sub eques auratus [ MINNO ]

ตอนที่ 7 : CHAPTER VI : Quaerere

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 232 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

 

 

 

 

ย้อนกลับไปก่อนก่อนที่ทีโอจะเข้ามาในห้องของมัลฟอน..

 

ร่างหนาในชุดที่ครบตามระเบียบดังเจ้าชายพึงใส่กันกำลังเดินไปตามโถงทางเดินกว้างด้วยใบหน้าที่แสดงออกมาว่ากำลังมีความสุขมากแค่ไหนเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังจะไปพบกับเจ้าของผิวกายขาวเนียนนุ่มน่าสัมผัสของบุตรชายเพียงคนเดียวของคาลอส โวลธาเนีย..

 

เดิมทีคนของตระกูลรูทมอร์ไม่คิดที่จะยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ด้วยบรรพบุรุษที่สั่งสอนมาเสมอว่ารูทมอร์นั้นเป็นเชื้อสายที่ได้รับพรอันยิ่งใหญ่จากเทพเจ้า ดังนั้นแล้วไม่ว่าคนของเขาจะกระทำผิดมากมายมาเช่นไร พระเจ้ายินดีจะให้อภัยและไม่นับเป็นความผิดใหญ่หลวง ต่อให้ตอนนี้ทีโอทำร้ายทหารของโซลเซียนาถึงแก่ชีวิต ก็จะไม่มีใครเอาผิดเขาได้ทั้งนั้น

 

เพราะรูทมอร์.. คือเชื้อสายที่ได้รับพรจากพระเจ้าไงล่ะ

 

หนึ่งสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา นั่นคือหากว่ารูทมอร์ต้องการสิ่งใดแล้ว ย่อมต้องได้สิ่งัน้นมาแม้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แน่นอนว่าทีโอยอมที่จะเป็นเบี้ยล่างของคาลอส แถมยังเล่นละครตบตา สร้างความดีต่างๆนาๆให้ผู้เป็นราชาพึงพอใจในตัวเขา เพื่อที่จะได้ยกบุตรชายที่แสนน่ารักให้เขายังไงล่ะ.. หรือต่อให้องค์ราชาไม่มอบให้ ยังไงเขาก็เตรียมแผนสำรองไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

"กลับมาขโมยตัวช่างเครื่องประดับเพิ่มหรือ องค์ชาย?"

 

ขายาวหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงที่ไล่หลังมาเป็นเสียงที่ไม่คุ้นเคยสักนิด แถมคำพูดที่ชวนหาเรื่องนั่น.. ทีโอเริ่มคิดแล้วว่าคนที่โซลเซียนาไม่ได้รับการฝึกอบรมมารยาทเลยสักคนเลยถูกไหม?

 

เพราะคนที่พูดเช่นนั้นกับเขา เป็นเพียงทหารธรรมดาที่ไม่ได้เป็นหัวหน้า และดูเหมือนจะเป็นทหารหน้าใหม่เสียด้วย

 

"ใครกัน ที่กล้าใช้คำพูดสามหาวกับเราอย่างนั้น.."

 

ลำคอที่เชิดขึ้น ช่างน่ารังเกียจนักสำหรับนายทหารผมสีน้ำตาลติดแดง ยอมรับเลยว่ารูเฟนไม่ถูกชะตากับคนตรงหน้าตั้งแต่แรกเห็น จะว่าตัดสินคนจากภายนอกก็ได้ "อ๋อ.. ทหารชั้นต่ำของโซลเซียนา"

 

"ยังมีใครต่ำไปกว่าคนที่ขโมยตัวช่างทำเครื่องประดับของโซลเซียนาไปอีกงั้นหรือ?"

 

"ขโมยช่างเครื่องประดับ? นายพูดเรื่องอะไรกัน"

 

คิ้วที่เลิกขึ้นสูงด้วยความสงสัยนั้นทำให้ทีร์กานาชะงักไปเล็กน้อย ผู้เป็นองค์ชายแห่งลิวาเอลกำลังงุนงงกับคำถามของเขาในระดับที่ว่ามันดูไม่เป็นการเสแสร้งเลยสักนิด แน่นอนว่ามันทำให้ทีร์กานาเสียหลัก

 

"ข่าวลือกันทั่วอาณาจักรว่าพระองค์ขโมยตัวช่างทำเครื่องประดับของโซลเซียนาไป!"

 

"ฟังนะ เราไม่มีความจำเป็นอะไรต้องขโมยตัวช่างเครื่องประดับของโซลเซียนาไป อย่างที่นายเห็น เรานั้นเป็นมิตรกับองค์ราชาคาลอสมากจนเรียกได้ว่าอยู่ในระดับสนิทสนม เรื่องช่างประดับที่หายไปเราเองก็เคยถามองค์ราชา"

 

"..."

 

"พระองค์บอกกับเราว่าช่างเครื่องประดับพวกนั้นถูกอาณาจักรแฟร์เบิร์กขโมยตัวไป"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นี่ฉันพูดจริงนะดัคลาส หมอนั่นพูดแบบนั้นจริงๆ และฉันคิดว่าสายตานั่นมันไม่โกหกฉันสาบานได้”

 

ระหว่างทางเดินที่แสนเงียบสงบยังคงมีเสียงของรูเฟน ทีร์กานาเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นในยามรัตติกาลนี้ จนหญิงสาวข้างกายต้องนิ้วชี้จรดขึ้นบริเวณริมฝีปากบางเป็นการปรามน้อยๆว่าให้อีกคนลดเสียงลง

 

แสงจันทร์ที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามาเป็นสัญญาณว่าบัดนี้เป็นยามวิกาล ซึ่งไม่สมควรมีผู้ใดเดินออกมานอกห้องของตัวเองได้แล้ว ยกเว้นเพียงแต่สามบุคคลในชุดทหารที่ออกมาเดินอยู่ที่โถงทางเดินกว้าง ในยามที้ผู้คนนอนหลับพักผ่อนกันหมดและแม้แต่ทหารเฝ้าเวรยามดึกบางคนก็แอบงีบหลับกันเป็นทางเช่นนี้ มันสะดวกสบายที่สุดหากว่าเขาจะแอบออกมานอกห้องของตนเอง

 

ความจริงดัคลาสควรจะหลับไปได้แล้ว แต่ในตอนที่ร่างกำยำของเขากำลังจะล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้าง คนข้างห้องที่เป็นคนสนิทของเขาก็วิ่งตาลีตาเหลือกมาเคาะประตูห้องของเจ้าของผมสีสว่างราวกับเจอสัตว์ประหลาดอะไรเทือกนั่น แต่กลับไม่ใช่ เมื่ออีกคนนั้นกลับมาเล่าเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายให้ฟัง

 

เหตุการณ์ดังกล่าวมันทำให้เขาจำเป็นที่จะต้องลุกออกมาจากเตียงกว้างและสวมชุดทหารทันทีพร้อมกับทีร์กานา ก่อนที่จะเลือกไปหาหญิงสาวคนสนิท เพื่อเล่าเรื่องของรูเฟนให้ฟังและให้เธอเป็นคนช่วยอีกแรง

 

สรุปแล้วเธอเองก็สงสัยเรื่องของช่างเครื่องประดับไม่แพ้กัน ดังนั้นทหารหญิงผมประบ่าถึงได้รีบไปแต่งตัวในชุดเครื่องแบบก่อนจะออกมาด้านนอกห้องพักพร้อมพวกเขา โดยไม่ลืมที่จะหยิบตะเกียงเล็กๆมาด้วย แม้แสงไฟจากตะเกียงนั้นจะทำให้ดูตกเป็นเป้าสายตา แต่เมื่ออยู่ในชุดทหารเช่นนี้มันก็ไม่ได้ดูแปลกตาสำหรับทหารที่กำลังสลึมสลือกึ่งหลับกึ่งตื่นเท่าไหร่นัก

 

โถงทางเดินกว้างใหญ่ที่แสนเงียบสงบ และกำลังก้าวลงบันไดในขั้นที่ต่ำลงเรื่อยๆจนมันกลายเป็นเส้นทางนำไปสู่ชั้นใต้ดิน แม้ดัคลาส เดนวาจะอยู่ที่โซลเซียนามาได้ราวสามสัปดาห์ แต่เขากลับไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง อาจเป็นเพราะโดนจำกัดพื้นที่ให้คอยดูแลเพียงบริเวณห้องขององค์ชายตัวขาว และลานฝึกซ้อมเท่านั้น

 

เส้นทางที่เพโรน่าพาเดินลงมา มันเงียบสงบเสียจนน่ากลัว ไม่มีแม้เสียงพูดคุยของผู้คนด้านล่าง ทุกฝีก้าวที่ก้าวลงไปตามขั้นบันได ยามที่รองเท้าคู่หนักกระทบเข้ากับกระเบื้อง ก็มีเสียงกึกก้องดังไปทั่วบริเวณกว้างจนอาจทำให้มีใครได้ยินเข้า หากแต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก็เลือกที่จะเดินลงไปอยู่ดี

 

จวบจนกระทั่งร่างของทหารทั้งสามมาหยุดอยู่ที่ประตูบานใหญ่ที่ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา ไม่ต้องบอกก็รู้ด้านหลังประตูนี่เป็นคุกใต้ดินที่เอาไว้ขังผู้ที่กระทำผิดกฏของบ้านเมือง ที่เซคันดาติก็มีเฉกเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่มันใหญ่และดูน่าขนลุกกว่านี้มากหากเทียบกับโซลเซียนา

 

แต่การจะเข้าไปด้านในไม่ใช่เรื่องง่าย ขึ้นชื่อว่าคุกแล้วความปลอดภัยย่อมต้องแน่นหนาเป็นธรรมดา แน่นอนว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบานใหญ่ที่กำลังจ้องพวกเขาเขม็ง เป็นทหารเฝ้าประตูคุกใต้ดินไม่ผิดแน่

 

นายทหารผมสีอ่อนตรงหน้าเป็นคนที่พวกเขารู้จักดีมากที่สุด คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของทหารได้อย่างดีเยี่ยม และพูดจาอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นใครไปได้นอกจากผู้ที่พาเขามายังอาณาจักรแห่งนี้

 

“ลงมาหาของกินยามดึกหรือ? ทีร์กานา”

 

“ของกินอะไรมาอยู่หน้าประตูคุกใต้ดินเล่า พูดไปเรื่อยน่าคุณชีร์โก”

 

ดัลเธีย ชีร์โก ทหารเฝ้าประตูคุกผู้แสนโหดเหี้ยมแห่งโซลเซียนา ดัคลาสยังไม่เคยได้ลองสู้กับคนตรงหน้าเลยสักครั้ง แต่ดูแล้วอีกคนก็คงเก่งไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มาเฝ้าประตูที่อันตรายที่สุดในปราสาทแน่ๆ

 

“เช่นนั้นมาทำอะไรกันล่ะ? พวกนายควรกลับไปพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับงานพรุ่งนี้เช้า”

 

“ฉันอยากเข้าไปหลังประตูนั่น ช่วยเปิดให้ฉันหน่อยได้หรือไม่? ดัลเธีย”

 

เจ้าของผมสีน้ำตาลติดแดงเอ่ยปากขอร้องด้วยน้ำเสียงที่จริงจังในระดับนึง สำหรับดัคลาสแล้วนั่นเป็นความคิดที่บ้าบิ่นมาก การมาขอผู้เฝ้าประตูตรงๆว่าอยากเข้าไปด้านใน ใครหน้าไหนมันจะมาเปิดประตูให้กันล่ะ.. และดูเหมือนดัคลาสจะคิดถูกเสียด้วย

 

“โทษที คงจะไม่ได้”

 

“พวกเราเองก็เป็นทหารนะ”

 

“ใครจะไปรู้ว่าพวกเธออาจจะเข้าไปส่งอุปกรณ์ที่ช่วยให้นักโทษหลุดพ้นออกมาได้ ไม่ว่าใครหน้าไหนฉันก็ไม่ไว้ใจ”

 

ช่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาเสียจริงนะ ดัลเธีย ชีร์โก

 

จะให้ขอร้องอ้อนวอนหรือก้มกราบคนตรงหน้าก็ดูท่าว่าจะไม่ได้ผล เพราะคนผมสีอ่อนตรงหน้าดันเป็นคนที่จงรักภักดีต่อผู้เป็นราชาเสียเหลือเกิน เขาเห็นหลายครั้งที่ผู้เป็นหัวหน้าเหล่าทหาร มักจะเอ่ยปรามยามที่เดินผ่านใครก็ตามที่กล้าติฉินนินทาองค์ราชาที่เป็นดั่งพระเจ้าของโซลเซียนา ดัลเธียไม่เคยยอมให้คาลอส โวลธาเนียแปดเปื้อน

 

บรรยากาศที่เงียบสงบเพราะไร้เสียงการพูดคุยของผู้คนแม้จะยืนอยู่หน้าประตูถึงสี่คนก็ตาม ต่างคนต่างแผ่รังสีกดดันออกมาใส่กันจนกลายเป็นสงครามประสาทอยู่ประตูคุกใต้ดิน แม้ดัลเธีย ชีร์โกจะไม่มีพวกเหมือนดัคลาส แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องยอมนายทหารอีกสาม เพราะหากพูดถึงตำแหน่งแล้ว เขาใหญ่กว่าเป็นไหนๆ

 

เดิมทีเพโรน่าและดัลเธียไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เพียงแต่ไม่เคยสนทนากันอย่างจริงจังกันก็เท่านั้น เป็นเพราะก่อนหน้าที่ดัคลาสจะเข้ามา หญิงสาวก็มักจะใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียวเสียมากกว่า การทำงานให้เสร็จสิ้นลุล่วงผ่านพ้นไปแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ริซชินชาไปแล้ว และนี่คงเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวกล้าใช้สายตาในร้ายกดดันผู้อื่นให้ทำตามที่ตนต้องการ

 

ไม่มีความเป็นไปได้ที่ชัยชนะจะมาตกเป็นของดัคลาส พวกเขาเลือกที่จะยอมแพ้และเดินกลับไปยังด้านบนของปราสาทหลังโต เหตุผลมันก็คงมีแค่เขาไม่มีอำนาจใดไปต่อรองกับผู้เป็นหัวหน้าทหารของโซลเซียนานั่นแหละ จะให้ไปใช้กำลังลากคอดัลเธียออกมาก็คงไม่พ้นเรื่องถึงหูคาลอสอีก แบบนั้นคงเป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วราชวังค์

 

แต่ถึงแม้จะขึ้นมาจนมาถึงห้องสมุดแล้ว ทหารหญิงข้างกายดัคลาสก็ยังไม่เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ดี อันที่จริงหล่อนแสดงสีหน้าไม่พอใจมาตั้งแต่เริ่มเดินออกจากหน้าประตูนั่นแล้ว เพียงแต่เขาหรือรูเฟนไม่ได้เอ่ยปากถามเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะในหัวขององค์ชายแห่งเซคันดาติกำลังคิดเรื่องที่ทำให้เขาต้องตื่นมากลางตึกอยู่ล่ะมั้ง

 

"ทำหน้าไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะเพโรน่า" ไม่ใช่เสียงของนายทหารผมสีสว่าง แต่เป็นทหารข้างกายคนสนิทต่างหาก รูเฟนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเพราะในยามวิกาล บริเวณนี้ย่อมต้องเงียบสงบเป็นธรรมดา ยิ่งห้องสมุดที่อยู่ลึกห่างไกลจากทางหน้าปราสาทขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่นายทหารเวรยามดึกที่ควรจะดูแลความปลอดภัย หากเอ่ยเสียงดังออกไปคงจะไม่ใช่เรื่องดีนัก
 

ห้องสมุดตรงหน้าดัคลาสนับเป็นห้องสมุดกลางของราชวังโซลเซียนา เป็นสถานที่ที่รวบรวมหนังสือไว้มากมายทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่ข้อมูลประวัติศาสตร์ของโซลเซียนา บันทึกของพระราชา หรือหนังสือจากต่างแดนและนิทานอีกมากมาย มันน่าแปลกที่เป็นสถานที่น่าสนใจขนาดนี้ แต่กลับไม่ค่อยมีผู้คนเข้ามา หากเป็นรูเฟนหรือเพโรน่าคงได้หมกตัวอยู่ในห้องกว้างนี้ทั้งวันแน่ๆ

 

ไม่ใช่กับดัคลาสแน่นอน อีกคนเกลียดการอ่านหนังสือนานๆยิ่งกว่าอะไร

 

เจ้าของเรือนร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่านี่คือร่างกายของผู้เป็นทหาร กำลังพยายามอย่างหนักในการไขประตูห้องสมุดที่มันถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา ไม่สิ ต้องเรียกว่างัดประตูเสียมากกว่า เพราะสิ่งที่หญิงสาวใช้เปิดประตูตรงหน้าไม่ใช่กุญแจอย่างที่ควรจะใช้ หากแต่เป็นกิ๊บหนีบผมสีดำตัวเล็กที่เธอมักใช้ติดผมสีแดงที่หล่นปรกใบหน้านวลอยู่เสมอ

 

หากมีคนจับได้ว่าทหารของอาณาจักรกำลังงัดประตูห้องสมุดอยู่แบบนี้ พวกเขาอาจจะถูกสั่งประหารไปเจ็ดชั่วโคตรเลยล่ะมั้ง..

 

"เธอคิดบ้าอะไรอยู่ถึงไปขอเข้าประตูคุกใต้ดินตรงๆน่ะ ริซ" ในระหว่างที่สาวเจ้ากำลังใช้สมาธิอย่างหนักในการนำกิ๊บตัวเล็กใส่เข้าไปในช่องประตูเพื่อที่จะเปิดมัน เจ้าของเสียงที่น่ารำคาญที่สุดสำหรับเพโรน่าก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียดื้อๆ แม้เธอจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าจะดัคลาสหรือรูเฟนก็ต้องถามแบบนี้ แต่เธอก็ยังคร้านที่จะตอบอยู่ดี

 

“ฉันคิดว่าชีร์โกจะใจดีมากกว่านี้”

 

“เธอคงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ใครหน้าไหนมันจะยอมเปิดประตูให้ถ้าเดินไปขอแบบนั้นน่ะ”

 

แม้ทุกครั้งยามทีร์กานาและริซจะทะเลาะมีปากเสียงกัน หญิงสาวจะเป็นฝ่ายชนะเสียส่วนใหญ่ แต่เหมือนคราวนี้เธอต้องเป็นฝ่ายแพ้บ้างแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มองตาขวางขนาดนี้แน่ๆ

 

“ฉันเกลียดนาย”

 

พูดจบคนสวยก็เปิดประตูบานใหญ่ออกโดยที่แววตาเจ้าแค้นยังคงจ้องหน้าของนายทหารข้างกายเขาไม่เลิก แม้ว่าจะเดินเข้าไปด้านในแล้วก็ตาม ท่าทางฟึดฟัดแบบนั้นไม่ได้เห็นเพโรน่าทำบ่อยๆหรอก ส่วนรูเฟนก็เอาแต่ทำหน้าผู้ถือชัยชนะที่นานๆที่ตนจะได้มาสักครั้ง แน่นอนว่าอีกครดูถูมิใจเสียดจนเหมือนถูกรางวัลใหญ่ แต่มันไร้สาระเกินกว่าที่ดัคลาสจะสนใจ

 

ภายในห้องสมุดที่กว้างขวางและชั้นวางหนังสือสูงจนไม่สามารถจะเอื้อมถึงได้ ยังมีบันไดที่ถูกวางเอาไว้ช่วยเหลือหากว่ามีผู้คนต้องการจะหยิบมันออกมา โต๊ะหนังสือเพียงตัวเดียวที่ถูกตั้งไว้ใจกลางห้องนี้ ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบโดยแม่บ้านสักคนในปราสาทหลังโต รอยเลื่อนที่ปรากฏณ์ขึ้นบนพรหมสีเข้มตามรอยของขาเก้าอี้ เป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้มีคนมาใช้งานมัน

 

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร มีเพียงคนเดียวที่เข้าออกห้องนี้เป็นว่าเล่น และบางคืนยังแอบมานอนบนโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขาอีกด้วย ดัคลาส เดนวา ไม่ได้เข้ามาเห็นด้วยตาของตัวเอง แต่เพราะแซตลีย์ ไซฮีลจะเข้ามาเตือนเขาอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าหากคืนใดไม่เห็นองค์ชายเข้าห้องนอน ให้ลองเข้ามาดูที่ห้องนี้ดู

 

หญิงสาวอยู่ในชุดที่ไม่ควรจะใส่ในเวลานี้ เพราะมันเป็นชุดเครื่องแบบยามปฏิบัติงาน กำลังเดินไล่นิ้วสวยไปตามสันหนังสือเล่มหนาที่ถูกวางจัดไว้ตามหมวดต่างๆแบบที่มันควรจะเป็น เธอใช้สายตาเพ่งเล็งไปตามรายชื่อหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจโดยที่ริมฝีปากปากบางเฉียบพึมพำกับตัวเอง ดูๆไปเธอก็เหมือนแม่มดร่ายคาถาไม่ผิดเพี้ยน

 

เขาเดินแยกไปยังโซฟาตัวยาวที่ถูกตั้งไว้ริมหน้าต่างที่มีแสงจันทร์เล็ดลอดเข้ามาพอให้เห็นด้านในชัดเจนขึ้นเล็กน้อย พลางหัวสมองก็คิดไปถึงยามที่คนตัวขาวมานอนอยู่ตรงนี้ มันคงจะหนาวเหน็บไม่น้อยเพราะที่นี่ไม่มีเครื่องห่มนอนหรือผ้าผืนหนาที่คอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเหมือนกับห้องบรรทม แต่เหตุใดองค์ชายยังเลือกที่จะมานอนตรงนี้กันล่ะ?

 

มือหนาไล่ไปตามความโค้งทรงสวยของโซฟาที่ถูกบรรจงออกแบบมาอย่างงดงามราวกับกำลังใช้ความคิดกับมัน อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวันที่เขาใช้ริมฝีปากของตนประกบเข้ากับอวัยวะเดียวกันอย่างแผ่วเบาแล้วริมผละออกมา มันเหมือนเป็นการจุมพิตเด็กน้อยมากกว่า ไม่รู้ว่าองค์ชายจะรู้สึกเช่นไร หากแต่สำหรับดัคลาส เขามองว่ามันเป็นเพียงคำขอโทษที่แสนอ่อนโยน

 

ไม่เห็นจะแปลก เขาก็เคยได้รับคำขอโทษที่อ่อนโยนแบบนั้นมาจากหญิงสาวต่างแดนเช่นกัน

 

“เธอจะเข้ามาหาหนังสืออะไร” เป็นเพราะห้องกว้างถูกทิ้งให้อยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบมานาน รูเฟน ทีร์กานา จึงเลือกที่จะเอ่ยปากถามหญิงสาวที่ไล่ดูหนังสือตั้งแต่ชั้นล่าง ไปจนเกือบชั้นบนสุดของชั้นหนังสือสูงเกือบเทียบหลังคา จนตอนนี้เธอก็ยังหาโดยที่ไม่เอ่ยปากบบอกอะไรพวกเขาสักคำ

 

“ประวัติช่างเครื่องประดับในอาณาจักรไงล่ะ” ตอบโดยที่ไม่ได้หันไปสบตา เพราะเธอกำลังตั้งสมาธิไปที่การปีนบันไดสูงเพื่อขึ้นไปหาหนังสือ

 

“เธอจะทำแบบนั้นเพื่ออะไร? แล้วก็ยังไม่ได้บอกพวกฉันเลยนะว่าจะเข้าไปในคุกใต้ดินทำไมน่ะ” คนสวยกรอกสายตาทันทีที่ได้ยินคำถามจากนายทหารที่ยืนอยู่ด้านล่าง มันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องสนทนากับคนอย่างรูเฟน เพโรน่าคิดอย่างนั้น

 

“ฉันแค่อยากเข้าไปถามคนในนั้น เพราะคิดว่าเขาอาจจะรู้เรื่องของช่างเครื่องประดับบ้าง”

 

“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ”

 

“เป็นไปได้สิ บางคนอยู่ในนั้นมานาน เขาต้องรู้เรื่องภายในบ้าง ฉันเชื่อแบบนั้น” เธอยืนยันในความคิดของตัวเอง ก่อนจะยื่นมือไปคว้าหนังสือเล่มที่ต้องการซึ่งอยู่ไม่ไกลมือเธอมากนัก “ถ้านายมีความคิดที่ดีกว่าฉันก็ลองเสนอมาสิ”

 

ขาเรียวกระโดดลงจากบันไดแทนการปีนลงมา เป็นเพราะเธอไม่ได้ขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ การกระโดดลงมาจึงสะดวกสบายมากกว่าที่จะค่อยๆลงมา หนังสือเล่มสีฟ้าขาวเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับสีของปราสาทของโซลเซียนา ดูก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นหนังสือประวัติศาสตร์หรือเกี่ยวข้องกับอาณาจักรนี้เป็นแน่

 

“นั่นอะไร?” ทีร์กานาถามทันทีที่มือเรียววางหนังสือลงบนโต๊ะสำหรับอ่านหนังสือเพียงตัวเดียวในห้องกว้าง ทั้งรูเฟนและดัคลาสต่างให้ความสนใจกับมัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เดินฉับๆมาทันทีที่เธอเริ่มเปิดหนังสือเล่มหนา

 

เธอไล่มือมาตามรายชื่อและภาพวาดใบหน้าของช่างเครื่องประดับมากมายที่ถูกบันทึกลงในหนังสือที่มันดูเก่าจนบางครั้งที่มือสวยเปิดหน้าถัดไป รูเฟนต้องยกมือขึ้นมาปัดฝุ่นที่คลุ้งกระจายไปหมด สีของแผ่นกระดาษที่เป็นสีเข้มบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันถูกเก็บไว้โดยที่ไม่มีใครหยิบมันมาเปิดเป็นระยะเวลานานมากแล้ว

 

“นี่.. ตระกูลเพอร์ลา พวกเขาเป็นตระกูลที่ทำเครื่องประดับให้กับโซลเซียนามานาน แต่ก็อย่างที่พวกนายรู้กัน พวกเขาหายตัวไป รวมถึง เดเนบ เพอร์ลา ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ก็หายตัวไปเช่นกัน ฉันมั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่” น้ำเสียงจริงจังและแววตาที่แสดงออกถึงความมั่นใจยามพูดถึงทฤษฎีที่ตนเอื้อนเอ่ยออกมา ยิ่งทำให้พวกเขาไม่อยากจะไปขัดเธอเท่าไหร่

 

ดัคลาสยื่นมือไปเลื่อนหนังสือที่ถูกเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะตัวกลมมาใกล้ๆตน มือหนาค่อยๆพลิกหนังสือให้มันหันมาในด้านที่ตนสามารถอ่านมันได้อย่างชัดเจน ก่อนจะไล่อ่านทุกบรรทัดที่ปรากฏณ์อยู่บนแผ่นกระดาษสีเข้ม

 

“อยู่ที่นี่มานาน มีความสามารถด้านการทำเครื่องประดับมากที่สุด”

 

“…”

 

“ก็แปลว่าต้องทำรายได้ให้กับโซลเซียนามากที่สุดงั้นสิ” ความคิดที่ดัคลาส เดนวาคิดขึ้นมา มันไม่ผิดไปเลยสักนิดที่ว่าตระกูลเพอร์ลาจะสร้างรายได้ให้กับอาณาจักรมากที่สุด

 

“ถ้าช่างเครื่องประดับมากมายหายตัวไปจริง เหตุใดอาณาจักยังไม่ล่มสหาย?”

 

“มันใกล้จะล่มสลายอยู่รอมร่อ นายก็เห็นมันนี่ดัคลาส” คราวนี้เป็นเสียงของทีร์กานาที่เอ่ยขึ้นบ้าง หลังจากที่เงียบมานาน “ตอนนี้โซลเซียนาอาจได้รายได้หลักมาจากอย่างอื่น แทนที่จะเป็นเครื่องประดับ”

 

“เครื่องประดับยังคงเป็นรายได้หลักของโซลเซียนาไม่ผิดแน่” แขนแกร่งยกขึ้นท้าวลงกับโต๊ะ เขาเผลอทำตัวเหมือนยังอยู่ที่เซคันดาติอีกแล้ว “ปราสาทหลังนี้ก็ดูสวยงามไม่ต่างจากอาณาจักรอื่น เพียงแต่ประชาชนนั้นยากจน”

 

“หมายความว่ายังไง ดัคลาส”

 

มันจะไม่แปลกอะไรถ้าช่างเครื่องประดับจะไม่ได้หายไป นอกเสียจากถูกองค์ราชาจับตัวไว้เอง และรายได้ก็คงมาจากการที่พระองค์บังคับให้ช่างเหล่านั้นทำเครื่องประดับส่งขาย..

 

ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูที่เรียกความสนใจจากบุคคลทั้งสามภายในห้องได้เป็นอย่างดี นายทหารทั้งสามหันไปมองตามต้นกำเนิดเสียงซึ่งเป็นประตูบานใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่ที่เพโรน่าเริ่มไขประตูเข้ามา บุคคลผมสีอ่อนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้เคาะก่อนเข้าห้อง เพียงแต่อีกคนเดินเข้ามาพิงที่ขอบประตูเรียบร้อยแล้วจึงเคาะให้สัญญาณเท่านั้น.. ว่ามีคนยืนอยู่ตรงนี้ และบุคคลตรงนั้นก็ทำให้รูเฟนหน้าถอดสีทันที

 

มีเพียงสองคำถามที่เข้ามาในหัวของทีร์กานา..

 

ทำไมเพโรน่าถึงไม่ปิดประตูให้สนิท? และ ดัลเธีย ชีร์โกได้ยินที่พวกเขาพูดตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

“ดูเหมือนแค่บทลงโทษที่ออกมายามวิกาลเกินเวลาที่กำหนดคงจะไม่พอสินะ”

 

“…”

 

ฉันควรจะเพิ่มบทลงโทษเรื่องบุกรุกงัดประตูห้องสมุด หรือเรื่องที่พวกนายสอดรู้สอดเห็นมากเกินไปดีล่ะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสงแดดยามเช้าที่กระทบเข้ากับเปลือกตาบางเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกชั้นยอดที่ทำให้คนบนเตียงกว้างต้องกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่ความงัวเงียออกไป ร่างกายขาวเนียนน่าสัมผัสอยู่ในชุดผ้าบางที่เจ้าตัวมักใส่นอนเป็นประจำ กำลังขยับยุกยิกราวกับถูกขัดใจที่ถูกปลุกขึ้นมาให้มาพบกับเช้าวันใหม่ที่แสนทรมาณเหมือนกับทุกๆเช้า

 

ไม่อย่างตื่น.. ไม่เคยอยากตื่นเลย..

 

การตื่นมาในทุกเช้าสำหรับใครหลายๆคนอาจเป็นการเริ่มต้นเช้าที่ดี ในการออกมาพบเจอผู้คนหรือทำหน้าที่ที่ควรจะทำดังเช่นทุกวัน หากแต่มันไม่ใช่สำหรับเจ้าของกายบางที่การตื่นเช้าเหมือนเป็นการตื่นมารับรู้ความจริงอันโหดร้าย และใช้ชีวิตวันๆหนึ่งให้ผ่านพ้นไปเพื่อที่จะได้กลับเข้าสู่ห้วงนิทรา อันเป็นช่วงเวลาเดียวที่โวลธาเนียมีความสุขมากที่สุด การไม่รับรู้อะไรเลยเป็นทางออกที่ดีที่สุดในชีวิตขององค์ชายตัวขาวบนเตียงกว้าง

 

ก๊อก ก๊อก

 

แกร๊ก

 

และมักเป็นเช่นนี้ทุกครั้งในยามที่มัลฟอนตื่นขึ้นมา ประตูบานใหญ่มักจะถูกเปิดออกโดยเจ้าของมือเรียวสวยของคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี โวลธาเนียจำทุกอย่างของแซตลีย์ ไซฮีลได้แม่นยำเพราะเขาใช้ชีวิตกับหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาในห้องมาตั้งแต่จำความได้ หรืออาจจะทั้งชีวิตของเขา หากถามว่าจำได้มากขนาดไหน ก็คงจำได้แม้กระทั่งเสียงฝีเท้าล่ะมั้ง..

 

เมนูอาหารเดิมๆที่ถูกจัดไว้บนถาดอาหารรูปทรงสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของโซลเซียนา ถูกวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง กลิ่นอาหารที่แม่ครัวบรรจงทำสุดฝีมือ ยังคงหอมดังเช่นทุกวัน หลายครั้งที่แซตลีย์มักบ่นว่าสาเหตุที่องค์ชายของเธอไม่ยอมทานข้าวเป็นเพราะแม่ครัวปรุงรสไม่อร่อยอย่างแน่นอน เธอจึงพยายามที่จะทำมันด้วยตัวเองเพื่อให้ถูกปากเขามากที่สุด แต่ก็ถูกหัวหน้าแม่ครัวไล่ตะเพิดออกมาอยู่ดี เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเธอเลยสักนิด อดยิ้มไม่ได้ยามนึกถึงความพยายามของคนสนิทที่พยายามจะให้เขาทานข้าวให้ได้มากที่สุด

 

แต่แล้วมันก็ไร้ประโยชน์ เพราะต่อให้หัวหน้าแม่ครัวจะมีฝีมือรสเลิศที่สุดของโลกใบนี้ โวลธาเนียก็ไม่สามารถทานได้เกินครึ่งถ้วยอยู่ดี

 

ร่างบางที่อยู่ในชุดสีขาวสะอาดตาค่อยๆลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงที่หมอนใบโตที่แซตลีย์ ไซฮีลเดินมาจัดแจงให้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะทอดสายตามองออกไปยังด้านนอกหน้าต่างบานใหญ่เพื่อมองภาพที่โวลธาเนียมักต้องเจอในทุกๆเช้า นั่นคือภาพที่เหล่าทหารต้องมารวมตัวกันตรงลานกว้างเพื่อทำการฝึกฝนเป็นประจำในยามเช้า

 

แต่เช้านี้ดันแปลกไป..

 

เมื่อลานกว้างที่มีอุปกรณ์สำหรับฝึกฝนมากมายไม่ได้ถูกใช้งานโดยเหล่าทหารของโซลเซียนา แต่มีเพียงทหารสามนายที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่ ภาพที่นายทหารหญิงคนหนึ่งซึ่งมัลฟอนจำได้ดีว่านั่นคือทหารขององค์ราชินีไม่ผิดแน่ กำลังถือผ้าผืนสีขาวสะอาดมาทำคามสะอาดตามอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างระเกะระกะ ช่างแปลกตาจนทำให้มัลฟอนต้องขมวดคิ้ว

 

ไม่ใช่แค่เพโรน่า แต่รวมไปถึงนายทหารหน้าใหม่ที่มาถึงก็สร้างเรื่องปวดหัวให้กับอาณาจักร กำลังไล่เก็บกวาดทำความสะอาดลานกว้างอยู่เช่นกัน

 

"ทำไมพวกเขาถึงไปทำความสะอาดอยู่ลานกว้างนั่นล่ะ" ตัดสินใจหันไปถามเจ้าของผมสีดำขลับที่กำลังจัดหนังสือบนโต๊ะข้างเตียงให้เป็นระเบียบ หลังจากที่ถูกเจ้าของหนังสือรื้อมาอ่านจนกองเต็มโต๊ะไปหมด เธอหันมามองเสียงเล็กที่เอ่ยถาม ก่อนจะชะโงกออกไปตรงหน้าต่างเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นดังที่องค์ชายตัวเล็กถาม

 

"อ๋อ.. ทหารทำผิดกฏ" เธอเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตรที่มักปรากฏณ์อยู่บนใบหน้าสะสวยอยู่เสมอ และเธอค่อยๆเผยรอยยิ้มมากขึ้นเมื่อนึกไปถึงเมื่อคืนที่มีข่าวกันไปเสียทั่วปราสาท เรื่องของนายทหารที่บังอาจลองดีท้าทายอำนาจของหัวหน้าทหารอย่างดัลเธีย ชีร์โก และทำผิดกฏจนต้องถูกอีกคนลงโทษเช่นนั้น..

 

"ลงโทษอะไร?" คนตัวขาวยังไม่หายสงสัย ปากบางยังคงขยับถามคำถามต่อไปพร้อมกับร่างเล็กที่ขยับเข้าไปใกล้ขอบหน้าต่างมากขึ้น ใบหน้าหวานที่พยายามเข้าไปใกล้จนมันเกือบจะแนบไปกับกระจกบานใส มือบางทั้งสองข้างยกขึ้นเกาะที่บานหน้าต่างท่าทางขององค์ชายเหมือนเด็กน้อยวัยสิบขวบที่อยากรู้อยากเห็นไม่ผิดเพี้ยน

 

"เห็นว่าออกมาเด่นเพ่นพานยามวิกาลเกินเวลาที่หัวหน้าทหารกำหนด" และคำตอบของหญิงสาวที่กำลังจัดแจงสำรับอาหารบนถาด ก็ทำให้คนตัวขาวยู่ปากทันทีหลังจากที่รู้สึกว่าหัวหน้าทหารหรือดัลเธีย ชีร์โก เข้มงวดจนเกินไป แค่ออกมายามวิกาล ทำไมต้องลงโทษด้วยเล่า

 

"เหตุผลแค่นั้นจริงหรือ?"

 

"จะมีเหตุผลใดอีกหรือคะ ก็หัวหน้าชีร์โกบอกกับแซตลีย์เช่นนั้น" เธอว่าก่อนจะค่อยๆวางถาดอาหารลงที่ข้างกายของคนตัวบางที่ยังไม่มีทีท่าจะละออกจากหน้าต่างบานใหญ่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่สุกสะกาวราวกับมีดวงดาวนับร้อยดวงปรากฏณ์อยู่บนนั้น กำลังจับจ้องไปยังพื้นสนามราวกับตื่นเต้นและไม่เคยพบเห็นมัน

 

ไม่เคยพบเห็นนั่นล่ะถูกต้อง.. ก็ปกติพระองค์เห็นแต่ภาพของทหารนองเลือด หรือล้มลงไปนอนอย่างทรมาณเพราะอาการเจ็บบริเวณที่ถูกทำร้าย แต่ภาพที่นายทหารเวรหน้าประตูคนใหม่เดินสะดุดล้มแล้วทำถังน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มหกเปียกกระจายไปทั่วสนามกว้าง ก็ทำให้คนตัวขาวหลุดยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย พอเป็นเช่นนี้แล้วแซตลีย์เองก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มตามไปด้วย นานแค่ไหนแล้วนะที่องค์ชายของเธอไม่ได้หัวเราะ..

 

"คนนั้นใช่รูเฟน ทีร์กานาหรือไม่" เอ่ยถามหลังจากเห็นภาพที่นายทหารเวรถูกหญิงสาวผมสีน้ำตาลติดแดงประบ่ายืนเท้าเอวด่าด้วยความหัวเสีย ในสายตาของมัลฟอนแล้วมันเหมือนกับเด็กน้อยที่ทะเลาะกันมากกว่า

 

"ใช่ค่ะ เพื่อนสนิทของดัคลาส เดนวา"

 

ดัคลาส เดนวา..

 

เมื่อเอ่ยถึงชื่อของคนดังกล่าวก็ทำเอาองค์ชายแห่งโซลเซียนาหุบยิ้มในทันที แววตาที่ก่อนหน้านี้เคยยิ้มอย่างสดใส ค่อยๆหายไปเหลือไว้เพียงแต่แววตาที่แสนสับสน ยามนึกถึงเจ้าของผมสีสว่าง และเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจดวงน้อยของคนตัวขาวเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอกด้านซ้าย อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมากุมเสื้อไว้อย่างหลวมๆ

 

ตรงลานกว้างที่มีทหารกำลังทำความสะอาดอยู่ นอกจากเพโรน่าและรูเฟนแล้ว ยังมีดัคลาส เดนวายืนอยู่ด้วย อีกคนนั่งกำลังยืนมองสาวเจ้าทะเลาะกับรูเฟนโดยที่ไม่คิดจะห้าม แววตาที่ยากจะเดาความรู้สึก ยังคงฉายแววเรียบนิ่งออกมาแม้ว่ามุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยเพราะเห็นเพื่อนสนิทกำลังมีปากเสียงกันอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด

 

แต่ไม่ทันที่คนตัวขาวจะได้มองอะไรไปมากกว่านี้ เจ้าตัวก็ต้องรีบผละออกจากกระจกบานใสเพราะเจ้าของดวงตาเฉยชานั้นกำลังเงยหน้าขึ้นมาด้านบนของปราสาท และบังเอิญสายตาเจ้าปัญหาก็ดันเหลือบไปเห็นร่างของเขาที่กำลังมองนายทหารผมสีสว่างอยู่อย่างพอดิบพอดี ทำให้เจ้าของมือขาวรีบดึงผ้าม่านมาปิดไว้ทันที เพื่อหนีสายตาของดัคลาส

 

ดัคลาสต้องรู้แน่ๆ ว่าเมื่อครู่เขาแอบมองอยู่

 

ร่างขาวค่อยๆกลับมานั่งในท่าเดิมก่อนหน้าที่ตัวเองจะพยายามมองออกไปด้านนอกนั่น พร้อมกับมือขาวที่ลูบนิ้วตัวเองไปมาราวกับกังวลกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาเกลียดดัคลาสยามใช้สายตาจับผิดและเจ้าเล่ห์มากที่สุด มันเป็นสายตาเดียวกันกับที่คนที่เขารังเกียจมากที่สุดใช้สนทนากับผู้อื่น และยังใช้สายตานั้นเอ่ยเชยชมเขาอีกด้วย

 

ใช่.. เขาหมายถึงทีโอ รูทมอร์นั่นล่ะ..

 

"ทานข้าวหน่อยเถอะค่ะองค์ชายของแซตลีย์.." หญิงสาวค่อยๆใช้มือดันถาดอาหารที่มันใกล้จะเย็นชืดแล้วหากว่ายังทิ้งมันไว้นานกว่านี้ เข้าไปใกล้ๆร่างขององค์ชายที่ดูไม่มีทีท่าจะทานมันเลยสักนิด

 

"เราไม่หิว" เป็นคำตอบเช่นนี้ทุกวัน.. ให้ตายสิ

 

หากเป็นเมื่อก่อนแซตลีย์ ไซฮีลก็คงจะบังคับอ้อนวอนให้คนตัวขาวรับประทานมันอย่างน้อยสักสองหรือสามคำก็ยังดี แต่ครั้งนี้เธอเลือกที่จะไม่ทำมัน เพราะเธอคิดว่าต่อให้บังคับไปองค์ชายของเธอก็ไม่คิดจะกินอยู่ดี เผลอๆอาจจะปัดถาดอาหารทิ้งเลยก็ได้.. เป็นที่รู้กันดีว่ามัลฟอน โวลธาเนีย เกลียดการโดนบังคับเป็นที่สุด

 

บุตรชายของคาลอสยังคงนั่งเหม่อลอยไปเรื่อยโดยที่ไม่คิดจะแตะอาหารที่วางอยู่ข้างกาย เพราะแบบนี้จึงทำให้คนตัวขาวมีร่างกายบที่ผอมและบอบบางไปหมด ถ้ามีคนมาฉุดร่างองค์ชายน้อยของเธอ ก็คงจะตัวปลิวไปตามแรงเหมือนกับตุ๊กตาเลยล่ะมั้ง

 

แซตลีย์ ไซฮีลเดินออกไปจากห้องของโวลธาเนีย โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ดังเช่นทุกครั้งที่เธอทำ แม้มัลฟอนจะหันไปมองในตอนที่เธอก้าวออกไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมันถึงขนาดนั้น เพราะเมื่อเห็นว่าเธอปิดประตูสนิทแล้วจริงๆ มือบางถึงได้เอื้อมไปคว้าหนังสือเล่มหนาที่อ่านค้างไว้เมื่อคืนมาเริ่มอ่านต่อโดยปล่อยให้อาหารข้างกายเป็นดั่งอากาศ

 

มัลฟอน โวลธาเนียชื่นชอบนิทาน.. ทั้งนิทานที่เกิดขึ้นจากเรื่องเล่าขานโบราณของแต่ละอาณาจักร หรือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นจากนักเขียนฝีมือดีก็ตาม คนตัวขาวชื่นชอบมันทั้งหมด หลายครั้งที่มักจะใช้งานแซตลีย์ให้ออกไปซื้อหนังสือจากร้านในเมืองมาให้ การซื้อหนังสือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงเล่มสองเล่ม แต่เรียกได้ว่าต้องจัดหาตู้หนังสือใหม่เพิ่มเพื่อนิทานขององค์ชายเชียวล่ะ

 

แน่นอนว่าหญิงสาวพึงพอใจและยินดีจะทำให้หากว่ามันสร้างความสุขให้กับองค์ชายน้อยของเธอ ต่อให้เธอต้องขโมยหนังสือมาจากร้านเธอก็จะทำมัน เพราะนั่นก็เพื่อรอยยิ้มอันสดใสยามได้อ่านหนังสือของคนตัวขาว

 

สำหรับองค์ชายแห่งโซลเซียนาที่ถูกกักขังไม่ให้ออกไปเจอโลกภายนอกนั้น การอ่านนิทานและพบเรื่องราวต่างๆผ่านตัวหนังสือเป็นสิ่งเดียวที่สร้างความสุขให้กับเจ้าของใบหน้าหวาน เขามักรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยไปตามดินแดนต่างๆที่ในหนังสือเขียนบรรยายไว้ และมักจะจินตนาการถึงเมืองต่างๆทุกครั้งที่ได้อ่านมัน

 

หากได้ออกไปก็คงดี..

 

แต่ไม่ทันที่คนตัวขาวจะได้อ่านไปถึงหน้า ประตูก็ถูกเปิดอีกครั้งโดยไร้การเคาะให้สัญญาณจากคนไร้มารยาที่ต่อให้ถูกตำหนิติเตียนอีกสักพันครั้ง การเคาะประตูก็ดูจะยากเกินไปสำหรับคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องกว้างขององค์ชายแห่งโซลเซียนา

 

ดัคลาส เดนวา กำลังเดินเข้ามาหาเขา..

 

"น..นายเข้ามาทำไม?" ถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักที่ยากจะควบคุม ไม่รู้ทำไมแต่เมื่ออีกคนยิ่งเข้ามาใกล้ ร่าเล็กก็ขยับตัวถอยหนีจนเกือบจะสิงกำแพงหนา รู้ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น แต่ก็ยังพยายามจะดันตัวเองหนี ราวกับเหยื่ออันโอชะที่กำลังหนีจากนักล่า โดยที่ก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องกลายมื้ออาหารสุดโปรดของมัน..

 

อีกคนนั่งลงที่ข้างเตียงพร้อมกับสายนิ่งงันยากจะรู้ความในใจ

 

"แซตลีย์ ไซฮีลมาบอกกระหม่อมว่าพระองค์ไม่ยอมกินข้าว" คนตัวขาวขมวดคิ้วทันทีที่อีกคนเอ่ยจบ นี่แซตลีย์ถึงขั้นไปบอกอีกคนเลยงัั้นหรือ? "กระหม่อมเลยมาดู ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่.."

 

และดูเหมือนจานอาหารที่ยังคงมีอาหารอยู่เต็มแถมมันยังดูxชืดจนไม่น่ารับประทาน ก็เป็นคำตอบให้กับนายทหารได้เป็นอย่างดี

 

"เราไม่หิว" อีกคนยังยืนยันคำตอบเดิมดังที่เคยบอกไปกับสาวใหญ่คนสนิทก่อนหน้า "หากมาเพื่อบังคับให้เรากินก็กลับเถิด มันไม่มีความหมายอะไร บางทีเราอาจจะยกถ้วยข้าวต้มจืดชืดนี่เทใส่นายเลยก็ได้.."

 

คนที่ปากร้ายอย่างไรก็ปากร้ายอยู่วันยันค่ำ ดัคลาสคิดเช่นนั้น และต่อให้จะบอกหรือสั่งสอนอีกสักกี่ทีก็คงจะไม่ช่วยให้คนตัวขาวพูดจาน่าฟังมากขึ้น มีแต่จะทำให้อีกคนปากเสียกว่าเดิม เหมือนคำที่ว่ายิ่งห้ามยิ่งยุนั่นล่ะ..

 

มือหนาคว้าถาดอาหารมาไว้ใกล้ตัวก่อนจะยกถ้วยข้าวต้มซึ่งเป็นอาหารที่ดัคลาสเกลียดแสนเกลียดมาไว้ในมือข้างขวา พร้อมกับมือซ้ายที่ใช้ช้อนค่อยๆคนอาหารในชามอย่างเชื่องช้า โดยที่การกระทำเหล่านั้นมัลฟอน โวลธาเนียไม่ได้คิดจะหันไปมองมันเลยสักนิด อีกคนยังคงเหม่อลอยไปเรื่อยและทำเหมือนคนผมสีสว่างไม่มีตัวตนอยู่ที่นี่

 

จนกระทั่งอีกคนยื่นช้อนมาใกล้ๆริมฝีปากเล็กนั่น..

 

"เดี๋ยว! อะไรของนาย!"

 

"ก็ถ้าพระองค์ไม่ยอมกินเอง กระหม่อมก็จะป้อน" อีกคนเอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังโดยที่มือยังคงถือช้อนจ่อไปที่ริมฝีปากที่เขาเคยได้สัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่ง

 

อีกคนแสดงอาการหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาไม่พอใจที่ตวัดมองคนข้างกายเป็นคำตอบที่แน่ชัดว่าอีกคนจะไม่ยอมทานมันเด็ดขาด ใบหน้างดงามดั่งภาพวาดของพระเจ้านั้นสะบัดหนีออกไปอีกทางราวกับเด็กน้อยที่ไม่ยอมกินข้าว มันต่างกันก็แค่เพียงอีกคนโตเกินกว่าที่จะต้องมานั่งดูแลกำชับเรื่องอาหารการกินเช่นนี้แล้ว

 

"เรากินเองได้" คนหัวรั้นยังคงไม่ยอมสนใจข้าวต้มที่ถูกยื่นมาใกล้มากกว่าเดิม มีแต่จะเบือนหน้าหนีแสดงทีท่ารังเกียจเหมือนอาหารตรงหน้าเป็นดั่งยาพิษที่ถ้าหากว่าได้สัมผัสมันเข้าไปก็คงตายแน่ๆ.. และคนข้างกายของเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอากับองค์ชายตัวขาว

 

"กินได้ แต่ก็ไม่ยอมกิน" ที่ดัคลาส เดนวาพูด ไม่ผิดไปจากความจริงเลยสักนิด เพราะถ้าหากเขาไม่เข้ามา ถาดอาหารนี่ก็คงต้องถูกแซตลีย์นำไปเก็บในครัว และสุดท้ายโวลธาเนียก็จะไม่ได้ทานอาหารเช้า คนตัวขาวส่งสายตาคาดโทษมาให้นายทหารแสนเจ้ากี้เจ้าการทันทีที่รู้สึกว่าอีกคนนั้นสามหาวกับเขามากเพียงใด

 

"อย่าสั่งได้ไหม"

 

"ก็อย่าดื้อได้ไหม" ทหารข้างหายช่างเถียงคำไม่ตกฟากนัก มัลฟอนเกือบจะปัดถาดอาหารข้างกายคว่ำจริงๆแล้วหากว่าไม่ถูกสายตาของนายทหารผมสีสว่างจ้องราวกับกำลังไม่พอใจในการกระทำของคนตัวขาว มันควรเป็นเขาไม่ใช่หรือที่ไม่พอใจ ในเมื่ออีกคนเป็นเพียงทหารชนชั้นล่าง แต่เขาเป็นถึงว่าที่ราชาแห่งโซลเซียนา

 

มือขาวกำผ้าผืนหนาที่คลุมอยู่บนตักของตัวเองไว้แน่นราวกับพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองให้ได้มากที่สุด เขาเกือบที่จะพูดดีๆกับคนตรงหน้าได้แล้ว หากว่าอีกคนไม่มาบังคับเขาเช่นนี้

 

"ถ้าเรากินนายจะออกไปไหม" เป็นเหมือนคำไล่อ้อมๆ แต่ดัคลาสไม่สนใจมัน

 

"ตามที่พระองค์ต้องการ" ถ้าองค์ชายต้องการให้เขาออกไป เขาก็จะออก ไม่มีความจำเป็นใดต้องอยู่ที่นี่ต่อ

 

ริมฝีปากสีระเรื่อค่อยๆยอมทานข้าวต้มที่อีกคนป้อนให้อย่างเชื่อช้า ถูกครั้งที่ต้องกลืนมันลงไปมันช่างยากลำบากสำหรับคนตัวเล็กอย่างมากที่สุด ดวงตางดงามน่าจับจ้องไม่ยอมแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดัคลาส อีกคนเอาแต่มองมือตัวเองที่วางอยู่บนหน้าตักราวกับมันมีอะไรให้สนใจนักหนา หรืออาจจะเป็นเพราะกลัวยามได้สบตาเขากันนะ..

 

บรรยากาศภายในห้องที่ไร้เสียงพูดคุยแม้จะมีคนอยู่ถึงสองคนก็ตาม ไม่ได้สร้างความอึดอัดให้แต่โวลธาเนียหรือเดนวา แต่กลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนตัวขาว เพราะถ้าหากว่าต้องมาพูดคุยกับคนข้างกายนี่คงทำให้เขาอึดอัดได้ไม่มากก็น้อยเลยล่ะ มัลฟอนไม่แน่ใจว่าที่ตนไม่พร้อมจะพูดคุยกับคนข้างกายเป็นเพราะรังเกียจหรือเพราะกลัวกันแน่

 

"อ่ะ.." เสียงหวานที่เผลอเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากเล็กในตอนที่ตัวเองรีบกินจนทำให้เศษข้าวต้มเลอะติดอยู่ที่มุมปากของตัวเอง ดัคลาส เดนวาไม่รอช้าที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสีสะอาดที่ถูกจัดไว้บนถาดโดยแม่บ้านคนสนิท มาเช็ดที่มุมปากของเจ้าตัว โดยที่องค์ชายตัวขาวก็ยังไม่ยอมหันมาสบตาเขาอยู่ดี มิหนำซ้ำยังหลบหน้าเสียด้วย

 

มือหนาค่อยๆจับใบหน้าขาวเนียนให้หันมาทางตนเพื่อที่จะได้เช็ดให้ง่ายกว่าเดิมมากขึ้น ในตอนแรกดัคลาสไม่ได้สนใจว่าตั้งแต่ที่เข้าห้องมา คนตัวเล็กหลบหน้าเขาไปกี่ครั้ง จนกระทั่งในตอนที่เขาพยายามจับให้ใบหน้าหวานมาสบตากับเขาตรงๆ อีกคนก็เสมองทางอื่นทำเหมือนกับเขาเป็นปีศาจหน้าตาน่ากลัวที่ไม่อยากจะมอง

 

"กลัวจะสบตาหรือ?" เขาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาในระยะที่สองคนพอจะได้ยิน ดัคลาส เดนวา ไม่ได้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกคนเหมือนดังคราวก่อนที่เขาทำกับคนตัวขาวเพียงแต่พยายามดึงให้อีกคนสบตากับเขาเท่านั้น สาบานเลยว่าเขาไม่ได้ออกแรงบังคับ

 

ดวงตาใสซื่อค่อยๆเหลือบมาสบตากับดวงตานิ่งงันเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้กลัวอย่างที่อีกคนกล่าวมา แต่เพียงเสี้ยววิที่ได้มองเท่านั้น สุดท้ายแล้วคนตัวขาวก็หลบสายตาอีกอยู่ดี แถมยังดึงมืออีกคนให้ออกไปพ้นๆใบหน้าของตัวเองอีกต่างหาก ดวงตาที่มีขนตาแพยาวสวยเสมองไปทางอื่นโดยที่คราวนี้ไม่แม้แต่จะสนสใจเขาเลย

 

ดัคลาส เดนวา เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวกับการกระทำแสนเด็กน้อยเอาแต่ใจนั้น

 

"หากไม่อยากมองก็ไม่เป็นไร"

 

"..."

 

"อยากอ่านหนังสือก็เชิญอ่านไปเถิด กระหม่อมจะไม่กวน" ดวงตาใสซื่อของผู้เป็นองค์ชายแห่งโซลเซียนาเบิกโพลงขึ้นทันทีด้วยความตกใจ ไม่ใช่เพราะคำพูดของอีกคน แต่เป็นเพราะมือหนาที่คว้ามือของเจ้าของกายขาวที่เมื่อครู่มันถูกวางไว้บนหน้าตักดึงมาจูบที่บริเวณหลังมืออย่างแผ่วเบา

 

มือขาวรีบดึงกลับทันทีที่ด้วยความตกใจ หลังจากที่คนตัวหนายอมปล่อยมือเขาเป็นอิสระ

 

ได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้กับมัลฟอน โวลธาเนียแล้วอีกคนก็เดินออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้คนตัวขาวนั่งกุมมือที่ถูกริมฝีปากสีเข้มประทับอย่างแผ่วเบาเมื่อครู่อยู่อย่างนั้น พร้อมกับความคิดในหัวที่ตีรวนกันไปหมด

 

ทางออกที่ดีที่สุดของคนตัวขาวคือพยายามคว้าหนังสือเล่มที่ใกล้มือที่สุดมาเปิดหน้าอ่านไปเรื่อยๆเพื่อลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ใบหน้าขาวซีดขึ้นสีซับจางลามไปจนถึงใบหู ตัวหนังสือที่ปรากฏณ์บนแผ่นกระดาษสีอ่อนถึงแม้มัลฟอนจะอ่านมันไปแต่ก็ไม่มีอะไรเข้าหัวเลยสักนิด เมื่อสิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้มีแต่เรื่องของคนที่เพิ่งทำให้เขาแทบบ้า

 

"ฉันเกลียดนาย เดนวา!"

 

 

 

 

To be con..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 232 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

736 ความคิดเห็น

  1. #718 Chompoo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 02:35

    เผลอไม่ได้เลยมันต้องจับต้องทัชน้องตลอดด

    #718
    0
  2. #690 mayupong-111 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 14:11
    นายทหารคนนี้เหิมเกริมมากค่ะ กี้ดดดดดดด ดลอชกลดาดนดากลด
    #690
    0
  3. #688 secretnn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 13:29
    เธอลวนลามลูกชั้นอีกแล้วนะ!!!!!
    #688
    0
  4. #614 CB_SURVEY (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 03:44
    นายทหาร!!!! หน็อย. ไม้!!! ไม้อยู่ไหน!!! เอาไม้มา!!! ต้องเจอกันสักแมทแล้วมั้ย!?!?!?
    #614
    0
  5. #253 JKCBB (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:32
    นายดัคลาสนี่ยังไง ไหนบอกตายด้านไงคะ ทั้งจุ๊บ ทั้งหอมมือ
    ยังไงเอ่ยยยยจ
    #253
    0
  6. #252 JKCBB (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:32
    ว่าแล้วเชียว ช่างทำเครื่องประดับหายไป รายได้เข้าเมืองหายไป แต่ราชากลับนิ่งเฉย มีเงินเข้าปราสาทไม่หยุด
    ชาวบ้านก็นับถือเป็นพระเจ้า
    แหม่ ช่างสุขสบายเสียจริง
    #252
    0
  7. #167 baimaibm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มกราคม 2563 / 21:34
    ทำไมเจ้าเล่ห์ขนาดนี้คะ
    #167
    0
  8. #155 Nora1012 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 19:14
    พระเอกอ่อนโยนกับน้องมากอ่ะ แต่ต้องมี-งก่อนนะถึงจะอ่อนโยน วุ้ยยยย
    #155
    0
  9. #152 netty25 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 18:27
    อยู่ๆก็จุ๊บมืออ หมั่นเขี้ยวหรอนาย
    #152
    0
  10. #109 mtuanna93 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 15:42
    น้องงงงเขินหรอต่ะ
    #109
    0
  11. #76 ChocoSmurf_rose (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 15:16
    อะไรเนี่ยยยยยย ดัคลาส!
    #76
    0
  12. #63 moonatbaaa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 18:31
    แหนะะะะ
    #63
    0
  13. #57 aussawineyes (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 15:47
    น้องเขินๆๆๆๆๆ แซวๆๆๆๆๆ
    #57
    0
  14. #56 melu2002 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 19:35
    แง ชอบมากเลยค่ะ เขินมากเลย ใจแบบตึกตัก ติดตามนะค้า
    #56
    0
  15. #54 juneinfinite (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 22:30
    ชอบก็บอกว่าชอบ!!!
    #54
    0
  16. #53 raksamon22 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 22:23
    อบอุ่นมากแม่!! ไม่ไหวแล้สะนำนดสกว ยัยน้องก็ขี้ดื้อจริงๆเดนวาก็คือนิ่งๆแต่มาเหนืออ่ะ เก็ทฟิลป่ะ สนุกมากกกกอยากอ่านต่อแล้ว เราจะรอนะคะคูมไรท์♡
    #53
    0
  17. #52 AbsTxz_ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:45
    โอ้ยยยยเดนวา นายนี่มันๆๆๆๆๆ ทั้งจุ้บมือทั้งป้อนข้าว ฉันเขินแทนน้องแร้วนะ!! แล้วคือสงสัยอ่ะว่าที่เดนวาสันนิษฐานจะเป็นจริงมั้ย อาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆก็ได้ แล้วที่โดนทำโทษแล้วมาหาน้องนี่คือโดดมาอ่ะแหละชั้นดูออก
    #52
    0
  18. #51 hye-ri (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:28
    น้องเขินดัคลาสแน่ๆ ฉันรู้ ฉันดูออก อะไรมันจะอบอุ่นปานนั้นอะพ่อคุณ โดนทำโทษอยู่แต่ก็รีบปรี่มาหาอีกคนทันที่ที่ได้ยินว่าอีกคนไม่ยอมกินข้าว แถมยังป้อนข้าวเขาให้ถึงปากอีกต่างหาก นี่ยังไม่นับเรื่องเช็ดปากจูบมือน้องเขาอีกนะ อยากจะแหมมมมมมม ไปถึงดาวอังคาร มีใจให้ก็พูดมาตรงๆ

    ป.ล. อยากรู้อายุตัวละครจังเลยค่าคูมไรเตอร์
    #51
    0
  19. #50 ikwannoy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 20:19
    ฟรอยเออร์!!!!!
    #50
    0