันยังลอยอ้อยอิ่งออกมาเป็นระยะๆ ดูก็รู้ว่าไฟไหม้จากข้างในไม่ผิดแน่

พอได้ยินคำถาม นายตำรวจหนุ่มก็รีบดูสมุดที่จดไว้ในทันที

“คืออย่างนี้ครับสารวัตรมาคัส”

“เรียกมาคัสเฉยๆก็ได้”

ตำรวจวัยใกล้ห้าสิบทักท้วง ดวงตาอันเหนื่อยหน่ายยังจ้องมองกรอบหน้าต่าง

“ครับ”

นายตำรวจหนุ่มรับคำแล้วแจกแจงข้อมูล

“วันนี้เวลาประมาณเก้านาฬิกาสิบนาที มีชาวบ้านแถวนี้แจ้งเหตุว่าเกิดไฟไหม้ที่อพาร์ทเม้น ต้นเหตุของเพลิงไหม้อยู่ที่ชั้นห้า ห้องหมายเลขแปด มีผู้เสียชีวิตหนึ่งและรอดมาหนึ่งคน ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่สัณนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร”

“ตอนเด็กคุณเคยจุดไฟเล่นบ้างมั๊ย?”

มาคัสถาม ย่างเท้าเข้าใกล้ชั้นล่างตรงกรอบหน้าต่าง

“ไม่ครับ”

นายตำรวจหนุ่มตอบอย่างซื่อๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมชายแก่ถึงถามนอกประเด็น

“ไฟประเภทไหนที่ทำให้กระจกแตกได้ถึงขนาดนี้”

ตำรวจอาวุโสพูดเสียงเนือย พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยเศษกระจกที่ร่วงกราวบนพื้น มันเล็กละเอียดจนใกล้เคียงกับก้อนกรวดได้

“คงเป็นเพราะความร้อนรมมันจนแตกมั้งครับ”

นายตำรวจหนุ่มพูดอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจ

“ฉันเคยเห็นกระจกแตกมาก่อน ในชีวิตนี้มีโอกาสได้เห็นสิบกว่าครั้ง ตัวฉันเองก็เคยถูกกระจกบาดเอาตอนเด็ก เลือดงี้ไหลออกมาไม่ยอมหยุดเลย”

มาคัสอธิบาย พลางทำท่าสยดสยองเมื่อนึกถึงอดีต เขายังจำบาดแผลนั่นได้ไม่รู้ลืม ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะเข้าใกล้มันอีกเลย แต่โชคไม่ดีที่หน้าที่มันบังคับ

นายตำรวจหนุ่มรับฟังอย่างจดจ่อ คิดในใจว่า ทำไมสารวัตรถึงรื้อฟื้นเรื่องหนหลังขึ้นมา แต่ชายแก่คนนี้คงไม่ใช่แค่พูดเฉยๆแน่ 

จริงดั่งคาดหมาย ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เริ่มพาเข้าประเด็นสำคัญ

“จากที่เคยเห็นอยู่บ่อยครั้งทำให้รู้ว่า ที่กระจกแตกก็เพราะมีสาเหตุของมัน เหมือนอย่างเช่นกระจกใต้เท้าของฉันนี่” 

นายตำรวจหนุ่มมองตามโดยอัตโนมัติ กระหายใคร่จะรู้เรื่องราวเหลือกำลัง

มาคัสกลับยิงคำถามว่า

“นายคิดว่ากระจกพวกนี้มันแตกเพราะอะไร?”

เจอคำถามกะทันหันอย่างนี้ นายตำรวจหนุ่มก็อับจนปัญญาเอาดื้อๆ เขาชักไม่แน่ใจ ว่าเป็นเพราะความร้อนเหมือนอย่างที่คิดหรือเปล่า แต่เมื่อถูกถามก็จำต้องตอบออกไป

“คงเป็นเพราะไอความร้อน”

น้ำเสียงที่ตอบอ้อมแอ้ม ไม่ได้หนักแน่นเหมือนเมื่อครู่

“ถ้าเป็นกระจกที่ทำจากพลาสติก...”

สารวัตรเฒ่าตอบ สวมถุงมือสีขาวอย่างผู้มากประสบการณ์ ย่อตัวลงเก็บเศษกระจกขึ้นมาวางบนฝ่ามือ

“มันจะค่อยๆละลายและเสียหาย แต่สำหรับกระจกนิรภัยจะค่อนข้างทนทาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการผลิต ส่วนกระจกในมือของฉันมันเป็นแบบทั่วไป สามารถแตกได้ถ้ามีอะไรไปกระทบมัน ตามปกติแล้วหน่วยสืบสวนจะตรวจสอบ โดยดูจากรอยแตกที่ปรากฏอยู่”

นายตำรวจหนุ่มรับฟัง เพ่งมองเศษกระจกด้วยความพิศวง ถามอย่างสงสัยว่า

“แล้วสารวัตรคิดว่าอะไรทำให้มันแตก?”

“เศษกระจกร่วงลงมาเยอะหรือเปล่าล่ะ?”

มาคัสย้อนถามขึ้นมาดื้อๆ

“ไม่...”

นายตำรวจหนุ่มตอบพลางส่ายหน้า

“เท่าที่เห็นก็มีแค่นิดเดียวเองครับ”

“นั่นแหละ”

ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เฉลย

“หากกระจกถูกทุบจากด้านใน เศษของมันต้องกระจายออกข้างนอก ร่วงกราวอยู่ตามพื้นเหมือนปูพรม แต่เท่าที่เห็นนี่...”

นายตำรวจหนุ่มฉุกใจคิด อุทานออกมาว่า

“เศษกระจกมีน้อยเกินไป”

“ใช่ แสดงว่ากระจกถูกกระแทกจากด้านนอก คำถามก็คือมันเป็นไปได้อย่างไร?”

ชายแก่พูด หย่อนเศษกระจกลงในซองพลาสติก เตรียมส่งให้ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ

นายตำรวจหนุ่มมองด้านบน ห้องที่ถูกเผาไม่มีระเบียง ไม่มีที่เหยียบ คงต้องเหาะเอาเท่านั้นถึงจะทุบกระจกจากด้านนอกได้ ว่าแต่ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น  

กระจกมันแตกจากด้านนอกได้อย่างไร เจ้าของห้องคงไม่อุตริมาทุบมันเป็นแน่เกิดอะไรขึ้นขณะที่ไฟกำลังไหม้อยู่?

“ก็อย่างที่ฉันบอก...”

สารวัตรเฒ่าพูด ชูซองพลาสติกในมือขึ้นมา

“กระจกแตกได้ถ้ามีอะไรมากระทบมัน แค่ดูจากรอยก็พอจะคาดเดาออกกันบ้าง”

นายตำรวจหนุ่มเพ่งมองในถุงพลาสติก น่าเสียดายที่เขาไม่มีความรู้เรื่องพิสูจน์หลักฐาน เลยดูไม่ออกว่าเศษกระจกนั่นจะบอกอะไรได้

สารวัตรเฒ่าไม่รอให้พวกมือใหม่คิดนาน รีบเฉลยว่า

“มันถูกปืนยิงจากด้านนอก”

นายตำรวจหนุ่มอ้าปากค้าง แทบไม่เชื่อหูของตัวเอง เลยอุทานว่า

“มันเป็นไปได้ยังไงครับ?”

“เรื่องนี้เอาไว้ถามคนอื่นดีกว่า ได้ยินว่ามีผู้รอดชีวิตไม่ใช่หรือ?”

สารวัตรเฒ่าบอก ให้นายตำรวจหนุ่มนำทางไปที่รถพยาบาล สายตาที่เริ่มฝ้าฟางมองไปที่ตึกฝั่งตรงข้าม คำนวณจุดที่คนร้ายน่าจะซุ่มยิง ชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเพลิงไหม้เกิดจากเหตุบังเอิญ แต่ทำไมถึงได้มีการยิงเกิดขึ้น เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่านะ?

ระหว่างที่คิดก็เห็นชายคนหนึ่งบนตึกฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายรีบหลบหน้า เขาเองก็ไม่ติดใจอะไร

ใช้เวลาชั่วขณะก็เดินมาถึงรถพยาบาล ตำรวจอาวุโสต้องแปลกใจ เมื่อเห็นทีมแพทย์จับกลุ่มคุยกันอยู่ ไม่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนตามปกติ สีหน้าแต่ละคนดูตกใจชอบกล

“สวัสดีครับ...”

มาคัสทักทาย ชายแก่เลิกคิ้วเมื่อเห็นพวกนั้นมองหน้าตื่น

“ผมได้ยินว่ามีผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ เลยอยากะคุยกับเขาหน่อย ไม่ทราบว่าอาการของเขาเป็นไงบ้าง?”

เพิ่งพูดไม่ทันไร นายแพทย์คนหนึ่งก็ร้องขึ้นมาว่า

“แย่แล้วครับสารวัตร”

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”

สารวัตรเลิกคิ้วถาม ชักใจคอไม่ดีเสียแล้ว คงไม่มีเรื่องใหญ่ไปกว่านี้หรอกนะ

“คนไข้หายตัวไปแล้วครับ”

“อะไรนะ!”

คราวนี้สารวัตรเฒ่าต้องอุทานออกมาบ้าง

ฝ่ายเจบีไม่ได้หนีไปไหนไกล หลังหายมึนจากควันพิษเขาก็รีบออกมา ขืนรอให้ตำรวจมาสอบปากคำคงเสียเวลาแน่ๆ แถมเรื่องก็ยังไม่จบ เลยรีบเผ่นก่อนจะดีกว่า

แต่ชายหนุ่มไม่ได้ไปเฉยๆ

เขามุ่งตรงไปยังตึกฝั่งตรงข้าม ไปค้นดูว่ามีร่องรอยอะไรเหลือเอาไว้บ้าง ต้องรีบหามันให้พบก่อนที่ตำรวจจะไปถึง หวังว่าคงไม่สายไปนะ

ตึกฝั่งตรงข้ามเป็นห้องพักราคาถูก มีแต่ผู้มีอันจะกินมาเช่าอาศัยเท่านั้น พวกพนักงานแปลกใจที่เห็นคนตัวเปียกมาใช้บริการ แต่พอจ่ายเงินพวกนี้ก็ไม่ถามอะไรมาก เจบีเลยติดต่อขอเช่าห้องบนชั้นเจ็ด 

หากว่าเขาเดาไม่ผิด คนร้ายจะต้องซุ่มยิงจากบนลงล่าง โดยวิถีกระสุนเป็นแนวทแยงมุม ซึ่งเป็นจุดที่เล็งเห็นได้ง่ายที่สุด ดังนั้นจึงต้องอยู่ชั้นบนเหนือเป้าหมายขึ้นไป แต่นี่เป็นเพียงข้อสัณนิษฐานของเขาเท่านั้น ไม่กล้ารับประกันว่าจะถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแต่ต้องเสี่ยงดวงค้นหาเท่านั้น

เจบีหยุดอยู่หน้าห้องหมายเลขหก เป็นจุดที่คิดว่าน่าจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องที่เกิดเหตุ ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไป ไม่ลืมที่จะสำรวจดูทุกซอกทุกมุม เท้าเหยียบลงบนพรมผืนหนึ่ง

ห้องนี้ธรรมดากว่าที่คิด เครื่องเรือนก็ไม่โดดเด่นอะไร แต่ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่เกิดเหตุพอดี ชายหนุ่มมุ่งตรงไปยังหน้าต่าง เห็นห้องฝั่งตรงข้ามยังมีควันดำลอยขึ้น หากว่าเขาเป็นคนร้าย การเลือกยิงจากจุดนี้เหมาะที่สุดแล้ว เมื่อมองลงด้านล่าง เขาเห็นชายแก่คนหนึ่งกำลังจ้องมาทางนี้ นั่นทำให้ชายหนุ่มต้องหลบหน้าเข้ามา

...มีร่องรอยอะไรหรือเปล่านะ?

เจ้าของผับก้มมองพื้นแทน ภาวนาขอให้เจอสิ่งที่จะสาวไปยังคนร้าย ทันใดนั้น ดวงตาคมกริบก็สะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง ชายหนุ่มใช้ผ้าเช็ดหน้าหยิบมันขึ้นมา

เป็นกระดุมข้อมือเสื้อ

........................................................................................................................................................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น

  1. #8 BBTT (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 12:56

    สนุกมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    #8
    0