พันดารา

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 เม.ย. 59

บทนำ

 

โดด ไม่โดด?

มาลีรินทร์คิดในใจ ขณะยืนหมิ่นเหม่อยู่บนรั้วของบ้านร้างหลังหนึ่ง เธอแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สะพายกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่มากติดหลังเอาไว้ ผมสั้นระต้นคออย่างผู้ชายถูกหมวกแก๊ปสวมไว้อีกชั้น ดูเผินๆ คล้ายหนุ่มน้อยมากกว่าหญิงสาวหน้าตาดี แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งดังมาแต่ไกล เธอก็ตัดสินใจกระโดดลงไปยังอีกฟากหนึ่งของรั้วอย่างไม่ลังเล

หญ้าสูงท่วมเข่าคลุมพื้นที่บ้านร้างไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเมืองแห่งความศิวิไลซ์ มีพื้นที่รกร้างอยู่มากมาย แม้จะเป็นช่วงบ่าย ทว่าต้นไม้เขียวครึ้มที่ขาดคนเอาใจใส่ก็ทำให้บรรยากาศน่าวังเวงขึ้น

ทันทีที่เท้าแตะพื้น เธอก็เซไปวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบใช้มือยันพื้นเอาไว้ได้ ด้านในเต็มไปด้วยเศษขยะที่คนมักง่ายมักจะโยนเข้ามาเพื่อให้พ้นตัว แทนที่จะทิ้งลงถังขยะอย่างที่ช่วยกันรณรงค์กันตามประกาศ เธอกวาดตามองไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง เห็นประตูรั้วที่ถูกปิดตายด้วยไม้ก็รีบแนบตัวไปกับรั้วปูนด้านหลัง เกรงว่าพวกมันจะเห็นสิ่งผิดปกติภายใน เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มนั้นดังใกล้เข้ามา เธอค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เกรงว่า หากหายใจแรงไปกว่านี้ อีกฝ่ายอาจจะรู้ว่า เธอมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่

หญิงสาวปิดเปลือกตาลง หน้าอกกระเพื่อมไหว เธอไม่ได้วิ่งเต็มกำลังเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว สามปี? สี่ปี? หรือมากกว่านั้น? นึกถึงตอนเรียนมัธยม สมัยที่ร่างกายยังฟิตปั๋ง วิ่งแค่นี้ไม่ได้ทำให้เธอหอบ แต่พอกาลเวลาผ่านไป อะไรๆ ก็ร่วงโรย สังขารย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง

สัจธรรมของชีวิต

เสียงพูดคุยของชายซึ่งเดาว่าไม่น่าต่ำกว่าสามคนดังขึ้นอีกฟากหนึ่ง มาลีรินทร์กลั้นหายใจ เงี่ยหูฟังพวกมันคุยกัน พอจับใจความได้ว่า ยังหาตัวเธอไม่พบ หญิงสาวยิ้มกริ่ม เธอวางแผนมาเป็นอย่างดี ไม่มีวันที่จะถูกจับตัวได้แน่นอน เสียงพูดคุยดังต่อไปอีกไม่กี่อึดใจ ก่อนเสียงฝีเท้าของคนทั้งหมดจะค่อยๆ ห่างออกไป ได้ยินดังนั้นเธอก็ถอนหายใจเบาๆ นั่งนิ่งรอจนแน่ใจแล้วว่า ทุกอย่างอยู่ในความปลอดภัย จึงหยัดกายขึ้นแล้วตรงไปยังรั้วที่ถูกปิดตาย

ภาพนอกรั้วผ่านซี่ไม้ที่แตกหัก เป็นภาพของซอยเล็กๆ ปราศจากกลุ่มคนที่ทำให้เธอต้องซ่อนตัว ทำให้มาลีรินทร์มั่นใจว่าปลอดภัยแน่ เธอปีนป่ายขึ้นไป แม้จะไม่คล่องแคล่วนัก แต่ก็คอยระมัดระวังทุกฝีก้าว

ทันทีที่เท้าแตะพื้นอีกฝั่ง เธอก็เดินลัดเลาะเข้าไปอีกซอยหนึ่ง เป้าหมายคือถนนหลักและสถานีรถไฟฟ้าซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก สภาพบ้านเรือนที่ปลูกในซอย เป็นภาพที่ชินตาสำหรับเธอไปเสียแล้ว ส่วนใหญ่จะปรับปรุงหน้าบ้านเพื่อทำเป็นร้านค้าและร้านอาหาร บ้านแต่ละหลังปลูกติดกันจนอดคิดไม่ได้ว่า ไอจามแต่ละทีคงได้ยินกันทั่วทั้งซอย ผู้คนเดินสัญจรไปมา ไม่มีใครสนใจหญิงสาวสะพายเป้ใส่หมวกแก๊ปอย่างเธอเลยสักคน เห็นอย่างนั้นก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง จากเดินกึ่งวิ่งก็เปลี่ยนเป็นเดินเรื่อยๆ มือก็ลูบกระเป๋ากางเกงยีนส์อีกครั้งเพื่อความอุ่นใจ คิดว่าเตรียมพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว แต่ความโล่งใจก็อยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มดังกล่าวไล่หลังมา

“อยู่ตรงนั้น!” ชายที่สวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีกรมท่าตะโกนขึ้น

เพียงเท่านั้น หญิงสาวออกวิ่งเต็มกำลัง มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่เพื่อไปสถานีรถไฟฟ้าทันที มาลีรินทร์นึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ไม่น่าชะล่าใจจนถูกตามได้เช่นนี้เลย แต่เธอก็ใช้ความคล่องตัวลัดเลาะจนไปถึงพื้นที่ใต้ทางด่วน ซึ่งกลายเป็นชุมชนขนาดย่อมๆ ไป

“อย่าให้หนีไปได้ รีบไปจับตัวเอาไว้!

เธอวิ่งจนมาหยุดอยู่ที่ขอบฟุตปาธ หันไปมองด้านหลังก็เห็นชายฉกรรจ์สามคนกำลังเคลื่อนตัวมาใกล้ พอมองไปด้านหน้าก็เจอการจราจรอันแสนคับคั่ง มือกระชับเป้สะพายหลังขึ้นมา และในวินาทีนั้นเอง เธอก็ตัดสินใจวิ่งลงไปบนถนน ใช้จังหวะที่รถกำลังชะลอตัว ตัดหน้าเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง จนเสียงบีบและเสียงก่นด่าดังไปทั่วบริเวณ

ชายทั้งสามหยุดกึก มองหลังไวๆ ของคนที่ตามล่าอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เพราะตอนนี้รถราเหยียบเต็มกำลังเพื่อหนีไฟเขียวที่กำลังจะกลายเป็นแดง คนสวมแจ๊คเก็ตหัวเสีย หันไปสั่งลูกน้อง หมายจะข้ามฟากไปพร้อมกัน แต่พอเห็นหล่อนวิ่งขึ้นบันไดสถานีรถไฟก็เปลี่ยนแผนใหม่ บอกให้ลูกน้องวิ่งตามไปอีกฟากหนึ่งเพื่อดักตัวเอาไว้

มาลีรินทร์เหนื่อยจนหอบ แต่ขาก็กระโดดขึ้นบันไดไปแทบจะทีละสองขั้นไม่หยุด มีจังหวะหนึ่งที่ร่างของเธอเซไปกระแทกกับรั้ว แต่โชคดีที่ยึดไว้ได้ทัน สายตาก็เหลือบไปมองชายฉกรรจ์ที่กำลังจะวิ่งขึ้นบันไดอีกฝั่ง ภาพนั้นทำให้เธอกัดฟัน แล้วออกวิ่งต่อ รู้ดีว่า หากพลาดคราวนี้ เธอจะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกต่อไป

ผู้คนพลุกพล่านบนสถานีรถไฟฟ้า หันมามองหญิงสาวสะพายเป้เป็นจุดเดียวกัน เธอวิ่งกระหืดกระหอบไปยังประตูกั้น แล้วหยิบบัตรที่เสียบอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ออกมาแตะเพื่อเปิดประตู และทันทีที่ที่กั้นถูกเปิดออก เธอก็พรวดเข้าไป แล้วถอนหายใจยืดยาว

หญิงสาวหันไปมองชายสามคนที่ถูกยามรวบตัวเอาไว้ เนื่องจากพยายามเข้าสถานีโดยไม่มีบัตรโดยสาร มาลีรินทร์ยิ้มเยาะ ตั้งใจจะโบกมือลาสามหนุ่ม ทว่าคนใส่แจ๊คเก็ตสีกรมท่ากลับสะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ แล้วพุ่งมายังเธออย่างรวดเร็ว

เห็นดังนั้น หญิงสาวก็หน้าเปลี่ยนสี หันหลังกลับแล้วออกวิ่งทันที แต่โชคร้ายที่อีกฝ่ายเร็วกว่า เธอจึงถูกกระชากอย่างแรงจากทางด้านหลังจนหน้าหงาย เขาคว้าสายเป้ของเธอเอาไว้ได้ มาลีรินทร์หันขวับไปมองอย่างตกใจ

“หนีไม่รอดหรอก!” เขากระชากอีกครั้ง หมายจะล็อกคอเธอเอาไว้ ในวินาทีนั้น หญิงสาวจึงตัดใจสละกระเป๋าที่มีของสำคัญทั้งหมดทิ้งไป แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อหนีการไล่ล่าในครั้งนี้

เธอวิ่งหน้าตั้งขึ้นไปบนชานชาลา และเหมือนโชคจะเข้าข้าง เมื่อรถไฟที่จอดรออยู่ส่งเสียงเตือนครั้งสุดท้าย ประตูรถไฟกำลังจะปิด แต่หญิงสาวไวกว่า เธอพุ่งตัวเข้าไปทันทีเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แล้วประตูอัตโนมัติก็ปิดลงทันใด

ชายแจ๊คเก็ตสีกรมท่าวิ่งหน้าตื่นขึ้นมาพร้อมกระเป๋าเป้ในมือ เพียงเห็นร่างของคนที่เขาไล่ล่ายืนโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มในรถไฟฟ้าก็โมโห รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาใครอีกคนทันที

“หนีไปได้ครับ แต่ไม่ต้องห่วง ผมจะตามจนกว่าจะเจอแน่”

 

มาลีรินทร์หอบฮัก หย่อนกายลงบนที่นั่งพลาสติกอย่างโล่งใจ แม้จะต้องเสียกระเป๋าเป้ไป แต่เธอก็หนีรอดมาได้ ถือว่าได้มากกว่าเสีย แล้วสายตาก็มองไปยังป้ายบอกสถานี  จุดนัดพบคือสถานีสุดสาย หวังว่าคงไม่มีอะไรรอเธออยู่ปลายทางอีก

จู่ๆ คิ้วสวยก็ขมวดมุ่น เจ็บหัวจี๊ดขึ้นมา เธอบีบหว่างคิ้วแรงๆ เพื่อผ่อนคลาย ได้มาเจออากาศเย็นๆ ในรถไฟฟ้าหลังวิ่งจนเหงื่อท่วม ร่างกายจึงปรับตัวไม่ค่อยทัน ก่อนจะเอนศีรษะไปกับกระจกด้านหลัง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอีกฝั่ง แต่พอเห็นภาพเบลอๆ ที่มีแผ่นป้ายโฆษณาติดทับตัวรถด้านนอกไว้ เธอก็ยิ้มขันให้กับการโฆษณาที่แข่งขันกันสูงเหลือเกิน เสียดายวิวดีๆ ที่ควรจะมอบให้ผู้โดยสาร แต่อาจจะเป็นแค่เธอคนเดียวในขบวนที่พยายามมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะแทบทุกคนล้วนแต่ก้มลงไปให้ความสำคัญกับจอสี่เหลี่ยมในมือ จนดูเหมือนว่า เธอเป็นคนเดียวที่ยังมีสติอยู่ในรถไฟขบวนนี้

มาลีรินทร์ถอนหายใจยาว พยายามมองออกไปนอกกระจกอีกครั้ง แล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตเกิดขึ้นมากมาย เธอจมอยู่กับความคิดตัวเองอยู่นานพอดู เสียงประกาศแต่ละสถานีดังขึ้นต่อเนื่อง ผู้คนมากมายผลัดกันเข้าออก แต่เธอไม่ใส่ใจ เพราะคิดถึงแต่เรื่องที่เพิ่งรอดมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ เธอมักจะโชคดีทุกครั้ง แต่ครั้งนี้แค่คำว่าโชคดียังไม่พอ ต้องบวกแผนการรัดกุมเข้าไปอีก ไม่เช่นนั้นเธอคงเพลี่ยงพล้ำตั้งแต่เริ่มแผน

ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศชื่อสถานีสุดท้าย หญิงสาวก็ลุกขึ้น มันเป็นสถานีสุดท้าย แต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายในชีวิต ภารกิจครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังประตูอัตโนมัติเลื่อนออกจากกันเท่านั้น...

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

มาแว้วนะคะ หลังจากที่ดองเรื่องนี้มานานกว่าสี่ปี รึเปล่า? 5555

 

ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ^^

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น

  1. #28 25329789 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 18:14
    เราชอบตรงบรรยายได้เห็นภาพมาก(:
    #28
    0
  2. #15 fsn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 20:21
    มาเยื่ยมชมค้า
    #15
    1
    • #15-1 ดารานิล(จากตอนที่ 1)
      1 เมษายน 2559 / 13:31
      ขอบคุณค้าาา มาๆ ดื่มน้ำดื่มท่าให้ชื่นใจ ^^
      #15-1
  3. #14 me aw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 19:42
    555 มาเจิมคนแรกเลย  นานจนลืมแล้วว่าพี่เก่งเป็นใคร  ต้องไปอ่านเกี้ยวจันทร์นิดนึง
    #14
    1
    • #14-1 ดารานิล(จากตอนที่ 1)
      1 เมษายน 2559 / 13:31
      คือนานจนลูกบวชอะค่ะ 5555555
      #14-1