พันดารา

ตอนที่ 2 : ๑. หลบหลีก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 พ.ค. 59

หลบหลีก

 

ร่างสูงของชายหนุ่มรูปหน้าคมคายหล่อเหลาปรากฏขึ้นหลังประตูบานเลื่อนนั้น ชานชาลาของสถานีหมอชิตดูมีผู้คนมากกว่าที่คิด เขาเดินออกมาพร้อมชายที่เอาแต่โทรศัพท์ตลอดเวลา หญิงชราท่าทางกระฉับกระเฉง เด็กนักเรียนกลุ่มเล็กๆ เดาว่าคงโดดเรียน เพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน และเด็กหนุ่ม ไม่สิ...หญิงสาวหุ่นเพรียวที่แต่งตัวราวกับหนุ่มน้อย

ศตายุกระชับเป้สะพายหลัง ตั้งใจจะออกเดินทางวันนี้ หลังลาออกจากงานและจัดการชีวิตให้เรียบร้อย จุดหมายปลายทางคือเชียงใหม่ อาจจะเป็นความต้องการส่วนลึกของใจที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศบ้านเกิดของศศิวิรัล ผู้หญิงที่ทำให้เขาต้องมานั่งคิดทบทวนตัวเองเสียใหม่ หลังต้องเสียเธอไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ปลูกดอกรัก

เป้สะพายหลังหนักเอาการ เพราะเขาเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมที่สุด กะจะท่องเที่ยวไปทั่วภาคเหนือ และหากติดใจก็อาจจะเลยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ปลดปล่อยสมอง เก็บเกี่ยวทุกอย่างเป็นประสบการณ์ชีวิต

ศตายุใช้เวลาที่เดินออกจากรถไฟคิดทบทวนเรื่องราวทุกอย่าง แต่สายตาที่มองไปข้างหน้าก็เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหญิงสาวในชุดทะมัดแมงกำลังหันตัวกลับ ดูเหมือนเธอกำลังหนีอะไรบางอย่าง สาวผมสั้นเดินสวนมาทางเขา เดาว่าเธอคงเปลี่ยนใจไปลงบันไดอีกฝั่ง ชั่วเวลาที่เดินสวนกันนั้น สายตาก็สอดประสานกันอย่างพอดิบพอดี ก่อนเธอจะดึงหมวกแก๊ปลงมาปิดหน้า แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

มีบางอย่างในแววตาคู่นั้นที่ดึงเขาให้หันกลับไปมอง เห็นแต่หลังเธอไวๆ กำลังเดินลงบันได ก่อนจะกลืนหายไปกับผู้คนมากมายในสถานีแห่งนี้

เขาดึงสายตาให้หันกลับไปมองด้านหน้า เลิกใส่ใจชีวิตคนอื่น กระชับเป้ขึ้น แล้วเดินลงบันไดไป ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เห็นว่าเหลือเวลาอีกมากก่อนเช็กอินขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง เลยเปลี่ยนใจจากแท็กซี่ ตรงไปยังป้ายรถเมล์เพื่อรอ Shuttle Bus ต่อไปยังสนามบิน

ในระหว่างรอรถ เขาก็อดคิดถึงเรื่องราวเมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้ หากในตอนนั้นเขาทำอะไรสักอย่าง วันนี้อาจจะไม่ต้องมายืนแบกเป้ใบโต เพื่อออกเดินทางตามหาความหมายของชีวิตคนเดียวเช่นนี้ ศตายุไม่ได้อกหักฟูมฟายจนต้องลาออกจากงานเหมือนอย่างที่ใครเข้าใจ เขาแค่ไม่รู้ว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร เรียนจบก็ต้องทำงานเพื่อสร้างรากฐานให้ตัวเอง มองหาคู่ชีวิตสักคน แต่งงาน มีลูก พอแก่เฒ่าก็ตายจากกันไป ใช้ชีวิตเป็นวัฐจักรอยู่ไม่รู้จบสิ้น เขาจึงอยากจะค้นหาว่า มันจะมีเส้นทางไหนอีกไหมที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตก็มีอะไรมากกว่านี้ การเดินทางไปยังที่ใหม่ๆ จึงเป็นคำตอบของเขาทันที บางที หากเขาได้คำตอบให้กับตัวเองแล้ว อาจจะแวะไปหาต้นเหตุของเรื่องที่รีสอร์ตบ้านไร่ชมจันทร์เสียหน่อย เพื่อเช็กอาการของตัวเองว่า กลับเป็นปกติแล้วหรือไม่

ไม่นานนัก รถบัสที่มีตัวหนังสือว่า ‘A1’ ก็มาจอดเทียบริมฟุตปาธ ชายหนุ่มจึงหยุดความคิด แล้วกระโจนตัวขึ้นไป พร้อมกับผู้โดยสารร่วมทางอีกมากมาย

 

มาลีรินทร์ไม่แน่ใจว่า ชายกลุ่มหนึ่งที่ดักรอตรงบันไดนั้นจะเป็นพวกเดียวกันกับที่เธอหนีหัวซุกหัวซุนมาหรือไม่ แต่หญิงสาวก็เลี่ยงไปทางอื่นเพื่อตัดปัญหา แวบหนึ่งก่อนจะเดินลงบันได เธอเห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีสะพายกระเป๋าเป้อย่างนักท่องเที่ยวเหลือบตามองมา จึงรีบดึงหมวกมาบังหน้า แล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

ตลาดนัดสวนจตุจัตรวันนี้ แทบจะไม่มีเค้าของตลาดนัดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มองไปทางไหนก็เจอแต่ร้านรวงปิดสนิท ทางเดินว่างเปล่าไร้ผู้คน เพราะไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ที่จะมีชีวิตชีวา

หญิงสาวก้าวเท้ายาวๆ ไปยังร้านหนึ่งซึ่งปิดสนิท เธอล้วงเอากุญแจที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงมาไขแม่กุญแจที่คล้องประตูเหล็กเอาไว้ ทันทีที่ดึงแม่กุญแจออก เลื่อนประตูขึ้นไป เธอก็กวาดตามองหาของที่ต้องการ มันเป็นร้านขายเสื้อผ้าตามสมัยนิยม ร้านไม่ใหญ่มาก แต่ก็เต็มไปด้วยสินค้ามากมายจนล้น แล้วสายตาก็เจอกับกระเป๋าเป้สีดำที่วางอยู่บนโต๊ะในสุด เธอยิ้มน้อยๆ นับว่าแผนยังไปได้สวย แม้จะไม่ได้เจอเจ้าของร้านเสื้อผ้า ซึ่งเป็นคนเตรียมกระเป๋าสำรองไว้ให้ เพราะฝ่ายนั้นคงถูกสะกดรอยเช่นกัน จึงทำให้ไม่สามารถมาตามนัดได้ก็ตาม แต่เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เธอไปต่อได้อย่างไม่น่าห่วงเท่าไรแล้ว

มาลีรินทร์รูดซิปกระเป๋าออกตรวจดูความเรียบร้อย เมื่อเห็นว่าของที่จำเป็นต้องใช้มีครบ เธอก็ปิดซิปแล้วสะพายขึ้นหลังทันที อยากจะใช้โทรศัพท์เช่นกัน แต่มันอยู่ในกระเป๋าที่ถูกกระชากไป ทว่าคิดทบทวนดูอีกรอบ ไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะเธอจะหายตัวได้ง่ายขึ้น

หลังทิ้งโน้ตขอบคุณเอาไว้บนโต๊ะ เธอก็เดินออกมาจากร้าน จัดการล็อกประตูให้แน่นหนาดังเดิม ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเดาว่า ชายเหล่านั้นจะไปดักรอเธอที่ไหน แค่คิดก็สนุกแล้ว...

 

ท่าอากาศยานดอนเมืองไม่ได้คึกคักเหมือนในอดีต ตั้งแต่มีการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิขึ้น แต่ก็ยังเป็นจุดสำคัญในการเดินทางภายในประเทศอยู่ดี บอร์ดดิ้งพาสที่อยู่ในมือถูกยกขึ้นมาดู เทียบเวลากับนาฬิกาข้อมือ เหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องขึ้น เขาจึงเดินทอดน่องเข้าไปดูหนังสือในร้านขายหนังสือเพื่อฆ่าเวลา หลังส่งเป้ใบเขื่องไปก่อนแล้ว ตอนนี้จึงสบายตัวขึ้นมาก

ศตายุหยิบหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเล่มหนึ่ง ตั้งใจว่าจะเปิดดูข้อมูลข้างใน แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นชายกลุ่มหนึ่งท่าทางเหมือนกำลังมองหาใครสักคนพอดี คนหนึ่งใส่แจ๊คเก็ตสีกรมท่าหน้าตาดุดัน อีกสองคนใส่เสื้อคอโปโลสีดำทั้งคู่ เดินตรงมายังเขาที่ยืนอยู่

“ขอโทษครับ คุณเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มั้ย?” ชายในแจ๊คเก็ตสีกรมท่ายื่นรูปที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือให้ดู เป็นรูปของผู้หญิงสวย ใบหน้ารูปไข่ คิ้วเข้ม ตาโต จมูกโด่งพองาม เรียวปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีชมพูอ่อน ผมยาวสีดำขลับปล่อยลงมาเคลียไหล่ แต่เขาไม่รู้จักเธอ

“ขอโทษครับ ผมไม่เคยเห็น” เขาส่ายหัว

“งั้นไม่เป็นไร ขอบคุณครับ” ว่าแล้วคนใส่แจ๊คเก็ตก็ผงกศีรษะให้ แต่ก่อนจะไป ศตายุก็ได้ยินชายอีกคนถามขึ้นเสียก่อน เป็นเชิงว่า เธอจองตั๋วไปภูเก็ต อย่างไรเสียก็ต้องมาขึ้นเครื่องที่นี่อย่างแน่นอน แล้วทั้งสามก็เดินจากไป ทิ้งให้คนที่ถูกถามมองตามอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงสนใจหนังสือในมือต่อ

หนังสือท่องเที่ยวเชียงใหม่ถูกวางกลับไปบนชั้น เขามองหาเล่มอื่นต่อไป แต่จะว่าไป ชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับเชียงใหม่เลยก็ได้ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับที่พักที่กินนั้นมีพร้อมไว้หมดแล้ว เขาเตรียมตัวอย่างดีสำหรับทริปหนึ่งเดือนเต็มกับการหนีความวุ่นวาย

 

สถานีขนส่งหมอชิตชั้นล่างดูวุ่นวายกว่าที่เธอคิดไว้มาก หลังจ่ายเงินให้วินมอเตอร์ไซค์ที่มาส่งถึงที่ มาลีรินทร์ก็หัวหมุน เมื่อมองไปทางไหนก็เจอแต่คนตะโกนยืนขายตั๋วไปเชียงใหม่เต็มไปหมด ไม่รู้จะเลือกของบริษัทไหน จึงเดินสุ่มเข้าไปหาคนที่ตะโกนดังที่สุดเพื่อวัดดวง

ทันทีที่ได้ตั๋วรถไปเชียงใหม่ เธอก็ไปหาของกินรองท้อง ตั้งแต่เที่ยงยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้ำเปล่า ตอนนี้จึงหิวจนไส้จะขาด ได้ขนมกับน้ำผลไม้จากร้านสะดวกซื้อก็พอประทังชีวิตไปได้ ไม่นานนักรถทัวร์ก็มาจอดเทียบท่า ทันทีที่รถพร้อมรับผู้โดยสาร เธอก็เดินขึ้นไปนั่งยังที่นั่งของตัวเองทันที

“หนูจะไปเที่ยวเชียงใหม่เหรอจ๊ะ” หญิงวัยห้าสิบปลายที่นั่งติดกัน ถามคนที่นั่งเหม่อออกไปนอกกระจกรถให้หันกลับมาตอบ ขณะรถกำลังเคลื่อนตัวออกจากชานชาลา

“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ อาการปวดหัวยังเล่นงานไม่เลิก

“เคยไปรึยัง?”

“เคยไปตอนเด็กๆ ค่ะ”

“แล้วได้ไปวัดพระธาตุดอยสุเทพกับครูบาศรีวิชัยรึเปล่าจ๊ะ”

“จำไม่ค่อยได้เลยค่ะ เคยไปเมื่อเด็กมาก” เธอยิ้มน้อยๆ

“ถ้าจำไม่ได้ก็ไปใหม่อีกรอบ ถ้าใครมาเชียงใหม่แล้วไม่ไปสองที่นี้ถือว่ามาไม่ถึงรู้มั้ย” คุณป้าอมยิ้ม หากเธอเจอนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด เธอมักจะแนะนำสถานที่ทั้งสองนี้ให้

“ไว้หนูจะไปนะคะ” มาลีรินทร์พยักหน้ารับ

“แต่ถ้าอยากขอพรให้ไปวัดพระธาตุดอยคำนะหนู ไปไหว้พระเจ้าทันใจ อยากได้อะไรก็ขอไป ถ้าได้ ก็เอาพวงมาลัยดอกมะลิไปแก้บน ตอนนี้คนแห่ไปกันจนรถติด ป้าเองก็ไปไม่กี่รอบเอง ไม่ทันนักท่องเที่ยวเขา”

“ขอบคุณมากค่ะ หนูต้องไปแน่ๆ” เธอรับคำ แล้วผินหน้าไปมองสองข้างทางต่อ

เชียงใหม่มีบางอย่างที่ทำให้เธอตัดสินใจมา พอคิดอย่างนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ ตอนมีโอกาสมาไม่มา แต่ตอนนี้โอกาสแทบจะไม่เหลือกลับพยายามกระเสือกกระเสือกสนมา ชีวิตคนเราอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน

 

ชายสวมแจ๊คเก็ตสีกรมท่าแน่ใจว่าเขาเช็กไม่ผิด เธอต้องโดยสารไปกับเครื่องบินที่เพิ่งออกไปเมื่อสิบนาทีที่แล้วแน่ จึงส่งลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่งตามไปที่ภูเก็ต ไว้จัดการเรื่องราวทางนี้เสร็จค่อยตามไปสมทบ เพราะเขายังมีคนที่ต้องไปพบอีกคนหนึ่ง คนที่ให้ความช่วยเหลือเธอคนนั้นมาโดยตลอดโดยที่เขาไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย

“เอายังไงต่อดีพี่เดช” สิ้นเสียงของลูกน้อง ชายแจ๊คเก็ตสีกรมท่าก็หันมา หน้าตาอิดโรย

“พวกเอ็งไปเฝ้าดูบ้านคุณริไว้ มีอะไรเคลื่อนไหวรีบรายงานทันที เดี๋ยวข้าจะรวบรวมรายชื่อเกสต์เฮ้าส์ที่ภูเก็ตก่อน เพราะบัตรประชาชนอยู่ในกระเป๋านี้ ยังไงก็คงเข้าพักโรงแรมไม่ได้แน่”

 

และก็จริงอย่างธนเดชว่าไว้ มาลีรินทร์ผงะตัวขึ้นเมื่อนึกได้ว่า บัตรประจำตัวสำคัญทุกอย่างอยู่ในกระเป๋าเป้ใบก่อน โรงแรมที่จองเอาไว้จึงจำเป็นต้องทิ้งเงินมัดจำไป แถมยังทำให้ชีวิตลำบากขึ้น เมื่อเธอจะไม่สามารถเช่ายานพาหนะใดๆ ได้เลย

“ซวยจริงๆ” หญิงสาวเปรยเบาๆ หันไปมองหญิงสูงวัยข้างกายที่หลับเป็นตายไปแล้ว รถทัวร์วิ่งฝ่าความมืดบนเส้นทางหุบเขา ผ่านแมกไม้นานาพันธุ์ แต่เธอเห็นเพียงแสงไฟจากรถที่สวนมา และไฟท้ายของรถที่นำหน้า ร่างนั้นเอนไปบนเบาะอีกครั้ง เครื่องปรับอากาศในรถทำงานดีเยี่ยม จนต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาปกถึงคอ แต่ปัญหายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะกว่าเธอจะถึงปลายทางก็เกือบเที่ยงคืน แล้วคืนนี้จะไปหาที่นอนได้อย่างไร?

 

ศตายุล้มตัวลงนอนบนที่นอนหนานุ่มในห้องพักกลางเมืองเชียงใหม่ หลังมาเหยียบแผ่นดินล้านนาในช่วงเย็นของวัน เขาจองห้องพักเอาไว้หนึ่งเดือน เพราะคำนวณดูแล้วคุ้มกว่าที่จะต้องเสียเงินเช่าแบบรายวันเกือบครึ่ง แม้ห้องจะไม่ได้หรูหราอะไร สภาพห้องก็ดูไม่ต่างจากห้องพักทั่วไปนัก แต่แค่มีที่ซุกหัวนอน เขาก็พอใจแล้ว เพราะมันอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก หลังจากที่จัดข้าวของเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินออกไปเยี่ยมชมตัวเมืองเชียงใหม่ในยามเย็นทันที

ผังเมืองเชียงใหม่นั้นไม่ลึกลับซับซ้อน โรงแรมที่เขาพักนั้นอยู่ในบริเวณเมืองชั้นใน ซึ่งมีคูเมืองล้อมรอบ ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ สามารถเดินทางได้สะดวก ไม่ว่าจะเป็นรถสองแถวสีแดง ซึ่งรู้จักกันดีว่า รถแดง หรือจะเดินทางด้วยมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างก็มีให้เห็นทั่วไป นับว่าการเดินทางนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย

เสียดายวันนี้เป็นวันศุกร์ จึงไม่มีถนนคนเดินให้เดินเที่ยวดูสินค้าพื้นเมืองและของทำมือ แต่เขาก็มีเป้าหมายอยู่แล้วนั่นก็คือ ขัวเหล็ก หรือสะพานเหล็ก มันเป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองขัวเหล็กในอดีตซึ่งพาดผ่านแม่น้ำปิงมานานกว่าห้าสิบปี เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูปยามค่ำคืนเก็บไว้ เพราะจะเห็นบรรยากาศของกาลเวลาทั้งเก่าและใหม่มาผสานกันได้อย่างลงตัว

“ไปขัวเหล็กเท่าไรครับ?” ศตายุเอ่ยถามรถแดงคันหนึ่งซึ่งชะลอตัวมาเทียบฟุตปาธ เพื่อหานักท่องเที่ยว

“เจ็ดสิบ” คนขับยิ้มกว้าง เห็นหมูอยู่ในอวย

“ไม่แพงไปหน่อยเหรอครับ”

“ก็ราคานี้ อะๆ ลดให้เหลือหกสิบ จะไปรึเปล่า?” เขาเอียงคอ

“งั้นคงไม่ครับ” ชายหนุ่มส่ายหน้า ไม่สนใจอีกฝ่ายว่าจะทำหน้าหงุดหงิดแค่ไหนที่เกือบจะได้เชือดหมูอยู่รอมร่อ เพราะเขาหาข้อมูลมาดีพอที่จะปกป้องสิทธิ์ตัวเองจากการถูกเอารัดเอาเปรียบของรถแดง

เพราะเป้าหมายของชายหนุ่มคือการมาเช่ารถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้ในการเดินทางรอบตัวเมืองเชียงใหม่ แรกนั้นก็ลังเลอยู่เช่นกันระหว่างรถเก๋งกับมอเตอร์ไซค์ แต่หลังจากหาข้อมูลทุกอย่าง เขาก็ได้ข้อสรุปว่า มอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะคล่องตัวและหาที่จอดง่าย

หลังจ่ายเงินมัดจำแล้ว มอเตอร์ไซค์ก็มาอยู่ในมือ ศตายุก็ยิ้มให้กับตัวเอง หวังว่าหลังจากนี้ชีวิตเขาจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป อย่างน้อยก็ต้องทำความรู้จักเจ้ามอเตอร์ไซค์นี่เสียก่อน แต่เอ...เกียร์มันอยู่ไหนหว่า?

 

หากเปรียบชีวิตคนเหมือนกราฟที่มีขึ้นลง มาลีรินทร์เชื่อว่าตอนนี้กราฟของเธอต้องดิ่งลงเหวแน่นอน เพราะหลังจากที่เธอเดินทางจากสถานีขนส่งอาเขตเข้าสู่เขตเมืองเชียงใหม่ ก็ต้องหน้าเสียเมื่อรู้ว่า เงินทั้งหมดที่เตรียมมานั้นถูกมือดีฉกไปอย่างไม่ทันรู้ตัว

หญิงสาวเงยหน้ามองเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่กำลังจะยื่นกุญแจให้ด้วยใบหน้าซีดเผือด เพราะต้องจ่ายมัดจำก่อนจำนวนห้าร้อยบาท แต่เธอมีเงินติดอยู่ในกระเป๋าอยู่แค่สองร้อยสามสิบเท่านั้น!

“เอ่อ...พี่คะ หนูไม่มีเงินแล้ว” เธอบอกเสียงอ่อย พลางยกกระเป๋าเป้ที่ซิบด้านหน้าอ้าอยู่ให้อีกฝ่ายดู ท่าทางเหมือนจะร้องไห้ “เงินหนูหายเกลี้ยงเลยค่ะ”

“อ้าว อย่างนี้ให้พี่ทำไงล่ะ” หญิงวัยกลางคนนิ่วหน้า มองปราดไปยังหญิงสาวหน้าตาดีอย่างชั่งใจ ไม่รู้ว่าหายจริง หรือแค่หาข้ออ้างขอนอนฟรี

“หนูไม่รู้ตัวเลยว่าโดนล้วงตอนไหน” มาลีรินทร์คิดหนัก อาจจะเป็นตอนที่แวะไปซื้อข้าวของเครื่องใช้จุกจิก ก่อนเดินหาที่พัก เพราะจู่ๆ ก็มีแก๊งเด็กชายอายุประมาณแปดเก้าขวบ มาดักรุมหน้าล้อมหลังขอเศษเงิน แล้วเธอก็ควักเงินในกระเป๋ากางเกงให้ไปด้วยความสงสาร ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าถูกล้วงกระเป๋าไปแล้ว

“ไปแจ้งความมั้ย?” เจ้าของเกสเฮาส์แสดงน้ำใจ แต่อีกฝ่ายรีบส่ายหัวทันที

“อย่าเลยค่ะ เพราะที่หายไปไม่มีบัตรอะไรเลย แจ้งไปก็คงไม่ได้คืน” ที่จริงแล้ว เธอกลัวว่าแจ้งไปจะถูกตามตัวเจอต่างหาก

“ถ้าอย่างนั้นพี่คงให้น้องพักไม่ได้นะ”

มาลีรินทร์ใจหาย หากเข้าพักไม่ได้ แล้วเธอจะไปนอนที่ไหน?

“หนูขอพักก่อนสักสองสามวัน แล้วค่อยจ่ายทีหลังไม่ได้เหรอคะ” เธออ้อนวอน

“ไม่ได้หรอก พี่ก็ต้องทำมาหากิน แล้วจะจ่ายจริงรึเปล่ายังไม่รู้ น้องไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกันให้พี่สักอย่าง แล้วจะให้พี่เชื่อยังไง” หญิงวัยกลางคนหรี่ตามอง

มาลีรินทร์กัดฟัน นึกเจ็บใจที่ไม่รักษาซองเงินให้ดี “ถ้าอย่างนั้นหนูขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้มั้ยคะ”

อีกฝ่ายมีทีท่าลังเล แต่ก็ยอมยื่นโทรศัพท์มือถือให้ไป

เสียงสัญญาณดังอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีคนรับสาย ยิ่งทำให้คนถังแตกวิตกมากขึ้น เหลือบมองหน้าเจ้าของเกสต์เฮาส์เป็นระยะ จนในที่สุดก็ต้องถอดใจ ยื่นโทรศัพท์คืนให้

“ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากค่ะ” แล้วเธอก็เดินคอตกจากไป โทษตัวเองที่ชะล่าใจเก็บเงินเอาไว้ในซิปด้านหน้า สองเท้าพาร่างไร้วิญญาณเดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย เหม่อมองไปยังถนนรอบคูเมืองในยามค่ำคืนอย่างหมดอาลัยตายอยาก เมืองที่อยากมาเที่ยวที่สุด กลายเป็นเมืองที่ว้าเหว่ที่สุด รถราบางตา ไฟสีส้มนวลจากเสาไฟฟ้าส่องกระทบผิวน้ำดำมืดของคูเมืองให้ดูหม่นหมองพอๆ กับใจเธอ ผีเสื้อกลางคืนกำลังออกล่า ส่งเสียงเฮฮากันตามผับบาร์ที่เปิดเรียงราย แต่ผีเสื้อกลางวันอย่างเธอกำลังมองหาที่ซุกหัวนอน ให้พ้นผ่านราตรีแสนเจ็บช้ำ แล้วค่อยว่ากันใหม่ในวันพรุ่ง

แต่แล้วความหม่นหมองในใจของเธอก็เหมือนมีแสงส่องขึ้นรำไร เมื่อเห็นใครคนหนึ่ง กำลังขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าแล้วเลี้ยวเข้าไปยังโรงแรมสี่ดาวที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาเป็นประกาย เพราะจำเขาได้ในทันที ผู้ชายคนที่เจอที่สถานีรถไฟฟ้า ผู้ชายที่จะแก้ปัญหาในคืนนี้ให้เธอได้!


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขัวเหล็กจ้ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #29 25329789 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 18:35
    รอลุ้น ๆ
    #29
    0
  2. #16 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2559 / 15:07
    การผจญกรรมเอ้ย ผจญภัยเริ่มขึ้นแล้วนะคะ
    #16
    1
    • #16-1 ดารานิล(จากตอนที่ 2)
      4 เมษายน 2559 / 16:19
      นั่นสิคะ สงสารพี่เก่งอีกแล้วอะ 555555
      #16-1